ใบตองแห้ง...ออนไลน์: นิติราษฎร์ vs นิติแหล
เมื่อวันอาทิตย์ ผมไปนั่งฟัง อ.วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์แถลงเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาสาระในองค์รวมไม่เหมือนที่ออกมาในหน้าสื่อ โดยเฉพาะสื่อปฏิกิริยาขวาจัด ที่เพียงแต่จับประเด็น “ล้างผิดทักษิณ” แล้วเอาไปโจมตีขยายความ กระทั่งเอาคำพูดของคนอย่างถาวร เสนเนียม ที่กล่าวหาให้ร้ายนิติราษฎร์มาพาดหัว คำถามก็คือ ทำไมสื่อไม่ไปสัมภาษณ์นักกฎหมาย อย่างวิษณุ เครืองาม, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือมีชัย ฤชุพันธ์ ปรมาจารย์ที่ (เชื่อกันว่า) เป็นที่ปรึกษากฎหมายของ คปค.ดูบ้าง หรือถามสมคิด เลิศไพฑูรย์ ถามจรัล ภักดีธนากุล ถามตุลาการทั้งหลาย ให้โต้แย้งด้วยความเห็นทางหลักกฎหมายดูบ้าง ดูซิว่าจะโต้ขึ้นไหม แต่สื่อไปถามนักการเมือง และพยายามทำให้มันเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมาย (เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจมีผู้ให้สัมภาษณ์ที่อ้างว่าเป็นตุลาการคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ทำไมไม่กล้า ในเมื่อเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต ไม่ใช่การลอบกัด) นักการเมืองก็เลยแหลไปเรื่อย อย่างอภิสิทธิ์อ้าง “นิติรัฐ” เฮ้ย นิติรัฐอะไรวะ ยอมรับรัฐประหาร รัฐประหารนั่นแหละคือการทำลายล้างนิติรัฐ สาระสำคัญในข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่สื่อกระแสหลักทำเป็นไม่เข้าใจ คือข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ ให้การรัฐประหาร 19 กันยายน “เสียเปล่า” ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า ประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 ซึ่งแต่เดิมเคยถือกันว่า “ประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย” นั้น ต้องเสียเปล่าและไม่มีผลทางกฎหมายในทันที เพื่อให้ “รัฐประหารเสียเปล่า” อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นิติราษฎร์จึงเสนอด้วยว่า ต้องประกาศให้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มาตรา 36 และ 37 เสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลทางกฎหมาย เช่นกัน “มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ ในระหว่างวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะประกาศ หรือสั่ง ให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้า และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง” มาตรา 36 คือการรับรองประกาศ คปค.ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 37 คือการนิรโทษกรรมให้ คปค.นั่นเอง ทั้งสองมาตราให้เสียเปล่า ไม่เคยมีผลทางกฎหมาย นี่คือข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และวงการกฎหมายไทย ซึ่งตลอด 79 ปีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (ที่อยู่ใต้ยุคเผด็จการเสียเกือบครึ่ง) เรามีแต่คำพิพากษาศาลฎีกายุคก่อนกึ่งพุทธกาลที่ว่า “รัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์” คำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ประกาศคณะรัฐประหารถือเป็นกฎหมาย แล้วก็งมงายกราบกรานยึดถือกันต่อๆ มา วรรคทองของ อ.วรเจตน์จึงอยู่ที่การตั้งคำถามว่า เมื่อเรากลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว อำนาจของประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว ทำไมเราจะลบล้างประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ได้ ทำไมเราจะทำให้ “รัฐประหารเสียเปล่า” ไม่ได้ ตรงนี้ต่างหากที่นักกฎหมายจะต้องตอบ ตุลาการจะต้องตอบ ไม่ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลยุติธรรม หรือตุลาการศาลปกครอง ถ้าพวกท่านยึดมั่นในหลักนิติรัฐจริง เมื่อรัฐประหารหมดอำนาจแล้ว เหตุใดเรายังต้องยึดถือประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย และเหตุใดเราจึงต้องยอมรับการนิรโทษกรรมให้ตัวเองของคณะรัฐประหาร ข้อเสนอของนิติราษฎร์ จึงเปิดมิติใหม่ของประชาธิปไตยไทย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ประเทศนี้ก็จะไม่มีรัฐประหารอีก เพราะรัฐประหารแล้วเสียเปล่า ไม่มีผล รัฐประหารแล้ว นิรโทษกรรมให้ตนเองตามอำเภอใจก็ไม่ได้ โปรดอ่านมาตรา 37 อีกครั้งนะครับ ...ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ไม่ว่าทำก่อน 19 กันยา ทำหลัง 19 กันยา “หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย” ให้พ้นผิด พ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง นี่หรือคือหลักนิติรัฐ นี่หรือคือสิ่งที่นักกฎหมายไทย ศาลไทย ยอมรับเสมอมา เพราะมันแปลว่าไม่ใช่แค่นิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหารพ้นผิดจากข้อหากบฏ ฉีกรัฐธรรมนูญ “ปล้นอำนาจอธิปไตย” แต่หมายถึงว่าถ้ามีการทุจริตฉ้อฉล ปล้นงบประมาณแผ่นดิน เอางบราชการลับไปใช้โดยมิชอบ ยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง ฯลฯ ในระหว่างวันที่ 19-30 ก.ย.2549 ก็พ้นผิดโดยสิ้นเชิง ถามหน่อยว่า ทำไมเราจะลบล้างการนิรโทษกรรมตัวเองของ คปค.ไม่ได้ ลบล้างด้วยอำนาจประชาชน แล้วลากคอนายพลผู้ก่อรัฐประหารขึ้นศาล เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง เป็นที่หลาบจำไปชั่วลูกชั่วหลาน เป็นแบบเรียนเร็วใหม่ในโรงเรียนนายร้อย จปร.ว่าพวกเมริงอย่าริอ่านทำรัฐประหารเชียวนะ ต่อให้นิรโทษกรรมตัวเองไว้ แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็ทำให้นิรโทษกรรมเสียเปล่าได้ คราวนี้แหละ พวกเมริงติดคุกหัวโต เว้นเสียแต่จะทำรัฐประหารแล้วยึดอำนาจไปจนวันตาย สื่อลองยกประเด็นนี้ไปถามนักกฎหมายทั้งหลายใหม่สิครับ ว่าเห็นด้วยไหม ทำไมไม่เห็นด้วย ลองแจกแจงเหตุผลให้ฟังหน่อยสิ เปิดชื่อเปิดตัวมา ถามถาวร ถามอภิสิทธิ์ก็ได้ ถ้าคุณคัดค้านนิรโทษกรรมทักษิณ ทำไมคุณสนับสนุนนิรโทษกรรม คปค. ถ้าจะลากคอคนที่ก่อรัฐประหารขึ้นศาล ทั้งผู้กระทำ ผู้สนับสนุน และ “ผู้บงการ” คุณเห็นด้วยไหม มีเหตุผลอะไรที่คัดค้าน จะโทษว่าเป็นเพราะความชั่วความเลวของทักษิณจึงทำให้เกิดรัฐประหาร ก็ว่าไป ประชาชนจะได้เห็นธาตุแท้ว่าใครเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ใครที่ปากอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารแต่ปกป้องรัฐประหาร แต่สื่อส่วนใหญ่ไม่ได้เสนอข่าวนิติราษฎร์ในประเด็นนี้ด้วยซ้ำ ไม่ได้พูดถึงการลบล้างผลพวงรัฐประหารทั้งหมด ไม่ได้พูดถึงการลบล้างนิรโทษกรรม คปค.เพียงจับประเด็นเดียวว่า “ล้างผิดทักษิณ” นับหนึ่งใหม่ เพื่อไทยไม่ทำหรอก ประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนถึง 30 กันยายน 2549 มี 30 ฉบับ ที่ส่งผลทางการเมืองอย่างสำคัญคือประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 เพิ่มโทษกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ตาม พรบ.พรรคการเมือง 2541 ให้ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กับประกาศ คปค.ฉบับที่ 23 และ 30 ฉบับแรกตั้ง คตส.โดยมีท่านสวัสดิ์ โชคิพานิช เป็นประธาน พร้อมกับกรรมการโดยตำแหน่งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แต่กลับลำเปลี่ยนใจออกประกาศฉบับสุดท้ายในวันที่ 30 พ.