|
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์, สมาคมจดหมายเหตุสยาม, และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอภิปรายเรื่อง สยามประเทศ (ไทย) หลังสมัคร 1: การเมืองกับลัทธิชาตินิยม กรณีศึกษาปราสาทเขาพระวิหาร/รัฐบาลสมัครปัญหาและทางออก ณ ห้อง 201 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.
มีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตส.ว.จังหวัดตาก และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.,ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดี มธ., รศ.ดร.พิภพ อุดร อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ., รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการอภิปรายโดย สมฤทธิ์ ลือชัย
|
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร
สยามประเทศ(ไทย)
13 กรกฎาคม 2551
เรื่อง "ปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา"
ถึง จดหมายฉบับที่ 2 ถึงนักศึกษาธรรมศาสตร์ฯ และกัลยาณมิตร
จาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี
เรื่องของ "ปราสาทเขาพระวิหาร" ที่เป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงในการ "โค่นรัฐบาลสมัคร"และล้ม "ระบอบทักษิณ" นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะเรื่องนี้เป็น "หลุมดำ" เป็นทั้ง "ประวัติศาสตร์แผลเก่า" และ "ประวัติศาสตร์ตัดตอน" ที่จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ "บ้านเมืองของเรา" กับ "ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา" ดังนั้น จึงขอบรรยายเพิ่มเติมให้ทราบทั่วกันตามลำดับ ดังต่อไปนี้
ภาพจาก: หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 30 มิถุนายน 2008
ภาพมุมสูง ปราสาทเขาพระวิหารจากฝั่งประเทศกัมพูชา
(1)
"ปราสาทเขาพระวิหาร" คือ "หลุมดำ" หรือ black hole อันเป็น "หลุม" ลึก ดำมืด เต็มไปด้วย "โลภะ โทสะ และโมหะ" หากตกลงไปแล้ว จะปีนกลับขึ้นมาได้ยากยิ่ง มีผลร้ายต่อ "บ้านเมืองของเรา" และต่อ "ความสงบสันติ" กับประเทศเพื่อนบ้าน หลุมดำ" ดังกล่าวนี้ ถูกขุดไว้นานแสนนานด้วย "ประวัติศาสตร์แผลเก่า" และ"ประวัติศาสตร์ตัดตอน" อันเป็นผลพวงและมรดกของทัศนคติและความเชื่อว่าด้วย "ลัทธิชาตินิยม" ในสาย"สกุลเสนาอำมาตยาธิปไตย" ที่ถูกปลุก-ปลูก-สร้างขึ้นมาหลัง "การปฏิวัติ พ.ศ. 2475"
(2)
สำหรับเรื่องของ "ประวัติศาสตร์แผลเก่า" และ "ประวัติศาสตร์ตัดตอน" นั้น ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่าโดยทั่วๆเรามักจะถือว่า "ประวัติศาสตร์ (ปวศ) คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต และมีนักประวัติศาสตร์นำมาเขียน นำมาเล่า นำมา "ผลิตซ้ำๆ" ให้รับรู้กันต่อๆมา ไม่ว่าจะนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ นำมาคีย์ใส่ไว้ในเว็บ นำมาเล่ามาแสดงทางวิทยุหรือทีวี" เป็นละคร เป็นภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุดคือนำมาเป็นตำราเรียนบังคับให้เรา "ท่องจำ" (อย่างน่าเบื่อหน่าย)
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปวศ อาจจะเป็นเรื่องราว ที่ "เราเชื่อ" หรือ "ถูกทำให้เชื่อ" ว่าเกิดขึ้นจริง ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นจริงๆก็ตาม และในทางตรงกันข้าม ตำราเรียน ปวศ. ก็บังคับให้เรา "ลืม" อะไรบางอย่างไป กล่าวโดยย่อ ปวศ อาจเป็นทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือที่เชื่อว่า (โดยอาจไม่ได้) เกิดขึ้นจริง มีทั้งเรื่องที่ถูกให้ "จำ" กับถูกให้"ลืม" ดังนั้น ปวศ จึงเป็นได้ทั้ง "ปัญญา" และเป็น "อวิชชา"
ส่วนคำว่า "ปวศ แผลเก่า" หรือบางทีก็เรียกว่า "ปวศ บาดแผล" นั้น หมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วยังค้างอยู่เป็น "สนิมคาใจ" เป็นแผลเก่าที่ยังไม่หายสนิท เป็นแผลทั้งที่ฝังตัวอยู่ในชาติ และในระหว่างชาติ ดังเช่นเรื่อง"ปราสาทเขาพระวิหาร" กับเรื่องของ "มณฑลบูรพา" (เดิมชื่อมณฑลเขมร) ที่เป็นแผลเก่าค้างคาอยู่ในจิดใจของชนชาติไทย กับชนชาติกัมพูชา สะกิตขึ้นมาเมื่อไร ก็เหวะหวะ ระเบิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา เผาไหมได้ทุกครั้ง ดังตัวอย่างที่เห็ฯในเรื่องของการ "โค่นรัฐบาลและล้มระบอบ" ในปัจจุบัน หรือเรื่องการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
สำหรับคำว่า "ปวศ ตัดตอน" นั้น หมายถึงปวศ ที่ถูกตัดตอน มองเฉพาะส่วน มองเฉพาะด้าน หาได้มองหรือเข้าใจว่า ปวศ นั้น "มีได้หลายด้าน" ดังนั้นในกรณีของ "ปราสาทเขาพระวิหาร" กับ กรณีของ "มณฑลบูรพา"ก็มองหรือเข้าใจ หรือเชื่อว่าไทยเรานั้น "เสียดินแดน" หาได้มองว่าเรานั้น "ได้ดินแดน" นั้นมาก่อนแล้วจึงได้"เสียดินแดน" นั้นไปไม่ อันที่จริง ปวศ ของ "ปราสาทเขาพระวิหารและมณฑลบูรพา" มีทั้งสองด้าน คือมีด้าน"เสียดินแดน" และมีด้าน "ได้ดินแดน"
(3)
"ปราสาทเขาพระวิหาร" เป็นเทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู-พราหมณ์ เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอด
"ปราสาทเขาพระวิหาร" เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม "บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ" ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง "ปราสาท" ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง "ปราสาท" ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา (โบราณ) เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ "ศรียโสธร-นครวัด-นครธม"
(4)
ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์"ยโสวรมันที่ 1" ถึง "สุริยวรมันที่ 1" เรื่อยมาจน "ชัยวรมันที่ 5-6" จนกระทั่งท้ายสุด "สุริยวรมันที่ 2" และ "ชัยวรมันที่ 7" จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)
"ปราสาทเขาพระวิหาร" ถูกทิ้งปล่อยทิ้งร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธร (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา "เสียกรุง" ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และก็ "หนีเสือไปปะจระเข้" คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง
แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียง "ประวัติศาสตร์ตัดตอน" เรื่องการ "เสียกรุงศรีอยุธยา" (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ "ได้กรุงศรียโสธร" (พ.ศ. 1974) สยามไทยเราถูกสอนให้ "จำ" ว่า "เสียกรุงศรีอยุธยา" แต่เราก็ถูกสอนให้ "ลืม" ว่า "ได้กรุงศรียโสธร"
"ปราสาทเขาพระวิหาร" ถูกลืมทิ้งไว้รกร้างอยู่ในป่าเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น "อาณานิคม" ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ"สยาม" นั่นแหละ "ปราสาทเขาพระวิหาร" จึงกลับกลายมาเป็นประเด็นหรือเรื่องสำคัญขึ้นมา เป็นที่สนใจของนักโบราณคดี นักอ่านศิลาจารึกฝรั่งเศส แล้วก็กลายมาเป็นประเด็นของการขีด "เส้นเขตแดน" หรือการทำ"แผนที่" ของนักการเมืองนักปกครองของรัฐบาลไทยสยาม รัฐบาลฝรั่งเศส และท้ายที่สุดคือรัฐบาลกัมพูชา
(5)
หลัง "เสียกรุง" เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าตากสินสถาปนากรุงธนบุรี และต่อมารัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงเทพฯขึ้นมาได้ สยามประเทศในสมัยนั้น ก็แผ่อำนาจไป "ได้ดินแดน" ทั้งลาวและกัมพูชามาเป็น"ประเทศราช" ให้เจ้ามหาชีวิตปกครองลาว ให้กษัตริย์ขะแมร์ปกครองกัมพูชา แต่ต้องส่งส่วยบรรณาการให้กรุงเทพฯ เป็นประจำ (เป็น "เมืองขึ้น/ประเทศราช" แบบอุษาคเนย์ หาใช่ "อาณานิคม" แบบฝรั่งไม่) ดังนั้นถ้าจะว่า "ปราสาทเขาพระวิหาร" ขึ้นอยู่ หรือเป็น "ของ" สยามในสมัยนี้ ก็ว่าได้ แม้จะไม่มีใครสนใจจะไปดูแล ไปกราบไหว้บูชาเท่าไรนัก (ยกเว้นแต่ชาวบ้านแถบๆนั้น) ส่วนเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ นั้น สยามในรัชกาลที่ 1 ยึด "ได้ดินแดน" มาจากกษัตริย์กัมพูชา และตั้งขุนนางท้องถิ่นตระกูลอภัยวงศ์ (พระยายมราชเขมร) ปกครองขึ้นโดยตรงกับกรุงเทพฯ จะกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 และนี่ก็นำเรามาถึงยุคสมัยลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (และอังกฤษ)
(6)
สมัยนั้น กล่าวได้ว่า "ปราสาทเขาพระวิหาร" หาใช่ "ประเด็น" หรือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรไม่ คือ เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วในสมัยของลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีกรมพระยาดำรงฯ เป็น มท. 1 หรือ "พระหัตถ์ข้างขวา" นั้น ตัวปราสาทเองก็ถูกทิ้งร้างอยู่ในป่า หนทางที่จะไปถึงได้ก็แสนจะทุรกันดาน คนที่อาจจะสนใจบ้างก็มีเพียงนักโบราณคดี นักศิลาจารึก หรือข้าราชการของฝรั่งเศสและสยามจำนวนเพียงไม่กี่คน ประชาชนทั่วๆไปยกเว้นชาวบ้านแถบนั้น ไม่รู้จักปราสาทเขาพระวิหาร
ดังนั้น เมื่อสยามประเทศถูกคุกคามเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436 Paknam Indident 1893) ฝรั่งเศสส่งเรือรบทะลวงปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาจอดข่มขู่อยู่ใกล้ๆโรงแรมโอเรียนเตล จนสยามเราเกือบเสีย "เอกราชและอธิปไตย" ก็ทำให้รัฐบาลของรัชกาลที่ 5 ต้องใช้ "นโยบายไผ่ลู่ลม" ต้องยอมสละอำนาจอธิปไตยเหนือฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (คือลาว)
เท่านั้นยังไม่พอ ฝรั่งเศสยังยึดทั้งเมืองจันทบุรี เมืองตราดกับเมืองด่านซ้าย (ที่มีพระธาตุศรีสองรักและผีตาโขนในจังหวัดเลย) ไว้เป็นประกันและต่อรอง ก็ทำให้พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 และ มท. 1 ของท่าน สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ต้องยอมเจรจาและตกลงเรื่อง "เส้นเขตแดน" สร้าง "แผนที่" ขึ้นมาใหม่
(7)
เรื่อง "เส้นเขตแดน" หรือ "แผนที่" นี้ จะทำกันขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2447 ถึง 2450 คือ (1904-1907) คือ เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมาแล้ว ที่ทำให้มีการแลกเปลี่ยนดินแดน ต้อง "เสียดินแดน" ยกเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองศรีโสภณ หรือ "มณฑลบูรพา" (มณฑลเขมร) ให้ฝรั่งเศสในกัมพูชาไป รวมทั้งยินยอมต่อการลากเส้น "แผนที่" ให้ "ปราสาทเขาพระวิหาร" อยู่ฝั่งโน้น ส่วนสยามเรา "ได้ดินแดน" เมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้ายกลับคืนมา (เป็น give and take)
นี่คือ "กุศโลบายเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของสยาม" หาใช่การเสีย "ค่าโง่" (ครั้งที่ 1) หรือ "ไม่มี"ความรู้เรื่องวิชาแผนที่ไม่ เรื่องของ "แผนที่และเส้นเขตแดน" นั้น รัฐบาลสยามในสมัยนั้น ก็ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2418 ก็ทรงว่าจ้างชาวอังกฤษ คือ นายเฮนรี อะลาบัสเตอร์ (ต้นตระกูลเศวตศิลา) มาเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเรื่องการทำแผนที่ มีการทำแผนผังเมืองกรุงเทพฯ แผนที่วางสายโทรเลขไปเมืองพระตะบอง แผนที่น่านน้ำอ่าวไทย และยังมีการว่าจ้างผุ้เชี่ยวชาญอย่าง นายเจมส์ แมคคาธี (ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป้น พระวิภาคภูวดล เจ้ากรมเซอร์เวทางและทำแผนที่) มาช่วยทำแผนที่พระราชอาณาเขตที่มีปัญหากับเจ้าอาณานิคมฝรั่งอีกด้วย
ขอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ ปี พ.ศ. 2452 ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะสวรรคตเพียง 1 ปี ก็ทรงยอมตกลงกับอังกฤษ ขีด "เส้นเขตแดนและแผน" ที่ทางภาคใต้ อันเป็นผลที่อังกฤษได้สี่รัฐมลายู คือ กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปะลิสไป และเราฝ่ายไทยก็รักษาปัตตานี ยะลา และนราธิวาสไว้ในราชอาณาจักรสยาม (อันมีปัญหาความรุนแรงมากมายมหาศาลในปัจจุบัน)
กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 กับ มท. 1 ของท่าน สยามเป็นประเทศเดียวในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รักษาเอกราชไว้ได้ ฝ่าย "ราชาธิปไตย" ของราชอาณาจักรสยาม ได้ยอมรับเส้นเขตแดนหรือ"แผนที่" ที่เป็น "รูปขวานทอง" อย่างที่เรารู้จักกันทางด้านทิศตะวันออก คือ ลาวและกัมพูชาที่ตกเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด
ในขณะที่ทางด้านทิศใต้ 4 รัฐมลายูดังกล่าวตกเป็นของอังกฤษ และในสมัยนั้น ก็ถือได้ว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติกับมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา "เอกราชและอธิปไตย" ส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ ซึ่งก็หมายความว่าในขณะเดียวกันว่า ชนชั้นเจ้าและขุนนางของสยาม ก็รักษาอำนาจและสถานะของตนไว้ได้ด้วยเช่นกัน เกิดระบอบกษัตริย์ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ขึ้นอย่างแท้จริงในประเทศ
หรือกล่าวให้ตรงประเด็นของเรื่องนี้ ก็คือ "ราขอาณาจักรสยาม" อันมีสถาบันหรือระบอบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง รับรู้และรับรองเส้นเขตแดน "แผนที่"ดังกล่าว แต่จะมาเปลี่ยนเป็น "ไม่ยอมรับ" ต้อง "เรียกร้องดินแดนคืน" สร้าง "วาทะกรรม" ว่าด้วย "การเสียดินแดน" ก็ในสมัยที่เปลี่ยนนามประเทศเป็น "ราชอาณาจักรไทย" ของบรรดาอำมาตยาเสนาธิปไตยหลัง พ.ศ. 2475 หรือ "ระบอบพิบูลสงคราม-ระบอบสฤษดิ์/ถนอม/ประเภาส" นั่นเอง
(8)
และก็ดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475เพียง 3 ปี เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง "อภิรัฐมนตรี" และนายกราชบัณฑิตสภา ครั้งเสด็จเป็นขบวนใหญ่ไปทอดพระเนตรปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงแจ้งไปยังข้าราชการอาณานิคมฝรั่งเศสเป็นการล่วงหน้า
ในขบวนเสด็จครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญๆมากหน้าหลายตา มีทั้งพระยาเพชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา (เดิมเรียกว่ามณฑลลาวกลาง) ทั้งพระยาอนุศาสนจิตรกร (จันทร์ จิตรกร พ.ศ. 2414-2492) นายช่างคนดังที่วาดรูปพระนเรศวรชนช้างที่วัดสุวรรณดารารามในอยุธยา (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษฝ่ายมารดาของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ถูก "ส้มหล่น" ทับกลายเป็น นรม.) ตลอดจนพระธิดา เช่น ม.จ. พัฒนายุ ดิศกุล ม.จ. พิไลเลขา ดิศกุล ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล มีขุนนางชื่อดังๆแห่งยุคสมัยนั้น เช่น ม.จ. เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ราชเลขาธิการ กับพระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) ฯลฯ
ส่วนทางฝรั่งเศสก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถึงกับส่ง "เรสิดัง" หรือข้าหลวงเมืองกำปงธม กับนักโบราณคดีชื่อดังนาม "ปามังติเอร์" (Henri Parmentier) มาเป็นวิทยากรต้อนรับ เข้าแถว แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ชักธงไตรรงค์ฝรั่งเศสถวายอย่างสมพระเกียรติ ขอแทรกตรงนี้ไว้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ สนพระทัยโบราณคดีเป็นพิเศษ และทรงเป็นสมาชิกของ Ecole Francaise Extreme Orient ที่สมัยหนึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงฮานอยด้วย (สมัยนั้นเรียกชื่อหน่วยงานนี้ว่า "มหาวิทยาลัยฝรั่งแห่งประเทศตะวันออก" แต่สมัยนี้เรียกว่า "สถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ" มีสาขาของสำนักงานอยู่ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน ธนบุรี)
ในการเสด็จครั้งนั้น 2472 มีการให้ทรงพักแรมค้างคืนบนเขาพระวิหาร มีการเลี้ยงต้อนรับ มีการกล่าวสุนทรพจน์แลกเปลี่ยนกัน มีการขอบใจสยามที่ช่วยส่งทหารไปรบช่วยฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1 (มหายุทธสงคราม) รวมทั้งมีการดื่มถวายพระพรรัชกาลที่ 7 มีการรูปถ่ายร่วมกันมากมายหลายรูป
พูดง่ายๆ บรรยากาศนั้นชื่นมื่นและสมานฉันท์อย่างยิ่ง (โปรดดูบันทึกของขุนบริบาลบุรีภัณฑ์เรื่อง"จดหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน มณฑลนครราชสีมา ของสมเด็จกระพระยาดำรงฯ พ.ศ.2472"
แต่นี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทนายฝ่ายกัมพูชานำไปใช้เสนอต่อศาลโลก ที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนข้อมูลและขาดการศึกษาหลักฐานจดหมายเหตุ (แม้กระทั่งที่เป็นหลักฐานของสยาม/ไทยเราเอง) ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505
(9)
การที่ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาที่ตามเสด็จไปด้วย (รวมทั้ง ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล) จะมากล่าวเล่าและถ่ายทอดความต่อมาภายหลังอีก 30-40 ปีว่า "พวกฝรั่งเศสมันทะลึ่งที่มาจัดแถวต้อนรับแบบนั้น" เป็นการแก้เกี้ยวในสมัยหลังเสียมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะ "ลัทธิอำมาตยาเสนาชาตินิยม" ของ 2 ระบอบและ 2 จอมพล คือ ป. พิบูลสงครามกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (กับหลวงวิจิตรวาทการ) นั้น "แรงและร้ายกาจ" เป็นอย่างยิ่ง ใครก็ตาม (แม้จะเป็นเจ้าเป็นนาย) ก็อาจถูกกล่าวหาว่า "ไม่รักชาติ" "ขายชาติ" (อย่างนายนพดล ปัทมะ รมต. กต. ของรัฐบาลสมัครและระบอบทักษิณ) หรือไม่ก็ถูกถามว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" ได้ง่ายๆ
(10)
ขอกลับไปยังเรื่องของ "ประวัติศาสตร์แผลเก่า" และ "ประวัติศาสตร์ตัดตอน" อันเป็นปัญหาใหญ่ในความรับรู้และในทัศนคติของเรานั้น กล่าวได้ว่ามีรากเหง้ามาจาก "ลัทธิชาตินิยม" หรือ nationalism ที่มีกำเนิดมากับ"รัฐชาติ-รัฐประชาชาติ" เมื่อสยามประเทศไทยดำเนินเข้าสู่ความเป็น "รัฐสมัยใหม่" ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือสำคัญของ "ผู้ปกครอง" ที่จะทั้งสร้าง และทั้งรักษาสถานะ "ความเป็นผู้ปกครอง" ของตน (ไว้) ลัทธิดังกล่าวตั้งอยู่บนเส้นแบ่งที่หมิ่นเหม่ระหว่าง "ความรัก" กับ "ความหลง" อาจขึ้นไป "สูงส่ง" ไปอยู่ในที่อันพอเหมาะพอควร หรือลง "ต่ำ" ตกเหวหรือ "หลุมดำ" ก็เป็นได้
ในประวัติศาสตร์การเมืองของเราที่เกี่ยวกับเรื่องของ "ปราสาทเขาพระวิหาร" และ "มณฑลบูรพา" นั้น เราได้ผ่านประสบการณ์ของลัทธิชาตินิยมในสกุล "อำมาตยาเสนาธิปไตย" มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่เผชิญหน้าเราในปัจจุบันเป็นครั้งที่ 3 ที่มีทั้งความเหมือนกับความต่างกับ 2 ครั้งแรก และถูก "ชนชั้นกลางในเมือง" ของฝ่ายตรงข้าม "ฝ่ายโค่นกับฝ่ายค้าน" นำมาใช้ในการ "โค่น" รัฐบาลสมัคร กับ "ล้ม" ระบอบทักษิณ
เรื่องของ "ลัทธิชาตินิยม" สยามประเทศไทย นี้ยาวมากกว่า 100 ปี ยาวมาก ไม่เป็นที่รับรู้กันกระจ่างนัก และก็ไม่อยู่ในตำราเรียนของกระทรวงฯ แต่ก็ทรงพลังทางการเมืองมหาศาล ทำให้ผู้คน "ดุเดือด เลือดพล่าน"ต้องฆ่าฟันกัน ต้องบาดเจ็บล้มตายกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง (คนที่ตายและต้องตาย ส่วนใหญ่เป็น "คนตัวเล็กๆ") ประจักษ์พยานที่เห็นตำตาเราอยู่ใน กทม แต่อาจจะไม่ค่อยได้สังเกตกัน ก็คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นเอง
(11)
สำหรับลัทธิชาตินิยม ภาค 1 นั้น
เกิดในยุคทศวรรษ 1930s และ 1940s ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือหลังจากที่ "คณะราษฎร" ยึดอำนาจจาก"คณะเจ้า" ได้ในปี พ.ศ. 2475 ผู้นำใหม่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารอย่างพระยาพหลฯ หลวงพิบูลฯ หรือฝ่ายพลเรือนอย่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ก็เผชิญปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงภายในของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง "อำนาจใหม่" ปะทะกับ "อำนาจเก่า" ที่มีทั้ง "รัฐประหารซ้ำและซ้อน" ทั้ง "กบฏ" (บวรเดช) ทั้งการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7
ดังนั้นรัฐบาลยุคนั้น จึงหันไปสร้างความคิดทางการเมืองที่เรียกว่า "ลัทธิไทยนิยม" หรือ Thai-ism ที่จะเติบโตมาเป็น "ลัทธิชาตินิยมสกุลอำมาตยาเสนาธิปไตย" (military-bureaucratic nationalism หรือ official nationalism) กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ "ระบอบพิบูลสงคราม" ที่ "ข้าราชการทหาร ตำรวจ ศาล และพลเรือน" เป็นใหญ่
รัฐบาลปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2482 จัดการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "ราชอาณาจักรสยาม"เป็น "ราชอาณาจักรไทย" เปลี่ยน Siam เป็น Thailand เปลี่ยนเนื้อร้องของเพลงชาติสยาม เป็นเพลงชาติไทย กำหนดให้ต้องชักธงชาติและยืนตรงเวลา 8 และ 6 นาฬิกา เปลี่ยนนาม "พระสยามเทวาธิราช" เป็น "พระไทยเทวาธิราช" เปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรเป็น "ไทยๆ"
ในปีต่อมา พ.ศ. 2483 รัฐบาลปลุกระดมนิสิตนักศึกษาและประชาชนให้ทำการ "เรียกร้องดินแดน" จากกัมพูชาและลาวของฝรั่งเศส คือ "มณฑลบูรพา และ "ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง" (คือประเทศลาว) จนกระทั่งเกิดสงครามทั้งทางบกและทางทะเล (ยุทธนาวีเกาะช้าง) กับฝรั่งเศส
สมัยดังกล่าว ฝรั่งเศสกำลังอ่อนแอ สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดขึ้นแล้วในยุโรป กรุงปารีสถูกเยอรมันยึดครอง จัดตั้ง "รัฐบาลหุ่นเปแตง" ดังนั้นรัฐบาล "ลัทธิชาตินิยม" ของ ป. พิบูลสงคราม (และมันสมองคนสำคัญ คือ นายวิจิตร วิจิตรวาทการ หรือหลวงวิจิตรวาทการ นามเดิมว่ากิมเหลียง วัฒนปฤดา) จึงประสบชัยชนะทั้งการเมืองภายใน (ปราบและปรามฝ่ายเจ้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และในการเมืองภายนอก ที่ได้แรงสนับสนุนจากลัทธิทหารฟาสซีสต์ญี่ปุ่นมหามิตร ทำการยึด "ได้ดินแดน" มามากมาย ไม่ว่าจะเป็น "มณฑลบูรพา" หรือเมืองเสียมราฐ/เสียมเรียบ (นำมาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) ได้เมืองพระตะบอง ได้เมืองศรีโสภณ และได้ปราสาทเขาพระวิหารมาด้วย ส่วนทางด้านลาวก็ได้นครจำปาศักด์ ได้ เมืองไซยะบูลี (นำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆ ว่า จังหวัดลานช้าง สมัยนั้นตัวสะกดยังไม่มี ไม้โท)
ระบอบพิบูลสงคราม หรือ เสนาอำมาตยาธิปไตย สมัยนั้นปกครองดินแดนเหล่านี้อยู่ระหว่างอยู่ 5 ปี ระหว่าง9 พฤษภาคม 2484 ถึง 17 พฤศจิกายน 2489 (1941-1946) กลายเป็นจังหวัดของ "ประเทศไทย" เมื่อมีการเลือกตั้ง สส. ก็มี สส. ของตน เช่นการเลือกตั้ง 6 มกราคม 2489 หลังสงครามโลก จังหวัดพระตะบอง ก็มี นายชวลิต อภัยวงศ์ เป็น สส. จังหวัดพิบูลสงคราม ได้นายประยูร อภัยวงศ์ จังหวัดนครจำปาศักดิ์ ได้นายสอน บุตโรบล จังหวัดลานช้าง ได้นายสังคม ริมทอง เป็นต้น และในการเลือกตั้งเพิ่มเมื่อ 5 สิงหาคม2489 ก่อนที่จะต้อง "เสียดินแดน" เหล่านั้นไปให้ฝรั่งเศส ก็ได้นายสวาสดิ์ อภัยวงศ์ และพระพิเศษพาณิชย์ เป็น สส. ของจังหวัดพระตะบอง ในขณะที่จังหวัดพิบูลสงครามได้นายญาติ ไหวดี เป็น สส.
