วีรพงษ์ รามางกูร: กรณีเขาพระวิหาร

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัย พระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็นคนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ "The Temple of Pra Vihar" (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง) มีขอบเขตแค่ไหน

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า "สระตาล" ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและ ใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ "พุทธสถาน" หรือ "พระวิหาร"

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

 
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-18 สิงหาคม 2553

Comments

จะเขียนหลักการและความเห็นอ้าง

จะเขียนหลักการและความเห็นอ้างข้อกฎหมายใดๆ ผมก็ไม่สนเพราะผมเป็นคนชาตินิยมโดยสันดาน ผมไม่ยอมรับหรอกว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นของเขมร ถ้ารัฐบาลยอมรับ ผมก็ถือว่ารัฐบาลขายชาติไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ เราเป็นชาติเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ในอดีตเขมรก็เคยเป็นเมืองขึ้นของไทย ดังนั้นเขาพระวิหารต้องเป็นของไทย ไม่จำเป็นที่ต้องให้ศาลโลกมาตัดสินอีก และคำตัดสินในครั้งก่อนผมก็ไม่ยอมรับ และผมเห็นว่ารัฐบาลควรใช้กำลังทหารเข้าไปตรึงพื้นที่ขับไล่เขมรออกไปให้หมด มันเป็นปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างสองประเทศที่จะตกลงกัน ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น สหประชาชาติไม่ใช่พ่อของคนไทย มีไว้ทำเห้อะไรกำลังทหาร จะมาเจรจาเห้อะไรกันอีก เขมรต้องออกไป ถ้าไม่ยอมออกไปก็ต้องใช้กำลังทหารผลักดัน ผมไม่เห็นมันยากตรงไหนเลย อย่ามาตีฝีปากเพื่อโน้มน้าวให้ยกดินแดนให้เขมรดีกว่าว่ะ รัฐบาลเหี้ยๆไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ผู้นำทหารก็เหี้ยพอกัน เก่งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร ผืนดินนี้พวกมึงยังปกป้องไม่ได้ เงินที่มึงแดกอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเงินภาษีของกู ทำไมทหารมึงไม่บุกไปยึดพื้นที่คืน จะมารอฟังคำสั่งรัฐบาลเหี้ยๆอะไรกันอีก เจรจาไม่ได้ผลหรอก ยึดพื้นที่คืนก่อนแล้วค่อยเจรจาทีหลัง ถ้าเขมรมันอ้างสหประชาชาติก็ไม่ต้องไปสนใจมันดูตัวอย่างเกาหลีเหนือและพม่า มันยังทำอะไรไม่ได้เลย ถ้ารัฐบาลงี่เง่าไปเจรจาและขึ้นศาลโลกอีกก็แพ้มันอยู่แล้ว สู้ใช้วิธียึดพื้นที่ไว้ก่อน ไม่สนซะอย่างมันจะทำอะไรได้ บุกเข้ามาก็ยิง แหกตาดูอิหร่าน อิสลาเอล บ้างซิ ผมไม่เห็นประเทศเหล่านี้จะสนใจอะไรเลย ดูสงคราม 7วันที่อิสลาเอลรบกับอาหรับบ้าง สรุป ทหารอย่ามาอ้างว่าต้องรอรัฐบาลเจรจาก่อน บุกแม่งไปเลยหรือว่าถูกฝึกมาเพื่อปฏิวัติหรือไงว่ะ เก่งแต่กับคนไทยด้วยกัน ขนาดทหารเขมรแม่งกลัวหงอ ไอ้ทุเรศเอ้ย แม่งถ้ากูเป็น ผบ.ทบ. กูสั่งบุกไปแล้วไม่มีการเจรจาใดๆทั้งสิ้น กูรักชาติรักแผ่นดินโว้ย ไอ้พวกทหารขี้ขลาด ปล.กูเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีโว้ย ไม่ใช่ไอ้พวกควายแดงที่ไม่รักชาติ รักแต่ไอ้ทักษิณ กูโพสด้วยอารมณ์แบบนี้แหละอ่านแล้วเดือดควันออกหู ไอ้พวกขายชาติ

ขอบพระคุณ

[b][color=red]ขอบพระคุณ คุณวีระพงษ์ที่ช่วยเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้พวกเรา"ตาสว่าง"ขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ก็ต้องขอแสดงความเป็นห่วงไว้ล่วงหน้า เพราะประเดี๋ยวก็คงมีพันธมิตรคลั่งชาติเข้ามารุมด่าว่าคุณวีระพงษ์เสียๆหายๆ เป็นพวกคนขายชาติบ้าง, เป็นคนไทยใจเขมรบ้าง, รับจ้างไอ้หน้าเหลี่ยมมาเขียนบ้าง ฯลฯ คุณวีระพงษ์คงทำใจไว้แล้วจึงกล้าเขียนบทความอย่างนี้

ผมเชื่อว่าคนไทยอีกไม่น้อยที่ต่อมเหตุผลยังทำงานอยู่ น่าจะเข้าใจและเห็นด้วยในสิ่งที่คุณวีระพงษ์กล่าว ได้แต่ภาวนาให้"เชื้อคลั่ง"ของหลวงวิจิตรวาทการหลงเหลือไม่มากนัก ไม่อย่างนั้น....ซวยหนัก....ทั้งไทยทั้งเขมร[/color][/b]

เหมือนท่านกำลังบอกว่า เราจะเส

เหมือนท่านกำลังบอกว่า
เราจะเสียดินแดนเพราะการรุกเรียกร้องเอาดินแดนนี่เอง

ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ครับ
เพราะผมไม่มีความรู้ในเรืองนี้
และไม่ต้องการจะอวดรู้จากความไม่รู้

คน

[quote=คน]จะเขียนหลักการและความเห็นอ้างข้อกฎหมายใดๆ ผมก็ไม่สนเพราะผมเป็นคนชาตินิยมโดยสันดาน ผมไม่ยอมรับหรอกว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นของเขมร ถ้ารัฐบาลยอมรับ ผมก็ถือว่ารัฐบาลขายชาติไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ เราเป็นชาติเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ในอดีตเขมรก็เคยเป็นเมืองขึ้นของไทย ดังนั้นเขาพระวิหารต้องเป็นของไทย ไม่จำเป็นที่ต้องให้ศาลโลกมาตัดสินอีก และคำตัดสินในครั้งก่อนผมก็ไม่ยอมรับ และผมเห็นว่ารัฐบาลควรใช้กำลังทหารเข้าไปตรึงพื้นที่ขับไล่เขมรออกไปให้หมด มันเป็นปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างสองประเทศที่จะตกลงกัน ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น สหประชาชาติไม่ใช่พ่อของคนไทย มีไว้ทำเห้อะไรกำลังทหาร จะมาเจรจาเห้อะไรกันอีก เขมรต้องออกไป ถ้าไม่ยอมออกไปก็ต้องใช้กำลังทหารผลักดัน ผมไม่เห็นมันยากตรงไหนเลย อย่ามาตีฝีปากเพื่อโน้มน้าวให้ยกดินแดนให้เขมรดีกว่าว่ะ รัฐบาลเหี้ยๆไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ผู้นำทหารก็เหี้ยพอกัน เก่งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร ผืนดินนี้พวกมึงยังปกป้องไม่ได้ เงินที่มึงแดกอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเงินภาษีของกู ทำไมทหารมึงไม่บุกไปยึดพื้นที่คืน จะมารอฟังคำสั่งรัฐบาลเหี้ยๆอะไรกันอีก เจรจาไม่ได้ผลหรอก ยึดพื้นที่คืนก่อนแล้วค่อยเจรจาทีหลัง ถ้าเขมรมันอ้างสหประชาชาติก็ไม่ต้องไปสนใจมันดูตัวอย่างเกาหลีเหนือและพม่า มันยังทำอะไรไม่ได้เลย ถ้ารัฐบาลงี่เง่าไปเจรจาและขึ้นศาลโลกอีกก็แพ้มันอยู่แล้ว สู้ใช้วิธียึดพื้นที่ไว้ก่อน ไม่สนซะอย่างมันจะทำอะไรได้ บุกเข้ามาก็ยิง แหกตาดูอิหร่าน อิสลาเอล บ้างซิ ผมไม่เห็นประเทศเหล่านี้จะสนใจอะไรเลย ดูสงคราม 7วันที่อิสลาเอลรบกับอาหรับบ้าง สรุป ทหารอย่ามาอ้างว่าต้องรอรัฐบาลเจรจาก่อน บุกแม่งไปเลยหรือว่าถูกฝึกมาเพื่อปฏิวัติหรือไงว่ะ เก่งแต่กับคนไทยด้วยกัน ขนาดทหารเขมรแม่งกลัวหงอ ไอ้ทุเรศเอ้ย แม่งถ้ากูเป็น ผบ.ทบ. กูสั่งบุกไปแล้วไม่มีการเจรจาใดๆทั้งสิ้น กูรักชาติรักแผ่นดินโว้ย ไอ้พวกทหารขี้ขลาด ปล.กูเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีโว้ย ไม่ใช่ไอ้พวกควายแดงที่ไม่รักชาติ รักแต่ไอ้ทักษิณ กูโพสด้วยอารมณ์แบบนี้แหละอ่านแล้วเดือดควันออกหู ไอ้พวกขายชาติ[/quote]

งั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎกติกาใด ๆ
ใครอยากจะอ้างอะไรก็อ้างเอา ใครมีกำลังมากกว่าก็ยกทัพเข้าบังคับเอาได้
เหมือนสมัยสุโขทัย กรุงศรี ไง
เดี๋ยวยกทัพไปตีเมืองโน้นเมืองนี้ เดี๋ยวก็ถูกพม่ายกทัพมาตี
ดีไม่ดีถูกพวกฝรั่งยกทัพบกทัพเรือทัพอากาศมาบุกยึดเอาทั้งประเทศ
เหตุเพราะว่า ก่อนจะมาเป็นชาติใด ๆ ล้วนแต่ต้องใช้กำลังบุกยึดมาด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้น ประเทศใด ๆ ในปัจจุบัน ย่อมไม่ใช้ประเทศนั้น ๆ ในอดีต
เอางั้นเลยไหม คน (รึเปล่า)

คน

[quote=คน]...ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น...[/quote]

ตกลงคุณคนจะไปรบด้วยไหมครับ ผมจะขับรถไปส่งแถวๆผามออีแดงให้
ผมจะไปส่งเฉยๆนะ ไม่รบด้วย แต่จะขายชาติไปพร้อมๆกับคุณนั่นแหละ...ไม่รู้จะได้จั๊กบาท

...กลัวอย่างเดียว...กลัวเขมรไม่ซื้อ...

เรามีทหารไว้เจรจากับเพื่อนบ้า

เรามีทหารไว้เจรจากับเพื่อนบ้าน ควบคุมประชาชน ปราบปรามผู้ก่อการร้ายในประเทศ

ด้วยงบการทหารที่สูงลิ่ว ภูมิใจทหารไทย ที่รบกับเพื่อนบ้านทีไรก็แพ้ แต่ชนะประชาชนเสมอ

น้ำลัด wrote:คน

[quote=น้ำลัด][quote=คน]...ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น...[/quote]

ตกลงคุณคนจะไปรบด้วยไหมครับ ผมจะขับรถไปส่งแถวๆผามออีแดงให้
ผมจะไปส่งเฉยๆนะ ไม่รบด้วย แต่จะขายชาติไปพร้อมๆกับคุณนั่นแหละ...ไม่รู้จะได้จั๊กบาท

...กลัวอย่างเดียว...กลัวเขมรไม่ซื้อ...[/quote]

ถ้าให้ผมไปรบได้เลยสบายมากผมอายุ 45 ยังไหว และที่สำคัญผมเคยเป็นอดีตทหารรับจ้างคุ้มกันก่อสร้างเส้นทาง เคยรบกับคอมมิวนิตส์มาก่อน ผ่านสมรภูมิมาแล้ว เอาปืนมาซิครับ รบได้ทุกรูปแบบแหละ ถ้าไม่แน่จริงตายตามเพื่อนไปนานแล้ว ผมจะคลั่งชาติใครจะทำไม ชาติตัวเอง เผ่าพันธ์ตัวเอง ไม่รัก แล้วจะเกิดมาในแผ่นดินนี้ ที่คนรุ่นก่อนรักษาไว้ได้ไง ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมยอมรับว่าเป็นคนหัวรุนแรงมาก แม้แต่ชีวิตผมก็ยอมสละได้ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้นแหละ ประเทศชาติจะอยู่ได้ไม่สูญสลายไปเหมือน มอญ ว้า ไทยใหญ่ ก็เพราะมีคนแบบพวกผมนี่แหละ ชีวิตคนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ถ้ามัวแต่รักตัวกลัวตาย ภายภาคหน้าลูกหลานอนุชนรุ่นหลังจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ ใจผมเกินร้อยอยู่แล้ว ดีกว่าไอ้พวกผู้ก่อการร้ายที่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองก็แล้วกันครับ

คน

[quote=คน]
ถ้าให้ผมไปรบได้เลยสบายมากผมอายุ 45 ยังไหว และที่สำคัญผมเคยเป็นอดีตทหารรับจ้างคุ้มกันก่อสร้างเส้นทาง เคยรบกับคอมมิวนิตส์มาก่อน ผ่านสมรภูมิมาแล้ว เอาปืนมาซิครับ รบได้ทุกรูปแบบแหละ ถ้าไม่แน่จริงตายตามเพื่อนไปนานแล้ว ผมจะคลั่งชาติใครจะทำไม ชาติตัวเอง เผ่าพันธ์ตัวเอง ไม่รัก แล้วจะเกิดมาในแผ่นดินนี้ ที่คนรุ่นก่อนรักษาไว้ได้ไง ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมยอมรับว่าเป็นคนหัวรุนแรงมาก แม้แต่ชีวิตผมก็ยอมสละได้ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้นแหละ ประเทศชาติจะอยู่ได้ไม่สูญสลายไปเหมือน มอญ ว้า ไทยใหญ่ ก็เพราะมีคนแบบพวกผมนี่แหละ ชีวิตคนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ถ้ามัวแต่รักตัวกลัวตาย ภายภาคหน้าลูกหลานอนุชนรุ่นหลังจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ ใจผมเกินร้อยอยู่แล้ว ดีกว่าไอ้พวกผู้ก่อการร้ายที่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองก็แล้วกันครับ[/quote]

มิน่า...เขาถึงขยันสร้างหนังอิงประวัติศาสตร์กัน...มันได้ผลยังงี้นี่เอง

Long Live Thailand

คน wrote:น้ำลัด wrote:คน

[quote=คน][quote=น้ำลัด][quote=คน]...ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น...[/quote]

ตกลงคุณคนจะไปรบด้วยไหมครับ ผมจะขับรถไปส่งแถวๆผามออีแดงให้
ผมจะไปส่งเฉยๆนะ ไม่รบด้วย แต่จะขายชาติไปพร้อมๆกับคุณนั่นแหละ...ไม่รู้จะได้จั๊กบาท

...กลัวอย่างเดียว...กลัวเขมรไม่ซื้อ...[/quote]

ถ้าให้ผมไปรบได้เลยสบายมากผมอายุ 45 ยังไหว และที่สำคัญผมเคยเป็นอดีตทหารรับจ้างคุ้มกันก่อสร้างเส้นทาง เคยรบกับคอมมิวนิตส์มาก่อน ผ่านสมรภูมิมาแล้ว เอาปืนมาซิครับ รบได้ทุกรูปแบบแหละ ถ้าไม่แน่จริงตายตามเพื่อนไปนานแล้ว ผมจะคลั่งชาติใครจะทำไม ชาติตัวเอง เผ่าพันธ์ตัวเอง ไม่รัก แล้วจะเกิดมาในแผ่นดินนี้ ที่คนรุ่นก่อนรักษาไว้ได้ไง ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมยอมรับว่าเป็นคนหัวรุนแรงมาก แม้แต่ชีวิตผมก็ยอมสละได้ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้นแหละ ประเทศชาติจะอยู่ได้ไม่สูญสลายไปเหมือน มอญ ว้า ไทยใหญ่ ก็เพราะมีคนแบบพวกผมนี่แหละ ชีวิตคนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ถ้ามัวแต่รักตัวกลัวตาย ภายภาคหน้าลูกหลานอนุชนรุ่นหลังจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ ใจผมเกินร้อยอยู่แล้ว ดีกว่าไอ้พวกผู้ก่อการร้ายที่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองก็แล้วกันครับ[/quote]

ไปจริงๆนะ อย่าเอาแต่ชักว่าวในบอร์ด 55555

เห็นตอนวีระ สมความคิดพาผู้รักชาติไปยึดเขาวิหารที่เมืองโบราณแล้ว ยังขำจนถึงวันนี้

มีแต่พวกเก่งแต่ชักว่าวทั้งนั้น

ที่ทหารเขานิ่ง

ที่ทหารเขานิ่ง หรือบอกว่ามีอารยะ เพราะพวกเขารู้ว่า ถ้ารบกัน ยิงกัน ต้องมีเจ็บจริง ตายจริง เลือดนองเขาพระวิหารแน่ เขาจึงไม่บ้าจี้ตามพวกคลั่งชาติ ,,,,พวกเวรเหล่านี้มันไม่ตาย ถึงเห่าได้ทุกวัน แต่ทหารที่อยู่ชายแดน อาจหมายถึง หนึ่งนัด เปลี้ยงเดียว คือหนึงศพ เหมือนที่ราชประสง ....จะมีต่างกัน ที่เปลี้ยงไปก็เปลี้ยงกลับ หามศพเหมือนกัน ทั้งสองฝ่าย อย่านึกว่าง่ายเหมือน ยิงสู้กับหนังสติกนะพวกเวร

อ.วีรพงษ์

อ.วีรพงษ์ เขียนตรงไปเกินไป
มีหลายคนในนี้ออกอาการน้ำลายฟูมปาก
คงนึกว่าประเทศนี้เป็นมหาอำนาจของโลก?
55555555.... ท่ายแถวหลังพม่าก็พี่ไทยยังไม่
สำนึกกันอีก

ใครมีเทปตอนไอ้หมี...มันเป็นหั

ใครมีเทปตอนไอ้หมี...มันเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน และอภิปรายเรื่องนี้ในสภา ส่งไปให้มันดูหน่อยสิ ตอนนั้นวิจารณ์ฉอดๆๆ ทำไมตอนนี้เงียบเป็นเป่าสาก นี่แหละสันดานประชาธิปัตย์ เก่งเรื่องละเลงขนมเบื้องด้วยปาก พอทำเองก็เหลว ด่าพรรคการเมืองอื่นว่าโกง คอรับชั่น แล้วเป็นไงโครงการ ไทยเข้มแข็ง โกงกันอย่างหน้าด้านๆ ไอ้ตัวเลขาธิการพรรครุกเขาแพง ไอ้หมี...ก็เฉย เพราะถ้าไม่มีไอ้เทือกร่วมกับทหารเลว ไปช่วยปล้นเขามาให้ ไอ้หมี...ก็คงเป็นไอ้หมี...ธรรมดาเหมือนเดิม มันจึงทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อการข่มขืนเขาแพงของไอ้เทือก

เรื่องปราสาทพระวิหาร

เรื่องปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องในอดีตที่วีระพงศ์อธิบายได้ชอบแล้ว คดีเป็นอย่างไร คนในพรรครัฐบาลเขาทราบดี โดยเฉพาะสายตรงท่านเสนีย์ในพรรคปชป.