ย.พอดี คราวนี้ตั้ง คตส.โดยระบุตัวบุคคลซึ่งก็เห็นกันชัดเจนว่าอยู่คนละข้างกับรัฐบาลที่ถูกโค่นล้ม ที่จริงไม่ต้องพูดว่าเป็นผลพิษรัฐประหาร ประกาศ คปค.ทั้งสองฉบับก็ส่อเจตนาเล่นไม่ซื่ออย่างชัดเจน รัฐประหารทุกครั้งต้องฉีก พรบ.พรรคการเมือง ต้องสั่งยุบพรรคการเมือง มีแต่รัฐประหารครั้งนี้แหละครับ ที่ประกาศให้ พรบ.พรรคการเมืองบังคับใช้ต่อไป แต่ไปแก้กฎหมายเพิ่มโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค แล้วเอาเรื่องยุบพรรคขึ้นศาล ต่อให้เด็กอมมือก็มองออกว่าจ้องยุบพรรคไหน (พรรคประชาธิปัตย์มั้ง) ประกาศตั้ง คตส.ครั้งแรกดูเหมือนจะเป็นกลาง น่าจะให้ความเป็นธรรมได้ แต่พอใครต่อใครวิ่งเข้าไปล็อบบี้โวยวาย บิ๊กบังก็หลายใจตั้งใหม่ คราวนี้แจ่มแจ้งเหลืองแจ๋ ไม่ต้องอ้าปากก็เห็นทะลุลำไส้ใหญ๋ ท่านสวัสดิ์ต้องลาออก เพราะต้องการรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิไว้ ไม่อยากมาแปดเปื้อน พอเริ่มต้นก็มีพิรุธแบบนี้ จะให้ประชาชนเขาเชื่อถือได้อย่างไร คดีความต่างๆ ที่วินิจฉัยออกมาจึงสร้างความแตกแยกในสังคมไทย เกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ เพราะมีตุลาการโดดออกมาร่วม คตส. มีตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็น สนช.เป็น สสร.อย่างที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การรัฐประหารทุกครั้ง (แล้วท่านก็กลับไปขึ้นนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีที่ส่งผลทางการเมือง) การลบล้างประกาศรัฐประหาร ตลอดจนคำวินิจฉัยของศาลต่างๆ ที่อาศัยอำนาจจากประกาศรัฐประหารโดยเฉพาะกระบวนการสอบสวนที่เริ่มต้นจาก คตส.นอกจากเป็นการกลับไปยึดหลัก “นิติรัฐ” ยังเป็นการยุติความแตกแยกในสังคมด้วย เพราะนี่ไม่ใช่ “เรื่องของคนคนเดียว” อย่างที่อ้าง แต่เป็นเรื่อง “สังคมแตกแยกกันเพราะการจัดการกับคนคนเดียว” ด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม และการลบล้างก็ไม่ได้หมายถึงพ้นผิด ล้างผิด แต่หมายถึงคดีความต่างๆ “เสียเปล่า” กลับไปนับหนึ่งใหม่ ซึ่งใครที่ต้องการเอาผิดทักษิณ ก็สามารถไปแจ้งความกล่าวโทษ ยื่นเรื่องต่ออัยการหรือ ปปช.ให้ดำเนินกระบวนการเอาผิดใหม่ได้ทันที มีคนถามว่าถ้าลบล้างคำพิพากษายึดทรัพย์ ต้องคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านให้ทักษิณไหม คืนสิครับ แต่วันรุ่งขึ้นคุณก็สามารถไปแจ้งอัยการหรือแจ้ง ปปช.ขอคำสั่งศาลอายัดไว้ก่อนได้ เพื่อดำเนินคดีกันใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่คดีที่ดินรัชดา คดียึดทรัพย์ แต่คดี CTX ที่หญิงเป็ดเงียบหายไปเฉยๆ คดีกล้ายาง คดีอื่นใดก็แล้วแต่ “นับหนึ่งใหม่” ได้หมด การดำเนินคดีใหม่ ต้องไม่ใช้สำนวนการสอบสวนของ คตส. แต่ถ้าสอบสวนออกมาแล้ว อัยการ ปปช.ได้หลักฐานเหมือน คตส.เห็นด้วยกับ คตส.ก็เป็นสิทธิอิสระในการวินิจฉัยของท่าน ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาเหมือนเดิม หรือยึดวัวทั้งตัว ก็เป็นสิทธิอิสระในการวินิจฉัยของท่าน ใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แม้อาจยังวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่สามารถกล่าวว่าเป็นผลพวง “รัฐประหารตุลาการภิวัตน์” คำถามสำคัญคือ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเห็นด้วยและทำตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ไหม ออเหลิมทำท่าเห็นด้วย แต่ก็บอกว่าทำยาก คนในรัฐบาลหลายคน “เห็นด้วยในหลักการ” แต่เอาเข้าจริงผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะรับไปทำหรอก เพราะอะไร เพราะรัฐบาลหวังใช้วิธีการนิรโทษกรรม หรือถวายฎีกา ซึ่งง่ายกว่า มีการเคลื่อนไหวกันมาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างน่าสังเกต ขณะเดียวกัน รัฐบาลที่ได้อำนาจแล้ว ก็ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บไปลบล้างนิรโทษกรรม คปค. เอาบิ๊กบัง บิ๊กชลิต อนุพงษ์ ประยุทธ์ ดาวพงษ์ ฯลฯ มาขึ้นศาลหรอก รัฐบาลอยากใช้วิธีการทางการเมืองเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายแย่งยื้อซื้อตัวซื้อใจซื้ออำนาจมากกว่า ส่วนคดียุบพรรคไทยรักไทย 111 กรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ ก็จะครบกำหนดเดือน พ.ค.ปีหน้า ไม่มีใครเดือดร้อนต้องการลบล้างคำพิพากษาหรอก ฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์จะมีผลในทางปฏิบัติ เว้นเสียแต่จะมีมวลชนเสื้อแดงเข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วเคลื่อนไหวให้ลงประชามติ (เพราะรัฐสภาคงไม่รับร่างอยู่ดี) ข้อกล่าวหาสกปรกที่ว่านิติราษฏร์ “รับงาน” “รับจ๊อบ” จึงไม่จริง เพราะถ้าทักษิณ “สั่งงาน” ได้ทักษิณคงอยากให้นิติราษฎร์แถลงสนับสนุนนิรโทษกรรมหรือสนับสนุนการถวายฎีกามากกว่า เพราะการ “นับหนึ่งใหม่” ไม่ได้หมายความว่าทักษิณจะอยู่สุขสบายดี แต่ต้องมีชนักปักหลังไปตลอดชีวิต นิสัยทักษิณไม่ชอบนับหนึ่งใหม่ แต่ทักษิณชอบเรียนลัดกระโดดข้ามไปเลข 10 มากกว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงเป็นข้อเสนอทางทฤษฎี ซึ่งไม่มีทางเป็นจริงทางปฏิบัติ แต่เป็นการประกาศแนวคิดที่ถูกต้อง ถูกหลักการ ซึ่งจะพิสูจน์กันต่อไปในภายหน้า เป็นการเปิดประตูปัญญา คิดนอกกรอบ จากกรอบจารีตที่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร มาสู่แนวคิดใหม่ว่า อำนาจประชาชนสามารถลบล้างอำนาจรัฐประหาร และสามารถเอาผิดรัฐประหารได้ในภายหลัง (ไม่ใช่เอาผิดย้อนหลัง เพราะรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ที่บังคับใช้อยู่ขณะนั้น) อย่างน้อย ทหารที่จะทำรัฐประหารครั้งหน้า ก็จะได้รู้ตัวว่า ครั้งนี้พวกเมริงอาจจะไม่ลอยนวลอีกแล้วนะ อย่างที่บอกว่าวันที่นิติราษฎร์แถลง ผมไปนั่งฟังอยู่ด้วย ท่ามกลางคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมด ขอบอกว่าคนเสื้อแดงไม่ได้มีปฏิกิริยายินดียินร้ายอะไรนัก กับข้อเสนอให้ “นับหนึ่งใหม่” ในคดีทักษิณ แต่ที่พวกเขาปรบมือไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจคือ การได้รับรู้ว่า อำนาจรัฏาธิปัตย์ของประชาชนสามารถลบล้างนิรโทษกรรมรัฐประหารได้ คำถามที่พวกเขาถาม ความเห็นที่พวกเขาแสดง ล้วนแล้วแต่อยู่ในประเด็นนี้ ไม่ได้มีใครซักถามเรื่องทักษิณ ขอบอกว่าผมทึ่งด้วยครับ มวลชนที่มาหลากหลาย มีจำนวนมากไม่ใช่ “คนกรุงคนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” แต่พวกเขาสามารถทำความเข้าใจประเด็นกฎหมาย ซึ่งต่อให้ “คนกรุงคนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” ก็เข้าใจได้ไม่หมด แน่นอน ผมคิดว่ามวลชนเสื้อแดงไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่ที่เขาเข้าใจเนื้อหา เข้าใจหลักการและเหตุผลได้มากกว่า 70% ก็ถือว่าพวกเขามาไกลมากแล้ว หลักการทำให้เสียเปล่า อ.แก้วสรร อติโพธิ เขียนถาม-ตอบลงในสยามรัฐ บอกว่ากฎหมายเป็นโมฆะไม่ได้ “ในระบบกฎหมายมหาชนไม่มีข้อความคิดนี้ เพราะถ้ายอมให้กฎหมายฉบับหนึ่งถูกชี้ในวันนี้ว่าเป็น”กฎหมาย” แล้ววันหน้ากลับมีแมวโดราเอมอนขี่ยานข้ามกาลเวลาย้อนหลังมาชี้ว่าไม่เคยมีกฎหมายนั้นอยู่เลยได้อย่างนี้แล้วล่ะก็ สังคมก็อยู่กันไม่ได้เพราะระบบการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หาความแน่นอนไม่ได้เลย” ความจริงมีนะครับ อ.