ตราจังหวัดพิบูลสงคราม
รูปอนุสาวรีย์ไก่กางปีก ระยะเวลาการใช้ พุทธศักราช 2484-2489
ตราจังหวัดพระตะบอง
รูปพระยาโคตรบองเงื้อกระบองทำท่าจะขว้าง ระยะเวลาการใช้ พุทธศักราช 2484-2489
ตราจังหวัดลานช้าง
รูปโขลงช้างยืนอยู่กลางลานกว้าง ระยะเวลาการใช้ พุทธศักราช 2484-2489
หมายเหตุ
หมายเลข 1 จังหวัดพิบูลสงคราม
หมายเลข 2 จังหวัดพิบูลสงคราม
หมายเลข 3 จังหวัดจำปาศักดิ์
อนึ่ง ในช่วงของสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ด้วยความสนับสนุนจากลัทธิทหารฟาสซีสต์ญี่ปุ่นมหามิตร ระบอบพิบูลสงคราม ก็ส่งกองทัพนำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ เข้าไปยึดเมืองเชียงตุงกับเมืองพานในพม่าของอังกฤษ (แล้วนำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆ ว่า สหรัฐไทยเดิม) ทางด้านภาคใต้รัฐบาลทหารไทยก็ได้รัฐมลายูของอังกฤษมาอีก คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์ (แล้วนำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆว่า สี่รัฐมาลัย) น่าสังเกตที่ว่าในดินแดนที่ได้จากอังกฤษมานี้ ไม่มีการเลือกตั้ง สส. อย่างกรณีแรก
(12)
จะเห็นได้ว่า "ระบอบพิบูลสงคราม" ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการสร้าง "มหาอานาจักรไทย"ตาม "ลัทธิไทยนิยม" Thai-ism และ "ชาตินิยมสกุลเสนาอำมาตยาธิปไตย" Military-Bureaucratic Nationalsim ทำให้ดูเหมือนว่า "ประเทศไทย" กำลังจะกลายเป็น "มหาอำนาจ" ในอุษาคเนย์ บดบังอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส ผู้นำของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายวิจิตร วิจิตรวาทการต่างก็มีความฝันว่า "มหาอานาจักรไทย" นั้น จะ "รวมไทย ร่วมใจ รักษาอำนาจชาติไทย"ให้ใหญ่โตทั้ง "ไทย" ในรัฐฉานของพม่า ทั้งสิบสองปันนาในจีน ทั้งสิบสองจุไทยในเวียดนาม
(สมัยนั้นสะกดคำว่า "ไทย" ด้วย ย. ยักษ์ทั้งสิ้น เพื่อทำให้เป็น "ไทยๆ" แบบชื่อของประเทศหรือราชอาณาจักรไทย หาได้แยกเป็น ไท แบบไม่มี ย. ยักษ์ไม่)
และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ "ปราสาทเขาพระวิหาร" ถูกนำมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)
ในสมัยดังกล่าวนี้เช่นกัน ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงการ "ได้ดินแดน" มาต่อประชาชนว่า "ได้ปราสาทเขาพระวิหาร" มา ดังหลักฐานในหนังสือ "ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน" ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า"ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ"
(13)
แต่ก็อย่างที่เราทราบกันดีว่ามหามิตรญี่ปุ่นของไทยแพ้สงครามอย่างย่อยยับ ถูกระเบิดปรมาณู ประเทศถูกยึดครอง และสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นเกือบถูกล้มล้าง ดังนั้น รัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงครามต้องตกจากอำนาจไปชั่วคราว และดังนั้น รัฐบาลไทยปีกซ้าย หรือปีกของเสรีไทยและ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ จึงต้องคืนดินแดนที่ได้มาดังกล่าวทั้งหมดให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษไปในปี พ.ศ. 2488-89 พร้อมทั้งเสียค่าปรับจำนวนหนึ่ง และก็โชคดีที่ประเทศไม่ถูกยึดครองอย่างเยอรมนีหรือญี่ปุ่น
อย่างก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นและละเลย กล่าวคือไม่ได้มีการคืน "ปราสาทเขาพระวิหาร" ไปพร้อมกับ "มณฑลบูรพา" ทั้งนี้เพราะสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกล หนทางทุรกันดาลมากๆ ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา และก็ไม่มีใครสนใจนัก (ยกเว้นฝ่ายทหารที่ถือว่านี่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มองลงไปเห็นกัมพูชาทั้งประเทศ จำต้องยึดครองเอาไว้) ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเอง เมื่อกลับเข้ามาได้ ก็ต้องเผชิญศึกหนัก กับสงครามกู้ชาติทั้งในเวียดนาม (โฮจิมินห์) ลาว (เจ้าสุภานุวงศ์ และไกรสอน พรมวิหาน) และกัมพูชา (นโรดมสีหนุ)
และในระยะเวลานั้นแหละ คือ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ด้วยข้ออ้าง "คลาสสิก" ของการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ที่เอาจอมพล ป. และระบอบพิบูลสงคราม (เจ้าเก่า) กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และก็ในตอนนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2497 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามก็ส่งกำลังทหารขึ้นไปเสริมกำลังยึดครองไว้ให้มั่น ทำให้กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ถูกวางไว้แล้วส่งต่อให้รัฐบาลของระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ล้มระบอบพิบูลสงคราม
(14)
และนี่ ก็นำเรามาถึง ลัทธิชาตินิยม ภาค 2
ในทศวรรษ 1960s อันเป็นสมัย "สงครามเย็น" ต่อต้านคอมมิวนิสต์ นี่เป็นสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีนายถนัด คอมันตร์ เป็น รมต. ต่างประเทศ ที่รับมรดก "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" และ "ระเบิดเวลา"ดังกล่าวข้างต้นมาจาก "ระบอบพิบูลสงคราม" รัฐบาลสฤษดิ์เป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นอยู่ฝ่ายของอเมริกา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลของพระเจ้านโรดมสีหนุที่ประกาศ "นโยบายเป็นกลาง" เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง "กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช" และ "นักราชาชาตินิยม" ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน "รักชาติ" บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)
ผลที่สุดไทยก็แพ้คดีด้วยคะแนนถึง 9 ต่อ 3 สำหรับ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี
ส่วน 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น
ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและ"เขตแดนและแผนที่" ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่กัมพูชาของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทาง "ภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ" หรือ "ทางขึ้น"ไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ "กฎหมายปิดปาก" ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf
กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาหรือ "เป็นของเขา" ทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี และทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" และ "การเสียดินแดน"
(15)
ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" และ "การเสียดินแดน" ครั้งนี้ถูกสร้างและ "ถูกผลิตซ้ำ" มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าทั้ง "เขาและปราสาทพระวิหาร" เป็น "ของไทย" หรืออย่างน้อย "พวกทำงานสร้างปราสาทเหล่านี้ อาจมีคนไทยปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากก็ได้" (ม.จ. จงจิตรถนอม ดิศกุล) หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า "ขอมไม่ใช่เขมร" ดังนั้น เมื่อ"ขอม" มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศกัมพูชานั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร นี่คือ "วาทกรรม" อันเป็นส่วนหนึ่งของ "หลุมดำ-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน"
วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น "ของไทย-ของเรา" แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงประชาสัมพันธ์ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" เช่น "นายหนหวย" เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน (จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และศิลปากร ฯลฯ) รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน นสพ. รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆไปอีกด้วย
(16)
เมื่อฝ่ายไทยแพ้คดีในปี 2505 สมัยนั้นถ้าบ้านเมืองมีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง และที่สำคัญ ถ้ามี "พรรคฝ่ายค้าน" รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ก็คงล้มครืนไปแล้ว แต่รัฐบาลกลับหาความสนับสนุนด้วย "การปลุก" กระแสลัทธิชาตินิยม ให้นักเรียนนักศึกษาประชาชนเดินขบวนอยู่เกือบครึ่งเดือน เดินขบวนกันเกือบทั่วประเทศ ในกว่า 50 จังหวัด (สมัยนั้นประเทศไทยมี 71 จังหวัด) ไทยแพ้คดีเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 แต่จอมพลสฤษดิ์ ก็นิ่งเงียบอยู่ถึง 19 วัน ปล่อยให้รัฐมนตรีของท่าน เช่น จอมพลถนอม จอมพลประภาส หรือนายถนัด คอมันตร์ ออกมาพูดแทน จนกระทั่งถึงวันที่ 4 กรกฎาคม จึงได้ออกมาปราศัยทางวิทยุและทีวีพร้อมด้วยน้ำตา ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก (การดึงเรื่องไว้ถึง 19 วันนั้น ก็อาจเนื่องมาจากสุขภาพของจอมพลสฤษดิ์เอง และเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จเยือนประเทศมาลายา และก็อาจจะเนื่องต้องปรึกษากับทางรัฐบาลของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ซึ่งเป็นมิตรร่วมรบในสงครามอินโดจีนสมัยนั้น)
สมัยนั้น ภายใต้ "ระบอบสฤษดิ์" การเดินขบวนเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงของ "คณะปฏิวัติ" แต่รัฐบาลก็กระซิบผ่านมายังผู้บริหารมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ (สมัยนั้น มธ. มีจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นอธิการบดี และมี ดร. อดุล วิเชียรเจริญเป็นเลขาธิการ สมัยนั้นยังไม่มีตำแหน่งรองอธิการบดี สมัยนั้น มธ. มีนายชวน หลีกภัย เป็นนักศึกษา เป็นทีม "งิ๊วธรรมศาสตร์" สมัยนั้นยังมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนักศึกษานักโต้วาที นักจัดขบวนการแปรอักษรบนอัฒจันทร์เชียร์บอลประเพณี และเป็นนักเขียนค่าย"สยามรัฐ" เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ) รัฐบาลและผู้บริหารมหาวิทยาลัย สนับสนุนให้นิสิตนักศึกษา "ขออนุญาต" และนำประชาชนออกไปเดินขบวนกันในถนนราชดำเนิน ร้องเพลงปลุกใจ "รักเมืองไทย ชูชาติไทย"
กล่าวโดยย่อ ผู้คนในประเทศของเราที่เป็น "ขิงแก่" ที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีเรื่อยลงมาถึง 50-60 ปีที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน รวมแล้วได้ 3-4 ชั่วอายุคนนั้น ต่างก็บริจาคเงินอย่างน้อยคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหารกันทั้งนั้น ต่างก็เติบโตมาด้วยการถูก "ปลุกระดม" ด้วยกระแส "ลัทธิชาตินิยม" สกุล "อำมาตยาเสนาธิปไตย" ที่ออกไปเดินขบวนประท้วงมาแล้วทั้งสิ้น ในขณะเดียวก็สร้างความเกลียดชังต่อพระเจ้านโรดมสีหนุ และกับคนกัมพูชาโดยทั่วๆไป กลายเป็น "สนิมคาใจ" หรือเป็น "ประวัติศาสตร์แผลเก่า" เป็น "ประวัติศาสตร์ตัดตอน" หมักหมมคั่งค้างอยู่อย่างยากที่จะเยียวยา
และดังนั้น ในการปลุกระดมใหม่ครั้งล่าสุดในภาค 3 ของ "ชนชั้นกลางในเมือง" ที่เป็นฝ่ายโค่นและฝ่ายค้าน นำ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" มาผนวกกับ "ราชาชาตินิยม" เพื่อโจมตีและ/หรือเพื่อล้มรัฐบาลนอมินีของคุณสมัคร สุนทรเวช กับระบอบทักษิณ จึง "จุดปุ๋บติดปั๊บ" แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในยุคสมัยที่อินโดจีนถูกเปลี่ยนจาก "สนามรบให้เป็นตลาดการค้า" พรมแดนระหว่างไทยกับลาว กับกัมพูชา และกับเวียดนาม เปิดอย่างโล่งโจ้ง มีการไปมาหาสู่ การท่องเที่ยว การค้าการลงทุนอย่างมากมายมหาศาล คนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับ "รักแห่งสยาม" หรือ "สบายดีหลวงพระบาง" จะเข้าร่วมกับขบวน "ลัทธิชาตินิยม" สกุลอำมาตยาเสนาธิปไตย ที่ถูกนำมาผนวกเจือปนกับ "ราชาชาตินิยม" ครั้งนี้หรือไม่
(17)
สรุป เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" และ "การเสียดินแดน" นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้น ประเด็นนี้จึงกลายเป็น "ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน" จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที "5 พันธมิตรฯ" ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ "อำมาตยาเสนาชาตินิยม" มาคลุกผสมกับ " "ราชาชาตินิยม" ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลนอมินีสมัคร และระบอบทักษิณ ก็ต้องเผชิญกับศึกหนัก จะอยู่หรือจะไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ "ชาติบ้านเมือง" ของเราจะเป็นอย่างไร
(18)
ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
ก.
ที่เราเคยวิตกกันว่า เรื่องการขึ้นมรดกโลกของ "ปราสาทเขาพระวิหาร" ของกัมพูชา จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูต ปิดการค้าชายแดน กลายเป็นการเมืองภายในของกัมพูชา (ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) นั้น ดูจะเบาบางลงไปทันทีที่องค์การ Unesco
ประกาศให้เป็นมรดกโลกไปเฉพาะตัวปราสาท กลายเป็นชัยชนะอันชื่นมื่นของ "ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา" ที่มีหัวใจอยู่ที่ "ปราสาท" และมีธงชาติเป็นรูป "ปราสาทนครวัด" มีประโยคแรกของเพลงชาติว่า ขะแมร์กัมพูชาเป็นชาติเก่าแต่โบราณที่สร้างปราสาทศิลา
ข.
แต่วิกฤตครั้งนี้ ทั้งไทยกับกัมพูชา จะถือเป็นโอกาสที่จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กม. เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ตกลงจัดการเรื่องของเขตแดนและแผนที่ให้เรียบร้อยเสียทีไม่ได้หรือ ตกลงบริหารจัดการทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหารให้เป็นมรดกของมนุษยชาติร่วมกัน (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้เป็นเรื่องของ Cultural and Business Management แทนที่จะเป็นPolitics of Khmer-Thai Nationalism
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์อาเซียน เพื่อคนไทย/คนไท คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์ คนอีสาน คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนมอญ เขมร แคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย ปาทาน อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
ในแง่ของการเมืองภายใน ดูจะน่าวิตกเสียมากกว่า ทั้งนี้ เพราะได้เกิดความแตกแยกเป็นสีๆ เป็นก๊กเป็นเหล่าถึง "สามหรือโป๊ยก๊ก" ด้วยซ้ำไป
คำถามที่ต้องการคำตอบในขณะนี้ คือ
-รัฐบาลสมัครจะลาออกหรือล้มหรือไม่ คุณสมัครจะหนังเหนียว เป็นแมว 9 ชีวิตหรือไม่
-พันธมิตรจะรุกต่อหรือจะต้องถอย
-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่
-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่
-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่
-กระบวนการตุลาการภิวัตน์-ฝ่ายศาล จะได้ผลตามที่คาดหวังกันไว้ หรือจะถูกทำให้เสียเครดิตดังเช่นฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร หรือจะ "เกี้ยเซี้ย" รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงสีเหลือง กับสีแดง
ภาพปราสาทเขาพระวิหารมุมตัด
ภาพจาก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน การเมือง 24 มิถุนายน 2551
อ่านส่วนที่เกี่ยวข้อง
จดหมายฉบับแรกของชาญวิทย์
ysostupid
มันเป็นชาตินิยมตอเหล เสแสร้ง ซ่อนเร้นด้วยกลอุบายการทำลายล้างทางการเมือง โดยยอมสุ่มเสี่ยงต่อการชักศึกเข้าบ้าน ไม่อับอายประชาคมโลกว่าจะดูถูกดูแคลนถึงความหน้าด้านไร้ยางอายของพวกอุบายคลั่งชาติ
Gneisenau
เข้าใจครับว่าชาตินิยมในบ้านเรามันเป็นดังเชื้อกระสือ ที่ส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น แต่ไม่มีใครคิดจะตัดตอนกรรมพันธุ์ตัวนี้ ก็ยังเลี้ยงมันกันมาตลอดมา ตอนนี้กระสือเฮี้ยนมันออกมาอาละวาด ไล่กินไส้กันอย่างสนุกสนานเพราะว่ามีหมอผี 5 ตัว ช่วยตัดแต่งพันธุกรรมกระสือ ทำให้ไม่กลัวน้ำมนต์กันแล้ว
ว ณ ปากนัง
*สู้เข้าไป สู้เข้าไป หัวใจสู้
สู้ให้รู้ ว่าจะสู้ อยู่ไม่หนี
สู้เพื่อพลังประชาชน เกิดผลมี
สู้เต็มที่ เพื่อประชาธิปไตย
*จะยืนหยัดอยู่ข้างรัฐบาล
มาจากการเลือกตั้งหวังผ่องใส
ร่วมต่อต้านอันธพาลต้านผองภัย
เพื่อปวงชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
*ไม่ยอมรับ ชาตินิยม จมคลื่นคลั่ง
พาห่างฝั่ง ความจริง ดิ่งเหวหิน
นำสู่ความ บานปลาย ไม่จบสิ้น
ใช้เล่ห์ลิ้น ชวนเชื่อ เพื่อตนเอง
thought
hope i won't see you artical in Manager online again.
this is a very good article.
