สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ตอบคำถามใบตองแห้ง
อนุสนธิจากใบตองแห้งว่าด้วยเรื่องเชิงเทคนิค (อันมีคำถามเรื่องหลักความยุติธรรมและประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานประการสำคัญ) ในบทความ 'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: เรียน คุณสฤณี อาชวานันทกุล ที่นับถือ' กรณีของการยึดทรัพย์ทักษิณอันส่งผลให้กระทู้แสดงความเห็นร้อนฉ่า ล่าสุด สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เข้ามาตอบคำถามด้วย เพื่ออธิบาย 6 ประเด็นจากข้อซักถามของใบตองแห้ง
000
ตอบคำถามคุณใบตองแห้ง
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคุณใบตองแห้งที่ตั้งคำถามหลายข้อที่ผมเองถูกถามบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสอธิบายในวงกว้าง และต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่มีเวลาอ้างอิงข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพราะเขียนจากความจำ ถ้ามีอะไรตกหล่น ก็ขออภัยด้วยครับ ขอจัดกลุ่มคำถามเป็น 6 ข้อและตอบเป็นข้อๆ เลยนะครับ
1. การคิดผลประโยชน์ส่วนเกินกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม
คุณใบตองแห้งตั้งคำถามต่อวิธีการคิดผลประโยชน์ส่วนเกินของคุณสฤณีว่าเป็นอย่างไร เพราะมี 2 กรณี โดยกรณีแรกมีความเสียหายต่อรัฐเป็นศูนย์ อีกกรณีมีความเสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขัดกันเองหรือไม่?
ก่อนตอบขอบอกก่อนว่า ผมมีความเห็นมานานแล้วว่า การออก พรก. เพื่อเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่รัฐบาลทักษิณกล่าวอ้างในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า พรก. ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่ในทางกฎหมายเราก็ต้องยอมรับว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นที่ยุติและผูกพันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในแง่นี้ พรก. ภาษีสรรพสามิต โดยตัวมันเองจึงไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ในลักษณะที่จะไปไล่เบี้ยจากคุณทักษิณได้ เพราะมันชอบด้วยกฎหมาย
ปัญหาก็คือ การออกมติครม. ที่ตามมา (11 กุมภาพันธ์ 2546) เพื่อยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่ผู้รับสัมปทาน (โดยการอนุญาตให้เอาภาษีไปหักจากค่าสัมปทาน) น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการยกเว้นภาษีแก่ใครบางราย เนื่องจากการออกกฎหมายมาก็เพื่อมุ่งหมายบังคับใช้ทั่วไป ให้ทุกคนต้องเสียภาษีจริง ไม่ใช่ออกกฎหมายแล้ว ภายหลังไม่กี่วันครม. ก็รีบไปยกเว้นให้บางรายไม่ต้องเสียภาษีจริงในทางปฏิบัติ
ถ้า ครม. ทักษิณมีมติให้ทำในสิ่งที่ไม่มีอำนาจทำตามกฎหมาย ก็ต้องเรียกว่า มติครม.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อ พรก. ที่สั่งให้เก็บภาษีชอบด้วยกฎหมาย แต่ มติ ครม. ที่ไม่ให้เก็บภาษีจริง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายต่อรัฐก็คือ ภาระภาษีที่เอกชนได้รับการยกเว้น ไม่สามารถเก็บได้ตาม พรก. นั่นเอง ถ้าคิดอย่างนี้ คุณสฤณีก็คำนวณได้ตัวเลข 3 หมื่นล้านบาท ก็เข้าท่าอยู่นะครับ
อย่างไรก็ตาม หากคิดอีกทางหนึ่งว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ทั้งการออก พรก. และมติครม. ที่ตามมาทั้งหมดล้วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็แปลว่า เราต้องยกเลิกทั้งมติครมและ พรก.ด้วย ในกรณีนี้ผลประโยชน์ส่วนเกินที่ตกกับผู้รับสัมปทานที่เป็นเม็ดเงินโดยตรงจะมีค่าเป็นศูนย์ เพราะไม่ควรมี พรก. แต่ต้นอยู่แล้ว เหลือแต่ผลประโยชน์ทางอ้อมจากการกีดกันการแข่งขัน ซึ่งคำนวณได้ยากตามที่คุณสฤณีเขียนไว้
ผมจึงเห็นว่า คุณสฤณีนั้นรอบคอบดีแล้ว ที่คิดออกมา 2 กรณี แต่ถ้าจะยึดคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลผูกพัน ผมก็คิดว่าควรใช้กรณีที่เกิดผลเสียหายต่อรัฐ 3 หมื่นล้านบาท
2. ภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น?
คุณใบตองแห้งยกตัวเลขว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะภาษีสรรพสามิตมีผลในการเอาค่าสัมปทานบางส่วนเข้ารัฐโดยตรง แทนที่จะผ่านรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไปหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ก่อน (ดูดไอติม) ปัญหาก็คือ หากคุณทักษิณต้องการเพียงให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ก็มีวิธีที่ดีกว่านั้นที่สามารถทำได้ไม่ยาก นั่นก็คือ การสั่งให้รัฐวิสาหกิจโอนรายได้จากสัมปทานเป็นเงินเข้าคลังโดยตรงเลย โดยไม่ต้องเก็บมาในรูปภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นข้อเสนอของนักวิชาการ 384 คน เมื่อปี 2546 (หลายคนก็เป็นคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย และไม่เอาระบบอำมาตย์ในตอนนี้) และยังสอดคล้องกับข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2545 และแนวทางของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปัจจุบัน (ดูในบทเฉพาะกาลมาตรา 78 ของร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับใหม่)
การที่รัฐบาลทักษิณไม่เลือกวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาแบบนั้น ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น จะไม่ได้ประโยชน์จากการกีดกันการแข่งขันจากรายใหม่ เจตนาเรื่องนี้ชัดเจนมากเพราะวิทยานิพนธ์ วปอ. ของคุณบุญคลี และสมาคมโทรคมนาคมล้วนพูดตรงกันว่า “ข้อดี” ของภาษีสรรพสามิต (ในสายตาของผู้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือ) ก็คือ การทำให้เกิด “การแข่งขันที่เสมอภาค” (level playing field) ซึ่งฟังดูดี แต่จริงๆ แปลว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายเงินให้รัฐ ในระดับใกล้เคียงกับผู้รับสัมปทาน โดยไม่ได้บอกต่อว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่เคยได้รับสิทธิต่างๆ จากรัฐ เหมือนผู้รับสัมปทานอย่างเอไอเอสเคยได้เลย การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีหน้าที่จ่ายภาษี ทั้งที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่ใช่การสร้าง “การแข่งขันที่เสมอภาค” แต่เป็นการ “กีดกันการแข่งขัน”
ที่คุณใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งทรูและดีแทคไม่เคยโวยว่า พรก. ทำให้เอไอเอสได้เปรียบ ก็ไม่แปลกใจครับ เพราะทั้งสามรายต่างก็ได้เหมือนกัน คือได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนั่นเอง (ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป)
3. มีโอกาสจะเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ได้หรือไม่?
คุณใบตองแห้งถามว่า ผู้ประกอบการรายใหม่จะมาจากไหน เพราะมีข้อโต้แย้งว่า กทช. ไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ไม่ใช่หรือ?
ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีปัญหาว่า กทช. สามารถออกใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ เพราะกฤษฎีกาเคยตีความแล้วว่า กทช. สามารถดำเนินการได้โดยใช้อำนาจตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับปี 2543 แต่เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว จึงเกิดคำถามขึ้น เพราะมาตรา 305 (1) ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับใหม่ภายใน 180 วันหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา (ซึ่งครบไปแล้ว) ในประเด็นนี้ คุณเดชอุดม ไกรฤทธิ์ตีความว่า กทช. หมดอำนาจในการจัดสรรคลื่นไปแล้ว เพราะกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับปี 2543 สิ้นสภาพไปแล้ว และยังไม่มีกฎหมายใหม่ ในขณะที่ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บอกว่า กทช. ยังมีอำนาจในการจัดสรรคลื่นอยู่
สรุป ก็คือแม้ปัจจุบันจะมีประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจ กทช. ก็ตาม ในระหว่างปี 2546 ที่มีการออก พรก. ภาษีสรรพสามิต มาจนถึงกลางปี 2551 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลา 180 วันหลังรัฐบาลสมัครแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งมีระยะเวลากว่า 5 ปี กทช. สามารถออกใบอนุญาตโทรศัพท์มือได้อย่างแน่นอน โดยหลักการแล้ว จึงอาจมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นได้
ปัญหาก็คือ ทำไมไม่มีรายใหม่เกิดขึ้นจริง? จริงๆ ก็มีนะครับคือ บริษัทไทยโมบายล์ แต่รายนี้ก็อ่อนแอเกินไป ที่จะเบียดแทรกเข้ามาในตลาด และยังถูกบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันจากภาษีสรรพสามิตอีกด้วย เพราะตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ก็ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตไปประมาณ 1 พันล้านบาทแล้ว (เห็นไหมครับว่าภาษีสรรพสามิตกีดกันการแข่งขัน)
อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ ทำไมไม่มีรายใหม่ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้จริงๆ? คำตอบก็คือ หนึ่ง นักลงทุนต่างประเทศยังเจ็บตัวอยู่ เพราะเพิ่งพ้นยุคฟองสบู่ไอทีแตกในปี 2544 มาไม่นาน ทำให้ไม่มีเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศไทย และ สอง มีอุปสรรคจากการถูกกีดกันจากภาษีสรรพสามิตนั่นเองครับ
ถ้าย้อนไปดูข้อมูลอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทยดูก็จะพบว่า ในปี 2546 ที่มีการออก พรก. ภาษีสรรพสามิต มีคนใช้โทรศัพท์มือถือเพียงประมาณ 33 คนต่อประชากร 100 คน แต่กว่า จะมีการเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตจากโทรศัพท์มือถือในปี 2550 (สมัยรัฐบาลสุรยุทธ์) อัตราการใช้โทรศัพท์มือถือก็สูงถึงประมาณ 85 คนต่อประชากร 100 คน หรือตลาดจวนอิ่มตัวไปแล้ว และในปัจจุบันอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือก็สูงเกิน 100% ไปแล้ว (เพราะ 1 คนมี หลายเบอร์)
การมีภาษีสรรพสามิต จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการกีดกันไม่ให้รายใหม่เข้าตลาดในช่วงตลาดกำลังเติบโตสูง และจนถึงตอนนี้ตลาดก็อิ่มตัวจนไม่เหลือลูกค้าให้รายใหม่เข้ามาทำตลาดอีกแล้ว รายเดิมทั้งสามรายจึงน่าจะครองตลาดไปอีกนาน และได้ประโยชน์จากการไม่ต้องแข่งกันลดราคามากกว่าที่เป็นอยู่ (ถ้ากฎกติกาดี และกทช. ทำงานเข้มแข็ง โทรศัพท์มือถือยังลดราคาได้อีกนะครับ)
สาม อีกเหตุผลที่ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่ก็คือ การที่ในช่วงนั้น เรามีนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ผมเคยถามนักวิเคราะห์ต่างชาติที่มาคุยด้วยว่า เขาคิดว่า จะมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาทำโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยหรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่มีนักลงทุนต่างชาติที่ไหนจะโง่พอที่จะเข้ามาทำธุรกิจ แข่งกับนายกรัฐมนตรีของประเทศเจ้าบ้านหรอก” เพราะแม้จะมี กทช. ซึ่งออกใบอนุญาตให้ทำได้ แต่เมื่อจะปักเสา พาดสาย ขุดท่อ ฯลฯ เพื่อวางโครงข่าย ก็ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น เห็นหรือยังครับว่า ธุรกิจนี้เกี่ยวกับอำนาจรัฐขนาดไหน?
4. ค่าสัมปทาน พรีเพด กับค่าเชื่อมโยงโครงข่าย
มีข้อสงสัยว่า การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสเกิดขึ้นหลังจากที่ดีแทคและทรูมูฟไปขอลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายของบริการพรีเพดเมื่อปี 2544 ไม่ใช่หรือ และถ้าใช่ก็แปลว่า การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสสมเหตุสมผลใช่หรือไม่?