แก้วสรรอาจจะลืมไป รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ในเรื่องการออกพระราชกำหนดของรัฐบาล รัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสาม กำหนดว่าถ้ารัฐสภาไม่อนุมัติ ก็ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป “ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น” ขณะที่มาตรา 185 วรรคสามกำหนดว่า ในกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าการออกพระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญ “ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น” สองมาตรานี้แตกต่างกัน กรณีแรก สมมติ พ.ร.ก.แปรสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ถ้าไม่ผ่านสภา ไอ้ที่เปลี่ยนมาเก็บค่าสัมปทานเป็นภาษี ระหว่าง 2-3 เดือนที่ใช้ พ.ร.ก.ไม่ต้องส่งคืนไม่ต้องยกเลิก เพียงแต่เมื่อ พ.ร.ก.ตกก็กลับไปใช้แบบเดิม ส่วนกรณีที่สอง ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น แปลว่าต้องล้างบัญชีส่งคืนให้หมด สาเหตุที่แตกต่างกันเพราะกรณีที่สองขัดรัฐธรรมนูญ จึงเสียเปล่าทั้งหมด กรณีแรก ตกไปเพราะรัฐบาลมีความเห็นอย่างนี้แต่สภาไม่เห็นด้วย เป็นแค่เรื่องความเห็นไม่ใช่ขัดหลักกฎหมาย กฎหมายจึงทำให้เสียเปล่าได้ กรณีตามมาตรา 185 พระราชกำหนดที่ออกโดยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เมื่อขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเสียเปล่า แล้วกฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหารถือปืนขี่รถถังประกาศปากเปล่า (ไม่มีพระปรมาภิไธยเสียด้วยซ้ำ) ไม่ร้ายแรงยิ่งกว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือ (อ้อ เขาฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้ว จึงไม่ขัด) เพียงแต่การทำให้เสียเปล่าต้องคำนึงถึงความเป็นจริง คำนึงถึงผลกระทบ ที่มีต่อสังคม ต่อประชาชน ต่อผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริต ฉะนั้นการทำให้เสียเปล่าจึงต้องขีดวงให้จำกัดเท่าที่จำเป็น เท่าที่เป็นไปได้ และให้มีผลกระทบน้อยที่สุด แต่ตรงเป้า และเข้าจุดประสงค์มากที่สุด นิติราษฎร์จึงเสนอให้การทำรัฐประหารเสียเปล่า โดยขีดวงจำกัดเฉพาะวันที่ 19 กันยายน ถึง 30 กันยายน 2549 ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญเฉพาะกาล 2549 โดยถือว่าอะไรก็ตามที่คณะรัฐประหารทำในระหว่างนั้นไม่มีผล ถือเสียว่าระหว่างนั้นรัฐธรรมนูญ 2540 ยังใช้บังคับอยู่ ถือเสียว่าประเทศถูกยึดครองโดยอำนาจเถื่อน และไม่ยอมรับอำนาจเถื่อนนั้น ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงแม้เราจะไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และรัฐบาลที่ตั้งโดย คปค.ว่ามีความชอบธรรม แต่เราก็ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจไปแล้ว จะบอกว่าลบล้างทั้งหมดโดยถือว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ยังอยู่ รัฐบาลทักษิณยังอยู่ มันก็ขัดความเป็นจริงและจะมีปัญหายุ่งยากซับซ้อนตามมามากมาย อาทิเช่น มติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสุรยุทธ์ กฎหมายที่ออกโดย สนช.ถ้ายกเลิกเสียทั้งหมดก็จะส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนผู้สุจริต ต่อการทำสัญญาผูกพันกับต่างประเทศ ต่อการบริหารราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การจัดการงบประมาณ ฯลฯ ซึ่งเราไม่ใช่โดราเอมอนที่จะย้อนไปแก้ไขทุกสิ่งอย่างได้ ประเด็นคือเรามีเป้าประสงค์อะไร เป้าประสงค์คือการสร้างมิติใหม่ของระบอบประชาธิปไตยที่ปฏิเสธอำนาจรัฐประหาร ฉะนั้นการจำกัดวงไปทำให้รัฐประหารเสียเปล่า ให้ประกาศคณะรัฐประหารเสียเปล่า ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ถึง 30 กันยายน จึงเพียงพอแล้ว เพราะครอบคลุมประเด็นสำคัญที่สุดนั่นคือ ไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมตนเองของคณะรัฐประหาร ส่วนประกาศ คปค.ทั้ง 30 ฉบับ การทำให้เสียเปล่า ในบางฉบับ ก็ไม่ได้มีความหมายความสำคัญอยู่แล้ว เช่นประกาศห้ามกักตุนสินค้า (ตามฟอร์มรัฐประหารทุกยุคทุกสมัย) ประกาศห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว ประกาศบางฉบับมีผลสืบเนื่อง เช่น ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 และคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อทำให้เสียเปล่าก็ต้องแยกแยะตามความเป็นจริง เช่น ไม่ใช่ว่าเสียเปล่าแล้วพรรคไทยรักไทยก็ยังอยู่ เพราะพรรคไทยรักไทยตายไปแล้ว เพียงแต่ต่อไป ใครจะกลับมาจดทะเบียนใช้ชื่อพรรคไทยรักไทยก็ย่อมได้ 111 กรรมการบริหารพรรคก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมาทวงตำแหน่ง ส.ส.รัฐมนตรี ที่แล้วก็ต้องแล้วไป เพียงแต่กฎหมายถือว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยถูกตัดสิทธิ ประกาศ คปค.ยังรวมถึงการตั้ง กกต.และ ปปช.ถามว่าถ้าทำให้เสียเปล่าจะมีผลอย่างไร ที่แน่ๆ กกต.และ ปปช.ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำของ กกต.และ ปปช.เสียเปล่าทั้งหมด เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขให้เลือกตั้ง 2550,2554 กันใหม่ การใดที่ทำไปโดยสุจริตหรือแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องรับรองว่าไม่กระทบกระเทือน (เหมือนพระราชกำหนดตามมาตรา 184) การทำให้เสียเปล่าต้องคำนึงถึงความเป็นจริง จึงไม่ใช่ว่าจะต้องย้อนไปล้างประกาศคณะปฏิวัติตั้งแต่ปี 2475 อย่างที่พวกฝ่ายแค้นประชด(ทั้งที่รู้เจตนาแต่พยายามพูดให้เลอะ) การคำนึงถึงความเป็นจริงที่ดีที่สุดคือขีดเส้นเวลา ณ วันที่ 30 ก.ย.อะไรที่คณะรัฐประหารทำก่อนหน้านั้น ทำให้เสียเปล่าหมด มีข้อยกเว้นเฉพาะเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้วตามความเป็นจริง ส่วนอะไรที่คณะรัฐประหารทำหลังจากนั้น ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่แก้ไขไม่ได้แล้ว มีข้อยกเว้นบางเรื่องที่ต้องตามไปแก้ไข ด้วยการออกพระราชบัญญัติ หรือด้วยการเพิกถอนเป็นเรื่องๆ อย่างที่ อ.แก้วสรรเขียน “ถาม แล้วที่ผ่านมา เมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญแล้ว เราจะจัดการกับผลพวงทางกฎหมายในช่วงรัฐประหารได้หรือไม่อย่างไร ? ตอบ ได้เสมอครับ แต่ต้องอยู่ในกรอบต่อไปนี้ ถ้าเป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม สภาผู้แทนก็ตราพระราชบัญญัติยกเลิกแก้ไขเป็นฉบับๆไป โดยชี้บ่งได้ว่าไม่ดีไม่เหมาะอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีหรอกครับที่จะบอกว่าโมฆะมาแต่แรกทั้งหมด ถ้าเป็นคำสั่งที่มีผลบังคับเฉพาะ และมีเหตุไม่ยุติธรรมละเมิดสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ก็เพิกถอนหรือไม่รับบังคับใช้อีกต่อไป อาจทำได้โดยสภาเช่นการที่ตรากฎหมายปล่อยคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ออกจากคุก เพราะถูกอำนาจเผด็จการสั่งขังโดยอำเภอใจ หรือกรณีที่ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับให้มีการยึดทรัพย์ อดีตนายกฯชาติชายและคณะ ที่ถูก รสช.สั่งยึดทรัพย์โดยพลการ สองคดีนี้มันไม่ใช่การทำงานของกระบวนการยุติธรรมปกติ จึงถูกปฏิเสธโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ทั้งสิ้น” ที่จริงผมชอบที่ อ.แก้วสรรเขียนตรงนี้มากเลย เพราะ อ.แก้วสรรก็ยอมรับว่าคำสั่งรัฐประหารที่ไม่ยุติธรรม ละเมิดสิทธิพื้นฐาน สามารถยกเลิกได้โดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ อ.แก้วสรรเห็นว่าต้องยกเลิกเป็นฉบับๆ ขณะที่ อ.วรเจตน์เห็นว่าต้องยกเลิกทั้งพวง เพื่อแสดงเจตจำนงลบล้างรัฐประหารโดยสิ้นเชิง ใจผมนะครับ ใครไม่ยอมรับการลบล้างผลรัฐประหารทั้งพวง ก็ไม่เป็นไร ผมอยากเอาตาม อ.แก้วสรร ลบล้างเรื่องเดียวพอ คือเข้าชื่อกันลงประชามติ ให้รัฐธรรมนูญ 2549 มาตรา 27 เสียเปล่า คปค.นิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้ ต้องขึ้นศาลสถานเดียว (แต่อาจจะกันบิ๊กบังไว้เป็นพยาน ลดโทษเหลือ 1 ใน 3 ถ้ายอมซัดทอดผู้บงการ-ฮิฮิ) คราวนี้จี้ถามใหม่เรียงตัว ใครจะตอบว่ารัฐประหารทำเพื่อชาติราชบัลลังก์ ทำเพื่อกวาดล้างคนโกง ไม่ควรเอาโทษ หรือเอาโทษแล้วกลัวคุณพ่อทหารจะยึดอำนาจอีก ฯลฯ ก็เชิญตามสบาย ใบตองแห้ง 21 ก.ย.2554
