‘แทบลอยด์’ สัมภาษณ์ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ลุ้นศาลโลกไม่ตีความ

คำสั่งศาลโลกเมื่อ 18 ก.ค. ในทางกฎหมายใช้คำว่าข้อสันนิษฐานเบื้องต้น หรือ prima facie หมายความว่าสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ก่อนว่า น่าจะเข้าไปตีความคำพิพากษาได้ แต่สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ตีความเลยก็ได้ แต่การที่ศาลไม่จำหน่ายคดีออกไป แปลว่าผู้พิพากษาเห็นว่ามันมีมูลเบื้องต้น ส่วนจะตีความเรื่องอะไรนี่สำคัญ เพราะถ้าตีความเรื่องแผนที่ภาคผนวก 1 ว่ามีความผูกพันทางกฎหมายหรือเปล่า ไทยอาจจะชนะในประเด็นนี้ และมีผู้พิพากษาชื่อ Joan Donoghue พูดไว้ชัดเจนเลยว่า การจะกลับมาตีความเรื่องอะไรนั้น ใช้หลัก Long but Narrow ก็คือตีความย้อนกลับไปได้นาน แต่ต้องตีความอย่างแคบๆ ฉะนั้นคุณจะมาตีความสะเปะสะปะตะแบงไปในทางที่กัมพูชาต้องการมันทำไม่ได้ 0 0 0 ผ่านไปครบสัปดาห์หลังจากศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหารเป็นเขตปลอดทหาร จนถึงวันนี้ทั้งไทยและกัมพูชาก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่ชัดเจน และมีอีกไม่น้อยที่ยังตะแบงว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม หนำซ้ำอาจตีความกฎหมายถึงขนาดส่ง ตชด.เข้าไปแทนทหาร มีข้อเท็จหลายอย่างที่คนไทยควรรู้ก่อนลุ้นว่า ปีหน้าศาลโลกจะรับตีความในคดีหลักที่กัมพูชายื่นหรือไม่ โดยเฉพาะความเป็นห่วงว่าไทยจะเสียเปรียบ แต่ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังบอกว่า 50:50 ตีความแค่รอบประสาท ให้เคลียร์เลยว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่มีพันธกรณีทางกฎหมายอย่างที่กลุ่มชาตินิยมอ้างหรือเปล่า “ถามว่ามีพันธกรณีทางกฎหมายหรือไม่มันต้องถามว่าเราไปตกลงอะไรกับเขาไว้หรือเปล่า คำตอบคือเราตกลงไว้ เราตกลงที่จะเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และในข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติบอกว่าเรารับที่จะเป็นภาคีของธรรมนูญศาลศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าเป็นภาคีแล้วมันก็จะมีเงื่อนไขของมันว่าทำอย่างไรที่จะต้องมีพันธกรณี ที่บอกว่าเราไม่เคยรับอำนาจศาลมาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว นั่นจริงอยู่ แต่หมายความว่าไม่สามารถไปขึ้นคดีใหม่ที่ศาลได้ แต่คดีนี้เป็นการตีความคดีเก่า ซึ่งข้อกฎหมายเปิดช่องว่าหากคุณเคยรับอำนาจศาลในคดีเก่าไปแล้ว เวลาจะผ่านมาเท่าไหร่กฎหมายไม่ได้พูดไว้ คุณสามารถกลับมาตีความใหม่ได้ ต้องเข้าใจตรงนี้ว่าการที่จะบอกว่าศาลสามารถมีเขตอำนาจเข้ามาตีความได้ ไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องตีความเสมอไป ศาลอาจจะไม่รับตีความก็ได้ เหมือนกับเวลาเราฟังข่าวว่าศาลพิจารณาคำร้องแล้วไม่รับคำร้อง คำร้องฟังไม่ขึ้นหลักฐานพยานไม่พอ ก็เหมือนกันครับคดีศาลโลกก็หลักการคล้ายๆ กัน สมมติว่าพิจารณาไปแล้วศาลเอาคดีเข้ามาดูในเขตอำนาจของตัวเอง แต่ปรากฏว่าดูไปดูมาไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดี ศาลก็อาจจะบอกว่าไม่วินิจฉัยคดี ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้พอสมควร เพราะว่าสิ่งที่กัมพูชาขอมันมีทั้งสิ่งที่อาจจะต้องตีความและสิ่งที่ตีความไม่ได้” เหตุผลหลักที่ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพราะไม่ต้องการให้เกิดการสู้รบ “ใช่ครับ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีขึ้นในระหว่างที่คดีหลักยังไม่เสร็จ มันอาจจะทำให้สิ่งที่เขาทะเลาะกันอยู่ในคดีหลักเสียหายไปได้ ซึ่งคำว่าสิ่งที่ทะเลาะกันอยู่ในทางกฎหมายก็คือสิทธิของกัมพูชาในการที่จะรักษาทรัพย์สิน ผู้คนของเขาในพื้นที่ที่เขาถือว่าเป็นของเขา แต่เราก็บอกว่าพื้นที่ตรงนั้นจะบอกว่าเป็นของเขาไม่ได้ พื้นที่นั้นคือ 4.6 ตร.กม. ถ้าก็พิจารณาว่าขืนปล่อยให้คุณยังดำเนินการสู้รบต่อไปโดยไม่มีคนเข้ามาห้ามปราม ก็จะเกิดความเสียหายต่อสิ่งที่กัมพูชาเขาอ้าง ตลาด วัด หมู่บ้านก็อาจจะถูกกระสุน ถูกระเบิด ประชาชนก็อาจจะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในทางกฎหมายถ้าเกิดขึ้นแล้วมันยากที่จะเยียวยา ฉะนั้นศาลก็เลยมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้หมายความศาลจะต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่กัมพูชาบอกในคดีหลัก ฉะนั้นเมื่อคดีเดินไปจนถึงปีหน้าศาลอาจจะรับตีความบางข้อไม่ตีความบางข้อก็ได้” แต่ก็เคยมีกรณีตัวอย่างที่ศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไปแล้วกลับไม่พิจารณาตีความในคดีหลัก “เป็นคดี Avena เป็นคดีระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก ซึ่งทะเลาะกันว่าสหรัฐมีสิทธิที่จะประหารคนเม็กซิโกไหม บังเอิญมีข้อกฎหมายบางประเทศว่าถ้าจะประหารชาวต่างชาติจะต้องแจ้งกงสุลของชาตินั้นให้เขาเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือในการสู้คดี แต่บังเอิญศาลเทกซัสของสหรัฐไม่ได้แจ้งกงสุลเม็กซิโก อยู่ดีๆ ก็ไปจับเขามาเอามาดำเนินคดี และจะประหารตามกฎหมายของเขา เม็กซิโกบอกคุณทำอย่างนี้ไม่ได้เป็นการข้ามขั้นตอนทางกฎหมาย เม็กซิโกก็เลยเอาคดีไปฟ้องศาลโลก แต่ระหว่างศาลยังตัดสินไม่เสร็จว่าสหรัฐผิดหรือไม่ผิด แต่ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนเพราะถ้าขืนปล่อยให้ประหารชีวิตไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรมาให้ว่ากันต่อแล้ว ศาลก็สั่งคุ้มครองชั่วคราวไป สหรัฐก็พยายามทำตาม ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ออกคำสั่งในฝ่ายบริหารออกมาไปยังอัยการสูงสุด รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมบอกว่าจะต้องหยุดการประหารชีวิตไว้ก่อน เพราะเรามีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ฉะนั้นนี่เราเห็นแล้วว่าที่มีบางคนบอกว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวประเทศอื่นเขาไม่ปฏิบัติตาม มันไม่จริง” “สหรัฐก็พยายามจะปฏิบัติตาม แต่บังเอิญประธานาธิบดีบุชสั่งลงไป แต่ศาลเทกซัสไม่ทำตาม เพราะว่าในประเทศของเขารัฐธรรมนูญเขาแบ่งแยกอำนาจฝ่ายตุลาการกับฝ่ายบริหารออกอย่างชัดเจน ตุลาการก็บอกว่าคนที่จะสั่งฉันได้คือสภา สภาต้องออกกฎหมายมา แต่สภาคองเกรสออกกฎหมายมาไม่ทันว่าจะรับรองคำสั่งของศาล พอไม่มีกฎหมายก็เลยไปสู้ถึงศาลฎีกาสหรัฐ ศาลฎีกาบอกว่าถึงแม้คำสั่งศาลจะมีผลทางกฎหมายต่อฝ่ายรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร แต่มันไม่สามารถผูกพันศาลได้ ถ้าปราศจากข้อกฎหมายของสภาคองเกรส สุดท้ายก็เลยต้องประหารชีวิตไป แต่ท้ายที่สุดถึงประหารชีวิตไปแล้วศาลก็ยังดำเนินคดีต่อไป และก็วินิจฉัยว่ามันไม่มีเรื่องที่ต้องมาตีความ เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าถึงแม้ศาลคุ้มครองไปก่อนก็ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายจะต้องตีความ” กรณีปราสาทพระวิหารมีแนวโน้มที่ศาลจะรับตีความตามคำร้องของกัมพูชาหรือไม่นั้น วีรพัฒน์ ให้ดูความเห็นส่วนตนของผู้พิพากษา “มันก็มีแนวโน้มที่เราสังเกตได้จากความเห็นส่วนตนของผู้พิพากษาในการออกคำสั่ง เพราะเวลาศาลโลกออกคำสั่งศาลท่านจะให้คำสั่งมา 1 ฉบับ แต่ผู้พิพากษาแต่ละท่านถ้าอยากจะเขียนความเห็นอธิบายออกมาท่านก็จะเขียนแยกออกมา ซึ่งวันนี้เราเห็นแล้วว่าแต่ละท่านเริ่มแบไต๋ออกมาแล้ว บางท่านตีความในลักษณะที่ว่า ถ้าคดีเดินต่อไปก็อาจจะต้องรับคดีมาพิจารณา เพราะท่านมองว่ามันมีเหตุให้ตีความ แต่ว่าเหตุที่จะต้องตีความในที่นี้หมายความว่าอะไร ก็คือหนึ่งมันมีข้อพิพาทความเห็นทางกฎหมายที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งบอกอย่างหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งบอกอีกอย่าง เรื่องนี้มันชัดว่ากัมพูชากับไทยก็อ้างกันว่าพื้นที่รอบปราสาทเป็นของใคร” “แต่พอมาถึงขั้นที่สองบอกว่าถึงแม้คุณจะเห็นไม่ตรงกันแต่สิ่งที่คุณเห็นไม่ตรงกันต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ยกตัวอย่างนะครับ คำพิพากษาปี 2505 พูดว่าปราสาทเป็นของใคร แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าเส้นเขตแดนหรือเส้นตามแผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่ 1:200000 โดยมันเองถือว่าเป็นกฎหมายผูกพันอะไรยังไง ศาลไม่ได้วินิจฉัยตรงนั้น กัมพูชาพยายามจะบอกว่าการที่ศาลบอกว่าปราสาทเป็นของเขามันก็มีอยู่เหตุผลเดียวที่เป็นไปได้คือเส้นตามแผนที่ภาคผนวก 1 มันมีผลทางกฎหมาย แต่ไทยกำลังจะบอกว่าศาลไม่ได้พูดอย่างนั้น ฉะนั้นตรงนี้มันก็มีความเห็นไม่ตรงกันแล้ว ถามว่าไม่ตรงกันแล้วศาลจะไปตีความได้ไหม ศาลต้องดูก่อนว่าเรื่องแผนที่ 1:200000 หรือแผนที่ภาคผนวก 1 มันตกอยู่ในขอบเขตของคำพิพากษาเดิมหรือเปล่า” “ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผมถ้าเรากลับไปอ่านคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ศาลเขียนไว้ชัดเจนว่าศาลนำเรื่องแผนที่และเส้นตามแผนที่มาพิจารณาในฐานะข้อเท็จจริงประกอบเท่านั้น ข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยคือเรื่องว่าปราสาทเป็นของใครตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 ผมย้ำนะครับว่าคนส่วนใหญ่นึกว่าแผนที่ผูกพันเรา ความจริงไม่ใช่ สิ่งที่ผูกพันไทยทุกวันนี้ก็คืออนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904 ที่เราไปทำเอาไว้ แต่บังเอิญวิธีการตีความของศาล ศาลดันเอาแผนที่มาตีความประกอบ แต่ถามว่าตัวที่ผูกพันคืออะไร ก็คืออนุสัญญา เพราะอนุสัญญาคือกฎหมายระหว่างประเทศ แผนที่ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นถ้าเดินคดีต่อไปศาลก็อาจจะรับพิจารณาว่าที่กัมพูชาขอให้ตีความว่าแผนที่ภาคผนวก 1 เส้นตามเขตแดนมีความผูกพันทางกฎหมายหรือไม่ ศาลไม่รับตีความ ผมคิดว่าศาลไม่รับตีความ” “แต่มันจะมีบางประเด็นที่ศาลรับตีความ คือประเด็นที่ว่าถึงแม้แผนที่ภาคผนวก 1 ศาลจะไม่บอกว่ามันมีอะไร แต่มันอยู่ในอำนาจขอบเขต แต่คำว่าบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท มันกว้างแคบแค่ไหน กัมพูชาไม่ได้ถามศาลว่ากว้างแคบแค่ไหน แค่บอกว่าไทยมีหน้าที่ต้องถอนทหารออกไป ที่เราอ้างว่าเป็นดินแดนของเรา และเราไม่ถอนทหารออกไปมันก็เหมือนกับไปกินบริเวณรอบตัวปราสาทเขา ฉะนั้นท้ายที่สุดศาลก็ต้องเอาเข้ามาวินิจฉัยว่าบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทเป็นแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้ผมวิเคราะห์ว่าถ้าเราไปดูความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาแต่ละท่านเวลาออกสั่งชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 ก.ค. เราจะเห็นเลยว่าผู้พิพากษาทุกคนให้ความสำคัญกับประเด็นตรงนี้มากว่าบริเวณรอบปราสาทมากน้อยแค่ไหน” นี่เป็นความเห็นของส่วนผู้พิพากษาในฝ่าย 11 เสียง หรือ 5 เสียง “ทั้งใน 11 และ 5 เลยครับ แม้แต่ผู้พิพากษาที่ชื่อ Jean-Pierre Cot ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสที่ไทยแต่งตั้งเข้าไปเป็นผู้พิพากษาเฉพาะกิจ หมายความประเทศที่ไม่ได้มีผู้พิพากษาที่เป็นคนชาติตน คือไทยไม่มีผู้พิพากษาไทยอยู่บนบัลลังก์ กัมพูชาไม่มีผู้พิพากษาชาวกัมพูชาอยู่บนบัลลังก์ ก็แต่งตั้งผู้พิพากษาเฉพาะกิจเข้าไปได้ โดยสถิติผู้พิพากษาเฉพาะกิจจะวินิจฉัยคดีไปในแนวทางที่ต้องตรงกับประเทศที่แต่งตั้งเข้าไป เพราะเวลารัฐบาลเขาแต่งตั้งใครเขาไม่ได้ไปบอกว่าคุณต้องตัดสินให้เราชนะ แต่เขาจะเลือกว่าผลงานทางวิชาการหรือแนวคิดสอดคล้องกับแนวต่อสู้ของใคร ผู้พิพากษา Cot ก็ตีความค่อนข้างจะสอดคล้องกับเมืองไทย แต่ท่านก็บอกชัดเจนว่าท่านเห็นว่ามันมีข้อพิพาทอยู่ว่าพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทเป็นของใคร” “ถ้าเราดูคะแนนเสียงโดยรวมที่ออกมา 16 เสียงวันนั้น มันมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะรับตีความในประเด็นว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทมันกว้างแคบแค่ไหนที่ไทยต้องถอนทหารออกไป ทีนี้มันก็มีประเด็นอีกว่าแล้วถ้าเดินคดีต่อไปเราจะถูกตีความแล้วเสียเปรียบหรือเปล่า ซึ่งก็มีคนไปตีความว่าหวยออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะการตีความก็อย่างที่บอกแล้วว่ามันต้องตีความอย่างแคบในสิ่งที่คำพิพากษาเมื่อปี 2505 ได้บอกเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราจะมาดูว่าพื้นที่รอบปราสาทเป็นของใคร ถ้าสมมติเราชัดเจนว่าแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอย่างชัดเจนในตัวของมันเองมันก็เป็นไปได้ที่จะตีความว่าตัวบริเวณรอบตัวปราสาทก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าส่วนประกอบของตัวปราสาทอย่างแท้จริง หมายความว่าเวลาเราไปวัด ไม่ได้มีแค่เจดีย์มีอุโบสถ มันมีลานวัดมีศาลาวัด ไปจนสุดกำแพงวัด แต่ปราสาทพระวิหารปัจจุบันไม่มีแนวกำแพงให้เราเห็นแล้ว แต่ถ้าไปฟังความเห็นของนักโบราณคดีก็อาจจะตีความว่าบริเวณตัวปราสาทก็คือบริเวณที่เป็นของตัวปราสาท จะมีกินความรวมถึงพื้นที่รอบๆ ไม่ได้ อันนี้คือเรื่องที่ต้องไปต่อสู้ในอนาคตแล้ว” “แต่ก็จะมีผู้พิพากษาบางท่านที่ตีความกว้างไปกว่านี้อีก ที่ท่านบอกว่ากฎหมายระหว่างประเทศเวลาตีความต้องตีความไปเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีของมวลมนุษยชาติ จะไปเน้นเรื่องเขตแดนจะไปเน้นเรื่องระหว่างรัฐบาลอาจจะไม่สำคัญเท่ากับความเป็นจริงในพื้นที่ว่าชาวบ้านเขาอยู่ด้วยกัน พอตีความอย่างนี้มันก็ทำให้เกิดความน่าสงสัยว่าผู้พิพากษาท่านนี้ซึ่งก็คือผู้พิพากษาชาวบราซิล ท่าน Antônio A. Cançado Trindade ท่านก็บอกไปในทางนั้น ถ้าเรามองว่ามันมีความเป็นได้ว่าท่านอาจจะเป็นห่วงประชาชนมากกว่าเป็นห่วงเขตแดน ก็อาจจะตีความลักษณะว่าขีดเส้นออกมาเลยให้ชัดเจนจะได้ไม่ต้องมีเรื่องมาทะเลาะกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเร็วเกินไปที่เราจะบอกว่าผู้พิพากษาท่านไหนจะตัดสินมาอย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่าคำสั่งศาลโลกเมื่อ 18 ก.ค. ในทางกฎหมายใช้คำว่าข้อสันนิษฐานเบื้องต้น หรือ prima facie หมายความว่าสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ก่อนว่าน่าจะเข้าไปตีความคำพิพากษาได้ แต่สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ตีความเลยก็ได้ เหมือนกับเราสันนิษฐานว่าผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ นั่นคือข้อสันนิษฐานว่าเรื่องที่ไทย-กัมพูชา ทะเลาะกันอยู่ ศาลมีอำนาจจะเข้าไปตีความในเบื้องต้น แต่หากคดีเดินต่อไปจนถึงปีหน้าแล้วศาลอาจจะไม่รับตีความก็ได้” หากศาลโลกไม่รับตีความคดีหลัก คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจะยังมีผลเพียงใด “ศาลพูดไว้ชัดเจนว่าตราบใดที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาในการตีความมาตรการชั่วคราวก็ยังดำเนินต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าศาลพิพากษามาแล้วไม่รับตีความมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก็จะสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ หรือศาลอาจจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนที่จะมีคำพิพากษาในปีหน้าก็เป็นไปได้ เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้ว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยหรือกัมพูชา เห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปหรือมีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้น เราสามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลโลก ศาลที่เคารพครับ บัดนี้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาแล้ว เรามีการทำการเจรจาข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา และอาเซียน สถานการณ์ดูดีมากขึ้น รัฐบาลไทยชุดใหม่เข้ามามีการเจรจาตกลงร่วมมือกันอย่างชัดเจน จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมาออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเรื่องเขตปลอดทหาร สมมติกัมพูชาก็เห็นด้วยกับไทย และทั้งสองฝ่ายก็ไปยื่นต่อศาล ศาลก็อาจจะยกเลิกก็ได้โดยที่ไม่ต้องถึงปีหน้าก็ได้” กรณีนี้จะต่างจากกัมพูชาไปถอนคดีจากศาลโลก “มันไม่เหมือนกัน การไปขอให้ศาลแก้ไขคำสั่งคดียังเดินต่อ เพราะฉะนั้นคดีที่กัมพูชาขอให้ตีความก็เดินต่อไปจนถึงปีหน้า แต่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมันจะหายไปแล้ว แต่ในประวัติศาสตร์ของศาลศาลไม่เคยใช้อำนาจเข้าไปแก้ไขคำสั่งในลักษณะนั้น นอกจากจะมีกรณีที่จำเป็นจริงๆ หรือชัดเจนจริงๆ เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะต้องลุ้นต่อไปว่าถ้าเราจะเอาคำร้องไปยื่นต่อศาลมันต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ผมยกตัวอย่างมีคนถามเยอะเหลือเกินว่าบริเวณตลาด วัด ชุมชน ที่เราเป็นห่วงกัน ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดสร้าง แปลว่ากัมพูชาสามารถสร้างต่อได้โดยสบายๆ เลยหรือ ก็ต้องตอบว่าพอเราไปอ่านคำสั่งศาลก็อาจจะไม่ได้พูดไว้ชัดเจน แต่ว่าศาลเปิดช่องไว้ว่าห้ามทั้งไทยและกัมพูชาไปดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก หรือทำให้สถานการณ์มันแก้ไขได้ยากเย็นขึ้น” “เพราะฉะนั้นถ้าทะเลาะกันอยู่ แต่ว่ามีการไปสร้างสิ่งปลูกสร้าง สร้างชุมชน ตัดถนน สุดท้ายศาลตีความออกมาแล้วกัมพูชาต้องถอยออกมันก็ทำให้มีความยุ่งยากเกิดขึ้น ทำให้การเจรจาของทั้งสองฝ่ายยากขึ้น ผู้สังเกตการณ์อาเซียนก็ทำงานไม่สะดวก เราก็เอาเรื่องเหล่านี้แหละไปยื่นต่อศาลได้ว่า ได้โปรดแก้ไขคำสั่ง สั่งลงไปเลยว่าให้หยุดการก่อสร้างหรือขยายชุมชนของกัมพูชา เพราะต้องอย่าลืมว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ภาษาอังกฤษใช้คำ preserve คือรักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้ถูกทำลายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เพิ่มพูนสิ่งที่มีอยู่ให้มากขึ้น ฉะนั้นกัมพูชาจะเอาคำสั่งศาลโลกมาตีความว่าต้องขยายพื้นที่ ขยายชุมชน ผมว่าไม่ถูกต้อง เพราะศาลสั่งว่าคุณต้องร่วมมือกัน” “ส่วนอีกข้อหนึ่งที่คนไทยเป็นห่วงคือศาลบอกว่าห้ามไปขัดขวางกัมพูชาในการเข้าไปถึงตัวปราสาทอย่างอิสระ เรื่องนี้เราก็ต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน คำสั่งศาลบอกไว้ว่าห้ามไปขัดขวางหากกัมพูชาจะเข้าไปที่ตัวปราสาท ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปในบริเวณ 17 ตร.