ส่วนเรื่อง มรดกโลก นั้นเป็นเรื่องในอนาคต แต่หากพื้นที่รอบตัวปราสาทไม่เคลียร์กันให้ชัดเจน ด้วยการเจรจาระดับทวิภาคี และการทำงานร่วมกันในคณะกรรมการปักปันชายแดน ที่จะเกิดขึ้นใน..อนาสค..อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกพระวิหาร ไม่มีวันจัดตั้งขึ้นมาได้...

รัฐบาลทั้งไทยและเขมรนั้น ในปัจจุบันต่างมีแอกซึ่งเป็นอุดมคติชาตินิยมแบกอยู่บนบ่าด้วยกันทั้งสองฝ่าย การจัดการทำความเข้าใจกับคนในชาติตัวเองส่วนหนึ่งที่มีแนวโน้มชาตินิยมระดับคลั่งชาตินั้น ยากเย็นเหลือเข็ญ กว่าการที่นักการเมืองและข้าราชการทั้งสองฝ่ายจะมานั่งเจรจากันบนโต๊ะประชุมทวิภาคีอีกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพร้อมที่จะชูประเด็นขายชาติเป็นข้อได้เปรียบในการเมืองภายในประเทศ.....

ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า เรื่องมรดกโลกนี้ ไทยไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรืออะไรนัก เขมรเองฮุนเซนก็กลัวข้อหาขายชาติซ้ำซ้อน จะยอมให้ไทยจดทะเบียนร่วมด้วยในปัจจุบันนี้คงไม่ฉลาดนัก...

ทั้งสองฝ่ายก็อุบอิบกันแล้วก็แขวนเรื่องคาไว้อย่างนี้ก็ดีแล้ว ตราบใดรัฐสภาและรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจทำความตกลงเรื่องพื้นที่บริเวณมรดกโลกกันได้

ผมไม่เชื่อว่า ยูเนสโก้จะกล้าให้เขมรจดทะเบียนฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมีรัฐอื่นหนุนกันอย่างไร...

เขมรมันไม่อุบอิบด้วย แค่เราไม่ยอมให้จด เขมรก็ทำอะไรไม่ได้.....

ส่วนอธิปไตยในพื้นที่ทับซ้อนส่วนอื่นๆทั้งทางบกทางทะเล ก็แบ่งแยกประเด็นไปเจรจากันเป็นเรื่องๆไป โดยเอาผลประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตเข้าว่า อย่าติดประวัติศาสตร์กันเกินไป....ไม่ได้ฟ้องร้องกัน แต่ไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ร่วมกัน.........

คน

[quote=คน]จะเขียนหลักการและความเห็นอ้างข้อกฎหมายใดๆ ผมก็ไม่สนเพราะผมเป็นคนชาตินิยมโดยสันดาน ผมไม่ยอมรับหรอกว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นของเขมร ถ้ารัฐบาลยอมรับ ผมก็ถือว่ารัฐบาลขายชาติไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ เราเป็นชาติเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ในอดีตเขมรก็เคยเป็นเมืองขึ้นของไทย ดังนั้นเขาพระวิหารต้องเป็นของไทย ไม่จำเป็นที่ต้องให้ศาลโลกมาตัดสินอีก และคำตัดสินในครั้งก่อนผมก็ไม่ยอมรับ และผมเห็นว่ารัฐบาลควรใช้กำลังทหารเข้าไปตรึงพื้นที่ขับไล่เขมรออกไปให้หมด มันเป็นปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างสองประเทศที่จะตกลงกัน ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น สหประชาชาติไม่ใช่พ่อของคนไทย มีไว้ทำเห้อะไรกำลังทหาร จะมาเจรจาเห้อะไรกันอีก เขมรต้องออกไป ถ้าไม่ยอมออกไปก็ต้องใช้กำลังทหารผลักดัน ผมไม่เห็นมันยากตรงไหนเลย อย่ามาตีฝีปากเพื่อโน้มน้าวให้ยกดินแดนให้เขมรดีกว่าว่ะ รัฐบาลเหี้ยๆไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ผู้นำทหารก็เหี้ยพอกัน เก่งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร ผืนดินนี้พวกมึงยังปกป้องไม่ได้ เงินที่มึงแดกอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเงินภาษีของกู ทำไมทหารมึงไม่บุกไปยึดพื้นที่คืน จะมารอฟังคำสั่งรัฐบาลเหี้ยๆอะไรกันอีก เจรจาไม่ได้ผลหรอก ยึดพื้นที่คืนก่อนแล้วค่อยเจรจาทีหลัง ถ้าเขมรมันอ้างสหประชาชาติก็ไม่ต้องไปสนใจมันดูตัวอย่างเกาหลีเหนือและพม่า มันยังทำอะไรไม่ได้เลย ถ้ารัฐบาลงี่เง่าไปเจรจาและขึ้นศาลโลกอีกก็แพ้มันอยู่แล้ว สู้ใช้วิธียึดพื้นที่ไว้ก่อน ไม่สนซะอย่างมันจะทำอะไรได้ บุกเข้ามาก็ยิง แหกตาดูอิหร่าน อิสลาเอล บ้างซิ ผมไม่เห็นประเทศเหล่านี้จะสนใจอะไรเลย ดูสงคราม 7วันที่อิสลาเอลรบกับอาหรับบ้าง สรุป ทหารอย่ามาอ้างว่าต้องรอรัฐบาลเจรจาก่อน บุกแม่งไปเลยหรือว่าถูกฝึกมาเพื่อปฏิวัติหรือไงว่ะ เก่งแต่กับคนไทยด้วยกัน ขนาดทหารเขมรแม่งกลัวหงอ ไอ้ทุเรศเอ้ย แม่งถ้ากูเป็น ผบ.ทบ. กูสั่งบุกไปแล้วไม่มีการเจรจาใดๆทั้งสิ้น กูรักชาติรักแผ่นดินโว้ย ไอ้พวกทหารขี้ขลาด ปล.กูเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีโว้ย ไม่ใช่ไอ้พวกควายแดงที่ไม่รักชาติ รักแต่ไอ้ทักษิณ กูโพสด้วยอารมณ์แบบนี้แหละอ่านแล้วเดือดควันออกหู ไอ้พวกขายชาติ[/quote]
คุณไม่เคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความไร้อารยะ

"ปล.กูเสื้อเหลืองและเสื้อหลาก

"ปล.กูเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีโว้ย"

555

ยอมรับแล้วสิว่า เสื้อเหลืองกับเสื้อหลากสี เป็นเสื้อตัวเดียวกัน

ไอ้พวกลวงโลก!

*ปลุกกระแส ชาตินิยม

*ปลุกกระแส ชาตินิยม สมความคิด
อำมหิต คลั่งชาติ สมปรารถนา
แล้วจะได้ อะไร ขึ้นมา
นอกจากเลือด น้ำตา และความตาย

*หวังรวมชาติ ด้วยสงคราม ตามความคิด
หวังพิชิต พวกเห็นต่าง สร้างจุดหมาย
หวังล้างปม เสียดินแดน แสนอับอาย
เป็นหวังดี ประสงค์ร้าย อันตรายนัก

*พระวิหาร คนโบราณ ท่านสร้างไว้
เชิญเทพไท้ เทวา มาปกปัก
ศิลปะ สถาปัตยกรรม งามยิ่งนัก
ควรร่วมมือ อนุรักษ์ จักเข้าที

*มรดกโลก เป็นของโลก ของชาวเอเชีย
ประเทศไทย ไม่ได้เสีย ซึ่งศักดิ์ศรี
ยิ่งช่วยให้ สมบูรณ์แบบ แยบยลดี
ยิ่งจักมี เกียรติยศ ควรจดจำ

ลืมบอก อ.วีรพงษ์

ลืมบอก

อ.วีรพงษ์ เอาบันไดมารับแล้ว

มาร์กก็ลงมาเสียดีๆ

ปล อ.วีรพงษ์ ท่านก็ดีนะครับ รัฐบาลคุณสมัครเอย รัฐบาลทักษินเอย คุณนพดลเอยถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ไม่เป็นไร
แต่พอมาร์กโดนเรื่องนี้บ้าง พี่โกร่งของผมออกบทความดีๆมาให้มาร์กคนดีศรีสังคม อภิสิทธัตถะปีนลงทันที

ช่างดีเสียนี่กระไร

คนดี wrote:ลืมบอก อ.วีรพงษ์

[quote=คนดี]ลืมบอก

อ.วีรพงษ์ เอาบันไดมารับแล้ว

มาร์กก็ลงมาเสียดีๆ

ปล อ.วีรพงษ์ ท่านก็ดีนะครับ รัฐบาลคุณสมัครเอย รัฐบาลทักษินเอย คุณนพดลเอยถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ไม่เป็นไร
แต่พอมาร์กโดนเรื่องนี้บ้าง พี่โกร่งของผมออกบทความดีๆมาให้มาร์กคนดีศรีสังคม อภิสิทธัตถะปีนลงทันที

ช่างดีเสียนี่กระไร[/quote]

ใช่เลยครับ...
เดิมมันเป็นบันไดไม้ไผ่ จึงมีคนไปดึงง่ายๆ

คราวนี้ได้บันไดซีเมนต์ที่มีน้ำหนักแล้ว
ขึนไม่ลงอีก...ผู้คนตามแนวชายแดนก็เตรียมอพยพก็แล้วกัน

มีคำถามคำหนึ่ง ถ้าต้องเอาคืนแ

มีคำถามคำหนึ่ง
ถ้าต้องเอาคืนแล้วตั้องมีสงคราม
คุณคิดว่าแค่รบกันแล้วจบหรือ
ถ้าคิดเยี่ยงนี้จัดว่าคิดได้สั้นและโง่
เพราะถ้ารบกัน
คำถามีอีกคือเมื่อไหร่จบ
ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ไปถามยิวกับอาหรับ
มันรบกันมา1000ปีแล้ว
เอาใกล้ๆ
เกาหลีเหนือ-ใต้
สัญชาติเดียวกันแท้ๆแม่งก็ยังไม่มองหน้ากัน
จ้องจะฆ่ากันตลอด
นี่คือตัวอย่างของความคลั่งชาติแล้วโง่
เราก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า
ทะเลาะกันอีกร้อยชาติปราสาทนั้นก็เป็นของเขมร
ที่เขาไปลงสัญญาว่าให้มาพัฒนาร่วมกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน
นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด
เราก้ได้ผลประโยชน์ร่วมกันด้วย
อย่างน้อยไม่ใช่ของเราก็ไม่ใช่ของเขมร
เป็นพื้นที่ทับซ้อน
จะพัฒนาอะไรก็ทำร่วมกันพร้อมๆกันมีผลประโยชน์เท่าๆกัน
ซึ่งถิอว่าเป็นวิธีปรองดองที่สุด

แต่แล้วก็มีพวกคลั่งชาติบ้าชาติ
และโง่-ฮา
เพราะไปเชื่อคำเสี้ยมของพวกที่ต้องการใช้ประโยชน์ของเรื่องนี้มาหวังผลทางการเมือง
(พวกสีเหลืองเหมือนขี้กับพรรคเหี้ยนั่น)
และมีหน้าโง่สิ้นคิดหลงเชื่อ
เรื่องเล็กเลยกลายเป้นเรื่องใหญ่
แล้วเหตุที่เกิดก็เพราะพรรคเหี้ยนั่นสร้างเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น
เกิดไปสู้ทางศาลเสียดินแดนเพิ่มไปอีก(4.6ตร.ก.ม)
ก็จะกลายเป็นความโง่ซ้ำซ้อน
อายเขาไปทั้งแผ่นดินยิ่งกว่าเก่า
แค่นี้ยังคิดไม่ได้
ไม่รุ้สมองพวกเอ็งทำด้วยอะไร
ทำไมเชื่อคนง่ายจังวะ
แค่ยกชาติยกสถาบันมาอ้าง
แม่งก็หูอื้อตาลาย
ยอมเชื่อและพร้อมที่จะทำเรื่องเหี้ยอะไรก็ได้
ปัญญาอ่อนแค่ไหนก็ได้
เมื่อไหร่ไอ้พวกเหี้ยเหล่านี้จะตายไปหมดซะที่
เบื่อจริงๆพวกโง่แล้วขยัน(ฮา)

"คลั่งชาติ"

"คลั่งชาติ" โดยอ้างความรักชาติลมๆ แล้งๆ

ขอเห็นต่างกับ ดร.วีรพงษ์

ขอเห็นต่างกับ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กรณีปราสาทพระวิหาร
โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม 17 สิงหาคม 2553 10:11 น.
ผมต้องขอเห็นต่าง จาก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ได้เขียนบทความแสดงความเห็นไว้ในคอลัมภ์ “คนเดินตรอก” ตามที่ มติชนออนไลน์ ได้เขียนไว้เมื่อ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:42:22 น. (ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-18 สิงหาคม 2553 )จวกหัวข้อ "ดร.โกร่ง"คนเดินตรอก เขียนถึง"กรณีเขาพระวิหาร" ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี2505 ทำไมโอกาสไทยแพ้มากกว่าชนะ? กรณีเขาพระวิหาร ผมในฐานะผู้อ่านบทความนี้ขอแสดงความเห็นโดยขอใช้วิธีหยิบยกทีละย่อหน้าในบทความขึ้นมาตอบโต้ ดร.วีรพงษ์ ให้ได้ครบทุกๆประเด็น ดังนี้

“เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่า เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส”

สิ่งที่ ดร.วีรพงษ์เข้าใจผิดคือ หัวหน้าคณะทนายความฝ่ายไทย ได้แก่หม่อมเจ้าวงศ์มหิป ชยางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ และฝ่ายกัมพูชามีนาย ตรวง กังสมาชิกองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะทนาย ดร.วีรพงษ์ก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลโลกโดยละเอียดจำ สับสนแม้กระทั่งหัวหน้าคณะทนายความ ทนายความฝ่ายเราที่เป็นชาวสหรัฐอเมริกาคือเจมส์ เนวินส์ไฮด์ ส่วนฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีทรูแมน และเนติบัณฑิตประจำศาลสูงสหรัฐอเมริกา เป็นทนายความของกัมพูชา ส่วนกรณีที่กล่าวว่าจอมพลสฤษดิ์ออกทีวีหลั่งน้ำตา กับการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตมันก็คนละตอน การที่นำมาผสมปนแปกันมันไม่ค่อยจะยุติธรรมกับจอมพลสฤษดิ์ อันนี้คนอ่านตัดสินใจเองครับ

“พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบาย ให้ฟัง เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร”

ดร.วีรพงษ์ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ผิดพลาดอย่างรุนแรง ผมไม่เชื่อว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะกล่าวรวบรัดอย่างที่ท่านว่า เพราะมันดูจะปนมั่วกันไปหมด ถ้าท่านได้อ่านคำพิพากษาของ ผู้พิพากษาเวล ลิงตันคู ในข้อ 32-34 ท่านจะได้เข้าใจประเด็นกรณีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสียใหม่ มักมีคนกล่าวอ้างว่าท่านมีส่วนทำให้เราต้องเสียตัวปราสาทพระวิหารไป อันนี้ผมถือว่า ดร.วีรพงษ์มีความไม่เป็นธรรมอย่างมาก เพราะมีบางถ้อยคำของพระองค์ท่านแสดงให้เห็นว่า ทรงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของข้าหลวงฝรั่งเศส อนึ่งในสถานการณ์เวลานั้นประเทศของเราก็ยังไม่ปลอดภัยนักต่อเรื่องการเสีย ดินแดนเพราะฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลในอินโดจีน ถ้าดร.วีรพงษ์เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็ต้องเข้าใจเรื่องแบบ นี้ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.วีรพงษ์เขียนว่า “รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา” ตรง นี้ผมก็ว่ามันมั่วมาก อนุสัญญาคงจะมีความสำคัญแตกต่างจากสนธิสัญญาอยู่บ้าง เราควรมาเรียนรู้การเรียกที่มีเหตุผลลำดับอายุเวลากันดีกว่า อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904และสนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 ดังนั้นที่บอกว่าเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญาตรงนั้นคงเป็นสำนวนความ มั่วของท่านคือเขียนไปก็มั่วไป ผมอยากจะขอเรียนว่าเมื่อศาลโลกได้ตัดสินพิจารณาคดีแล้วก็ไม่เคยบอกว่าแผนที่ ที่ว่านี้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาแบบที่ ดร.วีรพงษ์ว่าเลย ในทางตรงกันข้ามศาลโลกก็ยอมรับว่าแผนที่แนบท้ายคำฟ้อง (ไม่ใช่ท้ายสัญญา) ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมฯ

“ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดน ตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา”

ข้อความข้างต้นนี้ ดร.วีรพงษ์ก็มั่วอีกตามเคย แผนที่มาตราส่วนหนึ่ง 1:200,000 ไม่ได้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (ความจริงต้องเรียกว่าอนุสัญญาฯ ปี ค.ศ.1904)หากแต่เป็นแผนที่แนบท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในภาคผนวก 1 แผนที่นี้ยังขีดเส้นไม่ตรงกับสันปันน้ำตามธรรมชาติแต่เป็นแผนที่ที่ขีดขึ้น เองตามความต้องการ ข้อความที่บิดเบือนที่สุดของดร.วีรพงษ์คือ
“ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา” อันนี้ต้องกราบเรียนตามตรงว่าท่านเข้าใจผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเราไม่เคยรับรองแผนที่ที่ว่านี้เลย เพราะขั้นตอนการจัดทำแผนที่ดังกล่าวไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามที่คณะกรรมการผสมฯได้กำหนดแนวทางเอาไว้ กล่าวคือเมื่อจัดทำโครงวาดเสร็จแล้วให้ไปพิมพ์แผนที่ แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการผสมฯ ซึ่งเราก็ทราบว่าคณะกรรมการผสมฯชุดนี้ไม่ได้ประชุมเลยตั้งแต่การประชุมครั้ง สุดท้ายเดือนมกราคม ค.ศ.1907 ในเวลาต่อมาก็ได้สลายตัวไป ในขณะที่แผนที่ที่ว่ากันนี้พึ่งพิมพ์เสร็จเมื่อ เดือนพฤษภาคม 1908 ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนที่ หรือการปรึกษาเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่ว่าถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งไม่มีการลงนามของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำให้แผนที่นี้มีความสมบูรณ์ตรงตาม จุดมุ่งหมายของข้อกำหนดของคณะกรรมการผสมฯ ไทยจึงไม่เห็นชอบแผนที่ฉบับนี้ อีกประการหนึ่งไทยส่งตัวแทนไปเป็นคณะกรรมการผสมฯไม่ใช่ไม่เป็น ดร.วีระพงษ์ไม่ศึกษาให้ละเอียดคงไปลักจำใครเขามา

“แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรง มีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน”

ดร.วีรพงษ์ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์แต่มั่วเขียนมาได้ หัวหน้าคณะกรรมการผสมฯฝ่ายไทยคือหม่อมชาติเดชอุดม (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) โอรสพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ส่วนสมเด็จฯกรมพระยาดำรงท่านไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะ ตอนที่เสด็จไปปราสาทพระวิหารเสด็จฯในกรมดำรงตำแหน่งเป็นนายกของราชบัณฑิตสถาน ไม่ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงไม่มีอำนาจทางการเมืองหรือการปกครอง อันนี้ท่านก็มั่วจริงๆ ส่วนอื่นๆ ดร.วีรพงษ์ไปอ่านคำพิพากษาของศาลใหม่สัก 2-3 รอบถ้าไม่รู้เรื่องก็ต้องไปอ่านสัก 10 รอบและอ่านส่วนอื่นๆด้วย เช่นคำพิพากษาแย้งก็มีฐานะเป็นคำพิพากษาด้วยนะครับ

“อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็นคนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างถึงที่สุด ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา”

ข้อนี้ผมขอกล่าวด้วยความเคารพ ม.ร.ว.เสนีย์ซึ่งท่านจากไปแล้ว แต่เมื่อดร.วีรพงษ์มากล่าวอ้างผมก็ต้องให้ความจริงอีกด้านหนึ่ง กล่าวคือ ม.ร.ว.เสนีย์เชื่อมั่นว่าจะชนะคดีจึงพยายามจะไปขึ้นศาลโลกถึงกับไปให้คนทรง ทรงดวงวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมาถาม อันนี้ดร.วีรพงษ์ถามดร.ชาญวิทย์ดูซิ อาจารย์ชาญวิทย์ยังเคยมาเขียนบทความแซวเรื่องนี้เลย อันที่จริงแล้วศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ต่างหากที่ทักทวงไม่ต้องการให้ไทยไปศาลโลก เรื่องนี้ท่านถนัด คอมันต์เป็นพยานได้และม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังบอกให้จอมพลสฤษดิ์ใช้ ม.17 กับ ดร.สมปองเลย ท่านถนัด คอมันตร์ ต้องไปชี้แจง ดร.สมปองจึงรอดความตายมาจนถึงทุกวันนี้ ดร.วีรพงษ์ไม่รู้ความจริงในส่วนนี้เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนบทความให้ดี และตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง

“แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็น ของพม่า”

อันนี้ผมไม่ขอตอบเพราะดูเลอะเทอะเกินไป มั่วไปมั่วมาคนอ่านอย่างผมเวียนหัว กรณีด่านเจดีย์สามองค์กับกรณีปราสาทพระวิหารมาเทียบกันไม่ได้ครับ “ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อ มาก ดูได้ไม่ชัด คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ The Temple of Pra Vihar (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า สระตาลห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้ นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบ เสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ พุทธสถาน หรือ พระวิหาร ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถาน ที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย”

ตรงจุดนี้ ดร.วีระพงษ์ใช้ความคิดของตัวท่านตีความเอาเอง ผมถือว่าเสียเวลามาก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่การประชุมที่วปอ.ไปจนถึงการประชุมที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน จนกระทั่งครั้งล่าสุดเมื่อมีการดีเบตกันระหว่างภาคประชาชนกับท่านนายกรัฐมนตรี ข้อนี้ทำให้ผมรู้ว่าดร.วีระพงษ์ไม่ได้ติดข่าวสารบ้านเมืองหรือความรู้ที่ล้ำหน้าไปกว่าเดิม ผมจึงขี้เกียจอธิบายให้ไปหาอ่านเองก็แล้วกัน

“หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน”

ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เขาเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย ดร.วีระพงษ์ไม่ทำการบ้านแต่มาเขียนบทความได้ น่าอายแทน และการปักปันเขตแดนตรงบริเวณปราสาทพระวิหารก็เสร็จไปกว่า 100 ปีแล้ว ท่านเกิดไม่ทันไม่พอยังไม่ศึกษาอีก

“ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่ ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์ สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่า พื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้น กำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง”

ข้อความที่ยืดยาวนี้เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ผมไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น จะเกี่ยวก็ด้วยเรื่องวิชาการอย่างเดียว ใครจะทำช้างทำวัวทำควายที่ไหน เชิญไปทำกันเองตามสบาย แต่อย่าเอาประเทศชาติมาเป็นเครื่องเล่น การมีทีท่าแสดงความเห็นว่าจะขอยอมจำนนหรือยอมรับความพ่ายแพ้อยู่เรื่อยไป ดร.วีระพงษ์จะเป็นแบบไหนผมไม่สน แต่การเขียนบทความที่มั่วเลอะเทอะแล้วยังต้องการมาชี้นำผมให้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปด้วย ผมยอมรับไม่ได้ เรื่องนี้ ดร.วีระพงษ์รู้น้อยแต่ชอบพูด สมควรไปอ่านหนังสือเป็นการบ้านดังนี้นะครับ 1.คำพิพากษาศาลโลก ฉบับเต็ม 2.อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 และพิธีสารแนบท้าย 3. คำพิพากษาของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคุณนพดล ปัทมะ 4.รายงานการประชุมเรื่องปราสาทพระวิหารมีเป็นเทปบันทึกเสียงและวิดีโอของสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้ควรอ่านและทำความเข้าใจให้ท่องแท้และโปรดกรุณาอย่ามาทำแบบนี้อีก เพราะจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้อ่านที่เขาไม่รู้เรื่อง เป็นตราบาปติดตัวไปทุกชาตินะครับท่าน ดร.

คุณเทพมนตรี

คุณเทพมนตรี ลิมปพยอมเขียนว่า"[i]ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เขาเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย[/i]"

[color=red]ทำให้ผมสงสัยตะหงิดขึ้นมาทันที แต่เนื่องด้วยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย จึงอยากขอความเห็นของนักกฏหมายเสียหน่อยครับว่า MOU 2543 ซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่ปี2543 นั้นจำเป็นจะต้องเอามาผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยหรือครับ? รธน.50 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปได้เป็นสิบปี? ฟังดูเหมือนการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยยังไงก็ไม่รู้ หรือว่ามีแนวคิดในการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเหมือนกัน? ว่างๆ ก็ออกกฏหมายว่าคนที่นามสกุลชินวัตรทั้งหมดไม่มีคุณสมบัติเป็นคนไทยได้ จะได้"ล้างทั้งโคตร"ทีเดียวด้วยกฏหมายข้อเดียว ประเทศตอแหลสารขัณฑ์แห่งนี้จะได้เจริญรุ่งเรื่องเสียที

แต่ เอ......ชินวัตรเพิ่งมีบทบาทมาไม่เกินสิบปี แล้วที่ฉิบหายมาตั้งหลายสิบปี นี่เพราะอะไรเอ่ย?[/color]

doctor J wrote:คุณเทพมนตรี

[quote=doctor J]คุณเทพมนตรี ลิมปพยอมเขียนว่า"[i]ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เขาเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย[/i]"

[color=red]ทำให้ผมสงสัยตะหงิดขึ้นมาทันที แต่เนื่องด้วยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย จึงอยากขอความเห็นของนักกฏหมายเสียหน่อยครับว่า MOU 2543 ซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่ปี2543 นั้นจำเป็นจะต้องเอามาผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยหรือครับ? รธน.50 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปได้เป็นสิบปี? ฟังดูเหมือนการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยยังไงก็ไม่รู้ หรือว่ามีแนวคิดในการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเหมือนกัน? ว่างๆ ก็ออกกฏหมายว่าคนที่นามสกุลชินวัตรทั้งหมดไม่มีคุณสมบัติเป็นคนไทยได้ จะได้"ล้างทั้งโคตร"ทีเดียวด้วยกฏหมายข้อเดียว ประเทศตอแหลสารขัณฑ์แห่งนี้จะได้เจริญรุ่งเรื่องเสียที

แต่ เอ......ชินวัตรเพิ่งมีบทบาทมาไม่เกินสิบปี แล้วที่ฉิบหายมาตั้งหลายสิบปี นี่เพราะอะไรเอ่ย?[/color][/quote]

doctor J ไม่คิดจะเขียนบทความบ้างหรือครับ

ผมเห็นความเห็นของคุณ doctor J คมทุกความเห็นเลยว่ะ

ขำแต่ตอนเทพพนมไปออกรายการทีวี

ขำแต่ตอนเทพพนมไปออกรายการทีวีไทย(ช่วงประมาณ4-5ทุ่ม)
เมื่อหลายวันมาแล้ว
คำถามสุดท้ายที่พิธีกรชายถามนั้น
แม้ฟังดูเป็นคำถามธรรมดา
แต่ทำเอาเทพพนมตอบไม่ได้
เขาถามว่า
แล้วสุดท้ายเราจะทำอย่างไร
จะรบกันหรือ

เทพพนมอวดรู้ว่าศึกษาประวัติศาสตร์มามากมาย
แต่การรู้ประวัติศาสตร์แล้วครั่งชาติเป็นเรื่องน่ากลัว
เพราะประวัติศาสตร์มีใว้ศึกษาและจำเป็นบทเรียน
เราสามารถรู้ประวัติศาสตร์เพื่อไม่ทำผิดซำ้ำซ้อน
นั่นคือวิถีของคนฉลาด
ดร.ผู้หญิงที่ร่วมรายการท่านพยายามชี้ทางสว่างว่าแทนที่เราจะไปทะเลาะกัน
ทำไมไม่ร่วมกันหาผลประโยชน์ร่วมกัน

เศร้าใจกับพวกคลั่งชาติกับสถาบัน
เพราะพอเอ่ยคำนี้ขึ้นมาที่ไร
หน้ามืดตามัวโดยไร้สติทุกที
น่าสงสารวะ

ทอนกิด

[quote=ทอนกิด]ขำแต่ตอนเทพพนมไปออกรายการทีวีไทย(ช่วงประมาณ4-5ทุ่ม)
เมื่อหลายวันมาแล้ว
คำถามสุดท้ายที่พิธีกรชายถามนั้น
แม้ฟังดูเป็นคำถามธรรมดา
แต่ทำเอาเทพพนมตอบไม่ได้
เขาถามว่า
แล้วสุดท้ายเราจะทำอย่างไร
จะรบกันหรือ

เทพพนมอวดรู้ว่าศึกษาประวัติศาสตร์มามากมาย
แต่การรู้ประวัติศาสตร์แล้วครั่งชาติเป็นเรื่องน่ากลัว
เพราะประวัติศาสตร์มีใว้ศึกษาและจำเป็นบทเรียน
เราสามารถรู้ประวัติศาสตร์เพื่อไม่ทำผิดซำ้ำซ้อน
นั่นคือวิถีของคนฉลาด
ดร.ผู้หญิงที่ร่วมรายการท่านพยายามชี้ทางสว่างว่าแทนที่เราจะไปทะเลาะกัน
ทำไมไม่ร่วมกันหาผลประโยชน์ร่วมกัน

เศร้าใจกับพวกคลั่งชาติกับสถาบัน
เพราะพอเอ่ยคำนี้ขึ้นมาที่ไร
หน้ามืดตามัวโดยไร้สติทุกที
น่าสงสารวะ[/quote]

ขอแก้ไขชื่อผมเรียกว่าเทพพนมทุกทีเลยติดปาก

ที่ถูกคือเทพมนตรี

ต้องขอโทษด้วยไม่ตั้งใจจริงๆ(ฮา)

คนดี wrote:doctor J

[quote=คนดี][quote=doctor J]คุณเทพมนตรี ลิมปพยอมเขียนว่า"[i]ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เขาเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย[/i]"

[color=red]ทำให้ผมสงสัยตะหงิดขึ้นมาทันที แต่เนื่องด้วยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย จึงอยากขอความเห็นของนักกฏหมายเสียหน่อยครับว่า MOU 2543 ซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่ปี2543 นั้นจำเป็นจะต้องเอามาผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยหรือครับ? รธน.50 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปได้เป็นสิบปี? ฟังดูเหมือนการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยยังไงก็ไม่รู้ หรือว่ามีแนวคิดในการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเหมือนกัน? ว่างๆ ก็ออกกฏหมายว่าคนที่นามสกุลชินวัตรทั้งหมดไม่มีคุณสมบัติเป็นคนไทยได้ จะได้"ล้างทั้งโคตร"ทีเดียวด้วยกฏหมายข้อเดียว ประเทศตอแหลสารขัณฑ์แห่งนี้จะได้เจริญรุ่งเรื่องเสียที

แต่ เอ......ชินวัตรเพิ่งมีบทบาทมาไม่เกินสิบปี แล้วที่ฉิบหายมาตั้งหลายสิบปี นี่เพราะอะไรเอ่ย?[/color][/quote]

doctor J ไม่คิดจะเขียนบทความบ้างหรือครับ

ผมเห็นความเห็นของคุณ doctor J คมทุกความเห็นเลยว่ะ[/quote]

http://www.nitiramuthai.com/picture/news/SG0592.doc

ดอกเตอร์เจ ไปอ่านหาความรู้เอาเองนะครับ ประมาณหน้า๑๔ เป็นต้นไป...ที่จริงม.๑๙๐นั้นมีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ๔๐ด้วย ในม.๒๒๔ แถวๆนั้น เพียงแต่นักการเมืองยุคนั้นแลร้งทำเป็นไม่เห็น และใช้อำนาจบริหารกันไม่บันยะบันยังในการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ตีความ ความหมายของสนธิสัญญา และสัญญาต่างๆ นักการเมืองเลยเลี่ยงบาลีไปได้เรื่อย

บัดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว สัญญาสนธิสัญญาใดๆที่จะมีผลบังคับใช้ต้อไปก็ต้องนำมาผ่านสภา ไม่งั้นก็ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ๕๐ที่บังคับใช้อยู่...MOUจะเซ็นกันปีไหน หากจะให้มีผลบังคับใช้ก็ต้องผ่านสภารับรอง แลรัฐบาลต้องลงสัตยาบันอีกครั้ง

รัฐธรรมนูญสหรัฐก็มีมาตรการสนธิสัญญาสำคัญผ่านสภานี้เช่นกัน แม้ว่าจะใช้ระบอบประธานาธิบดี...FTAกับอเมริกาทุกฉบับทุกประเทศ ต้องผ่านสภาอเมริกาด้วย มันถึงช้าสาหัสและทุกประเทศต้องยอมค้าขายเสียเปรียบอเมริกาทุกครั้งไป......

