สุรชาติ บำรุงสุข [1]: ทั้งรักทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น : ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ถ้าเราฝ่าข้ามเรื่องราวเก่า ๆ และมองไปสู่โลกข้างหน้าในอนาคต เรากับกัมพูชาควรจะต้องจับมือกันเพื่อพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของคนในภูมิภาคนี้ และอย่างน้อยปราสาทนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ""บ่ออารยธรรม" ของบรรพบุรุษสยามในอดีต วันนี้บางทีไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ความเป็น "ญาติทางวัฒนธรรม" ของประชาชนทั้งสองฝ่ายจะต้องจบลงเหมือนเมื่อครั้งที่กรณีปราสาทเขาพระวิหารเคยเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศมาแล้ว
"ในเรื่องของนโยบายโลก ข้าพเจ้าขออุทิศประเทศนี้ให้แก่
นโยบายของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี"
ประธานาธิบดี แฟรงคลิน รูสเวลท์
คำกล่าวในพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง
4 มีนาคม 1933
หากพิจารณาความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะเห็นได้ว่าไทยกับเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ มีประวัติศาสตร์ร่วมกันทั้งในเชิงบวกและลบเป็นระยะเวลาอันยาวนานได้แก่ กรณีไทย-พม่า หรือในมุมมองทางประวัติศาสตร์ก็คือ ความสัมพันธ์อยุธยา-หงสาวดี กรณีไทย-ลาว หรือในมุมมองทางประวัติศาสตร์ก็คือ ความสัมพันธ์อยุธยา/รัตนโกสินทร์-ล้านช้าง และกรณีไทย-กัมพูชา หรือในมุมมองทางประวัติศาสตร์ก็คือ ความสัมพันธ์อยุธยา/รัตนโกสินทร์-เขมร
เรื่องราวของราชอาณาจักรในพื้นที่แถบนี้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแยกจากกันได้ยาก เพราะว่าที่จริงแล้ว ผู้คนในภูมิภาคมีความสัมพันธ์กันในด้านต่าง ๆ มาช้านาน จนกระทั่งเมื่อเกิดระบบ "รัฐสมัยใหม่" (
แต่หากมองในบริบทของความเป็นชาติพันธุ์ หรือในกรอบของวัฒนธรรมแล้ว จะเห็นได้ถึงการทับซ้อนระหว่างปัจจัยดังกล่าวกับความเป็นรัฐอาณาเขต ที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของตน
ดังนั้นหากมองปัญหานี้ให้กรอบของ "ภูมิวัฒนธรรม" เราอาจจะเห็นได้ว่า ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของความเป็น "ไทย" ที่เกิดขึ้นนั้น เราถูกสวมทับด้วยวัฒนธรรมเขมรมาตั้งแต่พัฒนาการในประวัติศาสตร์ และว่าที่จริงแล้วก็อาจจะก่อนที่ผู้คนในแถบนี้จะสามารถรวบรวมกันจนถึงราชอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเสียอีก เพราะในช่วงระยะเวลาดังกล่าวศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอยู่ที่ราชอาณาจักรของเขมร
ต่อมาเมื่อศูนย์อำนาจบนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาย้ายจากสุโขทัยมาสู่อยุธยา การนำเอาวัฒนธรรมเขมรเข้ามาเป็นองค์ประกอบของสังคมอยุธยาก็เห็นเด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็น "สมมติเทพ" หรือ "สมมติเทวราช" ตลอดรวมถึงประเพณีในราชสำนัก เช่น ในรูปของคำราชาศัพท์ต่าง ๆ เป็นต้น
ดังนั้น ชนชั้นนำของไทยในอดีต จึงเติบใหญ่ขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมเขมร และทั้งยังแสดงออกอย่างชื่นชม จนอาจกล่าวได้ว่า การรับวัฒนธรรมเช่นนี้ได้ทำให้เกิด "กระบวนการทำให้เป็นเขมร" ขึ้นในราชสำนักไทย จนหลายต่อหลายครั้งเราไม่ค่อยอยากที่จะยอมรับกับเรื่องราวเช่นนี้
ในอีกด้านหนึ่ง ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมเขมรในราชสำนักอยุธยา เป็นผลผลิตของสงคราม โดยเขมรซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงครามนั้น มีระดับทางวัฒนธรรมที่สูงกว่า และได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมให้แก่อยุธยาซึ่งเป็นผู้ชนะ ซึ่งว่าที่จริงแล้วก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ส่วนของโลกก็คือ ผลจากการเป็นผู้ชนะในสนามรบทางทหาร แต่กลับเป็นผู้แพ้ในสนามรบทางวัฒนธรรม และรับเอาวัฒนธรรมของผู้แพ้มาเป็นของตนอย่างไม่เคอะเขิน
ซึ่งความสัมพันธ์ในช่วงอยุธยาก็เป็นไปในลักษณะดังกล่าว เพราะอยุธยาได้ทำสงครามใหญ่กับเขมรถึง 3 ครั้งคือ ในสมัยของพระเจ้าอู่ทอง พระราเมศวร และพระเจ้าสามพระยา ซึ่งในกรณีหลังได้ทำให้ราชอาณาจักรเขมรถึงกับการล่มสลายในปี พ.ศ. 1974 และต้องย้ายเมืองหลวงหนีทัพอยุธยาไปยังเมืองละแวก เมืองอุดงมีชัย และเมืองพนมเปญในท้ายที่สุด สำหรับการเสียกรุงในปี พ.ศ. 1974 นั้นก็เทียบเคียงได้กับการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 แต่ก็ดูเหมือนเป็นอะไรที่ไทยเราไม่ค่อยอยากจะพูดถึง เพราะเรื่องราวเช่นนี้ทำให้เราเป็น "ผู้ร้าย" ในสายตาของเพื่อนบ้าน ไม่แตกต่างกับพม่าที่เป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์ไทยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลจากการสานต่อวัฒนธรรมจากเขมร สู่อยุธยาและต่อมาในสมัยรัตโกสินทร์นั้น ทำให้อาจกล่าวได้ว่าในพัฒนาการของประวัติอารยธรรมไทยแล้ว อยุธยาก็คือ "ผู้สืบสาน" วัฒนธรรมเดิมของเขมรนั้นเอง อย่างน้อยลักษณะของสถาปัตยกรรมก็บ่งบอกถึงการสืบทอดดังกล่าว เช่นพระปรางค์องค์ประธานของวัดไชยวัฒนาราม หรือแม้กระทั่งชื่ออำเภอนครหลวง ก็คือ จุดที่ตั้งที่ประทับริมน้ำของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา ซึ่งคำว่า "พระนครหลวง" นี้เป็นคำเรียกเมืองหลวงของเขมรแด่เดิม (นครวัด-นครธม)