Comments
เห็นด้สนกับใบตองแ้ง
เห็นด้สนกับใบตองแ้ง
พวกอำมาตส์มันก็อ้างเรื่องพวกน
พวกอำมาตส์มันก็อ้างเรื่องพวกนี้เพือพวกมันจะกลับมามีอำนาจทางการเมือง พอพวกมันมามีอำนาจมันก็เอางบประมาณไปถลุงและแบ่งผลประโยชน์ให้พรรคพวกมันก็ดูการยึดอำนาจเมือ19กย49ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างตลอด4-5ปีที่ผ่านมาพวกเครื่อข่ายอำมาตส์มันกอบโกยได้เต็มที่ร้ฐบาลพวกมันก็มีเรื่องทุจริตคอรัปชันเรียกเงิใต้โต๊ะ30-50%จนนักธุรกิจมันออกมาโวย สมัยทักษินเขาว่าเรียก20% แต่มาสมัยรัฐบาลไอ้มาร์คมันเรียก30-50%ทำไมทหารไม่ยึดอำนาจมันองค์กรอิสระต่างๆๆไม่ตรวจสอบ เพราะมันเป็นคนของอำมาตส์ตัวพ่อเหี้ยๆๆเหมือนกัน ตรวจไปก็เจอแต่คนพวกเดียวกันจะเอาผิดเดียวก็มีรายการแฉกันขึ้นมา มันก็เลยปลอยเลยตามเลยจนรัฐบาลมันแพ้เลือกตั้ง
นิติราชษฎร์สุ้ๆๆ
นิติราชษฎร์สุ้ๆๆ
คปค.นิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้เห็
คปค.นิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้เห็นด้วยที่สู๊ดดด
ตอนเรียนกฏหมาย ชอบบทกวีนี้
ตอนเรียนกฏหมาย ชอบบทกวีนี้ ตอนนี้ชอบน้องๆนิติราษฎร์
กฎหมายมวลชน
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
กำแพงแข็งแกร่งกั้น
บังตะวันไว้ฉันใด
ความโหดในหัวใจ
บังความจริงสิ่งเที่ยงธรรม
กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์
เพราะคนคิดใช่คนทำ
กฎหมายไม่อาจนำ
ยุติธรรมไม่อาจมี
กฎหมายที่หมายกด
กดขี่ขู่อยู่ตาปี
จักเป็นเช่นคัมภีร์
แห่งปิศาจอำนาจร้าย
มวลชนคือต้นบท
ข้อกำหนดแห่งกฎหมาย
มวลชนไม่เคยตาย
กฎหมายตายทุกมาตรา
กฎหมายต้องหมายมุ่ง
ช่วยผดุงคนทั้งหล้า
ดั่งรพีที่ส่องมา
มุ่งโค่นล้มสังคมทราม
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักกฎหมา
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักกฎหมายผู้ที่รักความเป็นธรรมและยึดมั่นในเจตนารมย์แห่งกฎหมาย
ลุกขึ้นมาปกป้ององคาพยพทางกฎหมายให้เดินสู่ครรลองอันถูกต้องเสียที
นิติรัฐ นิติธรรมเสียหายหนักมา 4-5 ปีมานี้ เพราะนักกฎหมายไปทำหน้าที่เป็นเนติบริการ
ทำตามสั่ง ทำตามธง แค่นักกฎหมายไม่กี่คน
อนิจจา! ได้สร้างรอยด่างพร้อยให้วงการยุติธรรมเสียหายทั้งองคาพยพ
เสื่อมความศรัทธาไปหมดทั้งวงการ นักกฎหมายที่เป็นคนดีมีใจเป็นธรรมอีกมากมายต้องพลอยเสียศรัทธาไปด้วย
เหมือนคำภาษิตโบราณที่ว่า "ปลาตายตัวเดียว เน่าทั้งหนอง"
ณ วันนี้ สิ่งที่จะกอบกู้ศรัทธาของนักกฎหมายกลับคืนมา
ไม่สามารถเอาปืนหรือเอาอำนาจบาตรใหญ่ไปกดหัวให้กลับมาศรัทธาได้
พวกท่านนักกฎหมายที่เป็นคนดี มีใจเป็นธรรม ต้องร่วมมือกันออกมาปกป้องศักดิ์ศรีและกู้คืนกลับคืนมาให้ได้
ด้วยการสร้างกรอบและอำนาจหน้าที่ของนักกฎหมายที่ถูกต้องและตรงตามเจตนารมย์ของกฎหมายเสียใหม่
ถ้าท่านนักกฎหมายไม่กล้าและไม่ทำ แล้วใครจะทำ หากท่านไม่ทำ วงการยุติธรรมก็เน่าเละเฟะมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ผมว่ามันวุ่นวายไปใหม
ผมว่ามันวุ่นวายไปใหม รัฐประหารมันไม่ใช่เรื่องวันดีคืนดีก็มีอ้ายบ้าที่ใหนไม่รู้ออกมาทำรัฐประหาร
มันมีที่มาที่ไป
แล้วคนที่ยอมให้รัฐประหารสำเร็จ จะทำยังไง อย่าบอกนะครับ ว่าประชาชนชาวไทยพร้อมใจต้านรัฐประหาร ถ้าต้านกันจริงๆจังๆ รัฐประหารพังตั้งแต่ 5-6 วันแรกไปแล้ว
กระแสต้านรัฐประหารมาแรง ก็แค่ 2-3 ปีมานี้เอง มาวันนี้จะมาทำให้การรัฐประหาร "เสียเปล่า"
ไม่รู้สึกกระดากไปหน่อยเหรอ
รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ
แต่แน่นอนว่าคนเราไม่เหมือนกัน บางคนรักสวยรักงานเห็นแผลเป็นก็ไม่สามารถทำใจได้ก็ไปทำศัลยกรรมหรือเสนอให้ทำศัลยกรรม ก็ว่ากันไป
กด Like
กด Like ล้านครั้ง
มีแต่มติชนฉบับเดียวที่พาดหัวข่าว เรื่องนิติราษฎร์ ให้ล้างผลที่เกี่ยวกับปฏิวัติทั้งหมด ดละ รธน.-คปค.-คตส. ในลักษณะเผยแพร่การความเห็นทางวิชาการจากคณะวิชาการคณะหนึ่งที่ต้องการให้มีความถูกต้องอย่างถึงรากถึงโคน
เห็นแล้วน้ำตาแทบไหล การเสนอสิ่งที่เป็นวิชาการ(ที่ปกติจะอยู่วนเวียนแค่ในสถาบันหรือคนคอเดียวกันเองและสื่อกระแสรอง)ที่อิงกับความถูกต้องอย่างถึงที่สุดเช่นนี้บนพาดหัวข่าวของสื่อกระแสหลักมีความหมายมากนัก มากกว่าบทความของคุณใบต้องแห้งบนเว็บประชาไทหรือวอยซ์ทีวี(ไม่ได้ตำหนินะคะ แสดงถึงตรรกะให้ฟัง คงเข้าใจ) มันเป็นการขับเคลื่อนก้าวใหญ่ของสังคมทีเดียวไม่ว่าจะจากจุดยืนลึกๆ ของมติชน หรือการเห็นแล้วว่าเมื่อวางเฉย ตัวเองก็โดนด้วยก็ตาม
เห็นแล้วน้ำตาไหล
เห็นแล้วน้ำตาไหล เช่นกัน
ขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ
ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน
เรายังไม่ได้ไปใหน
ยังอยู่ข้างประชาชน
เป็นหรีดและมาลัย...
เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
ชอบค่ะ
ชอบค่ะ ช่วยกันเปล่งเสียงให้ดังๆ ให้โลกรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร แล้วเดินไปพร้อมๆกัน
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ในเมื่อประเทศนี้ได้รับรองระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย การทำให้รัฐประหารหรือปฏิวัติเป็นการเสียเปล่าจึงเป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง มันจะเป็นการคุมกำเนิดการทำปฏิวัติหรือรัฐประหารในอนาคต สำหรับผู้ที่นิยมรัฐประหารก็คงต้องปล่อ่ยเขาไป เพราะในสังคมมันก็มีทั้งคนดีคนชั่ว คนชอบดำชอบขาว แตกต่างกันไป ที่สำคัญคือสังคมจะต้องควบคุมฝ่ายนอกรีตให้อยู่เป็นที่เป็นทางให้ได้ เพราะบุคคลเหล่านั้น ไม่ศรัทธาในระบอบการปกครองของชาติ อาจจะก่อให้เกิดหายนะต่อประเทศชาติและหมู่มวลประชาชนในอนาคตได้......
เห็นด้วอย่างยิ่ง
เห็นด้วอย่างยิ่ง กันบิกบังไว้เป็นพยาน ลดโทษ 1 ใน 3 .....จากโทษประหารชีวิต 3 ครั้ง ให้ลดโทษเหลือประหารชีวิต ครั้งเดียวพอ
ครั้งเมื่อพฤษภาทมิฬพี่ชายเป็น
ครั้งเมื่อพฤษภาทมิฬพี่ชายเป็นกำลังพลที่ถูกคำสั่งให้มาปราบผู้ชุมนุมซึ่งมีน้องชายร่วมอยู่ด้วย แม่รู้ข่าวต้องเดินเท้าจากบ้านฝั่งธนบุรีมาพาน้องกลับเพราะไม่อยากเห็นพี่น้องต้องฆ่ากันเพื่อคนอื่น
ลดความชอบธรรมให้พวก คมช
ลดความชอบธรรมให้พวก คมช เ้อ้อลืมไปว่าพวกมันไม่เคยมีความชอบธรรมนี้หว่า ฮาๆๆ
แล้วแบบนี้ พี่บังเราจะทำหน้าอย่างไงละ เหอะๆๆ แล้วไอ้คนที่สั้งกูทำรัฐประหารละ หายหัวไปหนาย....