เป็นความจริงครับที่ การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสเกิดขึ้นหลังจากดีแทคและทรูมูฟได้ลดค่าเชื่อมต่อเครือข่าย แต่จะสมควรให้เอไอเอสลดค่าสัมปทานพรีเพดหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องแยกเรื่องสัมปทานกับเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายออกจากกัน เพราะสัญญาสัมปทานนั้นเป็นเงื่อนไขที่แต่ละรายได้มาจากผู้ให้สัมปทาน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามที่ทั้งสองฝ่ายสมัครใจไปตกลงกันมา โดยในปัจจุบันเหลือไม่กี่ประเทศแล้วที่ใช้ระบบสัมปทานแบบไทย ส่วนเรื่องเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นหลักสากล แม้ในต่างประเทศ ซึ่งใช้ระบบใบอนุญาต (ไม่ใช่ระบบสัมปทาน) ก็ยังต้องมีกฎการเชื่อมต่อโครงข่าย โดยมีหลักว่า การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายต้องคิดตามต้นทุน และไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ประกอบการแต่ละราย
ข้อเท็จจริงก็คือ ทีโอที ได้เลือกปฏิบัติให้ เอไอเอส ได้เปรียบคู่แข่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยไม่คิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างกัน แต่คิดค่าเชื่อมต่อจากดีแทคและทรูมูฟในอัตราที่สูง ซึ่งน่าจะขัดกับกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม (มาตรา 25) การที่ดีแทคและทรูมูฟไปขอลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะเป็นการขอความเท่าเทียมตามกฎหมาย และไม่ควรเป็นเหตุผลให้ เอไอเอสเอามาอ้างขอลดค่าสัมปทานพรีเพดไปด้วย เพราะเงื่อนไขตามสัมปทานนั้นเป็นความสมัครใจของเอไอเอสเอง
ในประเด็นผลต่ออัตราค่าบริการที่เก็บจากผู้บริโภคที่คุณใบตองแห้งยกมานั้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะเมื่อดีแทคและทรูมูฟได้เงื่อนไขการเชื่อมต่อโครงข่ายที่ดีขึ้น ก็จะสามารถลดราคาลงมาได้และบีบให้เอไอเอสต้องลดราคาลงมาแข่งโดยไม่ต้องมีการลดค่าสัมปทานพรีเพดเลย การลดสัมปทานพรีดเพดจึงเป็นการให้ “แต้มต่อ” แก่เจ้าตลาดที่ได้เปรียบอยู่แล้ว และผลประโยชน์ส่วนนี้ก็มากมาย เหมือนที่คุณสฤณีคำนวณไว้
5. การส่งเสริมการลงทุนไอพีสตาร์
คุณใบตองแห้งถามว่า ควรอธิบายอย่างไรว่า ทำไมดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่สมควรได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐ ส่วนหนึ่งคุณสฤณีก็ตอบแล้ว เรื่องประสิทธิภาพของไอพีสตาร์ที่เหนือกว่าดาวเทียมอื่น แต่ถ้าจะให้ผมอธิบายเพิ่มอีกก็คือ การส่งเสริมการลงทุนในโครงการนี้ไม่จำเป็น เพราะชินแซทมีหน้าที่ตามสัญญาสัมปทานอยู่แล้วในการต้องยิงดาวเทียม (ไม่ยิงดาวเทียมขึ้นก็ผิดสัญญา ถูกยกเลิกได้) ทำไมรัฐจะต้องให้เงินเป็นหมื่นล้านมา “ส่งเสริม” ให้ผู้รับสัมปทานต้องทำในสิ่งที่เขามีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว (เหตุผลอื่นๆ เขียนอยู่ในบทความของผมใน “รู้ทันทักษิณ” เล่ม 1 ครับ)
6. กรณีเงินกู้พม่า
คุณใบตองแห้งถามว่า ถ้าเอ็กซิมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่าจะยังซื้อของชินแซทอยู่หรือไม่ และถ้าจะซื้อของชินแซทหรือของสามารถ ประเทศชาติก็ไม่ได้เสียหายไม่ใช่หรือ?
ในเรื่องนี้ ถ้าศึกษาสัญญาเงินกู้ให้ดีจะพบว่า สามารถ ดีแทคหรือทรู รายไหนก็ไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันเสนองานต่อรัฐบาลพม่าหรอกนะครับ เพราะสัญญาเงินกู้เขียนว่า พม่าจะต้องซื้อ “บริการสื่อสารความเร็วสูงผ่านดาวเทียม” (broadband satellite) ซึ่งในประเทศไทยตอนนั้นมีเฉพาะชินแซทเท่านั้นที่ให้บริการ (อย่างนี้เรียกว่า ล็อกสเป็คหรือเปล่าครับ?) คำถามของผมก็คือ ทำไมรัฐจะต้องเอาเงินภาษีประชาชน (ในรูปของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ไปอุดหนุนเอกชนรายใดรายหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงครับ หรือเพียงเพราะว่าเอกชนรายนั้นเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี?
คุณใบตองแห้งคงได้ข้อมูลไปถกเถียงกับเพื่อนของคุณต่อนะครับ สวัสดีครับ
I Pad wrote:why care
why care wrote:Somkiat
I used to admire you as one of the brightest person in Thailand. However, in this matter, you screwed. Your analysis is dead wrong. Shame on you!To Mr. President of Tokyo Institute of Tech, if you read this, please take his PhD back. He's not deserved your institution's degree.
อื้อฮือ!
การแสดงควายเห็น เอ๊ย! ความเห็น ของคุณ ควายแวร์ เอ๊ย วายแคร์ อิอิอิ เป็นการแสดงความเห็นที่ใช้เดรัจฉานวิชาได้สุดค่วด ตะกวดอายไปเลยครับ
สมศักดิ์ศรีตะกวดประชาไท เหล่าเทวดาผู้มีคราบใครอันสูงส่งจากการสมสู่ระหว่าง แลน กับ เหี้ย
สุดยอดครับ นับถือครับ นับถือ
So surprised to see that yellow shirt people understand English! That's good. Now, get your head out of Sondhi's $ss and read this article http://www.prachatai.com/journal/2010/03/27925. If you dont get it, go back to Jamlong's $ss hole.
xa
ถ้าไม่มีพวกเอื้อธุรกิจผูกขาดแบบไอ้แม้ว
ป่านนี้ไทยมี 3 จีใช้
มีทีวีเป็นร้อยช่องประเทศพัฒนาไปถึงไหนๆ แล้ว
สาวกแม้ว ลืมตา เปิดกระโหลกซะบ้าง
ฟายยย
เรื่องนี้ไม่จริง ตอนนี้คุณไม่รู้หรอกว่าทำไม 3G ยังไม่ออกมาเสียที นายกทักษิณเคยพูดว่าให้ไปดู operator รายหนึ่งที่ไม่พร้อมที่จะทำ 3G เพราะว่ามีปัญหากับนายทุน จึงพยายามกั๊กอยู่ เรื่องนี้จริงสุดๆ เพราะถ้าคนอื่นมีแต่ตัวเองไม่มี นั้นหลุดโลกแน่ อีกอย่างขณะนี้เรื่อง 3G ไปรอลงพระปรมาภิไธยอยู่ ยังไม่ออกมา คงอีกนานเพราะมีข้อกังขาหลายเรื่อง เรื่องความโปร่งใสกรรมการ กทช และหลายเรื่องไม่พูดดีกว่า ถามว่ารัฐบาล ปชป เป็นมา 1 ปี แล้ว ไม่เห็นจะสนใจให้ออกมาเลย และถ้าบอกว่า ทีวี 100 ช่อง อย่าโทษอดีตนายกทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย ดูสิว่าขณะนี้การแข่งขันของสื่อตั้งแต่รัฐบาล ปชป เป็นมา 1 ปี มีแต่แย่ลง ตั้งแต่รัฐบาลสรยุทธ์ ITV ก็โดนลากให้เป็นของรัฐ ให้รัฐต้องเอาภาษีประชาชนมาจ่าย ส่วนช่อง NBT ก็เอาแต่พรรคพวกเข้ามาทำ จะดีหรือไม่ลองวัดจากจำนวนผู้บริโภคแล้วกันว่ามันมากขึ้นหรือลดลง มันถอยหลังเข้าคลองหมด ประเทศไทยคงไม่มีใครอยากมาลงทุนเรื่องสื่อแล้ว เพราะว่าถ้าไม่เข้าข้างรัฐก็ถูกเพ่งเล็ง ใครทำต้องเจ้งแน่ ฉะนั้น 100 ช่องอย่าหวัง ไอ้แค่ cable ทีวีที่เห็นต่างจากรัฐ ก็จะปิดให้ได้
เรื่องจริง
เรื่องจริง
ก็เป็นการตัดสินในสภาพที่ไม่ยุ
ก็เป็นการตัดสินในสภาพที่ไม่ยุติธรรม บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ข้ออ้างต่างๆ ฟังไม่ขึ้น
ถ้าไม่มีทักษิณมาแก้ไขพวกคุณคว
ถ้าไม่มีทักษิณมาแก้ไขพวกคุณควายทั้งหลายคงยังต้องใช้โทรศัพท์พื้นฐานโทรทางไกลไปภาคใต้นาทีละ18บาทและค่าโทรมือถือแพงหูฉี่ยิ่งกว่ากินหูฉลามเสียอีก จะไม่มีโอกาสได้ใช้โทรศัพท์ราคาถูกๆเช่นในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน
ทุกครั้งที่องค์ในหลวงตรัสแก่ค
ทุกครั้งที่องค์ในหลวงตรัสแก่คณะผู้พิพากษา คำที่ทรงให้เน้นย้ำคือ คำว่า ความยุติธรรม
สิ่งที่บุคคลที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการ นำเสนอข้อเขียนที่สรุปได้แทบจะในทันทีว่าเป็นตั้งตนเป็นปฏิปักษ์
แต่ละประเด็นให้ได้ชัดว่าคัดเอาแต่ด้านเดียวประเด็นเดียวมาอ้างว่าสร้างความเสียหาย แต่ไม่มีเลยที่จะเอาด้านบวกมาพิจาณา ไม่ได้เอาวัตถุประสงค์หรือมูลเหตุของการกระทำมาเป็นตัวตั้งแล้วพิจารณาเทียบเคียงกันว่าสุดท้ายแล้วหักลบกันแล้วมีด้านบวกแก่ชาติมากแค่ไหน เพราะท่าอ้างด้านลบว่าชาติเสียหาย บุคคลได้ประโยชน์
สิ่งที่ศาลได้พิจารณาไปก็แทบจะสะท้อนว่าพิจารณาเอาด้านลบเดียว
ถามว่ามันมีความยุติธรรมอยู่ในนั้น อยู่ในสายอาชีพของแต่ละท่านหรือไม่
คุณสมเกียรติ ถ้าเป็นนักวิชาการที่มีความยุติธรรมจริงจะกล้านำเอาด้านบวกมาประกรอบกันให้ประชาชนคนอ่านได้มีโอกาสพิจารณาตัดสินได้หรือไม่
หรือว่ากลัวว่าแท้จริงแล้วเกรงว่าจะเป็นการแสดงผ้าทั้งผืนที่มีจุดด่างจุดเล็กๆมุมหนึ่งของผ้า ซึ่งถ้าแสดงออกมาแล้วผ้ามันเลอะทั้งผืนก็จะได้กระจ่างชัดในความดีความเลว
มันน่าจะเป็นแนวทางของความยุติธรรมหรือไม่
อาจจะมีอคติจนไม่อาจมองเห็นอีกด้านด้วยตัวเอง ก็ลองเอาคอมเม็นต์ต่างๆกับไปคิด หรือไปถามเอาวัตถุประสงค์มูลเหตุต่างๆที่ผู้รับสัมประทาน ผู้ให้สัมปทาน หรือองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันเสนอเรื่องขึ้นไปให้ครม.ตัดสิน
ถ้ากลัวว่ามันจะเป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายขึ้นมา ก็แสดงว่าท่านมีเป้าประสงค์ที่นักวิชาการที่ดีไม่น่าจะทำกัน มีอคติ












คุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
คุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เขียนอธิบายมาเยอะ
ว่าด้วยข้อมูลวิชาการ -- ประเด็นที่ตั้งมา ล้วนแล้วแต่เป็นแนวนโยบาย อำนาจบริหารประเทศ ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- จะตรวจสอบเอาผิดอย่างไรว่ากันไป แต่ไม่ใช่ด้วยกลไกที่มาจากรัฐประหาร
- รับผิดชอบทางการเมืองมากแค่ไหน ต้องให้ประชาชนตัดสิน
ซึ่งน่าจะเป็นละประเด็นกับการยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านนะ เพราะทรัพย์สินไม่ได้เป็นของทักษิณมานานแล้ว ในทางกฎหมาย
แต่ทั้ง 2 ประเด็นถูกผูกโยงมาเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อกำจัดทักษิณ ด้วยการคิดง่ายๆว่า ยึดทรัพย์มันมา แล้วมันจะหยุดความเคลื่อนไหว เป็นกระบวนคิดของคณะรัฐประหาร ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร , สมุน + ลูกหาบคณะรัฐประหาร รวมทั้งปัญญาชน (ภาษาอ.สมศักดิ์เรียกว่าปัญญาชนบัดซบ)
หลักกฎหมาย จึงมีปัญหา เดินไปไม่ได้
หากยังดื้อดึงต่อไป เท่ากับทำลายหลักนิติธรรม ...
ให้กำลังใจ อ.สมเกียรติ
ให้กำลังใจ อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ให้กำลังใจรัฐบาล....
และขอให้คนไทยมีสติ...พินิจพิจารณา...ขอให้ประเทศชาติผ่านความเลวร้ายที่แสนจะวุ่นวายนี้ไปได้ด้วยดีเถิด
================================================
ลืมให้กำลังองคณะผู้พิพากษาทุก
ลืมให้กำลังองคณะผู้พิพากษาทุกท่าน...ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองทุกท่าน และ ครอบครัวด้วย...