หรือถ้าไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว ก็จะได้เห็นปราสาทนครวัดจำลองที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งแต่เดิมพระองค์มีพระราชประสงค์จะย้ายปราสาทตาพรหมเข้ามาไว้ในไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวปราสาทหลังอื่น ๆ ก็ใหญ่เกินไปเกินกว่าจะชักลากเข้ามา จึงได้สร้างปราสาทดังกล่าวแทน
เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชนชั้นนำไทยชื่นชอบอะไรที่เป็นเขมร แต่ใน "ความชอบ" ก็มี "ความชัง "แฝงอยู่ เช่นเรื่องราวของพิธีปฐมกรรมที่มีตัดเศียรของพระนักสัตถา เพื่อนำมาล้างพระบาทของพระนเรศวร ซึ่งก็มีการค้นคว้าในยุคต่อมาว่า กรณีปฐมกรรมที่คนไทยเรียนรู้จากหนังสือประวัติศาสตร์ไม่เป็นความจริง เพราะพระนักสัตถาเสด็จหนีไปลี้ภัยอยู่ในลาว อันเป็นเรื่องราวที่แตกต่างประวัติศาสตร์ของสำนัก "ชาตินิยมไทย" ที่ถูกสั่งสอนกันมาอย่างยาวนานในหนังสือแบบเรียนของไทย จนทำให้เรามองเพื่อนบ้านด้วยสายตาของความหวาดระแวง หรือไม่ก็ด้วยความรู้สึกว่าเพื่อนบ้านเป็น "ภัยคุกคาม" (threat perception) จนเราไม่ค่อยอยากคบกับผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียง ทั้งที่ในอดีตและพัฒนาการในประวัติศาสตร์นั้น พวกเขากับเราล้วนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมา
แน่นอนว่าในเรื่องราวของความสัมพันธ์เช่นนี้จึงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ มีทั้งสงครามและสันติภาพ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้คนในยุคหลัง ๆ ว่า พวกเขาจะหยิบเอาอะไรขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการมองย้อนอดีต ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากปัญหาความสัมพันธ์ไทย-พม่า ที่ถูกทับซ้อนด้วยอดีตของสงครามอยุธยา-หงสาวดี ซึ่งเรามักจะหยิบขึ้นมาทุกครั้งในเวลาที่เราต้องการสร้างความรู้สึก "ชาตินิยมไทย" ในโลกสมัยใหม่
ว่าที่จริงแล้ว ไม่เคยมี "สงครามไทยรบพม่า" ปรากฏในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด กล่าวในทางรัฐศาสตร์ก็คือ ไทยถือกำเนิดเป็น "รัฐสมัยใหม่" ก็คงในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญได้แก่ การกำเนิดของเส้นเขตแดน อันเป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่เป็นผลมาจากการกำเนิดของรัฐประชาชาติในยุโรป และด้วยเส้นเขตแดนที่สยามต้องลงนามความตกลงกับผู้แทนของเจ้าอาณานิคม ก็บ่งบอกถึงการเกิดขึ้นของ "รัฐอาณาเขต" ของสยาม (Territorial State)ซึ่งก็มีองค์ประกอบภายในได้แก่ ประชากร รัฐบาล และดินแดน อันส่งผลให้เกิดความเป็น "รัฐอธิปไตย" ในความหมายของการเป็นประเทศเช่นปัจจุบัน และขณะเดียวกับพม่าก็ถือกำเนิดในบริบทของความเป็นประเทศ ก็เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ในกรอบคิดทางรัฐศาสตร์เช่นนี้ จึงเป็นไปได้ที่จะมี "สงครามไทยรบพม่า" ในความเป็นจริงของการเมืองระหว่างประเทศในอดีต
สิ่งที่ปรากฏเป็นจริงจึงได้แก่ปัญหาสงครามระหว่างเจ้ากรุงศรีอยุธยากับเจ้ากรุงหงสาวดี หรืออาจจะเรียกในรูปแบบของยุคนั้นว่าเป็น "สงครามนครรัฐ" ซึ่งก็คือสงครามระหว่างนครรัฐอยุธยากับนครรัฐหงสาวดี (คล้ายกับสงครามระหว่างนครรัฐของยุคกรีก) แต่การสร้างทับซ้อนระหว่างนครรัฐแบบเก่ากับรัฐสมัยใหม่เช่นปัจจุบัน จึงเป็น "กระบวนการสร้างจินตนาการ โดยอาศัยประวัติศาสตร์เป็นตัวเดินเรื่อง แล้วผู้คนในยุค หลัง ๆ ก็รับเอาเรื่องราวของคำอธิบายเช่นนี้เข้ามาเป็น "จินตนาการชาติ" และมีแบบเรียนของหนังสือประวัติศาสตร์หลาย ๆ เล่มช่วยตอกย้ำกระแสคิดเช่นนี้
กระบวนการสร้างจินตนาการชาติในด้านหนึ่งก็เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความรู้สึก "ชาตินิยม" ให้แก่ผู้คนภายในชาติ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างทัศนคติที่ไม่ดีต่อการมองปัญหาความสัมพันธ์เรากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ดังได้กล่าวแล้วว่า หลายต่อหลายครั้ง ความชังเข้ามาบดบังความชอบ เช่นเดียวกับที่หลายต่อหลายกรณี ความรู้สึกถูกสร้างว่า ไทยใหญ่กว่าเพื่อนบ้านรอบ ๆ ตัวเรา และเพื่อนบ้านจะ "ทรยศ" เวลาเราเกิดปัญหา เช่นพวกเขาเป็นกบฏเวลาศูนย์อำนาจที่อยุธยาเกิดความปั่นป่วน และพวกเขาก็ไม่จงรักภักดีต่อเรา เป็นต้น (ซึ่งก็ไม่แน่นักว่าพม่าเองจะมองเราด้วยสายตาเช่นที่เรามองเพื่อนบ้านเล็ก ๆ เช่นนี้ด้วยหรือไม่) หรือถ้าจะกล่าวด้วยภาษาง่าย ๆ ก็คือ เรามักจะเห็นเพื่อนบ้านด้วยสายตาแบบ "มองไม่ขึ้น" อะไรทำนองนั้น!