ให้กำลังใจ
มาให้กำลังใจ นับว่าเยี่ยมมาก และขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ เหล่านี้
อารยา
ดีใจที่ อ. ชาญวิทย์ยกเอาหลักฐานประวัติศาสตร์ และนิติศาสตร์ ที่เขมรนำมาต่อสู้ในศาลโลก และทำให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่ไทยอ้าปากค้าง ไม่มีแนวสันปันน้ำมาให้ศาลโลกได้เห็นกันชัดๆว่า ถ้าใช้เกณฑ์นี้แล้วส เขาพระวิหารทั้งลูกอยู่เหนือแนวนี้ และแปลว่าอยู่ในดินแดนของไทย
ครับ ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารปี 2505 ผมเองปีนั้นก็นุ่งขาสั้นไปเดินขบวนที่สนามหลวง อ. ฃาญวิทย์ถ้าหลงไปเดินด้วย (ปีนั้นเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว) ก็อย่าได้เสียใจ ผมก็เพิ่งทราบว่า การคลั่งชาติของผมเมื่อปี 2505 มีเหตุผลพอสมควรทีเดียว
ปีนี้ไม่เห็นด้วยมากมายกับ อ. ชาญวิทย์ เทียบบัญยัติไตรยางค์แล้วน่าจะคลั่งกว่าเดิม แตอ่านบทความนี้แล้ว พบว่า อ. ชาญวิทย์กำลังคลั่งอะไรบางอย่าง ข้อมูลไปไกลเกินกว่าต้องใช้ เพราะประเด็นวันนี้ ไม่ใช่มาชี้หน้าว่ากันว่าใครอยู่กับฝ่ายอมตยาเสนาประชาไทย หรือธิปไตย ผมเขียนไม่ถูกหรอก คำหนักๆ (loaded term) ที่ปลุกเร้าอารมณ์เหลือหลายอย่างนี้
แถมยังขู่ว่าอยากนองเลือดกันอีกหรือ
ความจริงที่พบแล้วมีสันติ อยู่ร่วมกันได้อย่าเข้าใจกันอาจยังค้นหากันไม่พบหรือเปล่า
วันนี้ไม่ต้องมาก คดีนี้ไปดูว่านายนพดลเมื่อพบกับนายซก อัน และ มาดามฟรังซัวส์ที่ปารีสเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 แล้วพอกลับมาถึงกรุงเทพฯประกาศว่า "กัมพูชายอมแล้ว" มันคืออะไร ที่นำมาสู่แถลงการณ์ร่วม ลว. 18 มิถุนายน 2551
รับรองเมื่อวานนายนพดลที่ไปพบ พลอ บุญสร้างจ้างก็ไม่บอกว่าความจริงพูดอะไร เขาถึง "ยอม" และยอมเรื่องอะไร
อารยามาดามฟรังซัวส์ ริเวียเร่ อยู่เบื้องหลังไม่น้อ
มาดามฟรังซัวส์ ริเวียเร่ อยู่เบื้องหลังไม่น้อยกว่านายนพดล และนายซกอัน ที่ร่วมกันฝืนข้อบังคับของยูเนสโก และบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ "อิโคมอส" (International Council on Monuments and Sites - ICOMOS) องค์กรกลางประจำยูเนสโกได้ทำการสำรวจและประเมิน 6 เกณฑ์ (CRITERIA) องค์ประกอบของมรดกโลกชิ้นนี้ไปแล้ว พร้อมกับแนะนำว่ากัมพูชาต้องใชอย่างน้อย 3 เกณฑ์ (สุดท้าย 3 คน ฟรังซัวส์ ซก อัน นพดล ใช้เกณฑ์เดียว ICOMOS ประจำยูเนสโกเองแท้ๆยังบอกว่าแบบนี้เป็นมรดกไม่ได้)
ยูเนสโกบอก ICOMOS อยู่เฉยๆเถอะ มีรายงาน ("Progress Report" เดือนมกราคม 2551) ของ ANPV (Autorite้ Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear) ที่ฝ่ายกัมพูชาลงทุนจ้างมาทำการสำรวจอย่างกระทันหันระหว่างเดือนกันยายน 2550 มกราคม 2551 เฉพาะตัวปราสาท (CRITERION I ซึ่ง ICOMOS ก็ได้ศึกษาไปแล้วรวมกับอีก 5)
แล้วนำมาเป็นฐานในการตัดสินเรียบร้อยฟรังซัวส์ไปเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2551 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านั้น นางฟรังซัวส์ยังจัดการสัมมนา "ยอพระเกียรติ" (complement) รายงานของ ANPV ฉบับนี้มาอีกครั้งที่ปารีส เมื่อเดือนมีนาคม 2551เพื่อ "ตอกฝาโลง"!
อารยา
ยูเนสโกใช้รายงานของ ANPV พลิกกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ฝ่ายไทยเสนอการสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไขจากที่ตกลงในการประชุมครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์ (สิ้นสุดวันที่ 2 กรกฏาคม 2550) นั่นคือ แม้ทางไทยจะเห็นด้วยกับกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร แต่ต้องเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกันเท่านั้น (นพดลขณะนั้นย่อมไม่มีเวลาสนใจเรื่องนี้มากไปกว่าต้องให้คำปรึกษากฏหมายในคดีทุจริตต่างๆของอดีตนายกฯทักษิณ แต่นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศน่าจะให้คำปรึกษาที่ดีต่อนายนพดลได้ หลังจากเข้ามามาเป็นรัฐมนตรีแล้ว)
ANPV คืออะไรหรือครับ เดือนกุมภาพันธ์ 2552 จะถามหาผลงานจากไทยที่ลงนามไว้ในแถลงการณ์ร่วม 2551 (เรื่องไม่เล็กด้วย buffer zone เอย ปักปันเขตแดนเอย บก.สส.. ถึงได้ร้อนใจหนักหนาเมื่อวาน)
มันใหญ่ เพราะมาดาม เมอซิเออร์ 2 นาย (ซกอัน กับ นพดล) สุมหัวกันที่ปารีสวันนั้น
ไม่ใหญ่ได้ไง ขนาดอาจารย์อดุล ปธ. มรดกโลกคนก่อนยังเชื่อว่ามีกรรมการอยู่ในนี้ครบ 7 ชาติ แต่ไม่บอกว่าชาติใด เพราะเรื่องนี้มันเพิ่งปูดที่เมืองกีเบค 7 ก.ค.ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง
จริงแล้ว 4 ชาติ+3 ครับ
สี่แรกคือเบลเยี่ยม สหรัฐ ฝรั่งเศส อินเดีย อีก 3 ชาติอย่าให้เซ่ด แค่รับจ๊อบมูนไลติ้ง จิ๊บจ๊อย
องค์นี้จะมาบริหารจัดการมรดกโลกเขาพระวิหารให้กัมพูชา
อารยา
ถ้าท่านคิดว่าเรื่องที่ผมพูดบูลชิต ก็สนุกไปกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่ศาลโลกคงเพลินไม่น้อย หาก อ. ชาญวิทย์ไปเฮกกับคุณเสนีย์ แล้วไปเล่าให้ลูกขุนฝ่ายเขมรฟังเมื่อปี 2505 นั้น
ทุกอย่างที่ปมอ่านเกี่ยวกับลานช้าง จำปาศักดิ์ พระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม (จะรวมนนทบุรีที่จอมพล ป. เกิดจะสนุกกว่านี้) ผมเชื่อถือได้ทุกอย่างที่ อ. ชาญวิทย์บรรเลงมา แต่ประเด็นคือมันไม่จำเป็นมากมาย เพราะประเด็นแค่จะบอกนิดเดียวว่ามีการเลือกข้างหลังสงครามเลิก ไม่รู้ว่า อ. ชาญวิทย์มีเจตนาจะพูดเพื่อให้เห็นว่าที่แตกแยกระหว่างเสรีไทย กับ จอมพล ป. มันโยงมาถึงวันนี้หรืออย่างไร
ก็คงไม่ใช่ ไหม ถ้าจะตอบผม
ถ้าไม่ใช่ก็กลับไปอ่านประเด็นใหม่กว่าที่อารยาพูดถึงข้างบนนั้น
นั่นแค่น้ำจิ้มครับ
ฟ้าสีทอง
ได้เข้าฟังเสวนาในวันดังกล่าว ต้องขอขอบคุณประชาไทที่ถอดความได้อย่างรสดเร็วและครบถ้วน และขอขอบคุณคณาจารยทุกท่านที่เสนอข้อมูลได้ชัดเจนจนหมดข้อสงสัยแทบทุกประเด็น มีประโยชน์มากครับ น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ตั้งใจจะอธิบายเรื่องนี้เอาเสียเลย
ส่วนประเด็นของคุณอารยาเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็น่าสนใจไม่น้อย อยากให้นำเสนอต่อไปด้วยครับ
นางจิตประไพ โสภาวันดี
เป็นข้อมูลที่ไม่เคย "รับรู้" มาก่อน
ขอบคุณ อ.ชาญวิทย์ ฯ ที่ทำให้ได้รับรุ้ "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีต" เพิ่มเติม
จิตร ภูมิศักดิ์ เคยกล่าวไว้ว่า
"การศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในอดีตหรือยุคโบราณนั้น
ต้องข้ามพ้นเส้นเขตแดนรัฐประชาชาติปัจจุบันทิ้งไป"
สงสาร
เป็นบทความที่ตื้นเขิน ขาดความลุ่มลึก และมีอคติอยู่ในใจแล้ว อย่างชัดเจน อีกทั้ง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมในระยะยาว แต่ส่งเสริม อัตตา และความหลง ในตัวตนของผู้เขียน ให้ยิ่งเห็นผิดเป็นถูก ขาดสำนึก และความเข้าใจ ในชะตากรรมที่ชาติของเราต้องประสบ ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับชาติมหาอำนาจ ขาดความเคารพ บรรพบุรุษ เจตนารมและความเสียสละของบรรพชน ขาดไร้หลายๆสิ่ง เหลือที่จะพรรณนา ขอให้คุณชาญวิทย์ ไตร่ตรองให้รอบด้าน อย่าใช้แต่ทฤษฏี และกฏเกณฑ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็น สัจจะ มาวิพากย์ แต่ลองใส่หัวใจ และความสำนึก ลงไปนิดหน่อย แล้วลองเขียนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่แน่ มันอาจจะแตกต่างกับที่เขียนมานี้ หน้ามือเป็นหลังมือ ก็ได้ ได้ผลประการใด ก็เก็บไว้อ่านคนเดียวเถอะนะ มันจะคอยเตือนคุณ ให้รู้ว่า โลกนี้ ต้องดูกันยาวๆ และความเห็น ก็คือความเห็น หาใช่สัจจธรรม เป็นได้อย่างมาก ก็แค่เครื่องสะท้อน ถึงตัวตน ของเจ้าของความเห็นนั้นๆ ขอให้โชคดี.
หยุดให้เขาหลอกเถอะครับ
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย นับถืออ.ชาญวิทย์ที่ออกมานำความกระจ่างให้กับคนไทยที่โง่เขลาบางคน ที่ยังงมงายกับระบอบบ้าๆ งมงายกับลัทธิครั่งชาติ ที่ไร้สาระ ยอมลดตนไปเป็นเครื่องมือให้กับพวกมารต่างๆ ขอสนับสนุนและขอร้องให้พวกนักวิชาการที่ยังคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง เลิกเห็นแก่ตัวและตื่นได้แล้ว เพียงเพื่อเศษเงินเล็กๆน้อยๆทำให้นักวิชากการเหล่านี้ถึงกลับขาดจิตสำนึกในการคิดที่จะรู้ผิดถูก ถึงกับไม่รู้เลยหรือว่าระบอบการปกครองแบบไหนที่เป็นระบอบที่ดีที่สุด ถึงกลับไม่รู้เลยหรือว่าโลกทั้งโลกเขาปกครองด้วยระบอบอะไร และถึงกลับยอมที่จะลากประเทศตัวเองถอยหลังกลับไปปกครองกันแบบระบอบเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อน จึงเป็นสิ่งที่หน้าระอายที่สุดที่มีนักวิชาการแบบนี้ในประเทศ แล้วต่อไปในอนาคนข้างหน้าประเทศไทยจะเอาอะไรไปสู้รบตบมือกับชาวโลก เพราะคนรุ่นใหม่ในประเทศต่างมีการศึกษาที่ล้าหลัง มีอาจาร์ยที่โง่เง่าไม่พัฒนา หรือยังเชื่อว่าการทำนาต้องเอาควายมาไถ ไม่ต้องนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆมาพัฒนาสู้กับคนอื่น ถ้ายังยอมรับในระบอบนี้ก็ควรปิดประเทศ ไล่นักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนกลับประเทศไปให้หมด ไม่ยอมรับเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต ไม่ต้องรับรู้ข่าวสารอะไรทั้งสิ้น กินอยู่กันแบบพอเพียง เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ปลูกผัก เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่กินกันเอง ไม่ต้องติดต่อการงานกับใคร ไม่ต้องสนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นใหม่ในโลกใบนี้
แล้วเรามาคอยดูกันนะว่าถ้าเราจะเอาแบบนี้ ประเทศไทยจะไปได้ในระบอบนี้อีกกี่ปี ถ้ายังหลงเชื่อพวกพันธมาร ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกใหม่ ยังหลงงมงายกับระบอบเก่าๆ ยังเชื่อตามที่นักวิชาการเลวๆคอยกรอกหูกันทุกวัน ก็คอยดูกันต่อไป พวกผมจะคอยนั่งนับวันที่เราจะพังแบบถล่มทลายแบบไม่มีทางฟื้น มาคอยดูก็แล้วกันว่าตอนพรรคปชป เอาประเทศไทยไปจำนองกับไอเอ็มเอฟ เราใช้เวลา 3 ปี แต่ครั้งหน้าผมจะคอยดูว่าเราจะใช้เวลากี่ปี
ตื่นเถิดครับทุกท่าน ตื่นมายอมรับความจริงได้แล้ว ตื่นมาแล้วสำนึกเถิดครับว่าเราถอยหลังไม่ได้แล้วครับ เราต้องเดินหน้า เราต้องสู้กับประเทศอื่นๆ เราต้องพัฒนาและก้าวเดินให้เร็วกว่าคนอื่น แค่หยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว อย่าถึงกับถอยหลังเลย การที่เราหยุด แต่คนอื่นเดิน ก็ถเท่ากลับเขาแซงเราไปเรื่อยๆ แต่การถอยหลังกันแบบนี้ มันเท่ากับเขาเดินล้ำหน้าเราไปสองก้าว ไม่ไหวแล้วครับ กลับมาสู่ความจริง อย่าให้ใครหลอกท่านอีก
ddd
*สู้เข้าไป สู้เข้าไป หัวใจหมา
สู้ให้รู้ ว่าหน้าด้าน อยู่ไม่หนี
สู้เพื่อ(พรรค)พลังประชาชน เกิดผลมี
สู้เต็มที่ เพื่อนายใหญ่ สุขใจจัง
*จะยืนหยัดอยู่ข้างรัฐบาล
มาจากการ"ซื้อ" เลือกตั้ง หวังผ่องใส
ร่วมต่อต้านประชาชนผู้รักไทย
เพื่อ "ทักษิณ" เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
*ไม่ยอมรับ ภาคประชาฯ จมคลื่นคลั่ง
พาห่างฝั่ง ความจริง ดิ่งเหวหิน
นำนายฯสู่ ความหวัง อันเพริดแพร้ว
ก็ไม่แคล้วใช้เล่ห์ลิ้น ชวนเชื่อ เพื่อนาย(กู)
idang
1. ไทยครั้งเก่าถูกชาติอื่นทำลาย จึงฝ่าลงใต้รวมอยู่ในแหลมทอง.......
2. จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประสาททั้งหลายที่กระจายอยู่ในจังหวัดภาคอีสานล้วนสร้างโดย "ขอม" ซึ่ง"ขอม" ก็คือ "เขมร" ที่ถูกข่มเหงรังแก จากชนชั้นปกครองไทยมาตลอด
คลั่งชาติจริงๆ
ผมเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ตั้งใจว่าถ้าไทยเสียแผ่นดินให้เขมรเมื่อไหร่ ผมจะถล่ม
วิทยุแท็กซี่ พวกพรรคประชาชน จะซุ่มโปงโจมตีแมร่งให้หมดเลย เป็นคนชาตินิยมจัดว่ะ
ไอ้พวกขายชาติต้องกำจัด ทำเพื่อแผ่นดินเกิด ไม่ผิดโว้ย รักชาติซะอย่าง
อารยา
"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย นับถืออ.ชาญวิทย์ที่ออกมานำความกระจ่างให้กับคนไทยที่โง่เขลาบางคน ที่ยังงมงายกับระบอบบ้าๆ งมงายกับลัทธิครั่งชาติ ที่ไร้สาระ ยอมลดตนไปเป็นเครื่องมือให้กับพวกมารต่างๆ"
จากทัศนคติของคนที่ชื่นชมงานชิ้นนี้ของ อ. ชาญวิทย์
ผมชอบพอกับ อ. ชาญวิทย์ แต่ไม่ใช่วรรณกรรมที่มีเจตนาประโลมโมหจริตชิ้นนี้ครับ
WS
เห็นด้วยกับคุณอารยาอย่างมาก อ่านงานของอาจารย์ชาญวิทย์สองสามชิ้นแล้วที่ออกมาในช่วงนี้ ข้อมูลคล้ายๆ แบบนี้ แต่ที่น่าตกใจอย่างมากคือ ความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โบราณจนถึงทางประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กคนน้อยที่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ชำนาญอย่างที่เขียนมาแบบนี้ กลายเป็นมุมมองด้านเดียวที่ขาดมิติในการพิจารณาประเด็นรอบด้านอย่างน่าตกใจว่า คิดเอามันแบบนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชาตินิยมหรือประวัติศาสตร์รัฐชาติอย่างที่อาจารย์จะปลุกระดม เพราะเรามองเห็นว่า การถกเถียงและเรียนรู้เรื่องเขาพระวิหารที่มีประเด็นออกมาเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องชาตินิยมอย่างเดียว แต่คือกระบวนการเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตยที่ความรู้และฐานข้อมูลจะทำให้เราไม่โง่มากเท่าเดิมหรือมากไปกว่าเดิม
หลุมดำของอาจารย์ชาญวิทย์เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้อารมณ์ตัวเองมาตัดสิน การเรียนรู้นี้ไม่ใช่เรื่องชาตินิยมเพียงมิติดียวแน่นอน
ข้อมูลคุณอารยาน่าสนใจมาก ช่วยขยายความหรือขอให้คนอื่นๆ ได้พิจารณาต่อเนื่องด้วย
อารยา
ประเด็นที่ผมพูดถึงจะใหม่ถอดด้าม แต่มันเชื่อมโยงได้กับทั้งประวัติศาตร์ของ อ. ชาญวิทย์ และนิติศาสตร์ของ มรว. เสนีย์ ปราโมชที่ผมเคารพนับถือ สำหรับ ม.ร.ว. เสนีย์ ท่านไม่มีจุด่างพร้อยที่ผมจะไปตำหนิอะไรท่าน แม้จะเป็นหัวหน้าทนายฝ่ายไทย และต้องแพ้คดีที่เขมรฟ้องก่อนปฏิวัติ 2500-01 และจอมพล สฤษดิ์ อ. ชาญวิทย์ซัดเต็มๆในฐานะเป็นพวกคลั่งชาติ แน่นอน อ. ชาญวิทย์ยังมีความมันในอารมณ์เล่นงานคู่อริของจอมพลผ้าขาวม้า คือจอมพล ป. ด้วย ทำไม 2 ท่านนี้จะฆ่ากันแท้ๆ กลับมีโลกทัศน์ชาตินิยมจัดผมไม่ทราบ แต่แน่ใจว่าทั้งสองผู้นำนี้กลายเป็นเหยื่อวรรณกรรมของอาจารย์ชาญวิทย์ไปแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะพูดเป็นอย่างอื่นได้
ผมยิ่งตอบไม่ได้ใหญ่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับ อ. ชาญวิทย์ พ.ศ. นี้ ตะกี้ยังพบว่า อ. ชาญวิทย์เอ่ยถึงนายนพดลแวบๆ ในสำนวนที่ได้รับความเห็นใจ สอดคล้องกับนายกฯสมัครเมื่อวานที่พูดว่า ใครเป็นนายนพดลก็ต้องลงนามในแถลงการณNร่วมฉบับอัปรีย์นั้น ("อัปรีย์" อารยาเติมเอง)
เอาละครับ ขอไว้แค่นี้ก่อน ชักมีอารมณ์ เขียนไปมากกว่านี้จะมีโมหจริตไปด้วยกับ อ. ชาญวิทย์เพื่อนรักของผม
เดี๋ยวนี้ก็ยังรักอยู่ แต่บอกแล้วว่า ปีนี้ท่านพี่เราเพี้ยนมากมาย
มีอะไรหรือเปล่าครับ กระวิบกันบ้างก็ได้ ถ้าไม่ลับมาก
จันทร์
คุณ อารยา คนเดียวกันในเว็ปผู้จัดการหรือไม่
ยินดีที่ได้พบกันในที่นี้....
