สัญญาณจากเวทีสมัชชาประชาธิปัตย์ ‘อภิสิทธิ์’ถามย้ำคนใต้เอาไหมอุตสาหกรรม

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในภาคตะวันออกจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งผลให้รัฐบาลต้องรีบตัดสินใจในเรื่องทิศทางการพัฒนาประเทศไปด้วย โดยเฉพาะในภาคใต้ เนื่องจากความต้องการขยายตัวของอุตสาหกรรมมีอยู่ตลอดเวลา แต่ภาคตะวันออกไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้สะดวก ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น การคัดค้านของชาวบ้าน รวมทั้งการปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่ยังไม่มีความชัดเจน เช่น เรื่องการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางด้านสุขภาพ หรือ เอชไอเอ(HIA)
เป็นที่น่าสังเกตว่าในงานสมัชชาประชาชน ประชาธิปัตย์ 2552 “เชื่อมั่นประเทศไทย เชื่อมั่นประชาธิปัตย์” ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 -13 ธันวาคม 2552 ที่โรงแรมเจ.บี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถามผู้เข้าร่วมประชุมถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ว่า จะเอาหรือไม่เอาอุตสาหกรรมอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่นายอภิสิทธิ์มีคำถามเช่นนี้ต่อคนใต้ผ่านเวทีสาธารณะ โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ระเดินทางลงมาพบกับภาคเอกชนภาคใต้ที่อำเภอหาดใหญ่ ครั้งสองในงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์พัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน”เมื่อวัน 29 พฤศจิกายน 2552 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
เป็นคำถามที่เหมือนต้องการให้คนใต้รีบให้คำตอบ รัฐบาลจะได้ตัดสินใจว่าทิศทางการพัฒนาภาคใต้จะไปทางไหน ในขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน การก่อสร้างรถไฟและท่อส่งน้ำมันกำลังถูกผลักดันให้เดินหน้าต่อไป เช่นเดียวกับพื้นที่ขนาดใหญ่ยักษ์ที่ต้องใช้เพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมหนักจะมีความชัดเจนมากขึ้นในไม่ช้าจนน่าตกใจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวในที่ประชุมวันแรกท่ามกลางผู้ร่วมงานจากพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคจำนวนมาก โดยถามผู้เข้าร่วมประชุมถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ด้วยว่า มีความเห็นอย่างไรกับการพัฒนาภาคใต้ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า การลงทุนด้านอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกถึงจุดอิ่มตัว และภาคธุรกิจอยากให้การลงทุนเหล่านั้นมาขยายต่อที่ภาคใต้ในโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด แต่ก็อยู่กับคนภาคใต้ว่า ประชาชนมีความต้องการจริงหรือไม่ เบื้องต้นในส่วนของฝั่งอันดามันนั้นมีเพียงจังหวัดสตูลที่มีเสียงตอบรับ โดยไม่กังวลเรื่องท่องเที่ยวเหมือนจังหวัดอื่นๆ ส่วนฝั่งอ่าวไทยได้มีเพียงจังหวัดสงขลา ขณะที่จังหวัดอื่นๆ นั้นมีเสียงสะท้อนในการคัดค้านเป็นส่วนใหญ่
เช่นเดี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เริ่มมีการศึกษาหาสถานที่ก่อสร้างแล้วเกิดการต่อต้านจากชุมชน ก็ต้องหาคำตอบว่าถ้าไม่เอาพลังงานนิวเคลียร์แล้วจะเอาพลังงานใดมาใช้ในอนาคต แต่หากทั้ง 2 เรื่องนี้ประชาชนมีความต้องการจริง รัฐบาลจะกวดขันในเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวไว้มีดังนี้ว่า ประวัติศาสตร์การเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์มักเป็นรัฐบาลในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตปัญหา เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล หลังจากที่เป็นพรรคฝ่ายค้านมาร่วม 7 – 8 ปี บ้านเมืองกำลังมีปัญหาใหญ่ที่มีความสลับซับซ้อน
ปัญหาที่เกิดขึ้น กล่าวคือ 1.ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายปี และหลายฝ่ายยังมองไม่เห็นทางออก 2.การเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนในช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมา ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยภาพรวมที่เคยเติบโตกลับติดลบ 20-30%
การเข้ามาของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ประชาชนมีความคาดหวังว่า จะสามารถนำพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปได้ ซึ่งทางพรรคเองได้เล็งเห็นและตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และได้ริเริ่มวาระของประชาชนขึ้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งผลการทำงานเกือบครบ 1 ปีนั้น รัฐบาลได้ผลักดันนโยบายได้เกือบทุกด้านภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของสภาที่ถือว่า เป็นยุคแรกที่ต้องมีการตรวจสอบองค์ประชุมทุกครั้งที่จะมีการลงคะแนนในทุกๆ เรื่อง