กม. ศาลบอกว่าห้ามไปขัดขวางในกรณีที่กัมพูชาจะเข้าไปที่ตัวปราสาทเท่านั้น” ก็เพราะตัวปราสาทเป็นของเขา “ถูกต้องครับ และคำว่าห้ามขัดขวางก็ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งข้ออื่นๆ เช่น ห้ามเอาทหารเข้าไป ห้ามไปซ่องสุมกำลังอาวุธข้างใน และถ้าหากเขาจะผ่านในบริเวณที่เป็นของเราก็ต้องคุยกันก่อน คำว่าห้ามขัดขวางมันไม่เหมือนกับคำว่าต้องอนุญาต ห้ามขัดขวางหมายความว่าห้ามไปขัดขวางอย่างไร้เหตุผล คือถ้าจู่ๆ เขาจะยกกำลังเข้ามาเราก็ต้องไม่อนุญาต เพราะถือว่าคุณทำผิดคำสั่งศาลแล้ว แต่ถ้ากัมพูชาจะเอารถขนอิฐขนปูนเข้าไปซ่อมแซมปราสาทเราก็ถือว่าไม่ได้ขัดคำสั่งศาล ส่วนเขตปลอดทหารผมก็มีข้อสังเกตเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง ก็คือหากเราไปดูคำสั่งส่วนตนของผู้พิพากษา ซึ่งกัมพูชาแต่งตั้งเข้าไปผมฟังดูแล้วค่อนข้างเป็นห่วง เพราะท่านตีความไปทางกัมพูชาพอสมควร คือท่านบอกว่าที่ศาลสั่งให้มีเขตปลอดทหาร 17 ตร.กม. ท่านไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่าบริเวณตัวปราสาทที่อยู่ตรงกลางของเขตนั้นควรจะถูกแยกออกไปว่าไม่ต้องปลอดทหารก็ได้ ในเมื่อเป็นของกัมพูชา กัมพูชาก็ควรต้องมีทหารประจำอยู่ มันก็ทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างว่าถ้าเขตทหารออกแบบมาเพื่อเลี่ยงการปะทะแล้วคุณมาบอกว่าไม่ให้มีทหารอยู่เลยยกเว้นตรงกลางพื้นที่มีทหารมีปืนใหญ่ตั้งอยู่ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ถูกไหมครับ แต่บังเอิญศาลส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ก็ทำให้เราเห็นแล้วผู้พิพากษาที่กัมพูชาแต่งตั้งเข้ามามีแนวโน้มที่จะตีความไปในทางที่เห็นอกเห็นใจกัมพูชาพอสมควร” แถลงการณ์ฝ่ายเดียวโชว์ภาวะผู้นำ “รัฐบาลไทยในวันนี้ต้องมีความชัดเจนในแง่ของจุดยืนว่าเราได้รับคำสั่งศาลมาแล้วเราถือว่าคำสั่งศาลมีความชัดเจน แปลว่าอะไร สมมติมีคนบอกว่า ตชด.เข้าไปได้ไหม ถ้าผมเป็นท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ผมต้องชัดเจนว่าเข้าไปได้หรือเข้าไม่ได้ เราอย่าไปบอกว่าต้องรอดูก่อนว่าเป็นอย่างไร ต้องฟังกัมพูชาก่อนว่าอย่างไร ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าคำสั่งศาลค่อนข้างจะชัดเจนว่าต้องเอาทหารออกไป และก็จะต้องไม่มีกองกำลังติดอาวุธหรือกิจกรรมทางทหารในบริเวณนั้น เพราะฉะนั้นสมมติเราส่ง ตชด.เข้าไปแต่เราส่งไป 1 กองร้อยเลย แต่แต่ละคนก็ถืออาวุธหนัก มีระเบิดมีเครื่องมือพร้อมที่จะรบกันแล้ว มันก็เสมือนกับว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธที่พร้อมจะรบ แต่สมมติเราส่งเข้าไปเป็นอาวุธขนาดเบา ส่งเข้าไปประจำเป็นแต่ละจุดๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย” “ศาลก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าไปได้ แต่คำว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเวลาตีความเราต้องตีความให้ตรงกับข้อเท็จจริงปกติ เวลาเราอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เราไม่ได้มี ตชด.มาเดินดูแลทรัพย์สินของชาวบ้าน อย่างมากก็ตำรวจจราจรที่พกปืน ตำรวจนครบาลคอยดูแลความเรียบร้อย ก็ต้องเป็นลักษณะนั้น กำลังตำรวจเจ้าหน้าที่ของเราก็ไม่ได้ถูกห้าม สามารถส่งเข้าไปได้ และเรื่องนี้เราต้องคุยกับผู้สังเกตการณ์อาเซียนให้ชัดเจนว่าเราจะให้เขาเข้ามาในหน้าที่อย่างไร เพราะที่ศาลบอกว่าจะต้องให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาศาลไม่ได้บอกว่าให้เข้ามาโดยอิสระ แค่บอกว่าต้องร่วมมือกัน คำว่าร่วมมือกับอาเซียนหมายความว่าเราต้องร่วมมือกับอาเซียน แต่อาเซียนก็ต้องร่วมมือกับเรา ไม่ใช่อาเซียนจะเข้ามาได้ตามสบาย แต่ส่วนจะอนุญาตในลักษณะไหนนั้น เป็นเรื่องที่ไทย กัมพูชา และอาเซียน ต้องพูดคุยกัน” ทั้งไทย-กัมพูชา ยังตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย ฝ่ายเราก็จะส่งตชด.เข้าไป กัมพูชาก็รอผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาก่อน “คือคำสั่งเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติพร้อมกันก็เป็นเรื่องปกติว่าคุณทำก่อนสิ กัมพูชาบอกว่าเอาอาเซียนเข้ามาก่อน ไม่อย่างนั้นไม่ถอนทหาร มันก็กลับไปสู่เรื่องเก่า วิธีแก้ปัญหาคือบัดนี้ทั้งสองฝ่ายรู้แล้วว่าศาลสั่งมาแล้วว่าต้องทำทั้ง 2 อย่าง วิธีที่ง่ายที่สุดคือมาเจรจากันว่าเราจะทำทุกอย่างในเวลาเดียวกันเลย นัดกันมาเลย สมมติพรุ่งนี้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาปุ๊บ ทั้งสองฝ่ายถอนทหารพร้อมกัน และต้องมีบริเวณเขตปลอดทหารชั่วคราวที่ชัดเจน ตรงนี้ผมขอย้ำนิดหนึ่งว่าภาพที่สื่อมวลชนเสนอไป ที่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมคางหมู ความจริงนั่นเป็นเพียงแค่ร่างแผนที่ ศาลใช้คำว่า sketch map ซึ่งศาลอธิบายไว้ในคำสั่งหน้า 17 ว่าร่างแผนที่นี้เป็นเพียงตัวอย่างให้ไทย-กัมพูชา นำไปพอให้เห็นรูปเห็นร่างเท่านั้น ฉะนั้นเขตปลอดทหารสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของไทยและกัมพูชาที่ต้องเอาพิกัดแผนที่ เส้นรุ้งเส้นแวงไปคุยกับกรมแผนที่ทหาร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำแผนที่ในพื้นที่นั้น ศาลท่านอยู่ที่กรุงเฮกท่านไม่เคยมาเห็นหรอกว่าบริเวณนี้เป็นอย่างไร” “ซึ่งจุดนี้แหละที่ผมบอกว่าเวลาศาลบอกว่าต้องดำเนินการตามคำสั่งทันที มันไม่ใช่ว่าเราเหมือนหุ่นยนต์ที่กดปุ่มปุ๊บถอนปุ๊บ การดำเนินการมันมีขั้นมีตอนของมัน ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ดำเนินการนะครับ วันรุ่งขึ้นท่านนัดประชุมทันทีเลย กระทรวงกลาโหม กฤษฎีกา อัยการสูงสุด กรมแผนที่ทหาร และท่านก็สั่งการไปว่าไปจัดทำแผนการให้เรียบร้อย แต่ข้อสำคัญมันอยู่ที่ว่ากัมพูชาก็ต้องทำขั้นตอนเดียวกัน และสุดท้ายพอได้แผนที่ที่ตัวเองจะเอาไปใช้ในการถอนทหารก็ต้องเอามาเทียบกันว่ามันตรงกันหรือเปล่า สมมติว่าตรงกันทั้งสองฝ่ายก็นัดกันเลยว่าเราจะคุยกับอาเซียนเพื่อให้เข้ามาบนเงื่อนไขที่เราเห็นด้วยตรงกัน เช่น เวลาคุณจะเดินลาดตระเวนก็ขอให้แจ้งมาก่อนว่าจะเดินตรงไหน และให้มีฝ่ายไทยและกัมพูชาเดินพร้อมๆ กัน และตกลงถอนทหารพร้อมกัน คราวนี้ก็ติดปัญหาอีกว่าถ้ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลรักษาการ คุณยิ่งลักษณ์จะเปิดสภาเมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี ครม. จะทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อไหร่ ขอยังไม่แน่ใจ ถ้าจะไปเซ็นตกลงอะไรกันรัฐบาลชั่วคราวทำได้หรือเปล่า อันนี้มันไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศแล้ว เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญของบ้านเราแล้ว” เพราะหากไปทำหนังสือสัญญาโดยไม่ผ่านสภา ก็จะเข้ามาตรา 190 แบบสมัยคุณนพดล “มาตรา 190 ไม่ได้ห้ามให้รัฐบาลไปทำหนังสือสัญญากับประเทศอื่น แค่บอกว่าหากคุณไปทำหนังสือสัญญาแค่บางประเภทเท่านั้นที่ต้องผ่านสภา หนึ่งก็คือไปเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรือเขตอธิปไตย สองคือต้องมีกฎหมายออกตามมา สามไปมีผลผูกพันหรือกระทบทางการค้า เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นข้อเหล่านี้ถ้าเราทำไปแล้วมันไม่เข้าข้อเหล่านี้มันก็ย่อมไม่ใช่กรณีที่ต้องไปผ่านสภา เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ การทำสัญญามันเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะอยู่แล้ว มันมีแค่ข้อยกเว้นที่ต้องไปเข้าสภาบางเรื่องเท่านั้นเอง ฉะนั้นถ้าเราบอกว่าจะถอนทหารพร้อมๆ กัน ถามว่าเรื่องการถอนทหารมันอยู่ในอำนาจของฝ่ายไหน อยู่ในอำนาจฝ่ายบริหาร เวลาเราจะส่งกองทัพไปปกป้องประเทศชาติต้องถามสภาก่อนหรือเปล่า ต้องถามศาลก่อนหรือเปล่า มันไม่ใช่เรื่องนิติบัญญัติหรือตุลาการ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร จึงไม่เข้ามาตรา 190” “คราวนี้มาถึง step ที่สอง ถามว่าไม่เข้ามาตรา 190 แล้วมันติดขัดมาตรา 181 หรือเปล่า มาตรา 181 บอกว่ารัฐบาลชั่วคราวต้องดำเนินการต่างๆ เฉพาะเท่าที่จำเป็น และต้องไม่ดำเนินการที่กฎหมายห้ามไว้ กฎหมายห้ามเรื่องอะไรบ้าง หนึ่งห้ามโยกย้ายข้าราชการ ห้ามไปใช้งบประมาณฉุกเฉิน ห้ามไปให้คุณให้โทษเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มันมีข้อสุดท้ายที่บอกว่าห้ามอนุมัติหรือโครงการที่มันมีผลผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดหน้า เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเราจะมาถอนทหารกันมันเป็นโครงการหรือเปล่าเป็นงานหรือเปล่า อันนี้ต้องตีความให้ชัดนะครับว่าการเคลื่อนย้ายทหารภายในเขตแดนของประเทศไทย มันไม่ใช่เรื่องโครงการ มันเป็นเรื่องปกติของการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ฉะนั้นผมก็มองว่ามาตรา 181 ก็ไม่ได้ห้ามรัฐบาล ไม่เช่นนั้นอยู่ดีๆ รัฐบาลชั่วคราวมีความจำเป็นที่ต้องย้ายกำลังพล ปกป้องอธิปไตยของชาติ จะบอกว่าไปติดขัดมาตรา 181 จะเป็นการตีความกฎหมายที่แย่มากนะครับ” “ดังนั้นโดยสรุปแล้วมาตรา 181 มาตรา 190 ไม่เข้าทั้งคู่ รัฐบาลรักษาการก็ยังเป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่ที่ต้องเป็นรัฐบาลของคนไทย คุณจะมาใส่เกียร์ว่างบอกว่าโอ้ยรอรัฐบาลชุดหน้าเข้ามาเพราะผมไม่อยากจะโดนคนนั้นคนนี้ว่า นั่นคือคุณไม่รับผิดชอบต่อประชาชนแล้ว ซึ่งไม่ได้นะ คุณยังมีหน้าที่ต้องทำ แต่ก็ถามอีกว่ากลัวศาลปกครองศาลรัฐธรรมนูญเดี๋ยวบอกว่าทำไปแล้วผิด ผมก็เสนอย่างนี้ว่าคุณก็ต้องใช้นักกฎหมายเก่งๆ กำหนดเอกสารให้ชัดเจน สมมติว่ากลัวเข้ามาตรา 190 ซึ่งบอกว่าห้ามไปทำหนังสือสัญญาที่เข้ากรณีมาตรา 190 ก็ไม่เห็นต้องทำหนังสือสัญญาเซ็นด้วยกันนี่ ต่างฝ่ายต่างก็ทำแถลงการณ์ฝ่ายเดียวก็ได้ แต่ว่าเป็นแถลงการณ์ฝ่ายเดียวที่มีผลมาจากการเจรจากันมาก่อนแล้ว เช่นสมมติเราบอกจะถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราวเราจะให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามา ไทย-กัมพูชา ต่างฝ่ายต่างแถลงพร้อมกันเลย บัดนี้เรามีคำสั่งศาลโลกมาแล้วประเทศไทยพร้อมที่จะทำตามโดยตีความคำสั่งว่าเราจะถอนทหารจากบริเวณนี้ เราจะให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาแบบนี้ และก็ต้องคุยกับกัมพูชาให้ชัดเจนว่ากัมพูชาก็ต้องแถลงในลักษณะเดียวกัน แต่ถามว่าทั้งสองฝ่ายมาตกลงกันไหม ไม่ได้ตกลงกัน ถ้าเกิดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะถอนคำพูดของตัวเองก็ถอนได้ ไม่ผูกพันอะไร แต่อย่างน้อยมันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองฝ่ายว่าเรามีอะไรที่มันชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่” “มันก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและก็ชาวโลกว่าบัดนี้ไทยและกัมพูชาพร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ศาลบอก โดยที่ไม่ต้องไปเป็นห่วงว่ามันจะเข้ามาตรา 190 หรือเปล่า เพราะไม่ได้เซ็นหนังสืออะไรกัน มันเป็นการแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของแต่ละรัฐบาล และถ้าทำให้ชัดก็ต้องแถลงการณ์ในงานเดียวกันด้วย อาจจะมีท่านสุรินทร์ พิศสุวรณ ซึ่งเป็นเลขาธิการอาเซียน เป็นเจ้าภาพจับมือถ่ายรูปต่างคนต่างแถลง ส่วนจะไปเข้ามาตรา 181 ที่ห้ามไปผูกพันรัฐบาลชุดหน้าไหม ก็ต้องชัดเจนในแถลงการณ์ว่านี่คือแถลงการณ์ที่รัฐบาลชุดคุณอภิสิทธิ์ต้องการจะทำ และก็เป็นไปตามคำสั่งศาลโลก แต่ทั้งนี้ย่อมเป็นดุลยพินิจของรัฐบาลต่อไปว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร” นี่คือขั้นตามกฎหมายที่ควรจะดำเนินต่อไป และเป็นการทูตในอุดมคติ แต่สำหรับการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะความขัดแย้งกับกัมพูชาก็เป็นประโยชน์กับฝ่ายการเมืองของทั้งสองประเทศ และเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาทุกอย่างก็จะเปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ “ผมคิดว่าเราต้องอย่าลืมว่าการที่เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะแก้สถานการณ์ได้ มันยังเป็นเพียงแค่ความหวัง และเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนที่เอารถถังเอาเครื่องยิงระเบิดมาประจันหน้ากันมันมีความเสี่ยงที่การปะทะกันมันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ถามว่ามันคุ้มไหมถ้ามันเกิดขึ้น มันคุ้มไหมที่ชาวบ้านต้องมาวิ่งหนีอุตลุด ผมมองว่ามันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลปัจจุบันนี่แหละที่ต้องดำเนินการทุกอย่าง ถามว่าจะดำเนินการอย่างไรให้มันสมกับความเป็นจริงหน่อย ผมก็จะบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ก็ต้องคุยกับคุณยิ่งลักษณ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยว่าทีมที่จะมาเป็นทีมที่คุมกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง ในพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลจะมีใครบ้าง และคุณอภิสิทธิ์วางแผนจะคุยอะไรก็ต้องให้ชัดเจนกับกัมพูชาว่าวันนี้ไม่ได้คุยเฉพาะกับคุณอภิสิทธิ์นะ คุยพร้อมกับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ที่กำลังจะเข้ามา กัมพูชาเขาจะได้สบายใจว่าแถลงการณ์ฝ่ายเดียวที่เราจะทำออกไปมันมีความต่อเนื่องแน่นอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็กลับเข้าไปสู่กระบวนการทางการทูต เราไม่สามารถประกันอะไรทุกอย่างได้หรอกว่ามันจะต้องเป็นไปตามที่เราต้องการ แต่ถ้ามีความไว้เนื้อเชื่อใจกันในระดับผู้ปฏิบัติงาน เช่น ท่านทูตกับท่านทูตคุยกัน ยิ่งถ้าคุณยิ่งลักษณ์ส่งสัญญาณบอกฮุน เซน ว่าจริงนะที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเวลาที่คุยเรื่องนี้ได้มีการหารือร่วมกันมาก่อน ขอให้ท่านสบายใจได้ว่าเมื่อแถลงออกไปแล้วแต่ละฝ่ายจะดำเนินการต่อไปดังที่คุณอภิสิทธิ์ได้แถลงไว้ ” “เราอย่าลืมนะครับว่าสิ่งที่กัมพูชาเขาต้องการอะไร ก็คือเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ การเอาพื้นที่รอบตัวปราสาทมาทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเขาพยายามจะไปศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งออกมาก่อนที่ยูเนสโกจะมีมติที่กรุงปารีส แต่บังเอิญศาลใช้เวลานานกว่าที่ทุกฝ่ายคาดไว้ พอมันเป็นอย่างนี้ อนุมัติว่ามีความพยายามจะซ่อมแซมตัวปราสาทอะไรก็แล้วแต่ บัดนี้มันก็เป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะมาคุยกันว่า ในเมื่อศาลสั่งและมันทำให้เราอึดอัดว่ามีบริเวณเขตปลอดทหาร เรามาร่วมมือกันดีไหม ในเมื่อตอนนี้เงื่อนงำที่มันไปงัดกันไว้ ที่ไทยบอกว่าคุณต้องถอนทหารออกไปถึงจะเอาผู้สังเกตการณ์อาเซียนออกมาได้ กัมพูชาบอกว่าเราจะไม่ถอนทหารคุณต้องเอาผู้สังเกตการณ์มาก่อน บัดนี้เมื่อมีคำสั่งศาลออกมาพร้อมๆ กันแล้วมันก็คลี่คลายไปพร้อมๆ กันถูกไหมครับ สิ่งที่เคยงัดกันมาสุดท้ายมันก็ต้องทำ เพราะว่าศาลได้สั่งมาแล้ว ฉะนั้นมันง่ายกว่าไหมถ้าเราจะบอกว่าแทนที่จะปล่อยให้ศาลค้ำหัวเรา ถอนคดีออกมา แล้วมาคุยกันเลยว่าเราจะมาบริหารพื้นที่รอบๆ กันอย่างไร วงเล็บว่าเขตแดนจะเป็นของใครเก็บไว้คุยกันทีหลัง เราเอานักท่องเที่ยวเข้ามาก่อน เราเอาประชาชนให้อยู่ดีกินดีก่อน แล้วถึงเวลานั้นมันก็ยังคุยกันได้” วีรพัฒน์ ย้ำว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้มีนัยเรื่องเขตแดน “ศาลย้ำอย่างชัดเจนในคำสั่งว่าคำสั่งชั่วคราวเป็นไปเพื่อทำให้ไม่เกิดการปะทะทางการทหารเท่านั้น และการที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลย้ำหลายจุดเลย อย่างน้อยก็ 3-4 จุด ในคำสั่งบอกว่าศาลจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยสิ่งที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความว่าเขตแดนต้องเป็นไปตามแผนที่หรือไม่ เขตแดนบริเวณรอบๆ ตัวปราสาทกว้างแคบแค่ไหน ศาลจะไม่ได้เข้าไปแตะในเวลานี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องตีความในปีหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ศาลสั่งเป็นเรื่องชั่วคราว และอย่างที่บอกว่า เมื่อเป็นคำสั่งชั่วคราวย่อมถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลาหากมีความจำเป็น สมมติกัมพูชาและเอาผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายมาคุยกันแล้วว่าถ้าขืนเราถอนอย่างนี้วุ่นวายแน่ เพราะพื้นที่มันกว้างมาก ก็อาจจะทำข้อตกลงหรือข้อสรุปร่วมกันไปขอศาลว่าศาลครับลดลงมาหน่อยได้ไหม ถ้าจะเป็นและเหมาะสมศาลอาจจะลดก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล” หากทั้งสองประเทศยังยึกยักไม่ทำตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว “มันก็จะเกิดความตึงเครียดอยู่ในบริเวณที่ทหารก็ต้องเห็นหน้ากัน แต่หลังจากศาลมีคำสั่งมาแล้วข่าววันนี้เสนอว่าในบริเวณชายแดนอื่นมีการชักธงชาติทั้งสองประเทศขึ้นพร้อมกัน ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเขาถือฤกษ์ว่าศาลมีคำสั่งออกมาแล้วหรือเปล่า แต่พอนักท่องเที่ยว ชาวบ้านเห็นว่ามีการชักธงชาติทั้งไทย-กัมพูชาขึ้นพร้อมกัน มันก็เป็นนิมิตหมายอันดีว่าถึงแม้ไม่ถอนทหาร แต่เราก็รู้ว่าบัดนี้ศาลมีคำสั่งมาแล้วมันก็น่าจะเป็นไปได้ทันทีที่รัฐบาลใหม่เข้าก็น่าจะทำให้ความตึงเครียดมันดีขึ้น รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์คุณยังเป็นรัฐบาลของคนไทยอยู่นะครับ คุณไม่ได้เป็นรัฐบาลเกียร์ว่าง คุณยังมีหน้าที่ต่อประชาชนชาวไทยที่ต้องรับผิดชอบว่าทำอย่างไรให้การสูญเสียให้การปะทะกันมันเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด ซึ่งก็ต้องทำตามที่ศาลบอก ก็คือเอาทหารออกไป อยู่ใกล้กันเดี๋ยวก็ได้ฮึ่มๆ ใส่กันอีก เอาผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาให้เร็วที่สุด เวลาที่เถียงกันว่าคุณเตรียมจะยิงเรา ก็ถามอาเซียนว่าตกลงอาเซียนอยู่ในพื้นที่คุณเห็นว่าใครทำอะไร ใครกำลังพูดปด ใครกำลังพูดจริง และหากคุณยิ่งลักษณ์ฉลาดต้องออกมาพูดวันนี้เลยว่าท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ท่านยังเป็นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอยู่ ดิฉันยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีดิฉันเคารพ แต่หากมีเรื่องอันใดที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์อยากให้ดิฉันหรือสมาชิกพรรคเพื่อไทยช่วยเหลือในเรื่องความร่วมมือกับกัมพูชา พร้อมที่จะช่วยเหลือเต็มที่ ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ว่าใครอยากจะช่วยงานรัฐบาลก็เข้าไปช่วยได้ และในวันเลือกตั้งกัมพูชาเขาก็แสดงความดีใจทั้งฮุน เซน, ฮอร์ นัมฮง ก็บอกว่าเขาเตรียมพร้อมจะเจรจาแล้ว ฉะนั้นคุณยิ่งลักษณ์กับคุณอภิสิทธิ์ก็ควรจะต้องทำงานพร้อมกันตั้งแต่วันนี้ไปเลย โดยที่ต้องชัดเจนว่าคุณอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกฯ ของเราอยู่ แต่ว่าอะไรที่ทำไปขอให้เอาคุณยิ่งลักษณ์กับทีมความมั่นคง เข้ามาคุยกันในห้องประชุม เวลาสื่อสารไปหาฮุน เซน คุณยิ่งลักษณ์จะได้โทรศัพท์ไปบอกได้ว่าดิฉันเห็นด้วยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์พูดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะถอนทหารตอนนี้ถอนได้เลย เมื่อสภาเปิดเมื่อไหร่ โปรดเกล้าฯ ครม.เมื่อไหร่ จะดำเนินการตามสิ่งที่มีการแถลงการณ์ไปแล้ว อันนี้เป็นโอกาสที่ดีมากที่คุณยิ่งลักษณ์จะพิสูจน์ฝีมือนับตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ เลย แต่ต้องพิสูจน์ในแง่ที่ว่าดิฉันยังเคารพนายกฯ อภิสิทธิ์ แต่พร้อมจะช่วยสนับสนุน” “ผมเชียร์เรื่องแถลงการณ์ฝ่ายเดียวเต็มที่เลย เพราะมันแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำของไทย และยิ่งถ้าไทย-กัมพูชาทำออกมาในงานเดียวกัน โดยมีประธานอาเซียนอยู่ด้วย มันคือความภูมิใจของอาเซียนนะครับ ประชาคมอาเซียนที่เราบอกว่าจะตั้งในปี 2015 ได้พิสูจน์ฝีมือ เพราะศาลก็มั่นใจว่าอาเซียนจะทำได้ ดังนั้นอาเซียนดำเนินเกมเต็มที่ และไทยก็ต้องเดินเกมรุกเจรจาไปล็อบบี้กับสมาชิกอาเซียนว่าหากคุณจะเข้ามาเจรจาส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาคุณต้องไม่เข้ามาในลักษณะยุ่มย่ามหรือละเมิดดินแดนไทยจนเกินไป ต้องเข้ามาในลักษณะแขกของบ้านเราซึ่งเราต้อนรับอย่างดี และกัมพูชาก็ควรจะทำในลักษณะเดียวกัน เป็นการแสดงภาวะผู้นำของแต่ละประเทศที่จะร่วมมือกันและเอาสันติภาพกลับคืนมา” “เมื่อผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามา ทหารออกไป ผมเชื่อว่าสถานการณ์ก็จะคลี่คลายดีขึ้น สุดท้ายถ้าทำอย่างนั้นได้ถามว่าใครชนะ คุณอภิสิทธิ์ก็จะมีผลงานฝากทิ้งไว้ คุณยิ่งลักษณ์ก็ได้เครดิต ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ อาเซียนก็ได้พิสูจน์ฝีมือ ภาพที่ผู้นำทั้งสองประเทศ คุณอภิสิทธิ์ คุณฮุน เซน ยืนบนโพเดียมจับมือกันและมีท่านเลขาธิการอาเซียนซึ่งเป็นคนไทยยืนอยู่ด้วย ถ่ายรูปและแถลงการณ์พร้อมกัน มันจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคุณอภิสิทธิ์มีผลงานฝากเอาไว้ให้ประธิปัตย์ได้บอกได้ว่าวันนี้ที่กัมพูชายอมถอนออกไปเพราะเรามีนโยบายการเจรจาที่สุขุมนุ่มลึก เอาคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาช่วย ผมเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์พร้อมที่จะช่วย” ควรจะเป็นผลงานของนายกฯ อภิสิทธิ์ฝากไว้ก่อนลงจากตำแหน่ง “ถ้าหากกลัวว่าจะเข้า 190 ก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือสัญญา ทำเป็นแถลงการณ์ฝ่ายเดียวจะถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ทำได้เลยประกาศว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคนอย่างที่คุณอภิสิทธิ์เคยพูดอยู่ตลอดเงลา ผมทำเพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน และเมื่อตอนนี้สันติภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งคุณอภิสิทธิ์มีโอกาสที่จะทำก็ทำไปเลย อย่าไปมองว่าตัวเองกำลังจะเป็นฝ่ายค้าน คุณอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกฯ ของเราอยู่ เรายังมีสิทธิ์ขอให้คุณทำงานให้พวกเราอยู่” ในแง่กฎหมายรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์น่าจะรู้ว่าไม่เข้ามาตรา 181, 190 แต่เป็นห่วงเรื่องทางการเมืองมากกว่า เดี๋ยวพันธมิตรโจมตีว่าขายชาติ “มันก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการเมือง ถ้าผมเป็นคุณอภิสิทธิ์ ผมต้องคุยกับคุณยิ่งลักษณ์ให้ชัดเจน ว่าคุณต้องช่วยผมด้วยนะเวลาผมไปแถลงการณ์ฝ่ายเดียวมาขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ จุดยืนของพรรคเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ต้องชัดเจนว่าพร้อมที่สานต่อกระบวนการสันติภาพเหล่านี้ คุณยิ่งลักษณ์ต้องรับไม้ต่อสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ทำไว้ เพื่อความสงบของชาวบ้านชายแดน ซึ่งเราเห็นชัดว่าฐานเสียงเพื่อไทยซึ่งเป็นคนเสื้อแดงและเขาบอกว่าเอาความเป็นอยู่ที่ดีของชาวบ้านตาดำๆ กลับมาดีกว่า ทำไมจะต้องให้คนที่เคยไปมาหาสู่กันไปต้องลำบาก ไปดูผลเลือกตั้งศรีสะเกษจะรู้ว่าพี่น้องประชาชนตรงนั้นเขาต้องการอะไร ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมาแม้วันนี้สภายังไม่เปิดแต่คุณมีหน้าที่แล้ว ถ้ามันมีการดำเนินการอย่างนี้ทุกคนก็จะแฮปปี้ ทุกคนจะรู้สึกว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ถึงแม้ตอนเลือกตั้งก็แข่งกัน แต่เวลาเขาทำเพื่อชาติเขาก็ทำร่วมกันได้ ถ้าทำไม่ได้ทำไม่ทันจริงๆ ก็ต้องคุยกับคุณยิ่งลักษณ์ให้ชัดเจนว่าวันนี้เราจะส่งสัญญาณไปทางกัมพูชาอย่างไร” ถามถึงบทบาทกองทัพ เพราะแม้จะต้องรับนโยบายจากรัฐบาล แต่มุมมองด้านมั่นคงของกองทัพอาจจะต้องปรับให้สอดคล้องกับกระบวนการสันติภาพ “ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่าเวลาพูดถึงกองทัพเราจะบอกว่ามีกองทัพที่อ่อนเอียงตามรัฐบาลทั้งหมด และไม่เคยแสดงความฮึกเหิมเข้มแข็ง ผมก็คงไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ ฉะนั้นผมก็ภูมิใจที่เรามี ผบ.ทบ.อย่างคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ท่านก็มีความเข้มแข็ง พูดไว้ชัดเจนว่าถ้าคุณรุกเข้ามาคุณบุกเข้ามาเราต้องโต้ตอบ อันนี้ก็เป็นบทบาทของกองทัพ แต่ผมฟังท่านสัมภาษณ์วันก่อนก็บอกว่า บัดนี้ศาลสั่งเขตปลอดทหารชั่วคราวออกมาแล้ว กองทัพก็ยังฟังอยู่ว่ากระทรงกลาโหม นายกรัฐมนตรีจะสั่งการอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นสัญญาณที่ถูกต้องแล้ว และถ้าเราไปฟังคำสั่งท่านประยุทธ์ชัดๆ ท่านไม่ได้โต้แย้งต่อศาลนะ ท่านบอกว่าคำสั่งของศาลเป็นเรื่องของเขตปลอดทหารชั่วคราว จึงไม่ใช่เขตแดนที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ยังยึดอธิปไตยตามที่เรายึดเพียงแต่ว่าเราถอนทหารออกไปก่อนเพื่อเลี่ยงการปะทะกัน ผมดีใจที่ท่านประยุทธ์พูดในลักษณะนั้น และยิ่งดีใจเมื่อท่านส่งสัญญาณว่าท่านเป็นทหารที่ตอบสนองประชาชน โดยที่ท่านตอบสนองผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นถ้าคุณอภิสิทธิ์คุณยิ่งลักษณ์จะร่วมมือกันทำอะไรผมก็หวังว่ากองทัพต้องรู้บทบาทของตัวเอง คือพร้อมที่จะปกป้องประเทศไทยแต่ถ้ามีโอกาสที่สันติภาพเกิดขึ้นโดยการตกลงผ่านการแถลงการณ์แต่ละฝ่ายให้ถอนออกไปพร้อมกัน เอาอาเซียนเข้ามาพร้อมกัน กองทัพก็ต้องมีความชัดเจนว่าต้องมีบทบาทในการสร้างสันติภาพไม่น้อยไปกว่าบทบาทในการปกป้องความมั่นคงของประเทศชาติ” จากนี้จนถึงปีหน้ามองว่าเปอร์เซ็นต์ที่ศาลโลกจะรับตีความในคดีหลักมากน้อยแค่ไหน “ผม 50:50 เลยเพราะว่าแนวโน้มในวันนี้เราก็เห็นมาแล้ว ศาลบอกว่ามีความเป็นไปได้ในเบื้องต้นที่จะตีความได้ และเอกฉันท์ด้วยนะครับ เพราะว่าข้อแรกที่บอกว่าไม่จำหน่ายคดีออกไปแปลว่าผู้พิพากษาทุกท่านเห็นว่ามันมีมูลเบื้องต้นเห็นว่าตีความได้ แต่ว่าตีความเรื่องอะไรนี่สำคัญ เพราะถ้าบอกว่าตีความเรื่องแผนที่ภาคผนวก 1 มันมีความผูกพันมีผลทางกฎหมายหรือเปล่า ผมค่อนข้างจะมองไปในแง่ที่ว่าไทยอาจจะชนะในประเด็นนี้ คือศาลไม่น่าจะตีความเรื่องเส้นแผนที่ แต่เราก็อย่าลืมว่ามีผู้พิพากษาบางท่าน ชื่อ Joan Donoghue ผู้พิพากษาชาวสหรัฐ ท่านพูดไว้ชัดเจนเลยว่าการจะกลับมาตีความเรื่องอะไรท่านใช้คำว่า Long but Narrow ก็คือตีความย้อนกลับไปได้นาน แต่เวลาเข้าไปตีความ ต้องตีความอย่างแคบๆ” “ฉะนั้นคุณจะมาตีความสะเปะสะปะตะแบงไปในทางที่กัมพูชาต้องการมันทำไม่ได้ แต่มันต้องตีกรอบให้ชัด คำว่าตีกรอบให้ชัดก็คือศาลบอกชัดเจนในคำพิพากษาเมื่อ 2505 ว่าศาลไม่ได้เข้าไปวินิจฉัยผลทางกฎหมายของเส้นแผนที่ เส้นแผนที่ผูกพันหรือไม่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาพูด ฉะนั้นถ้าพูดไปตามแนวของท่าน Donoghue หรือตามแนวของท่าน Cot ก็ย่อมต้องไม่พูดเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะถ้าเกิดพูดแล้วมันมีผลขึ้นมามันทั้งยวงเลยนะ เพราะเส้นแผนที่มันยาวตลอดแนว\ “ส่วนเรื่องเขตรอบๆ ตัวปราสาทว่ากว้างไกลแค่ไหน ผมก็อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า คำว่าเขตรอบๆ ตัวปราสาทภาษาอังกฤษใช้คำว่า vicinity แต่ขณะเดียวกันก็มีการใช้คำว่า area of the temple แต่ถ้าเราไปอ่านคำสั่งย่อหน้าที่ 61 ศาลใช้คำว่าศาลจะกำหนดเขตปลอดทหารซึ่งเรียกว่า the zone around the area of the temple แปลว่ากำหนดเขตปลอดทหารที่อยู่รอบๆ ตัวปราสาท มันแปลว่าอะไร แปลว่าบริเวณ 17-18 ตร.กม.มันกว้างกว่าเขตของตัวปราสาท ดังนั้นเขตตัวปราสาทก็ต้องเล็กว่าแผนที่สี่เหลี่ยมคางหมูที่เราเห็น ดังนั้นเราก็สบายใจอย่างหนึ่งแล้วว่าสิ่งที่ศาลกำลังพูดในวันนี้ มันต้องไม่ไกลไปถึงภูมะเขือ อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งเราสบายใจได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าหากศาลเข้าไปตีความว่าโดยรอบๆ แล้วคืออะไรบ้าง ก็ไม่ควรจะกว้างขนาดที่เราเห็นในสี่เหลี่ยมคางหมูนี้ ฉะนั้นอย่าไปตกใจ เพราะศาลพูดไว้ชัดเจนว่ามันเป็น zone ที่อยู่รอบ area ของตัวปราสาทอีกทีหนึ่ง ก็ชัดเจนว่า area ปราสาทต้องเล็กกว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นกรอบสี่เหลี่ยมคางหมูในวันนี้ หากศาลรับตีความเฉพาะเรื่องรอบตัวปราสาทก็น่าจะเข้าข้างไปในทางเรา ก็คือไม่น่าจะกินอาณาบริเวณไปกว้าง” ทางออกที่ดีที่สุดคือมีความหวังว่าทั้งสองประเทศจะมีข้อตกลงก่อนที่ศาลจะพิจารณาว่ารับหรือไม่รับตีความคดีหลัก “เพราะถ้ากัมพูชาเขาอ่านเกมว่าสุดท้ายศาลไม่รับตีความมันก็ไม่ดีสำหรับเขา เพราะเขาอ้างมาตลอดว่าคำพิพากษาทำให้เส้นแผนที่ภาคผนวก 1 แผนที่ 1:200000 มีผลผูกพัน แต่ถ้าศาลบอกว่าศาลไม่รับตีความกัมพูชาก็เสียเปรียบ ฉะนั้นเขาก็มองเกมว่ามันอาจจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็สู้ถอนคดีออกมาก่อนแล้วมาเจรจากันดีกว่า เพราะเจรจามันยังกำหนดกติกาเองได้ เช่นบอกว่าวันนี้เขตแดนเป็นอย่างไรเก็บไว้ก่อนนะ แต่ขอให้พ่อค้าแม่ค้ามาทำมาหากิน เอานักท่องเที่ยวฝรั่งเข้ามา มันก็ดีกับทั้งสองฝ่าย รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาและสามารถพิสูจน์ฝีมือให้คนไทยเห็นได้ก็จะถูกจดจำเลยว่าคุณทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมขอเน้นว่าภาคประชาชนก็ดี กลุ่มเคลื่อนไหวทั้งพันธมิตรหรือเสื้อแดงก็ดี ต้องอย่าไปเชื่อเขาหมดนะว่าเวลาเขาไปเซ็นเอ็มโอยูอะไร ต้องตามนะครับว่าคุณไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า แน่นอนเราคงไม่สามารถไปบอกได้ว่าคุณสร้างสันติภาพได้ เพราะคุณเอาน้ำมันในอ่าวไทยไปแลก เราพูดอย่างนั้นมันคงน่าเกลียดไปเขาอาจจะเจรจากันดีๆ ก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ต้องไปติดตาม ทั้งสื่อมวลชน ภาคประชาชน” หลังจากไทยถอนตัวจากภาคีมรดกโลกความร่วมมือน่าจะยิ่งยากขึ้น “เรื่องมรดกโลกนี่นะครับต้องให้ชัดเจนว่า ณ วันนี้ยังไม่ได้ถอนตัวนะครับ การประกาศก็ยังไม่ได้เริ่มนับ 12 เดือนนะครับ เรายังไม่ได้ส่งเอกสารอย่างเป็นทางการ หรือส่งไปแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้บอกประชาชน ผมมองว่ามันเป็นความพยายามช่วงก่อนเลือกตั้ง ถ้าท่านบอกว่าการถอนตัวมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศแล้วทำไมท่านไม่ส่งเอกสารไปล่ะ ทำไมท่านพูดลอยๆ แล้วปล่อยให้นายกรัฐมนตรีคนต่อไปเป็นคนตัดสิน ถ้าเขาบอกไม่ถอนฉะนั้นสิ่งที่ท่านพร่ำพูดกับประชาชนว่ามันดีอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่เกิดขึ้นใช่ไหมครับ” กระนั้นก็ตาม นักกฎหมายฮาร์วาร์ดผู้นี้เชื่อมั่นว่าปัญหาไทย-กัมพูชา มีโอกาสเดินหน้าไปสู่สันติภาพ “ผมเชื่อว่าปัญหามันจบลงได้ เพราะหนึ่งกัมพูชาไม่ได้มีโยบายแข็งกร้าวที่จะเข้ามายึดแผ่นดินไทย เขาต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ต้องการเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งเขาย่อมต้องการเพื่อนบ้านที่พร้อมจะช่วยเหลือเขา ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้สนับสนุนเม็ดเงินเข้าไปทำโครงการนั่นโครงการนี่ให้เขา กัมพูชาก็ต้องพึ่งไทย ไทยเองก็ต้องพึ่งกัมพูชา เพราะว่าจะให้สถานการณ์การเมืองถูกเอามาบี้รัฐบาลตลอดเวลา กรุงเทพฯ ก็ทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นต่างฝ่ายต่างมีความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกัน เพียงแต่ว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีเงื่อนไขมางัดกัน แต่วันนี้ศาลสั่งมาแล้ว และทั้งสองฝ่ายรู้ตัวว่าคนใดคนหนึ่งก็ต้องทำ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียหน้าก็ทำไปพร้อมๆ กัน แถลงการณ์ฝ่ายเดียวไปพร้อมๆ กัน มันก็ได้ทั้งสองฝ่าย” “ประเทศที่เขาอยากจะมาลงทุนเขาก็มองดูอยู่ เพราะอย่าลืมว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ เศรษฐกิจขาลงที่ยุโรป กรีซ อิตาลี จะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่ อเมริกาก็หนี้สินทะลุ เงินทุกอย่างย้ายมาที่จีนย้ายมาที่เวียดนาม ถ้าไทยและกัมพูชาทำให้สถานการณ์สงบได้ ศัยกภาพโครงสร้างขั้นพื้นฐานของไทยแข็งอยู่แล้ว เราเคยเป็นอดีตว่าที่เสือในเอเชียมา เม็ดเงินที่จะหนีจากวิกฤติยูโรโซน ที่อเมริกาก็จะไหลมา ผมเชื่อว่าปัญหาจะจบลงได้ และสัญญาณที่ฮุน เซน