อารยา
คนเรา ถ้าแรงจูงใจไม่สุจริต ต่อให้มี 10 ปริญญา ก็แค่การันตีว่ามี "ความรู้" เพียบ
ตรงนี้ไม่ได้ว่าใคร แต่เป็นอนุสติเล็กๆก่อนที่ผมจะขออนุญาตกล่าวต่อไปว่า
อัน "ความคิด ปัญญา" อยู่คนละมิติกับความรู้
สติช่วยรู้ตัว แต่เผลอแผลบเดียว ความรู้ที่ตัวเองมีอยู่แท้ๆ ยังถูกตัวเองบิดเบือนได้อย่างเหลือเชื่อ ตัวอย่างพบบ่อยในหมู่นักวิชาการที่ได้ชื่อว่ามีความรู้ครับ
นึกถึงภาษิตกะเหรี่ยง:
คนมีความรู้แต่ไร้ปัญญา ท่านว่า สูญเปล่า (นักวิชาการขายจิตวิญญาณรับไปเต็มๆเน้อ)
แต่คนมีความคิด เจ้าปัญญา แต่ไม่มีความรู้ ท่านว่าจะก่อให้เกิดหายนะ (เทียบได้กับนักศึกษาที่คิดว่าเรื่องรัฐศาสต์ การเมืองหมู ไม่ต้องเรียนก็พลิกแผ่นดินได ผลคือเข้าป่า ก็ไม่ว่าเพราะคงไปเพราะอุดมการณ์จัด 555 พอกลับเข้ามาปี 23 พักเดียวพอลืมตาอ้าปาก ดีเอ็นเอทางความคิดเปลี่ยนไปเข้ากับสายเลือดชินเกือบหมด คิดดีไม่มีความรู้ แม่นบ่)
ความคิดความอ่านที่ผมได้จากบทความของอาจารย์ชาญวิทย์ ไม่รู้เข้าทฤษฏีไหน แต่อย่าไปใส่ใจให้มาก จะเป็นการเลือกปฏิบัติ ใส่ร้ายท่าน ผมไม่ห่วงเท่าไหร่ ถ้าจะให้ดี ใครใกล้ชิดท่าน หยิกแรงๆสักสองสามทีที่ต้นขา พอให้รู้ตัว คงตั้งสติได้ครับ ความรู้จะไปคู่กับปัญญา
ผมไม่แปลกใจ เพราะท่านชำนาญเรื่อง "The Rise and Fall of Ayutthaya"
เรื่องเขมร จึงไม่จำเป็นว่าท่านต้องเก่งที่สุดในปฐพี เพราะยังมีคนอื่น
ประเด็นก็ไม่ได้อยู่ที่มีใคร แต่อยู่ที่ต้องให้สติปัญญานำกับความรู้ผสานกันพอดี จะได้ไม่สูญเปล่า หรือนำไปสู่หายนะครับ
4785
ไม่ใช่ประเด็นคลั่งชาติหำหอกอะไรเลย
ปัยหาคือนพดลทำลับลมคมในต่างหาก
อารยาสวัสดีคุณจันทร์ครับ
ขอบคุณโลกไซเบอร์
เราเคยคุยกันครับ ผมจำได้
จะบอกลิงค์ส่วนตัวก็กลัวจะหมดรสชาติ สู้เจอกันเมื่อไหร่ทักกันอย่างนี้อบอุ่นกว่า
และต้องขอบคุณครับคุณจันทร์
อ. ชาญวิทย์ว่างๆลงมาจากหอคอยงาช้างด้วย จะมันกว่านี้อีกแน่นอน
ที่โลกไซเบอร์ ผมไม่เคยเจอ "contemporaries" ร่วมสมัยเลย พับผ่า
แต่ที่ผ่านมาก็มีความสุขดี 555
อารยประเทศ
อารยประเทศย่อมเคารพกฎหมาย ประเทศไทยไม่ค่อยเคารพกฎหมายกัน จึงมีการติดป้ายกล่าวหารัฐบาลว่าเป็นรัฐบาลโจร ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกตั้งมา แล้วก็ต่อยอดกันไปว่ารัฐบาลโจรย่อมมีนายกโจร มี รัฐมนตรีโจร ถ้างั้นจะให้ประชาชนที่เลือกตั้งมา เป็นประชาชนโจรด้วยมั้ย ถ้ามีอารยะจริง ลองดูอเมริกา ยุโรป เขาคัดค้านการบุกอิรักกัน ครึ่ง ค่อนประเทศ เป็นหลาย ๆ ล้านคน แต่เมือ่รัฐบาลเขาตัดสินใจแล้ว ประชาชนก็ยอมรับ เพราะถือว่ารัฐบาล คือ ตัวแทนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าไม่พอใจนโยบาย หรือ การดำเนินงานของรัฐบาล ก็รอ อีก 4 ปี ค่อยชักชวนคนส่วนใหญ่ ไม่ให้เลือก แต่ของเรา กล่าวหากันได้ทุกวัน กดดัน ทุกเรื่อง แปลกแต่จริง ที่มีคนโกหก กลางเมือง ว่านพดลทำให้เสียดินแดน ทั้งที่ในคำแถลงการณ์ ในการพิจารณาของยูเนสโก และทุกครั้ง ทั้งนายก ทั้งรัฐมนตรี ทั้ง ผบ ทบ อธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ก็ชี้แจงแล้วว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน แม้หนึ่งตารางนิ้ง เราก็ไม่เสียดินแดนให้ใคร แต่ก็ตะแบง ว่าขายชาติตลอด จะล้มรัฐบาลให้ได้ หลังจากที่เอาเรื่องหมิ่นในหลวงมากล่าวหา แต่ไม่เวิร์ค ต้องถามพวกนี้ว่า คนหรือเปล่า ที่เอาประเทศ เอาประชาชน เอาความถูกต้อง เอากฎหมาย เอาคนไทยทุกคน มาเดิมพัน กับ ความเกลียด ความอาฆาตแค้น อดีตผู้นำประเทศ ที่คนรักมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย แล้วทำลายประเทศ ทำลายความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และในที่สุดก็จะทำลายคนไทย โดยเฉพาะคนยากจน พ่อค้าแม่ขาย คนชายแดน จนในที่สุดจะไม่มีใครคบกับไทยอีกแล้ว
สงสาร
คุณความเห็น ddd อย่าแต่งกลอนแข่งกับคุณ ว ณ ปากนังเลย
มือคนละชั้นกัน อ่านแล้วสงสาร
อารยา
555 อุตส่าห์ใช้ชื่อล้อเลียนว่าเป็นอารยประเทศ แต่พลาดเต็มๆเมื่อไม่ทราบว่า Mr. Shinawatra คนที่ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The Rule of Law..แห่ง Sam Houston State U. คือตัวอย่างของอนารยชน ที่ทั้งฉีกกฏหมาย และปั้นกฏหมายรับรองการทุจริตที่ที่มี "ชื่อเสีย" ที่สุดของประเทศนี้
แล้วจะให้ผมเม้นต์อะไรคุณได้ ยอมครับ
น้ำท่วมทุ่ง
ขอความกรุณาคุณอารยาช่วยเอาเหตุผล ข้อมูลหรือประเด็นใหม่ๆที่คุยว่ามีมาโต้หน่อย ที่คุณพูดมามีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อเลย เทียบชั้นกันไม่ได้เลยกับข้อมูลของชาญวิทย์
อารยา
ปารีส 22 พฤษภาคม 2551
ฉาก: สำนักงาน หรือศูนย์มรดกโลก องค์การยูเนสโก
ตัวละคร: มาดามฟรังซัวศ์ ริเวียเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ นาย ซก อัน รองนายกฯ หัวหน้าคณะเจรจาของกัมพูชา นายนพดล
มาดาม: กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแค่ตัวปราสาทเท่านั้น(CRITERION I อัจฉริยภาพของฝีมือมนุษย์) ส่วน CRITERIA II VI ตัดทิ้ง เมอซิเออร์นพดลพอใจไหม ไม่มีตรงไหนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนที่ประเทศของท่านพูดมา 46 ปี
ซก อัน: ถ้าตกลง ข้าพเจ้าขอเป็นฝ่ายร่างแถลงการณ์ร่วม และ "วาด" แผนที่ด้วย
นพดล: ตกลง เย็นนี้ข้าพเจ้าจะได้รีบบินกลับไปกรุงเทพฯ และอนุญาตให้ข้าพเจ้าพูว่า กัมพูชา ยอมแล้ว ถ้าใครถามว่ายอมอะไร ข้าพเจ้าจะตอบว่า ท่านขอขึ้นทะเบียนแค่ตัวปราสาท ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไทยไม่เสียดินแดนใดๆ
ซก อัน: วิเศษมาก ขอร้องอย่าง เมื่อข้าพเจ้าส่งแถลงการณ์ร่วมไปให้ท่าลงนาม ซึ่งไม่น่าจะเกินวันที่ 6 มิถุนายน เดือนหน้า ขอให้ท่านปิดเป็นความลับ เพราะมันจะมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงของท่านสมเด็จฮุนเซน ถ้าชาวกัมพูชาเข้าใจว่ารัฐบาลของท่านเสียรู้แก่ประเทศไทยที่ไปยอม ร่าง
นพดล: ข้อนั้นไม่มีปัญหา ข้าพเจ้าไม่ไม่ทำการใดๆที่จะขัดผลประโยชน์ของชาติกัมพูชาที่กรุณาทำให้งานนี้สำเร็จลงได้ ว่าแต่ว่า มาดามฟรังซัวส์จะไม่มีปัญหากับทางอิโคมอสหรือ เพราะการขึ้นทะเบียนจากเกณฑ์เดียว ซึ่งต่ำกว่าที่ระบุไว้แล้วจากนิวซีแลนด์ว่าต้องไม่ต่ำกว่า 3 เกณฑ์ ถือว่าเป็นมรดกโลกไม่ได้
มาดาม: ท่านซก อัน คงตอบแทนยูเนสโกได้ เพราะเป็นคนออกเงินจ้าง ANPV ให้มาฟอกข้อเสอแนะของ ICOMOS ไปจนหมดจรดแล้ว และทางยูเนสโกก็สนับสนุน เนื่องจากเห็นว่า เมื่อทุกอย่างเป็นการเมือง ทางยูเนสโกก็ต้องเล่นสกปรก (dirty work) ด้วย
นพดล: ข้าพเจ้าก็แทบไม่เชื่อหูว่ายูเนสโกของท่านทิ้งความเป็นกลางได้ นึกว่านายใหญ่ของข้าพเจ้าเท่านั้น ที่เลฃ่นเกมพวกนี้เป็นเลิศ
(ฟังเล่นๆนะครับ นิยายจากอารยา)
อารยา
อ้อ ต้องทำความเข้าใจนิดหน่อย ผมไม่ได้มาโชว์ดาวน์ใคร เพราะไม่แฟร์กับ อ. ชาญวิทย์ที่ผมใช้ชื่อปลอม และ อ. ใช้ชื่อจริง
อย่าคาดหวังจากผม เพราะ อ. ชาญวิทย์ได้ทำให้ฝ่ายที่เคยบ้าคลั่งในบุคลาธิษฐานสมหวังไปเรียบร้อยแล้ว
ใครมีอะไรก็มาพูดกันได้ อย่าเอาแต่ฟังแล้วด่าคนอื่น ถ้ามีความเห็นเพิ่มเติมจึงจะถือว่าน่ารักสมเป็นอารยชน
เชิญเก็บผักบุ้งในทุ่งที่น้ำท่วมไปจิ้มน้ำพริกครับ อิ อิ
คนดี
อารยาจ๋า ขอเนื้อๆหน่อย
แก่แล้ว อย่าน้ำท่วมทุ่งให้มากนัก
รำคาญว่ะ
อนารยะประเทศ
คนไทยเรามีนิสัยเจียมเนื้อเจียมตัว เมื่อเด็กก็เกรงกลัวพ่อแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ครูอาจารย์ พอเติบใหญ่ก็กลัวเจ้า กลัวนาย กลัวผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง กลัวผิดกฎ ผิดระเบียบ กลัวผิดกฎหมาย กลัวตำรวจ กลัวทหาร เรียกได้ว่า อยู่กับความหวดกลัว และโง่ เขลา เกินกว่าจะทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ต่อมาก็มีคนอีกจำพวกที่ฉลาด และมองเห็นว่าทำไมจะต้องอยู่กับความกลัว ให้พวกอภิสิทธิชนเสวยความสุขสบายแต่ฝ่ายเดียว พวกนี้ คือ พ่อค้า นักธุรกิจ ที่อาศัยโอกาส ช่องว่างทางกฎหมายบ้านเมือง หาผลประโยชน์เข้าตัว และเครือญาติ เท่าทีจะทำได้โดยไม่ต้องเข้าคุก อาศัยความฉลาด และเงินทอง จนร่ำรวยแข่งกับอภิสิทธิชน จนเข้าสู่อำนาจทางการเมือง เช่น อดีตนายก อย่างน้อย 2 ราย ของไทย หรือ อย่างเช่น เสี่ยสอง เสี่ยเชน เสี่ยอะไร ๆ ที่ หนีคดี ดำดิน ช่วยกันไป หนีกันไป จนพ้นโทษ บางรายก็ไม่รอด ถูกพิพากษาให้ล้มละลาย ทั้งที่เคยมีอาณาจักรใหญ่โต มีบริษัทในเครือ 20 - 30 บริษัท พวกอภิสิทธิชน และ พวกล้มละลาย ย่อมแค้น และริษยา พวกที่ฉลาด รุ่งเรืองและเข้าสู่อำนาจการเมืองตลอดจนประชาชนนิยมมากมาย บางครั้งยังก้าวล่วงมาทับซ้อนธุรกิจที่ตัวเองเคยยิ่งใหญ่ได้ จนต้องออกมาล้างแค้น อย่างที่เห็นทุกวันนี้แหละ แต่พวกทั้งหลายนี้เคยคิดถึงประชาชนชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ลำบากยากจนบ้างไหม ทั้งที่ออกปาก คำก็ประชาชน คำก็ภาคประชาชน คำก็เพื่อประชาชน แต่การกระทำทั้งหมดเพื่อการล้างแค้นส่วนตัว การใส่ร้ายป้ายสี แม้กระทั่งเอาประเทศและคนไทยเป็นเดิมพัน เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ทำได้ ก็คงจะไม่เรียกร้องอะไรมาก เพียงแค่ขอให้ฝ่ายที่รุกราน ข่มเหงกันกลางบ้านกลางเมือง เห็นแก่ประชาชนอย่างจริงจัง และหยุดการเข่นฆ่ากันทางการเมือง ซึ่งจะเสียถึงเศรษฐกิจระดับประเทศ และส่งผลให้บ้านเมืองปั่นป่วน เกิดโจรผู้ร้าย รัฐบาลจะเอาเวลาที่ไหนไปแก้ปัญหาของชาติ ถ้าให้แน่จริง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญให้คนไทยทุกคนมีสมบัติเท่าที่พอกินพอใช้เอาไหม ที่เหลือยึดเป็นของรัฐให้หมด จะได้ไม่ต้องพูดเรื่องโกงกิน คอรัปชั่นกันอีก ไม่ต้องมากินชาติ กู้ชาติ กันอีกต่อไป แต่คิดว่าคงไม่ทำหรอก เพราะพวกที่เรียกร้องทุกวันนี้ แต่ละคนมีอาณาจักร มีเงินเป็นร้อย เป็นพันล้านกันทั้งนั้น เพียงแต่จะแก้แค้นกันโดยเอาประชาชน ประเทศชาติมาเป็นเดิมพันเท่านั้นแหละ
อารยา
มันเบื่อ พูดอีกมันซ้ำเนื้อๆที่พูดไปหมดแล้ว ที่
http://aryaforum.freeforums.org
พอใจไหม คนดี
อารยา
คห. 31 บอกว่า "ถ้าให้แน่จริง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญให้คนไทยทุกคนมีสมบัติเท่าที่พอกินพอใช้เอาไหม ที่เหลือยึดเป็นของรัฐให้หมด จะได้ไม่ต้องพูดเรื่องโกงกิน คอรัปชั่นกันอีก"
ทูนหัว ตบยุงตัวเดียว ทำไมต้องคิดเผามุ้งทั้งหลังครับ
kukku
ที่อยุธยากับบ้านเชียงได้มรดกโลกก็ผ่านเกณต์แค่ข้อเดียวครับ ข้อ3 บ้านเชียงก็เล็กนิดเดียวอยู่ในวัดโพธิศรีในแค่ประมาณ20x20เมตรเองก็ยังเป็นได้ อยุธยากว้างใหญ่ก็เป็นได้ มันไม่ได้อยู่ที่ขนาด ยูเนสโกเขามีกฎเกณฑ์ของเขา บ้านเชียงถือเป็นตัวแทนของอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง อยุธยาเป็นตัวแทนของเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเซีย ถ้าจะว่าเขาในเรื่องใช้เกณฑ์ข้อเดียวไม่ได้หรอก ถ้างั้นก็ต้องคืนมรดกโลกอยุธยากับบ้านเชียงให้เขาไป
kukku
ผมไปปราสาทพระวิหารมาประมาณ4 ครั้งแล้ว ล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไปกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ ทหารแถวนั้นก็ไม่มีอะไร ธงเขมรก็ปักอยู่ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมไปเห็น จะขึ้นไปวปอ.เขาก็ขออนุญาติเขมรไม่ได้เดินขึ้นไปเฉยๆ ชาวบ้านธรรมดาไปเขาก็เก็บเงิน คนไทยราคาหนึ่ง ต่างประเทศราคาหนึ่งแต่แพงกว่ามากประมาณ 500 ได้มั้ง เขมรฟรี เมื่อก่อนเปิดปราสาทมันไม่มีปัญหาเลย พอเปิดให้คนไปเที่ยวได้ปัญหาขยะก็ตามมา แต่ที่เห็นๆคนไทยได้จะๆ ตั้งแต่ค่ารถ ค่าอาหาร น้ำดื่ม น้ำมัน ที่พัก ค่าไกด์ ของที่ระลึก ของไทยทั้งนั้น เขมรได้แต่ค่าผ่านประตู เศษฐกิจชาวบ้านแถวนั้นดีขึ้นทันตาเห็น จากถนนดินลูกรังที่ผมไปเห็นมาครั้งแรกเดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนราดยาง4เลนไปแล้ว คนแถวนั้นจะแย่เอานะครับถ้าเขมรปิดปราสาทนานๆ ต้องยอมรับความจริงนะครับสมัยที่สร้างปราสาทพระวิหารเขมรเป็นราชอาณาจักรแล้ว รัฐไทยยังไม่เกิดเลย มีแต่รัฐเล็กๆบ้านเล็กเมืองน้อยและหลักฐานในศิลาจารึกก็บอกว่าดินแดนประเทศไทยยกเว้นภาคเหนือและใต้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมร(เหนือก็มีอาณาจักรเล็กกระจายกันอยู่เช่นเดียวกับภาคใต้) ยิ่งในกฎหมายตราสามดวงในสมัยอยุธยาเรามีเมืองของสยามอยู่เมืองเดียวในอีสานคือเมืองนครราชสีมา ดินแดนอีสานของไทยก็เปลี่ยมมือกันมาตลอดจากชนพื้นเมืองเดิม เขมร ลาวจนเจ้าของสุดท้ายคือรัฐไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้ระบบเทศาภิบาล อยากให้อ่านประวัติศาสตร์ให้มากกว่าอาณาจักรแรกของไทยคือสุโขทัยครับ แล้วจะรู้ว่าเรามาจากไหน
มั่นคง
จริงๆแล้วผมชอบด่า นศ.ใต้ แต่วันนี้ผมเบือการเมืองจึงอยากเรียกร้องให้ฆ่าคนที่สร้างความวุ่นว่ายทั้งหมด โดยให้ทหารตั่งหน่วยล่าสังหารขึ้นมาตามเก็บให้หมด คนแรกคือสนธิและสมัคร
อารยา
คุณ 34 เข้าใจอารยาผิดไม่เป็นไร แต่อารยาไม่ได้เข้าใจ ICOMOS ผิดที่เขาแนะนำว่าต้องเข้า 3 เกณฑ์ สำหรับปราสาทเขาพระวิหาร ที่อยุธยาหรือบ้านเชียงจะใช้เกณฑ์เดียวหรือ 5 เกณฑ์ได้เป็นมรดกโลกผมก็ไม่รังเกียจ ยิ่งน้อยยิ่งดี
มาดามฟรังซัวส์แกลดจาก 3 เกณฑ์เหลือเกณฑ์เดียวนั้นเป็นที่กังขาของ 21 ชาติที่เคยประชุมร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม 2550 ที่นิวซีแลนด๋ และเพื่อจะลดข้อกังขา ANPV ก็ต้องเล่นบทเครื่องซักผ้าให้กัมพูชา
ก็มีแค่นี้ครับ
ส่วนประเด็นขนาด ก็ต้องพูดกันว่าตลก
พอลดเหลือแค่ตัวปราสาท แต่พื้นที่กลับไปขยายอย่างซ่อนเร้นอยู่ในแถลงการร่วม
จาก 4.6 ตร.กม. กลายเป็นกี่ร้อย ตร. กม. มันก็ยังลวงอยู่มในแผนที่ที่ "วาด" มาจากพนมเปญ ลว. 8 มิถุนายน 2551
งามหน้ามั๊ลล่ะครับ