อันนี้มาอีกล่ะ?(วีระพงษ์)

อันนี้มาอีกล่ะ?(วีระพงษ์) มั่วมาอีกล่ะ? ผมขอเสริมคุณ เทพมนตรี ที่มีคนยกมากรณี ที่อ้างเอกสารแนบท้าย ว่าคือส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา(อันนี้คือกรณีใหม่ที่ยังไม่เคยได้พูดกันในนี้)

คือเรื่องนี้คุณวีรพงษ์ จับแพะสมัย1904 (สนธิสัญญา)มาชนแกะ2505 (เอกสารแนบท้ายคำฟ้อง) สองกรณีนี้ต่างกันทั้งเวลา,และเนื้อหา จนถึงเจตนา ระหว่าง"เอกสารแนบท้ายสนธิสัญญา"(เท่ากลับเปลี่ยนแปลงสาระในเนื้อหาใหม่) กับเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง(ที่อาจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงหักล้างขัดแย้งกันเองก็ได้)

สองอย่างนี้ต้องแยกแยะให้ชัดเจนอย่างจับแพะมาชนแกะข้าม เวลานั้นยิ่งตอกย้ำว่ามั่วได้สนิทศิษย์ส่ายหน้ามาก เพราะสิ่งที่คุณวีรพงษพยายามอธิบายหรือกล่าวถึง ว่าคือเอกสารแนบท้ายสนธิสัญญานั้น?

ตัวตนมันจริงๆแค่เอกสารแนบท้ายคำฟ้อง เพราะ สาระในเนื้อหามันยังขัดแย้งกันอยู่ นั้นคือในสนธิสัญญา ยังไม่ได้แก้ไขยกเลิก หรือยกเว้นกรณีพื้นที่ตรงนั้นยกเลิกไม่ถือหลักสันปันน้ำนั้นคือการแก้ไขแบบหลัก(สนธิสัญญา) ให้ถูกต้องกับแบบขยาย(เฉพาะที่จะต้องยกเว้นตรงนั้นคือแผนที่ที่ไม่ยึดสันปันน้ำ)

แต่ เนื้อหาของสนธิสัญญากับผลผลิตที่ทำออกมาตามสนธิสัญญามันขัดแย้งกัน เท่ากับมันหักล้างสิ่งที่ทำ มันผิดแบบหลักอันแรกไปแล้ว(แผนที่นั้นจะต้องเป็นผลงานผิดแบบหรือเจตนาทุจจริตในสนธิสัญญา) คือจริงๆศาลจะต้อง ตรวจสอบสองสิ่งที่ขัดแย้งกันตรงนี้มากกว่า

ซึ่งเราก็แย้งแล้วไม่ใช่ไม่แย้ง(ตามหลักฐานในเนื้อหาว่าเราไม่เคยยอมรับอย่างเป็นทางการแม้พฤติกรรมจะคล้ายๆว่ายอมรับ) แต่ถ้ายอมรับจริงๆต้องลงนามแก้ไขใหม่จึงจะมีผลว่าเรายอมรับเชิงนิตินัยด้วย?ไม่ใช่แค่พฤตินัย(ที่ใครไปยกๆมานั้รนล่ะ)ก็ถือว่าใช่แล้ว?

ดังนั้นสภาพที่แท้จริงของแผนที่แนบท้ายนี้จึงเป็นแค่"แผนที่แนบท้ายคำฟ้อง"ไม่ใช่"แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา"

เพราะสาระต่างกันตรงที่ ถ้าสภาพเป็น แผนที่แนบท้ายในสนธิสัญญา ต้องมีการลงนามแก้ไขสนธิสัญญาใหม่ให้เข้ากับกรณียกเว้นนี้ด้วย?

แต่มันกลับไปในทำนองว่าเรายอมรับเชิงพฤตินัยแล้ว เช่นเอาไปใช้พิมพ์แพร่หลายจนถึงอ้างอิงมาตลอด มันก็จะแค่กรณี เรายอมรับให้มีรั่วชั่วคราว?(แม้เราจะเข้าใจหรือเจตนาจริงๆคือรั่วถาวร) แต่เจตนาคนเขียนพินัยกรรม และสาระในพินัยกรรมที่บังคับต้องเป็นหลัก ไม่ใช่พฤติกรรมของคนได้รับ

มันก็จะเหมือนการรับงานผิดแบบมาคนพิสูจน์ความถูกต้องจริงๆ คืองานของเขตพื้นที่(JBC) ไม่ใช่เจ้าของบ้านเพราะการต่อเติมบ้านผิดแบบบางทีเจ้าของบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำ? จนกว่าเขต(JBC) จะมาชี้ชัดว่าถูกต้องคืออะไร? ศาลจึงจะมีหน้าที่สั่งบังคับคดีให้เป็นของใครหรือสั่งรื้อได้ไม่ใช่มั่วมาเขียนพินัยกรรมขึ้นมาใหม่จากผลงานศาลพระภูมิโรคชุดนั้น

ดังนั้นกรณีแบบนี้พฤติกรรมหรือพฤตินัยจึงไม่น่าจะมีผลเชิงนิตินัย นั้นคือ พฤติกรรมยอมรับ แต่ยังไม่ได้ลงนามแก้ไข? แต่มีอะไรที่เป็นผลงานทางชายแดนอันใหม่มาแล้วเรารับทราบแต่ถ้าจะให้มีผลทางกฏหมายในการเปลี่ยนแปลงสาระนั้น? จะต้องลงนามแก้ไขในสนธิสัญญาด้วย จึงจะเป็นเอกสารแนบท้ายสนธิสัญญาที่ถูกต้องครับ?

แต่สิ่งที่คุณวีรพงษ์พยายามชี้ มันแค่เอกสาร แนบคำฟ้องแค่นั้นครับ เพราะสิ่งสนับสนุน คือคำวินิจฉัยศาลก็บอกแล้วว่าตรงนั้นไม่ใช่ผลงานร่วมทางชายแดนนั้นคือข้อมูลสนับสนุนว่า เอกสารนั้นแค่แนบท้ายคำฟ้องครับ?ไม่ใช่แนบท้ายสนธิสัญญาครับอย่ามั่วสนิท ศิษญ์ส่ายหน้า จับแพะเอกสารแนบท้ายคำฟ้องปี2505 มาชนแกะข้ามเวลามามั่วสนธิสัญญาปี1904 โอ้มั่วได้สนิทศิษย์ ส่ายหน้าครับ???

ขอบคุณคุณบางกอกครับ

[color=red]ขอบคุณคุณบางกอกครับ ที่ช่วยให้ข้อมูลเรื่องรัฐธรรมนูญ 40

มาตรา 224 แห่งรธน. 40 ระบุว่า "[i]พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา[/i]"

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่ระบุในรธน.40 ม 224 นั้นใกล้เคียงกับ ม 190 ของรธน.50 ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคำตัดสินของศาลรธน.ในคดีของคุณนภดล ซึ่งศาลได้ขยายความของเนื้อหาที่รธน.ระบุว่า" [i]หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ [/i]" เป็น "[i]หนังสือสัญญาใดอัน[b]อาจจะ[/b]มีบทเปลี่ยนแปลงฯ.....[/i]" ดังที่ระบุในคำวินิจฉัยคดีนั้น ซึ่งเป็นการตีความกว้างขวางกว่าที่กฏหมายระบุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ศาลรธน.กำลังเขียนกฏหมายรธน.เพิ่มเติมใหม่ด้วยตัวเองก็ได้

ถ้าหากจะตีความตามที่รธน.ระบุ การเซ็นMOUกับเขมร"ยัง"ไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต....." ย่อมไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา แต่ถ้าหากรัฐบาลเจรจากับเขมรจนได้ข้อสรุปถึงการขีดเส้นพรมแดนเป็นที่สิ้นสุดแล้ว การจะลงนามในข้อตกลงเส้นพรมแดนจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา

คำตัดสินของศาลรธน.มีผลผูกพันมากมาย จะเห็นได้ว่าสร้างปัญหาต่อการปฏิบัติมากมายตามมา จนมีคนคิดจะแก้ไขมาตรา 190นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นับเป็นผลงานระดับอภิมหาอำมหิต เอ๊ย อมตะนิรันดร์กาลของตุลาการภิวัฒน์จริงๆ คนที่ชี้นิ้วสั่งควรจะภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

[b]ประเทศไทยนี่uniqueจริงๆ ไม่เหมือนใครในโลก และ ไม่มีใครในโลกอยากจะเหมือนด้วยครับ แฮ่ๆ[/b][/color]

doctor J wrote:ขอบพระคุณ

[quote=doctor J][b][color=red]ขอบพระคุณ คุณวีระพงษ์ที่ช่วยเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้พวกเรา"ตาสว่าง"ขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ก็ต้องขอแสดงความเป็นห่วงไว้ล่วงหน้า เพราะประเดี๋ยวก็คงมีพันธมิตรคลั่งชาติเข้ามารุมด่าว่าคุณวีระพงษ์เสียๆหายๆ เป็นพวกคนขายชาติบ้าง, เป็นคนไทยใจเขมรบ้าง, รับจ้างไอ้หน้าเหลี่ยมมาเขียนบ้าง ฯลฯ คุณวีระพงษ์คงทำใจไว้แล้วจึงกล้าเขียนบทความอย่างนี้

ผมเชื่อว่าคนไทยอีกไม่น้อยที่ต่อมเหตุผลยังทำงานอยู่ น่าจะเข้าใจและเห็นด้วยในสิ่งที่คุณวีระพงษ์กล่าว ได้แต่ภาวนาให้"เชื้อคลั่ง"ของหลวงวิจิตรวาทการหลงเหลือไม่มากนัก ไม่อย่างนั้น....ซวยหนัก....ทั้งไทยทั้งเขมร[/color][/b][/quote]

Yes!! เขาเรียกว่าพวก Make a scene แม่นบ่
คือกลบเกลื่อนความชั่วของตัวเองที่ฆ่าคนที่ราชประสงค์ไปแหมบ ๆ
กระแสบอลโลกเงียบแล้ว ต้องสร้างกระแสต่อ
แบกแยกแล้วปกครอง เหมียนเดิม!!

คน wrote:น้ำลัด wrote:คน

[quote=คน][quote=น้ำลัด][quote=คน]...ถ้าไม่แบ่งตามสันปันน้ำก็รบกัน ไม่ต้องไปสนใจชาติไหนทั้งสิ้น...[/quote]

ตกลงคุณคนจะไปรบด้วยไหมครับ ผมจะขับรถไปส่งแถวๆผามออีแดงให้
ผมจะไปส่งเฉยๆนะ ไม่รบด้วย แต่จะขายชาติไปพร้อมๆกับคุณนั่นแหละ...ไม่รู้จะได้จั๊กบาท

...กลัวอย่างเดียว...กลัวเขมรไม่ซื้อ...[/quote]

ถ้าให้ผมไปรบได้เลยสบายมากผมอายุ 45 ยังไหว และที่สำคัญผมเคยเป็นอดีตทหารรับจ้างคุ้มกันก่อสร้างเส้นทาง เคยรบกับคอมมิวนิตส์มาก่อน ผ่านสมรภูมิมาแล้ว เอาปืนมาซิครับ รบได้ทุกรูปแบบแหละ ถ้าไม่แน่จริงตายตามเพื่อนไปนานแล้ว ผมจะคลั่งชาติใครจะทำไม ชาติตัวเอง เผ่าพันธ์ตัวเอง ไม่รัก แล้วจะเกิดมาในแผ่นดินนี้ ที่คนรุ่นก่อนรักษาไว้ได้ไง ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมยอมรับว่าเป็นคนหัวรุนแรงมาก แม้แต่ชีวิตผมก็ยอมสละได้ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้นแหละ ประเทศชาติจะอยู่ได้ไม่สูญสลายไปเหมือน มอญ ว้า ไทยใหญ่ ก็เพราะมีคนแบบพวกผมนี่แหละ ชีวิตคนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ถ้ามัวแต่รักตัวกลัวตาย ภายภาคหน้าลูกหลานอนุชนรุ่นหลังจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ ใจผมเกินร้อยอยู่แล้ว ดีกว่าไอ้พวกผู้ก่อการร้ายที่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองก็แล้วกันครับ[/quote]

พวกมองความจริงครึ่งเดียวมาอีกแล้ว ไม่น่าเชื่ออายุไม่ห่างจากผมสักเท่าไหร่ แต่คิดได้แค่นี้ คงติดมาจากอาชีพ รบ ๆ ๆ อย่างเดียว แต่ไม่ได้ค้นข้อมูลให้ดี
ก่อนรบ ค้นข้อมูลให้ "รอบด้าน" นะครับ เป็นห่วง ยังอยู่ได้อีกนาน อย่าไปพาดพิงวาทกรรมผู่ก่อการร้ายเขาเลย มันคนละเรื่อง เรื่องนั้นก็ต้องรอบด้านเช่น
Is that okay for you?!

นักประวัติศาสตร์กลวง ๆ น่ะสิ

นักประวัติศาสตร์กลวง ๆ น่ะสิ [quote=คนดี][quote=doctor J]คุณเทพมนตรี ลิมปพยอมเขียนว่า"[i]ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เขาเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย[/i]"

[color=red]ทำให้ผมสงสัยตะหงิดขึ้นมาทันที แต่เนื่องด้วยไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฏหมาย จึงอยากขอความเห็นของนักกฏหมายเสียหน่อยครับว่า MOU 2543 ซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่ปี2543 นั้นจำเป็นจะต้องเอามาผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยหรือครับ? รธน.50 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปได้เป็นสิบปี? ฟังดูเหมือนการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยยังไงก็ไม่รู้ หรือว่ามีแนวคิดในการบังคับใช้กฏหมายย้อนหลังเหมือนกัน? ว่างๆ ก็ออกกฏหมายว่าคนที่นามสกุลชินวัตรทั้งหมดไม่มีคุณสมบัติเป็นคนไทยได้ จะได้"ล้างทั้งโคตร"ทีเดียวด้วยกฏหมายข้อเดียว ประเทศตอแหลสารขัณฑ์แห่งนี้จะได้เจริญรุ่งเรื่องเสียที

แต่ เอ......ชินวัตรเพิ่งมีบทบาทมาไม่เกินสิบปี แล้วที่ฉิบหายมาตั้งหลายสิบปี นี่เพราะอะไรเอ่ย?[/color][/quote]

doctor J ไม่คิดจะเขียนบทความบ้างหรือครับ

ผมเห็นความเห็นของคุณ doctor J คมทุกความเห็นเลยว่ะ[/quote]

พณฯโกเต็ก พณฯ ลอง

พณฯโกเต็ก พณฯ ลอง รีบจัดไปเลยให้ มาร์คสั่งระดมพวกเสื้อเหลืองคลั่งทั้งหลายและให้นาย คน นายโกเต็ก หัวเกียนลอง และสาวก สื่อเน่าทั้งหลายที่อ้างรักคลั่งชาติสุดชีวิตจิตใจสละชีพอย่างที่คุยสักที อย่าลืมพาแม่ยกหางเหลืองไปให้กำลังใจ..อยากเห็น จินๆ ฮา

ให้ไปรวมตัวกันแถวชายแดนเขมร มาร์ค-เทือก ศูนย์อำนวยการความฉิบหาย จะนำทัพไปเองก็สุดยอดจัดเป็นสงครามเก้าทัพสิบทัพก็ปรึกษากันให้ดีเอาให้แน่ๆ เสร็จก็แจกอาวุธยุทธปัจจัยให้เต็มที่จัดไปเลย(ให้การ์ดเหลืองเป็นหน่วยหัวหมู่ทะลวงฟัน ฟังเสียงคุยน้ำลายแตกฟองจนบูดๆในทีวีหรือในเว็บหลายรอบจนเลื่ยนนน... ขอของจริงสักรอบได้ไหม??? ฮาฮา)ลุยกับเขมรให้เต็มที่ ถ้าไม่ชนะห้ามกลับมาฝั่งไทยอีก ถ้าวิ่งหางจุกตูดกลับมาเหมือนคราวที่แล้วให้ยิงทิ้งได้ งานนี้สนุกแน่ ฮาฮา

ประเทศไทยจะได้สงบซะที เละเทะมาก็หลายปีแล้วตั้งแต่ฝูงกระบือเหลืองเริ่งกร่าง มั่มันได้ทุกเรื่อง ฮา (ให้ไปคลั่งต่อในนรก) อิอิ

จะกล้าจริงไหม??? นาย คน ตีกินมุกเก่าๆ แค่ทหารเล็บกุดหางด้วนรักชาติ(จนน้ำลายไหล)หลายรอบซ้ำซาก มีแต่เสียงเห่าไม่กัดจริงสักที ฮาฮา.

....ไม่ง่ายเหมือน ฆ่าคนไทยคนเสื้อแดงมือเปล่าๆแถวราชประสงค์แล้วยัดข้อหาหรอก นะ...

...ประเทศไทยจะได้สงบซะที

...ประเทศไทยจะได้สงบซะที เละเทะมาก็หลายปีแล้วตั้งแต่ฝูงกระบือเหลืองเริ่งกร่าง มั่วมันได้ทุกเรื่อง ฮา (ให้ไปคลั่งต่อในนรก) อิอิ

ทอนกิด

[quote=ทอนกิด]
เทพพนมอวดรู้ว่าศึกษาประวัติศาสตร์มามากมาย
แต่การรู้ประวัติศาสตร์แล้วครั่งชาติเป็นเรื่องน่ากลัว
เพราะประวัติศาสตร์มีใว้ศึกษาและจำเป็นบทเรียน
เราสามารถรู้ประวัติศาสตร์เพื่อไม่ทำผิดซำ้ำซ้อน
นั่นคือวิถีของคนฉลาด
ดร.ผู้หญิงที่ร่วมรายการท่านพยายามชี้ทางสว่างว่าแทนที่เราจะไปทะเลาะกัน
ทำไมไม่ร่วมกันหาผลประโยชน์ร่วมกัน
[/quote]

ถ้าเทพมนตรีและคณะ พธม. ไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต
ก็ให้ลองเรียนรู้ จากการทำซ้ำ

ขอตอบบทวิเคราะห์นี้ด้วยการเอา

ขอตอบบทวิเคราะห์นี้ด้วยการเอาคอมเม้นท์เดิม(ของคุณ"ศุภลักษณ์"ที่ให้ไว้ยกมาให้อ่านแล้วกัน เพราะเนื้อหา เดียวกัน ไม่อยากอธิบายซ้ำๆบ่อยๆ แต่เพราะต้องการทำความเข้าใจให้รอบด้านหลากหลายกว่านั้นตามนี้

http://www.prachatai3.info/node/30721/talk#comment-325192

ไม่เข้าใจว่ากลุ่มรักชาติรักชา

ไม่เข้าใจว่ากลุ่มรักชาติรักชาติยังไงตรงไหนเห็นแต่ปลุกปั่นสร้างความแตกแยกและอันธพาลไปทั่วในนอกประเทศ เป้นพวกอยู่ในชุดรับจ้างทำลายประเทศโดยกุศโลบายแบบนี้หรือเปล่า ขอพวกเราคนไทยทั้งหลายอ่านให้ออกตามให้ทันวิเคราะห์ให้เป็นหาต้นตอให้เจอว่ากลุ่มบงการวางยุทธศาสตร์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไรจะได้วิเคราะห์ได้ถูกต้องถึงจุดประสงค์และจุดหมายปลายทาง

บางกอก

[quote=บางกอก]เรื่องปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องในอดีตที่วีระพงศ์อธิบายได้ชอบแล้ว คดีเป็นอย่างไร คนในพรรครัฐบาลเขาทราบดี โดยเฉพาะสายตรงท่านเสนีย์ในพรรคปชป.