อย่างไรก็ตาม การทำงานของรัฐบาลนั้นก็ยังถือว่าสามารถผลักดันการแก้ไขข้อกฎหมายต่างๆ ที่นำไปใช้รองรับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้มากกว่า 2 รัฐบาลที่ผ่านมาโดยเฉพาะนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีทั้ง พ.ร.บ.(พระราชบัญญัติ), พ.ร.ก.(พระราชกำหนด) ที่ผลักดันมาจากสภานั่นเอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี้ได้เป็นไปตามเป้าหมาย จากที่เศรษฐกิจติดลบตั้งแต่ต้นปี กลับฟื้นตัวขึ้นมาทุกๆ ไตรมาส จาก -7.1, -4.5 และ -2.8 ตามลำดับ และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะเป็นบวกอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกๆ ทางผสมผสานกัน เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) เป็นต้น แม้ว่าช่วงแรกจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ผ่านมา จะใช้โครงการขนาดใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ครั้งนี้เราเปลี่ยนวิธี เพราะเห็นว่าโครงการขนาดนั้นใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเกิดขึ้นได้ ผลตอบรับทำให้สามารถหยุดยั้งวิกฤตไม่ให้ฉุดเศรษฐกิจดิ่งถลำลึกลงได้ และมีตัวเลขผู้ตกงานเพียง 458,000 คนจากที่มีการประเมินไว้ในตอนแรกสูงถึง 1 ล้านคน และภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีอาจจะติดลบแค่ 3% เท่านั้น
“ถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่ร้ายแรงที่สุด แต่ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เสียสมาธิกับการแก้ปัญหาประชาชน และไม่ได้ปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดเห็นตราบเท่าที่ยังอยู่ในกรอบกติกา เพราะมีรัฐธรรมนูญรองรับการแสดงออกทางการเมืองอยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ในด้านการท่องเที่ยวก็เช่นกัน จากสถิติยอดนักท่องเที่ยวในรอบ 11 เดือนที่ผ่านมามากถึง 12.4 ล้านคน และภายในสิ้นปีนี้ไม่น่าเป็นห่วงว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะสามารถกระตุ้นให้ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มเป็น 14 ล้านคนตามเป้าไม่ได้ แม้ว่าผลกระทบในช่วงแรกทำให้ยอดนักท่องเที่ยวหายไป 20-30% ก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงความคืบหน้าโครงการไทยเข้มแข็งว่า ได้มีการใช้จ่ายพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว 3.5 แสนล้านบาท และยังเหลืออีก 4 แสนล้านบาทที่รอการมีส่วนร่วมของประชาชนนำเสนอเพื่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ โดยรัฐบาลมีโครงการที่จะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น แน่นอนที่สุดคือโครงการรถไฟรางคู่ โดยเน้นความปลอดภัย และเพิ่มขีดความเร็ว 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากปัจจุบันวิ่งเร็ว ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 5 จังหวัดชายแดนใต้นั้น ถือว่าการทำงานของรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเดินไปตามเป้าที่วางไว้ ทั้งในกฎหมายที่จะรองรับการปรับปรุง ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ได้ผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 แล้ว นอกจากนี้ก็มีการจัดทำแผนพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มาจากล่างขึ้นบน ร่วมด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในอีกไม่ช้านี้โครงการก่อสร้างถนนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เคยค้างคาไว้ จะทยอยเปิดให้บริการประชาชนอย่างแน่นอน
ในส่วนความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านดั่งเช่นมาเลเซียนั้น นับว่าดาโต๊ะ ซรี มูห์ฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน ฮัจญี อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียมีความเข้าใจไทยเป็นอย่างมาก และยังแสดงความมั่นใจและเห็นด้วยกับนโยบายที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินอยู่ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องภายในประเทศที่มาเลเซียไม่เคยแทรกแซง และยังแสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนไทยอีกต่างหาก
“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีที่นั่งในภาคใต้มายาวนาน แต่เวลานี้ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) บางคน บางเขตอยู่เหมือนกัน การเลือกตั้งครั้งหน้าต้องได้เก้าอี้เพิ่มขึ้นให้ได้ โดยการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนจะต้องสามารถตอบโจทย์ให้ได้ ซึ่งนั่นจะเป็นคำตอบเช่นกันว่า ครั้งหน้าจะมีที่นั่งครบในภาคใต้หรือไม่ ซึ่งถ้าเรายังไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ แม้แต่ที่นั่งในจังหวัดที่ไม่น่าจะพลาดก็มีโอกาสชวดเหมือนกัน” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
........
หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ราคายางพาราหลังจากยึดอำนาจมาแ
ราคายางพาราหลังจากยึดอำนาจมาแล้ว
ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
หากจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรม จะมีแรงงานหรือไม่
หรือว่าเอาอุตสาหกรรม แต่วัตถุดิบและแรงงานมาจากที่อื่นทั้งนั้น
ผลิตแล้วขายที่ไหน
มลพิษจะเป็นอย่างไร
ขยะจะทิ้งที่ไหน
มีคนฉลาดๆ พูดเก่งๆ
งานอุตสาหกรรม พูดเก่งอย่างเดียวไม่ได้
คนใต้เอาไหมอุตสาหกรรม
คนใต้เอาไหมอุตสาหกรรม ?
ตอบ...๑.ไม่เอา...เราเป็นนักกสิกรรม พวกเราไม่ต้องการอุตสาหกรรม มลภาวะสิ่งแวดล้อมจะเสียไป มันจะทำให้เราอยู่กันอย่างเดือดร้อน เป็นโรคต่างๆนาๆ เช่น แถบมาบตาพุด ขายยางพาราอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องแปรรูป ไม่ต้องเพิ่มมูลค่า ไม่ต้องมีโรงงาน โรงงานมันเป็นต้นกำเนิดของของเสีย เมื่อราคายางแพง..เราก็ได้สบายกัน หากยางพาราราคาถูกลง..เราก็ลดพื้นที่ปลูกเสีย คือ ยางจะได้มีน้อยลง เมื่อเป็นอย่างนี้ ราคามันก็จะสูงขึ้นแน่นอน เราก็จะสบาย
๒. เอา...เราขายยางธรรมชาติ ขายกันเอง ราคามันถูก แถมยังถูกนายหน้ากดราคาอีก แม้จะรวมตัวกันนำไปขายให้
โคอ๊อป ที่สุราษฎร์ฯ ก็ตาม มันมีทั้งตัวกลางไทย และตัวกลางเทศ เราจึงได้เงินกลับมาน้อย หากเราแปรรูปนิดหน่อยแล้วจึงขาย มันจะขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นโรงงานผลิตยางมันน่าจะมีขึ้นได้แล้ว และในโรงงานมันจะผลิตได้ได้คราวละมากๆ อีกอย่างเรามีเวลาว่างมาก กล่าวคือ ต้นยางที่ปลูก มันจะให้น้ำยางดิบจำนวนมากในตอนอากาศเย็นๆตีสามเป็นต้นไปจนถึงสว่าง เมื่อออกกรีดยาง สายๆก็เลิกแล้ว จากนั้น ก็ทำยางแผ่นกันสวนใครสวนมัน ราวเที่ยงก็เสร็จ
การพูดตั้งคำถามเช่นนี้ ทุกคนน่าจะทำได้กันหมด ไม่สมควรที่พรรคการเมืองอาสาเข้ามาแก้ปัญหาของประชาชน จะคิดได้แค่นี้เลย...การตั้งคำถามพื้นๆเช่นนี้ แสดงถึง การมีแต่ความคิดคับแคบไม่กว้างไกล คล้ายๆกับมันเป็นสันดานของนายหน้า ที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร..เรื่องนี้มันได้ให้ความหมายตรงเป๊ะ กับคำว่า "นายหน้าค้าความจน"ที่มีคนเคยพูดไว้..