ปัญญาชนบัดซบไทยเขาไม่ได้วิตกก
ปัญญาชนบัดซบไทยเขาไม่ได้วิตกกังวลหรือกลัวเรื่องการโกงกินคอรัปชั่นอย่างจริงใจในรัฐบาลหรอกครับ
ดูอย่างยุครัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายทักษิณหรือแม้แต่เรื่องโกงกินคอรัปชั่นของเหล่าบรรดานายทหารทั้งหลาย เห็นกันตำตาโจ่งแจ้งชัดเจนชนิดที่ไม่ต้องมาถกเถียงอะไรกันเลย ก็ไม่เห็นเหล่าปัญญาชนบัดซบไทยทั้งหลายเขาจะแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์(วาณิช)อะไรออกมาเลย
ตอน คมช.ครองเมืองพวกมันโกงกินเงินงบประมาณไปกี่พันล้านกี่หมื่นล้าน พวกปัญญาชนบัดซบทั้งหลายทำไมเงียบเป็นเป่าสากอมขี้อะไรกันอยู่ครับ หรือว่าวงศ์วานว่านเครือพวกนักวิชาการบัดซบ หรือปัญญาชนบัดซบทั้งหลายเขาได้รับส่วนแบ่งค่าปิดปากไปด้วยก็เลยกลายเป็นใบ้กันไปหมด
เกลียดมากไอ้พวกปัญญาชนบัดซบ เจอมาบรรยายแถวบ้านผมจะปลอมตัวเข้าฟังแล้วจะเอาขี้ปาหน้าให้เลย (ถ้าเอาขี้ปาไม่ได้ก็อาจจะเอารองเท้าปาหัวแทน)
รัฐบาลชุดนี้
รัฐบาลชุดนี้ มีนโยบายเช็คช่วยชาติแต่ให้ ธนาคารกรุงเทพฯพิมพ์เช็ค ทั้งที่มี ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสินถือเป็นการดำเนินนโยบายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ ตัวเองและพวกพ้อง
ดำเนินนโยบายไทยเข็มแข้ง ชุมชนเข็มแข็ง สมาชิก คนใกล้ชิด พรรคประชาธิปัตย์ ญาติพี่น้อง พรรคภูมิใจไทย ประมูลได้งานก่อสร้าง
GT 200 ผู้นำเข้ามาขาย ก็เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิป้ตย์
ตรรกะ เดียวกันคงต้องยึดทรัพย์ทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ถ้ายังมาตอบขอข้อมูลเพิ่มเิติม
ถ้ายังมาตอบขอข้อมูลเพิ่มเิติม และความเ็ห็น หน่อยครับ
1. ประเด็น การใช้วิธี จ่ายค่ายกเลิกสัญญาสัมปทาน แทน จะมีรายละเอียด ในลักษณะไหนอย่างไร สำหรับ แต่ละผู้รับสัมปทาน
ตัวเลข และ ระยะเวลา เงื่อนไขต่าง ๆ
"ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่เคยได้รับสิทธิต่างๆ จากรัฐ เหมือนผู้รับสัมปทานอย่างเอไอเอสเคยได้เลย การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีหน้าที่จ่ายภาษี ทั้งที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่ใช่การสร้าง “การแข่งขันที่เสมอภาค” แต่เป็นการ “กีดกันการแข่งขัน”
2. ประเด็น สิทธิประโยชน์อื่น ที่ รายเดิมเคยได้รับ หาก รายใหม่เข้ามาจะไม่ได้รับ มีแบบไหนบ้าง ขอข้อมูลครับ
3. การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่
3.1. ตัวเลขอิ่มตัวของผุ้ใช้้ กับความคุ้มค่าทางการลงทุน ที่ยกมา หาก แบ่งตาม จำนวน เบอร์ผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น และรายได้ต่อเบอร์
เทียบกับการลงทุน อยากทราบว่าความคุ้มค่าของการลงทุนมีมากแค่ไหน พอมีวิจัยหรือตัวเลข ที่สะท้อนแนวคิดขณะนั้นหรือไม่
( ถ้าเรามองจากปัจจุบันกลับไปเราจะทึกทักเอาว่า เราสามารถทำนายตลาดล่วงหน้าได้ถูกต้องหมด เพราะเท่าที่จำได้ นักวิเคราะห์ขณะนั้นให้ค่าอิ่มตัวของเรา เพียง 45% คือเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว ) ตัวเลขปัจจุบันน่าจะรวมเลขหมายที่ active น้อย และการวนใช้ ซึ่งจะไปมากสำหรับ เบอร์ prepaid สำหรับการลงทุน มีเบอร์มาก แต่รายได้ต่อเบอร์้น้อย มีต้นทุนสูงกว่า ตลาดแข่งกันสูงกว่า สวิชซ์ง่ายกว่า (แต่ใหญ่กว่า) (ถ้าเราดูมูลค่า่ส่วนแบ่งกำไร กับจำนวนปี และต้นทุนที่ต้องลงทุนและวิ่งเต้น สารพัดสารเพ น่าจะมีความเสี่ยงสูงหรือเปล่าครับ)
3.2 ความเป็นไปได้อื่น ๆ เ่ช่น สัญญาเดิม กับคลื่นความถี่ที่จัดสรรไปแล้ว ไม่ทราบว่าถ้าหน้าใหม่เข้ามา จะีมีช่วงสัญญาณให้ใช้หรือไม่
แทรก
"ปัญหาก็คือ ทำไมไม่มีรายใหม่เกิดขึ้นจริง? จริงๆ ก็มีนะครับคือ บริษัทไทยโมบายล์ แต่รายนี้ก็อ่อนแอเกินไป ที่จะเบียดแทรกเข้ามาในตลาด และยังถูกบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันจากภาษีสรรพสามิตอีกด้วย เพราะตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ก็ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตไปประมาณ 1 พันล้านบาทแล้ว (เห็นไหมครับว่าภาษีสรรพสามิตกีดกันการแข่งขัน)"
ความเห็นส่วนตัวคือ ต่อให้ไม่มีภาษี มันก็ต้องเจ๊งแน่ ๆ
3.3 เท่าที่จำได้ ออเร้นจ์ ที่เข้าร่วมกับทรู ซึ่งเป็นนักลงทุนต่างประเทศ ยังไม่อยากทำต่อ เพราะรู้สึกว่าเงินจมและไม่คุ้ม แม้แต่การเข้า
ร่วมกับรายเดิม ที่มีโครงข่ายโทรคมเดิมรองรับ มีพลังการเืมือง และมีแต้มต่อ หลายอย่าง รวมทั้งแต้มต่อดังที่กล่าวมา แต่เข้ามาทีหลัง ก็ยังพยายามหนีไป ที่ตลาดอื่น (สุดท้า้ยโดน..X)ส่วนทรู นั้นเน้นที่การขยายและร่วม สร้างอาณาจักรซีพี
3.4 การแข่งขัน ที่มองเรื่องราคา เป็นแง่มุมเดียวเท่านั้น แต่ละฝ่ายก็มีแต้มต่อต่างกัน ตลาดก็ยังแบ่งเป็น prepaid, postpaid ความถี่ก็จัดสรรไว้ต่างกัน ตัวเลข % ที่คนนึงได้มากกว่า แต่ อีกเจ้า ก็ได้ ทรัพยากรความถี่กว้างกว่า มันไปบังเอิญว่า โมเดล prepaid ซึ่งเกิดทีหลัง มันเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ามาก มันไป แจคพอทที่ ais คนที่จ่ายต้นทุนต่อเบอร์ก็เสียเปรียบคนที่จ่ายต้นทุนส่วนแบ่ง
ผมคิดว่า มันน่าจะมองการแ่ข่งขัน ให้มากกว่าแค่ราคา เพราะมันมีความแตกต่างในเชิงรายละเอียด
ถ้าเรามีโมเดลการแข่งขันและภาพรวมทั้งระบบ แทนที่จะเป็นโมเดลการโกงของทักษิณ อย่างไรเท่าไหร่
หากเราดูทั้งระบบและที่มาที่ไป รวมทั้งสถานการณ์ต่าง ๆ ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป มันน่าดีกว่าหรือไม่
คำว่าโมเดลการโกงของทักษิณ มันแปลว่า เราตั้งสมมุติฐานและพยายามจำกัดเขตในการทำโมเดลนั้น โดยพยายามตัดตัวแปรทิ้ง
เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการอธิบาย หรือเปล่าครับ
4. เรื่อง ไอพีสตาร์ อยากทราบว่าก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้น มีดาวเทียมในลักษณะเดียวกัน ดวงไหน ได้หรือไม่ได้ เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนบ้างครับ และด้วยเหตุผลอะไร (เหตุผลว่าเป็นดาวเที่ยมที่ดีและแข่งขันได้อยู่แล้ว มีในดวงไหนบ้าง หรือมีดวงไหน ที่บอกว่าต้องแข่งขันสุง เลยต้องลดให้มีดวงไหนบ้างของใคร)
5. กรณีเงินกู้พม่า
ในแง่ความทับซ้อนผลประโยชน์
สัญญาลักษณะนี้ ผู้กู้ก็มีส่วนร่วมในการกำหนดว่าเขาจะเอาอะไร ผู้ให้กู้จะไปเีขียนฝ่ายเดียวว่า จะให้กู้ถ้าซื้อ X ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
คนกู้เป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาเงินไปใช้ทำอะไร
เอาจากที่ทักษิณบอกนะครับ พม่าใช้ของชินแซต มาแต่เดิมอยู่แล้ว เคยเปลี่ยนจาก เอเชียแชทไปชินแซท เป็นลูกค้าเก่า หากจะใช้ต่อ
ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
ในแง่ความเหมาะสมของนโยบาบและความเสี่ยงของเงินกู้
แล้วในกรณีต่างประเทศ ที่สามารถมีโนบายการให้เงินกู้พิเศษ เพื่อหวังผลความสัมพันธ์ มาตรฐานเดียวกันในต่างประเทศ มีการใช้บังคับกฎหมายอย่างไรบ้างครับ
จีนในแอฟริกา อิรัค พม่า
อเมริกาในแอฟริกา อเมริกาใต้ อเมริกากลาง (ในหลาย ๆ ยุค)
ญ๊่ปุ่น ในไทย ในแอฟริกา
ส่วนผลของความสัมพันธ์ ดังที่ทักษิรได้อ้าง คือ การที่พม่าช่วยปราบยาเสพติด และการที่ เราได้สัมปทานทรัพยากรแกช
(ไม่ได้มาจากเรื่องดาวเทียมเรื่องเดียวแต่เป็นผลของแนวนโยบาย)
ถ้าไม่มีพวกเอื้อธุรกิจผูกขาดแ
ถ้าไม่มีพวกเอื้อธุรกิจผูกขาดแบบไอ้แม้ว
ป่านนี้ไทยมี 3 จีใช้
มีทีวีเป็นร้อยช่อง
ประเทศพัฒนาไปถึงไหนๆ แล้ว
สาวกแม้ว ลืมตา เปิดกระโหลกซะบ้าง
ฟายยย
คุุณครับ แม้วมันลงไปนานแล้ว
คุุณครับ แม้วมันลงไปนานแล้ว มันก็ยังไม่เกิด ทำไมด่าแต่แม้วล่ะ
อำนาจรัฐประหาร เบ็ดเสร็จ ก็ไม่เห็นแก้ได้
มันไม่ใช่เรื่องของแม้วพวกเดียวหรอกคุณ ไปลองดูดีดี
ทุกเจ้าต้องมีพลังการเมืองหนุนทั้งนั้น
ดร.สมเกียรติ
ดร.สมเกียรติ พูดในนิตยสารฟ้าเดียวกันปี2547ว่า
หน้า93..."นโยบายอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่มได้ทั้งคะแนนเสียงและความมั่งคั่งในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ใช่ความมั่งคั่งของพวกเรานะครับ แต่หมายถึงความมั่งคั่งของตระกูลเขา ... ตัวอย่างนโยบายกลุ่มนี้เช่น กองทุนหมู่บ้าน ...ผลประโยชน์สุดท้ายไม่ว่าจะนึกถึงอย่างเป็นระบบหรือไม่ได้นึกถึงก็ตาม เงินที่อัดฉีดลงไปก็กลับมาซื้อโทรศัพท์มือถือ กลับมาซื้ออะไรต่างๆอย่างที่พวกเรารู้กัน"
ทีนี้มาดูข่าวปี 2552
มติชนรายวัน 8/10/52 - ชี้"มือถือ"ช่วยเศรษฐกิจเติบโต ธุรกิจ"เอสเอ็มอี"รับอานิสงส์
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ecb03081052§ionid=0141&day=2009-10-08
เอเอฟพีรายงานว่า ในงานแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมโลก จัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) หน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายฟิลิป ดงชิเยร์ หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสารของธนาคารโลก ได้เปิดเผยผลการวิจัยระบุว่า การเติบโตของโทรศัพท์มือถือทุก 10% จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต 0.6% ขณะที่การเติบโตอัตราเดียวกันของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 1.3%
"เป็นเพราะโทรศัพท์มือถือและการส่งข้อความผ่านมือถือ ทำให้ชาวประมง เกษตรกร คนงานแกะสลัก สามารถขายสินค้าหรือแม้กระทั่งหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเทคโนโลยีมือถือจึงมีผลโดยตรงต่อรายได้ชาวประมง" นายดงชิเยร์กล่าว
นายคาเล็ด อิสมาอิล จากกลุ่มโทรคมนาคม ออราสคอม แห่งอียิปต์ กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือทำให้การก่อตั้งธุรกิจขนาดเล็กของประเทศกำลังพัฒนาทำได้ง่ายขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องเปิดร้านที่ใช้เงินทุนสูง เพียงมีโทรศัพท์มือถือก็ทำธุรกิจได้แล้ว
------------------------------------------------------------
???????????????????????????????????????????