ขอบคุณที่เข้าใจที่ผมเขียนไม่ชัด ไม่ใช่ความผิดของคุณ
มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ ยินดี ถ้าท่านใดมีประเด็นที่ผมจะพูดที่ไม่เหมือนของ อ. ชาญวิทย์
คงตอบได้ไม่หมดหรอก แต่พูดๆไปแล้วอาจเชื่อมประวัติศาสตร์ และนิติศาสตร์ได้แบบไม่ต้องไปถึงลานช้าง พระตะบอง เสียมเรียบ
อาจโยงจำปาศักดิ์ที่วัดพู เพราะอยู่ในกรอบของตรีมูรติ ที่มีนครวัดเข้ามาอยู่ในฉากด้วย
ครับ พระวิหาร วัดพู นครวัด แต่ตอนนี้ไปที่ปารีส และเพิ่งจะกลับมา
บ้านเชียงผมกินนอนอยู่ในหมู่บ้านนั้น 2 เดือนเต็มๆ รักที่นั่นไม่น้อยกว่ากรุงเก่าครับ
เอ ไม่เกี่ยวกันซักหน่อย
อารยา
แถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ร่างไว้ตั้งแต่ที่ปารีส วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ไม่ใช่เรื่องแปลก นายนพดลเจ้าเล่ห์เบี่ยงเบนประเด็นทันทีเมื่อถูกถามหลังถูกสภาอภิปรายว่าไปทำอะไรเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 โดยบอกว่า ตนไม่ได้ลงนามในร่างแถลงการณ์นั้น เพียงแค่ลง "initial" ("N" แทน noppadol) แถลงการณ์ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม จึงไม่มีผลอะไร
ก็ใช่สิครับ มันเป็นร่างแถลงการณ์ของฉบับจริง การลง initial มันไม่ได้สำคัญอะไร แต่การยอมให้นายซกอันรับหน้าที่ไปทำร่างให้เป็นเอกสารสำคัญ มันแปลว่านายนพดลลงนามใน blank check ให้ทางกัมพูชา ลงจำนวนเงิน ตามใจชอบ หรือไม่จริง ไม่เชื่อไปดูในคำแถลงการณ์ 6 ข้อ เชิญอ่านตามสบายครับ ผมแปลหนังสือไม่เก่งhttp://www.nationmultimedia.com/pdf/jointcommunique.pdf
ใบ้ให้นิดตรงที่พูดว่า ตลก ลดเกณฑ์การเป็นมรดกโลกลงเพื่ออำพรางการขยายพื้นที่ให้กว้างไกลกว่าที่เขียนไว้ในแผนที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1904 (และต้องมาแพ้ความปี 1962 อันเป็นที่มาของพื้นที่ทับซ้อน4.6 ตร.กม.) แต่ในแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 รอบ 4 ทิศ มีทั้ง ที่จะต้องปักปันเขต และทำดินแดนกันชน
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ปักปันเขตแดน แตที่มาของการปักปันไม่ใช่มาจากผลขอการทำนิติกรรมอำพรางว่า เซ็นซะ จะได้หมดไม่มีปัญหา เพราะนี่เป็นการขึ้นทะเบียนที่ไม่กี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน
นพดลแกล้งโง่หรือเปล่าวะ จริงหรือเปล่าที่เขาลือว่าเป็นนักเรียนทุนอานันฯ เรียนกฏหมายที่อังกฤษหลังจากได้เกียรตินิยมเหรียญทองจากธรรมศาสตร์
โอ จะบ้าตาย
คนมีแต่ความรู้ ถ้าขาดความสัตย์ ขายชาติได้คล่องกว่าพวกเราท่านที่นี่แน่นอน
อารยา
น่าประหลาดอย่างยิ่ง ที่ไทยและกัมพูชาอยู่คนละประเทศ และอีกทั้งยูเนสโกก็อยู่ที่ยุโรป แต่สามารถ "ink" (ลงนาม) ได้ภายในวันเดียวโดยไม่ต้องมานั่งพร้อมหน้ากัน ก็รู้ว่าใช้ระบบไอที ไม่เถียงหรอก แต่ทำไมต้องรีบร้อนกันนักกันหนา ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกตั้งสองสัปดาห๋ก่อนมีประชุมที่คานาดา
ถ้าโปร่งใสมาแต่ต้น ก็ไม่ต้องรีบร้อนซ่อนเร้นปานนั้น จริงมั๊ยลา
อารยา
อารยพูดว่า ไม่ใช่ไม่อยากให้ปักปันเขตแดน แต่ที่มาของการปักปันต้องไม่ใช่มาจากผลของนิติกรรมอำพรางว่า เซ็นซะ จะได้ไม่มีปัญหา จะขึ้นทะเบียนที่ตัวปราสาทเท่านั้น ไม่กี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน
นายนพดลรู้ว่าเสียรู้เขาขณะเจรจาตกลงทุกอย่างที่มาดาม และนาย ซกอัน เสนอ จึงเพ้อเจ้อบ่อยๆแทนที่จะปรึกษาหารือกับสภา ก่อนประชุม ครม. 17 มิถุนายน 2551 ได้ยินใช่ไหมครับ แกบ่นว่า รุนพ่อรุ่นแม่ทำเสียหายมาเป็นร้อยปี จะให้คนเข้ามา 4 เดือนแก้ปัญหาได้อย่างไร
ผมไม่เคยเห็นใจกับวลีสามานย์ (common phrase) นี้ เพราะการเมืองไม่ใช่เลขคณิตบัญญัติไตรยางค์ ผมไม่ได้คาดหมายว่านายนพดลคือผู้วิเศษมาจากชั้นฟ้า จะแก้ปัญหาเขาพระวิหารได้ แต่ผมคาดว่านายนพดลต้องรักษาผลประโยชน์ของชาติเหนือของเขมร โดยไม่ต้องเกรงใจยูเนสโก
พูดก็พูด นายซกอันพูดว่า ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนแล้วนะ นั่นคือจังหวะที่นายนพดลต้องตอบว่า ไทยไม่เคยมีพื้นที่ทับซ้อนด้วยซ้ำ หากใช้แนวทางภูมิศาสตร์มาเป็นเกณฑ์ ภูเขาพระวิหารทั้งลูกอยู่ในเขตไทย นั่นรวมทั้งตัวปราสาทด้วย
นายซกอันจะถามว่าเอาอะไรมาพูด ตอบไปเลยสิว่า บันทึกของนายถนัด คอร?น ลงวันที่ เดือนกรกฏาคม 2505 ถึงประธานศาลโลกที่เดอะเฮก
จากนั้นก็จะได้พูดกัน เช่น อ้าว แล้วคุณชักธงลงจากยอดปราสาทหลังศาลโลกตัดสินทำไม เราก็ตอบว่า อยากให้ยกทัพไปตีกันหรือ เราเคารพคำตัดสินของศาลในฐานะอยู่ในยูเอ็น แต่เราต้องยึดอธิปไตยของไทยไว้มั่น เราไม่ได้ชักธงลงด้วยซ้ำ เรายกทั้งเสาธงพร้อมธงไตรรงค์บนยอดลงมาทั้งยวง แต่นั่นพูดไปมันก็เป็นเรื่องกะพี้ เอาเป็นว่า ระหว่าง 1962 ถึง 1995 มีธงเขมรแดงใช่ปะที่อยู่บนยอดเขาพระวิหาร ไม่ใช่ผืนนี้ของเฮงสัมริน ใช่ปะ เขมรแดงมันเถื่อนในระบบเฮงสัมรินใช่ปะ คุณมาทีหลังซี ถ้างั้น ถึงวันนี้ คงตั้งลงนั่งคุยกันก่อนไปพูดถึงมรดกโลก
เอางั้นไหม
อารยา
อยากให้มีคนเถียงอารยาแถวๆนี้ก่อนครับ เพราะมันยังมีเรื่องความถูกต้อง ชอบธรรม เหตุผล จึงยังไม่อยากให้ไปไกลถึงหลักรัฐศาสตร์
ประวัติกับนิติศาสตร์มันจบไปตั้งแต่ปี 2505 พูดอีกมันก็ย้อนกลับอีหลอบเดิม ยกให้ อ. ชาญวิทย์แกว่าไป
ประเด็นของแกเริ่มว่า ศาลโลกยกให้กัมพูชาไปแล้ว ผมเรียกวลีนี้ว่า "คาถา" ท่องกันเสียจริง ออหมักตัวดี เป็นตัวอย่างอัปรีย์สีกบาล พอคนไทยหลงผิดหมด
มาดามฟรังซัวส์พูดถูก เรื่องการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง
แต่ผิดตรงมาประยุกต์กับกระบวนการพิจารณาตัดสินการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
นั่นคือเหตุผลที่ผมติงว่า นางเล่นสกปรก (บกัมพูชา ผ่านร่างทรงฮุนเซนที่ชื่อ ซก อัน)
สหประชาชาติต้องไม่มีผลประโยชน์ของชาติใดมาเบลอความเป็นกลาง
มาดามใช้วิธีการเมืองมาตัดสิน ("political decision") มาตัดสินเพียงเพื่อให้เรื่องมันจบๆไปไม่ได้ครับ ถามจริงมันจะเร่งไปหาเตี่ยใคร(วะ)
มาร บูรพา
อ่าน อารยาแล้วปวดหัว คล้ายๆจะรู้อะไรเสียหมด แต่ไม่เคยพูดอะไรชัดๆ คล้ายๆกับรู้จักทุกคนแต่แอบจิต ไม่กล้าแสดงตน
คนหนอ ช่างว่างเสียจริง
อะตอม
ไม่ยอบรับว่าเสียเวลาอ่าน(คิดว่าจะมีอะไรไหม) ขอไม่ลงรายละเอียดเพราะมันสาระวนอยู่กับ ตัวตนผู้ครอบครองพื้นที่ตรงนั้นเพราะถ้าลงไปคุยด้วยเขาคบงขุดบรรพบุรุษไดโนเสาร์มาพาลแต่ข้อเท็จจริงนั้นคือเราอยู่กับปัจจุบันกับเงื่อนไขตัวแปรสังคมโลกแบบใดเงื่อนไขเก่าเปลี่ยน เช่นมหาอำนาจฝรั่งเศสเปลี่ยนบทบาทในนี้
และเรื่องพระวิหารตัวแปรคือเขา แต่ถ้าเรายังวนแบบนี้มันก้จะวนลึกลงไปถึงบรรพบุรุษไดโนเสาร์แบบที่ผมว่า จึงเสียเวลาอ่านและคุยด้วยในการที่จะมองทางออกที่ดีกับเราข้างหน้า
SS16
ขอชี้แจง....
บทความชิ้นนี้คือบทความที่อาจารย์เขียนขึ้นเอง
ประชาไท ไม่ได้ถอดเทปแต่อย่างใดเลย
สุดจะมั่ว เสียเหลือเกิน
เพราะมีคนอย่าง อารยา ประเทศถึงไม่ไปไหน เหมือนมึงมิได้กวนน้ำขุ่น แต่พ่อมึง ปู่มึง ก็กวน สมัคร ทักษิณ จักรภพ นพดล เขาเป็นลูกแกะในสายตาคุณหรือ ถึงจ้องจะด่า จะฆ่ากันให้ได้ บอกจนปากจะแหกถึงก้นแล้วว่า ไทยไม่เสียอะไรเลย แถมมีแต่จะได้ จากการที่เพื่อนบ้านของเราเอาของของเขาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก็ไม่ฟัง มีคนมายืนยัน มากมาย กระทั่ง ผบ ทบ คนที่พวกคุณเคยชื่นชอบ ก็ยังไม่ฟัง ถ้ามันไม่ทำให้บ้านเมืองพัง อย่าไปหาเหตุเรื่องรีบ ไม่รีบเลย เพราะเรื่องเขาชงกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ก็แบบเดียวกับที่ทักษิณชี้แจงเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้วว่า กูไม่ได้โกง กูทำถูกกฎหมาย แต่ก็บอกว่า ทำไมไม่ตอบซะที ข้อกล่าวหา ร้อยแปดพันเก้า ขอบอกว่า คนดู เขาดูอยู่ ว่าใครตะแบง ใครทำท่าเป็นหมาป่า จะขย้ำลูกแกะ และก็ดูว่าสุดท้าย นางอิจฉา จะตายตอนจบ เหมือนในละคร ช่อง 7 ละเปล่า จำไว้เถิดว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน ใครรักประชาชนจริง ใครทำดีทำชอบให้ประชาชน และบ้านเมืองจริง ย่อมเป็นรัฐบุรุษ มหาบุรุษตัวจริง เสียงจริงของประชาชน
อารยา
อย่าถึงกับเรียกว่าเป็นบทความตามที่ชี้แจงเลยครับ จะให้เกียรติอารยามากเกินไป
แค่มาคุยกันฉันท์เพื่อนผองน้องพี่ แค่นี้ก็ขอบคุณเว็บประชาไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว ด้วยความสัตย์และจริงใจ
ที่บางท่านเรียกร้องให้อารยาฟันธงนั้น ปัดท่อ แค่นี้ยังฟังไม่ออกหรือครับว่าทางออกมันก็แค่ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมที่สุดบัดสีบัดเถลิงนี้ซะ ยกเลิกแปลว่าเหมือนไม่เคยมีข้อสัญญานี้มาก่อน
ถ้าไม่ยกเลิก มีใครรับประกันว่า ANP มันจะไม่ทำให้เราปวดหัว จำเด๊ดไลน์เดือนกุมภาพันธ์ที่อารยาเอ่ยถึได้ไหมครับ
ทำไม พล.อ. บุญสร้าง มีปฏิกริยามากกว่า ผบ.ทบ. เพราะท่านทันเกม เอาการทหารเข้ารุกก่อน เพราะการเมืองเราอ่อนเกินไป และต้องยอมรับว่า นายนพดล ปรึกษา ผบ.ทบ. ก่อนลงนามในแถลงการณ์ร่วม ส่วนเหตุผลที่ ผบ.ทบ. ให้ ผมไม่ทราบ
อ๋อ ไม่มีหรอกครับ ANP ในแถลงการณ์ แต่ใครๆก้เคยผ่านหูเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นครั้งแรก มันกำลังเพี้ยนมาเป็นกรรมการ 7 ชาติ (ซึ่งที่จริงมันเป็น 4 ชาติที่โผล่มาเมื่อเดือนกันยายน 2550 มาเพราะไทยไม่ขอสนับสนุนกัมพูชาในการประชุมครั้งที่ 31 ที่ไคร๊สต์เชิร์ชเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2550 ปีกลาย นพดลตอนนั้นรู้แต่ว่าจะให้คำปรึกษานายใหญ่อย่างไรเท่านั้น)
โอ อารยาก็ไม่อยากปวดหัวเหมือนกัน แต่เพื่อเห็นแก่พระเจ้า พูดไปถูกค่อนแคะไปก็มันดี ANP นั้นอารยาไม่สนว่าใหญ่มาจากโลกไหน แต่ถ้าเข้ามาแบบละครหลงโรง (ตามที่นพดลยอมเขาที่ปารีสวันนั้น) อย่าว่ายกเลิกแถลงการณ์ร่วมเลย กัมพูชาต้องกลับมาตอบคำถามก่อนโลกแตกว่า เขาพระวิหารเป็นชองใครกันแน่วุ๊ย เอาอีกแล้ว หาว่าอารยาคลั่งอีกแล้ว บัดซบจริงๆ
ตอนนี้เป็นช่วงสะเก็ดบ่น พูดน้อยก็ด่า พอตอบมาก็หาว่าว่างหรือไง ไอ้พวกมนุษย์ขี้เหม็น เคี่ยวเข็ญเทวดา ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า
ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไม่ง่ายครับ แต่ก็ต้องทำ ถ้าจะให้ง่ายจริงต้องมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่พูดปกป้องรัฐบาลเขมร เห็นดีเห็นชอบกับการลงนามในแถลงการณ์นั้นมาก่อน แล้ววันนี้บอกว่าขอเลิกแล้วนะ เขาก็จะต้องหาว่าตอนเซ็นกินยาอะไรผิด หรือลืมเขย่าขวดหรือเปล่า รัฐบาลเป็นหน้าตาของประเทศ อย่างนี้พลายทำให้บ้านเมืองเสียหายไปด้วย
แต่ถ้าเป็นรัฐบาลใหม่ไปขอยกเลิก มันก็เหมือนตอนรัฐบาลเสเนย์บอกกับอังกฤษว่าตูไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐบาลจอมพล ป. ที่ตัดสินใจผิดพลาด มองกลับกันก็คือ รัฐบาลจอมพล ป. ไปบากหน้าพูดขอโทษเขาไม่ได้เลย ฉันใดก็ฉันเพล
ก็เข้าใจ
ก็เข้าใจว่าปัจจุบันเป็นของเขมร แต่ประเด็นมันอยุ่ที่ว่าไทยไม่ควรไปเร่งรัดหรือสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เขมรขึ้นเป็นมรดกโลกเพียงลำพัง เมือรัฐมนตรีต่างประเทศทำตัวไม่ประสาก็เลยโดนคดีขายชาติอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เป็นบทเรียนของฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ควรจะเสียค่าโง่ ถ้าเรื่องนี้จบลงด้วยการบริหารจัดการร่วมกัน น่าจะเป็นที่ยินดี สุดท้ายการรักชาติเป็นเรื่องดี แต่รักให้ถูกทาง หลายเรื่องที่ประเทศเพื่อนบ้านทำกับเราอย่างไม่กลัวการบาดหมางน้ำใจกัน เช่นเผาสถานทูตไทย ไม่รู้สินะเราไม่ควรจะเสียเปรียบ แต่ก็ไม่ควรเอาเปรียบ นโยบายต่างประเทศควรจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อย่างที่ประเทศอื่นทำเช่นญี่ปุ่นกับไทยญี่ปุ่นได้เราได้ อเมริกากับไทย ไทยได้อเมริกาได้ การสนับสนุนกัมพูชาเรื่องพระวิหารคงแลกด้วยธุรกิจในกัมพูชาแน่นอน แต่ประโยชน์มันได้กับกัมพูชากับคนไทยบางกลุ่มที่ไปทำธุรกิจในกัมพูชามันไม่ได้กับประเทศไทย เรายอมให้เขาเผาสถานทูตของไทยเพียงเพราะข่าวลือของคนกัมพูชาโดยไม่ได้ตอบโต้เพราะธุรกิจในประเทศกัมพูชาปิดปากอยู่ ปราสาทเขาพระวิหารก็เช่นกัน ถ้าเราจะเชื่ออย่างนั้นก็ต้องยกอีกหลายอย่างให้กับเพื่อนบ้านเพราะเราไปเอาของเขามา ยังมีพระที่สำคัญของบ้านเมืองไม่ขอกล่าวถ้าเช่นนั้นเขามาทวงเราต้องคืนให้เขาหรือไม่ อย่าแกล้งโง่หรือพาซื่อจนเกินไปในเรื่องนี้มันมีธุรกิจปิดปากอยู่ แต่เราเป็นชาวพุทธก็ควรรุ้จักให้อภัยแม้จะโดนย่ำยีอยู่เนืองๆจากประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่เห็นด้วยบางส่วน
ถ้าคิดอย่างอาจารย์เราต้องคืนของหลายอย่างในประเทศคืนให้เพื่อนบ้านไปเพราะตอนนั้นที่เราชนะสงครามเราก็เอาสิ่งมีค่ามากมายมาจากพื่อนบ้าน แต่เรื่องนี้ไม่คิดจะให้ไปทวงคืนเปราสาทคืนหรอกนะ แต่ก็ไม่ต้องไปประเคนให้เขาโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศทีเดียว ดูอย่างกรณีพิพาธระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเรื่องเกาะหรือในอีกหลายเรื่องที่มีกรณีพิพาธ ถ้านายนพดลไม่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องนี้คงไม่เร่งรัดกันขนาดนี้ ขาดความรอบคอบ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รักชาติจนเกินไปแล้วไปเรียกร้องคืน ประเด็นคืออยู่กับผลประโยชน์ร่วมกัน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไม่เสียหลาย อย่ามัวแต่ไปปกป้องประโยชน์ส่วนตน
Kung_TM