ในอีกด้านหนึ่งประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านก็ถูก "กด" ด้วยประวัติศาสตร์ของลัทธิอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยามต้องเสียดินแดนให้แก่เจ้าอาณานิคม แม้เราจะได้ดินแดนคืนมาในช่วงสงครามระหว่างสยามกับฝรั่งเศส (พ.ศ. 2483-84) ก่อนการกำเนิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณของกัมพูชา และไชยบุรีของลาว
การได้ดินแดนคืนของสยามในปี 2484 นั้น เราได้พิมพ์เอกสารออกแจกจ่ายและประกาศด้วยว่า เราได้ปราสาทเขาพระวิหารคืนมาด้วย แต่แล้วในที่สุด เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สยามจำต้องรับข้อกำหนดกติกาของระบบระหว่างประเทศ แล้วเราได้คืนดินแดนที่ได้มาด้วยการสงครามให้แก่เจ้าอาณานิคมเดิม แม้การเมืองไทยยุคหลังสงครามโลกจะมีทัศนคติว่า ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของเรา จนในท้ายที่สุดกลายเป็นคดีความระหว่างประเทศ และไทยเป็นฝ่ายแพ้ จนต้องยอมรับว่าปราสาทดังกล่าวอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งไทยได้แสดงจุดยืนในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอดหลังจากการตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 2505 แล้ว
ในยุคสงครามเย็น ปราสาทเขาพระวิหารไม่ได้มีนัยสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทย มากเท่ากับความกลัวคอมมิวนิสต์ การขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาด้วยการรัฐประหารในกัมพูชามีส่วนช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคของผู้นำไทย อย่างน้อยก็มีแนวร่วม "กรุงเทพ-พนมเปญ" ไว้สนับสนุนสหรัฐอเมริกาในสงครามอินโดจีน หรือแม้ในยุคสงครามต่อต้านเวียดนาม แนวร่วม "ไทย-เขมรแดง" ก็แสดงออกอย่างเข้มแข็งในการต่อสู่กับเวียดนามทั้งในเวทีการทูตและเวทีการรบ
จวบจบสงครามเย็นสงบลง ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาก็ค่อย ๆ ปรับตัวสู่สถานการณ์ใหม่ที่ไม่มีคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม แม้จะมีปัญหาบางประการเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เช่น กรณีเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ แต่ก็มิได้ทำให้แนวโน้มของพัฒนาการความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นต้องถูกทำลายลง ดังจะเห็นได้ว่านับจากปี 2537 จนถึงปัจจุบัน ไทยกับกัมพูชาได้ทำความตกลงในเรื่องสำคัญ ๆ รวมแล้ว 17 ฉบับ ในขณะเดียวกันก็มีการเยือนกัมพูชาของพระราชวงศ์ฝ่ายไทยจากปี 2535-2549 ถึง 12 ครั้ง และนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนกัมพูชาจากปี 2544-51 รวม 6 ครั้ง
เรื่องราวเช่นนี้ล้วนแต่บอกให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง และพัฒนาเช่นนี้ก็กำลังถูกท้าทายจากปัญหาตกค้างที่แทบจะถูกลืมไปแล้วก็คือ ปัญหาเขาพระวิหาร แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในแบบเดิมที่ว่า "เขาพระวิหารเป็นของใคร" หากเป็นเรื่องของการเป็นมรดกโลก
บางทีวันนี้ถ้าเราฝ่าข้ามเรื่องราวเก่า ๆ เช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้น และมองไปสู่โลกข้างหน้าในอนาคต เรากับกัมพูชาควรจะต้องจับมือกันเพื่อพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของคนในภูมิภาคนี้ และอย่างน้อยปราสาทนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ""บ่ออารยธรรม" ของบรรพบุรุษสยามในอดีต
วันนี้บางทีก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ความเป็น "ญาติทางวัฒนธรรม" ของประชาชนทั้งสองฝ่ายจะต้องจบลงเหมือนเมื่อครั้งที่กรณีปราสาทเขาพระวิหารเคยเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศมาแล้วเช่นในอดีต!
หมายเหตุ : บทความนี้คัดมาจากจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 38 (เมษายน 2551)
อ่านต่อ
สุรชาติ บำรุงสุข [2]: การเมืองเรื่องมรดกโลก: วิกฤตการณ์เขาพระวิหาร
สุรชาติ บำรุงสุข: ไทย-กัมพูชา : โอกาสและวิกฤต
Comments
suparp
if you think cambodia willing to have thai involve and share togetther.
you should the one go to negotiate first with cambodia if you succeed it will be good for both country but I doubted.