นวนคร
[quote=นวนคร]ผมว่ามันวุ่นวายไปใหม รัฐประหารมันไม่ใช่เรื่องวันดีคืนดีก็มีอ้ายบ้าที่ใหนไม่รู้ออกมาทำรัฐประหาร
มันมีที่มาที่ไป
แล้วคนที่ยอมให้รัฐประหารสำเร็จ จะทำยังไง อย่าบอกนะครับ ว่าประชาชนชาวไทยพร้อมใจต้านรัฐประหาร ถ้าต้านกันจริงๆจังๆ รัฐประหารพังตั้งแต่ 5-6 วันแรกไปแล้ว
กระแสต้านรัฐประหารมาแรง ก็แค่ 2-3 ปีมานี้เอง มาวันนี้จะมาทำให้การรัฐประหาร "เสียเปล่า"
ไม่รู้สึกกระดากไปหน่อยเหรอ
รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ
แต่แน่นอนว่าคนเราไม่เหมือนกัน บางคนรักสวยรักงานเห็นแผลเป็นก็ไม่สามารถทำใจได้ก็ไปทำศัลยกรรมหรือเสนอให้ทำศัลยกรรม ก็ว่ากันไป[/quote]
มันเคยมีด้วยเหรอครับในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประชาชนทำการต่อต้านรัฐประหารสำเร็จ ยกเว้นทหารต่อต้านกันเอง
ถ้าทหารทำรัฐประหารเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครขวางได้หรอกครับ
และที่นวนครบอก "รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ "
ผมยืนยันครับว่าเราระลึกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้หรอกถ้าทหารจะทำรัฐประหาร และผู้ที่ทำรัฐประหารก็ไม่เคยระลึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ทางนิติฯเค้าจึงเสนอสิ่งที่มันไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย คือการทำให้รัฐประหารเสียเปล่า และลากคอนายพลผู้ก่อรัฐประหารขึ้นศาล เพื่อว่า ต่อให้ผู้ก่อรัฐประหารได้เขียนนิรโทษกรรมตัวเองไว้ แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของประชาชน ก็ทำให้นิรโทษกรรมเสียเปล่าได้ และสามารถนำผู้ก่อรัฐประหารมาลงโทษได้
ข้อเสนอแม้งดงาม
ข้อเสนอแม้งดงาม แม้มาจากความพยายามด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่และเงื่อนเวลาที่เหมาะสม ทำให้บางคนได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ ความพยายามดังกล่าวจึงด้อยค่า ...น่าเสียดาย
รู้ทัน wrote:เห็นด้วอย่างยิ่ง
[quote=รู้ทัน]เห็นด้วอย่างยิ่ง กันบิกบังไว้เป็นพยาน ลดโทษ 1 ใน 3 .....จากโทษประหารชีวิต 3 ครั้ง ให้ลดโทษเหลือประหารชีวิต ครั้งเดียวพอ[/quote]
เข้าใจผิดละมั้ง เขาหมายความว่า จากยิงเป้า 3แมก เหลือแมกเดียว ต่างหาก (เออ ถ้าแมกเดียวมันไม่ตายจะทำไงดีหล่ะ)
ตกลงจะเอาหลักไหนกันแน่วะ
ตกลงจะเอาหลักไหนกันแน่วะ จะเอานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ หรือหลักอะไรก็ได้ขอให้พวกกูได้ประโยชน์ก็พอ ถ้างั้นมึงก็ปล่อยนักโทษยาบ้า ฆ่าคนตายออกมาให้หมด เพราะมันก้กระทำหลังรัฐประหารเหมือนกันหมด นั้นแหละ
กด Like 10 ล้านครั้ง อ่านแล้ว
กด Like 10 ล้านครั้ง อ่านแล้ว ชอบมาก ๆ
เอี้ยกล้วย
[quote=เอี้ยกล้วย]ตกลงจะเอาหลักไหนกันแน่วะ จะเอานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ หรือหลักอะไรก็ได้ขอให้พวกกูได้ประโยชน์ก็พอ ถ้างั้นมึงก็ปล่อยนักโทษยาบ้า ฆ่าคนตายออกมาให้หมด เพราะมันก้กระทำหลังรัฐประหารเหมือนกันหมด นั้นแหละ[/quote]
อ่านไม่รู้เรื่องสินะ
test
test
test
test
http://law.hcu.ac.th/lawk.htm
http://law.hcu.ac.th/lawk.html
บทความนี้ ผมอ่านเจอเข้ายาวแต่ น่าจะตอบข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์ได้ชัดเจนนะครับ......
กฏหมายอาญาไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง.....ตามหลักนิติธรรมสากล
ที่นิติราษฏร์เสนอมา ทำไปก็ไม่มีผลอะไร เอาผิดใครในอดีต ยกโทษให้ใครในอดีตไม่ได้
ไร้สาระ เช่นเดียวกับผลงานพยายามตีความกฏหมายช่วยนักการเมืองบางตน ในอดีต ที่แม้แต่ทีมทนายของนักการเมืองยังไม่ใส่ใจดู ศาลตัดสินหักล้างการตีความแบบศรีธนนชัยเรียบร้อยไป....
ที่แก้วสรรเขียน และใบตองแห้งนำเสนอไว้ในตอนท้ายบทความนั้นชอบแล้วครับ....
สภาไม่ชอบกม.ใดก็เสนอพรบ.ยกเลิกได้ทีละฉบับ........และมีผลบังคับใช้ทันทีที่ลงในราชกิจจานุเบกษา
แต่ไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง เพราะ บุคคลไม่อาจถูกลงโทษในการกระทำผิดที่ ขณะที่กระทำผิดการ
กระทำนั้นยังไม่ผิดกฎหมายหรือไม่มีกฎหมายระบุว่าเป็นความผิดประกาศใช้อยู่.....
FFF FFF 55555 55555 เอิ๊กก์
FFF
FFF
55555
55555
เอิ๊กก์ !......
เวลา "ตีนที่มองไม่เห็น"
ถีบก้น "บังธิเมียสาม" ให้ทำรัฐประหาร 'ฉีกรัฐธรรมนูญ & ล้มรัฐบาลที่ราษฎรเลือกตั้งกันมา' อันเป็นการ ทำ ผิ ด ก ฏ ห ม า ย เ ห็ น ๆ.....
ก็ไม่เห็นบรรดา "หำใบที่สามของอำมาตย์" ออกมาแกว่งโตงเตง "แสดงภูมิรู้ขั้นอัจฉริยะ" ในทำนองว่า--"ทำไม่ได้ เพราะยังงั้น /ยังงี้ /และยังโง้น" แต่อย่างใด....
มิหนำซ้ำ---
ยังพากัน "เป็นปลื้ม" ไปมอบดอกกุหลาบให้กะ "กบฎที่ทำผิดกฏหมายเห็นๆ" ด้วย-อีกต่างหาก !
แต่---
พอ "ราษฎรประชาธิปไตย" จะกระทำการ "รื้อฟื้นระบอบนิติรัฐของราษฏร" มั่ง
บรรดา "หำใบที่สามของอำมาตย์" ต่างก็รีบแพลมออกมาจากกางเกงของอำมาตย์แล้วแกว่งโตงเตง "แสดงภูมิรู้ขั้นอัจฉริยะ"กันเจี๊ยวจ๊าวไปหมดในทำนองว่า-- "ทำไม่ได้ เพราะยังโง้น / ยังงั้น / และยังงี้ / แถมด้วยยังงู้น" สารพัด......
อะไรมันจะขนาดน้านน์-ประเทศเทย......
กลัวจะตาม"เกาหลีเหนือ"ไม่ทันรึงัย ?
--------------------------
555555
555555
555555
เ อิ๊ ก ก์ !....
{ ^o^ }
FFF
FFF
บางกอก
[quote=บางกอก]http://law.hcu.ac.th/lawk.html
บทความนี้ ผมอ่านเจอเข้ายาวแต่ น่าจะตอบข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์ได้ชัดเจนนะครับ......
กฏหมายอาญาไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง.....ตามหลักนิติธรรมสากล
ที่นิติราษฏร์เสนอมา ทำไปก็ไม่มีผลอะไร เอาผิดใครในอดีต ยกโทษให้ใครในอดีตไม่ได้
ไร้สาระ เช่นเดียวกับผลงานพยายามตีความกฏหมายช่วยนักการเมืองบางตน ในอดีต ที่แม้แต่ทีมทนายของนักการเมืองยังไม่ใส่ใจดู ศาลตัดสินหักล้างการตีความแบบศรีธนนชัยเรียบร้อยไป....
ที่แก้วสรรเขียน และใบตองแห้งนำเสนอไว้ในตอนท้ายบทความนั้นชอบแล้วครับ....
สภาไม่ชอบกม.ใดก็เสนอพรบ.ยกเลิกได้ทีละฉบับ........และมีผลบังคับใช้ทันทีที่ลงในราชกิจจานุเบกษา
แต่ไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง เพราะ บุคคลไม่อาจถูกลงโทษในการกระทำผิดที่ ขณะที่กระทำผิดการ
กระทำนั้นยังไม่ผิดกฎหมายหรือไม่มีกฎหมายระบุว่าเป็นความผิดประกาศใช้อยู่.....[/quote]
ทำได้ครับ เพราะการทำรัฐประหาร ตอนนั้นในรัฐธรรมนูญ 2540 ถือว่าเป็นความผิดฐานกบฎ ในขณะที่ก็มีกฎหมายอาญากำหนดไว้เช่นกัน คือไม่ใช่อย่างที่คุณบอกว่า การกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมาย หรือไม่มีกฎหมายระบุ มันมีระบุอยู่แล้ว แล้วอายุความมันก็ยังมีอยู่ด้วย
ดังนั้นถ้ามีการยกเลิกการนิรโทษ ทำให้รัฐประหารเสียเปล่า ก็สามารถนำคนที่กระทำรัฐประหารตอนนั้นมาขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีได้เหมือนกัน
อะไรมันแล้วก็แล้วไปเถอะ บังธิ
อะไรมันแล้วก็แล้วไปเถอะ บังธิ เขาก็ได้ค่าจ้างรางวัลตอบแทนแล้ว นอกจากนั้นเขาก็เอามาแจกคืนแล้ว เมื่อวันที่ 3
ก.ค.54 ที่ผ่านมา (มันก็ยังมีคนหลับหูหลับตาเลือกมาเป้น สส. อีกแนะ) ส่วนคนเลวจริง ๆ ที่ว่าจ้าง บังธิ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองมันปั่นป่วนจริง คนกลุ่มนี้น่าจะได้แก่ หงอก นักวิชาเกิน นักกฎหมา และตราชู
คนเหล่านี้ (หงอก นักวิชาเกิน นักกฎหมา และตราชู) เอามันมาประหาร ........(ถ้ากฎหมายมันย้อนหลังได้) ถ้าทำไม่ได้ปล่อยมันเถอะเดี่ยวมันก็ตายเอง...เพราะว่ามันแก่มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้ว ด้วยกันทั้งนั้น
สาธุขอให้มันยายุยืนนานเป็นหมื่นปี.......ให้มันคลานเล่นขี้เล่นเยี่ยว กินขี้ กินเยี่ยวเป็นเด็กไปเล้ย..............