ถามเพิ่ม อันนี้มุมกลับ
ถามเพิ่ม อันนี้มุมกลับ
ถ้าแม้วจะไม่โดน คุณ สมเกียรติ ตำหนิเอาได้ ต้องทำอะไรบ้าง ในขณะนั้น 1,2,3,4
ผมอยากเห็นว่า มันจะเป็นไปได้แค่ไหน ในแง่ของการปฎิบัติ
พอดีไม่ใช่ ดอกเตอ
พอดีไม่ใช่ ดอกเตอ และนักวิชาเกิน เลยมีข้อมูล น้อยไป หน่อย แต่ก็มีข้อส่สัย แบบ คนแก่ อยากรู้อยากเห็น
โดยผมขอแสดงความเห็นบ้าง
1. การคิดผลประโยชน์ส่วนเกินกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม
1.1. ถ้าค่าสัมปทานจ่ายให้กับรัฐวิสาหกิจ แสดงว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นของรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถนำผลประโยชน์ส่วนนี้มาใช้จ่ายตามที่เห็นสมควร แล้วจึงนำส่วนที่เหลือนำส่งเข้าเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน
1.2 ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม เป็นรายได้โดยตรงให้กับรัฐบาล โดยมิได้นำมาใช้จ่ายอะไร ก่อนเป็นเงินที่เข้าไปเป็นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง
คำถามคือ อะไรที่จะทำให้รัฐบาลได้ผลประโยชน์มากกว่ากัน ?
2. ภาษีสรรพสามิตกีดกันการแข่งขัน แล้วการขอสัมปทานที่ต้องใช้ทั้งกำลังภายนอก กำลังภายในกับผู้มีอำนาจ และยังต้องเสียค่าสัมปทานไม่กีดกันการแข่งขันยื่งกว่าหรือ ?
3. ทีโอที ได้เลือกปฏิบัติให้ เอไอเอส ได้เปรียบคู่แข่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งน่าจะขัดกับกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม (มาตรา 25) แล้วทำไม่ฟ้อง ทีโอที ?
หนังสือรู้ทันทักษิณ 1
หนังสือรู้ทันทักษิณ 1 มันออกมาตั้งแต่ปีมะโว้
ใบตองแห้งยังงมโข่ง พ่นความเห็นสตึๆ ออกมาอีก
อ่านน้อย พูดมาก พล่ามเลื่อนเปื้อน
มิน่าโดนถีบจาก นสพ. ต้องมาเขียนบล็อกไปวันๆ
ถ้า CAT มือเงินลงทุน CDMA
ถ้า CAT มือเงินลงทุน CDMA มันคงไม่เจ๊งหรอก
อันนั้นคือ สมมุติฐานของคุณ
อันนั้นคือ สมมุติฐานของคุณ คุณทำงาน CAT หรือเปล่าครับ ขอข้อมูลเพิ่มเติมประกอบ สมมุติฐาน
เงินลงทุนเพิ่มเนี่ย เงินภาษีหรือเงินของใคร ถ้าผมมีอำนาจตัดสินใจผมไม่ลงแน่ ๆ ต้องรื้อหนัก ๆ ก่อนเอาคนออกปรับสหภาพ
โละพวกไร้ประสิทธิภาพทิ้งปรับโครงสร้างผมถึงกล้า
เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้ ไ่ม่ว่า tot หรือ cat จะทำอะไร เน่าทั้งนั้น
แพง หลุดบ่อย บริการแย่ ขอยากกว่าชาวบ้าน นี่เอาในแง่ ผู้ใช้บริการ
'นันทน อินทนนท์'
'นันทน อินทนนท์' เขียนวิจารณ์งานวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ว่า
...ไม่มีมาตรฐานเพียงพอที่จะถือเป็นรายงานการวิจัยในระดับจะมาใช้อ้างอิงได้
...รายงานการวิจัยฉบับนี้วิเคราะห์ไว้ว่า "บทบัญญัติด้านทรัพย์สินทางปัญญาใน JTEPA ไม่ได้มีเนื้อหาที่มีความอ่อนไหวมากนัก เนื่องจากเป็นพันธกรณีที่ไทยมีอยู่แล้วตามความตกลงทริปส์"
ผู้เขียนไม่เห็นด้วยทั้ง "เหตุ" และ "ผล" ของรายงานการวิจัยดังกล่าว การตั้งสมมติฐานของการวิจัยว่า ความตกลง JTEPA สอดคล้องกับความตกลงทริปส์หรือไม่ เป็นการตั้งสมมติฐานที่บกพร่องในเชิงวิชาการ ทั้งนี้เนื่องจากความตกลงทริปส์เป็นเพียงการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น การให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทรงสิทธิที่เข้มงวดกว่าที่ความตกลงทริปส์กำหนดไว้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าขัดกับความตกลงทริปส์ ดังนั้นต่อให้ทำการวิจัยไปอย่างไร ความตกลง JTEPA ก็ย่อมสอดคล้องกับความตกลงทริปส์อยู่วันยังค่ำ
...ผู้เขียนเห็นว่า รายงานการวิจัยของ TDRI มีหน้าที่ต้องชี้ให้เห็นว่าความตกลง JTEPA ต่างกับความตกลงระหว่างประเทศอื่นอย่างไร และการกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ ประเทศไทยมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำในร่างความตกลง ตลอดจนถึงการออกกฎหมายภายในต่อไปในประเด็นใดบ้าง งานวิจัยจึงไม่อาจทำได้เพียงโดยการนำความตกลงระหว่างประเทศ ๒ ฉบับมาวางเปรียบเทียบกันเท่านั้น แต่ต้องศึกษาบริบท (context) ของบทบัญญัตินั้นๆ ว่ามีที่มาอย่างไรและก่อให้เกิดผลกระทบ (implications) อย่างไรด้วย การวิจัยในลักษณะ "ขี่ม้าเลียบค่าย" จึงไม่อาจเป็นงานวิจัยระดับมาตรฐานที่สมควรนำมาอ้างอิงได้
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999699.html
แล้ว'นันทน
แล้ว'นันทน อินทนนท์'นี่เป็นใคร อ๋อนี่จ่ะ
ประวัติการศึ กษา
-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคําแหง
-เนติบัณฑิตไทย สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิ ตยสภา
-นิ ติศาสตรมหาบัณฑิ ต มหาวิทยาลัยรามคําแหง
-Master of Laws in Human Rights (University of Hong Kong) (Asia Foundation Scholarship)
-Master of Laws with Distinction (University of Leicester) (British Chevening Scholarship)
-Master of Law and Information Technology (University of Stockholm)
-Certificate in Private International Law (The Hague Academy of International Law,the Netherlands)
-Certificate in Human Rights Law (School of Human Rights Research, the Netherlands) (School of Human Rights Research Scholarship)
-Certificate in Intellectual Property Laws (a Program co-organized by Japan International Cooperation Agency and Japan Patent Office, Japan)
-Certificate in Intellectual Property for Lawyer (a Program co-organized by Asia-Pacific Industrial Property Center and the Association for Overseas Technical Scholarship, Japan)
-Certificate in Arbitration and Alternative Dispute Resolution, The United Nations Institute for Training and Research
-Certificate in General Course on Intellectual Property, WIPO Worldwide Academy
-Certificate in International Environmental Law, The United Nations Institute for Training and Research
ประสบการณ์ในการทํางาน
-ทนายความ (พ.ศ 2534-2539)
-ผู้ช่วยผู้พิพากษา (พ.ศ 2539-2540)
-ผู้พิพากษาประจํากระทรวง (พ.ศ. 2540-2544)
-ผู้พิพากษาประจําสํานักงานศาลยุติธรรม (พ.ศ. 2544-2546)
-ผู้พิพากษาศาลชั ้นต้นประจํากองผู ้ช่ วยผู ้พิพากษาศาลฎีกา (พ.ศ. 2546-2549)
-ผู้พิพากษาศาลทรั พย์สิ นทางปั ญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (พ.ศ. 2549-ปัจจุ บัน)
ผลงานทางวิชาการ
-นันทน อินทนนท์ (บรรณาธิการ) "ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคโลกาภิวัตน์ เล่ม 1 และ เล่ม 2", สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, พ.ศ. 2547.
-จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และคณะ "สิทธิมนุ ษยชนกับเทคโนโลยีชีวภาพ" ในชุดโครงการสิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์สากล ทุนสนับสนุนโดยสํานักงานกองทุนสนับสนุ นการวิ จัย (สกว.) พ.ศ. 2544.
-จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และคณะ "ผลกระทบของข้อตกลงพหุภาคีขององค์การการค้าโลกต่อฐานทรัพยากรของประเทศไทย" ทุนสนับสนุนโดยสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)พ.ศ. 2546-2548.
-จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และคณะ "การผสมเทียมโดยให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน" ได้รับทุนสนับสนุนโดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2547-2548.
-นันทน อินทนนท์, "ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับหลักการสิ้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา",วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2540.
-นันทน อินทนนท์, ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการตายโดยสงบ, วารสารบทบัณฑิ ตย์ เล่ ม 57 ตอน 4, 2544.
-นันทน อินทนนท์ และจักรกฤษณ์ ควรพจน์ ?การโคลนมนุษย์ : ปัญหาจริ ยธรรมและ กฎหมาย, วารสารบทบัณฑิตย์ เล่ม 57 ตอน 1, 2544.
-นันทน อินทนนท์ "ความตกลงระหว่ างประเทศว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและผลกระทบต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น", รายงานวิจัยเสนอต่อโครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร, สํานักงานคณะกรรมการสิทธิ มนุ ษยชนแห่ งชาติ, 2546.
-นันทน อิ นทนนท์ "ประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาในความตกลงการค้าเสรี: บทวิเคราะห์ผลกระทบบางประการต่อประเทศไทย", รายงานการวิจัยเสนอต่อสภาวิจัยแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม ในการประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติ ครั ้งที่ 4, 15-16 กันยายน 2547, ศูนย์ประชุ มสหประชาชาติ.
-นันทน อินทนนท์ "การคุ้มครองลิขสิทธิ ์ ในยุคเทคโนโลยี สารสนเทศ" วารสารศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, พ.ศ. 2548.
-นันทน อินทนนท์ จรัญ ภักดีธนากุล และคณะ "การพัฒนาระบบกฎหมายพาณิชย์"รายงานการวิจัยเสนอต่อสภาวิจัยแห่ งชาติและกระทรวงยุติธรรม ในการประชุ มนิ ติศาสตร์แห่ งชาติ ,18-19 กรกฎาคม 2548, ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ.
-หน่วยการสอนที่ ๑ "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา" ชุดวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
-หน่ วยการสอนที่ ๑๕ "กฎหมายการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ " ชุ ดวิชากฎหมายและจริยธรรมสื่อสารมวลชน, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
-นันทน อินทนนท์, กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาไทยกับกระแสโลกาภิวัตน์ , รายงานประจําปี ๒๕๔๘, กรมทรัพย์สิ นทางปัญญา กระทรวงพาณิ ชย์.
-นันทน อินทนนท์, การคุ้มครองลิขสิทธิ ์ ในยุคดิจิทัลกับปัญหาการเข้าถึงความรู ้ ,วารสารรพี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, ๒๕๔๙.
-นันทน อินทนนท์, มาตรการทางเทคโนโลยีกับการคุ้ มครองประโยชน์ สาธารณะ:ทางเลือกที่เหมาะสมสํ าหรับประเทศไทย, เอกสารประกอบการบรรยายในโอกาสครบรอง ๙ ปี ศาลทรั พย์สิ นทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, ธันวาคม ๒๕๔๙.
-นันทน อินทนนท์ (ที่ปรึกษา) และคณะ "บทวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์ ฯ : ความสอดคล้องกับและความเหมาะสมในการใช้ เป็ นกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้ วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ, รายงานการวิจัยเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทําข้อเสนอการแยกคดีพาณิชย์ออกจากคดีแพ่ง, มกราคม ๒๕๕๐.
-นันทน อินทนนท์ "แนวทางที่เหมาะสมสําหรับประเทศไทยในการตรากฎหมายเพื่ออนุวัติการอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้ วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่ างประเทศ" วารสารศาลทรั พย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, พ.ศ. 2550.