9v'so7j';
"จอมโจรคลื่นลูกที่ 3" (กวนน้ำให้ใส)
"จอมโจรคลื่นลูกที่ 3"
แผนปล้นผลประโยชน์แสนล้าน
คลื่นโทรทัศน์วิทยุ และโทรคมนาคม
โลกมี 2 ด้านเสมอ
เมื่อมี "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" ก็มี "จอมโจรคลื่นลูกที่ 3"
แต่เขาคนนั้น แท้จริงจะเป็นอะไร ก็ลองใช้สติปัญญาตรองดู
1. "คลื่นลูกที่ 3" หมายความถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต มีการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ (หลังจากคลื่นลูกที่ 1 คือการเกษตร และคลื่นลูกที่ 2 คืออุตสาหกรรมการผลิต)
2. "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" เป็นฉายาที่คนรักทักษิณ ตั้งให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นเจ้าของกิจการธุรกิจโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย
3. คนจำนวนมากเข้าใจผิด เพราะคิดว่า "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" ควรจะเป็นฉายาของผู้ที่เป็นนักต่อสู้ นักบุกเบิก นักประดิษฐ์สร้างสรรค์ นักพัฒนา ผู้ฝ่าฝันการแข่งขันทางธุรกิจคลื่นลูกที่ 3 อย่างเสรีและเป็นธรรม จนได้รับชัยชนะ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น "อัศวิน"
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะไม่เข้าข่ายนี้ เพราะปรากฏความจริงของชีวิตว่า เขาเป็นเพียงอดี
9v'so7j';
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะไม่เข้าข่ายนี้ เพราะปรากฏความจริงของชีวิตว่า เขาเป็นเพียงอดีตนายตำรวจ ที่ลาออกจากราชการมาทำธุรกิจเพื่อหวังรวย อาศัยเส้นสายระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นทางการเมืองจนได้รับสัมปทานผูกขาด ทั้งกิจการโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ ทำให้สามารถแสวงหากำไรพิเศษหรือ "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" กอบโกยจนร่ำรวย กลายเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตระดับแนวหน้าของเมืองไทย
ยิ่งเมื่อเข้ามาเล่นการเมือง ก็มีการใช้อำนาจทางการเมืองไปเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจโทรคมนาคม กระทั่งถูก คตส.ไต่สวนกล่าวหาว่า "ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน" เล่นการเมืองโดยเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจส่วนตัวมูลค่ามหาศาล
4.รัฐบาลชุดปัจจุบัน จัดตั้งโดยเสียงสนับสนุนจากจำนวน ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน
กกต. โดยมติเสียงข้างมาก ชี้ว่า พรรคพลังประชาชนมีพฤติกรรมเป็น "นอมินี" หรือ ตัวแทนเชิดของพรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค
ทั้งปูมหลัง ที่มา-ที่ไป และพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้มากกว่าครึ่งค่อนประเทศ (แม้แต่ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชนเอง) เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังมีบทบาท หรือมีอ
9v'so7j';
ทั้งปูมหลัง ที่มา-ที่ไป และพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้มากกว่าครึ่งค่อนประเทศ (แม้แต่ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชนเอง) เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังมีบทบาท หรือมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลชุดนี้ ผ่านเครือข่ายทางการเมืองในพรรคพลังประชาชน
5. รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เร่งรัดอนุมัติให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระส่อไปในทาง "ปล้นคลื่นความถี่ของประชาชน" - "ปล้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ-ผลประโยชน์ของแผ่นดินไปให้นักการเมือง"
ส่อเจตนาที่จะ "ฮุบผลประโยชน์" - ครอบงำ ควบคุม ทั้งกิจการโทรทัศน์วิทยุ และกิจการโทรคมนาคม
6. รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์วิทยุและกิจการโทรคมนาคมทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปสื่อโทรทัศน์และวิทยุทั้งระบบ โดยกระจายความเป็นเจ้าของ ตลอดจนสร้างการแข่งขันและระบบกำกับดูแลที่เป็นธรรมในกิจการโทรคมนาคม