เอี้ยกล้วย
[quote=เอี้ยกล้วย]ตกลงจะเอาหลักไหนกันแน่วะ จะเอานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ หรือหลักอะไรก็ได้ขอให้พวกกูได้ประโยชน์ก็พอ ถ้างั้นมึงก็ปล่อยนักโทษยาบ้า ฆ่าคนตายออกมาให้หมด เพราะมันก้กระทำหลังรัฐประหารเหมือนกันหมด นั้นแหละ[/quote]
ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักรัฐศาสตร์หลักกฏหมายที่ออกมาต้องให้เขากับระบอบที่ใช้ปกครองประเทศนั้นๆๆ ประเทศประชาธิปไตยกฎหมายที่ออกมาต้องมาจากกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้ามาจากกระบวนการอื่นๆมันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ประเทศไทยเราปกครองด้วยระบอบอะไร พวกอำมาตส์มันบอกว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะ
-พวกอำมาตส์ยังสามารถแซกแซงการบริหารราชการแผ่นดินได้อยู่
-กฎหมายบางมาตรายังเอื้อประโยชน์ให้พวกอำมาตส์
-อำนาจทางทหารยังอยู่กับพวกอำมาตส์ ไม่ใช้กองทัพของประชาชนที่แท้จริง
-ครอบงำองค์กรอิสระ
นี้ละประชาธิปไตยของพวกอำมาตส์และเหลืองขี้
*ส่วนประชาชนส่วนใหญ่เขาอยากได้ประชาธิปไตยที่เท่าเทียม
-เท่าเทียมทางกฏหมาย
-เท่าเทียมทางการเมือง
-เท่าเทียมทางการแสดงออกและความคิดเห็น
-เท่าเทียมทางการทำธุรกิจ
และอีกมากมายตามหลักสากล
ประชาธิปไตยของประชาชนมันจึงต่างกันกับประชาธิปไตยของพวกอำมาตส์เหมือนสวรรค์กับนรก ประเทศไทยมันก็แค่ประชาธิปไตยจอมปลอม แต่มีอำนาจแฝงอยู่ในระบบ
จัดหนักๆๆ
จัดหนักๆๆ
ที่ทหารกล้าทำ
ที่ทหารกล้าทำ เพราะทำแล้วไม่มีใครเอาผิดได้ แถมยังได้รางวัลจากผู้ที่มีอิทพลมากที่สุดในประเทศอีก ทหารก้อได้ใจสิครับ เลยเหลิงกล้าทำกันใหญ่ ถ้าทำแล้วเอาผิดภายหลังได้ ทั้งคนสั่งการ คนลงมือทำ และผู้ที่สนับสนุนให้ทำ ต่างมีความผิดกันถ้วนหน้า ผมเชื่อว่าจะไม่มีแมวที่ไหนกล้าทำอีก
เหล่านิติราษฎร์
เหล่านิติราษฎร์ คือผู้ส่งผ่านอุดมการณ์ประชาธิปไตย จากยุคปรีดี สู่ชาญวิทย์
ได้แต่หวังว่า ประชาธิปไตยจะแบ่งบานขึ้นอย่างมากมายในรุ่นของคุณ
ขนาดข้าราชการที่ถูกลงโทษไปแล้
ขนาดข้าราชการที่ถูกลงโทษไปแล้วว่ามีความผิดยังสามารถมี พรบ.ล้างมลทินได้ แล้วทำไมเราถึงจะไม่สามารถแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องของกฏหมายที่ผ่านมาล่ะ หรือว่าเราจะทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องในอดีดไปเรื่อย ๆอย่างนี้หรือ ถ้าอย่างไรก็ขอให้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วยเพราะบ้านอยู่ไกล เข้ามา กทม.ลำบาก และขอขอบคุณที่ยังมีครูบาอาจารย์ชาวนิติราษฏร์เป็นหลักที่พึ่งพิงทางสติปัญญา เพราะที่ผ่านมาเคยพบเจอแต่อาจารย์ที่เป็น "เนติบริกร"(อ่านหนังสือนี้มาสองรอบแล้วเห็นว่าเหมาะสมจริง ๆที่ท่านผู้เขียนได้สมญานามดังกล่าว)
พวกฝักใฝ่อำนาจพิเศษอ้าง
พวกฝักใฝ่อำนาจพิเศษอ้าง อย่าเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย ...แต่แมร่งแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด
พูดแล้วเพลีย ...แต่ถ้าชุมนุมกรูไม่เพลีย ฮิ ฮิ
เป็นการออกมาปกป้อง "เจ้านาย"
เป็นการออกมาปกป้อง "เจ้านาย" ของเหล่าไพร่พลทั้งหลาย ทำไมคนในวงการตุลาการจึงเงียบสนิท นั่นเพราะทุกคนต่างรู้ว่า "มันทำได้" อะดิ (อันนี้ไม่นับแก้วสรรค เพราะแก้วสรร หมดความชอบธรรมในด้านกฎหมายไปนานแล้ว จากสาเหตุการบ้าคลั่งเอาผิดทักษิณแล้ว "เหลว") ทำได้เพราะอะไรทำได้เพราะคำพูดของนักกฎหมายเองที่ไปอ้างว่า คมช.ในขณะนั้นคือ "รัฐถาธิปัตย์" และในเมื่อหากดูตามสภาพตอนนี้แล้ว สภานิติบัญญัติและ คณะรัฐมนตรีก็ป็น รัฐถาธิปัตย์อยู่เช่นกัน 55555 ดาบนั้นคืนสนองครับท่าน
ส่วนการออกมาโต้ตอบแบบไร้เหตุผลต่างๆนั้น เป็นเพราะความหวาดกลัว มากกว่าการคิดถึงความถูกต้อง ยิ่งมีหลายคนดันไปตอกย้ำ ว่าการรัฐประหารครั้งนั้นมีความผิด และเป็นโมฆียะ 555555 สามารถเอาผิดย้อนหลังไปยังผู้กระทำการและ "ผู้อยู่เบื้องหลัง" เวรละซีครับ ทั้งไพร่พลของปชป. ทั้งไพร่พลทหาร ทั้งกลุ่มขี้ข้า กลุ่มนักวิชาการจอมเลีย ล้วนแต่อยู่เบื้อหลังแทบทั้งสิ้น ยิ่งเกิดถ้าประชาชนไล่ล่าไม่เลิก(เลียนแบบการไล่ล่าทักษิณ) คนที่รับรองการรัฐประหารครั้งนั้นทุกคนก็ "ซวย" มหาซวยไปเท่านั้น เราเลยเห็นได้ชัดว่า "นักกฎหมายตัวจริง" เขาจะเก็บอาการได้มากกว่า
อาทิตย์กับจันทร์
[quote=อาทิตย์กับจันทร์]เห็นแล้วน้ำตาไหล เช่นกัน
ขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ
ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน
เรายังไม่ได้ไปใหน
ยังอยู่ข้างประชาชน
เป็นหรีดและมาลัย...[/quote]
Like ล้านครั้งเหมือนเหมือนกัน ด้วยความเป็นธรรมศาสตร์และภูมิใจในแก่นแท้ของธรรมศาสตร์
รู้ทัน wrote:เห็นด้วอย่างยิ่ง
[quote=รู้ทัน]เห็นด้วอย่างยิ่ง กันบิกบังไว้เป็นพยาน ลดโทษ 1 ใน 3 .....จากโทษประหารชีวิต 3 ครั้ง ให้ลดโทษเหลือประหารชีวิต ครั้งเดียวพอ[/quote]
เห็นด้วย ฮิฮิ ก่อนประหารให้ขนถังขี้ของนักโทษไปก่อนสัก ๓ เดือนด้วยนะ
อ้ายเหลือบ
[quote=อ้ายเหลือบ]ข้อเสนอแม้งดงาม แม้มาจากความพยายามด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่และเงื่อนเวลาที่เหมาะสม ทำให้บางคนได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ ความพยายามดังกล่าวจึงด้อยค่า ...น่าเสียดาย[/quote]
ความยุติธรรม ความถูกต้อง ไม่ต้องรอเวลา
ความถูกต้องยุติธรรมต้องนำกลับมาทันที ทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ความพยายามด้วยความบริสุทธิ์จริงใจที่ออกมาจากมโนสำนึกในวิชาชีพไม่ด้อยค่าในสายตาปัญญาชน ประชาชนจะสนับสนุนนิติราษฎร์ด้วยความชื่นชม
jabjab wrote:นวนคร
[quote=jabjab][quote=นวนคร]ผมว่ามันวุ่นวายไปใหม รัฐประหารมันไม่ใช่เรื่องวันดีคืนดีก็มีอ้ายบ้าที่ใหนไม่รู้ออกมาทำรัฐประหาร
มันมีที่มาที่ไป
แล้วคนที่ยอมให้รัฐประหารสำเร็จ จะทำยังไง อย่าบอกนะครับ ว่าประชาชนชาวไทยพร้อมใจต้านรัฐประหาร ถ้าต้านกันจริงๆจังๆ รัฐประหารพังตั้งแต่ 5-6 วันแรกไปแล้ว
กระแสต้านรัฐประหารมาแรง ก็แค่ 2-3 ปีมานี้เอง มาวันนี้จะมาทำให้การรัฐประหาร "เสียเปล่า"
ไม่รู้สึกกระดากไปหน่อยเหรอ
รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ
แต่แน่นอนว่าคนเราไม่เหมือนกัน บางคนรักสวยรักงานเห็นแผลเป็นก็ไม่สามารถทำใจได้ก็ไปทำศัลยกรรมหรือเสนอให้ทำศัลยกรรม ก็ว่ากันไป[/quote]
มันเคยมีด้วยเหรอครับในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประชาชนทำการต่อต้านรัฐประหารสำเร็จ ยกเว้นทหารต่อต้านกันเอง
ถ้าทหารทำรัฐประหารเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครขวางได้หรอกครับ
และที่นวนครบอก "รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ "
ผมยืนยันครับว่าเราระลึกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้หรอกถ้าทหารจะทำรัฐประหาร และผู้ที่ทำรัฐประหารก็ไม่เคยระลึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ทางนิติฯเค้าจึงเสนอสิ่งที่มันไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย คือการทำให้รัฐประหารเสียเปล่า และลากคอนายพลผู้ก่อรัฐประหารขึ้นศาล เพื่อว่า ต่อให้ผู้ก่อรัฐประหารได้เขียนนิรโทษกรรมตัวเองไว้ แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของประชาชน ก็ทำให้นิรโทษกรรมเสียเปล่าได้ และสามารถนำผู้ก่อรัฐประหารมาลงโทษได้[/quote]
ถ้าประชาชนยอมให้เขาทำ ผมก็ว่า มันเป็นความผิดขอประชาชนมากกว่าครับ ในเมื่ออำนาจที่พวกคุณว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินนี้นี่งเฉย มันก็จบแล้วครับ
ผมสงสัยทำไมประชาชนประเทศอื่นๆทำได้ ประชาชนประเทศนี้ทำไม่ได้
ที่สำคัญนะครับ การรัฐประหารมันขึ้นกับสถาณการณ์บ้านเมือง ต่อให้คุณขู่ว่าเอาผิดย้อนหลังได้ แต่ตอนนั้นถ้าเขาเห็นว่าทำได้และช่วยบ้านเมืองในสายตาของเขา เขาก็ทำโดยทำแล้วค่อยไปว่ากันในอนาคต เขาก็รักชาติบ้านเมืองในแนวของเขา (เรื่องอุดมการณ์สำหรับผมๆไม่เอามาโจมตีกัน คนคิดต่างกันได้)
วิธีที่นิติราษฎร์ใช้ ผมว่า มันก็คือ "วิธีลบศักราช" ในการเมืองสมัยโบราณนั่นแหละ ทำไปเพื่อเสริมความเชื่อมั่นของตัวเอง แต่สมัยโบราณ เขากวาดล้างกลุ่มการเมืองเก่าไปหมดจดเลย แล้ว