Comments

ขอบคุณไทยโพสต์และประชาไทที่กร

ขอบคุณไทยโพสต์และประชาไทที่กรุณาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ครับ

---

ขอเชิญผู้สนใจฟังการอภิปรายทางวิชาการ

เรื่อง “ กรณีปราสาทพระวิหารจะลงเอยอย่างไร? ”

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2554 เวลา 13.30-17.00 น.
ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวารวดี
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้อภิปราย

ศาสตราจารย์ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและวิจัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คุณชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ผู้ดำเนินการอภิปราย

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายกสมาคมนิสิตเก่านิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสถานีวิทยุ อสมท. FM 96.5 MHz และนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

เวลา 13.30 – 14.00 น. ลงทะเบียน
เวลา 14.00 – 17.00 น. การอภิปรายทางวิชาการ
เวลา 17.15 น. จบการอภิปราย

---

http://www.lawchulaalumni.com/default/

Maximus wrote:Making an

[quote=Maximus]Making an elephant out of a fly.[/quote]

a genius can....

[b][url]http://www.youtube.com/watch?v=4m68pQ8spfk&feature=relmfu[/url][/b]

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop][quote=Maximus]Making an elephant out of a fly.[/quote]

a genius can....

[b][url]http://www.youtube.com/watch?v=4m68pQ8spfk&feature=relmfu[/url][/b][/quote]

Making a fly out of a man????

one genius can....

[b][url]http://http://www.youtube.com/watch?v=WV2LfpLT9Lw[/url][/b]

Making a fly out of a man

[b][color=red][size=14]Making a fly out of a man :)[/color][/size][/b]

[b][url]http://http://www.youtube.com/watch?v=WV2LfpLT9Lw[/url][/b]

sorry there're too many

sorry there're too many :"http....."

[b][url]http://www.youtube.com/watch?v=WV2LfpLT9Lw[/url][/b][/quote]

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop][quote=Maximus]Making an elephant out of a fly.[/quote]

a genius can....

[b][url]http://www.youtube.com/watch?v=4m68pQ8spfk&feature=relmfu[/url][/b][/quote]
For the time being,
all the trouble that the government ignored and swept under the carpet is now start flying out... as obvious as an flying elephant.
What we can do is get to the bottom of things with a proper explanations.