ขอขอบคุณ อาจารย์ ชาญวิทย์ ที่มาให้ความกระจ่างให้คนไทยมีสติ ไม่หลงกลอุบาย ของพวกนักการเมือง หวังผลประโยชน์ของตน โดยหลอกลวงคนทั้งประเทศ เขียนประวัติศาตร์ตามแต่ใจตนเอง โดยหวังผลการเมืองแอบแฝง คนที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยอ้างว่าเพื่อให้ประเทศเจริญตามประเทศตะวันตก หาใช่ความต้องการของคนไทย ทั้งประเทศไม่ ลองย้อนถามว่า หากมีการทำประชาพิจารณ์ ตอน ก่อน 2475 คุณๆคิดว่า คนไทยต้องการ เปลี่ยนแปลงการปกครองหรือไม่ จนพวกคนเหล่า นั้น สร้างเรื่องรักชาติ บ้าบอ ขึ้นมาหรอกคนในยุคนั้นๆ ว่า สมบัติของชาติ เราเสียเอกราช เสียแผ่นดิน แต่ลองคิดตรึกตรองอย่างใจเป็นธรรม แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งไหนเป็นของเรา ประสาทเขาพระวิหาร มีคนไทย คนไหน ขึ้นไปไหว้ มั่งครับ ผม ศาสนาพุทธ ไม่ไหว้คนหนึ่งละ
คน
เอาอย่างนี้ดีกว่าคำถามสั้นๆแค่คุณเป็นคนไทยหรือไม่แล้วคุณเป็นนักวิชาการของชาติใดยังไม่ต้องถามหาข้อเท็จจริงใดๆแล้วอย่าบอกว่าคุณนั้นเป็นสุภาพบุรุสที่มีเกียติที่ไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น
1.อยากรู้ว่าข้อมูลที่คุณกล่าวอ้างมาทั้งหมดมาจากที่ใดและข้อมูลเขียนโดยใครและฝรังเขามีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ข้อมูลทั้งหมดมาจากการเขียนขึ้นในยุคที่เขาเข้ามายึดครองดินแดนทุกครั้งแล้วคุณคิดว่าเขาจะเขียนอะไร และคุณเองก็ไม่มีความรู้อะไรมากนักเช่นกันความรู้ที่คุณได้มาก็มาจากข้อเขียนของฝรังและคุณก็ลอกไปลอกมาซ้ำกันไปมาจากคนหนึ่งไปอีคนแล้วคุณก็ยกย่องกันเอง แต่ที่แย่และเลวที่สุดมันอยู่ที่การเอาข้อมูลมาแสดโดยการตัดแปะเอาเฉพาะส่วนที่คุณต้องการให้คิดตามคุณเท่านั้น และไม่เอาข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมดมาแสดง
2.ในการแบ่งเส้นเขตประเทศทั่วไปเขาใช้เส้นสันปัญน้ำ และไหลทวีป ทำไมฝรังแก้งโง่กับสนธิสัญยาที่ทำกับไทยแล้วแอบเขียนแฝนที่ที่เขารู้ดีว่าไทยในขณะนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องแผนที่ และศาลที่ตัดสินเรื่องนี้ก็ฝรังเศษอีไม่ใช่หรือ อย่าแก้งโง่เลยคุณคิดว่าประชาชนเป็นเช่นเด็กที่คุณอยู่เหนือเขาแค่เพราะคุณให้เกดเขาหรือ
3.ส่วนภาพที่คุณนำมาลงโดยอ้างว่าฝรังเขาเอาขึ้นศาลโลกว่าเชื้อพระวงค์ยอมรับ คุณคิดว่าในยุคนั้นหากสถานที่แห่งนั้นเป็นของคนไทยและผู้ที่เสด็จไปเที่ยวท่านคิดว่ามันเป็นดืนแดนไทยทำไมเราจะเที่ยวบ้านของเราไม่ได้และฝรังหล่าวนั้นอ้างตนเป็นนักสำรวจโบราณสถานอย่างในประเทศต่างๆที่เขาเข้าไปคุณคิดว่าท่านควรแสดท่าทีอย่าไร หรือคิดว่าต้องถ่อยเช่นคุณไรเขาออกไปเลยจึงจะถูกต้อง
4. จากคำตัดสินของศาลโลกที่อยู่บนพื้นฐานการเอาเปรียน และไม่บริสุทธไทยก็ได้ทำข้อท้วงเอาไว้ลอเวลาที่ไทยเราจะมีทรัพยากรที่เป็นคนที่มีคุณภาพทำให้ไทยเป็นมหาอำนาจและเข้าไปทำให้โลกได้รู้ว่าในยุคที่มหาอำนาจล่าอนานิคมได้ทำอะไรไว้ชาติดีใจว่ามีคนที่ได้รับการศึกษามากและยกตนว่าเป็นนักวิชาการเช่นคุณแต่ไทยกับได้คนเนละคุณแผ่นดินมาเท่านั้นจริงไหม
คน
และไม่ต้องหว่งมือปืนที่พวกคุณใช้ลงแปะความคิดเหล่าวนี้บอกได้เลยว่าการพัฒนาทางความคิดของคนที่เขาไม่ได้อ่านแค่ชื่อที่ลงเขาอ่านที่สำนวนและเขาประเมิณคุณได้หมดแล้วตอนนี้แค่อยากรู้ว่าเด็กนักเรียนของคุณและผู้ที่ร่วมงานกับคุณเขาก็รู้ทันคุณไม่อยากให้ตกอยู่ในสังคมที่ไม่พูดเพราะการให้เกียติกับคนเลวที่ขายหรือสนับสนุนคนขายชาติและแผ่นดินแล้วไม่แสดออกให้เขารู้ไม่ตอบโตมันเท่ากับยอมจำนนให้เขาเอาคุณและสถาบันของคุณเป็นเครื่องมือหากินทำรายชื่อเสียงของสถาบัน
คนไทยคนที่2
คนที่ใช้ชื่ออารยานี่ค วา ย มันดักดานเต็มทน อ่านสิ่งที่อภิอัครมหา ค วา ย อารยาพูดแล้วนี่มันเหมือนนิยายตอแหล น้ำเน่าช่องจอตู้เน่าของประเทศนี้มันจริงๆ วิธีการพูด ของ ค วา ย อารยานี่แทบไม่ได้แตกต่างไปจากการพูดของพวกอดีตขี้ทูต และพลพรรคแมลงสาปเน่า ประชาวิบัติ ที่มีแต่การนำเรื่องเท็จ มาผุกเป็นนิยายหลอกลวงผู้คน ชาญวิทย์เสียอีก ที่พยายามนำความจริงที่มันได้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาบอกผู้คน ให้หายโง่เขลา แต่ทว่า พวกขี้ข้าสากดินาทรราชอำมาตยาเน่าย่อมไม่มีดวงตาที่จะเห็นธรรมได้ นั่นเพราะความโลภมันบดบังดวงตา
พวกสากดินาทรราชอำมาตยาเน่ามักจะหลอกใช้ประชาชนพลเมืองของตนให้ตกเป็นเหยื่อ
เสมอและมันเป็นเช่นนี้มาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตัวอย่างของชาวบ้านบางระจันทร์นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน ที่พวกสากดินาทรราชอำมาตยาเน่าได้ทอดทิ้งประชาชนของตนให้พบกับหายนะตามลำพังเพียงเพื่อที่จะรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้
มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญของมรดกโลก จะลดข้อแห่งการรับรองลงเหลือเพียงข้อเดียว เพราะถ้าหากสิ่งๆนั้นมันมีค่าควรแก่การให้การอนุรักษณ์มันก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเขาจะพิจารณาและเขาก็ไม่ได้คิดเพียงแค่คนๆเดียว แต่เขาทำกันเป็นหมู่คณะที่มีความเห้นพ้องต้องกัน แล้วกราบืออย่างอารยามีความรู้เรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความสำคัญของโบรษณสถานแห่งนี้หรือ ซ่อมเองเป็นหรือ อ่านหนังสือขอมโบราณออกหรือ
ก็เปล่าเลย ค วา ย ทั้งนั้น แล้วยังดันอวดดี
ก็ของๆเขา ศาลโลกตัดสินแล้ว รัฐบาลสฤษดิ์ก็ยอมรับแล้ว(จะบอกไม่ยอมรับได้ไงเพราะสฤษดิ์สั่งถอนทหารรวมทั้งต้องคืนศิลปวัตถุที่เอาไปจากเขาพระวิหารคืนด้วย) จะยังดันมาทำตัวหน้าด้านเหมือนไอ้พวกหัวหมอพรรคแมลงสาปเน่าประชาวิบัติเจ๊ก กา บดสนธิชั่วที่ดันพูดแบบหมาๆออกมาได้ว่าศาลโลกตัดสินแค่ตัววิหารให่เขมรแต่พื้นดินที่วิหารตั้งอยู่เป็นของไทย
นี่ไอ้พวกเลวมันกล้าโกหกตอแหลทางสภาหลอกลวงผู้คนไปทั้งประเทศแบบไร้ยางอาย
คำว่าอธิปไตยมันหมายุถึงอะไร ศาลโลกตัดสินชัดเจนว่าเขาพระวิหารนั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของเขมร นั่นหมายความว่าทั้งวิหารและแผ่นดินที่ตั้งของตัววิหารนั้นศาลโลกตัดสินให้เป็นของเขมร ส่วนที่โนแมนส์แลนด์4.6ตารางกิโลเมตรที่อยู่ใกล้ๆกันนั้นซึ่งเป็นที่ที่ทั้งเขมรและไทยต่างอ้างสิทธิ์ ศาลโลก ไม่ตัดสิน
แล้วมันยังมีที่ตรงไหนอีกหรือค วา ย อารยา
คนไทยคนที่2
ศาลโลกตัดสินมา46ปี ไม่มีแม้นแต่แมวหรือสุนัขไปคัดค้าน ทั้งๆที่ผ่านมาไม่รู้กี่สิบรัฐบาลทั้งเผด็จการ ทั้งลากตั้ง ทั้งหอย ทั้งบุฟ๊เฟต์คาบิเน็ท ทั้งผู้ดีรัตนโกสินทร์ ทั้งครึ่งใบเตมีย์ใบ้ทั้งประชาวิบัติ พวกเหล่านี้ไม่เคยไปคัดค้านหรือกระเฮี่ยนกระหือรือเพื่อเรียกร้องเขาพระวิหารคืน
มาวันนี้ดันดัดจริต ทำจะเป็นจะตายจะท้าเขมรรบ ต้องบอกว่า ไอ้พวก ค วา ย
ไอ้การทำอย่างนี้ มันไม่ได้เป็นการรักชาติ แต่ทว่าเป็นการทำลายชาติ เป็นการแสดงตัวว่าเป็นพวกอันธพาลที่ไม่เคารพกฏหมายไม่เคารพแม้นแต่ศาลโลก เป็นพวกที่ปลิ้นปล้อนตลบแตลง
ไร้ศักดิศรีของความเป็นมนุษย์ มีแต่จะถูกนานาชาติเขาดูถูกเหยียดหยาม
ทำไมไม่หัดคิดแบบมนุษย์ที่มีความอารยะบ้าง เอาแต่ความคิดเป็นทาสขี้ข้าพวกสากดินาทรราชอำมาตยาเน่าให้พวกเหล่าร้ายเหล่านี้มาหลอกลวง
ถ้าหากอยากจะเป็นนักรบ มันต้องแกร่งแบบมองโกลยุคเจงกิสข่านคนเหนือคน มีปัญญาหรือไม่ ก็ไม่มีปัญญาอีก
อยากจะขยายอาณาเขตเรอะ อยากจะ
อย่างนี้ต้องสนับสนุน
ขอสนับสนุนการถกเถียงเชิงสร้างสรรค์แบบงานเขียนที่
อุดมไปด้วยความรู้เชิงวิพากษ์ของอจ. ชาญวิทย์
อยากรู้ว่าภูวดลมันจะกล้าออกมาด่าพ่อแม่ ขู่ทำร้ายร่างกายปูชนียบุคคลคนนี้ไหม
(อย่างที่มันทำกะเพื่อนร่วมวิชาชีพคนอื่นไปทั่ว)
ถ้ามันทำ ก้อคงโดนเพื่อนเลิกคบหมดน่ะ
สนนท.
ปกป้องประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ขอเชิญร่วมอภิปรายทางการเมือง
การเมืองใหม่ 70 :30 แนวทางพัฒนาระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ ?
วันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2551 เวลา 13 .00 - 17.00 น.
ณ ห้องประชุม สภานักศึกษา ตึกกิจกรรมชั้น 2 ม.รามคำแหง
กำหนดการ
09.30- 10.00 น. ลงทะเบียน
10.00- 12.00 น. อภิปราย การเมืองใหม่ 70-30ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเดินหน้าหรือ ถอยหลัง
วิทยากร ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย13.00-16.00 น. อภิปราย การเมืองใหม่ 70-30 พัฒนาระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ
วิทยากร ผศ.วิทยา ชินบุตร คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
สมบัติ บุญงามอนงค์ ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหาร
ดำเนินอภิปราย พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
(สนนท.)
จัดโดย กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม ม.รามคำแหง
กลุ่มเยาวชนเพื่อประชาธิปไตยประชาชน
กลุ่มนักศึกษาลูกชาวนาชาวไร่ ม.รามคำแหง
สมาพันธ์นักศึกษาสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ( PNYS.) ม.รามคำแหง
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)
คนไทยแท้ๆ
บาปกรรมที่ทำแล้วย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนนมสดที่รีดในวันนั้น บาปย่อมตามเผาคนเขลา เหมือนไฟที่เถ้ากลบไว้
ฉนั้น คิดให้ดี ก่อนพูด ก่อนทำ
อารยา
เอาตรงที่เจ้าตัวคห. 52 คิดว่าฉลาดที่สุดมาว่ากัน ส่วนความถ่อยในสันดานยกโทษให้ เพราะแก้ไม่ได้ : "ส่วนที่โนแมนส์แลนด์4.6ตารางกิโลเมตรที่อยู่ใกล้ๆกันนั้นซึ่งเป็นที่ที่ทั้งเขมรและไทยต่างอ้างสิทธิ์ ศาลโลก ไม่ตัดสิน
1. ปัญหาเขาพระวิหารที่มีมานมนาน 46 ปี ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ โนแมนส์แลนด์ ที่ คห. 52 ดัดจริตเรียก ไทยพบกับ แนว "สันปันน้ำ" เหลื่อมกับแนวอาณาเขตอาณานิคมในแผนที่ฝรั่งเศส 1904 ที่เขียนล้ำเข้ามาในดินแดนไทย " 4.6 ตร.กม. จึงเรียก "พื้นที่ทับซ้อน รัฐมนตรีนายถนัดคอมันตร์มีบันทึกถึงศาลโลกเมื่อเดือนกรกฏาคม 1962 (ศาลโลกตัดสินเดือนมิถุนายน ดู 1.3 ข้างล่าง)
1.1 ไทยอ้างสิทธิบนพื้นที่ภูเขาพระวิหารทั้งลูกครับ ไม่ใช่กระจอกแค่ 4.6 ตร.กม. ครับ(ขอบคุณกรมแผนที่ทหารบกที่มาวัดทีหลัง) ไม่อาจยอมรับหลักฐานจากแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคมลากเส้นด้วยความโลภจึงลำเอียง ฝืนหลักเกณฑ์ที่นานาอารยประเทศในปัจจุบันยึดถือปฏิบัติ
1.1.1 ดร. สมปอง สุจริตกุล เนติบัณฑิตอังกฤษหนุ่มที่สุดของไทยในปีนั้น เป็นผู้ร่างบันทึกของรัฐบาลไทยให้คุณถนัดลงนามอย่างเป็นทางการครับ
1.1.2 ที่พูดกันว่า ไทยนิ่งในศาลเท่ากับยอมรับไม่จริง คุณเสนีย์พูดหมดทุกอย่าง
1.1.3 ที่ว่าเป็นคดีปิดปาก เป็นสำนวนของนักกฏหมายธรรมดา ในข้อเท็จจริงมันมีอะไรไปอุดปากผู้พิพากษาทั้ง 9 คนที่ไปเห็นด้วยกับเขมร ไม่ต่างอะไรกับวันนี้ที่มีกรณีมรดกโลกปราสาทพระวิหาร
1.2 เขมรได้ยินไทยเรียกพื้นที่ทับซ้อน ก็ขอให้เลี่ยงมาใช้คำว่า พื้นที่ข้อพิพาท เพราะเขาเองไม่คิดว่ามีพื้นที่ ไปทับของไทย (คือต่างก็ถือว่าทั้งหมดบนภูเขาเป็นของตน และถ้า 52 จะฉลาดกว่านี้จะไม่ดัดจริตเรียก โนแมนส์แลนด์)
อารยา
1.3 ถ้าศาลโลกอ่านคำฟ้องของเขมรในปี 1959 อย่างไม่มีอคติ จะไม่มีคำตัดสินในปี 2505: INTERNATIONAL COURT OF JUSTICE
J U D G M E N T of 15 June 1962
FOR THESE REASONS,
THE COURT,
By nine votes to three,
FINDS THAT THE TEMPLE OF PREAH VIHEAR IS SITUATED IN TERRITORY UNDER THE SOVEREIGNTY
OF CAMBODIA. เพราะย่อมเห็นอย่างชัดเจนว่าหลักฐานในคำฟ้องตั้งอยู่บนฐานของอวิชชา ทั้งในแง่นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีเหตุผลทางภูมิศาสตร์สนับสนุนเลยแม้แต่น้อย
แต่จะแนะนำให้คู่กรณีไปร่วมทำการ ปักปันเขตแดนให้เสร็จ จึงค่อยตัดสินใจว่าจะเป็นความกันหรือไม่
2. ศาลโลกปี 2505 จึงทิ้งปัญหาความบาดหมางระหว่างไทยกับเขมรตามมาหลังตัดสินมากกว่าก่อนมีการฟ้องมากมาย ถึงขนาดที่ว่ามีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญในยุดของรัฐบาลทักษิณ แต่พอเข้าใจได้จากปัจจัยซ่อนเร้นทางการเมือง ซึ่งจูงใจให้กัมพูชาตัดสินขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกในปี 2549 ปี 2544 รัฐบาลไทยละเลยมาตรการที่ทุกรัฐบาลก่อนหน้านั้นดำเนินการอย่างรอบคอบมาโดยตลอด นั่นคือปล่อยให้คนกัมพูชาย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ด้านเหนือกับตะวันตกของตัวปราสาท ซึ่งทั้งสองประเทศเข้าใจร่วมกันมา 40 ปีว่าต้องกันไว้ และรัฐบาลในปี 2543 เคยมีบันทึกไปทักท้วงรัฐบาลกัมพูชาแล้ว
อารยาพูดวันนี้ก็ยังไม่สาย เชื่อว่ากัมพูชาวันนี้ฟังแล้วเข้าใจได้ หากจะมีคนเสียชาติเกิดอย่าง 52 บ้างก็คงไม่มากนัก ป่วยการไปถือสา
คนไทยอีกคน
คุณอารยา ดูมีข้อมูลมากมาย
แต่คุณล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการสื่อสาร
การเขียนหนังสือ การสื่อความ
การจัดระเบียบความคิดของคุณถือว่าแย่เอามากๆ
...ข้อมูลของคุณน่าสนใจมากแต่อยากบอกว่าเร่งรีบหัดเรียนการเขียนเรียงความเสียเถิด
...ข้อเขียนของคุณเป็นข้อเขียนที่ไม่ได้ใจความมากที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยได้อ่านหนังสือมา
Homo erectus
หึหึ...ฝากอารยาไปบอกให้อาจารย์สมปองไปเจรจาเสียเลย อยากรู้นักว่า ข้อมูลของสมปองกับประชาคมโลก จะยอมรับแบบไหนมากกว่ากัน
ที่แท้เกรียนพันธมิตรผู้จัดการก็เริ่มกลยุทธ์ใหม่ๆอีกแล้วหนอ
ควาย
ชาญวิทย์ไม่สงสัยในเจตนาซ่อนเร้นของนพดลเลยหรือ
ชาญวิทย์ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์หลงประเด็น
ออกทะเลไปเรียบร้อย
วิทยา
ผมว่าคุณอารยานี่ออกมั่วๆ นะ มาแบบข้างๆ คูๆ เพราะไม่มีข้อมูลมาสนับสนุนเลย ส่วนใหญ่จะใช้แต่ "เขาเล่ามา" แล้วมาทำเป็น story เพื่อโต้แย้งอ.ชาญวิทย์ ผมขอแนะนำครับว่าเขียนบทความ ใหม่ขึ้นมาโต้แย้ง พร้อมหลักฐาน เหตุผลมากกว่านี้ แบบนี้จึงจะยอมรับได้...