ผมเองแทบไม่เชื่อว่าพวกนิติราษฎร์ นักเรียนผรั่ง จะกลายเป็นพราหมณ์ยุคใหม่
เทสๆประชาไท
เทสๆประชาไท
jabjab wrote:เอี้ยกล้วย
[quote=jabjab][quote=เอี้ยกล้วย]ตกลงจะเอาหลักไหนกันแน่วะ จะเอานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ หรือหลักอะไรก็ได้ขอให้พวกกูได้ประโยชน์ก็พอ ถ้างั้นมึงก็ปล่อยนักโทษยาบ้า ฆ่าคนตายออกมาให้หมด เพราะมันก้กระทำหลังรัฐประหารเหมือนกันหมด นั้นแหละ[/quote]
อ่านไม่รู้เรื่องสินะ[/quote]
ควายยังฉลาดกว่า ว่ามั๊ย
เป็นกำลังใจให้นิติราษฏร์ค่ะ
เป็นกำลังใจให้นิติราษฏร์ค่ะ
วันหลังอย่าเซ็นต์อะไรง่ายๆนะ
วันหลังอย่าเซ็นต์อะไรง่ายๆนะ ยุ่งตายหะเลย
กูไม่รู้ไม่ฟังแถไปซ้ายบ้างขวา
กูไม่รู้ไม่ฟังแถไปซ้ายบ้างขวาบ้าง..อยากถามบิกบังนั่งในสภา.นิติราษฎร์กำลังถามหา..จะหันหน้าพึงใคร เพราะในสภา ไม่มีหัวหน้าโจรกบดซักคน คงต้องพึ่งแมงสาบแน่ ๆ
jabjab wrote:นวนคร
[quote=jabjab][quote=นวนคร]ผมว่ามันวุ่นวายไปใหม รัฐประหารมันไม่ใช่เรื่องวันดีคืนดีก็มีอ้ายบ้าที่ใหนไม่รู้ออกมาทำรัฐประหาร
มันมีที่มาที่ไป
แล้วคนที่ยอมให้รัฐประหารสำเร็จ จะทำยังไง อย่าบอกนะครับ ว่าประชาชนชาวไทยพร้อมใจต้านรัฐประหาร ถ้าต้านกันจริงๆจังๆ รัฐประหารพังตั้งแต่ 5-6 วันแรกไปแล้ว
กระแสต้านรัฐประหารมาแรง ก็แค่ 2-3 ปีมานี้เอง มาวันนี้จะมาทำให้การรัฐประหาร "เสียเปล่า"
ไม่รู้สึกกระดากไปหน่อยเหรอ
รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ
แต่แน่นอนว่าคนเราไม่เหมือนกัน บางคนรักสวยรักงานเห็นแผลเป็นก็ไม่สามารถทำใจได้ก็ไปทำศัลยกรรมหรือเสนอให้ทำศัลยกรรม ก็ว่ากันไป[/quote]
มันเคยมีด้วยเหรอครับในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ประชาชนทำการต่อต้านรัฐประหารสำเร็จ ยกเว้นทหารต่อต้านกันเอง
ถ้าทหารทำรัฐประหารเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครขวางได้หรอกครับ
และที่นวนครบอก "รัฐประหารตอนนี้มันเปรียบได้กับแผลเป็นที่ติดกับร่างกายของสังคม เมื่อเรามองแผลเป็นเรามีสติระลึกได้เราย่อมไม่ต้องการและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นอีก สำหรับผมไม่จำเป็นต้องไปทำศัลยกรรมลบมันออก ให้มันอยู่อย่างนั้นแหละ เพื่อเตือนใจเตือนสติ "
ผมยืนยันครับว่าเราระลึกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้หรอกถ้าทหารจะทำรัฐประหาร และผู้ที่ทำรัฐประหารก็ไม่เคยระลึกว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ทางนิติฯเค้าจึงเสนอสิ่งที่มันไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย คือการทำให้รัฐประหารเสียเปล่า และลากคอนายพลผู้ก่อรัฐประหารขึ้นศาล เพื่อว่า ต่อให้ผู้ก่อรัฐประหารได้เขียนนิรโทษกรรมตัวเองไว้ แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของประชาชน ก็ทำให้นิรโทษกรรมเสียเปล่าได้ และสามารถนำผู้ก่อรัฐประหารมาลงโทษได้[/quote]
ผู้ใดกระทำผิดผู้นั้นต้องรับโทษา แห่งโทษนั้น แผลแห่งรัฐประหาร ไม่มีวันหาย เพราะมันระบุไว้ว่า การกระทำไปในเบื้องหน้าแม้ว่าผิดก็ให้ละไว้เสีย แล้วเมื่อไหร่ละ่ ถ้ามันกระทำบัดเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเบื้องหน้าของมันอยู่ดี ล้มเลิก แล้วเวนโทษคืนแก่มันผู้กระทำการนั้นจึงจะถูกต้องควรแก่กาล
อ่านข้อเขียนของ อ.กิตติศักดิ์
อ่านข้อเขียนของ อ.กิตติศักดิ์ แล้วทำให้เห็นชัดว่ากลุ่มนิติราษฎร์ น่าจะเป็นนิติลวง(เพื่อแม้ว) มากกว่า ลองอ่านดูเถอะครับ
สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน
by Kittisak Prokati on Tuesday, September 27, 2011 at 4:32am
ผมจากเมืองไทยมาประชุมสมาคมนักกฎหมายเปรียบเทียบที่เมืองเยอรมันเสียหลายวัน ระหว่างนี้ได้รับจดหมายแสดงความตะขิดตะขวงใจกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์จากมิตรสหายและลูกศิษย์ลูกหาหลายราย จึงตอบไปในเบื้องต้นว่า ก่อนอื่นควรแสดงความคารวะต่อชาวคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นผู้ที่กล้าคิดและแถลงความคิดเห็นของตนต่อสาธารณชนเพื่อชักชวนให้มาคิดคล้อยและคิดค้านกันบนฐานแห่งเหตุผล เพราะท่านเหล่านี้กำลังชักชวนให้เรามาร่วมกันสร้างโลกและสร้างสังคมด้วยเหตุด้วยผล ไม่จมอยู่ในอคติ หรือผลัดกันเขียนเวียนกันอ่านวานกันชมเฉพาะหมู่พวกของตัว
ในขณะเดียวกัน ก็ควรยินดีว่าการที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่เตือนให้เราสำรวจ และการสำรวจความบกพร่องในเชิงหลักการของข้อคิดความเห็นของเราเองเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ ทำนองดียวกันการสำรวจข้อคิดของคนที่เรารักและนับถือ ไปจนกระทั่งการเตือนให้เขามองเห็นความบกพร่องบางข้อ หรือเตือนให้มองเห็นในมุมมองอื่นบ้าง ตามมาตรฐานเยอรมันถือว่าพึงกระทำเป็นนิตย์ และอันที่จริงเป็นหน้าที่ของมิตรอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่นักวิชาการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณชน โดยนำสิ่งที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบกันประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่เทียบกันได้ หรือแสดงความเห็นโดยไม่ชี้แจงให้ชัดว่าเป็นความเห็น แต่ทำให้คนเชื่อไปว่าเป็นความรู้โดยมิได้ตั้งแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรองอย่างแจ่มชัดนั้น อาจชวนให้เกิดความหลงทาง หรือเกิดไขว้เขวทางความคิดแก่คนหมู่มากจนยากจะแก้ไข เป็นสิ่งที่นักวิชาการพึงระวัง
เรื่องการลบล้างผลคำพิพากษาที่อ้างว่าขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างร้ายแรงโดยอ้างอำนาจประชาชนนั้น ก่อนอื่นต้องพิเคราะห์กันเสียก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่า การอ้างอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนขึ้นลบล้างคำพิพากษานั้น ในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่
หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะตั้งอยู่บนฐานของเสียงข้างมากเฉย ๆ แต่เพราะเป็นเสียงข้างมากที่ยืนยันหลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าหลักนิติธรรม นั่นคือนับถือว่า ข้อพิพาททั้งปวงต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลยุติธรรมที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวอีกอย่างก็คือ อำนาจสูงสุดแม้จะเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ และกฎหมายที่ว่านี้มีอยู่อย่างไรก็ต้องตัดสินโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นอิสระ
ที่ว่าเป็นอิสระในที่นี้ก็คือต้องเป็นคนกลาง ที่เข้าสู่ตำแหน่งเพราะมีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ทั้งในทางคุณวุฒิ และทางคุณธรรม ไม่ใช่ตั้งกันตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ แต่ตั้งขึ้นจากบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่พอจะทำให้น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนมีคุณวุฒิเป็นผู้รู้กฎหมาย รู้ผิดชอบชั่วดี และเป็นผู้ทรงคุณธรรมคือวินิจฉัยตัดสินคดีไปตามความรู้และความสำนักผิดถูกของตน โดยตั้งตนอยู่ในความปราศจากอคติ และมีหลักเกณฑ์ทางจรรยาบรรณคอยควบคุม
ด้วยเหตุนี้แม้ประชาชนจะลงประชามติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม หากประชามติซึ่งเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นขัดต่อกฎหมาย ศาลซึ่งเป็นคนกลางที่เป็นอิสระก็มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลบังคับ
ตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี้เห็นได้จากคดี Perry v. Schwarzenegger ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาพิพากษาไปเมื่อ ๔ สิงหาคม ปี ๒๑๑๐ นี้เองว่า ผลการลงประชามติของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๐๐๘ ที่มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียเสียใหม่ เพื่อหวงห้ามมิให้คนเพศเดียวกันทำการสมรสกันได้นั้นขัดต่อหลักความเสมอภาคและขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ตามประชามตินั้น ประชาชนเสียงข้างมากในแคลิฟอร์เนียต้องการให้กำหนดตายตัวลงในรัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียทีเดียวว่า การสมรสจะทำได้เฉพาะหญิงกับชายเท่านั้น
คำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐอเมริกาในคดีนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ศาลตัดสินไปในทางที่ขัดต่อมติมหาชน จัดเป็น Anti-Majoritarian Decision แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่า เมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียงข้างมากรับรู้ไว้
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคำพิพากษาจะเป็นธรรมเสมอไป และใช่ว่าวงการตุลาการไทยเป็นสถาบันที่แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่กระนั้น เราก็ยังต้องถือเป็นหลักว่า คำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องได้รับการแก้ไขจากอำนาจตุลาการด้วยกัน การปล่อยให้อำนาจนิติบัญญัติอ้างอำนาจประชาชนเข้าแทรกแซง ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างคำพิพากษานั้น ย่อมขัดต่อหลักความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เว้นแต่สิ่งที่อ้างว่าควรลบล้างไปนั้น แท้จริงมิได้มีฐานะหรือมีค่าเป็นคำพิพากษาแต่อย่างใด เมื่อไม่มีค่าพอที่จะนับถือเป็นคำพิพากษาแล้ว การจะลบล้างโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมพอจะฟังได้ ไม่ต่างอะไรกับการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะอาศัยเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่า สิ่งนั้น ๆ เป็นคำพิพากษาที่ควรเคารพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนไม่อาจใช้เพียงเกณฑ์เสียงข้างมากเป็นเป็นเครื่องตัดสินได้ มิฉะนั้นเสียงข้างมากในวันข้างหน้าก็อาจกลับเสียงข้างมากของวันนี้ได้เสมอ แต่ต้องว่ากันตามหลักเหตุผล ผิด-ถูกที่ได้รับการใคร่ครวญอย่างรอบคอบจนประจักษ์แน่แก่ใจแล้วเท่านั้น
กรณีคำพิพากษาของ "ศาลประชาชนในยุคนาซี" ที่รัฐสภาเยอรมันได้ตรากฎหมายลบล้างไปเมื่อปี ๒๐๐๒ นั้น อันที่จริงไม่ใช่เป็นเพราะนั่นเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อความยุติธรรมธรรมดา แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าวไม่อาจนับเป็นคำพิพากษาได้เลยต่างหาก เพราะนั่นคือองค์กรนาซีที่ใช้ชื่อว่า "ศาลประชาชน" โดยแฝงอยู่ในรูปของศาล และอ้างศาลเป็นเครื่องมือก่อการร้ายและก่ออาชญากรรม ดังนั้นการนำกรณีนี้มากล่าวถึงในการสนับสนุนข้อเสนอให้ลบล้างคำพิพากษาของศาลไทยนั้น ทำให้น่าคิดว่ากรณีองค์การก่อการร้ายของนาซีเยอรมันจะเทียบกันกับกรณีของศาลไทยได้ละหรือ?
ผู้ที่สนใจประวัติของนาซีเยอรมันย่อมรู้ดีว่า "ศาลประชาชนยุคนาซี" นั้นไม่ใช่ศาลยุติธรรมตามความหมายที่เราเข้าใจกันในประเทศไทย แต่เป็นศาลพิเศษที่ฮิตเล่อร์ตรากฎหมายตั้งขึ้น และเหตุที่ตั้งศาลพิเศษนี้ขึ้นก็เพราะศาลยุติธรรมเยอรมันในเวลานั้นไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจการชี้นำของฮิตเล่อร์ โดยได้พิพากษาปล่อยตัวกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันที่ฮิตเล่อร์กล่าวหาว่าเป็นตัวการวางเพลิงเผารัฐสภาเยอรมันเป็นอิสระ ฮิตเล่อร์ไม่พอใจที่ตนควบคุมตุลาการในศาลยุติธรรมไม่ได้ ก็เลยอ้างอำนาจประชาชนใช้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความเสียใหม่ แล้วตั้ง "ศาลประชาชน" ขึ้นมา โดยโอนคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งหมดมาไว้กับศาลประชาชนนี้ แล้วจำกัดเขตอำนาจศาลยุติธรรมพิจารณาคดีอาญาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
ศาลประชาชนของฮิตเล่อร์นี้ปรกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษา ๕ นาย ในจำนวนนี้เป็นผู้พิพากษาอาชีพ ๒ นาย แต่อีก ๓ นายเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีซึ่งฮิตเล่อร์เป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเอง โดยจะต้องปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรคที่จงรักภักดีต่อฮิตเล่อร์อย่างเห็นประจักษ์เท่านั้น เพียงแค่องค์ประกอบเช่นนี้ก็ทำให้เห็นได้ชัดแล้วว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาไม่ได้เป็นอิสระ แต่เป็นสาวกของฮิตเล่อร์ที่ตั้งขึ้นตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจนั่นเอง ทำให้เราไม่อาจเรียกศาลประชาชนของฮิตเล่อร์ได้ว่าเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ เพราะที่จริงเป็นแต่องค์กรพรรคนาซีที่แฝงอยู่ในชื่อของศาลเท่านั้น
เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นได้ว่า กรณีที่เยอรมันตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้น ยากที่จะนำมาเทียบกับกรณีของไทย เพราะตุลาการในศาลแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร แต่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาอาชีพที่มีที่มาจากผู้พิพากษาอาชีพเท่านั้น คณะปฏิวัติรัฐประหารไม่มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งแต่อย่างใด
นอกจากนี้เราควรทราบต่อไปได้ว่าในศาลประชาชนของนาซีนั้น นอกจากผู้ใช้อำนาจตัดสินจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของนาซีเป็นเสียงข้างมากแล้ว ศาลประชาชนนาซียังไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาเลือกทนายความได้อย่างอิสระอีกด้วย ผู้ต้องหามีสิทธิแค่เสนอชื่อผู้ที่ตนเห็นควรเป็นทนาย และบุคคลดังกล่าวจะเป็นทนายให้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากศาลนาซีเสียก่อนเท่านั้น โดยทั่วไปทนายความที่ได้รับความเห็นชอบจากศาลจะรู้ตัวว่าตนได้ว่าคดีใดล่วงหน้าเพียง ๑ วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่มการพิจารณา โดยมากทนายความมักไม่รู้จัก หรือไม่มีโอกาสติดต่อกับผู้ต้องหามาก่อนล่วงหน้ามาก่อน และศาลจะพิจารณาคดีอย่างรวบรัด โดยไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา
จากตัวเลขทางการเยอรมัน ในปี ๑๙๔๔ ศาลประชาชนของฮิตเล่อร์มีผู้พิพากษาอาชีพราว ๑ ใน ๔ ของผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งมาจากเจ้าหน้าที่พรรคนาซี และนับแต่มีการตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นจนสิ้นสุดสงครามโลกนั้น ศาลนี้ได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตคนไปราว ๗,๐๐๐ คน
ประสบการณ์อันเลวร้ายของฮิตเล่อร์และพลพรรคนาซีนี้เป็นสิ่งที่คับข้องใจประชาชนเยอรมันมานาน ดังนั้นจึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดรัฐสภาเยอรมันจึงตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาของศาลประชาชนนาซีเป็นการทั่วไป ซึ่งก็คือลบล้างคำพิพากษาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือคดีการเมืองในยุคนาซี หรือคดีที่อ้างอิงกฎหมายที่นาซีตราขึ้นเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าการเพิกถอนคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้นแท้จริงเป็นการเพิกถอนคำตัดสินขององค์กรก่อการร้ายสำคัญในอดีต ไม่ได้ยกเลิกคำพิพากษาคดีอาญาทั่วไปของศาลยุติธรรมเยอรมันแต่อย่างใด
ข้อที่น่าคิดต่อไปอยู่ที่ว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองของไทยเรา ซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นผู้พิพากษาอาชีพทั้งหมด และมีกระบวนการพิจารณาที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ได้เต็มที่ตามกฎหมาย เลือกทนายความของตนเองได้อย่างอิสระ จะไปเทียบกับการตัดสินขององค์การก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในรูปของศาลนาซีได้อย่างไร?
บางทีเราอาจต้องคอยเตือนตัวเองไว้บ้างว่า ยามที่เราคอยเตือนผู้อื่นไม่ให้ตกหลุมทางความคิด โดยระวังอย่าปักธงคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยหาเหตุผลตามหลังนั้น เรากำลังตกอยู่ในหลุมนั้นเช่นกันหรือเปล่า?
ไอ้บ้งมันกำลังจะบ้าแล้ว
ไอ้บ้งมันกำลังจะบ้าแล้ว เสือกรับอาสามาทำการ รัฐประหาร
ไม่เคยคิดว่าสักวันมันอาจจะต้องติดคุก ยังไงก็เอาตัวไอ้คน
สั่งมาลงโทษด้วยก็แล้วกัน คิดว่าเมื่อถึงตอนนั้น มันคงยัง
มีชีวิตอยู่หรอก เพราะได้ข่าวว่ามันยังไม่ไอสักแอะเลย ขอให้
โชคดีทั้งคู่เลย