7. แต่ร่างกฎหมายดังกล่าว จะทำให้องค์กรฯ นั้น ไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่จะตกไปเป็นเค
9v''so7j'
7. แต่ร่างกฎหมายดังกล่าว จะทำให้องค์กรฯ นั้น ไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่จะตกไปเป็นเครื่องมือภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการ และยังกำหนดให้องค์กรดังกล่าวต้องดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละชุด
8. ตัดการรับรองสิทธิของภาคประชาชนที่เคยให้เข้าถึงและใช้คลื่นความถี่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ออกไป ทั้งๆ ที่ ในกฎหมายเดิม เคยมีการบัญญัติไว้ เพื่อให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจ เป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในระดับพื้นฐาน
9. กำหนดให้การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือกิจการวิทยุโทรทัศน์ของชุมชน สามารถหารายได้ และสามารถจัดส่งรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จูงใจให้เกิดการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนเพื่อเป็นช่องทางหารายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น
10. เปิดทางให้ผู้ได้รับสัมปทานโทรทัศน์วิทยุและโทรคมนาคมรายเดิมดำเนินธุรกิจและใช้คลื่นความถี่ต่อไปได้ เปิดช่องให้มีการทิ้งทวนสัมปทานครั้งใหญ
9v'so7j';
10. เปิดทางให้ผู้ได้รับสัมปทานโทรทัศน์วิทยุและโทรคมนาคมรายเดิมดำเนินธุรกิจและใช้คลื่นความถี่ต่อไปได้ เปิดช่องให้มีการทิ้งทวนสัมปทานครั้งใหญ่จากผู้ประกอบการและเจ้าของคลื่นความถี่เดิม
ยิ่งกว่านั้น จะเป็นการลบล้างความผิดให้แก่เครือข่ายของระบอบทักษิณ ที่เคยขายสัมปทานคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ของสาธารณะให้ไปเป็นของเอกชน โดยกลายเป็นว่า ยกให้เป็นของเอกชนไปเสียเลย ไม่สามารถตรวจสอบเอาผิด เรียกเอากลับคืนมาได้
11. องค์กรดังกล่าว จะต้องดูแลทั้งกิจการโทรทัศน์วิทยุ และโทรคมนาคม ซึ่งมีผลประโยชน์รวมกันหลายแสนล้านบาท (น่าจะถึงล้านล้านบาทด้วยซ้ำ) แต่องค์กรนั้นกลับไม่ได้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง ตรงกันข้าม กลับให้ฝ่ายการเมืองเป็นคนแต่งตั้ง และบังคับให้ทำตามนโยบายรัฐบาล เท่ากับว่า เป็นหน่วยงานภายใต้ฝ่ายการเมืองในรัฐบาลนั่นเอง
เปิดทางให้ฝ่ายการเมืองแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจโทรทัศน์วิทยุ และโทรคมนาคม
และเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองได้ครอบงำ ควบคุม แทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนโทรทัศน์และวิทยุ ครอบงำสังคม ควบคุมข้อมูลข่าวสาร สร้างกระแส ปกปิดการทุจริตประพฤติมิชอบ ตลอดจนโฆษณาทางการเมือง หรือโ
9v''so7j'
และเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองได้ครอบงำ ควบคุม แทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนโทรทัศน์และวิทยุ ครอบงำสังคม ควบคุมข้อมูลข่าวสาร สร้างกระแส ปกปิดการทุจริตประพฤติมิชอบ ตลอดจนโฆษณาทางการเมือง หรือโจมตีฝ่ายที่เห็นต่างจากตน ปิดกั้นและทำลายความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้าย... เมื่อพิจารณารูปการณ์ พฤติการณ์ และข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่ง "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" นั้น ย่อมจะเห็นว่า เขาคนนั้น เป็น "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" หรือใครจะเป็น "จอมโจรคลื่นลูกที่ 3" ?
และขอฝากให้ช่วยคิดด้วยว่า เมื่อตำรวจบุกทลายซ่องโจร หากพบเพียงกระดาษที่ระบุแผนปล้นเอาไว้เป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน เพียงเท่านี้ก็ใช้เป็นหลักฐานเอาผิดกับกลุ่มโจรพวกนั้นได้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนี้ ร่างกฎหมายที่รัฐบาลได้อนุมัติเห็นชอบให้เอาเข้าไปสภาไปแล้ว ซึ่งระบุชัดถึงขั้นตอนและวิธีการอันมีผลเป็นการฮุบอำนาจเหนือกิจการโทรทัศน์วิทยุและโทรคมนาคมทั้งระบบนั้น มันต่างอะไรกับแผนปล้นผลประโยชน์ชาติหรือปล้นทรัพยากรของแผ่นดินมูลค่านับล้านล้านบาท ?
จะไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ ?
สารส้ม
9v'so7j';
เกิดเป็นคนจงอย่าชั่ว
อย่าหนุนผู้ "ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน"
เพราะเดี๋ยวจะำม่มีแผ่นดินจะอยู่อย่างเป็นสุขเหมือนผู้ "ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน"
อัศวินคลื่นลูกที่สาม...อ้วก.....ก็แค่นักธุรกิจกะเลวกะลาด......ที่ฉวยโอกาส!
ชาวบ้าน-1
9v'so7j'; กรุณาตั้งสติสักนิด
ย้อนกลับมาคิดว่า ทำไมคนอื่นๆในที่นี้ไม่คิดเหมือนคุณ???
ใครกันที่มีอคติ?...ใครกันที่ถูกล้างสมอง???
ลองสงบสติอารมณ์ ตั้งสมาธิ พิจารณาให้ถ่องแท้
ก้าวข้ามให้พ้นจากโทสะ โมหะ ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย
แล้วคุณจะตอบตัวเองได้ดีกว่าใครๆ
น้อย
จะรัก จะชังใครให้ประจักษ์
เลือกที่รัก ผลักที่ชังอย่างแจ้งใส
จับเข่าคุยคุ้ยหาเหตุ... เฉดหัวไป
หรือหน่วงไว้ด้วยเหตุได.. ให้เหตุผล
เป็นมนุษย์สุดชั่ว- ดีที่ลมปาก
จะตกยากลำบากกายได้หลายหน
จะพ้นทุกข์แสนสุขกายสบายตน
ก็เพราะตนรู้ฝึกใจรู้ในตน
อย่าเป็นบ่างช่างยุ กุก่นด่า
โพนทนาว่าร้ายใครให้ฉงน
คน... คนเดียวมีชั่ว มีดีปน
ให้สับสน... คนฟังคับคั่งใจ
เดี๋ยว... คนนั้นว่าเขาดี
เดี๋ยว... คนนี้ว่าเขาชั่วเหลวไหล
ต่างฝ่ายต่างได้ยินมาว่าอย่างไร
เติมเรื่องให้ ป้ายสีพ่นโพนทนา
โพนทนาบอกต่อก่อเรื่องใหม่
คุ้ยแคะไค้ใส่สีให้สุดสดให้หมดค่า
ถึงจัดขั้วแบ่งข้างกันหั่นราคา
เรียกเงินตรา... ไหลมา ไหลมา ไหลมาทุกคราเมื่อตั้งม๊อบ
นาย ก
9v'so7j'; กรุณาอ่านบทความและแสดงความเห็นในบทความด้วยครับ ไม่เช่นนั้นกรุณาไปตั้งกระทู้ในเวปบอร์ด หากต้องการถกในประเด็นที่คุณพยายามนำเสนอ เข้าใจว่าสมองและจิตคุณคงยังไม่มีปัญหานะครับ (ที่จะทำให้รู้เรื่อง)
จิตประไพ โสภาวันดี
ยอดเยี่ยมค่ะ อาจารย์
อ่านแล้ว ทำให้หูตาสว่าง เห็นความแตกต่าง
ระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศพม่า
ระหว่าง "กรุงศรียุธยา" กับ "กรุงหงสาวดี"
ชัดเจนว่า พม่าไม่ได้รับกับไทย มีแต่ หงสาวดี ตี ศรีอยุธยา เท่านั้น
พิษณุโลก ยังเป็นรัฐอิสระ หรือ อาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง ยังอยู่ดีกินดี
หัวเมืองปักษ์ใต้ ก็ ร่มเย็นเป็นสุข ฯลฯ
นับว่าเป้น บทความที่ดี อีกชิ้นหนึ่ง สำหรับดิฉัน
เป้นอาหารสมอง ชั้นหนึ่ง ทีเดียว
จิตประไพ โสภาวันดี
เรียน คห.9 และ คห.11
เชื่อดิฉันสักครั้งเถอะค่ะ
9v'so7j' (ตองหนึ่ง) ฟังเพลงซอ ไม่เป็นหรอกค่ะ
prasong
1. เรียนประชาไท ขอเสนอให้ตัดความเห็นของ คุณ 9v ออกไป ถ้ายาวเกิน 2 ตอน เพราะเราเข้าคุยกัน แลกเปลี่ยนประเด็นกัน ไม่ใช่มานั่งอ่านบทความซ้อนบทความ เข้าใจไหม ประชาไท และเข้าใจไหม คุณ 9v ผู้เทิดทูนนิเวศปชธ ซึ่งสุดแสนนามธรรม และไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร
มีคุณคิดกันอยู่ไม่กี่คน แล้วก็พ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
2. ผมเคารพคุณ 9v แต่เขาควรเคารพคนอื่นๆ ฉะนั้น เขาควรเขียนบทความมาลงประชาไท ส่งไปลงมติชน กทธุรกิจ ผู้จัดการ หรือออกนสพ .เอง ไม่ใช่ทำแบบนี้ ผมอ่านบทความใคร ก็เจอความเห็นแบบบทความ 10 ตอน ของคุณ 9v ถ้ายังปล่อยให้มีอยู่ ก็แปลว่าบ้าทั้ง ประชาไท และทั้ง 9v. โปรดเห็นใจคนอ่านทั้งประเทศด้วยครับ
หนุ่ม
9v'so7j';
น่าจะลบความเห็นหมอนี่ออก ควรตอบให้ตรงกับข่าว ไม่ใช่เป็นอีแอบ(ผมขาวหรือเปล่า) เอาบทความที่มีอคติของตนมาเผยแพร่ ลัทธิ จำลองสนธิ
noom'
...อ้วก.....@...9v'so7j';...222.123.231.ip สติแตกเป็นบ้าไปแล'ว...โดนสนธิบ้าล้างสมอง จนเป็นบ้าไปเลยนะ....เวรกรรม
แวะ
พวกที่ด่า 9v นะบ้าแล้วก้ หน้าด้าน โดยเฉพาะ นั....โรคจิต ทิฐิจัด ใจแคบ
ชบ 1 ตัวเองโดนล้างสมอง ไม่ต้องไปบอกคนอื่นหรอก เอาตัวเอวให้รอด น ร ก รออยู่
--------------------------------------------------------------------------------------------
ประชาไท โดนกระชากหน้ากาก แสดงให้เห็นถึงความงมงาย ไร้สาระ หลงตัว
พอถูกถามถึงตัวตนแท้ นอกจากความบ้าคิดว่าตัวเหนือกว่าคนอื่น ก็ตอบไม่ได้