อารยา
ใครที่คิดว่าผมกำลังเรียงความ หรือเขียนบทความก็บ้าแล้ว ที่นี่ ผมอยากจะคุยกับใครก็คุยไปตามอารมณ์ ตามอารมณ์นะครับ เรื่องข้อมูลไม่ต้องมาชมว่าผมมีมากน้อยอย่างไร เพราะผมไม่ต้องไปค้นหาจากที่ไหนมายืนยัน คุณท่านเธอที่นี้ก็เห็นกันอยู่ อย่างที่ผมเอ่ยถึง ดร. สมปอง ก็มีคนเสียสติโพล่งออกมาว่ามีข้อมูลเทียบกับประชาคมโลกบ้าบอที่ไหนก็ไม่รู้ บันทึกคัดค้านคำตัดสินของศาลโลกไม่ต้องใช้ข้อมูลอะไรครับ ฟังศาลบอกว่าแพ้ ก็เขียนตอบโต้ไปซื่อๆว่าไม่เห็นด้วยกับศาลที่เคารพ ก็แค่นั้น บอกเหตุผลที่มาจากสติสัมปชัญญะที่มีสมาธิ ไม่เห็นเกี่ยวกับข้อมูล นี่เป็นตัวอย่างของคนไม่ฉลาดพูด ฉลาดคิด ไม่อยากบอกว่าโง่หรอกนะ เอ หรือโง่ก็ได้นะ
สรุปว่าอารยาก็เข้ามาขีดเขียนความเห็นที่นี่ไม่ต่างจากทุกท่านที่อยากจะโผล่เข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้
ผมก็บอกแล้วว่าอย่าหวังอะไรจากผม เพราะห่วงอยู่ว่าจะติดใจตั้งแต่โพสต์แรก หุ หุ
ก็เป็นโรคจิตไง แบบพอขยับนิ้วลงคีย์บอร์ดก็ตั้งหน้าตั้งตาด่า ยิ่งชอบเท่าไหร ก็แปรความรู้สึกดีๆนั้นออกมาเป็นผรุสวาท ส่อเสียด อย่างที่เห็นๆ โชคดีที่ฝึกมาพอจะรู้สึกเฉยๆ แต่กระนั้นก็อดสังเวชไม่ได้ที่คนหลอกตัวเองเหล่านี้กลบเกลื่อนอวิชชาของตัวแบบ แถมมีมานะ ทิฐิ ไม่อายผีสางเทวดา
ผมไม่มีข้อมูลมากอะไรมากมายเลย เพียงแค่หากาคุณรักชาติบ้านเมืองจริง ฟังผมแค่นี้ก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
ไม่ใช่บ้ามารอนั่งรออ่านบทความของผม เพียงเพื่อจะได้เจาะประเด็นใหม่ๆมาด่าทอนอกเรื่องนอกราว หาความเห็นอะไรสักนิดมาเสวนาแลกเปลี่ยนด้วยก็ไม่มีเลย
โน่น บทความมันแบบของ อ. ชาญวิทย์ แต่เสียใจที่ต้องบอกว่าในเชิงสไตล์แกมือตกสุดๆ ในรอบ 4 ปี นับจากวันที่ได้ ป. เอกกิติมศักดิ์จาก ม. สารคามเมื่อเดือนสิงหาคม 2547
คืนที่ฉลองปริญญาในแคมพัสสารคาม ผมกินข้าวด้วยกับแก ยินดีปรีดาด้วยจริงๆ ไม่ได้โม้
อารยา
แค่ทำให้แฟนคลับส่วนใหญ่ที่นี่ตื่นตัวว่ามีอะไรมากว่าขยะทางปัญญาเก่าๆที่ชินกันมานาน อารยาก็พอใจแล้ว นี่ก็ไม่ได้โม้เหมือนกันครับ
อารยา
โปรดฟังอีกครั้ง หากคุณรักชาติบ้านเมืองจริง ฟังผมแค่นี้ก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
แต่หากต้องให้ผมไปมากกว่านี้ ทุกท่านก็รู้อยู่ว่ามันจะถึงประเด็นขายชาติ ที่พูดกันมาจนพอจะเห็นหน้าตาเก่าๆของตัวละครค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตอนนั้นผมก็คงรำคาญพวกลิ่วล้อที่จะถามหาแต่ใบเสร็จ แล้วคุณว่าฟอรั่มนี้มันจะน่าเข้าเยี่ยมอีกหรือในเมื่อมันจะเต็มไปด้วยเสียงด่าของเหล่ามิ๗ทิฐิทั้งหลาย
โปรดฟังอีกครั้ง "หากคุณรักชาติบ้านเมืองจริง ฟังผมแค่นี้ก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร"
สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่ แม้คุณจะไม่ต้องการ
คนเมืองลุง
ความเชื่อใคร ความเชื่อมัน 1 คน 1 ความเชื่อ 1 ความเห็น เท่าเทียมกัน
เถียงไปก็เท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่า เราท่านทั้งหลาย จะเลือกเชื่อใคร
เลือกเชื่อ อ.ชาญวิทย์ ฯ หรือ เลือกเชื่อ "อารยา"
สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อ "ตัวเอง" ข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ มากกว่า
และ ข้อมูลที่ผมเชื่อ ก็ สอดคล้องกับ อ.ชาญวิทย์ นำเสนอ
อันนี้ คือ "ข้อเท็จจริง"
คนไทยคนที่2
โอ้ ค วา ย อารยานี่ยังกล้าที่จะหน้าด้านอีกหรือ ไอ้คำตัดสินของศาลโลกที่ยกมานั่นน่ะ คนไทยทั้งประเทสควรจะได้อ่าน มันจะได้ตาสว่างและได้เห้นถึงความตลบแตลงตอแหลของพวกอมลงสาปเน่าประชาวิบัติและกราบืออารยา คำตัดสินมันบอกชัดๆว่าคณะลูกขุนทั้งหมด16ชาติ ให้เขมรชนะ9ชาติ ให้ไทยชนะ3ชาติ งดออกเสียงสามชาติ และในคำตัดสินยังบอกชัดเจนว่าปราสาทพระวิหาร(ภาษาที่ใช้อย่างทางการจริงๆไม่ได้ใช้เขาพระวิหารแต่ใช้พระวิหาร) นั้นอยู่ในดินแดนและอธิปไตยของกัมพูชา
แล้วทำไมไม่เอาความจริงที่เป็นราสยละเอียดมาบอกชาวบ้านเขาด้วยเล่า ว่าชาติที่ให้เขมรชนะมีใครบ้าง มีอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย(สหภาพโซเวียตรุสเซีย) อิตาลี่ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น
9ล9 ชาติเหล่านี้มีความลำเอียงเรอะ อังกฤษ รัสเซีย อิตาลี่ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่นพวกนี้เรอะจะลำเอียง ใช้สมองตรองดูด้วย แล้วชาติที่ให้ไทยชนะ คืออาเจนติน่า คิดเอาเองก็แล้วกัน
กราบืออารยาพูดมาได้อย่างไม่อายปาก พูดเหมือนกับพวกโจรขโมยควาย พอโดนตำรวจจับได้ ศาลถามว่าไปขโมยควายมาทำไม แต่โจรขโมยค วา ยอย่างกราบืออารยาเถียงปากแข็งว่าไม่ได้ขโมย เพียงแต่แค่ไปหยิบเชือกมาเท่านั้น(โดยที่ไม่พูดความจริงว่าเชือกนั้นมันผูกกับจมูกควายเอาไว้)
ในคำตัดสินของศาลโลกนั้น ผู้แทนหรือทนายทั้งสองฝ่ายต่างงัดหลักฐานกันออกมาสู้กันอย่างหนัก เรื่องนี้ ล้วนมีบันทึกเอาไว้ทั้งสิ้น คำตัดสินนี้เราสามารถหาอ่านได้จากเว็บไซด์ของศาลโลกที่กรุงเฮก ที่มันแย่คือทนายฝ่ายไทยนั่นคือเสนีย์ ก็ใช้แผนที่ของทางฝรั่งเศส
แถมยังมีการอ้างถึงรูปถ่ายครั้งที่กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพต้องขออนุญาติต่อทางการฝรั่งเศสเพื่อไปดูเขาพระวิหาร
ไทยเรามักจะคิดเอาเองอย่างนี้แหละ ว่าคิดจะใช้วิธีการแบบศรีธนญชัยสู้กับเขาในระดับนานาชาติ เพราะดันคิดว่าที่กรุงเฮกหรือนานาชาติมันจะเหมือน กับของบ้านเราแต่ที่ไหนได้
เขาเอาเรื่องจริงว่ากันด้วยความจริง ไม่ใช่สำบัดสำนวนแบบศรีธนญชัย
จงรู้จักเคารพตนเอง อย่าทำให้เกียรติภูมิของบรรพชนต้องมัวหมอง ไปกับความตลบแตลงปลิ้นปล้อนของคนรุ่นลูกหลานเหลนโหลนเลย
คนไทยคนที่2
เอ้ออีกทีแล้วไอ้ที่มั่วไปอ้างว่ามีอะไรไปปิดปากพวกชาติคณะลูกขุน
แหกตาดูซะ สหภาพโซเวียต มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ที่เพิ่งทดลองจุดระเบิดไฮโดรเย่นที่มีอำนาจทำลายล้างที่เทียบเท่ากับดินระเบิดทีเอ็นทีขนาด76ล้านตัน(ระเบิดปรมาณูที่ทิ้งที่ฮิโรชิม่ามีอำนาจทำลายล้างเทียบเท่าแรงระเบิดทีเอ็นทีขนาด2หมื่นตันเท่านั้น)แถมเป็นหัวหน้าคอมมินเทอรนและกลุ่มกำลังรบกติกาสัญญาวอร์ซอร์ที่มีกำลังรถถังหลักกว่าหนึ่งแสนคันใครกล้าปิดปากรัสเซีย
อังกฤษ ฝรั่งเศส มหาอำนาจในบิ๊กไฟว์ที่ต่างก็มีระเบิดปรมาณูอยู่ในครอบครองและเป็นผู้ที่ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง มีใครกล้าไปปิดปากติดสินบน
ญี่ปุ่นมหามิตรของไทยยุคร่วมวงค์ไพบูลย์แห่งเอเซียที่เป็นพันธมิตรร่วมรบกับไทยในสงครามมหาเอเซียบูรพา และเป็นชาติที่บีบบังคับให้รัฐบาลวิชชี่ของฝรั่งเศสที่ตกเอยู่ใต้อำนาจของนาซีเยอรมันต้องยอมคืนพระตะบองเสียมเรียบ(คำนี้แปลว่าสยามแพ้)ศรีโสภณท์รวมทั้งฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้กลับมาเป็นของไทย นี่ขนาดนี้ญี่ปุ่นยังให้เขมรชนะหรือเป็นฝ่ายถูก
ส่วนเนฌธอร์แลนด์นั่นศาลโลกอยู่บ้านเขา อิตาลี่ก็ประเทศโลกเสรี มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ที่คิดว่าฝรั่งมันจะรับสินบน
ที่เขาบอกฏหมายปิดปาก นั่นเพราะ นับตั้งแต่สมัยร5จนถึงร9 ประเทศไทยไม่เคยไปแสดงความจำนงค์ในการคัดค้านเรื่องแนวแผนที่ที่ฝรั่งเศสเขียนเลยแม้นแต่น้อย พูดสั้นๆ พวกอำมาตยาเน่า ไม่เคยเอาใจใส่ไปดูแลเรื่องนี้เลยแม้นแต่น้อยทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
แล้วจะโทษใคร ใช้สมองคิดด้วย
อย่าทำมาอวดดีทำเป็นรักชาติแบบเน่าๆ ทำลายชาติสิไม่ว่า ทำให้เกียรติภูมิของชาติต้องเสียไป ถูกฝรั่งอั้งม้อมันดูถูกว่า ไซมืสทอล์ค ไม่เคยเปลี่ยน
อีกหน่อย ลองก์แมนคงจะมีศัพท์คำว่า เจ๊ก กา บด สนธิ หมายถึงพวกขายชาติตลบแตลงพูดเท็จเป็นส่วนใหญ่
มาร์คม7 หมายถึง พวกที่นิยมชมชอบการพูดแบบศรีธนญชัย และนิยมระบอบเผด็จการลากตั้งอะไรเทือกนี้ แบบเดียวกับคำศัพท์ที่เรียกว่าบางกอกนั่นแหละ ที่เคยมีข่าวฮิอฮาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังไง ก้อย่าให้ดิคแบบธีซอรัสเอาไปบัญญัติหรืออ้างถึงล่ะ คงดูไม่จืดจนกว่าประวัติศาสตรืมนุษยชาติมันจะล่มสลายหรือโลกแตก เรียกได้ว่าเขาดูไม่ผิดจนถึงกาลอวสานของโลก ลูกหลานในอนาคตคงได้แต่ยืนตาปริบๆเมื่อคนชาติอื่นเขาพูดถึง
คน
สรุปแล้วเว็บนี้เป็นที่รู้กันว่ารับเงินมาจากนายที่ขายชาติและมือปืนทั้งหลายมีทั้งเด็กของอาจารที่ขายชาติเข้ามาแปะข้อความจากการอ่านสำนวนบอกได้เลยว่ามันเป็นคนที่ทำงานมาด้วยกันส่วนคุณอารายาเข้าใจว่าคงทนไม่ได้แต่ขอบอกว่าคุณไม่ต้องสนใจเพราะคนพวกนี้กลัวที่สุดคือตามเขาทันคุณอาจด่าไม่ได้เช่นเขาแต่คนที่เข้ามาอ่านคุณเขารู้และขอบใจที่คุณพยายามจะคัดค้านความคิดคนพวกนี้ คนหล่าวนี้เขาก็รู้ที่แปะลงไปตัวเองก็รู้มันไม่ใช้ความจริง และถ้าคุณอ่านดูให้ดีขณะนี้ สำนวนที่ตอบโต้คุณมันมีไม่กี่คนและก็ไม่กล้าใช้ชื่ออื่นๆมาตอบโต้อีกและไม่ต้องยกข้อมูลใดๆไปตอบโต้เขาอีกไม่จำเป็นแล้วความหน้าเชื่อถือของคนที่ลงบทความและมือปืนมันหมดไปนานแล้วพร้อมกับการตะแบงที่จะขายชาติโดยคิดว่าคนที่ใช้สื่อชนิดนี้ไม่สามารถหาข้อมูลที่เขาสงใสได้จากที่อื่นๆ ง่ายๆให้ดูคนที่รู้ว่าตนโกหกแต่ต้องตอบโต้คนอื่นที่มีความคิดไม่เป็นไปในทางที่พวกตนต้องการเขาจะอ้างข้อมูลแบบตะแบงและจะโกดและด่าเป็นไฟแบบหยาบๆยิ่หยาบมากเท่าไรเหตุผลน้อยลงมากเท่าใดนั้นคือเขายิ่งไม่มั่นใจตนเองมากเท่านั้น และทั้งหมดเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว เดียวไม่ได้ตัง
ถึงคนขายชาติ หันกลับไปดูพ่อ แม่ พี่น้อง ลูกและเมียคุณ แค่เงินคุณสามารถทำให้ครอบครัวคุณอยู่ในประเทศที่ข้าวยากหมากแพงแผ่นดินรุกเป็นไฟคุณขายได้ทุกอย่างเพื่อตัวเองและอย่ามาอ้างคำว่าครั้งชาติ หากคุณอยู่ในชาติอื่นและไปพูดคำนี้และสนับสนุนให้พวกคุณขายแผ่นดินบอกได้เลยคุณไม่ใช่ยังได้สอนหนังสือหลอกแต่จะยังได้เดินในแผ่นดินนั้นๆหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลยคุณมันอาใสความเป็นคนใจดีและให้อภัยของคนไทยตะหลบตะแลงไปวันๆ
เว็บบ้า ชอบด่าโคตรเหง้าของตัวเอง
เว็บนี้มันเก่งจริง ๆ เรื่องด่าคนไทยในอดีต ซึ่งก็คือโคตรเหง้าของคนในเว็บนี้ด้วย เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ไปขุดมาด่า ด่าทุกวัน เข้ามาอ่านทีไรก็เห็นด่ามันอยู่นั่่นแหละ คนไทยโง่อย่างนั้น เขลาอย่างนี้ เป็นทาส เป็นขี้ข้า แล้วก็ด่าจังเรื่องราชาธิปไตย เรื่องชาตินิยม เรื่องอำมาตยาธิปไตย เรื่องระบบศักดินา ฯลฯ อะไรกันนักกันหนาเหรอครับ นี่คุณไม่เคยเห็นคุณงามความดีของคนไทยในอดีตเลยหรือ คนไทยในอดีตเลวมากขนาดที่คุณต้องขุดมาด่าอยู่ได้ทุกวันเลยหรือ เขาไม่เคยทำคุณประโยชน์อะไรให้แผ่นดินหรือแม้กระทั่งตัวคุณเองบ้างเลยหรือ ไปเรียนมาซะดิบดี สุดท้ายก็มาด่าโคตรเหง้าตัวเอง จะไปเรียนมาทำไมให้เหนื่อยยาก บ้าหรือเปล่า อดีตมันผ่านไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ยังจะด่่าอยู่นั่นแหละ รู้แล้ว พอเถอะ คุณคิดว่าระบบอะไรเหรอที่ดีวิเศษที่นักที่คุณอยากจะเอามาใช้ในประเทศนี้ บอกมาตรง ๆ ก็ได้ อย่าพล่ามอ้อมไปอ้อมมา รำคาญ แล้วจะคอยดูว่าไอ้สิ่งที่คุณอยากได้นักหนามันจะดีจริงหรือเปล่า
อารยา
ขออนุญาตเลือกปฏิบัติ มิใช่เพราะที่อารยาจะเอ่ยถึงต่อไปนี้เห็นด้วยกับอารยา แต่เพราะเป็นข้อสรุปผลที่มีคุณค่า
ความเห็นความเห็นที่ 47: ประเด็นมันอยู่ที่ว่าไทยไม่ควรไปเร่งรัดหรือสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เขมรขึ้นเป็นมรดกโลกเพียงลำพัง เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศทำตัวไม่ประสาก็เลยโดนคดีขายชาติอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ เป็นบทเรียนของฝ่ายรัฐบาลที่ไม่ควรจะเสียค่าโง่ ถ้าเรื่องนี้จบลงด้วยการบริหารจัดการร่วมกัน น่าจะเป็นที่ยินดี สุดท้ายการรักชาติเป็นเรื่องดี แต่รักให้ถูกทาง หลายเรื่องที่ประเทศเพื่อนบ้านทำกับเราอย่างไม่กลัวการบาดหมางน้ำใจกัน เช่นเผาสถานทูตไทย...
การสนับสนุนกัมพูชาเรื่องพระวิหารคงแลกด้วยธุรกิจในกัมพูชาแน่นอน แต่ประโยชน์มันได้กับกัมพูชากับคนไทยบางกลุ่มที่ไปทำธุรกิจในกัมพูชามันไม่ได้กับประเทศไทย...
ยังมีพระที่สำคัญของบ้านเมืองไม่ขอกล่าวถ้าเช่นนั้นเขามาทวงเราต้องคืนให้เขาหรือไม่ อย่าแกล้งโง่หรือพาซื่อจนเกินไปในเรื่องนี้มันมีธุรกิจปิดปากอยู่ แต่เราเป็นชาวพุทธก็ควรรู้จักให้อภัยแม้จะโดนย่ำยีอยู่เนืองๆจากประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้าน
และจากความเห็น 69: เป็นที่รู้กันว่ารับเงินมาจากนายที่ขายชาติและมือปืนทั้งหลายมีทั้งเด็กของอาจารที่ขายชาติเข้ามาแปะข้อความจากการอ่านสำนวนบอกได้เลยว่ามันเป็นคนที่ทำงานมาด้วยกัน...
คนพวกนี้กลัวที่สุดคือตามเขาทัน...
ความหน้าเชื่อถือของคนที่ลงบทความและมือปืนมันหมดไปนานแล้วพร้อมกับการตะแบงที่จะขายชาติ...