เพื่อสนองปณิธานคุณ หลาย ดี

[b]เพื่อสนองปณิธานคุณ หลาย ดี หลาย ไอ

บังเอิญวันนี้ผมเพิ่งคัดลอก MOU 43 เกือบทั้งฉบับ แล้วเสร็จ เลยเอามาแปะเพื่อรองเป็น bottom of thing ให้คุณ หลาย ดี จับตูดพลิกดู (ฮา)

[center]เนื้อหา MOU 43 โดยละเอียด

บันทึกความเข้าใจ
ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก[/center]

รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา

ปรารถนาที่จะกระชับความผูกพันแห่งมิตรภาพที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้งสอง
ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เชื่อว่าการ[color=brown]ปักปันเขตแดนทางบก[/color]ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา
จะช่วยระงับความขัดแย้งตามชายแดนที่เกิดจากปัญหาเขตแดน และจะกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตร
ที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเอื้ออำนวยต่อการเดินทางและความร่วมมือของ
ประชาชนของประเทศทั้งสองตามแนวชายแดน

ระลึกถึงแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยกับนายกรัฐมนตรี
แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาลงวันที่ 13 ใกราคม 2537 (ปี ค.ศ. 1994) ซึ่งได้ตกลงกันจะจัดตั้ง
คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาในเวลาอันสมควร

ระลึกอีกด้วยถึงคำแถลงร่วมเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดน
ทางบกร่วมไทย-กัมพูชาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2540 (ปี ค.ศ. 1997) ซึ่งได้ตกลงกันจะจัดตั้ง
คณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ที่จะได้รับมอบหมายภารกิจให้จัดทำ
หลักเพื่อชี้แนวเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง

ได้[color=crimson]ตกลง[/color]กันดังต่อไปนี้

[center][u]ข้อ. 1[/u][/center]

[color=crimson]จะร่วมกันดำเนินการ[u]สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก[/u]ระหว่างราชอาณาจักรไทย
กับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้[/color]

(ก.) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแหงสัญญา
ฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก 112 (ปี ค.ศ. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นๆ
ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 122 (ปี ค.ศ. 1904)

(ข.) สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกรงุสยามกับประธานาธิบดีแห่ง

[center]- 2 -[/center]

สาธารณะรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรงุเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125
(ปี ค.ศ. 1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม
รัตนโกสินทร์ศก 125 (ปี ค.ศ. 1907) และ

(ค.) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตดนของคณะกรรมการปักปัน
เขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนซึ่งจัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา
ฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 19040 และ สนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

[center][u]ข้อ 2[/u][/center]

1. ให้มีคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งต่อไปในที่นี้
จะเรียกว่า 'คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ประกอบด้วยประธานร่วม 2 คนและกรรมาธิกรอื่น ๆ
ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของแต่ละฝ่าย ให่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่ง
ราชอาณาจักรไทยกับที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
เป็นประธานร่วม รัฐบาลของประเทศทั้งสองจะแจ้งการแต่งตั้งดังกล่าวต่อกันภายในหนึ่งเดือน
หลังจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เริ่มใช้บังคับ

2. คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมจะประชุมกันปีละครั้งในประเทศไทยและประเทศ
กัมพูชาสลับกัน ในกรณีที่จำเป็น คณะกรรมธิการเขตแดนร่วมอาจประชุมกันสมัยพิเศษเพื่อหารือ
เรื่องเร่งด่วนที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่

3. [color=crimson]ให้คณะกรรมาธิการเขนแดนร่วมมี[u]อำนาจหน้าที่[/u]ต่อไปนี้[/color]

(ก) รับผิดชอบให้การ[color=crimson]สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทาง[/color]บกร่วมเป็นไปตามข้อ 1

(ข) [color=crimson]พิจารณาและรับรอง[/color]แผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ
และจัดทำหลักเขตแดนร่วม

(ค) [color=crimson]กำหนด[/color]ความเร่งด่วนของพื้นที่ที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

(ง) [color=crimson]มอบหมาย[/color]งานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม
ซึ่งจะกล่าวถึงในข้อ 3 ต่อไป และควบคุมดูแลและติดตามการดำเนินการให้เป็นผลตามที่ได้มอบหมาย

(จ) [color=crimson]พิจารณา[/color]รายงานหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เสนอโดยคณะอนุกรรมาธิการ
เทคนิคร่วม

[center][u]- 3 -[/u][/center]

(ฉ) [color=crimson]ผลิต[/color]แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ทางบกแล้ว และ

(ช) [color=crimson]แต่งตั้ง[/color]คณะอนุกรรมาธิการใด ๆ เพื่อปฏิบัติงานเฉพาะรายใด ๆ ที่อยู่ใน
ขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธการเขตแดนร่วม

[center][u]ข้อ 3[/u][/center]

1.ให้มีคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม ประกอบด้วยประธานร่วม 2 คนและ
อนุกรรมาธิการอื่น ๆ ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานกรรมาธิการเขตแดนร่วมของแต่ละฝ่าย

2. ให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้

(ก) [color=crimson]พิสูจน์ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักเขตแดน 73 หลัก[/color]ซึ่งจัดทำขึ้น
โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามอินโดจีนเมื่อปี ค.ศ. 1909 และ ค.ศ. 1919
และรายงานผลการพิสูจน์ทราบต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเพื่อพิจารณา

(ข) [color=crimson]จัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนด[/color]อำนาจหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำ
หลักเขตแดนทางบกร่วม

(ค) [color=crimson]แต่งตั้งชุดสำรวจ[/color]เพื่อปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามที่
ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม

(ง) [color=crimson]เสนอรายงานหรือข้อเสนอแนะ[/color]ต่าง ๆ เกี่ยวกับงานสำรวจและจัดทำหลัก
เขตแดนต่อคณะกรรมาธการร่วม

(จ) [color=crimson]จัดทำแผนที่[/color]แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ทางบกแล้ว

(ฉ) [color=crimson]แต่งตั้ง[/color]ผู้แทนผู้ได้รับมอบอำนาจ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อควบคุมดูแล
งานสนามแทนประธารอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม และ

(ช) [color=crimson]แต่งตั้ง[/color]คณะทำงานทางเทคนิคใด ๆ เพื่อช่วยงานเฉพาะรายใด ๆ ที่อยู่ใน
ขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม

3. ในการปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ใด ๆ ชุดสำรวจร่วมจะ

[center][u]- 4 -[/u][/center]

ได้รับการยืนยันความปลอดภัยจากกับระเบิดเสียก่อน

[center][u]ข้อ 4[/u][/center]

1. [color=crimson][size=16][u]เพื่อความมุ่งประสงค์ของงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน[/u][/color][/size] ให้แบ่งเขตแดน
ทางบกร่วมกันตลอดแนวออกเป็นหลายตอนตามที่คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมจะได้ตกลงกัน

2. เมื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนแล้วเสร็จในแต่ละตอน ให้ประธาน
กรรมาธิการเขตแดนร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และแผนที่ที่จะแนบบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
ซึ่งแสดงตอนที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไว้

[center][u]ข้อ 5[/u][/center]

เพื่ออำนายความสะดวกให้[color=crimson][u][size=16]การสำรวจ[/color][/size][/u]ตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันเป็นไป
อย่างมีประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการ
ใด ๆ ที่มีผลเป็นการเผลี่ยนแผลงสภาพกวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการ
ของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

ที่มา MOU 43 แบบภาพถ่าย

หมายเหตุ .- ข้อ 6 ถึง ข้อ 9 ให้คลิกดูเอาเองจากลิงค์ข้างบน เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหา

ภาคอธิบายขอไปกระทู้หน้า เพราะเหนื่อยร้าว!!!!!! และขอแนะนำเข้าเน็ท หรือ เปิด Astv ก็ด้ะ ดูรายการ คนเคาะข่าว

ขณะนี้ อ. สมปอง และ อ. หม่อมวัลลิภา กำลังพูดเรื่อง ไทย - เขมร อยู่พดดี ซึ่งเชื่อผม ได้ ปย. มหาศาลแน่นอน

อิอิอิ

หมายเหตุ.- ไม่มีเวลาตรวจสอบเนื้อหา MOU 43 ฉะนั้น ผิด ตก ยก เว้น เน้อ[/b]

งง! ทำไมต้องไปเดินตามศาลโลก เ

[b]งง!

ทำไมต้องไปเดินตามศาลโลก

เมื่อกี๊นั่งฟังรายการคนเคาะข่าว ในรายการเอาเทปการสัมนา ของ อ. สมปอง ที่ธรรมศาสตร์มาให้ดูเต็มๆ

อ. สมปองก็ยังยืนยันว่า แนวทางที่ดีที่สุดในการสู้ศาลโลก

ต้อง ไปแถลงด้วยการแถลงว่า ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก

ซึ่งแตกต่างจากการ แถลง ว่า ศาลไม่มีอำนาจนะ เพราะ ทุกครั้ง ศาลโลก (โปเก) แห๋งนี้จะแถลงกลับว่า ศาลมีอำนาจทุกที (จำได้ว่า อ. สมปอง แซวต่อด้วยว่า ที่ศาลแถลงว่าศาลมีอำนาจเสมอ เพราะศาลนี้มันว่างงาน) (ฮา)

ทำไมอาจารย์วีรพัฒน์ถึงยังยืนยันให้ไทยไปสุ่มเสี่ยง โดยไม่มีสาเหตุก็ไม่ทราบ

หมายเหตุ .- จำได้ว่าวันที่อาจารย์มาพูดที่ Astv อาจารย์ก๋เห็นด้วยกับ อ. สมปอง นี่นา

ทำไมวันนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว[/b]

เชื่อว่าอีกสักพัก นายอึ

[b]เชื่อว่าอีกสักพัก นายอึ จะมาแถ ที่นี่อีกแน่ๆ

ก็เลยร้องเชิญให้ แถ คห. 395289 ของผมดูดิ๊

ตรงที่มาเถียงว่า MOU เป็นเพียงกรอบเจรจา น่ะ เอาให้แน่อีกถีรึ!

ต่อให้ก่อน ให้แถก่อน

ผมค่อยตามแก้ทีหลัง ไม่ได้ดูหมิ่นฝีมืออ้ะนะ! แค่ดูถูกเลยล่ะ (ฮา)[/b]

I Pad

[quote=I Pad][b]งง!

ทำไมต้องไปเดินตามศาลโลก

เมื่อกี๊นั่งฟังรายการคนเคาะข่าว ในรายการเอาเทปการสัมนา ของ อ. สมปอง ที่ธรรมศาสตร์มาให้ดูเต็มๆ

อ. สมปองก็ยังยืนยันว่า แนวทางที่ดีที่สุดในการสู้ศาลโลก

ต้อง ไปแถลงด้วยการแถลงว่า ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก

ซึ่งแตกต่างจากการ แถลง ว่า ศาลไม่มีอำนาจนะ เพราะ ทุกครั้ง ศาลโลก (โปเก) แห๋งนี้จะแถลงกลับว่า ศาลมีอำนาจทุกที (จำได้ว่า อ. สมปอง แซวต่อด้วยว่า ที่ศาลแถลงว่าศาลมีอำนาจเสมอ เพราะศาลนี้มันว่างงาน) (ฮา)

ทำไมอาจารย์วีรพัฒน์ถึงยังยืนยันให้ไทยไปสุ่มเสี่ยง โดยไม่มีสาเหตุก็ไม่ทราบ

หมายเหตุ .- จำได้ว่าวันที่อาจารย์มาพูดที่ Astv อาจารย์ก๋เห็นด้วยกับ อ. สมปอง นี่นา

ทำไมวันนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว[/b][/quote]

ใน ASTV ผมบอกว่าผมเข้าใจความเห็นของผู้ที่บอกให้ปฏิเสธอำนาจศาลแต่แรกครับ ในขณะเดียวกันผมก็เสนอให้ต่อสู้ว่าศาลไม่มีอำนาจตีความ ความคิดมิได้เปลี่ยนไป พูดเหมือนเดิมทุกรายการครับ

ครับ กระทู้นี้

ครับ กระทู้นี้ ไอแพดลดสำนวนขยะลงและลด"อุจาระวาจา"ลงและมีเนื้อหาสำคัญต้องชี้แจง(MOU) ผมจึงต้องลงความเห็นอย่างเลี่ยงไม่ได้

คือข้อความที่ผมแย้งไว้เรื่องMOU แย้งพธม.และปานเทพมันเลยฟาดชิ่งไปโดนไอแพด กรณีผมชี้ว่าMOU มีลักษณะเป็นกรอบเจรจา กว่าสนธิสัญญา(Treaty)ที่มีลักษณะข้อตกลงชัดกว่าแม้จะมีพันธะผูกพันคล้ายๆกัน (ผมไม่ได้ชี้ชัดขนาดบอกไปว่าMOUไม่มีกรอบข้อตกลงแต่เป็นกรอบข้อตกลงภายใต้ซับเซ็ตของนิยามคำว่าMOU)ที่ต่างจากสนธิสัญญาหรือกรอบข้อตกลงอื่นๆ

แต่เนื่องจากนิยามคำว่า"MOU" (Memorandum Of Understanding ) หมายถึงบันทึกความเข้าใจ ร่วม ในนิยามความหมายจึงบอกคุณลักษณะความเป็นกรอบเจรจา ยังไม่ใช่กรอบข้อตกลง ในแบบที่ต้องตามนั้นทั้งหมด แบบ"Treaty"หรือสนธิสัญญา

นั้นคือเนื้อหาคือกรอบเจรจามีเนื้อหาอะไรบ้าง? ที่ต้องเอาขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา? ไม่ใช่แปลว่าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะเจรจา ต้องใช่หมดต้องเอามาบังคับใช้ ตามนั้นหมด แต่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะยังต้องมาหาเหตุผลหักล้าง และตกลงร่วมกันอีกที? เช่นแผนที่1ต่อ200000ไม่ได้หมายความว่าMOUบอกว่าต้องเอาตามนั้น? ที่ต่างจากสนธิสัญญา"Treaty" ที่เนื้อหาทุกเรื่องต้องเอาตามนั้นหมด?(นี่คือเนื้อหาที่ผมชี้ แต่เนื่องจากผมไม่ลงรายละเอียดมันจึงเปิดทางให้ไอแพดค้าน)

ตรงนี้คือข้อแตกต่าง ตรง"นิยาม"ความหาย ของ"สนธิสัญญา" ที่ต่างจาก"MOU"และเป็นเหตุผลแท้จริงที่ผมแย้งปานเทพและพธม.ไว้? ที่ความผูกพันในเนื้อหาของสองกรอบนี้ต่างกันมาก ผมจึงชี้ว่าเนื้อหาใน"MOU"ไม่มีลักษณะมัดแบบสนธิสัญญา ที่เนื้อหาบางอัน เช่นกรอบเจรจา แม้จะมีในเชิงข้อตกลงร่วม แต่ไม่ใช่บังคับตามสัญญานั้นเลยแบบสนธิสัญญา

ความผูกพันตรงเนื้อหาและกรอบบังคับใช้จึงต่างกันครับ???

อ้อครับส่วนเนื้อหาเรื่องนี้กร

อ้อครับส่วนเนื้อหาเรื่องนี้กระทู้นี้บทความนี้มันยาว ผมอ่านคร่าวๆแบบเทอร์โบยังไม่จบเลย? ประเด็นที่ผมชี้ไว้(และคือเนื้อหาหลายๆอย่างที่ทีมต่อสู้เรื่องนี้ยกมามาพูดถึง) ส่วนจะเอาไปใช้จริงหรือไม่ไม่รู้ แต่กลายเป้นประเด็นโต้แย้งแล้ว(ที่เคยชี้แจงไว้ในกระทู้แรกๆของวีรพัฒน์และก่อนหน้านั้นในเรื่องแบบนี้) เช่นกรณีพฤติการณ์ล้อมรั่ว

http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34813

เขียบยนต่อไม่ได้

เปลี่ยนเครื่องแล้ว

เปลี่ยนเครื่องแล้ว คือประเด็นของผมที่พยายามจะชี้คือหลังจากที่ผมติงไว้ว่าข้อต่อสู้เราอ่อน ถ้าคิดตั้งบล็อกข้อต่อสู้ไว้ที่"ศาลไม่มีอำนาจ" ทั้งของคุณ"วีรพัฒน์และแนวทางหลักของฝ่ายไทยขณะนี้

แม้จะเป็นสิ่งที่ดีในแนวทางหลักข้อต่อสู้ที่เน้นน็อคบนตาชั่งหรือก่อนขึ้นเวทีด้วยซ้ำ นั้นคือแท็คติกทางกกหมายที่ปชป.หรือคนอุ้มกรณียุบพรรคปชป.ใช้มาแล้วที่ผมให้ความเห็นกระทู้แล้วๆมา)

และชี้ว่ามันอ่อนไป และเปิดหน้าให้เขาสวน แล้วเขาก็สวนมาแล้ววันที่18 นั้นคือการรับคดีหลัก? เท่ากับคือการรับเบื้องต้นในเนื้อหาสวนหมัดข่อต่อสู้ตรงนี้มาแล้วแม้"วีรพัฒน์"จะแย้งว่า

แม้จะถึงคดีหลักก็อาจจะไม่ตีความฯซึ่งให้น้ำหนัก50:50 ก็ยังเสี่ยง? แต่ถ้าออกทางพธม. นั้นยิ่งจะเสียหายหนัก(คนบ้าถือคบไฟพธม.จัดน้อยกว่านี้ได้ไงเผลอๆเราได้รบกับยูเอ็นฯ)

ดังนั้นข้อต่อสู้เราที่ผมเน้นไว้กระทู้ก่อน นั้นคือ เนื้อหาตรงความเสี่ยงเรื่อง "vicinity " ตรงนี้ไงครับ? ผมถึงเชื่อว่า เขาจะตีความเกิน70%สูงกว่าวีรพัฒน์ที่ให้50:50ที่เราไม่ได้เน้นที่มั่นเดียว แค่ลุ้นเขาไม่ตีความฯ ซึ่งเสี่ยงเกินไป?(เตือนไว้หลายครั้งและชี้ไว้ก่อนวันที่18ศาลตัดสินคุ้มครองว่ามันอ่อนฯ)

ดังนั้นบนความเสี่ยงการตีความเรื่อง" vicinity "นี้เราใช้ที่ผมเคยชี้ไว้ในลิงก์ที่ให้มา(กรณีโต้วีรพัฒน์ไว้)และก่อนหน้านั้น กรณีพฤติการณ์การล้อมรั่ว นั้นคือการตีความ(การปฎิบัติตามคำสั่งศาลไปแล้ว) และบังคับคดีไปแล้ว เห็นร่วมกันไปแล้ว(เพราะศาลไม่ชี้ชัดเจนว่าแค่ไหน?)