ชอบทำตัวเป็นสมุน มนุษย์นรก ยังจะมาคิดว่าวิเศษ
เข้าใจตัวเองผิด ที่แท้ก็ ชอบปิดกั้นคนอื่น พวกล้มเหลว ใครเขาเฮไหน ก็เฮนั่น ไร้ความคิด
ชอบเป็นทาส แล้วทับถมคนอื่น
ตัวเองก็ฟุ้งว่าน ยิ่ งกว่า 9v อีก แค่แสดงเนียน แต่จิตใจตำกว่า เห็น เห็น
ต่อไป จงสุมหัวกันอยู่แต่ในนี้ ตลอดไป คนมีความคิด เขาไม่เข้ามาหรอก ฮิ ฮิฮิ
จิตประไพ โสภาวันดี
ตองหนึ่ง นี่สงสัยเก็บกด มานานดักดาน จนเป็นโรคจิตอ่อน ๆ
ขนาดชื่อก้ ปกปิดเป็น 9v'soj' กลัวเสียลับ หรือเปล่า
/////////////////////////////////////////////////////////////////
ขอเสนอทางออก ดังนี้
1) แรงสุด ให้ ประชาไท ปิดทุกความเห็น ที่ไม่เกี่ยวกับ บทความ
2) ไม่ต้องไปให้ความสนใจ ผ่านไปไม่ต้องอ่าน
3) วิจารณ์แบบเตือนสติ ให้ตื่นขึ้นจาก "โมหะ" ให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย
4) ด่ากลับไปแบบแรง ๆ
เช่น ซ้ายสามานย์ ฉวยโอกาสเอียงขวา พวกล้าหลังคลั่งชาติ
พวกโรคจิต พวกเก็บกด เป็นต้น
ddd
จิตประไพ โสภาวันดี
61.19.65.ip ยอดเยี่ยมค่ะ อาจารย์
อ่านแล้ว ทำให้หูตาสว่าง เห็นความแตกต่าง
ระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศพม่า
ระหว่าง "กรุงศรียุธยา" กับ "กรุงหงสาวดี"
ชัดเจนว่า พม่าไม่ได้รับกับไทย มีแต่ หงสาวดี ตี ศรีอยุธยา เท่านั้น
พิษณุโลก ยังเป็นรัฐอิสระ หรือ อาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง ยังอยู่ดีกินดี
หัวเมืองปักษ์ใต้ ก็ ร่มเย็นเป็นสุข ฯลฯ
สุด ๆ ไปเลยครับ
เป็น คนไทย คนแรกที่ชื่นชม "พม่า" อ้อ ไม่สิคนที่ 2 คนแรกคือนายสมัคร (ที่ชื่นชมนายกพม่า)
เอางี้ครับคุณจิตประไพร ให้คุณไปเที่ยว พม่า แบบ back packer สัก 3 - 4 เดือน ไปให้ทั่วถ้าคุณเป็นผู้หญิง คุณคงได้สามีทหารพม่า 1 กองพัน หรือคุณอาจได้เห็นการทำทารุณกรรมประชาชนจากทหารพม่าที่คุณรัก เมื่อนั้นคุณจะเข้าใจว่าแผ่นดินไทยที่คุ้มกะลาหัวคุณทุกวันนี้ประเสริฐขนาดไหน
แวะ
จิตประสาทแด ก สันดานเผด็การ เริ่มแล้วไง แถมบ้าคลั่งอีกต่างหาก สงสัยเก็บไม่_____น กด ฮิ ฮิ ฮิ
ddd
เปลี่ยนชือดีกว่าไหม จากจิตรประไพ เป็น นางสาว "จิตตก" ผู้รักประเทศเพื่อนบ้านอย่างสุดซึ้ง
เอ...ไอ้กระผมก็ไม่ทราบเสียด้วยว่า ท่านสมเด็จมหาไผทเดโช ฮุนเซ็น ท่านมี ราชบุตร หรือไม่ ท่านใดทราบความช่วยนำเรียน คุณจิตตก เอ้ย จิตประไพ จักขอบคุณอย่างยิ่งจ๊ะ
ขอให้คุณสมหวังในความรักและมีความสุขในผืนแผ่นดินที่คุณภาคภูมิใจ ที่ไม่ใช่ แผ่นดินไทยแห่งนี้ ก็พอ
ถ้าเป็นดังนั้นดรรชนีมวลรวมความสุขของผมคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย????
ว ณ ปากนัง
*อย่านิยมประวัติศาสตร์ชาตินิยม
อย่าชื่นชมเพียงตนเองว่าเก่งกล้า
อย่าส่งเสริมการเบียดเบียนบีฑา
อย่าทีท่าข่มคนอื่นฝืนปัจจุบัน
*ปลุกกระแสชาตินิยมจมคลื่นคลั่ง
ยิ่งห่างฝั่งความจริงสิ่งสร้างสรรค์
กัมพูชาและไทยอยู่ใกล้กัน
ควรสัมพันธ์ฉันมิตรสนิทนาน
ดช. เฟียม
FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF
FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF
ถึง คห.19,21(ddd-ดับเบิ้ลดักดาน)
เย็นเข้าไว้เฮีย ! รักซาดจนสติอักเสบน่ะ ไม่เป็นผลดีต่อสังขารอย่างยิ่ง....พลอยจะทำให้อาการท้องอืดเรื้อรังมีแต่ทรงกะทรุดน่ะ.....
ผมบอกเฮียหลายทีแล้วว่าก่อนนอนอย่าทานผัดซีอิ๊ว และเวลานอนให้หาผ้าอ้อม(สีเหลือง)ปิดกระหม่อมไว้อย่าให้ลมโกรกหัว เฮียก็ไม่เชื่อ.....ดื้อซะไม่เมีย!..................
แล้วนี่มารมณ์บ่จอยเหมือนตัวตุ่นไม่ได้กินหัวมัน3วันวีนแตกใส่เจ๊ประไพเนี่ย สงสัยยาแก้ท้องอืด(แผนโบราณ)ตรา"หมูทัดดอกเอื้อง"ที่ผมแนะนำให้กิน ก็ดูท่าจะมินำพาด้วยละซิเนี่ย?.....นี่แหละ! ดื้อซะยังเงี้ยะ แล้วเมื่อไหร่จะหายท้องอืดกะเค้าซะที.....แล้วดูซิ ท้องอืดจนอ่านหนังสือไม่แตก อายคนอื่นเค้ามั้ยล่ะ?.....บทความเขาบอกว่าทักษิณจ่ายเงินให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตีขุนหลวงขี้เรื้อนที่เมืองแกลง...อ.สุรชาติแกก็เขียนชัดเจน.. เฮียก็ยังดักดานโง่แล้วมาทำเซ่อหลงด่าเจ๊กลิ้มว่าพูดเท็จอยู่นั่นแหละ...มันอะไรกันนักหนา ฮึ?.....ชักรมณ์บ่จอยเหมือนกันนิ !
ไปดีฝ่า.........