ส่วนเรื่อง มรดกโลก นั้นเป็นเรื่องในอนาคต แต่หากพื้นที่รอบตัวปราสาทไม่เคลียร์กันให้ชัดเจน ด้วยการเจรจาระดับทวิภาคี และการทำงานร่วมกันในคณะกรรมการปักปันชายแดน ที่จะเกิดขึ้นใน..อนาสค..อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกพระวิหาร ไม่มีวันจัดตั้งขึ้นมาได้...

รัฐบาลทั้งไทยและเขมรนั้น ในปัจจุบันต่างมีแอกซึ่งเป็นอุดมคติชาตินิยมแบกอยู่บนบ่าด้วยกันทั้งสองฝ่าย การจัดการทำความเข้าใจกับคนในชาติตัวเองส่วนหนึ่งที่มีแนวโน้มชาตินิยมระดับคลั่งชาตินั้น ยากเย็นเหลือเข็ญ กว่าการที่นักการเมืองและข้าราชการทั้งสองฝ่ายจะมานั่งเจรจากันบนโต๊ะประชุมทวิภาคีอีกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพร้อมที่จะชูประเด็นขายชาติเป็นข้อได้เปรียบในการเมืองภายในประเทศ.....

ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า เรื่องมรดกโลกนี้ ไทยไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรืออะไรนัก เขมรเองฮุนเซนก็กลัวข้อหาขายชาติซ้ำซ้อน จะยอมให้ไทยจดทะเบียนร่วมด้วยในปัจจุบันนี้คงไม่ฉลาดนัก...

ทั้งสองฝ่ายก็อุบอิบกันแล้วก็แขวนเรื่องคาไว้อย่างนี้ก็ดีแล้ว ตราบใดรัฐสภาและรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจทำความตกลงเรื่องพื้นที่บริเวณมรดกโลกกันได้

ผมไม่เชื่อว่า ยูเนสโก้จะกล้าให้เขมรจดทะเบียนฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมีรัฐอื่นหนุนกันอย่างไร...

เขมรมันไม่อุบอิบด้วย แค่เราไม่ยอมให้จด เขมรก็ทำอะไรไม่ได้.....

ส่วนอธิปไตยในพื้นที่ทับซ้อนส่วนอื่นๆทั้งทางบกทางทะเล ก็แบ่งแยกประเด็นไปเจรจากันเป็นเรื่องๆไป โดยเอาผลประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคตเข้าว่า อย่าติดประวัติศาสตร์กันเกินไป....ไม่ได้ฟ้องร้องกัน แต่ไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ร่วมกัน.........[/quote]

คุณบางกอกแสดงความเห็นได้เข้าทีเหมือนแม่ยกอภิสิทธิ์จริงๆ นับถือครับนับถือ

แต่! เอ๊? ผมจำได้คลับคล้าคลับคลาว่านายมาร์กตอนเป็นฝ่ายค้านพูดว่าต้องดึงแผนที่ออกจากกรอบการเจรจา (พูดเสร็จทำหน้าขึงขังใส่นภเหล่ แบบ.. แบ็บ.. เอ้อ.. แบ็บว่า เท่ห์จี๊งงงงง)

แต่พอเป็นรัฐบาลกะเขามั่ง! ทำไมกอด MOU ซะแน่นอย่างนี้ก็ไม่รู้ววววววว?

หรือเป็นเพราะว่าตอนเป็นฝ่ายค้านอภิสิทธิ์แกไม่รู้ว่า พธม. มีข้อมูล MOU 43 อยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ยังไม่เอาออกมาใช้เท่านั้น ก็เลยลืมตัวใส่ซะเต็มที่ แล้วมันแกก็คงไม่มีญาณวิเศษที่จะรู้ด้วยว่า เรื่อง MOU 43 นี้มีอยู่ ซึ่งวันหนึ่งมันจะเหมือนมุมเบอแรงกลับมาตีหน้าหล่อๆ เสียหายโม๊ดดดดดด อิอิอิ

เห็นหลายๆ คห.

เห็นหลายๆ คห. ทำทีทำท่าเหมือนเป็นผู้ทรงภูมิอมภูมิกันเสียเหลือเกิน

บางตัวก็ว่า พธม. กระหายสงคราม

บางตัวก็ว่า พธม. คลั่งชาติ

บางตัวก็ว่า พธม. ขาดสติ

แต่ทุกตัว เอ๊ย! ทุกท่าน ต่างลืมมองกำพืดตัวเองนะว่านั่งอยู่ฝั่งตะวันตกเทือกเขาดงรัก (Dangrek) ไม่ได้นั่งอยู่หลังปราสาท นครธม

(พูดแค่นี้ไม่รู้พวกมัน เอ๊ย! พวกท่านๆ จะเก็ทกันมะนี่น้อ อิอิอิ)

doctor J

[quote=doctor J][color=red]ขอบคุณคุณบางกอกครับ ที่ช่วยให้ข้อมูลเรื่องรัฐธรรมนูญ 40

มาตรา 224 แห่งรธน. 40 ระบุว่า "[i]พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา[/i]"

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่ระบุในรธน.40 ม 224 นั้นใกล้เคียงกับ ม 190 ของรธน.50 ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคำตัดสินของศาลรธน.ในคดีของคุณนภดล ซึ่งศาลได้ขยายความของเนื้อหาที่รธน.ระบุว่า" [i]หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ [/i]" เป็น "[i]หนังสือสัญญาใดอัน[b]อาจจะ[/b]มีบทเปลี่ยนแปลงฯ.....[/i]" ดังที่ระบุในคำวินิจฉัยคดีนั้น ซึ่งเป็นการตีความกว้างขวางกว่าที่กฏหมายระบุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ศาลรธน.กำลังเขียนกฏหมายรธน.เพิ่มเติมใหม่ด้วยตัวเองก็ได้

ถ้าหากจะตีความตามที่รธน.ระบุ การเซ็นMOUกับเขมร"ยัง"ไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต....." ย่อมไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา แต่ถ้าหากรัฐบาลเจรจากับเขมรจนได้ข้อสรุปถึงการขีดเส้นพรมแดนเป็นที่สิ้นสุดแล้ว การจะลงนามในข้อตกลงเส้นพรมแดนจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา

คำตัดสินของศาลรธน.มีผลผูกพันมากมาย จะเห็นได้ว่าสร้างปัญหาต่อการปฏิบัติมากมายตามมา จนมีคนคิดจะแก้ไขมาตรา 190นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นับเป็นผลงานระดับอภิมหาอำมหิต เอ๊ย อมตะนิรันดร์กาลของตุลาการภิวัฒน์จริงๆ คนที่ชี้นิ้วสั่งควรจะภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

[b]ประเทศไทยนี่uniqueจริงๆ ไม่เหมือนใครในโลก และ ไม่มีใครในโลกอยากจะเหมือนด้วยครับ แฮ่ๆ[/b][/color][/quote]

[quote=I Pad][color=blue]แหม! มาช้าไปหน่อย โดนคุณบางกอกตัดหน้าไปซะแล้ว!!!

แต่ไม่เป็นไร หนังนังด๊อก ใครถลกก็ได้เหมือนกัน ฮิฮิฮิ ดังนั้นจึงขอโพสต์ด้วยสีน้ำเงินให้เครดิตคุณบางกอกละกัน อิอิอิ

ส่วนที่นังด๊อกพอโดนลอกหนัง (คราวนี้โดยคุณบางกอก ฮิฮิฮิ ฮ่าฮ่าฮ่า เสื่อมราคา ผู้สูงส่ง@ประชาไท.com อีหลี!!!) แล้วมาทำเนียนเกรียนต่อไปแบบหนังหน้าไม่สะเทือน อันนี้เป็นลีลาประจำของ ผู้สูงส่ง@ประชาไท.com ที่ไม่ว่าผิวจะลอกกี่ครั้ง หนังกำพร้าจะถลอกกี่หน ก็ต้องจำทนต้องเดินคอระหงรักษา 'มาด' เน๊า เน่า เอาไว้ (ฮา)

เอ้า ชูคอเข้านังด๊อก I Pad จะคอยเชียร์

และเพื่อเพิ่มสีสันขอทำ PR ลักษณะประจำตัวของเอ็งแถมท้ายให้น้า!!!!!!!!

อิอิอิ

แต่ขอเปลี่ยนโลโก้ใหม่ละกัน โลโก้เก่าใช้นานละ เบื่อละ เอาอันนี้ดีก่านิ

1. ดีอก J คือผู้บัญญัติว่า ตุลาการภิวัฒน์ คือ การที่ศาลในประเทศพัฒนาทำหน้าที่ปกป้อง สิทธืมนุษยชน ชนกลุ่มน้อย สายลม แสงแดด ไลเคนบนยอดเอเวอเรสต์ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ มั่วนิ่ม

2. ด๊อก J อ้างเอาแบบแข็งขันว่าคดีเขาพระวิหาร (ถึงขนาดเขียนว่า Fact นำหน้าข้อเขียนของตัวเอง ซะงั้น!) เขมรไม่ได้มีคำขอให้พิจารณาอาณาเขตและแผนที่ Annex 1 ศาลจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องอาณาเขตและแผนที่ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ มั่วนิ่ม

3. อันนี้ล่าสุด (แต่เป็นผลงานของคุณ บางกอก จึงขอปรบมือเป็นเครดิตให้ แปะแปะแปะ วี๊ดวิ๊ว!!!! อิอิอิ) กรณี MOU 43 ที่เข้าข่ายจะเป็นโมฆียะ แต่นังด๊อก J เถียงฉอดๆ ว่า จะเป็นโมฆียะได้งัย! เซ็นต์ตั้งแต่ ปี 43 จะมาเข้าข่ายโมฆียะเพราะ รธน. 50 ม. 190 (2) (นี่ใส่วงเล็บให้ด้วยนะ เด๋วจะว่า I Pad เอาแต่ตีกิน) ได้งั๊ย!!!! (พร้อมออกอาการวี๊ดว้ายแบบตัวอิจฉา ช่องเจ็ดสี ทีวีเพื่อคู๊ณณณณ) ตกลง ด๊อก J ออกลูกวี๊ดว๊ายยยย ตายห่า ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ มั่วนิ่ม เพราะที่แท้จริง MOU 43 อยู่ภายใต้กรอบทาง กม. ของ รธน. 40 ม. 224 ครับ อิอิอิ

ปล. หวังว่าบางกอกคงไม่ติดใจทีผมขอร่วมแจมลอกหนังน้องด๊อก J ด้วยโค๊นนนนน

ปล. 1 นี่แสดงว่าอีนังด๊อก J มันเคยไม่อ่าน คห. ให้จบ เพราะผมเคยแสดง คห.แนวประเด็นนี้โต้ตอบกัยมันมาหลายหน ซึ่งถ้ามันยอมอ่าน คห. โดยเฉพาะอย่างยิ่งของศัตรูทางความคิดด้วยแล้ว สภาพหนังของเธอก็คงไม่ลอกหลุดซ้ำซากอย่างนี้ กร๊ากกกกกกก

ปล. 2 แล้วนี่ก็คือหลักฐานยืนยันว่าพวก ประชาไท@ล้มเจ้า หรือ @ทักษิณ ก็เหมือนๆ นปช. ทั่วๆ ไป คือรู้น้อยแต่อยากโชว์ อ่านน้อยแล้วผลีผลามตอบ และพออนุมานได้ว่าเป็นพวกไร้การศึกษาเอาแต่นั่งให้แกนนำล้างสมองของจริง (น่าอายนิ เพราะเห็นเอาแต่ด่า พธม. มาตลอด ดันเป็นซะเอง เวงกำ!) คุณภาพไม่ต่างกันจริงๆ นี่จึงยิ่งยืนยันว่า เครือข่ายทักษิณ เป็นขบวนการคุณภาพ (ฮา)

หมายเหตุ .- ยืนยันอีกที ได้ตอบ คห. กับน้องด๊อก J ชีวีรื่นรมณ์กว่าดูตลก ถาปัด' จุฬา เจงเจง[/b][/color][/quote]

I Pad wrote:[b]ส่วนกรณี ดร.

[quote=I Pad][b][color=pink]ส่วนกรณี ดร. วีรพงษ์ ผมยกให้ อ. เทพมนตรี ทำหน้าที่นั้นดีกว่า เพราะ อ. เทพมนตรีเขียนโต้ด๊อกโกร่งไว้แล้วใน Astv

และอย่าลืม อ. เทพฯ คือนักประวัติศาสตร์ ส่วน ด๊อกโกร่ง คือนัก ศศ. ถ้าเถียงเรื่อง 'เมื่อไม่มีพวกตะกวดกวนเมืองแล้ว อัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นเท่าไร?' ผมคงฟังด๊อกโกร่งละครับ แต่ถ้าเรื่อง เปรี๊ยะ วิเฮียร ผมขอเชื่อ อ. เทพ ดีกั่ว อิอิอิ

แล้วขอให้ปิดเป็นควมลับนะ ด๊อกโกร่ง เคยมาร่วม Symposium ที่ ศศ. มธ. บ้านเก่า I Pad เอง ตอนมาก็แหมระดับ ด๊อก แต่ดันมาตกท่อโดน อ. เกริกเกียรติ ถามเรื่อง GDP หรือ อะไรนี่แหละ แกตอบเป็น GNP เฉย คนนั่งอึ้งทั้งหอเล็ก ศศ. แต่ไม่กล้าแสดงออก นัยว่าให้เกียรติผู้อภิปราย แต่ อ. เกริกเกียรติ แกนิสัยนักวิชาการ แกเลยถามย้ำ " อ. ผมถาม GDP นะ" นายโกร่งก็ยังดันยืนยัน ใช่ผมตอบ "GDP คือแบบนี้แหละ" แล้วแกคงนึกได้ตอนนี้พอดี เลยรีบเสไปว่า "เอ้อ! จริงๆ ไม่ใช่ครับเมื่อกี๊ หมายถึง GNP ครับ" แต่ววววววว! อาการเหมือนด๊อก J เลยว่ะ อิฮิ อิฮิ

อ. เทพ ว่าไว้แบบนี้ เชิญทัศนา

"ผมต้องขอเห็นต่าง จาก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ได้เขียนบทความแสดงความเห็นไว้ในคอลัมภ์ “คนเดินตรอก” ตามที่ มติชนออนไลน์ ได้เขียนไว้เมื่อ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:42:22 น. (ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-18 สิงหาคม 2553 )จวกหัวข้อ "ดร.โกร่ง"คนเดินตรอก เขียนถึง"กรณีเขาพระวิหาร" ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี2505 ทำไมโอกาสไทยแพ้มากกว่าชนะ? กรณีเขาพระวิหาร ผมในฐานะผู้อ่านบทความนี้ขอแสดงความเห็นโดยขอใช้วิธีหยิบยกทีละย่อหน้าในบทความขึ้นมาตอบโต้ ดร.วีรพงษ์ ให้ได้ครบทุกๆ ประเด็นดังนี้

“เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส”

สิ่งที่ ดร.วีรพงษ์เข้าใจผิดคือ หัวหน้าคณะทนายความฝ่ายไทย ได้แก่หม่อมเจ้าวงศ์มหิป ชยางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ และฝ่ายกัมพูชามีนายตรวง กังสมาชิกองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะทนาย ดร.วีรพงษ์ก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลโลกโดยละเอียดจำสับสนแม้กระทั่งหัวหน้าคณะทนายความ ทนายความฝ่ายเราที่เป็นชาวสหรัฐอเมริกาคือ เจมส์ เนวินส์ไฮด์ ส่วนฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีทรูแมนและเนติบัณฑิตประจำศาลสูงสหรัฐอเมริกาเป็นทนายความของกัมพูชา ส่วนกรณีที่กล่าวว่าจอมพลสฤษดิ์ออกทีวีหลั่งน้ำตากับการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตมันก็คนละตอน การที่นำมาผสมปนแปกันมันไม่ค่อยจะยุติธรรมกับจอมพลสฤษดิ์ อันนี้คนอ่านตัดสินใจเองครับ

“พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร”