-Nandana Indananda, "Legal Options for the Protection of Technological Measures in Thailand", The Intellectual Property and International Trade Law Forum: Special Issue 2007.
-Nandana Indananda, "Legal Management of Information Technology Outsourcing
Contracts", The Intellectual Property and International Trade Law Forum: Special Issue 2007.
งานบริการวิชาการ
-อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง
-อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-อาจารย์พิเศษระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
-อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษาและระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
-อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
-อาจารย์พิเศษในระดับปริญญาตรี สาขาวิชานิ ติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิ ราช
-อาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการสอบวิทยานิพนธ์สถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน
เวลาบอกว่าตัวเองเป็น'นักวิชาก
เวลาบอกว่าตัวเองเป็น'นักวิชาการ' ละอายใจบ้างนะว่า 'นั ก วิ ช า ก า ร ส า ย ต ร ง' เค้าเรียนสายนั้นหลายปีแล้วทำงานสายนั้นหลายปีเขียนตำราสอนหนังสือ
ดร.สมเกียรติ จบสาขาคอมพิวเตอร์ ทำตัวเป็น'นั ก วิ ช า ก า ร ค ร อ บ จั ก ร ว า ล' รู้มั้ยว่า เป็นได้แค่ 'แอบอ้างสวมเสื้อคลุมนักวิขาการ' เท่านั้นแหละ
คำถามนี้ น่าสนใจทีเดียว
คำถามนี้ น่าสนใจทีเดียว อยากรู้เหมือนกัน
สะใจบนเหตุผลที่น่าเชื่อฟัง
สะใจบนเหตุผลที่น่าเชื่อฟัง คื่อ เชื่อได้ว่า ก็ตัดสินแม่งผิดเลย เหมือนสานประเทศตอแหลแลนนี่เอง
บทบาทสุดท้ายของไอ้คนเป็นตุลาการสานรัฐธรรมนูญก็คือ เป็นตำแหน่งเดียวกับบิ๊กเสือนะ เขาเรียกว่าอะไรน้า
องค.....อะไรซักอย่า ฐานทำดีตามที่กรู ( ใครหว่า ) แนะนำใช้ระบบฟามยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ถุย..หมดสัทธาจริงๆ
รูปที่บ้านทำพิธีลงถังขยะหมดแล้ว แล้วอย่ามาใช้สื่อบังคับให้กูนับถือ
ขอไว้อาลัยกับประเทศตอแหลแลนด์
ไทยโมบายมันเกิดมาจากไอ้นักการ
ไทยโมบายมันเกิดมาจากไอ้นักการเมืองสุราดดดดดดหน้าโง่ที่ให้ cat กะ tot ทำร่วมกัน กะว่าจะถล่ม ais ให้ล่วง
แล้งไงเดี้ยงไม่เป็นท่า แถมตองจ่าหนีค่า billing กับบริษัท สามารถอีก ก็เพราะได้ไอ้นักการเมื่องหน้าโง่ตัวดำ ถ่อยๆ ที่เป็นรองนายกอยู่ปัจจุบันนี่ไง ถลุงภาษีชาวบ้านไม่ละอายใจ เพราะมันไม่ใช่เงินโคตรพ่อโฆครแม่มัน
โหท่านแสดงภูมิปัญญาได้ชัดเจนเ
โหท่านแสดงภูมิปัญญาได้ชัดเจนเลยว่า แสดงว่าองค์ความรู้ไม่มีเอาเสียเลย
สงสัยโดนศาสดาโกเต็กลิ้มเอาผ้าอนามัยใช้แล้วตมน้ำให้กิน..เลยไงดักดาน
ไม่ใช่โง่ธรรมดานะ แต่โง้โง่ ( ฮา).
ดร.คอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์
ดร.คอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ มาทำงานวิจัยนิเทศศาสตร์(สื่อสาธารณะ) กฎหมายอาญา กฎหมายสิทธิบัตร ฯลฯ ถามว่ารู้จักจรรยาวิชาชีพของนักวิจัยไหม ??????????
นักวิจัยควรมีความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัย
นักวิจัยจะต้องตระหนักถึงว่าตนเองมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่จะทำงานวิจัยนั้นมากน้อยเพียงใด เพราะเนื่องจากกระบวนการทำวิจัยและขั้นตอนต่างๆ ในการทำวิจัย อ า จ ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ผ ล เ สี ย ห า ย ต า ม ม า ภ า ย ห ลั ง ไ ด้ ห า ก ทำ ก า ร วิ จั ย ห รือ ร า ย ง า น ผ ล ก า ร วิ จั ย ผิ ด พ ล า ด ทั้ ง นี้ เ พื่ อ ใ ห้ ก า ร ทำ ง าน วิ จั ย เ ป็ น ไ ปอ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ นั ก วิ จั ย ค ว ร มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ทำ ง า น วิ จั ย นั้ น ๆ อ ย่ า ง แ ท้ จริ ง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=treeoflife&month=07-2008&date=23&group=4&gblog=2
อ่านหนังสือศาสตร์อื่นกองหนึ่ง ก็ทำวิจัยศาสตร์นั้นได้แล้ว ?????????????????????
เรียนเก่งสอบได้ที่ 1
เรียนเก่งสอบได้ที่ 1 ของประเทศงั้นเหรอ ฉลาดที่สุดงั้นเหรอ
รู้จัก SQ ไหม ?
Spiritual Intelligence
เมื่อก่อนมี IQ แล้วมี EQ ตอนนี้มี SQ
"Danah Zohar และ Ian Marshall คือผู้ที่นำทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์มาผนวกเข้ากับการทำความเข้าใจจิตสำนึกมนุษย์ ระบบสังคมและองค์กร อีกทั้งยังได้รับการกล่าวขวัญว่าจะเป็นหนึ่งในกูรูคนสำคัญด้านการบริหารจัดการในยุคต่อไปอีกด้วย
ทั้งสองกล่าวว่า SQ เกี่ยวข้องกับความหมายและคุณค่าของชีวิต เป็นแง่มุมของการใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าและความหมายตามวิถีทางแต่ละคน เพราะแต่ละคนจะเกิดมาพร้อมลักษณะพื้นฐานทางจิตที่ไม่เหมือนกันนั่นคือ เราไม่ได้เกิดมาพื่อจะกระทำหรือบรรลุในสิ่งเดียวกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงมีแรงขับทางจิตวิญญาณ (spiritual impulse) จากภายในคนละแบบ ทำให้เส้นทางชีวิตที่มี “คุณค่าและความหมาย” ของแต่ละคนแตกต่างกันไป และความฉลาดทางจิตวิญญาณจะเป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะบ่งชี้ว่ามนุษย์คนนั้นจะใช้ IQ และ EQ ได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพเพียงใด สุดท้ายทั้งสองสรุปว่านี่คือความฉลาดขั้นสุดยอด "
http://www.ohmygodbooks.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=206745&Ntype=3
อย่าอวดโอ่ IQ ของตัวเองเพื่อให้อื่นเชื่อตามที่ตัวเองคิด IQ ตกยุคไปแล้ว
เรียนถามคุณสมเกียรติ
เรียนถามคุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
กานดา นาคน้อย
http://www.krannert.purdue.edu/faculty/knaknoi/
1. ถ้าเอไอเอสผิดด้วยข้อหากีดกันผู้ประกอบการรายใหม่และกีดกันการแข่งขัน ทรูและดีแทคก็น่าจะผิดด้วยใช่ไหมคะ
ข้อหานี้เป็นข้อหาในคดี antitrust ที่คุณสฤณีปฎิเสธข้างบนว่าไม่อยู่ในกรอบการวิเคราะห์ ดิฉันคิดว่าจุดนี้แหละที่เป็นจุดอ่อนของการวิเคราะห์ของคุณสฤณี ซึ่งอ้างอิงงานของคุณสมเกียรติ ถ้าคุณไม่เอาทรูและดีแทคมาขึ้นศาลด้วยข้อหาเดียวกัน ก็แปลว่าทรูและดีแทคได้ผลประโยชน์จากการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอะไรให้รัฐเหมือนเอไอเอส และจุดนี้ทำให้คุณสฤณีปฎิเสธไม่ได้ว่างานเขียนของคุณมีการเมืองแอบแฝง ตราบใดที่คุณไม่ดึงทรูและดีแทคมาพิพากษาข้อหานี้ด้วย ข้อหานี้ก็เป็น"สองมาตรฐาน" ถ้าคุณอยากนำเสนองานคุณตามหลักการเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ คุณต้องเอาทรูและดีแทคเข้ามาคำนวณด้วย ใน"กรอบ"ที่คุณนำเสนอมาก็คำนวณได้ด้วยมาตรฐานเดียวกะที่คุณคำนวณกะเอไอเอสนั่นแหละค่ะ แค่เปลี่ยนราคาเปลี่ยนส่วนแบ่งตลาด
2. ถ้าคำนวณ cost ที่เอไอเอสทำผิดก็ต้องคำนวณ cost ในการตามจับเอไอเอสมาขึ้นศาลด้วย ถึงจะรู้ว่าจับมาแล้วได้ผลประโยชน์สุทธิเท่าไร ตอนพันธมิตรปิดสนามบินเคยอ่านนสพ.ออนไลน์พบว่าสถาบันวิจัยกสิกรไทยประเมินค่าเสียหายไว้ 200,000 ล้านบาท หักลบกะเงินที่จะยึด 76,000 ล้านบาท ผลกำไรสุทธิติดลบ -124,000 ล้านบาท ถ้าคิดว่าการตามเก็บเงินเอไอเอสจะก่อประโยชน์ระยะยาวต่อประเทศไทยเพราะช่วยส่งเสริมการแข่งขัน ก็ต้องมาคำนวณกันว่าต้องแข่งขันกันจนราคามือถือลดลงเหลือนาทีละกี่สตางค์ไปอีกกี่ปีถึงจะคุ้ม
3. อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีการแข่งขันน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นจริงหรือ
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์
มองเผินๆ ถ้านับแค่จำนวนผู้ประกอบการก็อ้างได้ว่ามีการแข่งขันกว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่"ดัชนี"การแข่งขันนั้นมีมากกว่าจำนวนผู้ประกอบการ ทีดีที่สุดคือเปรียบเที่ยบส่วนต่างราคาสินค้าในตลาดต่างๆ เพราะดัชนี้นี้เป็นตีชี้วัดว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์เท่าไร ด้วยดัชนีนี้ ราคารถยนต์ไทยเทียบกับราคารถยนต์รุ่นเดียวกันที่ญี่ปุ่นหรือสหรัฐนั้น สูงกว่าส่วนต่างในค่าใช้มือถือมากมาย
ปล. ดิฉันตั้งคำถามนี้ไว้ในความเห็นที่มีต่อบทความของคุณใบตองแห้ง ข้างล่างนี้เป็นคำโต้ตอบนะคะ
#291723 » ความคิดเห็นของ สฤณี อาชวานันทกุล (visitor) (127.0.0.1 124.120.226.165) .. Tue, 2010-02-23 23:14
ตอบอาจารย์กานดานะคะ --
1. อย่าลืมว่าตามข้อกฎหมาย อัยการในคดีนี้ไม่ได้กล่าวหาเอไอเอสนะคะ แต่กล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับตัวเอง จน "ร่ำรวยผิดปกติ" จริงอยู่ที่ในบางกรณี เช่น ลดภาษีสรรพสามิต มาตรการนั้นก็ทำให้คู่แข่งได้ประโยชน์ด้วย (ในแง่กีดกันรายใหม่) แต่ไม่ได้แปลว่าคู่แข่ง "ผิดกฏหมาย" ถูกไหมคะ
2. ประเด็น "เอื้อประโยชน์" ในคดีนี้เป็นเรื่องของ "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน" มากกว่า "อำนาจผูกขาด" หรือ "ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับ" ค่ะ เราน่าจะจับตรงนี้ให้ชัดก่อน ตัวอย่างง่ายๆ คือ สมมุติว่ามีพ่อค้า 3 คน ทำธุรกิจเดียวกัน คนหนึ่งได้สิทธิประโยชน์จากรัฐมากกว่าพ่อค้าอีก 2 คน ตรงนี้ก็ผิดฐานเอื้อประโยชน์แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปคำนวณด้วยซ้ำว่าผู้บริโภคหรือสังคมได้รับประโยชน์ "สุทธิ" เท่าไร (แต่ตามสามัญสำนึก ประโยชน์ใดๆ ก็ตามที่มาจากการ "เอื้อประโยชน์" ก็มาจากการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการแข่งขันตามกลไกตลาด)
#291742 » ความคิดเห็นของ Kanda (visitor) (127.0.0.1 128.210.129.159) .. Tue, 2010-02-23 23:59
ตอบคุณสฤณี
1. ก็วนกลับมาที่เดิม เพราะคุณไม่ยอมตีความว่า"ผู้ได้รับผลประโยชน์"จน"ร่ำรวยผิดปกติ"นั่นร่วมผู้ถือหุ้นทรูและดีแทคด้วย "ร่ำรวยปกติ"นี่คุณเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน "ปกติ"คืออะไร คุณเอาบรรทัดฐานของความ"ร่ำรวยปกติ"ไปวัดผู้ถือหุ้นเอไอเอส แต่คุณไม่เอามาตรฐานเดียวกันไปวัดผู้ถือหุ้นทรูและดีแทค ???