รักนะเด็กโง่
FFFFFFFFFFFFFFF
FFFFFFFFFFFFFFF
จิตประไพ โสภาวันดี
หายไปครึ่งวัน โดน "บริภาษ" ด้วยถ้อยวจีเถื่อน
คงไม่ถึงกับไป "พม่า" หรอก ดิฉันโดนข่มขืน ทางประชาไท เรียบร้อยแล้ว
/////////////////////////////////////////////
3d(ตองดี) เป็น พวกเดียวกับ 9v's0j';(ตองหนึ่ง) แน่นอนเลย
สงสัยเป็น อดีตคอม ฯ รับไม่ได้(แสลงใจ)กับคำว่า "ซ้ายสามานย์"
"ฉวยโอกาสเอียงขวา" "นักลัทธิสังคมคลั่งชาติ"
คงแทงใจดำ มั่ก ๆ เลยออกมา ข่มขืน ดิฉัน อย่างเมามัน
คนอุบล
ทุกสิ่งล้วนเป็นอดีตที่ย้อนคืนไม่ได้ เราอยู่กับปัจจุบันพวกในกรุงทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร แต่คนที่อยู่ติดเขาพระวิหารกำลังเดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้เพราะคนไม่มาเที่ยว และนับวันจะหมดทางทำมาหากิน และยังคนไทยในเขมรอีกล่ะ จะนอนหลับดีอยู่หรือ เขาพระวิหารถึงยังไงมันก็อยู่มาหลายพันปีแล้วใครสร้างก็รู้กันอยู่ เราก็อยู่ของเรา เขาก็อยู่ของเขา เราร่วมมือกันพัฒนาให้คนมาเที่ยว มาสัมผัสกลิ่นอายขอม หรือเชมรที่ยังหลงเหลือไม่ว่าด้านภาษาวัฒนธรรมจะไม่ดีกว่าทะเลาะกันหรือ
ddd
โอ้ว.........คุณจิตตกครับ
อย่าว่าแต่ "ข่มขืน" เลยครับ อย่างคุณ แค่คิด จับต้อง ยังไม่อยาก
แต่ที่แสดง คห. แบบนั้น เพราะผมเห็นคุณคลั่งไคล้ประเทศเพื่อนบ้านสุด ๆ
ตั้งแต่ คำที่กล่าวว่า king ของ พม่า ลาว กัมพูชา เป็นขัตติยะกษัตริย์ และตั้งแต่เข้ามาในนี้ผมไม่เคยเห็นคุณจิตตกกล่าวสดุดีแผ่นดินเกิดของตนเองเลย
มันเลยอดคิดไม่ได้ว่า คุณคงต้องการ "พ่อพันธุ์เพื่อนบ้าน" สักคน อาการจิตตกคงบรรเทา
นางจิตประไพ โสภาวันดี
จาก "ซ้ายสามานย์" มาสู่ "นักลัทธิสังคมคลั่งชาติ" ก็พอว่า
ตอนนี้ ลดชั้นลงมาเป้น "มวลชนปฏิกิริยา" อีกต่างหาก
ddd
ช่วย "ตรงประเด็น" ที่ได้ไหม คุณจิตตก ???
คุณคิดอย่างไรกับ บ้านเมือง บอกผมที??
นางจิตประไพ โสภาวันดี
คุณนั่นแหละออกนอกเข้าประเด็น
นี่มันเรื่อง ประวัติศาสตร์ ดิฉันได้แสดงความเห็นไว้แล้วใน คห.12
ซึ่งเป็นประเด็น ที่ ดิฉันเห้นด้วย กับ อ.สุรชาติ ฯ เจ้าของบทความ
คุณต่างหาก ออกนอกประเด็น
คุณไม่เห้นด้วยกับบทความ ก็ ยกเหตุผลมาห้กล้างสิ
ย้ำ อีกที พม่าไม่ได้ทำศึกกับ ไทย
กรุงหงสาวดี ต่างหาก ที่มาตี กรุงศรีอยุธยา
แด่คนดักดาน ddd
เท่าที่ติดตามแนวคิดการเมืองของพันธมิตรDDD....พวกเขาน่าจะเป็นพวกที่สับสนปนเปไปกับความคิดวกวนอยู่กับ
1.ศีลธรรมความดีชั่วส่วนบุคคล คนดีต้องมีคนดีรับรอง คือพวกเขาเป็นพวกคนดี รวมกับคนชั้นสูงเป็นคนดีโดยไม่มีเงื่อนไข
2.ระบอบเศรษฐกิจพวกเขาเสนอให้ต่อต้านทุนนิยมสามานย์ ดดยพวกพันธมิตรไม่กล้าพูดถึงพฤติกรรมการขูดรีดของทุนฝ่ายศักดินา และทุนจีนที่สวามิภักดิ์..โดยไม่พูดถึงว่าเป็นทุนที่เอาเปรียบและผูกขาดอย่างไร
3.พวกอดีตฝ่ายซ้ายที่ขึ้นเวทีพันธมิตรจะพูดถึงความจงรักภักดิด้วยเสียงตะโกนเต็มปากเต็มคำ...ปากกับใจตรงกันหรือไม่...ซึ่งฟันธงได้ว่า..ตรงกัน..เพราะพวกเขาปกป้องและแก้ต่าง..แก้ตัวให้กับการดำรงอยู่ของศักดินาเหนือรัฐ...เท่ากับบอกให้มวลชนยอมจำนนต่อการกดขี่ขูดรีดนี้...และยอมให้ยอมรับศักดินาไว้ในสมองประชาตลอดไป
สรุป...บรรดาพวกพันธมิตรddd จึงเป็นผู้เผยความเท็จ...หลอกลวง..ป่วนเมือง....ปลุกปั่นยั่วยุเพื่อผลประโยชน์พวกของตนและรับใช้ศักดินาโดยตรง
ถ้าคิดสักนิดก็จะรู้ว่า"ทักษิณสู้กับพวกทุนศักดินา..ศักดินาเป็นต่อ ทักษิณเป็นรอง..พวก ddd จึงเข้าข้างฝ่ายชั่วที่เป็นต่อครองอำนาจรัฐตัวจริง
คนผ่านมา
ทำไม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาติเขมรแล้วหรือ ฟังมาว่าเป็นชาติขอมต่างหาก อย่างอักษร เขาก็เรียก อักษรขอม ไม่มีอักษรเขมร ถูกต้องขอมเขารุ่งเรื่องมาก่อน จะว่าขอมเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ลาว เขมร ได้หรือเปล่า ช่วยตอบที