ดังนั้นพฤติการณ์ล้อมรั้วนั้น คือพฤติการณ์ตีความทาง"พฤตินัย" ที่เราใช้ใช้เป็นข้อต่สู้บังคับผลทาง"นิตินัย" นั้นคือ"กฎหมายปิดปาก"จนถึง"ครอบครองปฎิปักษ์" แล้วชี้ชัดไปว่า เรื่องนี้ผ่านการตีความไปหลายครั้งแล้ว ครั้งที่1 คือ2505กับการฟ้องเพิ่มให้ศาลตีความเส้นเขตแดนตามแผนที่ในคดีนี้ ที่ศาลชี้ลงมาแล้วชัดแล้วว่ายกคำร้อง???

แม้ vicinity จะทำให้เราเสี่ยง เราจึงต้องซ้ำด้วยกรณี"พฤติการณ์ล้อมรั่ว"(ใครบอกว่าศรีธนญชัยผมว่านั้นคือการกระทำเพื่อปกป้องอธิปไตยเป็นหน้าที่ เป็นเรื่องทีควรยกย่องไม่ใช่กล่าวหาในการที่เราจะเสียน้อยที่สุด เพราะกรณีนี้เราถุกกระทำเขมรได้ไปแบบงงๆส้มหล่นด้วย)เขมรได้เราเสียหายการปกปแองหรือทำให้เสียน้อนที่สุดคือหน้าที่ ไม่ใช่มากล่าวหากันเองแบบนี้

นั้นอีกที่มั่นหนึ่ง เพราะนั้นคือการตีความครั้งที่สองทาง"พฤตินัย"ของสองชาติ(ไทย,เขมร)เพื่อใช้บังคับผลทางนิตินัยอย่างที่ชี้ไว้แม้เป็นไปได้ว่าศาลจะขยายเนื้อหาvicinityเพิ่มจากการล้อมรั่วในเนื้อหาการตีความ แต่ผมเชื่อว่ากรอบบังคับหลายเรื่อง เช่นนิยามคำว่า"vicinity" มันมีเนื้อหากรอบบังคับของมัน จะไปไกลเกินกว่าตรงนั้นไม่ได้

ถ้าให้ฟันธง เราอาจจะต้องยอมเพิ่มพื้นที่ให้เขมรไปตามเหตุตรามผลจริงๆของคำว่าvicinity ที่ผมคิดว่าน้อยกว่า4.6ตรกม.และสี่เหลี่ยมคางหมูมาก ผมว่าถ้าออกแบบนี้เราไม่น่าจะไปค้านอะไร ไม่เสียหายอะไรเพราะมันคือเหตุผลของคำตัดสินปี2505ที่คือของเขมรแล้วต้องยอมรับกติกา ไม่ควรบ้าตามพธม.จะยิ่งเสียหายกว่านั้น

นั้นคือเราจะไม่สู้ในที่มั่นเดียว(ลุ้นศาลไม่ตีความ) ที่ผมบอกว่าเสี่ยงมาก? แต่"วีพัฒน์ไม่ลงความเห็นตรงพฤติการณ์ล้อมรั่วเลยทางข้อกฎหมายจนผมผิดสังเกตุมาก???

อะตอม wrote:ครับ กระทู้นี้

[quote=อะตอม]ครับ กระทู้นี้ ไอแพดลดสำนวนขยะลงและลด"อุจาระวาจา"ลงและมีเนื้อหาสำคัญต้องชี้แจง(MOU) ผมจึงต้องลงความเห็นอย่างเลี่ยงไม่ได้

คือข้อความที่ผมแย้งไว้เรื่องMOU แย้งพธม.และปานเทพมันเลยฟาดชิ่งไปโดนไอแพด กรณีผมชี้ว่าMOU มีลักษณะเป็นกรอบเจรจา กว่าสนธิสัญญา(Treaty)ที่มีลักษณะข้อตกลงชัดกว่าแม้จะมีพันธะผูกพันคล้ายๆกัน (ผมไม่ได้ชี้ชัดขนาดบอกไปว่าMOUไม่มีกรอบข้อตกลงแต่เป็นกรอบข้อตกลงภายใต้ซับเซ็ตของนิยามคำว่าMOU)ที่ต่างจากสนธิสัญญาหรือกรอบข้อตกลงอื่นๆ

แต่เนื่องจากนิยามคำว่า"MOU" (Memorandum Of Understanding ) หมายถึงบันทึกความเข้าใจ ร่วม ในนิยามความหมายจึงบอกคุณลักษณะความเป็นกรอบเจรจา ยังไม่ใช่กรอบข้อตกลง ในแบบที่ต้องตามนั้นทั้งหมด แบบ"Treaty"หรือสนธิสัญญา

นั้นคือเนื้อหาคือกรอบเจรจามีเนื้อหาอะไรบ้าง? ที่ต้องเอาขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา? ไม่ใช่แปลว่าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะเจรจา ต้องใช่หมดต้องเอามาบังคับใช้ ตามนั้นหมด แต่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะยังต้องมาหาเหตุผลหักล้าง และตกลงร่วมกันอีกที? เช่นแผนที่1ต่อ200000ไม่ได้หมายความว่าMOUบอกว่าต้องเอาตามนั้น? ที่ต่างจากสนธิสัญญา"Treaty" ที่เนื้อหาทุกเรื่องต้องเอาตามนั้นหมด?(นี่คือเนื้อหาที่ผมชี้ แต่เนื่องจากผมไม่ลงรายละเอียดมันจึงเปิดทางให้ไอแพดค้าน)

ตรงนี้คือข้อแตกต่าง ตรง"นิยาม"ความหาย ของ"สนธิสัญญา" ที่ต่างจาก"MOU"และเป็นเหตุผลแท้จริงที่ผมแย้งปานเทพและพธม.ไว้? ที่ความผูกพันในเนื้อหาของสองกรอบนี้ต่างกันมาก ผมจึงชี้ว่าเนื้อหาใน"MOU"ไม่มีลักษณะมัดแบบสนธิสัญญา ที่เนื้อหาบางอัน เช่นกรอบเจรจา แม้จะมีในเชิงข้อตกลงร่วม แต่ไม่ใช่บังคับตามสัญญานั้นเลยแบบสนธิสัญญา

ความผูกพันตรงเนื้อหาและกรอบบังคับใช้จึงต่างกันครับ???[/quote]

อ้อขอเสริมตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ทำไม ผมโยงสองเรื่องมาอธิบายตรงนี้(MOUกับสนธิสัญญา) เนื่องจากว่าเนื้อหาสองเรื่องนี้มันจะลดความสำคัญเนื้อหาที่ผูกมัดของMOUตรงที่เราเสียเปรียบ และที่พธม.กลัว(แผนที่1ต่อ200000)

เพราะ1กรอบข้อตกลงแบบMOU ไม่มีการผูกพันในตัวเนื้อหา แน่นเท่าสนธิสัญญา ดังนั้นสนธิสัญญา1904 จึงเป็นกรอบข้อตกลงที่เป็นยูเนี่ยนของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?(เป็นตัวหลักที่ต้องเอามาเทียบเคียงประกอบแม้แต่MOU) เพราะทุกข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องบังคับใช้ตามนั้น

แต่MOUตรงเนื้อหาแผนที่ ถ้าเอามาประกอบกับข้อความในสนธิสัญญา มันจะหักล้างกันเองในตัวมันอยู่แล้ว(แผนที่ที่ไม่ผ่านJBCจะมาเป็นเส้นกำกับเขตแดนไม่ได้หรือพุดง่ายๆว่ามันต่อตเติมผิดแบบได้เพราะยังไม่รับรองจากงานเขต)

นั้นคือแผนที่ตามกรอบMOU อาจจะตกไปในชั้นเจรจาที่เอามากางบนโต๊ะ เพราะมันหักล้างด้วยสนธิสัญญาตรงความไม่สมบูรณ์ตามขั้นตอนของแผนที่ ที่จะถือว่าเป็นอนุสัญญาตามสนธฺสัญญา1904(ศาลชี้ไว้ตรงคำฟ้องเขมรให้ชี้เขตแดนปี2505) ตรงนี้เราจะเอามาประกอบเหตุผลลดน้ำหนักชั้นเจรจาบนโต๊ะของข้อตกลงMOU แม้จะมีบางระวางหรือส่วนใหญ่ใช้ได้

ตรงส่วนที่ใช้ได้ก็จะประกอบเป็นข้อตกลงในชั้นต่อไปของMOU คือ JBC นี่คือเหตุผลที่ผมว่าหรือแย้งที่ชัดเจนไปยังพธม.และปานเทพไอแพดในนิยามMOU กับเรื่องกรอบข้อตกลงที่ต่างออกไป

นั้นหมายความว่าแผนที่จะเอาไปบังคับใช้ตามมกรอบMOU ในพัฒนาการชั้นถัดไป(JBC) นี่ไงครับความแตกต่างในลักษณะข้อตกลงในนั้นที่ผมว่ามันเป็นซับเซ็ตของกรอบเจรจาในข้อตกลงร่วมแบบMOUที่ไอแพดไม่เข้าใจ ท่อนเนื้อหา"ข้อตกลงแบบMOU" ของผมจนเอามาแย้งแบบนี้???

แหม!

[b]แหม! เหมือนนาซีเยอรมันยุคสงครามโลกเลย คือ กำลังได้เปรียบทางกลยุทธแล้วแต่ดำเนินยุทธศาสตร์ผิด ด้วยการเปิดศึก 2 ด้าน (อิอิอิ)

ด้านหนึ่ง น่ากลัวกว่าหนักแน่นเป็นไปตามตำรา [u]แต่เอาไว้ก่อนได้[/u] ดังนั้นผมจึงขอโต้อาจารย์วีรพัฒน์ในโอกาสต่อไป เพราะยังไงเสียคำพูดอาจารย์วีรพัฒน์ในรายการ Astv (คนเคาะข่าว) มีอยู่ใน Rerun เป็นหลักฐานมัดแน่น ซึ่งผมสารภาพตรงๆ ว่าผมจำไม่ได้ Exactly ว่าอาจารย์พูดไว้ว่าอย่างไร แต่เรามีความบริสุทธิ์ใจต่อกัน คือ ไม่มีอาการ[u][i]แถ[/u][/i]เหมือนศึกอีกด้านที่ผมกล่าวถึง ดังนั้น ถ้าตรวจสอบแล้ว ผมเข้าใจอาจารย์วีรพัฒน์ผิด ก็คือผมเข้าใจผิด ผมพร้อมกล่าวคำขอโทษอาจารย์ได้ทันที

แต่ ศึกอีกด้าน เป็นศึกของคู่ต่อสู้ที่ไม่ได้มาศาลด้วยมือสะอาด (Clean Hand) (ฮา) แต่มันมาด้วยมือเปื้อนขี้ เพราะมันคือนาย อึ จอมปั่นขี้ (ฮา) ซึ่งถ้าผมไม่ตอบโต้คู่ต่อสู้ตัวนี้ ผมอาจเลอะเทอะได้ เพราะมันคือ ขี้ (ฮา)

ผมจึงเลือกโต้ตอบศึกด้านนี้ก่อน คงไม่ทำอาจารย์ผิดหวังนะครับ ที่ไม่โต้ตอบอาจารย์ก่อน และ ขัดคำฃออาจารย์เรื่อง ไม่ยอมลดราวาศอกกับไอ้อึมัน (ก็มันไม่ยอมจะให้ผมทำไงได้!) (ฮา)[/b]

ก่อนอื่น

[b]ก่อนอื่น ยังไม่ทันได้อ่านเนื้อหาของ การเขียนขี้ๆ ของนายอึตอมเลย แค่กด บันทึก คห. 395417 เสร็จปุ๊บ เหลือบตาขึ้นไปผ่าน คห. (อ่านว่าควายเห็ง!) (ฮา) ของนายอึ คห. ที่ 395367 ของนายอึ ปราดเดียวก็เห็น ความเป็นข้อควายเขียนขี้ๆ (ย้ำ! เป็นข้อควายเขียน กิงกิง ไม่ได้เขียนผิด) (ฮา) ของนายอึซะร้าว!!!!!

มันเสล่ออีกแล้วด้วยการเขียนว่า

[quote=อึ (ฮา)]เพราะ1กรอบข้อตกลงแบบMOU ไม่มีการผูกพันในตัวเนื้อหา แน่นเท่าสนธิสัญญา [color=crimson][u]ดังนั้นสนธิสัญญา1904[/u] [i]จึงเป็นกรอบข้อตกลงที่เป็นยูเนี่ยนของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?[/i][/color](เป็นตัวหลักที่ต้องเอามาเทียบเคียงประกอบแม้แต่MOU) เพราะทุกข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องบังคับใช้ตามนั้น[/quote]

จุดสลบของนายอึก็คือ

1. [color=crimson][u]ดังนั้นสนธิสัญญา1904[/u][/color] ตรงนี้ผิดอย่างไร! เพื่อเป็นวิทยาทานต่อทุกท่าน รวมถึงตัวไอ้อึมันเองด้วย (อิอิอิ)

หนังสือสัญญาที่เป็นตัวหลักของการปักปันเขตแดน ไทย - กัมพูชา นั้น ประกอบด้วยเอกสารหลัก 2 ฉบับ

- [color=green][size=16]อนุสัญญา[/color][/size]ว่าด้วยเขตแดน สยาม - อินโดจีน ฉบับลงนามเมื่อ รัตนโกสินทร์ศก 122 (ปี ค.ศ. 1904)

กับ

- [color=brown][size=16]สนธิสัญญา[/color][/size]ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณะรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรงุเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125
(ปี ค.ศ. 1907)

จริงๆ แล้วผมชี้แค่นี้ สำหรับคนมีปัญญาก็คงเห็นแล้วว่า ระดับปัญญาภูมิความรู้ของคนที่คุยว่า [color=crimson][u]'คลังข้อมูลมีเป็นสวน'[/u][/color] (ถุ๊ยส์) (ฮา) [color=crimson][u]'เก่งเกินกว่า อาจารย์ 2 เทพ ของ พธม. รวมกัน'[/u][/color] (ถุ๊ยส์ อีกที) [color=crimson][u]'ข้อเขียนแสดงความเห็นของตนเป็นการปรุงแต่งขึ้นใหม่ เปรีบเหมือนคหกรรมศาสตร์ชนิดใหม่'[/u][/color] (ถ๊ยส์ ถุ๊ยส์ ถุ๊ยส์ แถมให้อีก 2 ที เพราะข้อเขียนของเอ็งนั้น ถ้าเป็นคหกรรม ก็จัดเป็นคหกรรม ของร้านขายอาหารข้างทางกลางกรุงคาบูล หรือ ซุ้มขายของกินกลางกรุงฟรีทาวน์ ประเทศ เซียรา เลโอง นั่นคือ ทั้ง สกปรก และ โสโครก) (ฮา) แต่คนที่คุยว่าเก่งเกินเมพ (ฮา) เคียงนี้

แต่เสือกเรียกชื่อหนังสือสัญญา เมื่อปี 1904 ว่า [color=blue][size=16]สนธิสัญญา[/color][/size]

ทั้งๆ ที่ เอกสารหนังสือสัญญาระหว่าง สยาม - ฝรั่งเศส ฉบับนั้นเรียกว่า [color=crimson][size=16]อนุสัญญา[/color][/size]

ไม่ใช่ สนธิสัญญา ว่ะ! ไอ้ฟายอึ

แล้วถ้าจะแถออกแนวควายๆ แบบเดิมอีกว่า เรื่อง เรียกชื่อผิด ใช้ภาษาผิด เป็นเรืองผิดเล็กๆ น้อยๆ ก็เชิญมาแถต่อไป

แต่ข้าพเจ้านาย I Pad ชี้ไว้แค่นี้ คนอ่านเขาก็รู้แล้วว่าเอ็ง ไอ้อึ เขียนหนังสือจัดได้เป็นระดับ [color=purple]คน[/color] หรือ [color=brown]ควาย[/color] (ฮา)

จริงๆ มีอีกประเด็น แต่เห็นว่า กระทู้นี้ยาวเกินไป เกรงว่าคนระดับสมองควายจะอ่านไม่ เก็ท จึงต่อให้ด้วยการยกอีกประเด็นที่เหลือไปกระทู้ต่อไป

โปรดตามไป แถ ให้ครบ (ฮา)[/b]

ปูแดงรอฟัง

ปูแดงรอฟัง

[b][url]http://www.youtube.com/watch?v=gWYUJK828Dk[/url][/b]

อ้างถึง คห. ที่

[b]อ้างถึง คห. ที่ 395424

[quote=นายอึว่าไว้ว่า]เพราะ1กรอบข้อตกลงแบบMOU ไม่มีการผูกพันในตัวเนื้อหา แน่นเท่าสนธิสัญญา [color=blue][u]ดังนั้นสนธิสัญญา1904[/u][/color] [color=crimson][i]จึงเป็นกรอบข้อตกลงที่เป็นยูเนี่ยนของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?[/color][/i](เป็นตัวหลักที่ต้องเอามาเทียบเคียงประกอบแม้แต่MOU) เพราะทุกข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องบังคับใช้ตามนั้น[/quote]

ที่ผมยกข้อเขียนของนายอึมาอ้าง โดยที่จุดสลบที่ 1 ตรงที่คำว่า [color=blue][u]ดังนั้นสนธิสัญญา1904[/u][/color] ผมได้ขยายความอธิบายความควายของใครคนหนึ่งใน คห. 395424 ไว้เรียบร้อยแล้ว

ทีนี้มาดูจุดเสล่อจุดที่ 2 ต่อไป

ตรงที่คำว่า

[color=crimson][i]จึงเป็น[u]กรอบข้อตกลง[/u]ที่เป็น[u]ยูเนี่ยนของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?[/u][/color][/i]