ดร.วีรพงษ์ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ผิดพลาดอย่างรุนแรง ผมไม่เชื่อว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะกล่าวรวบรัดอย่างที่ท่านว่า เพราะมันดูจะปนมั่วกันไปหมด ถ้าท่านได้อ่านคำพิพากษาของ ผู้พิพากษาเวลลิงตันคู ในข้อ 32-34 ท่านจะได้เข้าใจประเด็นกรณีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสียใหม่ มักมีคนกล่าวอ้างว่าท่านมีส่วนทำให้เราต้องเสียตัวปราสาทพระวิหารไป อันนี้ผมถือว่า ดร.วีรพงษ์มีความไม่เป็นธรรมอย่างมากเพราะมีบางถ้อยคำของพระองค์ท่านแสดงให้เห็นว่า ทรงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของข้าหลวงฝรั่งเศส อนึ่งในสถานการณ์เวลานั้นประเทศของเราก็ยังไม่ปลอดภัยนักต่อเรื่องการเสียดินแดนเพราะฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลในอินโดจีน ถ้า ดร.วีรพงษ์เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็ต้องเข้าใจเรื่องแบบนี้ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.วีรพงษ์เขียนว่า “รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา” ตรงนี้ผมก็ว่ามันมั่วมาก อนุสัญญาคงจะมีความสำคัญแตกต่างจากสนธิสัญญาอยู่บ้าง เราควรมาเรียนรู้การเรียกที่มีเหตุผลลำดับอายุเวลากันดีกว่า อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 และ สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 ดังนั้นที่บอกว่าเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญาตรงนั้นคงเป็นสำนวนความมั่วของท่านคือเขียนไปก็มั่วไป ผมอยากจะขอเรียนว่าเมื่อศาลโลกได้ตัดสินพิจารณาคดีแล้วก็ไม่เคยบอกว่าแผนที่ที่ว่านี้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาแบบที่ ดร.วีรพงษ์ว่าเลย ในทางตรงกันข้ามศาลโลกก็ยอมรับว่าแผนที่แนบท้ายคำฟ้อง (ไม่ใช่ท้ายสัญญา) ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมฯ

“ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา”

ข้อความข้างต้นนี้ ดร.วีรพงษ์ก็มั่วอีกตามเคย แผนที่มาตราส่วนหนึ่ง 1 : 200,000 ไม่ได้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (ความจริงต้องเรียกว่าอนุสัญญาฯ ปี ค.ศ.1904) หากแต่เป็นแผนที่แนบท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในภาคผนวก 1 แผนที่นี้ยังขีดเส้นไม่ตรงกับสันปันน้ำตามธรรมชาติแต่เป็นแผนที่ที่ขีดขึ้นเองตามความต้องการ ข้อความที่บิดเบือนที่สุดของ ดร.วีรพงษ์คือ

“ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา” อันนี้ต้องกราบเรียนตามตรงว่าท่านเข้าใจผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเราไม่เคยรับรองแผนที่ที่ว่านี้เลย เพราะขั้นตอนการจัดทำแผนที่ดังกล่าวไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามที่คณะกรรมการผสมฯ ได้กำหนดแนวทางเอาไว้ กล่าวคือเมื่อจัดทำโครงวาดเสร็จแล้วให้ไปพิมพ์แผนที่ แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการผสมฯ ซึ่งเราก็ทราบว่าคณะกรรมการผสมฯ ชุดนี้ไม่ได้ประชุมเลยตั้งแต่การประชุมครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม ค.ศ.1907 ในเวลาต่อมาก็ได้สลายตัวไป ในขณะที่แผนที่ที่ว่ากันนี้เพิ่งพิมพ์เสร็จเมื่อ เดือนพฤษภาคม 1908 ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนที่ หรือการปรึกษาเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่ว่าถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งไม่มีการลงนามของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำให้แผนที่นี้มีความสมบูรณ์ตรงตามจุดมุ่งหมายของข้อกำหนดของคณะกรรมการผสมฯ ไทยจึงไม่เห็นชอบแผนที่ฉบับนี้ อีกประการหนึ่งไทยส่งตัวแทนไปเป็นคณะกรรมการผสมฯไม่ใช่ไม่เป็น ดร.วีรพงษ์ไม่ศึกษาให้ละเอียดคงไปลักจำใครเขามา

“แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน”

ดร.วีรพงษ์ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์แต่มั่วเขียนมาได้ หัวหน้าคณะกรรมการผสมฯฝ่ายไทยคือหม่อมชาติเดชอุดม (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) โอรสพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ส่วนสมเด็จฯกรมพระยาดำรงท่านไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะ ตอนที่เสด็จไปปราสาทพระวิหารเสด็จฯในกรมดำรงตำแหน่งเป็นนายกของราชบัณฑิตสถาน ไม่ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงไม่มีอำนาจทางการเมืองหรือการปกครอง อันนี้ท่านก็มั่วจริงๆ ส่วนอื่นๆ ดร.วีรพงษ์ไปอ่านคำพิพากษาของศาลใหม่สัก 2-3 รอบถ้าไม่รู้เรื่องก็ต้องไปอ่านสัก 10 รอบและอ่านส่วนอื่นๆด้วย เช่นคำพิพากษาแย้งก็มีฐานะเป็นคำพิพากษาด้วยนะครับ

“อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา”

ข้อนี้ผมขอกล่าวด้วยความเคารพ ม.ร.ว.เสนีย์ซึ่งท่านจากไปแล้ว แต่เมื่อ ดร.วีรพงษ์มากล่าวอ้างผมก็ต้องให้ความจริงอีกด้านหนึ่ง กล่าวคือ ม.ร.ว.เสนีย์เชื่อมั่นว่าจะชนะคดีจึงพยายามจะไปขึ้นศาลโลกถึงกับไปให้คนทรง ทรงดวงวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมาถาม อันนี้ ดร.วีรพงษ์ถาม ดร.ชาญวิทย์ดูซิ อาจารย์ชาญวิทย์ยังเคยมาเขียนบทความแซวเรื่องนี้เลย อันที่จริงแล้วศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ต่างหากที่ทักทวงไม่ต้องการให้ไทยไปศาลโลก เรื่องนี้ท่านถนัด คอมันต์เป็นพยานได้และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังบอกให้จอมพลสฤษดิ์ใช้ ม.17 กับ ดร.สมปองเลย ท่านถนัด คอมันตร์ ต้องไปชี้แจง ดร.สมปองจึงรอดความตายมาจนถึงทุกวันนี้ ดร.วีรพงษ์ไม่รู้ความจริงในส่วนนี้เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนบทความให้ดีและตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง

“แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า”

อันนี้ผมไม่ขอตอบเพราะดูเลอะเทอะเกินไป มั่วไปมั่วมาคนอ่านอย่างผมเวียนหัว กรณีด่านเจดีย์สามองค์กับกรณีปราสาทพระวิหารมาเทียบกันไม่ได้ครับ “ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้ นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′ ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย”

ตรงจุดนี้ ดร.วีรพงษ์ใช้ความคิดของตัวท่านตีความเอาเอง ผมถือว่าเสียเวลามาก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่การประชุมที่ วปอ.ไปจนถึงการประชุมที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน จนกระทั่งครั้งล่าสุดเมื่อมีการดีเบตกันระหว่างภาคประชาชนกับท่านนายกรัฐมนตรี ข้อนี้ทำให้ผมรู้ว่า ดร.วีรพงษ์ไม่ได้ติดข่าวสารบ้านเมืองหรือความรู้ที่ล้ำหน้าไปกว่าเดิม ผมจึงขี้เกียจอธิบายให้ไปหาอ่านเองก็แล้วกัน

“หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน”

ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เข้าเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย ดร.วีรพงษ์ไม่ทำการบ้านแต่มาเขียนบทความได้ น่าอายแทน และการปักปันเขตแดนตรงบริเวณปราสาทพระวิหารก็เสร็จไปกว่า 100 ปีแล้ว ท่านเกิดไม่ทันไม่พอยังไม่ศึกษาอีก

“ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่ ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์ สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง”

ข้อความที่ยืดยาวนี้เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ผมไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น จะเกี่ยวก็ด้วยเรื่องวิชาการอย่างเดียว ใครจะทำช้างทำวัวทำควายที่ไหน เชิญไปทำกันเองตามสบาย แต่อย่าเอาประเทศชาติมาเป็นเครื่องเล่น การมีทีท่าแสดงความเห็นว่าจะขอยอมจำนนหรือยอมรับความพ่ายแพ้อยู่เรื่อยไป ดร.วีรพงษ์จะเป็นแบบไหนผมไม่สน แต่การเขียนบทความที่มั่วเลอะเทอะแล้วยังต้องการมาชี้นำผมให้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปด้วย ผมยอมรับไม่ได้ เรื่องนี้ ดร.วีรพงษ์รู้น้อยแต่ชอบพูด สมควรไปอ่านหนังสือเป็นการบ้านดังนี้นะครับ 1.คำพิพากษาศาลโลก ฉบับเต็ม 2.อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 และพิธีสารแนบท้าย 3. คำพิพากษาของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคุณนพดล ปัทมะ 4.รายงานการประชุมเรื่องปราสาทพระวิหารมีเป็นเทปบันทึกเสียงและวิดีโอของสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้ควรอ่านและทำความเข้าใจให้ท่องแท้และโปรดกรุณาอย่ามาทำแบบนี้อีกเพราะจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้อ่านที่เขาไม่รู้เรื่อง เป็นตราบาปติดตัวไปทุกชาตินะครับท่าน ดร."[/color][/quote][/quote]

doctor J

[quote=doctor J][color=red]ขอบคุณคุณบางกอกครับ ที่ช่วยให้ข้อมูลเรื่องรัฐธรรมนูญ 40

มาตรา 224 แห่งรธน. 40 ระบุว่า "[i]พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา[/i]"

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่ระบุในรธน.40 ม 224 นั้นใกล้เคียงกับ ม 190 ของรธน.50 ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคำตัดสินของศาลรธน.ในคดีของคุณนภดล ซึ่งศาลได้ขยายความของเนื้อหาที่รธน.ระบุว่า" [i]หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ [/i]" เป็น "[i]หนังสือสัญญาใดอัน[b]อาจจะ[/b]มีบทเปลี่ยนแปลงฯ.....[/i]" ดังที่ระบุในคำวินิจฉัยคดีนั้น ซึ่งเป็นการตีความกว้างขวางกว่าที่กฏหมายระบุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ศาลรธน.กำลังเขียนกฏหมายรธน.เพิ่มเติมใหม่ด้วยตัวเองก็ได้

ถ้าหากจะตีความตามที่รธน.ระบุ การเซ็นMOUกับเขมร"ยัง"ไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต....." ย่อมไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา แต่ถ้าหากรัฐบาลเจรจากับเขมรจนได้ข้อสรุปถึงการขีดเส้นพรมแดนเป็นที่สิ้นสุดแล้ว การจะลงนามในข้อตกลงเส้นพรมแดนจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภา

คำตัดสินของศาลรธน.มีผลผูกพันมากมาย จะเห็นได้ว่าสร้างปัญหาต่อการปฏิบัติมากมายตามมา จนมีคนคิดจะแก้ไขมาตรา 190นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นับเป็นผลงานระดับอภิมหาอำมหิต เอ๊ย อมตะนิรันดร์กาลของตุลาการภิวัฒน์จริงๆ คนที่ชี้นิ้วสั่งควรจะภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

[b]ประเทศไทยนี่uniqueจริงๆ ไม่เหมือนใครในโลก และ ไม่มีใครในโลกอยากจะเหมือนด้วยครับ แฮ่ๆ[/b][/color][/quote]

[quote=I Pad][color=purple]ทีนี้จะไปเลยก็รู้สกึว่า ถ้าไม่เอามาบอกน้งอด๊อก J ก็จะทำให้น้งอด๊อก J มีโอกาสไปถูกถลกหนัง ในโอกาสหน้าได้อีก ถ้าปล่อยจะให้เธอหลงอญุ่กับความไม่รู้ (ที่บ้านผมเรียก โง่, เง่า, งั่ง ฯลฯ) ของเธออย่างนี้

จึงถือเป็นพันธกรณี (นี่ใช้ภาษา กม. รวปท. เลยนะ) ที่จะต้องสอนน้องด๊อก J ให้คลายโง่ เอ๊ย! คลายไม่รู้ เกี่ยวกับควายที่เธอปล่ออกมาในย่อหน้าที่ 3 ของ คห. ของเธอนี้ กรณี MOU คือสนธิสัญญาจริงหรือ?

เพื่อแก้ไม่รู้ให้เธอ จึงขอ สีซอ ให้เธอฟังอีกหน ดังนี้

ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน เอ๊ย! ไม่ใช่ อิอิอิ

เอาทีนี้ของจริง

ว่าด้วย สนธิสัญญา

หัวข้อ : สนธิสัญญา (treaty) คืออะไร

ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 สนธิสัญญา
เป็นคำที่มีความหมายทั่วไป (generic term) หมายความว่า
สัญญาที่ทำระหว่างบุคคลระหว่างประเทศ (รัฐ รัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ)
ก่อให้เกิดสิทธิและพันธกรณีระหว่างกันภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาและความตกลงมักจะเป็นคำที่ใช้สลับ
หรือแทนกันได้ในความเข้าใจของบุคคลทั่วไป

หากจะเปรียบเทียบกับสัญญาตามกฎหมายภายใน สัญญา หมายความว่า
สัญญาที่ทำระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ ระหว่างกัน
ที่ต่างกันคืออยู่ภายใต้บังคับกฎหมายภายในประเทศของประเทศนั้น ๆ

ชื่อของสนธิสัญญา

ดังได้กล่าวข้างต้นว่า สนธิสัญญาเป็นคำที่มีความหมายทั่วไป ดังนั้น
สนธิสัญญาจึงอาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป อาทิ
ความตกลง (agreement)
ข้อตกลง (arrangement)
บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding)
บันทึกความตกลง (memorandum of agreement)
พิธีสาร (protocol)
อนุสัญญา (Convention) ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม
หากเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ก็ถือเป็นสนธิสัญญาทั้งสิ้น

การที่มีการเรียกชื่อสนธิสัญญาต่าง ๆ กัน มีเหตุผลหลายประการด้วยกัน อาทิ
เป็นทางปฏิบัติของบางประเทศ หรือกลุ่มประเทศ ที่จะแบ่งกลุ่มสนธิสัญญา ตามความสำคัญ
หรือเพื่อที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาขั้นตอนการทำสนธิสัญญาในลักษณะที่แตกต่างกันตามกระบวนการกฎหมายภายใน
เช่น หากเรียกชื่อเป็นบันทึกความเข้าใจ ก็อาจไม่จำเป็นต้องเสนอต่อรัฐสภา

ที่มา http://www.tlcthai.com/club/view_topic.php?club=little_lovely&club_id=754&table_id=1&cate_id=413&post_id=13094

I Pad ใจดีมะ J

อิอิอิ[/b][/color][/quote]

เห็นพวกสังกัดแดง แอบแดง

เห็นพวกสังกัดแดง แอบแดง รับจ้างแดง ออกมาโก่งคอร้อง เพื่อทำลายความจริง ที่ พธม พูด เรื่องพระวิหาร

ไล่มาตั้งแต่ ชานเว็จ, โก่ง กางเกงแดง (จุ๊ จุ๊ อยาลืมนะ แกเคยไปปล่อยไก่ อธิบาย GNP เป็น GDP เช๊ย เชย สมชื่อโกร่งเนาะ), สุภลัก (ของ อิอิอิ) และ ล่าสุดมี เธอะ อ๋อย ออกมาร่วมขบวนกับเขาอีกคน

แบบนี้สงสัย เร็วนี้! คงได้เห็นพระพยอมร่วมกับมหาโชฯ ออกมาเทศน์ด่าพวกรักชาติ แล้วเชียร์เขมรแน่ๆ (ที่สำคัญจะสวดเป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาแขมร์ หว่า!)

แถมต่อด้วย ค่าย แกรมมี่ คงให้พี่ดี้แต่งเพลง 'เรามารักเขมรเถิด' ให้เพ่เบิร์ด (คนที่บอกว่าไม่ได้เสื้อแดง นะฮ้า! เบิร์ดไม่รู้เรื่องพวกนี้ฮ่า!!! กด ATM ยังกดไม่เป็นเลยฮ่า!!! โง่ยังงี้จะไปรู้เรื่องการเมืองได้งายยยยย ตะเอง อิอิอิ) ร้องออก VoiceTV แล้ว อัดเป็น VCD (VCD ก็พอแล้ว จะเอาเป็น DVD เลยรึ มากไปๆ เด๋วเหลือไม่พออม ตอนนี้นายยิ่งเขียมๆ อยู่ ฮา) 10 ล้านแผ่นแจกรากหญ้า แน่นอน

ปล. ให้เบิร์ดร้องน่ะดีแล้ว รากหญ้าหน้าโง่จะได้หลงเพ้อตามเพ่เบิร์ด ขืนให้ไอ้กี้ร์ร้องเด๋วรากหญ้าฟังภาษาอมฮอลล์ไม่ออก

จาก กู๋ เอง

หมายเหตุ .- คำถามจากแควนแกรมมี่ เมื่อไรอากู๋ จะเลิกน้องจ๋าเสียที

I Pad wrote:ดังนั้น ขอ สีซอ

[quote=I Pad][color=orange]ดังนั้น ขอ สีซอ อ้อ อี๊ ออ เพื่อไล่ต้อนปศุสัตว์ที่น้องด๊อก J ปล่อยของออกมาอีกรอบให้ชัดเจน

กรณีที่ น้องด๊อก J ปล่อยปศุสัตว์ออกมาเพ่นพ่าน (เป็นประจำเหมือนเคบ ครับทั่น ฮา) กล่าวหา ศาล รธน ไทย ว่า ตีความ กม. เกินข้อบัญญัติ ทำให้ ศาลไทยกลายเป็น ศาลที่มี Unique สูงเหลือเกิ๊น

แต่ผมขอ สีซอ สอนสั่ง อ้อ อี๊ เอียง ให้น้งอด๊อก คลายไม่รู้ ย้ำ! เตือนอีกทีนะ J นะ

ศาล รธน. ท่านไม่ได้ นั่งเทียนเขียนเอาเองเรื่องตีความ Joint Communique ที่ไอ้เหล่ (แต่รู้สึกนายจะเรียกมันท่านนภดลนะ นับถือมัน 'งั้นเลยหรือ?) เซ็นต์ไว้ ตามที่เธอปล่ยปศุสัตว์ออกมานะ

ศาล รธน. ท่านไม่โง่อย่างนั้นแต่ท่านยกเอาแค่ สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969 ก็สามารถหาคำตอบ กรณี สนธิสัญญา คืออะไรแล้วละน้อง J เอ๋ย (ตกลงหนังกำพร้างอกทันให้โดนถลก มะนี่ น้อง ฮาฮาฮา)

สรุปเอาเองเลยได้มั๊ยนี่ว่า J คือ หนูน้อยดูดแม่ตีน (ตัวเอง ดังจ๊วบ จ๊วบ) แล้วชอบแสดงอหังการ์เหมือนรู้มันทุกอย่าง แต่เรื่องง่ายๆ พวกนี้กลับโง่ ซะงั้น

ฉะนั้น ทุกๆ อย่างที่โพสต์มา ถ้ามาจาก J ล้วน ปด มด เท็จ บิด เบือน ลวง (โลก) ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ ชัวร์ เบิ่งเอาเองโลด สู!