และจะโกดและด่าเป็นไฟแบบหยาบๆยิ่งหยาบมากเท่าไร,,,เขายิ่งไม่มั่นใจตนเองมากเท่านั้น และทั้งหมดเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว เดียวไม่ได้ตัง
อารยาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นเพราะรำคาญส่วนหนึ่งจึงเข้ามา แต่ที่ต้องสารภาพคือความพอใจที่ได้ลดความไม่แน่ใจลงอย่างมีนัยยะสำคัญจนเชื่อ 99.99% จากอีกบทสรุปที่ได้จากความเห็น 69 พูดง่ายๆคือได้พิสูจน์สมมุติฐานที่คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่ที่เดามาก่อนว่ามันคงเป็นอย่างนั้น
สิ่งที่ยืนยันคือเพิ่งทราบเมื่อวานว่าคุณจอน ลาออกจากที่นี่เมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมานี้เอง ผมยังไม่สรุปว่าแกทนไม่ไหว เพราะผมไม่ทราบมาก่อนว่าทำไมท่านจึงเพี้ยนไปมากในช่วงปีที่ผ่านมา คือทราบที่ไปแต่ไม่รู้ที่มาก็พูดอะไรมากไม่ได้
ไม่มีข้อแนะนำท่านที่โกรธอารยา เพราะผมก็เผอิญหลุดปากไปว่า พบกันใหม่ แม้คุณจะไม่ต้องการ ล้อเล่นน่ะ
"You cannot be serious"
(McEnroe '81
อารยา
ข้างล่างเป็นข้อมูล แต่จริงหรือเท็จไม่ได้อยู่ที่คนให้ แต่อยู่ที่คนอ่าน อ่านแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะบอกได้ทันทีว่าจริง การ "วิจารณ์" + "ญาณ" = วิจารณญาณจึงจำเป็น ศาลเรียก "ดุลพินิจ" เพราะเน้นความยุติธรรม เอาให้ได้ข้อยุติ แต่นั่นคือศาลแพ่งและอาญา
แต่ศาลโลก ขอโทษครับ ถ้าวันนี้ใครในบ้านเมืองนี้บอกว่า ทั้งเขาพระวิหารอยู่ในเขตไทย นอกจากผมเชื่อแล้ว ผมยังดีใจว่ามีคนรักชาติ โดยผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดจากข้อมูลที่น่านำมาทบทวนกันบ้าง (อย่าเอาแต่อารมณ์ฉุนเฉียว พูดหมูหมากาไก่เยสโนโคล่าฮิโรชิมา16กิโลตันก็ผันไปถึงหมื่นทะลึ่งนอกเรื่อง)
ข้อมูลข้างล่างนี้ อารยาสนในแผนที่ปี 2447 กับ 2451 เพื่อขอถามฝรั่งเศสวันนี้ก็ไม่สายว่า เอาแผนที่ปี 2447 ไปเก็บไว้ที่ไหน ขอดูหน่อย
อีกข้อ ถ้าเขมรปีที่ฟ้องศาลโลกใช้แผนที่ฉบับปี 2447 ศาลไม่มีทางเลือกต้องตัดสินให้ไทยชนะใช่ไหม
พ.ศ. 2442 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ค้นพบปราสาทพระวิหาร
พ.ศ. 2447 ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย
พ.ศ. 2451 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้ไทย มีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้อง
พ.ศ. 2479 ไทยขอปรับปรุงเขตแดน แต่ฝรั่งเศสผัดผ่อน
พ.ศ. 2482 ไทยขอปรับปรุงเขตแดนกับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้
พ.ศ. 2484 อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ดินแดนที่เสียไปเมื่อ ร.ศ. 123 และ ร.ศ. 126 บางส่วน รวมถึงปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทย
พ.ศ. 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวโดยสนธิสัญญาประนีประนอม โดยมีอเมริกา, อังกฤษ และเปรูเข้ามาไกล่เกลี่ย
พ.ศ. 2492 ประเทศไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร โดยใช้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน
พ.ศ. 2493 กัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส
พ.ศ. 2501 กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร
พ.ศ. 2502 กัมพูชาฟ้องร้องต่อศาลโลก
พ.ศ. 2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3
จาก wikipedia..จึงชัดยิ่งกว่าชัดว่า ไทยพบและครอบครองก่อน ถูกโก
อารยา
เดี๋ยวจะมีคนไทยทำหน้าที่ทนายหน้าหอเขมรออกมาบอกว่าอารยาเป็นควาย เขาเขียนว่า "ระบุ" เฉยๆจะไปขอเขาดูแผนที่นั้นได้อย่างไร
ถ้ารักชาติจะต้องตีความเป็นประโยชน์ต่อชาติ (และไม่เสียหายใคร)
อารยาจะเหมาว่าฝรั่งเศสมีแผนที่ฉบับนั้นอ่ะ ถ้าไม่มีมันลงในปูมเมื่อ 104 ปีที่แล้วไม่ได้อ่ะ
ว้า ดักคอแบบนี้ไม่หนุกเลยนิ
อารยา
เขาพระวิหารไม่ใช่ของขวัญจากญี่ปุ่นที่ยอมให้ยกพลขึ้นบกผ่านไปตีพม่าหรืออินเดีย สนธิสัญญาโตเกียวที่วันนี้ไม่มีผลก็เป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม
แต่ฝรั่งเศสก็รู้ตั้งแต่แบ่งเขตอาณานิคมกับสยามเมื่อ 104 ปีที่ปล้วว่า ทั้งเขาพระวิหารเป็นของสยามประเทศเขา ตัวเองขี้ตู่อยากขยายดินแดนจึงวาดแผ่นใหม่ ครบ 100 ปีพอดีวันนี้ เป็นแผ่นที่ส่งให้เขมรเอาไปประกอบคำฟ้อโลกเมื่อปี 2502
วันนี้อารยาขอดูแผนที่จริง เพราะฉบับปี 2451 เป็นของปลอม
ทำไมวันนี้กระทรวงการต่างประเทศไปมุดหัวอยู่ที่ไหน เชิญฝรั่งเศสมาคุยกันหน่อย ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบหรอกที่กอบโกยเอาทรัพยากรจากอุษาคเนย์ไปแบบไร้ยางอาย เป็นเจ้าอาณานิคมที่ไร้จริยธรรมในคริสตศตววษที่ 19 ทิ้งๆขว้างๆให้ชนพื้นเมืองล้าหลังไม่สมราคาคุยคุยว่าเป็นไวท์ซุปรีมเมซี่ หรือเป็นไวท์แมนส์เบอร์เดนที่พระเจ้าสั่งมาให้มาช่วยคนตาดำๆที่สุด
เอ้า อัดไปอย่างนี้แล้วเขาจะมาคุยด้วยไหมเนี่ยะ
ก็รู้อยู่แล้วว่าหัวหดพอๆกับ ก. ตปท.555
อารยา
เฮ้ ชาญวิทย์ ปล่อยให้อารยาเจอแต่เด็กๆของคุณเท่านั้น ไฟร์นะเฟ้ย
คนไทยคนที่2
โง่แล้วยังไม่รู้ตัวว่าโง่อีก อารยา
ในเว็บนี้ ไม่มีใครเป็นเด็กของใครหรอก ในเว็บนี้ พวกที่มาต่อต้านพวกเจ๊กกาบด สนธิ พวกแมลงสาปเน่า และต่อต้านพวกสากดินาอำมาตยาเน่า นั่นเพราะทุกคนที่ต่อต้านต่างล้วนดวงตาเห็นธรรม ว่า ประเทศนี้ การที่มันไม่เจริญ การที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง การถูกล้างสมองโดยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องอันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน นานเสียยิ่งกว่าการโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซีเยอรมันหรือมากเสียยิ่งกว่าพวกคอมมิวนิสต์สตาลิน มากเสียยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์เหมา และคอมมิวนิสต์คิมอิลซุงแห่งเกาหลีเหนือ และกลุ่มบุคคลที่มีดวงตาเห็นธรรมจำนวนมากที่ขยายตัวขึ้นอย่างเรื่อยๆ และไม่หยุดยั้ง ย่อมทนไม่ได้ ที่จะต้องทนรับฟังแต่เรื่องที่มันบิดเบือนหลอกลวง ตะแบงสีข้างเข้าถู เหมือนกับพวกที่ไม่ต่างไปจากพวกศรีธนญชัย หรือสิทธารถะหรือกามนิตหนุ่ม ที่ดวงตามืดบอด เพราะมุ่งที่แต่ยึดมั่นในตัวบุคคล ที่พอเขาบอกว่าพระพุทธเจ้าดี พระพุทธเจ้าประเสริฐเป็นสัพพัญญู ก็มุ่งที่จะพบกับพระพุทธเจ้า
โดยที่เจ้าตัว ได้ถกเถียงกับพระพุทธเจ้าแล้วทั้งคืน แต่ทว่าก็ยังไม่รู้ ก็ยังคงถกเถียงแบบไม่ตกฟาก จนแม้นกระทั่งพระพุทธองค์ยังแทบหมดปัญญา ทั้งๆที่พระพุทธองค์ได้แสดงธรรม ได้แสดงสิ่งแห่งเหตุสิ่งแห่งผลมรรค8 แต่ทว่ากามนิตหนุ่มรวมทั้งสิทธารถะ ต่างก็ไม่ลดละเพราะเขาไม่รู้ว่าคนที่เขากำลังสนทนาธรรมอยู่นั้นคือพระพุทธเจ้า เขาทั้งสองคน ต่างคิดว่า เขาจะต้องพบกับพระพุทธเจ้าให้ได้ นั่นเป็นเพราะเขาทั้งสองนั้นต่างยึดตัวบุคคล ใช่ยึดเหตุผลหรือยึดธรรมะที่พระพุทธองค์ได้มอบให้ไว้กับมวลมนุษย์
น่าเสียดายที่ประเทศนี้ มีบุคคลที่ประพฤติตนอย่างสิทธารถะ และกามนิตหนุ่ม ซึ่งเป็นพวกที่ยึดติดในตัวบุคคล อันอาจเนื่องมาจากการที่ถุกปลูกฝังการโฆษณาชวนเชื่อถุกตั้งโปรแกรมลงในสมองโดยที่ตนเองไม่รู้ ประเทศนี้ มันถึงได้มีพวกทาสที่ปล่อยไม่ไปอยู่จำนวนพอสมควร และพวกทาสที่ปล่อยไม่ไปเหล่านี้ นั้นก็เป็นตัวถ่วงที่คอยทำลายระบอบประชาธิปไตย
มันมาตลอดยาวนานในประวัติศาสตร์
จะบอกว่าพวกนี้โง่ มันก็ไม่ถูกทีเดียว แต่ทว่าถ้าบอกว่า พวกนี้ เป็นพวกที่คอยเอาเปรียบในสังคมหรือคอยแอบกัดกินสังคมประดุจกาฝาก นี่น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุด
และทาสที่ปล่อยไม่ไปนี้หรือไม่อาจทำให้มีดวงตาเห็นธรรมได้ ก็มีอารยานี่แหละที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
ยกตนข่มท่านจริง ๆ
คนไทยคนที่ 2
ผมก็ไม่เห็นว่าคุณจะฉลาดอะไรนักหนา ทำไมจะต้องเที่ยวด่าคนอื่นว่าโง่ แล้วยกตัวเอง ยกความเชื่อตัวเองขนาดนั้น ถ้าเกิดผมเชื่อคุณ และทำตามความเชื่อคุณ แล้วไม่ได้มีอะไรดีขึ้น คุณจะรับผิดชอบไหม คุณว่าระบบศักดินาไม่ดี คอยถ่วงความเจริญ ไหนลองบอกหน่อยสิว่าระบบอะไรดี ถ้าเปลี่ยนไปใช้ระบบนั้นแล้วมันจะดีวิเศษเลิศเลอเลยใช่ไหม เราจะไม่มีปัญหาอะไรกันอีกแล้วใช่ไหม จะรับประกันไหม
เมื่อสังคมไทยมีรูปแบบเป็นอย่างนี้ มันก็อาจจะเหมาะกับระบบอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในพริบตา บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน คุณจะมาเต้นแร้งเต้นกาเดือดร้อนอะไรกันนักกันหนา ถ้าอยู่กับระบบแบบนี้ไม่ได้ ก็ไปอยุ่ที่อื่นซะ ถ้ารอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอ ถ้าทนไม่ไหวก้ไม่ต้องทน จะบ่นทำไมเมื่อรู้อยุ่แล้วว่ามันต้องใช้เวลานาน คงไม่เปลี่ยนแปลงปุบปับอย่างที่ใจคุณอยากให้เป็น
โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่ามีระบบอะไรที่ดีเลิศขนาดนั้นหรอก มันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ส่วนหนึ่งมันก็ขึ้นกับผู้นำด้วย
อารยา
คนมีความรู้แต่ไร้ปัญญา สูญเปล่า คล้ายๆกับ "คนไทยคนที่ 2"
คนที่ฟุ้งซ่านในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้จริง ท่านว่าเป็นตัวหายนะต่อสังคม "คนไทยคนที่ 2" เข้าสเป็กส์อย่างไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน เพราะ:
1. สำคัญตนผิดว่ารู้พุทธปรัชญา แต่พอสำรอกออกมาเหมือนเสียสติ
2. หลงว่าเรื่องการเมืองหมูๆ ตอนอาจารย์สอนก็ฟังแบบเข้าหูควายทะลุหูหมา พอหลุดออกมาเสียใจ เผยความเขลาเบาปัญญาอย่างน่าสมเพช กระโจนใส่ทุกอย่างที่ผิดหูเหมือนวัวบ้าด้วยโมหจริต กักขฬะสามานย์
3. วุฒิภาวะเปราะบาง ไร้ภูมิคุ้มกันทางปัญญา ขาดความอดกลั้น เป็นได้แค่อเวไนยสัตว์ กวนเมืองไปวันๆ
อนิจจา คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วชาตินี้
อารยา
คุณใจที่คณะรัฐศาสตร์โปรดร่วมรับรู้เมซเสจข้างบนด้วย
และขอเสริมว่า เบื้องหลังการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคุณทั้งสองวันนี้ ไม่ว่าจะมีส่วนของความสำเร็จหรือล้มเหลว ขอให้ระลึกว่ามีคนมากมายในบ้านเมืองหวังดีต่อคุณ และส่วนหนึ่งของความปรารถนาดีนั้น มาจากคุณความดีที่บุพการีของคุณได้สั่งสมมา
มันเป็นเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะคิดถึงความดีในแผ่นดินนี้ หรือคิดถึงคุณพ่อของคุณ
คุณจอนลาออกไปเมื่อ 5-6 วันก่อน แต่คุณยังต้องรับผิดชอบต่อเว็บนี้ คิดง่ายๆว่าคุณจะปล่อยให้เบื้องหลังของคุณเละเทะ ปล่อยให้คนมาพล่อยกันอย่างนี้ต่อไปหรือ คิดถึงอนาคตบ้านเมืองสักเสี้ยวหนึ่งที่ท่าเคยพูดไว้ในนามของนายเข้ม เย็นยิ่งก็พอครับ
ผมไม่หวังมากเกินไปใช่ไหมครับ
มีบางครั้งที่ผมได้ยินคนบ่นเสียดายพี่น้องคู่นี้ แต่ผมเชื่อครับว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวหรอก คนไทยเราให้โอกาสกันเสมอครับ
คนไทยคนที่2
ไอ้ที่แก้ไขไม่ได้น่าจะเป็นค วา ยอารยาเสียละมากกว่า ควา ยอารยานี้เป็นตัวอย่างของพวกที่มีเบสพันธูกรรมของพวกที่โง่เขลา และอวดดีมาตั้งแต่ครั้งที่สายพันธุมนุษย์แยกจากลิง เมื่อสามล้านปีก่อน เรียกว่าได้ว่า เบสของดีเอ็นเอโง่ที่ถูกปลูกฝังอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งได้ดีเอ็นเอเบส จากพวกเหล่าคนถ้ำ ที่เป็นขี้ข้า หรือทาส ที่เข้าร่วมผสม ก่อนที่จะแยกย้ายภูมิลำเนาออกจากตอนกลางของทวีปอาฟริกา มาสู่แผ่นดินนี้ เลือดแห่งความโง่ และเลือดทาสที่ฝังแรงแน่นอยู่ในกายของควา ยอารยาจึงทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้
คห77 ได้เคยกล่าวหลายครั้งแล้วว่าระบอบสากดินานั้นมันมีมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มสร้างสิ่งที่เรียกว่าเมืองแล้วกลายเป็นประเทศมันเป็นระบอบสังคมคนกินคน ซึ่งต่อมาคนโบราณอีกเช่นกันก็พยายามที่จะเลิกระบอบนี้ มันถึงได้มีแนวความคิดของการปกครองแบบสาธารณรัฐแต่นั่นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะยังเป็นการสงวนสิทธิเอาไว้สำหรับเหล่าปัญญาชนนั่นคือปกครองโดยพวกที่เป็นปัญญาชน สภา ก็เลือกตั้งมาแต่พวกปัญญาชน นั่นคิดเอาเองว่าปัญญาชนนั้นเหนือคนอื่นๆ ความคิดด้านการปกครองมันจึงมีนักคิดที่พยายามแตกแขนงมันออกไปจนพัฒนามาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันมันก็มีความคิดไปอีกแนวหนึ่งนั่นคือคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมที่อ่อนกว่าคอมมิวนิสต์ ซึ่งนั่นก็ยังคงเป็นเผด็จการเช่นเดียวกับระบอบสากดินาอยู่ดี การที่มีความคิดแบบคอมมิวนิสต์เกิดขึ้น นั่นเพราะสาเหตุที่สำคัญมาจากระบบเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาเกิดขึ้น นั่นคือเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นก่อนที่อังกฤษและทั่วยุโรป
พวกสากดินา ขุนนาง พ่อค้าที่เคยได้เปรียบผู้คนทั่วไปอยู่แล้ว ก็ยิ่งได้เปรียบมันมากยิ่งขึ้นเพราะด้วยทุนที่สะสมอยู่ดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้มันจึงเกิดความแตกต่างของความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก ขนาดอังกฤษที่มีระบบการเลือกตั้ง ในยุคแรกๆ คนทั่วไปแทบไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เพราะพวกที่จะลงคะแนนเสียงหรือลงรับสมัครต้องเป็นพวกที่เสียภาษี เมื่อมันเป็นเช่นนี้ นักปรัชญญานักเศรษฐศาสตร์จึงต่างพยายามที่จะเสนอแนวคิดการปกครองที่มันสุดโต่งออกไปนั่นก็คือคำประกาศคอมมิวนิสต์ของม๊ารกซ์ และขณะเดียวกันพวกนายทุนและพวกสากดินา ที่ได้เห็นความประนีประนอมกว่าและมีโอกาศที่จะอยู่รอดได้กว่า ก็คือระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตยนั้น มันไม่ใช่แบบรีพับลิคของเพลโต้ มันไม่ใช่โลกพระศรีอารยะของโธมัสมอร์
คนไทยคนที่2
ระบอบประชาธิปไตยแม้นมันจะไม่ดีที่สุดแต่ทว่ามันก็เลวน้อยที่สุด และเข้าใกล้โลกพระศรีอารยะมากที่สุด เท่าที่สังคมมนุษย์จะหาได้
ระบอบประชาธิปไตยนั้นเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์เท่ากัน
ระบอบประชาธิปไตยนั้น ช่วยปกป้องคนที่อ่อนแอ ไม่ให้ถุกรังแกโดยคนที่เข้มแข็งกว่า
นั่นคือ มันไม่ใช่ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่มันมีการเช็คแอนด์บาลานส์ที่ป้องกันการผูกขาด ใครทำได้มากใช้ทรัพยากรมากก็ต้องเสียภาษีมาก เพื่อไปช่วยคนที่ยากไร้กว่าหรืออ่อนด้อยกว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นเมื่อถึงที่สุดมันจะป้องกันไม่ให้มีการสะสมทุน(หมายความว่า มันจะมีระบบเสียภาษีมรดกเข้ามาเกี่ยวข้องที่ทุกคนต้องเสียไม่มีข้อยกเว้นให้ใคร)ที่เป็นของส่วนตน แต่ทว่า ทุนนั้นจะถูกนำมาเป็นภาษีที่รัฐบาลจะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาและช่วยเหลือพลเมืองทุกคน
พลเมืองทุกคนจะได้รับการปกป้องดูแลจากรัฐเป็นอย่างดี มีการประกันรายได้ การรับประกันการว่างงาน การหาอาชีพให้กับพลเมืองแห่งรัฐของตน รวมทั้งมีระบบประกันสุขภาพว่าถึงจะยากดีมีจนย่อมได้รับการดูแลรักษาจากรัฐเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งระบบรับประกันเรื่องที่อยู่อาศัยให้ต่อพลเมืองแห่งตน เด็กทารกที่เกิดใหม่ทุกคนย่อมที่จะได้รับเงินเดือนตั้งแต่แรกคลอด
ระบอบประชาธิปไตยนั้นพลเมืองแห่งตนย่อมได้รับการประกันสิทธิในเรื่องของความเชื่อ เรื่องของการนับถือศาสนา เรื่องของการพูด การเขียน การแสดงออก ซึ่งการกระทำนั้นๆย่อมต้องไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วยเช่นกัน
ระบอบประชาธิปไตยนั้นพลเมืองแห่งรัฐย่อมได้รับการประกันว่าจะต้องได้รับการศึกษาฟรีจนถึงขั้นระดับมัธยมปลาย และสามารถที่จะได้รับทุนการศึกษาต่อในขั้นอุดมศึกษาได้ ตามความสามารถแ ห่งพลเมืองนั้นๆ
ระบบประชาธิปไตยนั้นทุกคนต้องถุกตรวจสอบได้หมดเพื่อเป็นการถ่วงดุลแห่งความยุติธรรม
เราจะเห็นได้ว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นได้ให้โอกาสต่อพลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีเลือกปฏิบัติ และมันยังเป็นระบอบที่ทำให้พลเมืองเกิดความรู้สึกหวงแหนต่อสิทธิเสรีภาพ
หวงแหนต่อสภาพสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมความเชื่อที่แสดงถึงความเป็นชาติความมีตัวตน
มันทำให้สังคมเข้มแข็ง เพราะจะไม่มีพลเมืองคนใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพราะมันคือหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล เมื่อสังคมเข้มแข็ง ประเทศชาติย่อมมีแต่ความผาสุขสงบและเจริญ
มันยังจะมีอะไรที่ดีกว่าระบบประชาธิปไต
สงสัยจะว่างมาก
ยิ่งอ่านยิ่งรำคาญ คนไทยคนที่2 เหมือนคนพูดไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการอยู่หรือไงนะ รู้แล้วว่าระบอบนี้ดี ก็ใช้อยู่นี่ไง จะเอาอะไรอีก ต้องการอะไรครับ อยากได้ประชาธิปไตยแบบไหน เดี๋ยวก็มาโทษระบบศักดินา ระบบนั่น ระบบนี่ โทษนักการเมืองไทยเฮงซวยดีกว่าไหม เปลี่ยนการปกครองมาจะร้อยปีอยู่แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าประชาธิปไตยเป็นยังไง เห็นอยากเปลี่ยนระบอบการปกครองกันนัก พอเปลี่ยนแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะสงบเลย ประเทศมีแต่ความวุ่นวาย เพราะนักการเมืองไดโนเสาร์นี่แหละ คิดแค่ว่าได้เสียงข้างมากก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว นอกนั้นกรูไม่สน ได้ช่องทางเข้าสู่อำนาจแล้วก็จะกอบโกยอย่างเดียว ตอนนี้ช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนดีไหม อย่ามัวแต่มาเพ้อเจ้ออยู่เลย เอาเวลาเพ้อเจ้อไปกระตุ้นรัฐบาลสุดที่รักประสาทกลับของคุณดีกว่าไหม ไม่ทำอะไรเลย วัน ๆ จะแก้แต่รัฐธรรมนูญ ประชาชนจะตรายหร่ากันอยู่แล้ว ไอ้เว็บนี้ก็เอาแต่โทษระบบศักดินา วัน ๆ ไม่ทำอะไร เขียนบทความมาวิจารณ์มันอย่างเดียว ขอยืมคำพูดของนายกสุดที่รักมาหน่อยนะว่า "แค่นี้ทำเป็นจะตาย" ถ้าเป็นอีกพรรคหนึ่งโดนข้อหาแบบนี้ จะมาาเขียนแบบนี้ไหม อยากรู้ ยุติธรรมไม่จริงนี่นา ไม่เคยเห็นเว็บนี้กล้าแตะอะไรรัฐบาลชุดนี้เลยทั้งที่มันเฮงซรวยมาก
ปล่อยให้คนเว็บนี้เพ้อเจ้อไปเถอะ ทำยังกะคนเมากัญชา ฝันหวานถึงโลกที่สวยงามลม ๆ แล้ง ๆ อยู่ได้ บ้าไแล้วหรือไง
อารยา
มันบ้าไปแล้วครับ
คนไทยคนที่2
อีกทีไอ้ที่พูดไม่รู้เรื่องเห็นทีจะเป็นคห83มากกว่ามั้งที่ยังคงละเมอเพ้อพกคิดว่าประเทศนี้มีระบอบประชาธิปไตย
เพราะโง่เกินแก้ไขอย่างนี้นี่เอง ประเทศนี้ ถึงยังไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมันเสียที
หัดไปอ่านประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สาเหตุก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475แล้วอ่านเรื่อยมาถึงคำประกาศของคณะรัฐประหารของรัฐบาลชุดต่างๆนับตั้งแต่ปี2475 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันอ่านมันให้ครบทุกฉบับ แล้วจะเห็นความจริงเอง ถ้าหากว่า ไม่โง่เขลาเกินพิกัด
ไทยน่ะมันไม่เคยเป็นประชาธิปไตยนับวันที่ผินและพวกทำรัฐประหารล้มการปกครองแล้ว
ไม่พอใจจะอยู่ก็ไปซะ
คนไทยคนที่2
ผมไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยมันเป็นยังไง อ่านที่ผมเขียนให้ดี ๆ ก่อนสิครับว่าผมเขียนว่าไง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ถึงมันจะไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบก็เถอะ แล้วคุณจะเอาไง ถ้ามันไม่ใช่อย่างที่คุณต้องการแล้วจะเอาไง จะทำอะไรครับ ถ้าคิดว่าทำอะไรไม่ได้มากกว่าพูดก็อยู่เฉย ๆ เถอะ คนพูดมีเยอะแล้ว พูดกันมาหลายครั้งแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อยากเห็นประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ต้องทำไงครับ แก้กฎหมายอย่างเดียวหรือเปล่า เปลี่ยนรัฐบาลไหม หรือจะเปลี่ยนอะไรที่สูงกว่านั้นไหม เปลี่ยนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เลิศเลอไหม ถ้ามันไม่ดีอย่างนั้น คนที่พูดที่เขียนในเว็บนี้จะรับผิดชอบไหม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจึงชอบโยนความผิดให้ระบบนั่นนี่ โทษเขาไปทั่ว โทษอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรมนะครับ ต้องการอะไรกันแน่
ใช่ คนไทยอาจจะโง่เกินแก้ไขที่จะมีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ จนคุณตายก็คงไม่ได้เห็นหรอก รู้อย่างนี้แล้วจะทำไงครับ ทนไม่ได้ อยู่ไม่ได้ใช่ไหม งั้นก็ไปอยู่ที่อื่น ถ้ารอไม่ไหวก็ไม่ต้องรอ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงปุบปับได้ดังใจคุณไปหมดหรอก
จบ
นาย ก
คนไทยคนที่2
ยังสีซอให้อ้ายพวกนั้นฟังอยู่หรือ ความพยายามสูงจัง ขนาดพระพุทธองค์ยังต้องดูก่อนนะรับว่าใครสอนได้ จึงสอน