จุดเสล่อก็คือ อนุสัญญา 1904 เป็นกรอบข้อตกลง ตามที่มัน (ไอ้อึ) พูดไว้ถูกต้อง แต่อนุสัญญาไม่ได้เป็นยูเนี่ยนของทุกๆ อย่าง ตามที่มันเสล่ออ้างมา เพราะ อนุสัญญา เป็นเพียงกรอบข้อตกลงตามที่มันกล่าว ซึ่งเป็นสนธิสัญญา ชนิดหนึ่ง โดยเนื้อหาของอนุสัญญา ยังไม่ใช่ข้อตกลงขั้น Final Decision ของภารกิจ

แต่ อนุสัญญา 1904 เป็นการทำข้อตกลงขั้นต้นระหว่าง ไทย - ฝรั่งเศส (ที่ใช้ชื่ออินโดจีน) ว่าจะทำการปักปันเขตแดนระหว่าง สยาม และ กัมพูชา อย่างไร

แล้ว 2 ฝ่าย หรือ คู่ภาคี (ไทย - เขมร (โดยฝรั่งเศส)) ก็ทำการสำรวจเขตแดนร่วมกัน อย่างเป็นทางการ จนสุดท้ายเมื่อทำการสำรวจและปักปันเขตดนกันแล้วสร็จจึงได้ทำความตกลงทำ [color=crimson][u]สนธิสัญญา ปักปันเขตแดน สยาม - อินโดจีน รศ 125 คศ. 1907[/color][/u] ซึ่ง เอกสารสัญญา ที่เป็นข้อตกลงขั้นสุดท้าย ว่าด้วยเรื่องปักปันอาณาเขตของ 2 ประเทศ

เอกสาร ฉบับนี้ต่างหาก([color=crimson][u]สนธิสัญญา ปักปันเขตแดน สยาม - อินโดจีน รศ 125 คศ. 1907[/color][/u])ที่เป็น Final Decision ของการตกลงปักปันเขตแดนระหว่าง ไทย - เขมร

ที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็น Union ของเรื่องอาณาเขตระหว่างไทย - เขมร ที่เอกสารอื่นใดจะขัดแย้งกับเอกสารฉบับนี้ไม่ได้ (จนกว่าคู่ภาคี 2 ฝ่ายจะมายกเลิกเอกสารนี้ก่อน)

ดังนั้น คนที่คุยโตโม้อวดยกหางตัวเองต่างๆ นานา ดังที่ผมได้สบประมาทมันไว้ใน คห. ข้างบน (395424)

แต่เวลาพูดถึงอะไรลงรายละเอีนดกลับอ้างผิดๆ ถูกๆ อย่างเช่น ใน คห. ของมันตามที่ผมยกมา เรียก เอกสารสัญญา ที่ไทยทำกับ ฝรั่งเศส เมื่อปี 1904 ว่า สนธิสัญญา ทั้งๆ ที่ชื่อที่ถูกต้องของเอกสารนั้นคีอ อนุสัญญาว่าด้วยเขตแดนฯ

หรือ อ้างถึง อนุสัญญา 1904 (ที่มันเรียกก็ยังผิด เป็น สนธิสัญญา) ว่าเป็น เอกสารหลักที่ใช้ยึดถือ ก็แสดงความเป็นคนรู้ งูๆ ปลาๆ ของคนอย่างไอ้อึปั่น ตามที่ผมสาธยายใน คห. นี้ นั่นเอง

กระทู้ต่อไปเรายังมี Detail ความเสล่อของนายอึ อีกเป็นพะเรอ

โปรดติดตาม (แต่หลบกองขี้ของมันให้ดีๆ) (ฮา)

หมายเหตุ.- ผมเดาเอาว่าด้วยความโง่ของมัน ก็เลยคิดว่า 'เออ! ก็ไอ้ อนุสัญญา 1904 มันมาก่อน มันก็ต้องเป็นเอกสารหลักซีเนาะ' โดยที่มันหาได้รู้ไม่ว่า อนุสัญญา 1904 เป็นกรอบข้อตกลงขั้นต้นที่จะร่วมกันปักปันเขตแดน แล้วเมื่อตกลงกันแล้วก็สำรวจและปักปันเขตแดน จนได้ข้อกำหนดเรื่องเขตแดนแล้วเสร็จ จึงทำสัญญากันเรืองเขตแดน เป็น สนธิสัญา 1907

นับว่ามันนี่โง่ได้ถ้วยจริงๆ (ฮา)

แล้วลองดูกันนะครับว่ามันจะ แถล เถลือก ไปยังไงอีก (ฮ่าฮ่าฮ่า)[/b]

ทีนี้เรามาว่าเรื่องอะไรคือ

[b]ทีนี้เรามาว่าเรื่องอะไรคือ MOU กันเสียที

ปล่อยให้มันปล่อยควายออกมาจะยกครอกแล้ว (ฮา)

เรามาทำความเข้าใจเรื่อง สนธิสัญญา กันก่อน ซึ่งต้องขอ'ญาตตัดแปะ เพราะจะพิมพ์เองล้วนๆ ก็คงเกินไป โต้ตอบกับขี้เยี่ยงนี้ เอาแค่ข้อมูลตัดแปะ นายอึตอมตัวนี้ก็กลายเป็นขี้แห้งกองอยู่ข้างถนนร้าว ไม่ต้องพิมพ์เองให้ตุ้มเปื่อย ร๊อก! (ฮาฮาฮา)[/b]

สนธิสัญญา

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969

ความเป็นมาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา กฎหมายว่าด้วยสนธิสัญญาเกิดจากแนวทางปฏิบัติของรัฐเกี่ยวกับการจัดทำข้อตกลงและการเคารพข้อตกลงระหว่างกัน แนวทางปฏิบัตินี้ใช้กันแพร่หลายจนกลายเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และต่อมาได้มีการประมวลขึ้นเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ซึ่งมีลักษณะที่เป้นความตกลงระหว่างประเทศในรูปแปลายลักษณ์อักษร ซึ่งกระทำขึ้นโดยรัฐ และอยู่ในขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันกฎหมายจารีตประเพณีอื่น ๆ ที่มิได้ระบุในอนุสัญญานี้ยังคงถือว่ามีผลใช้บังคับ

สนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 มีลักษณะดังนี้

[color=brown]1. เป็นความตกลงระหว่างประเทศในรูปลายลักษณ์ อักษร
2. กระทำขึ้นระหว่างรัฐ
3. อยู่ในขอบเขตกฎหมายระหว่างประเทศ[/color]

ความหมายของสนธิสัญญามีองค์ประกอบได้ดังนี้
[color=purple]1. สนธิสัญญาเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรที่กระทำระหว่างคู่ภาคีสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่ายขึ้นไป
2. สนธิสัญญาต้องกระทำโดยคู่ภาคีซึ่งเป็นบุคคลคลระหว่างประเทศ
3. ความตกลงที่กระทำขึ้นต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ
4. ความตกลงที่กระทำขึ้นควรก่อพันธะทางกฎหมาย[/color]

[color=crimson][u]ประเภทของสนธิสัญญา
1. ประเภทสนธิสัญญาที่พิจารณาจากผู้เข้าร่วม
1.1 สนธิสัญญาทวิภาคี หมายถึงสนธิสัญญาสองฝ่ายหรือสนธิสัญญาที่มีคู่ภาคี 2 ฝ่าย เช่น สนธิสัญญาการค้า การพาณิชย์ และทางไมตรีซึ่งไทยทำกับประเทศต่าง ๆ
1.2 สนธิสัญญาพหุภาคี หมายถึงสนธิสัญญาทีมีผู้ร่วมเจรจาหรือร่วมลงนามมากกว่าสองฝ่ายขึ้นไป หรืออาจขยายขอบเขตเพิ่มเติมจากสนธิสัญญาทวิภาคีที่มีอยู่แล้วก็ได้ เช่นสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ และกติกาสัญญาวอร์ซอ[/color][/u]

[color=crimson][i]2. ประเภทของสนธิสัญญาที่พิจารณาจากสถานะของผู้เข้าร่วมทำสนธิสัญญา
2.1 สนธิสัญญาที่กระทำโดยประมุขของรัฐ โดยถือเป็นอัครภาคีผู้ทำสัญญา เช่นอนุสัญญา
2.2 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐบาล เป็นการตกลงระหว่างรัฐบาล โดยทั่วไปใช้ตกลงทางด้านเทคนิคหรือเรื่องที่มิใช่การเมือง
2.3 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐ เป็นสนธิสัญญาที่มุ่งให้เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐโดยผู้ลงนามจะเรียกว่าเป็น ภาคี เช่น สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
2.4 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐมนตรี
2.5 สนธิสัญญาที่กระทำโดยหน่วยงานของรัฐบาล เช่นตัวแทนของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านศุลกากรของประเทศคู่ภาคี
2.6 สนธิสัญญาที่กระทำโดยประมุขของรัฐบาล[/color][/i]

[color=crimson][u][i]3. ประเภทของสนธิสัญญาที่พิจารณาจากชื่อต่าง ๆ ที่ใช้เรียก
3.1 สนธิสัญญา มักใช้กับความตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญเป็นพิเศษ เช่นสนธิสัญญาสันติภาพ
3.2 อนุสัญญา
3.3 พิธีสาร
3.4 ความตกลง
[b]3.5 บันทึกหรือหนังสือแลกเปลี่ยน[/b]
3.6 ข้อตกลง
[b]3.7 บันทึกการเจรจา[/b]
3.8 ข้อบัญญัติหรือธรรมนูญ
3.9 ปฏิญญา
3.10 ความตกลงชั่วคราว
3.11 กรรมสารสุดท้าย
3.12 กรรมสารทั่วไป
3.13 ข้อตกลงของฝ่ายบริหาร
3.14 สนธิสัญญาที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น[/color][/i][/u]

[b]เนื้อหาส่วนที่เหลือของ Vienna Convention 1969 ไปหาอ่านเอาเอง (อิอิอิ) (ก็แค่เสิร์ชในกูเกิลว่า Vienna Convention 1969 ก็หาได้แล้วล่ะ!)

ทีนี้มาลงมีดแล่หนังขี้กันครับ (ฮา)

นายอึบอกว่า MOU เป็นแค่กรอบเจรจา ไม่ใช่กรอบตกลง ไม่ได้เป็นข้อผูกมัด (ใช้คำนี้นะ ไม่ใช่ข้อมัดแน่น หอกเหวอะไร นี่ก็ใช้ภาษาผิดอีกแล้ว แถมด้วยว่าอย่าได้อ้างว่า 'มัดแน่น' เป็นภาษาฉบับคหกรรม ของเอ็งอีกนะ เพราะอ่านแล้วพาลอ้วกว่ะ) แต่แท้ที่จริงแล้ว

MOU ก็คือ สนธิสัญญา อย่างหนึ่ง ดูได้จาก ข้อ 3 ในข้อย่อย 3.5 และ 3.7 ก็จะเห็นว่า [color=crimson]บันทึก[/color] ชนิดต่างๆ ถ้ามีการ

[color=brown]1. เป็นความตกลงระหว่างประเทศในรูปลายลักษณ์ อักษร
2. กระทำขึ้นระหว่างรัฐ
3. อยู่ในขอบเขตกฎหมายระหว่างประเทศ[/color]

ก็จัดเป็นสนธิสัญญาทั้งสิ้น

หาได้เป็นอย่างที่คนพรรณอุจจาระอย่างอึตอมเข้าใจว่า MOU ยังไม่เป็น สนธิสัญญา เพราะเป็นแค่กรอบเจรจากรอบข้อตกลง ยังไม่มีผลผูกมัด (พอเซ็นต์ปั๊บ ก็มีผลผูกพันแล้วล่ะนายงั่ง) (ฮา) แต่ที่จริง MOU 43 เป็น สนธิสัญญา ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ลงนามรับรอง

หรือ บันทึก (Memorandum) ทุกประเภท ถ้านำมากระทำการ 3 ข้อ (ที่ผมทำเป็นสีน้ำตาลไว้) เรียบร้อยเมื่อไร บันทึก (Memorandum) นั้นจะมีสถานะเป็น สนธิสัญญา ทันที

ไม่ว่า บันทึก นั้น จะอยู่ในรูป Minute Record etc. บันทึกเหล่านั้นก็จะถูกยกสถานะเป็น สนธิสัญญา ทันที

เข้าใจมะ อึ! (ฮา)[/b]

เพื่อให้เนื้อหาของ อะไรคือ

[b]เพื่อให้เนื้อหาของ อะไรคือ สนธิสัญญา กระจ่างแจ้งอีกที

อ้างถึง คห. 395443 ว่า

การพิจารณาเอกสารฉบับใดจะเป็น สนธิสัญญา หรือไม่? มีวิธีพิจารณาได้ 3 แบบ คือ[/b]

[color=crimson][size=14]1. ประเภทสนธิสัญญาที่พิจารณาจากผู้เข้าร่วม
1.1 สนธิสัญญาทวิภาคี หมายถึงสนธิสัญญาสองฝ่ายหรือสนธิสัญญาที่มีคู่ภาคี 2 ฝ่าย เช่น สนธิสัญญาการค้า การพาณิชย์ และทางไมตรีซึ่งไทยทำกับประเทศต่าง ๆ
1.2 สนธิสัญญาพหุภาคี หมายถึงสนธิสัญญาทีมีผู้ร่วมเจรจาหรือร่วมลงนามมากกว่าสองฝ่ายขึ้นไป หรืออาจขยายขอบเขตเพิ่มเติมจากสนธิสัญญาทวิภาคีที่มีอยู่แล้วก็ได้ เช่นสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ และกติกาสัญญาวอร์ซอ[/size]

[i]2. ประเภทของสนธิสัญญาที่พิจารณาจากสถานะของผู้เข้าร่วมทำสนธิสัญญา
2.1 สนธิสัญญาที่กระทำโดยประมุขของรัฐ โดยถือเป็นอัครภาคีผู้ทำสัญญา เช่นอนุสัญญา
2.2 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐบาล เป็นการตกลงระหว่างรัฐบาล โดยทั่วไปใช้ตกลงทางด้านเทคนิคหรือเรื่องที่มิใช่การเมือง
2.3 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐ เป็นสนธิสัญญาที่มุ่งให้เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐโดยผู้ลงนามจะเรียกว่าเป็น ภาคี เช่น สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
2.4 สนธิสัญญาที่กระทำโดยรัฐมนตรี
2.5 สนธิสัญญาที่กระทำโดยหน่วยงานของรัฐบาล เช่นตัวแทนของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านศุลกากรของประเทศคู่ภาคี
2.6 สนธิสัญญาที่กระทำโดยประมุขของรัฐบาล[/i]

[u]3. ประเภทของสนธิสัญญาที่พิจารณาจากชื่อต่าง ๆ ที่ใช้เรียก
3.1 สนธิสัญญา มักใช้กับความตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญเป็นพิเศษ เช่นสนธิสัญญาสันติภาพ
3.2 อนุสัญญา
3.3 พิธีสาร
3.4 ความตกลง
3.5 บันทึกหรือหนังสือแลกเปลี่ยน
3.6 ข้อตกลง
3.7 บันทึกการเจรจา
3.8 ข้อบัญญัติหรือธรรมนูญ
3.9 ปฏิญญา
3.10 ความตกลงชั่วคราว
3.11 กรรมสารสุดท้าย
3.12 กรรมสารทั่วไป
3.13 ข้อตกลงของฝ่ายบริหาร
3.14 สนธิสัญญาที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น[/u][/color]

[b]ซึ่งกรณีที่ถกเถียงกันอยู่ก็คือให้ดูชื่อ ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าอ้างแค่ชื่อ ชื่อเอกสาร MOU 2543 ก็เป็นบันทึกอย่างหนึ่ง (บันทึกความเข้าใจ) ก็จัดเป็น สนธิสัญญาได้โดยชื่ออยู่แล้ว

แต่ถ้าพิจารณาในแง่ อื่นๆ และ โดยเฉพาะ ในแง่ว่า MOU 43 มีลักษณะเป็น

[color=purple]1. เป็นความตกลงระหว่างประเทศในรูปลายลักษณ์ อักษร
2. กระทำขึ้นระหว่างรัฐ
3. อยู่ในขอบเขตกฎหมายระหว่างประเทศ[/color]

ก็เห็นได้ว่า MOU 43 เป็นสนธิสัญญา ทั้งโดยชื่อ และ โดยนิยาม โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

มีแค่คนชอบแถหน้าด้านๆ อย่งนายอึ นี่แหละ ที่พยายามแหลไปทั้ง แกนๆ

หมายเหตุ.- ก็คิดว่าหลักฐานของผมมันมัดแน่น (อันนี้ใช้ได้คำนี้น่ะ) (ฮา) จนดิ้นไม่หลุดแล้วล่ะ แต่อย่าลืมว่า นี่คือนายอึตอม มีลักษณะเป็นของเหลว (ขี้) (ฮา) ไม่มีทางมัดมันดิ้นไม่หลุดได้หรอก คนอย่างมันอาศัยลูกหน้าด้าน เด๋ว! ก็ ตีกรรเชียง ทำเนียนแบบหน้าด้านๆ เหมือนเก่า แถ ไปจนได้นั่นแหละ (ฮา) (แต่ทว่า! ถึงจะแถไปจนได้ แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่หน้าเขามียาง ก็คงเลิกใช้ชื่อ อะตอม ไปเลย แต่จอมแถหน้าโค่ดด้านอย่างนี้ จะทำเฉย (ไม่เชื่อ!~ พนันกันมะล่ะ) (ฮี่ฮี่ฮี่) กลับมาได้เรื่อยๆ แต่ก็มันดี!!! ไม่มีมันซะคนผมคงเหงาแย่ เถียงกับแต่คนอย่างมักเห้ นังคณิ น่าเบื่อตายชัก!) (ฮา)[/b]