2. "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน"และ"อำนาจผูกขาด"เป็นเรื่องเดียวกันค่ะ ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับเป็นพื้นฐานของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คุณจะว่าเป็นคนละเรื่องได้อย่างไร คุณเอาหลักการสาขาไหนมาพูด
ขอบคุณที่ตอบค่ะ
#291750 » ความคิดเห็นของ สฤณี อาชวานันทกุล (visitor) (127.0.0.1 124.120.226.165) .. Wed, 2010-02-24 00:27
1. ไม่วนกลับมาที่เดิมหรอกค่ะ เพราะ "ร่ำรวยผิดปกติ" นั้นเป็นฐานความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามกฎหมาย ปปช. พ.ศ. 2542 ดังนั้นถึงแม้ว่าพ่อค้าคนอื่นๆ อาจจะรวยขึ้นด้วยจากมาตรการเอื้อประโยชน์ใดก็ตาม พ่อค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้ "ร่ำรวยผิดปกติ" เพราะไม่ได้เข้าข่ายกฎหมาย ปปช.
หลักการพื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้คือ ต้องการให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองดำรงตนให้พ้นจากผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ ซึ่งคิดว่าเป็นหลักการสากลทั่วไปนะคะ
2. "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน" หมายถึงความเป็นธรรมในสนามแข่งขัน โดยเฉพาะกฏกติกาที่ผู้เล่นทุกรายต้องทำตามเท่าเทียมกัน ส่วน "อำนาจผูกขาด" นั้นหมายถึงอำนาจผูกขาดของผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน (เช่น รัฐเอื้อประโยชน์ให้) หรือเกิดจาก "ความเก่ง" ของบริษัทเองก็ได้ ไม่รู้ว่านี่คือหลักการสาขาอะไร แต่ตัวเองเข้าใจอย่างนี้ค่ะ อีกอย่าง คดีนี้ไม่ได้ฟ้องตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตามที่อธิบายไปแล้วในความเห็นก่อนๆ ค่ะ
#291754 » ความคิดเห็นของ Kanda (visitor) (127.0.0.1 128.210.129.159) .. Wed, 2010-02-24 00:42
ตกลงคุณจะเขียนบทความนี้ในแนวเศรษฐศาสตร์หรือกฎหมายล่ะคะ
คุณเอาเรื่องกฎหมายมาแย้งว่าคดีนี้ไม่ได้ฟ้องตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด แต่เวลาคุณคำนวณค่าความเสียหายคุณก็ใช้กรอบทางเศรษฐศาสตณ์เดียวกันกะคดีนี้ ที่สำคัญคุณเลือกใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช้ครบทั้งกรอบ
พอคุณตอบคำถามทางเศรษฐศาสตร์ไม่ครบคุณก็เอาเรื่องกฎหมายมาอ้าง
พอมีคนถามคำถามทางกฎหมายทีคุณตอบไม่ได้คุณก็เอาเรื่องเศรษฐศาสตร์มาอ้าง
แบบนี้ก็ไม่ได้คำตอบกันสิคะ
#292000 » ความคิดเห็นของ ข้าน้อย (visitor) (127.0.0.1 119.46.48.53) .. Wed, 2010-02-24 09:10
เรียน คุณกานดา ขอเสนอ นะครับ
ผมคิดว่า ไม่ได้คำตอบหรอกครับ
เพราะ 1. คุณใบตองแห้ง เขียนจดหมาย ถามคุณ สฤณี ว่าการที่ ทักษิณ ทำ โดยการออก พรก. การมีมติ ครม. การสนับสนุนไอพีสตาร์ การปล่อยเงินกู้กับพม่า นั้นผิดตรงไหน คนอื่นทั่วไปเขาทำกัน และมสิทธิทำ คำนวณแล้วก้อไม่ขาดทุนเท่าไหร่
2. คุณสฤณี ตอบในเงื่อนไขของเศรษฐศาสตร์ บวกกฏหมาย ว่า ถ้าออกพรก เพื่อส่วนรวมก้อโอเค แต่นี่ออก เพื่อประโยชน์ แก่ เจ้าใดเจ้าหนึ่ง ก้อไม่น่าจะชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งเสริม โดยอ. สมเกียรตฺทีหลัง และตอบเป็นข้อ ๆ ว่า ผิด ที่ทักษิณ เป็น นายก ที่ออก กฏหมาย และ คำสั่ง เอื้อ แก่ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่ง อาจจะเป็นการซุกหุ้นอีก ๖ในที่นี้ไม่ได้กล่าวถึง)
3. สมศักดิ์ ผู้ซึ่งรักประชาธิปไตย สุดฤทธิ์ สุดเดช ต่อมอิจฉาแตก มีอยู่ 2 คติ 1. กินขี้รัฐประหาร 2. คตส.ชั่ว ผิด เลวทราม ใจทมิฬ เพราะ ฉะนั้นทุกอย่างที่พูดมาผิดหมด ถ้าจะให้ถูก คือก่อนวันที่ 19 กย. 49 ต้องก่อนวันนั้น เท่านั้น หลังจากนี้ ผิดหมด (จิง ๆ แกน่าจะเริ่มย้อนตั้งแต่ การรัฐประหารครั้งแรก เลยหนอ แต่ ไม่รู้วันที่ เท่าใด อิ อิ)
4.คุณกานดา ออก มาบอกว่า บริษัทที่ได้ประโยชน์ เช่น AIS ผิดตรงไหน ไม่เห็น จะผิดเลย และ เสียหายแค่นี้ ยังจิ๊บ ๆ เมื่อเทียบกับ เสื้อเหลือง ปิดสนามบิน ซึ่ง เสียหายเยอะกว่า
ผมนักอ่าน ธรรมดา คนหนึ่ง อ่านพวก ระดับอาจารย์ เขาถกกัน แล้ว ก้อ งง เหมือนกัน ว่า คำตอบร่วมของเรื่องนี้ อยู่ตรงไหน เพราะ ท่านอาจารย์ แต่ละคนหรือกลุ่ม ตั้งโจทย์ ต่างกันซะแล้ว
สำหรับผม คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มี คำตอบ หรอกครับ รอดูวันที่ 26 นี้แล้วกัน ว่า ส่วนใดของใคร ของอ.ท่านใด ถูกต้องในส่วนใดบ้าง เมื่อเทียบกับ คำวินิจฉัย ของ ศาล
แค่คิดเห็นนะครับ อยากโซโล่ เชิญ
#292011 » ความคิดเห็นของ Kanda (visitor) (127.0.0.1 128.210.129.159) .. Wed, 2010-02-24 09:27
เปล่าค่ะ ดิฉันบอกว่า"ถ้าเอไอเอสผิด ทรูกะดีแทคก็ผิดด้วย" ก็ถ้าว่ากันว่าผิด ก็น่าจะตามไปเก็บเงินจากบริษัทอื่นด้วย ดิฉันไม่ได้บอกว่าเอไอเอสไม่ผิด ถ้าถามดิฉันว่าผิดไหม ดิฉันก็จะหักลบค่าเสียหายนั้นด้วยผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากค่ามือถือที่ลดลง ถ้าผลผู้บริโภคน้อยกว่ากำไรที่เอไปเอสได้ไปก็ผิด ถ้ามากกว่าก็ไม่น่าผิด
ประเด็นของดิฉันคือเรื่อง"สองมาตรฐาน"ค่ะ จะเอามาตรฐานไหน (เศรษฐศาสตร์ vs. กฎหมาย) ก็เอามันซักอย่าง อย่าจับแพะชนแกะ
#292014 » ความคิดเห็นของ Kanda (visitor) (127.0.0.1 128.210.129.159) .. Wed, 2010-02-24 09:33
เพิ่มเติมนะคะ
ก็อยู่ทีว่าจะเอาเศรษฐศาสตร์นำกฎหมาย หรือจะเอากฎหมายนำเศรษฐศาสตร์ กฎหมายเขียนเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมหรือ แล้วเอาอะไรมาวัด"ความเป็นธรรม" คุณรอศาลตัดสิน ก้แปลว่าคุณเชื่อมั่นในความเป็นธรรมของศาล อันนี้ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของคุณนะคะ
ขอบคุณที่แสดงความเห็นที่พอจะน่าตอบค่ะ ความเห็นที่เขียนด้วยชื่อนิรนามนั้นไม่น่าตอบถ้าไม่สุภาพ ขอบคุณทีคุณมีส่วนร่วมในการโต้เถียงที่สร้างสรรค์ค่ะ
#292019 » ความคิดเห็นของ Kanda (visitor) (127.0.0.1 128.210.129.159) .. Wed, 2010-02-24 09:40
เรื่องค่าเสียหายจากการปิดสนามบิน 2 แสนล้าน
ดิฉันแปลกใจมากที่ตัวเลขนี้ไม่อยู่ในพื้นที่การถกเถียงสาธารณะ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่ช็อคนานาประเทศโดยเฉพาะคู่ค้าที่สำคัญของไทยมากกว่ารัฐประหาร (ประเทศไทยทำรัฐประหารมาสิบกว่าครั้ง ปิดสนามบินมากี่ครั้ง) จุดยืนของนานาประเทศหลายประเทศก็เปลี่ยนไปด้วยเหตุการณ์นี้ เช่น ญี่ปุ่น
ตัวเลขนี้ก็มาจากสถาบันกสิกรไทย ดิฉันไม่ได้ยกมาลอยๆ ถ้าจะให้ดิฉันคำนวณเองอาจจะได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ 2 แสนล้านนี่ใครจ่าย เงินจำนวนนี้มากกว่างบประมาณหลายโครงการนะคะ
เอาข่าวเก่ามาให้อ่านครับ....
เอาข่าวเก่ามาให้อ่านครับ....
นายสัก กอแสงเรือง และ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้แถลงข่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีมติให้ตั้งข้อกล่าวหาว่า “ท่านนายกฯทักษิณ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีการแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพาสามิต เอื้อประโยชน์ให้ บริษัท ชินคอร์ป และเป็นการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ซึ่งถือเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน”
ผมได้ติดตามข่าวสารที่ นายแก้วสรร แถลงออกมาแล้วรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมต่อท่านนายกฯทักษิณ และหากผมไม่นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงเปิดเผยแล้วหล่ะก็ สังคมไทยอาจจะหลงเชื่อนายแก้วสรร
ผมจึงขอสรุปประเด็นข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ . .
“ผมในฐานะที่เคยนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกิจการโทรคมนาคม ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ในสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2540-2547 มาโดยตลอด และเคยเรียนเชิญ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) กรมสรรพสามิต เข้าชี้แจงในคณะกรรมาธิการฯ กรณีการแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือส่วนหนึ่งไปเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งรัฐบาลของท่านนายกฯทักษิณ ได้ออกเป็นพระราชกำหนด หรือ กฎหมาย เมื่อครั้งรัฐบาลทักษิณ 1 ผมในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็เกิดข้อสงสัยว่า การออกกฎหมายเช่นนี้ บริษัทมือถือของท่านนายกฯทักษิณ และบริษัทมือถือรายอื่นๆ น่าจะได้รับประโยชน์ และรัฐบาลทักษิณ น่าจะมีวาระซ้อนเร้น แต่จากคำชี้แจงของเจ้าของสัมปทานไม่ว่าจะเป็น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ผลปรากฏว่าทั้ง 2 หน่วยงาน ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เพราะเม็ดเงินค่าสัมปทานส่วนแบ่งที่ทั้ง 2 หน่วยงานได้รับในแต่ละปีและต้องนำส่งกระทรวงการคลังในทุกๆสิ้นปี เมื่อคำนวณตัวเลขออกมาแล้ว ใกล้เคียงกับตัวเลขการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต 2 เปอร์เซ็นต์ ตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหมายความว่า แทนที่กระทรวงการคลังจะได้รับเงินส่วนแบ่งจาก ทศท. และ กสท. ตอนสิ้นปีของทุกปี กระทรวงการคลังก็จะได้รับส่วนแบ่งจากสัมปทานมาใช้จ่ายก่อนทุกๆเดือน ในรูปแบบของการเรียกเก็บเป็นภาษีสรรพสามิต 2 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาล ก็จะมีเงินหมุนเวียนเพื่อมาใช้จ่ายในการบริหารประเทศชาติ ได้เร็วขึ้น
โดยเฉพาะคำชี้แจงของกรมสรรพสามิตว่าเหตุใดจึงต้องเรียกเก็บภาษี 2 เปอร์เซ็นต์ ทำไมไม่เรียกเก็บ 3 เปอร์เซ็นต์ 4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ ผลปรากฎว่ากรมสรรพสามิตได้คิดคำนวณส่วนแบ่งผลกำไรจากค่าสัมปทานที่ ทศท. และ กสท. เคยได้รับและนำส่งให้แก่กระทรวงการคลัง ย้อนหลังไปหลายๆปี ปรากฏว่าคิดเฉลี่ยแล้วตัวเลขการจัดเก็บ 2 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมและใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด
ด้วยเหตุผลจากการชี้แจงของทั้ง 3 หน่วยงาน ข้อเท็จจริงจึงปรากฏว่า บริษัทมือถือของท่านนายกฯทักษิณ และรายอื่น ไม่ได้มีผลประโยชน์เพิ่มขึ้น และ การออกพระราชกำหนด หรือ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีวาระซ้อนเร้นแต่ประการใด แต่ในทางกลับกัน กลับทำให้รัฐบาลมีเงินสดหมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศ เพราะถ้าหากว่ามีผลประโยชน์ซ้อนเร้นและสร้างความเสียหายแก่รัฐจริง ผมเชื่อว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงไม่ยอมปล่อยให้เรื่องเช่นนี้ หรือพฤติกรรมอย่างนี้หลุดรอดไปได้เป็นแน่แท้ และรัฐบาลทักษิณก็คงจะถูกถล่มและถูกอภิปรายซักฟอกถอดถอนรัฐมนตรี ไอซีที นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ 1 เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว”
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวสรุปมาข้างต้นนี้ คงจะช่วยให้คนไทยได้รับทราบความจริง และการกล่าวหาของ คตส. ที่ไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อนที่จะกล่าวหาท่านนายกฯทักษิณ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
อดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญ
ร่างแก้ไข พรบ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม
สภาผู้แทนราษฎรในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์
+++++++++++++++++++++++++++++
หมอเลี๊ยบ ท้าชน แก้วสรร แจง ทักษิณ ไม่ผิด
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) แถลงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติให้ตั้งข้อกล่าวหาและตั้งอนุกรรมการไต่สวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์กิจการในเครือบริษัทชินคอร์ปอ เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป กรณีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ว่า อยากเรียกร้องให้ คตส.อย่าตั้งข้อกล่าวหาเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการออกมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าว เพราะในฐานะรับผิดชอบกระทรวงไอซีทีขณะ นั้น ไม่ควรถูกละเว้น ขอให้ตั้งข้อกล่าวหาด้วย เพราะจะได้ให้ข้อมูลกับ คตส. ซึ่งเห็นว่าข้อมูลที่ คตส.รวบรวมได้ เป็นการรวบรวมข้อมูลเพียงด้านเดียว และเชื่อมั่นว่าจะให้ข้อมูลด้วยความบริสุทธิ์ใจกับ คตส. เพื่อให้มองอย่างรอบด้านมากขึ้น เพราะถือเป็นรัฐมนตรีคนแรกของกระทรวงไอซีที ซึ่งเข้ารับตำแหน่งช่วงต้นเดือนตุลาคม 2545 และได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนรับตำแหน่ง ซึ่งสิ่งที่จำได้ชัดเจนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดไว้ คือ ให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนากิจการด้านไอซีทีให้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ โดยไม่ต้องคำนึงถึงกิจการครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิดการแข่งขันในกติกาที่เท่าเทียมกัน ซึ่งตลอดเวลาที่รับหน้าที่ในกระทรวงไอซีที พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายหรือสั่งการที่ทำให้ประเทศสูญเสียประโยชน์ เพราะเป็นที่ทราบดีว่ากิจการโทรคมนาคมมีผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้น ทุกเรื่องในกระทรวงไอซีที พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยก้าวก่ายให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
อดีต รมว.ไอซีที กล่าวว่า เรื่องภาษีสรรพสามิตมีความละเอียดซับซ้อน ดังนั้นคนที่ไม่ได้ติดตาม อาจไม่เข้าใจ จึงต้องการสรุปเป็น 5 ประเด็น ดังนี้
1.กรณีที่นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการ คตส.ระบุว่าเมื่อนพ.สุรพงษ์รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็พูดเรื่องนำภาษีสรรพสามิตมาในกิจการโทรคมนาคม จึงอยากบอกว่าถ้านายแก้วสรรได้อ่านข้อมูลที่เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติ ชนในช่วงต้นที่รับตำแหน่ง จะรู้ว่าไม่มีการพูดถึงภาษีสรรพสามิตแม้แต่น้อย พูดแต่เรื่องการแปลสัญญาสัมปทาน ซึ่งยังไม่ได้พูดว่าจะใช้วิธีการใดที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้น คำกล่าวอ้างของนายแก้วสรร จึงผิดจากความจริงโดยสิ้นเชิงว่าได้พูดเรื่องภาษีสรรพสามิตตั้งแต่วันแรกที่ เข้ารับตำแหน่ง โดย
2.รัฐบาลกว่า 40 ปีที่ผ่านมา มอบหมายให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนรัฐ ให้บริการด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชน แต่เมื่อมีการพัฒนามากขึ้น การให้บริการของหน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถตอบรับความต้องการของประชาชนได้ ซึ่งจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา การขอโทรศัพท์บ้านต้องใช้เวลา 2-3 ปี และค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลทั้งในและต่างประเทศ มีราคาสูง ซึ่งความเป็นจริงถือว่ากิจการโทรคมนาคมถูกผูกขาดโดยภาครัฐ จึงไม่สามารถเอื้ออำนวยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อทำหน้าที่ดูแลกำกับกิจการโทรคมนาคม จึงเป็นเหตุให้องค์การโทรศัพท์ฯ และการสื่อสารฯ ต้องแยกบทบาทเรื่องการดูแลให้กับ กทช. เหลือเพียงการให้บริการเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันมีแนวคิดแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะเป็นกระทรวงไอซีที ส่วนการแปรรูปการสื่อสารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นหลังมีกระทรวงไอซีทีแล้ว และเป็นความต้องการของพนักงาน ซึ่งขณะที่เข้ารับตำแหน่ง ยังถูกทวงถามจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของการสื่อสารแห่งประเทศไทยว่าทำไม แปรรูปช้า หรือเป็นเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพนักงานมีความประสงค์จะแปรรูปเอง เพราะหลังการแปรรูปแล้ว พนักงานจะได้ผลประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องหุ้น เงินโบนัส
นพงสุรพงษ์ กล่าวว่า จากเหตุผลดังกล่าว ที่มี กทช.เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าสัญญาสัมปทานซึ่งมีส่วนแบ่งรายได้ เมื่อก่อนรัฐให้กับองค์การโทรศัพท์ฯ และการสื่อสารฯ ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลและกำลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะต้องถูกแบ่งส่วนที่เป็นของรัฐกลับมาสู่กระทรวงการคลัง ไม่ใช่ติดตัวเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วย จึงเป็นแนวคิดที่จะต้องมีส่วนแบ่งรายได้ เป็น 2 ส่วน คือ 1. เป็นขององค์การโทรศัพท์ฯ และการสื่อสารฯ และ 2. เป็นของกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ข้อสรุปว่ารูปแบบดังกล่าวคือภาษีสรรพสามิต ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมาการใช้ภาษีสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้รับส่วนแบ่งรายได้ในรูปแบบภาษีสรรพสามิตเดือนละประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่วันนี้เมื่อยกเลิกไป รายได้ก็หายไปด้วย และกลับเข้าไปสู่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่กำกับดูแล เพียงแต่ให้บริการอย่างเดียว แต่มีรายได้ที่เป็นรายได้ของรัฐคงอยู่ในรัฐวิสาหกิจนั้นด้วย และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐวิสาหกิจนั้นมีกำไร ซึ่งที่จริงแล้วกำไรควรมาจากการประกอบธุรกิจที่แท้จริง ไม่ใช่ส่วนแบ่งรายได้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐที่กำกับดูแล ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวคิดนำไปสู่การเก็บภาษีสรรพสามิต
3. กิจการโทรคมนาคมทุกวันนี้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งแนวคิดในขณะนั้นที่จำภาษีสรรพสามิตที่ได้มาจากการกิจการโทรคมนาคมนำไป สนับสนุนกิจการโทรคมนาคมในชนบท เช่น อินเทอร์เน็ตโรงเรียน ถ้าในวันนี้ไม่มีภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม หวังแค่การปันผลกำไรจากองค์การโทรศัพท์ฯ และการสื่อสารฯ แล้วรัฐบาลจะมีเงินพอหรือไม่ที่จะสร้างโครงข่ายกิจการโทรคมนาคมอย่างกว้าง ขวาง
4. มีการกล่าวหาว่าภาษีสรรพสามิตมีขึ้นเพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมามีโอกาสพบทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการทำ ธุรกิจด้านโทรคมนาคม ไม่มีใครพูดเลยว่าการมีภาษีสรรพสามิตจะเกิดความลังเลที่จะประกอบกิจการโทร คมนาคม ทุกคนต่างบอกว่าเมื่อไรที่ กทช.ให้ขอใบอนุญาตได้ จะรีบทำทันที และมีข้อพิสูจน์แล้วว่าผู้ให้บริการรายใหม่ทำให้ค่าบริการโทรศัพท์และอิน เทอร์เน็ต มีราคาถูกลง ดังนั้นการที่ระบุว่าถูกกีดกันจากภาษีสรรพสามิต ก็ไม่เป็นเรื่องจริง เพราะกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการต้องปรับปรุงเทคโนโลยีตลอดเวลา ถ้า กทช.เปิดให้นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาให้บริการกับประชาชน เช่น ระบบ 3จี ผู้ให้บริการปัจจุบันไม่สามารถผูกขาดได้เลย เพราะโครงข่ายที่มีจะล้าสมัยและผู้ให้บริการรายใหม่ที่เข้ามา ก็พร้อมแข่งขันเพราะมีเงินทุนและเทคโนโลยี สามารถสร้างโครงข่ายรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้
5. เรื่องผลประโยชน์ 50,000 ล้านบาท ของประเทศชาติที่เสียหายที่มีการกล่าวอ้างกันก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการดูจากมูลค่าของบริษัทในเครือชินวัตรในปี 2544 และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2548-2549 ถือเป็นการพูดเพียงด้านเดียว ถ้าดูทั้งตลาดหลักทรัพย์ในปี 2544 มีมูลค่าเพียงกว่า 200 จุด ดังนั้น ในปี 2548-2549 มีตั้งแต่ 600-700 จุด เพราะฉะนั้นการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์เป็นเพราะความมั่นใจของนักลงทุนที่ทำ ให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากกิจการโทรคมนาคม เพราะบริษัทอื่น ๆ ในกิจการโทรคมนาคมก็มีผลประกอบการสูงขึ้นด้วย ซึ่งคตส.ต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่ประชาชนไว้วางใจ ถ้ามีอคติโดยยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม ไม่หนักใจกับเรื่องดังกล่าว และพร้อมชี้แจง คตส
โพสทูเดย์
ขอเพิ่มเติมนะคะ จุดสำคัญในข้อ
ขอเพิ่มเติมนะคะ
จุดสำคัญในข้อกล่าวหาทั้งทางกฎหมายและทางเศรษฐศาสตร์ที่คุณทักษิณโดนนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เมื่อนำมาพิจารณากันตามหลักการต่างๆแล้ว จะนำมาสู่การกล่าวหาคนอื่นอีกหลายคน ไม่ว่าจะข้อหา"กีดกันการแข่งขัน" ข้อหา"เอื้อประโยชน์ให้ญาติมิตร" ก็ไม่ทราบว่าจะพิพากษาความผิดคุณทักษิณคนเดียวได้อย่างไร
ดิฉันขอเน้นว่าดิฉันไม่ได้สรุปว่าคุณทักษิณไม่ผิด ดิฉันแค่เสนอว่าก่อนจะสรุปว่าผิดหรือไม่นั้นต้องตีความกันไปตามหลักการ ตีความแล้วใครโดนข้อหาเดียวกันแล้วจะเอามาตัดสินด้วยกันไหม คำนวณค่าความเสียหายจากการกระทำของคุณทักษิณแล้วจะไม่คำนวณค่าความเสียหายของคนอื่นที่เกียวข้องหรือ
"การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีห
"การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีหน้าที่จ่ายภาษี ทั้งที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่ใช่การสร้าง “การแข่งขันที่เสมอภาค” แต่เป็นการ “กีดกันการแข่งขัน”"
ผมไม่เห็นด้วย จริงอยู่ผู้ประกอบการใหม่ต้องจ่ายภาษี แต่ไม่ต้องเสียค่าสัมปทานเหมือนกับ AIS นี่ครับ
FYI เปรียบเทียบส่วนแบ่งรายได้
FYI
เปรียบเทียบส่วนแบ่งรายได้และสัดส่วนเงินปันผลที่นำส่งคลัง จากงบการเงินที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของทั้ง 2 หน่วยงานเอง พบว่าในปี 2550 ทีโอทีรับส่วนแบ่งรายได้ ที่ 17,365 ล้านบาท จัดส่งเงินปันผลเข้าคลัง 1,002 ล้าน บาท
ปี 2551 รับส่วนแบ่งรายได้ที่ 19,462 ล้านบาท จัดส่งเงินปันผลเข้าคลัง 5,511 ล้านบาท
ส่วน กสท รับส่วนแบ่งรายได้ในปี 2550 ที่ 14,091 ล้านบาท จ่ายปันผลให้คลัง 3,740 ล้านบาท
ส่วนปี 2551 รับส่วนแบ่งรายได้ 15,097 ล้านบาท จ่ายปันผลเข้าคลัง 6,900 ล้านบาท
โอ้โฮ..สุดๆของสุดยอดสุดๆ ไม่ร
โอ้โฮ..สุดๆของสุดยอดสุดๆ
ไม่รู้ว่าจะมีเวลากินข้าวหรือเปล่าเนี่ยะ....