น่าจะถามว่า เอาไหม
น่าจะถามว่า เอาไหม ความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเก่า ถ้าอยากเอา อย่าเลือกประชาธิปัตย์ ....
มาร์คเป็นแค่นายกหุ่นเชิด จับไ
มาร์คเป็นแค่นายกหุ่นเชิด
จับไม้กวาด ยังจับไม่เป็นเลย
แล้วอย่างอื่น จะทำอะไรเป็น
กระจายสารพิษทั่วไทย
กระจายสารพิษทั่วไทย แน่นอน
ที่ระยองยังควบคุมไม่ได้ก็เลยหนีปัญหาไปใต้
ค่าชดเชยผลกระทบกับชาวบ้านคงอร่อยปากแน่ ปชป ถนัดนัก
Why he says that? They are
Why he says that? They are not part of Thailand, I thought, he is Leader of Thailand. This word is not good for Thailand. Why? ‘อภิสิทธิ์’ถามย้ำคนใต้เอาไหมอุตสาหกรรม.
จะอย่างไร ดี หรือ ไม่ดี
จะอย่างไร ดี หรือ ไม่ดี จะทำงาน เป็น หรือ ไม่เป็น
จะบริหารประเทศชาติให้เจริญ หรือ ล่มจม นายหัวจะ....สุด ๆ ...... ๆ
คนใต้ส่วนใหญ่ก็เลือกประชาธิปัตย์อยู่ดี แต่ก็คงจะไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพของเขาไม่ได้
(ไม่ใช่ชาตินิยม แต่เป็นภูมิภาคนิยม)
มีจำนวนน้อยที่จะไม่เลือก เพราะเลือกตั้งที่ไร แพ้ทุกที 555 +
(ทั้ง ๆ ที่คนเก่ง คนมีฝีมีมีอยู่ก็มาก)
แต่ภาพรวมต่อให้คนใต้ทั้งภาคเลือกประชาธิปัติย์ ได้เป็น ส.ส. ครบทุกจังหวัด
(รวม กทม. บางส่วน)
เสียก็ไม่พอจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน เพราะสู้คนเหนือ + อิสานไม่ได้
(พลเมืองเยอะกว่า)
แน่นอนที่สุดย่อมมีจำนวนเสียง ส.ส. มากกว่าชัวร์ที่สุด ได้จัดตั้งรัฐบาล
(เลือกตั้งครั้งหน้าบุรีรัมย์ อย่าคิดว่าจะรอด)
ที่รีบถามเพราะจะอยู่นานอีกไม่ได้แล้ว ไปไม่รอด จะหน้าด้านอยู่ต่อไปก็โดนฟ้องขอรับ
ละเลยต่อหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาคเอกชน
(หลายแสนล้านนะจ๊ะ)
ประชาธิปัตย์แน่จริงอยู่ให้นาน ๆ ต่อไปได้ร้อง คุก ๆ คุก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ผู้นำไม่จำเป็นต้องจับไม้กวาด
ผู้นำไม่จำเป็นต้องจับไม้กวาด มีงานอย่างอื่นที่สำคัญ ๆ กว่านั้น
เราว่าเขาเหมาะกับงานด้านการเก
เราว่าเขาเหมาะกับงานด้านการเกษตรมากกว่านะ แบบว่า........เดินทางไปไหนก็มีแต่ชาวบ้านเอาถุงปลาร้าผสมอุจาระมาเขวี้ยงใส่ ดีเลย ให้พี่แกแบกถังเอาไว้รอรับซะเลย
เอาไปทำปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอย่างดีเลย
ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรด้านอุตสาหกรรมเขาหรอกคู๊ณ..มาทำงานที่มันเข้าท่าเข้าทางเหอะ
ก็บอกแล้วไง
ก็บอกแล้วไง งานที่เหมาะกับพี่แกน่ะ ให้ถือถังรอรับอุจจาระ(ถุงปลาร้าผสมขี้) ที่ชาวบ้านแทบทุกหนทุกแห่งพร้อมใจกันหามาฝาก
เก็บเอาไปทำปุ๋ยคุณภาพสูงได้เยอะนะ เชื่อดิ