ไหนๆ ลงมีดแล้ว (ฮา)

[b]ไหนๆ ลงมีดแล้ว (ฮา) เอาให้สุด

[quote=อึ]ตรงส่วนที่ใช้ได้ก็จะประกอบเป็น[u]ข้อตกลงในชั้นต่อไปของMOU คือ JBC[/u] นี่คือเหตุผลที่ผมว่าหรือแย้งที่ชัดเจนไปยังพธม.และปานเทพไอแพดในนิยามMOU กับเรื่องกรอบข้อตกลงที่ต่างออกไป

นั้นหมายความว่า[u]แผนที่จะเอาไปบังคับใช้ตามมกรอบMOU ในพัฒนาการชั้นถัดไป(JBC)[/u] นี่ไงครับความแตกต่างในลักษณะข้อตกลงในนั้นที่ผมว่ามันเป็นซับเซ็ตของกรอบเจรจาในข้อตกลงร่วมแบบMOUที่ไอแพดไม่เข้าใจ ท่อนเนื้อหา"ข้อตกลงแบบMOU" ของผมจนเอามาแย้งแบบนี้???[/quote]

จากโค๊ดนี้ไม่ต้องอธิบายกันให้มากความ เพราะ MOU คือ สนธิสัญญา ตามคห. 2 กระทู้ข้างบนที่ผมว่าไว้

แต่เรามาดูหลักฐานความเฟอะฟะของจอมแถหน้าด้าน นาม อึตอม (ฮา) กันอีก

มันบอกว่า [u]ข้อตกลงในชั้นต่อไปของMOU คือ JBC[/u]

ซึ่งน่าอนาถ เพราะนี่เท่ากับว่ามันไม่ได้อ่าน เนื้อหา MOU 43 ที่ผมคัดลอกมาให้มันดูเลยว่า

JBC ไม่ใช้ขั้นต่อไปของ MOU 43

แต่ JBC คือ กลไกชนิดหนึ่งของ MOU 43 ในการกระทำภารกิจ ดูได้จาก คห. 395289 ข้อ 2 ที่ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 บอกว่า

[size=11]1. ให้มีคณะกรรมาธิการจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งต่อไปในที่นี้
จะเรียกว่า 'คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ประกอบด้วยประธานร่วม 2 คนและกรรมาธิกรอื่น ๆ
ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลของแต่ละฝ่าย ให่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่ง
ราชอาณาจักรไทยกับที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
เป็นประธานร่วม รัฐบาลของประเทศทั้งสองจะแจ้งการแต่งตั้งดังกล่าวต่อกันภายในหนึ่งเดือน
หลังจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เริ่มใช้บังคับ

2. คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมจะประชุมกันปีละครั้งในประเทศไทยและประเทศ
กัมพูชาสลับกัน ในกรณีที่จำเป็น คณะกรรมธิการเขตแดนร่วมอาจประชุมกันสมัยพิเศษเพื่อหารือ
เรื่องเร่งด่วนที่อยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่

3. ให้คณะกรรมาธิการเขนแดนร่วมมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้[/size]

นี่คือหลักฐานว่า JBC (Joint Border Committee) หรือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม อยู่ในเนื้อหาของ MOU 43 อยู่แล้ว

ไม่ใช่อย่างที่มีคนเฟอะฟะมาบอกว่า JBC คือขั้นต่อมาของ MOU 43 ([color=orange]ข้อตกลงในชั้นต่อไปของMOU คือ JBC[/color]) (กร๊ากกกกก) โดยที่ริอ่านทะลึ่งมาบอกอีกด้วยนะว่า [color=red]'มันเป็นซับเซ็ตของกรอบเจรจาในข้อตกลงร่วมแบบMOUที่[u]ไอแพด[/u]ไม่เข้าใจ'[/color]

โถ! เด็กน้อยโง่เง่า ลางั่งกระโหลกหนา

อ่านเอาเองนะว่า เฟอะฟะ ยังไงบ้าง อ่านเอา เข้าใจรึยัง! อย่าสุ่มสี่สุ่มห้ามาหาว่าคนอื่นไม่เข้าใจ ดูหนังหน้าโตเองก่อน

หมายเหตุ.- แต่ในประเด็นนี้ผมไม่ตั้งใจมัดมันให้แน่นนัก อยากดูลูก แถ มันอีกที ว่าจะปลิ้นตามประสาขี้ออกไปยังไง (ฮา)[/b]

ตกไป แล้วอะไรคือพัฒนาการขั้นต

[b]ตกไป

แล้วอะไรคือพัฒนาการขั้นต่อไป (ใช้คำพูดเฟอะฟะของนายอึ มันเลยนะนี่) ของ MO 43

คำตอบก็อยู่ในเนื้อหา MOU 43 ที่ผมอุตส่าห์นั่งพิมพ์ไว้นั่นไง (แต่คนโง่อย่างมันเสือกไมอ่าน ถึงได้รับผลกรรมด้วยการหน้าแหกอยู่อย่างนี้) (ฮา) อยู่ในข้อที่ 2.3 (ฉ) ว่า

[color=crimson](ฉ) ผลิตแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน
ทางบกแล้ว และ[/color]

นั่นก็คือผลงานตามภารกิจของ MOU 43 ก็คือทำแผนที่ที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกระหว่าง 2 ประเทศ ให้แล้วเสร็จ โดยครบถ้วนสมบูรณ์และถูกตอ้งตามหลักฐาน นั่นเอง

MOU 43 จะไปมีผลงานออกมาเป็น JBC ทำไม

ซื่อบื้อสมเป็น อะตอม จอมอึปั่น (ฮา)

หมายเหตุ.- และถ้า 2 ฝ่าย ดำเนินการตามภารกิจของข้อตกลงตาม MOU 43 แล้วเสร็จ เราได้แผนที่ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็จึงจะมีการทำ Treaty กันในที่สุด

แต่ MOU ก็เป็น Treaty เหมือนกัน เข้าใจแล้วนะ (อิอิอิ)[/b]

ไม่มีใครอยู่ หรือ กลัว

[b]ไม่มีใครอยู่ หรือ กลัว ไม่กล้าแย้งกันแน่ อย่างไหนกันแน่ (ฮา)

เอางี้ ไปกินข้าวละ พรุ่งนี้มาโต้ใหม่ เชิญ แถ กันได้

อิอิอิ[/b]

ครับ

ครับ พอดีอ่านคร่าวๆ(ปกติช่วงนี้จะไม่มีเวลาเข้าเน็ตยาวๆเชคเรื่องงาน) แต่พอแวะมาดูเห็นข้อความไอแพดมาพรึบ อ่านลานตาม แต่เนื่องจากว่าเวลานี้ผมจะไม่ค่อยมีสมาธิคุยเรื่องแบบนี้แบบยาวๆได้(แต่เงื่อนไขคือต้องตอยเลยตอนนี้โดยที่ไม่มีสมาธิคุย)

จึงอ่านคร่าวๆโดยยังไม่มีเวลารวบรวมข้อมูลเชิงลึก เพราะต้องใช้เวลามาก แต่ขอตอบไอแพดเท่าที่จำเป็นและตอบตามน้ำได้ในนี้เวลานี้เท่านั้น(เอาไว้พรุ่งนี้หรือมรเวาลาจริงๆจะมารวบรวมตอบแยกประเด็นอย่างเป็นระบบแล้วอ้งอิงหลายหลักฐานกว่านี้)

เอาอันแรกก่อน เรื่องสนธิสัญญา1904 ผมยอมรับว่าผมใช้ผิดพลาด เพราะถ้าเจตนาตามนั้นจริงข้อความในMOUที่ไอแพดไปก็อปมามันก็แย้งทุกตัวอักษรแล้ว จึงเป็นการใช้ผิดเนื่องจาก ยังไม่ได้ตรวจทาน และยอมรับว่าใช้ผิดจริง(และหลายคนแม้แต่ไอแพดวีรพัฒน์ก็ใช้ผิดหลายครั้งพรุ่งนี้จะไปค้นมาแบฯ) เพราะอนุสัญญา1904ส่วนใหญ่มักอ้างอิงพร้อมกับสนธิสัญญา1907สองอันน้จังใช้ถ้าไม่ระมัดระวังจะพลาด ผมเอาแค่พิมพ์ในนี้หลายคำยังพลาดเลยตรงนี้ยอมรับว่าพลาด

แต่เนื้อหาหลักๆแล้วตรงตามที่ผมชี้ไว้ และข้อกล่าวหาไอแพดหลายกอันมั่วมา กล่าวหาผมผิดจากเนื้อหาที่ลงความเห็นไว้หลายอันตามสันดานไอแพด(ตกวิชาอ่านเอาเรื่องแต่ได้4วิชาอ่านหาเรื่องชาวบ้าน)

นั้นคือข้อกล่าวหาว่าผม บอกว่าMOUไม่ผูกพันจากข้อความนี้

"นายอึบอกว่า MOU เป็นแค่กรอบเจรจา ไม่ใช่กรอบตกลง ไม่ได้เป็นข้อผูกมัด (ใช้คำนี้นะ ไม่ใช่ข้อมัดแน่น หอกเหวอะไร นี่ก็ใช้ภาษาผิดอีกแล้ว แถมด้วยว่าอย่าได้อ้างว่า 'มัดแน่น' เป็นภาษาฉบับคหกรรม ของเอ็งอีกนะ เพราะอ่านแล้วพาลอ้วกว่ะ) "

ซึ่งไม่ตรงข้อเท็จจริงที่ผมชี้ไว้ข้างบนให้เหจุผลที่ชี้แจงเพราะผมหมายความตามการโยงเหตุผลทั้งหมดยกมาท่อนเดียวหรือบางข้อความมันจะไม่ชัด แต่เมื่อคุยกัยไอแพดจึงต้องเอาให้ชัด แต่ถ้าจะให้ชัดจริงต้องอ่านทั้งหมดนั้นคือมันหักล้างข้อกล่าวหาไอแพดตามนี้

"""คือข้อความที่ผมแย้งไว้เรื่องMOU แย้งพธม.และปานเทพมันเลยฟาดชิ่งไปโดนไอแพด กรณีผมชี้ว่าMOU มีลักษณะเป็นกรอบเจรจา กว่าสนธิสัญญา(Treaty)ที่มีลักษณะข้อตกลงชัดกว่าแม้จะมีพันธะผูกพันคล้ายๆกัน (ผมไม่ได้ชี้ชัดขนาดบอกไปว่าMOUไม่มีกรอบข้อตกลงแต่เป็นกรอบข้อตกลงภายใต้ซับเซ็ตของนิยามคำว่าMOU)ที่ต่างจากสนธิสัญญาหรือกรอบข้อตกลงอื่นๆ

แต่เนื่องจากนิยามคำว่า"MOU" (Memorandum Of Understanding ) หมายถึงบันทึกความเข้าใจ ร่วม ในนิยามความหมายจึงบอกคุณลักษณะความเป็นกรอบเจรจา ยังไม่ใช่กรอบข้อตกลง ในแบบที่ต้องตามนั้นทั้งหมด แบบ"Treaty"หรือสนธิสัญญา
"""

ส่วนเรื่องMOUก็คือสภาพสนธิสัญญานั้นจริงครับแต่มีเงื่อนไขต่างออกไปจากสนธิสัญญาหรือนุสัญญา1904และ1907นั้นคือสิ่งที่ผมพยายามอธิบายครับ

ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆพรุ่งนี้จะมาลำดับการตอบให้ครบถ้วนเพราะตอนนี้ผมคุยยาวๆไม่ได้ตอนนี้?

รีบตกลงให้ได้ดีดี ทางขึ้น

รีบตกลงให้ได้ดีดี
ทางขึ้น อยู่ทางไทย จัดเก็บค่าเข้าซะ
และ ให้วิหารเป็นของเขมรไป ยังไงก็เป็นของเขา

อ้างถึงการแถของ อึตอม ใน คห.

[b]อ้างถึงการแถของ อึตอม ใน คห. 395471

ที่นายอึตอบว่า

[quote=อึ]เอาอันแรกก่อน เรื่องสนธิสัญญา1904 ผมยอมรับว่าผมใช้ผิดพลาด เพราะถ้าเจตนาตามนั้นจริงข้อความในMOUที่ไอแพดไปก็อปมามันก็แย้งทุกตัวอักษรแล้ว จึงเป็นการใช้ผิดเนื่องจาก ยังไม่ได้ตรวจทาน และยอมรับว่าใช้ผิดจริง[/quote]

ที่ตอบมานั้นก็ตอบผิดอยู่ดี ประเด็นใช้คำเรียกชื่อชนิดของสนธิสัญญาผิด ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่แสดง วุฒิภาวะ ของผู้แสดงความเห็นอยู่แล้วว่า ซื่อบื้อ ระดั๊บใด๋ (ฮา)

แต่การกล่าวหา ของ I Pad กรณีการแสดง คห. ห่วยๆ ของนายอึตอมนั้นยังมีประเด็นที่นายอึเขียนไว้ใน คห. 395424 ว่า

[quote=อึ]เพราะ1กรอบข้อตกลงแบบMOU ไม่มีการผูกพันในตัวเนื้อหา แน่นเท่าสนธิสัญญา [color=red]ดังนั้นสนธิสัญญา1904[/color] [color=blue]จึงเป็นกรอบข้อตกลงที่เป็น[u]ยูเนี่ยน[/u]ของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?[/color](เป็นตัวหลักที่ต้องเอามาเทียบเคียงประกอบแม้แต่MOU) เพราะทุกข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต้องบังคับใช้ตามนั้น[/quote]

นั่นคือ ข้อกล่าวหาแรก ของ I Pad ตรงที่ทำเป็นสีเลือดหมู นายอึได้ออกมายอมรับแล้วว่า ผิดพลาด ซึ่งก็เท่ากับยืนยันว่าข้อกล่าวหาถึง คุณภาพ ของคนอย่างนายอึ เป็นเช่นไร [color=purple]คน[/color] หรือ [color=brown]ควาย[/color] (ฮา)

แต่ก็อยากชี้ให้เห็นกมลสันดานความเป็นจอมแหล แอนด์ แถ ของมันให้เห็น I Pad ยังกล่าวหามันในประโยคเดิมของมันตรงที่ I Pad ทำเป็นสีฟ้าไว้ให้ดู อีกว่า นายนักแถ ยังแสดงควายเห็น เน้น! ควายห็น จริงๆ เพราะมันเฟอะฟะพูดว่า ''(อนุสัญญา 1904)[color=blue]จึงเป็นกรอบข้อตกลงที่เป็น[u]ยูเนี่ยน[/u]ของทุกๆอย่างอยู่ตอนนี้?[/color]

โดยที่ I Pad อธิบายไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้แล้วขอไม่อธิบายซ้ำ ว่า แท้ที่จริง สัญญา (ในที่นี้หมายถึง สนธิสัญญา) ที่เป็นตัวหลักในการปักปันเขตแดน ไทย - เขมร คือ สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้ากรุงสยามฯ ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ รศ. 125 (คศ. 1907) ไม่ใช่ อนุสัญญา 1904

ประเด็นนี้ ไอ้คนพรรณขี้อย่างนายอึตอมมันจนด้วยเกล้า (จำเลยจำนนด้วยหลักฐาน ตัดสินให้ไปกินขี้ 10 ปี) (กร๊ากกกกกก) เลยหลบเลี่ยงทำเป็นไม่พูดถึง แต่พยายาม 'แถก' ไปแบบ แถได้หน้าด้านๆ สมกับความเป็นอึตอม (ฮา)

และนี่คือหลักฐานยืนยันความเป็นคน รู้น้อยแต่ชอบอวดดี แต่เมื่อใดโดนจับได้ ก็จะ แถ ไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความหน้าด้าน หลบเลี่ยง ไปๆ มาๆ เอาตัวรอดไปเป็นคราวๆ

ดังตัวอย่างที่ผมยกมาใน คห. นี้ ที่

โดนกล่าวหาไว้ 2 ประเด็น ประเด็นเล็กคือ ใช้ชื่อสนธิสัญญาผิด กับ ประเด็นใหญ่อธิบายระดับความสำคัญของเอกสารผิด

แต่เลือกตอบในประเด็นเล็กว่ายอมรับว่าผิดจริง แต่เพิกเฉยโดยอาศัยความหน้าด้านขั้นปาน'เมพ' (ฮา) ไม่พูดถึงประเด็นใหญ่ เพื่อเสไปให้คนอ่านอื่นๆ เข้าใจว่าตัวเองผิดนิดเดียว แค่ ใช้ชื่อสนธิสัญญาผิด

ซึ่งบังเอิญมาเถียงกับ I Pad จึงโดนจับถลกหนัง ซ้า!!!!!! (ฮา)

ปล. แล้วโปรดสังเกตุ กระทู้นี้ I Pad ตอบเมื่อวันที่ 29 กค. 54 เวลา ประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งกระทู้ข่าวนี้เริ่มตกกรอบแล้ว

แต่ I Pad จะเอากระทู้นี้ Copy ไปถามมันเรื่อยๆ เพราะรู้สันดานมันดี (รู้มือกันอยู่) มันเห็นกระทู้คอลัมน์นี้จะตกขอบแล้วมันก็จะทำเป็นไม่ตอบซะงั้น

(แต่พอมาดักไว้อย่างนี้ มันก็จะทำมาตอบอันสองอัน เชื่อมะ) (ฮา)[/b]