อิอิอิ

วันนี้ขอเล่นสีสันมั่งนะ เพราะดูๆ แล้วคล้ายๆ สีสันของ J เลย ทั้ง ม่วง ฟ้า ชมพู แสด ออกอาการช้ำเชือดช้ำหนอง [/b][/color][/quote][/quote]

I Pad wrote:I Pad

[quote=I Pad][quote=I Pad][color=orange]ดังนั้น ขอ สีซอ อ้อ อี๊ ออ เพื่อไล่ต้อนปศุสัตว์ที่น้องด๊อก J ปล่อยของออกมาอีกรอบให้ชัดเจน

กรณีที่ น้องด๊อก J ปล่อยปศุสัตว์ออกมาเพ่นพ่าน (เป็นประจำเหมือนเคบ ครับทั่น ฮา) กล่าวหา ศาล รธน ไทย ว่า ตีความ กม. เกินข้อบัญญัติ ทำให้ ศาลไทยกลายเป็น ศาลที่มี Unique สูงเหลือเกิ๊น

แต่ผมขอ สีซอ สอนสั่ง อ้อ อี๊ เอียง ให้น้งอด๊อก คลายไม่รู้ ย้ำ! เตือนอีกทีนะ J นะ

ศาล รธน. ท่านไม่ได้ นั่งเทียนเขียนเอาเองเรื่องตีความ Joint Communique ที่ไอ้เหล่ (แต่รู้สึกนายจะเรียกมันท่านนภดลนะ นับถือมัน 'งั้นเลยหรือ?) เซ็นต์ไว้ ตามที่เธอปล่ยปศุสัตว์ออกมานะ

ศาล รธน. ท่านไม่โง่อย่างนั้นแต่ท่านยกเอาแค่ สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969 ก็สามารถหาคำตอบ กรณี สนธิสัญญา คืออะไรแล้วละน้อง J เอ๋ย (ตกลงหนังกำพร้างอกทันให้โดนถลก มะนี่ น้อง ฮาฮาฮา)

สรุปเอาเองเลยได้มั๊ยนี่ว่า J คือ หนูน้อยดูดแม่ตีน (ตัวเอง ดังจ๊วบ จ๊วบ) แล้วชอบแสดงอหังการ์เหมือนรู้มันทุกอย่าง แต่เรื่องง่ายๆ พวกนี้กลับโง่ ซะงั้น

ฉะนั้น ทุกๆ อย่างที่โพสต์มา ถ้ามาจาก J ล้วน ปด มด เท็จ บิด เบือน ลวง (โลก) ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ ชัวร์ เบิ่งเอาเองโลด สู!

อิอิอิ

วันนี้ขอเล่นสีสันมั่งนะ เพราะดูๆ แล้วคล้ายๆ สีสันของ J เลย ทั้ง ม่วง ฟ้า ชมพู แสด ออกอาการช้ำเชือดช้ำหนอง [/b][/color][/quote][/quote][/quote]

[color=red]หนึ่ง MOU 2543 นั้น จะเรียกว่าเป็นสนธิสัญญาหรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ไม่ไช่ประเด็นปัญหา [b]ปัญหาคือการตีความว่า MOUอันนี้เข้าข่ายมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ต่างหาก[/b] ตามตัวบทกฏหมายเขียนเอาไว้ชัดว่า "[i]พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา[/i]" แต่MOUไม่ไช่สนธิสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตฯจึงไม่เข้าข่ายตามกฏหมาย หากแต่ว่าเมื่อใดที่มีข้อตกลงเรื่องเขตแดนกันเสร็จแล้วจะลงนามรับรองเขตแดนกัน อันนี้ต้องขอความเห็นชอบจากสภา

สอง เรื่องทำนองเดียวกันคือกรณีคล้ายกันของคุณนภดลที่อ้างกันว่าผิดม 190 แห่งรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งศาลรธน.ตีความกฏหมายครอบคลุมไปถึงกรณีที่อาจจะมีบทเปลี่ยนแปลง....... เป็นการตีความเกินที่กฏหมายระบุ มีค่าเท่ากับการเขียนกฏหมายเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์แบบไทยๆที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบไทยๆที่พวกพันธมิตรภูมิใจหนักหนา

สาม พันธมิตรพยายามโยงว่าMOU2543เข้าข่ายเดียวกับกรณีของคุณนภดล ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายระดับโลก คือจะเอามาตรฐานของศาลรธน.ชุดปัจจุบันที่อ้างอิงรธน.ปี2550 ไปใช้กับกรณีที่เกิดตั้งแต่ปี2543 ภายใต้รธน.2540 ถ้าจะเอาอย่างนั้นจริงๆ ก็ประกาศออกมาชัดๆเลยว่า [b]ประเทศไทยปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญแต่อยู่ภายใต้อำนาจและการตัดสินตามอำเภอใจของ.............และตุลาการภิวัฒน์, พันธมิตร ฯลฯ คนไทยทั้งประเทศจะได้"ตาสว่าง"เสียที[/b]และก็จะได้เริ่มทำใจเสียใหม่[/color]

I Pad wrote:เห็นพวกสังกัดแดง

[quote=I Pad]เห็นพวกสังกัดแดง แอบแดง รับจ้างแดง ออกมาโก่งคอร้อง เพื่อทำลายความจริง ที่ พธม พูด เรื่องพระวิหาร

ไล่มาตั้งแต่ ชานเว็จ, โก่ง กางเกงแดง (จุ๊ จุ๊ อยาลืมนะ แกเคยไปปล่อยไก่ อธิบาย GNP เป็น GDP เช๊ย เชย สมชื่อโกร่งเนาะ), สุภลัก (ของ อิอิอิ) และ ล่าสุดมี เธอะ อ๋อย ออกมาร่วมขบวนกับเขาอีกคน

แบบนี้สงสัย เร็วนี้! คงได้เห็นพระพยอมร่วมกับมหาโชฯ ออกมาเทศน์ด่าพวกรักชาติ แล้วเชียร์เขมรแน่ๆ (ที่สำคัญจะสวดเป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาแขมร์ หว่า!)

แถมต่อด้วย ค่าย แกรมมี่ คงให้พี่ดี้แต่งเพลง 'เรามารักเขมรเถิด' ให้เพ่เบิร์ด (คนที่บอกว่าไม่ได้เสื้อแดง นะฮ้า! เบิร์ดไม่รู้เรื่องพวกนี้ฮ่า!!! กด ATM ยังกดไม่เป็นเลยฮ่า!!! โง่ยังงี้จะไปรู้เรื่องการเมืองได้งายยยยย ตะเอง อิอิอิ) ร้องออก VoiceTV แล้ว อัดเป็น VCD (VCD ก็พอแล้ว จะเอาเป็น DVD เลยรึ มากไปๆ เด๋วเหลือไม่พออม ตอนนี้นายยิ่งเขียมๆ อยู่ ฮา) 10 ล้านแผ่นแจกรากหญ้า แน่นอน

ปล. ให้เบิร์ดร้องน่ะดีแล้ว รากหญ้าหน้าโง่จะได้หลงเพ้อตามเพ่เบิร์ด ขืนให้ไอ้กี้ร์ร้องเด๋วรากหญ้าฟังภาษาอมฮอลล์ไม่ออก

จาก กู๋ เอง

หมายเหตุ .- คำถามจากแควนแกรมมี่ เมื่อไรอากู๋ จะเลิกน้องจ๋าเสียที[/quote]

ละเมอกลางวันตัวเดียว..โกตั๊บมาจูงกลับคอกซะที เซ่

I Pad wrote:I Pad

[quote=I Pad][quote=I Pad][b][color=pink]ส่วนกรณี ดร. วีรพงษ์ ผมยกให้ อ. เทพมนตรี ทำหน้าที่นั้นดีกว่า เพราะ อ. เทพมนตรีเขียนโต้ด๊อกโกร่งไว้แล้วใน Astv

และอย่าลืม อ. เทพฯ คือนักประวัติศาสตร์ ส่วน ด๊อกโกร่ง คือนัก ศศ. ถ้าเถียงเรื่อง 'เมื่อไม่มีพวกตะกวดกวนเมืองแล้ว อัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นเท่าไร?' ผมคงฟังด๊อกโกร่งละครับ แต่ถ้าเรื่อง เปรี๊ยะ วิเฮียร ผมขอเชื่อ อ. เทพ ดีกั่ว อิอิอิ

แล้วขอให้ปิดเป็นควมลับนะ ด๊อกโกร่ง เคยมาร่วม Symposium ที่ ศศ. มธ. บ้านเก่า I Pad เอง ตอนมาก็แหมระดับ ด๊อก แต่ดันมาตกท่อโดน อ. เกริกเกียรติ ถามเรื่อง GDP หรือ อะไรนี่แหละ แกตอบเป็น GNP เฉย คนนั่งอึ้งทั้งหอเล็ก ศศ. แต่ไม่กล้าแสดงออก นัยว่าให้เกียรติผู้อภิปราย แต่ อ. เกริกเกียรติ แกนิสัยนักวิชาการ แกเลยถามย้ำ " อ. ผมถาม GDP นะ" นายโกร่งก็ยังดันยืนยัน ใช่ผมตอบ "GDP คือแบบนี้แหละ" แล้วแกคงนึกได้ตอนนี้พอดี เลยรีบเสไปว่า "เอ้อ! จริงๆ ไม่ใช่ครับเมื่อกี๊ หมายถึง GNP ครับ" แต่ววววววว! อาการเหมือนด๊อก J เลยว่ะ อิฮิ อิฮิ

อ. เทพ ว่าไว้แบบนี้ เชิญทัศนา

"ผมต้องขอเห็นต่าง จาก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ได้เขียนบทความแสดงความเห็นไว้ในคอลัมภ์ “คนเดินตรอก” ตามที่ มติชนออนไลน์ ได้เขียนไว้เมื่อ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:42:22 น. (ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16-18 สิงหาคม 2553 )จวกหัวข้อ "ดร.โกร่ง"คนเดินตรอก เขียนถึง"กรณีเขาพระวิหาร" ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี2505 ทำไมโอกาสไทยแพ้มากกว่าชนะ? กรณีเขาพระวิหาร ผมในฐานะผู้อ่านบทความนี้ขอแสดงความเห็นโดยขอใช้วิธีหยิบยกทีละย่อหน้าในบทความขึ้นมาตอบโต้ ดร.วีรพงษ์ ให้ได้ครบทุกๆ ประเด็นดังนี้

“เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส”

สิ่งที่ ดร.วีรพงษ์เข้าใจผิดคือ หัวหน้าคณะทนายความฝ่ายไทย ได้แก่หม่อมเจ้าวงศ์มหิป ชยางกูร เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ และฝ่ายกัมพูชามีนายตรวง กังสมาชิกองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะทนาย ดร.วีรพงษ์ก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อ่านคำพิพากษาของศาลโลกโดยละเอียดจำสับสนแม้กระทั่งหัวหน้าคณะทนายความ ทนายความฝ่ายเราที่เป็นชาวสหรัฐอเมริกาคือ เจมส์ เนวินส์ไฮด์ ส่วนฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีทรูแมนและเนติบัณฑิตประจำศาลสูงสหรัฐอเมริกาเป็นทนายความของกัมพูชา ส่วนกรณีที่กล่าวว่าจอมพลสฤษดิ์ออกทีวีหลั่งน้ำตากับการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตมันก็คนละตอน การที่นำมาผสมปนแปกันมันไม่ค่อยจะยุติธรรมกับจอมพลสฤษดิ์ อันนี้คนอ่านตัดสินใจเองครับ

“พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร”

ดร.วีรพงษ์ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ผิดพลาดอย่างรุนแรง ผมไม่เชื่อว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะกล่าวรวบรัดอย่างที่ท่านว่า เพราะมันดูจะปนมั่วกันไปหมด ถ้าท่านได้อ่านคำพิพากษาของ ผู้พิพากษาเวลลิงตันคู ในข้อ 32-34 ท่านจะได้เข้าใจประเด็นกรณีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสียใหม่ มักมีคนกล่าวอ้างว่าท่านมีส่วนทำให้เราต้องเสียตัวปราสาทพระวิหารไป อันนี้ผมถือว่า ดร.วีรพงษ์มีความไม่เป็นธรรมอย่างมากเพราะมีบางถ้อยคำของพระองค์ท่านแสดงให้เห็นว่า ทรงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของข้าหลวงฝรั่งเศส อนึ่งในสถานการณ์เวลานั้นประเทศของเราก็ยังไม่ปลอดภัยนักต่อเรื่องการเสียดินแดนเพราะฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลในอินโดจีน ถ้า ดร.วีรพงษ์เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็ต้องเข้าใจเรื่องแบบนี้ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.วีรพงษ์เขียนว่า “รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา” ตรงนี้ผมก็ว่ามันมั่วมาก อนุสัญญาคงจะมีความสำคัญแตกต่างจากสนธิสัญญาอยู่บ้าง เราควรมาเรียนรู้การเรียกที่มีเหตุผลลำดับอายุเวลากันดีกว่า อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 และ สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 ดังนั้นที่บอกว่าเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญาตรงนั้นคงเป็นสำนวนความมั่วของท่านคือเขียนไปก็มั่วไป ผมอยากจะขอเรียนว่าเมื่อศาลโลกได้ตัดสินพิจารณาคดีแล้วก็ไม่เคยบอกว่าแผนที่ที่ว่านี้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาแบบที่ ดร.วีรพงษ์ว่าเลย ในทางตรงกันข้ามศาลโลกก็ยอมรับว่าแผนที่แนบท้ายคำฟ้อง (ไม่ใช่ท้ายสัญญา) ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมฯ

“ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา”

ข้อความข้างต้นนี้ ดร.วีรพงษ์ก็มั่วอีกตามเคย แผนที่มาตราส่วนหนึ่ง 1 : 200,000 ไม่ได้เป็นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ค.ศ.1904 (ความจริงต้องเรียกว่าอนุสัญญาฯ ปี ค.ศ.1904) หากแต่เป็นแผนที่แนบท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในภาคผนวก 1 แผนที่นี้ยังขีดเส้นไม่ตรงกับสันปันน้ำตามธรรมชาติแต่เป็นแผนที่ที่ขีดขึ้นเองตามความต้องการ ข้อความที่บิดเบือนที่สุดของ ดร.วีรพงษ์คือ

“ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา” อันนี้ต้องกราบเรียนตามตรงว่าท่านเข้าใจผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเราไม่เคยรับรองแผนที่ที่ว่านี้เลย เพราะขั้นตอนการจัดทำแผนที่ดังกล่าวไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามที่คณะกรรมการผสมฯ ได้กำหนดแนวทางเอาไว้ กล่าวคือเมื่อจัดทำโครงวาดเสร็จแล้วให้ไปพิมพ์แผนที่ แล้วนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการผสมฯ ซึ่งเราก็ทราบว่าคณะกรรมการผสมฯ ชุดนี้ไม่ได้ประชุมเลยตั้งแต่การประชุมครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม ค.ศ.1907 ในเวลาต่อมาก็ได้สลายตัวไป ในขณะที่แผนที่ที่ว่ากันนี้เพิ่งพิมพ์เสร็จเมื่อ เดือนพฤษภาคม 1908 ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนที่ หรือการปรึกษาเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่ว่าถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งไม่มีการลงนามของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำให้แผนที่นี้มีความสมบูรณ์ตรงตามจุดมุ่งหมายของข้อกำหนดของคณะกรรมการผสมฯ ไทยจึงไม่เห็นชอบแผนที่ฉบับนี้ อีกประการหนึ่งไทยส่งตัวแทนไปเป็นคณะกรรมการผสมฯไม่ใช่ไม่เป็น ดร.วีรพงษ์ไม่ศึกษาให้ละเอียดคงไปลักจำใครเขามา

“แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน”

ดร.วีรพงษ์ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์แต่มั่วเขียนมาได้ หัวหน้าคณะกรรมการผสมฯฝ่ายไทยคือหม่อมชาติเดชอุดม (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) โอรสพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ส่วนสมเด็จฯกรมพระยาดำรงท่านไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะ ตอนที่เสด็จไปปราสาทพระวิหารเสด็จฯในกรมดำรงตำแหน่งเป็นนายกของราชบัณฑิตสถาน ไม่ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงไม่มีอำนาจทางการเมืองหรือการปกครอง อันนี้ท่านก็มั่วจริงๆ ส่วนอื่นๆ ดร.วีรพงษ์ไปอ่านคำพิพากษาของศาลใหม่สัก 2-3 รอบถ้าไม่รู้เรื่องก็ต้องไปอ่านสัก 10 รอบและอ่านส่วนอื่นๆด้วย เช่นคำพิพากษาแย้งก็มีฐานะเป็นคำพิพากษาด้วยนะครับ

“อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา”

ข้อนี้ผมขอกล่าวด้วยความเคารพ ม.ร.ว.เสนีย์ซึ่งท่านจากไปแล้ว แต่เมื่อ ดร.วีรพงษ์มากล่าวอ้างผมก็ต้องให้ความจริงอีกด้านหนึ่ง กล่าวคือ ม.ร.ว.เสนีย์เชื่อมั่นว่าจะชนะคดีจึงพยายามจะไปขึ้นศาลโลกถึงกับไปให้คนทรง ทรงดวงวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมาถาม อันนี้ ดร.วีรพงษ์ถาม ดร.ชาญวิทย์ดูซิ อาจารย์ชาญวิทย์ยังเคยมาเขียนบทความแซวเรื่องนี้เลย อันที่จริงแล้วศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ต่างหากที่ทักทวงไม่ต้องการให้ไทยไปศาลโลก เรื่องนี้ท่านถนัด คอมันต์เป็นพยานได้และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังบอกให้จอมพลสฤษดิ์ใช้ ม.17 กับ ดร.สมปองเลย ท่านถนัด คอมันตร์ ต้องไปชี้แจง ดร.สมปองจึงรอดความตายมาจนถึงทุกวันนี้ ดร.วีรพงษ์ไม่รู้ความจริงในส่วนนี้เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนบทความให้ดีและตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง

“แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า”

อันนี้ผมไม่ขอตอบเพราะดูเลอะเทอะเกินไป มั่วไปมั่วมาคนอ่านอย่างผมเวียนหัว กรณีด่านเจดีย์สามองค์กับกรณีปราสาทพระวิหารมาเทียบกันไม่ได้ครับ “ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้ นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′ ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย”

ตรงจุดนี้ ดร.วีรพงษ์ใช้ความคิดของตัวท่านตีความเอาเอง ผมถือว่าเสียเวลามาก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่การประชุมที่ วปอ.ไปจนถึงการประชุมที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน จนกระทั่งครั้งล่าสุดเมื่อมีการดีเบตกันระหว่างภาคประชาชนกับท่านนายกรัฐมนตรี ข้อนี้ทำให้ผมรู้ว่า ดร.วีรพงษ์ไม่ได้ติดข่าวสารบ้านเมืองหรือความรู้ที่ล้ำหน้าไปกว่าเดิม ผมจึงขี้เกียจอธิบายให้ไปหาอ่านเองก็แล้วกัน

“หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน”

ให้ตายเถอะพระเป็นเจ้า (หรือโรบินก็ได้มันตลกสิ้นดี) เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี แต่กลับไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ที่บอกว่าหนังสือช่วยจำมีที่ไหน เข้าเรียกว่าบันทึกช่วยจำต่างหาก หรือ MOU43 ซึ่งยังไม่ผ่านรัฐสภาเลย ส่วนเรื่องคุณนพดล ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว รวมไปถึงศาลปกครองด้วย ดร.วีรพงษ์ไม่ทำการบ้านแต่มาเขียนบทความได้ น่าอายแทน และการปักปันเขตแดนตรงบริเวณปราสาทพระวิหารก็เสร็จไปกว่า 100 ปีแล้ว ท่านเกิดไม่ทันไม่พอยังไม่ศึกษาอีก

“ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่ ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์ สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง”

ข้อความที่ยืดยาวนี้เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ ผมไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น จะเกี่ยวก็ด้วยเรื่องวิชาการอย่างเดียว ใครจะทำช้างทำวัวทำควายที่ไหน เชิญไปทำกันเองตามสบาย แต่อย่าเอาประเทศชาติมาเป็นเครื่องเล่น การมีทีท่าแสดงความเห็นว่าจะขอยอมจำนนหรือยอมรับความพ่ายแพ้อยู่เรื่อยไป ดร.วีรพงษ์จะเป็นแบบไหนผมไม่สน แต่การเขียนบทความที่มั่วเลอะเทอะแล้วยังต้องการมาชี้นำผมให้ยอมรับความพ่ายแพ้ไปด้วย ผมยอมรับไม่ได้ เรื่องนี้ ดร.วีรพงษ์รู้น้อยแต่ชอบพูด สมควรไปอ่านหนังสือเป็นการบ้านดังนี้นะครับ 1.คำพิพากษาศาลโลก ฉบับเต็ม 2.อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 และพิธีสารแนบท้าย 3. คำพิพากษาของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคุณนพดล ปัทมะ 4.รายงานการประชุมเรื่องปราสาทพระวิหารมีเป็นเทปบันทึกเสียงและวิดีโอของสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้ควรอ่านและทำความเข้าใจให้ท่องแท้และโปรดกรุณาอย่ามาทำแบบนี้อีกเพราะจะเป็นอันตรายต่อตัวผู้อ่านที่เขาไม่รู้เรื่อง เป็นตราบาปติดตัวไปทุกชาตินะครับท่าน ดร."[/color][/quote][/quote][/quote]

หัดใช้สมองน้อยๆคิดเองสรุปประเด็นเองมั่งซิ ไปก็อปปี๊มาทั้งยวงน่าอาย
ไม่ต้องแนะนำหนังสือหรอก..อ่านมาแล้วหรือ..ไม่เห็นฉลาดตรงไหน
ก็โง่เหมือนเดิมถูกหลอกจนเขาโง้งยังไม่รู้ตัวอีก

.เชื่อว่ายังไงก็ทวงคืนไม่สำเร็จ..แค่ราคาคุย
...ต่อให้อาจารย์โกเต็ก จำลอง เจิมสาก มาเองก็เถอะ.
..แค่เด็กๆก็พ่นโม้ไปตามกระแสไปวันๆ

เก่งกันจัง รักชาติ

เก่งกันจัง รักชาติ อย่างนั้นอย่างนี้ เก่งจริงอย่าใช้ หรือไล่คนที่ไม่อยากรบ ไปรบซิ ทหาร ก็ คน นะพี่ มีเลือดมีเนื้อ มีชวิตจิตใจ มีญาติพี่น้อง มีลูกที่น่ารัก ไม่ต่างจากพวกท่านหรอก คิดเอาเองอย่ามาบังคับกดดันให้มากทหารลาออกหมด แล้วจะเสียใจ อยากได้ ก็พากันไปรบ เอากับเขมร ให้รู้แล้วรู้รอด อย่าลืมชวนท่านผู้นำลัทธิ เหลือง ทุกคุนไปคุมทัพเองเลย
ปล. จะเป็นกำลังใจให้ อย่าหนีหางจุตูดก็แล้วกันเวลา ลูกปืนใหญ่ลงกะบาล
เก่ง เก่งจริง ปากนั้น เก่งกันจริง ดูหนังมากไปหรือเปล่า นึกว่าตัวเป็นพระเอกตลอด ทำอะไร กูถูกหมด คิดอะไรกูถูกหมด
อยู่ดีไม่ว่าดี จะนำประเทศเข้าหาสงคราม อีก ระวัง พม่า ลาว เขมร เวียตนาม กมั่นไส้เอา หาเรื่อง เปิดศึกรอบด้าน จะเอาทหารที่ไหนไปรบ
ปล.อีกที่ ตอนนั้นไป เรียน รด หาพระแสงอะไร ไม่สมัคร ไปรบเลย /หรือไม่ก็วิ่งเต้น เพื่อไม่ต้องได้ทหารหรือเปล่า ตอนถึงเกณฑ์

doctor J wrote:I Pad wrote:I

[quote=doctor J][quote=I Pad][quote=I Pad][color=orange]ดังนั้น ขอ สีซอ อ้อ อี๊ ออ เพื่อไล่ต้อนปศุสัตว์ที่น้องด๊อก J ปล่อยของออกมาอีกรอบให้ชัดเจน

กรณีที่ น้องด๊อก J ปล่อยปศุสัตว์ออกมาเพ่นพ่าน (เป็นประจำเหมือนเคบ ครับทั่น ฮา) กล่าวหา ศาล รธน ไทย ว่า ตีความ กม. เกินข้อบัญญัติ ทำให้ ศาลไทยกลายเป็น ศาลที่มี Unique สูงเหลือเกิ๊น

แต่ผมขอ สีซอ สอนสั่ง อ้อ อี๊ เอียง ให้น้งอด๊อก คลายไม่รู้ ย้ำ! เตือนอีกทีนะ J นะ

ศาล รธน. ท่านไม่ได้ นั่งเทียนเขียนเอาเองเรื่องตีความ Joint Communique ที่ไอ้เหล่ (แต่รู้สึกนายจะเรียกมันท่านนภดลนะ นับถือมัน 'งั้นเลยหรือ?) เซ็นต์ไว้ ตามที่เธอปล่ยปศุสัตว์ออกมานะ

ศาล รธน. ท่านไม่โง่อย่างนั้นแต่ท่านยกเอาแค่ สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969 ก็สามารถหาคำตอบ กรณี สนธิสัญญา คืออะไรแล้วละน้อง J เอ๋ย (ตกลงหนังกำพร้างอกทันให้โดนถลก มะนี่ น้อง ฮาฮาฮา)

สรุปเอาเองเลยได้มั๊ยนี่ว่า J คือ หนูน้อยดูดแม่ตีน (ตัวเอง ดังจ๊วบ จ๊วบ) แล้วชอบแสดงอหังการ์เหมือนรู้มันทุกอย่าง แต่เรื่องง่ายๆ พวกนี้กลับโง่ ซะงั้น

ฉะนั้น ทุกๆ อย่างที่โพสต์มา ถ้ามาจาก J ล้วน ปด มด เท็จ บิด เบือน ลวง (โลก) ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

คำตอบ ชัวร์ เบิ่งเอาเองโลด สู!

อิอิอิ

วันนี้ขอเล่นสีสันมั่งนะ เพราะดูๆ แล้วคล้ายๆ สีสันของ J เลย ทั้ง ม่วง ฟ้า ชมพู แสด ออกอาการช้ำเชือดช้ำหนอง [/b][/color][/quote][/quote][/quote]

[color=red]หนึ่ง MOU 2543 นั้น จะเรียกว่าเป็นสนธิสัญญาหรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ไม่ไช่ประเด็นปัญหา [b]ปัญหาคือการตีความว่า MOUอันนี้เข้าข่ายมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ต่างหาก[/b] ตามตัวบทกฏหมายเขียนเอาไว้ชัดว่า "[i]พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา[/i]" แต่MOUไม่ไช่สนธิสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตฯจึงไม่เข้าข่ายตามกฏหมาย หากแต่ว่าเมื่อใดที่มีข้อตกลงเรื่องเขตแดนกันเสร็จแล้วจะลงนามรับรองเขตแดนกัน อันนี้ต้องขอความเห็นชอบจากสภา

สอง เรื่องทำนองเดียวกันคือกรณีคล้ายกันของคุณนภดลที่อ้างกันว่าผิดม 190 แห่งรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งศาลรธน.ตีความกฏหมายครอบคลุมไปถึงกรณีที่อาจจะมีบทเปลี่ยนแปลง....... เป็นการตีความเกินที่กฏหมายระบุ มีค่าเท่ากับการเขียนกฏหมายเพิ่มเติมด้วยตัวเอง แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์แบบไทยๆที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบไทยๆที่พวกพันธมิตรภูมิใจหนักหนา

สาม พันธมิตรพยายามโยงว่าMOU2543เข้าข่ายเดียวกับกรณีของคุณนภดล ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายระดับโลก คือจะเอามาตรฐานของศาลรธน.ชุดปัจจุบันที่อ้างอิงรธน.ปี2550 ไปใช้กับกรณีที่เกิดตั้งแต่ปี2543 ภายใต้รธน.2540 ถ้าจะเอาอย่างนั้นจริงๆ ก็ประกาศออกมาชัดๆเลยว่า [b]ประเทศไทยปกครองโดยไม่มีรัฐธรรมนูญแต่อยู่ภายใต้อำนาจและการตัดสินตามอำเภอใจของ.............และตุลาการภิวัฒน์, พันธมิตร ฯลฯ คนไทยทั้งประเทศจะได้"ตาสว่าง"เสียที[/b]และก็จะได้เริ่มทำใจเสียใหม่[/color][/quote]

[color=green]

อันดับแรก ขอถลกหนังนังด๊อกเรื่อง MOU 2543 ไทย - กัมพูชา

นี่คือส่วนหนึ่งของข้อความที่บรรจุอยู่ใน MOU 2543 ไทย กัมพูชา

..............................

ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

ข้อ 1

จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้

(ก) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติม...........................
(ข)...........
(ค)...........

..............................

ข้อความที่ยกกตัวอย่างมานี้ เป็นเอกสารที่มีลักษณะ

"หนังสือสัญญาใด.........มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ........ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ...........ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา............" หรือยังนังด๊อก?

ข้อความที่ว่า

'.........จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้.........'

ประโยคในย่อหน้าข้างบนอ่านได้ความว่ายังไงนะนังด๊อก?

เขาจะร่วมกันจัดทำหลักเขตแดนใช่มะ? แล้วไอ้การร่วมกันจัดทำหลักเขตแดนมันไม่ได้หมายถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรอกหรือ?

แล้วทำไมจึงคิดว่า MOU 2543 จึงไม่เข้าข่ายต้องทำตาม ม. 224 แห่ง รธน. 2540 อีกเล่า!

นี่ยังไม่เลิกเกรียนอีกหรืออีด๊อก?

แล้วเนื้อหาของ ม. 224 รธน. 40 ก็เอามาจากที่เอ็งโพสต์ไว้เองด้วยนะ ฉะนั้นอย่าแถว่าเนื้อหา ม. 224 รธน. 40 ไม่ถูกต้องนะ เด๋ว ขำเยี่ยวเล็ด! ฮิฮิฮิ

ฉะนั้น ก่อนอื่นถ้าจะเกรียน จะปล่อยปศุสัตว์ ในครั้งต่อไป ตรวจสอบเนื้อหาให้ดี หรืออย่างดีก็ตรวจสอบหนังหน้าตัวเองก่อนว่าพอโดนถลกหรือไม่? ฮา

เอ้า! ต่อไปเป็นการถลกหนัง น้อง Joint 08

น้อง Joint 08

มีเนื้อหาดังนี้

.................................

ระหว่างการประชุมหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้

1. ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก (นครควิเบก, ประเทศแคนาดา, เดือนกรกฎาคม 2008) ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2............................

แล้วข้อความใน Joint Communique นี้ล่ะ ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตอีกหรือ แล้วข้อความที่ว่า

(1)".....สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร....."
(2)"......ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา......."
(3)".......ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดนทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา......."

มันหมายความว่าอย่างไร?

ที่ร้ายสุดคือ (2) และ (3) ที่ I Pad ตัดตอนมาให้ดู เป็นข้อความที่ส่งผลเสียที่สุดเพราะมันหมายความว่าไทย สนับสนุนการเสนอของกัมพูชา (2) โดยใช้เอกสารตามการเสนอของฝ่ายกัมพูชา (3) ซึ่งเนื้อหาแบบนี้ ไอ้ล้านเหล่ถือดีอย่างไรไปเซ็นต์ยินยอม โดยไม่ถามความเห็นชอบ และรับการอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน ทั้งๆ ที่ ม. 190 (2) ของ รธน. 50 ก็ระบุบังคับไว้

นี่ถือเป็นการตีความเกิน กม. อีกหรือ เอกสารที่บอกให้ "สนับสนุน" ให้ขึ้นทะเบียน "ตามการเสนอของกัมพูชา" โดยใช้ "เอกสารตามแผนที่ที่กัมพูชาเสนอมา" แบบนี้ยังไม่เข้าข่ายการกระทำที่อาจเปลี่ยนแปลงอาณาเขตจริงๆ หรือ

หนังหน้าหายไปอีกชั้นแล้วนะ ด๊อก

ฉะนั้น พธม., ศ. สมปอง, อ. เทพมนตรี, อ. มล. วัลวิภา และ พี่น้องเอ๊ย! ไม่จำเป็นต้องไปตีความว่า MOU 43 กับ Joint Comm. เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เพราะเอกสารทั้งสองชิ้นก็ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ดังที่ยกตัวอย่างสนธิสัญญาทั้งสองชุดมาให้ดู

และขอย้ำอีกที ตามนิยาม สนธิสัญญา เวียนนา คศ. 1969.... สนธิสัญญา ไม่จำเป็นต้องมีชื่อว่า สนธิสัญญา แต่เอกสารที่มีการทำความตกลง 'ร่วม' กันของคู่พันธกรณีต่างหาก ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรมีศักดิ์เท่ากับ สนธิสัญญา ทั้งสิ้น

แล้วความจริงก็เห็นชัดๆ แล้วว่า MOU 43 เป็นสนธิสัญญา ซึ่งอยู่ในระหว่างการใช้ รธน. 40 จึงต้องปฏิบัติตาม มาตรา 224 (ที่เอ็งก็ยกข้อความมาให้ดูเอง ดังนั้นคงเลิกเถียงได้นะ) ส่วน Joint Comm 08 อยู่ภายใต้ รธน. 50 ก็ย่อมต้องปฏิบัติตาม มาตรา 190 (2)

เมื่อ เอกสารทั้งสองยังไม่ได้รับการรับรองให้สัตยาบันต์โดยรัฐสภาทั้งสองชิ้น แล้วมันเป็นตลกร้ายตรงไหน?

นี่สับสนทางเพศหรือเปล่าด๊อก![/color][/quote]