"มองทะลุ" Good research! two
"มองทะลุ" Good research! two thumbs up!
Whoa! All these informations
Whoa! All these informations are brilliant! Thanks Khun "มองทะลุ", "ประชาธิปไตยรากหญ้า", "Iterator" and "Asst.Prof. Kanda" You guys are rock!
วิธีคิดแบบคุณสฤณีนั้นคล้ายกะว
วิธีคิดแบบคุณสฤณีนั้นคล้ายกะวิธีคิดของ"นักบัญชี"นะคะ
คุณสฤณีคิดแต่ว่ากำไรทางบัญชีเท่าไร (บัญชีของเอไอเอสบัญชีเดียว ทรูและดีแทคไม่สน) แล้วจะโยกย้ายกำไรส่วนนั้นไปเข้าบัญชีรัฐวิสหากิจ แล้วก็ให้รัฐวิสาหกืจโยกย้ายไปเข้าบัญชีกระทรวงการคลัง จบ
วิธีคิดนี้มีปัญหาตรงที่ว่า ไม่ได้คิดหักผลประโยชน์จากผู้บริโภคที่มาจาก"กิจกรรมทางเศรษฐกิจ" คุณไม่มีจุดนี้เพราะคุณไม่ยอมดู"ปริมาณสินค้า" และ "ราคาสินค้า" งานเขียนเชิงประมาณทางเศรษฐศาสตร์ไม่มีสองตัวแปรนี้ไม่ได้นะคะ แบบนั้นไม่ใช่เศรษฐศาสตร์เลยค่ะ
วิธีคิดบัญชีของคุณสฤณีนั้น โยกย้ายผลกำไรไปทีรัฐวิสาหกิจโดยที่ไม่คำนวณด้วยว่ารัฐวิสาหกิจจะส่งคลังเท่าไร แล้วรัฐจะเอาไปให้ใครต่อ ตอนคิดบัญชีคุณยังไม่คำนึงถึงผู้บริโภค ก็ทำให้สงสัยได้ว่าสุดท้ายกำไรที่โยกย้ายกันไปคงจะไปตกอยู่กะบัญชีของผู้ประกอบการใหม่
ขอขอบคุณ คุณ Kanda และคุณ
ขอขอบคุณ คุณ Kanda และคุณ ประชาธิปไตยรากหญ้า มากที่ขยายความได้ กระจ่างกว่า ท่านที่สอบได้ที่ 1 ของประเทศเสียอีก น่าเสียดายเงินภาษีของประเทศที่ส่งให้เรียน นิ
ข้อมูลเพิ่มเติม
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นเอกสารราชการของกระทรวงการคลัง posted: 04/09/98 เกิดขึ้นสมัยนายกรัฐมนตรี คนที่ 20 นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งในปี 2540 พ้นตำแหน่งวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 เมื่อยุบสภาให้มีการเลือกตั้งทั่วไป
http://www.mof.go.th/sepc/sepcSMPth.htm
"ในอนาคตรัฐจะลดบทบาทลงโดยจะเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเท่านั้น แต่จะ ไม่เป็นผู้ให้บริการดังที่เคยเป็นมา กิจการที่เอกชนสามารถดำเนินการได้ดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าจะมอบหมายให้เอกชนรับไปดำเนินการ ภาครัฐจะยังคงดำเนินกิจการเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ ด้านสังคมหรือในกิจการที่ไม่ให้ผลตอบแทนเชิงพาณิชย์แต่มีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในส่วนที่ให้เอกชนรับไปดำเนินการ รัฐอาจจะดำรงสัดส่วนความเป็นเจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25.1 เพื่อให้รัฐมีสิทธิและอำนาจยับยั้งการดำเนินการซึ่งรัฐไม่เห็นชอบ
ระยะเวลาในการดำเนินการ
ด้านกฎหมายและการกำกับดูแลเสร็จสิ้นภายในปี 2542
แผนปฏิบัติการเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2543
จัดดำเนินการตามแผนการแปรรูปภายในครึ่งหลังของปี 2542
Jirapon
อันนี้ เป็นข้อความที่น่าสนใจ การทำธุรกิจโทรคมนาคม จะแตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ตรงที่การลงทุนครั้งแรกต้องใช้เงินมากมาย โดยมีความเสี่ยงสูง การลงทุนการติดตั้งเสาโทรคมนาคม ราคาเสาแต่ละต้น อยู่ที่หลักล้าน และค่าเช่าที่ติดตั้งอีกประมาณ 30,000 บาท ต่อปี ครอบคลุมประมาณ 0.09 -0.16 ตารางกิโลเมตร เฉพาะเพียงพื้นที่ กทม. 1,568,737 ตารางกิโลเมตร ถ้าเป็นทั้งประเทศ จะต้องลงทุนเท่าไหร ถ้าดูคราว ๆ เฉพาะกรุงเทพฯ น่าจะลงทุนครั้งแรกประมาณ 2-3 พันล้านบาท และ ค่าเช่าที่ตั้งเสารอีกประมาณ 60-70 ล้านบาทต่อปี และต้นทุนอื่น ๆ ทั้งบุคลากร ที่หายากก็ต้องมีราคาแพง ทั้งต้องทำการตลาดที่ให้เกิดการใช้งาน เป็นต้นทุนที่มากมาย เป้นหลักหมืน ๆ ล้านกว่าจะสามารถให้ธุรกิจดำเนินการไปได้
การทำธุรกิจโทรคมนาคม เป็นธุรกิจมี่ลงทุนเริ่มต้นสูงมากและถ้าเป็นรายแรกก้มีความเสียงสูงด้วย เพราะยังไม่มีผู้ใช้เกิดขึ้นเลยในขณะที่ลงทุนด้วยเงินมากมายขนาดนั้น
แต่ถ้าเป็นรายใหม่ คุณใช้ข้อมูลทางการตลาดของบริษัทเดิมมากำหนดจำนวนผู้ใช้ได้ คุณอาจจะเลือกลงทุนเฉพาะพื้นที่ที่มีกำไร แน่ ๆ ก่อนได้ ความเสียงก็จะลดลง การลงทุนก็ไม่มากเท่าผู้ประกอบการรายแรก
คุณจะอยู่รอดหรือไม่ อยู่ที่คุณบริการดีกว่า หรือ ห่วยกว่า มากกว่ามั่ง
Iterator wrote:ถามเพิ่ม
คำถามนี้ดีมากค่ะ จะโต้ null hypothesis ก็ต้องเอา alternative hypothesis มาว่ากัน (ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ คิดไม่ออกว่าภาษาไทยเขาเรียกว่าสมมุติฐานอะไรกัน)
เรียน...ผู้ดูแลประชาไท กรุณาพ
เรียน...ผู้ดูแลประชาไท
กรุณาพิจารณา ความคิดเห็น #292264 ที่ใช้ชื่อว่า "ไม่ใช่ขี้ฝุ่นใต้ตรีนใคร" ด้วย
===========================================
ทีเราแสดงความคิดเห็น แสนจะสุภาพ...ลบของเราจังเลย! ประชาแดงเนี่ย (เอ๊ย! ประชาไท)
คุณใบตองแห้ง...ได้ "ข้อมูล"
คุณใบตองแห้ง...ได้ "ข้อมูล" ที่ถูกต้อง บ้างก็ดี
การคิดการวิเคราะห์ต่างๆ จะได้ "ไม่บกพร่อง"
ขอบคุณ อ. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ครับ
มองทะลุ wrote:ดร.สมเกียรติ
กรณีการออกมาแก้ต่าง
กรณีการออกมาแก้ต่าง เสนอความเห็นของนาย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาแบบไหน ย่อมทำให้สถาบัน ทีดีอาร์ไอ มัวหมอง เช่นเดียวกับระบบตุลาการไทย จะตกเป็นจำเลยต่อประชาคมผู้รักความยุติรรมทั้งโลก
คุณสฤณีตอบมาแล้วนะคะ
คุณสฤณีตอบมาแล้วนะคะ ดิฉันเอามาแปะให้ดู
http://www.prachatai.com/node/27825/talk
ดิฉันสรุปเช่นนี้เพราะ"วิธีคำนวณของคุณสฤณีมาจากกฎหมาย ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์"
แต่ว่าคุณสมเกียรติอาจจะเห็นต่างจากวิธีคิดคำนวณของคุณสฤณีก็ได้นะคะ แม้คุณสฤณีจะอ้างอิงคุณสมเกียรติ ก็คนละคนกัน
สถาบันแปลกวุฒิเพื่อแย่งงาน
สถาบันแปลกวุฒิเพื่อแย่งงาน นิเทศศาสตร์
สังคมจะสนับสนุนและควบคุมสื่อไดอยางไร
(บทความรับเชิญในโอกาสที่ นสพ. มติชนครบรอบ 28 ป เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549)
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย
1. สื่อมวลชนกับการพัฒนา
2. สื่อคือธุรกิจ
3. ความพิเศษของธุรกิจสื่อ
4. ตัวอยางขอจํากัดของสื่อธุรกิจ (1): ความรุนแรงในสื่อโทรทัศน
5. ตัวอยางขอจํากัดของสื่อธุรกิจ (2): การทําขาวเชิงสืบสวนสอบสวน
6. บรรษัทภิบาลของสื่อ: การกํากับภายในองคกร
7. การกํากับดูแลตนเองของสื่อ: การกํากับภายในวิชาชีพสื่อ
8. การกํากับดูแลสื่อโดยสังคม
9. สังคมกับการอุดหนุนสื่อ: สื่อสาธารณะและสื่อชุมชน
10. สังคมกับการคุมครองสื่อ: กองทุนคุมครองสื่อ
11. สรุป
http://www.tdri.or.th/reports/unpublished/st_matichon.pdf
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณเรื่อง
การกํากับดูแลโครงสรางสื่อวิทยุและโทรทัศน
(โครงการ ”การปฏิรูประบบสื่อ”)
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
มีนาคม 2547
http://www.tdri.or.th/reports/unpublished/media/radio_tv.pdf
โครงสรางตลาดสื่อวิทยุและโทรทัศน
(โครงการ “การปฏิรูประบบสื่อ”)
โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ตุลาคม 2546
สัญญาเลขที่ RDG4510020
สนับสนุนการวิจัยโดย สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ตุลาคม 2546
(ความเห็นในรายงานฉบับนี้เปนของผูวิจัย สกว. ไมจําเปนตองเห็นดวยเสมอไป)
http://www.tdri.or.th/reports/unpublished/media/number2.pdf
สกว.ให้ทุนข้ามสายวุฒิความรู้ด้วยหรือนี่ ความรู้ใหม่
ถาม : โครงการที่ ไม่ได้ ทุนเพราะอะไร
ตอบ : โครงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน อาจเป็นเพราะสาเหตุหลายๆ ประการ ดังต่อไปนี้ ไม่มีความคิดริเริ่มหรือความคิดใหม่ คำถามการวิจัย หรือว่าวัตถุประสงค์ของการวิจัยไม่ชัดเจน ไม่ focus (กิจกรรมที่เรียกว่าการวิจัย ควรมีส่วนประกอบอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ก) การตั้งสมมุติฐานว่าควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ข) มีการทดลองหรือเก็บข้อมูลหรือหาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และ ค) มีการประเมินและสรุปว่าเป็นจริงตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่) ขอบเขตการวิจัยกว้างเกินไป ไม่สนใจทบทวนเอกสารหรือผลงานที่ผู้อื่นทำไว้แล้ว ต้องการสร้าง ผลงานใหม่ของตนเองตั้งแต่ศูนย์ ไม่สนใจเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น ที่มีภารกิจในเรื่องนั้นโดยตรง แผนงานไม่กระชับ ยังผิวเผินหรือไม่ตรงจุด ไม่มีรายละเอียด (uncritical approach) ขาดหลักการอ้างอิงของวิธีการที่เลือก ใช้ และเหตุผลที่เลือกใช้ ว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสม ค ณ ะ วิ จั ย ไ ม่ มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ชำ น า ญ ใ น เ รื่ อ ง นั้ น ๆ เป็นผู้รู้ปัญหาดี แต่ไม่รู้วิธีการแก้ปัญหา นักวิจัยมีเวลาไม่พอ เนื่องจากมีหน้าที่อื่นมากเกินไป งบประมาณสูงมากจนไม่สมเหตุผล ไม่เป็นสัดส่วนกับแผนงาน (สกว. ไม่นิยมงบประมาณประเภท "ตั้งไว้เผื่อต่อ" โดยปกติ สกว. จะไม่ต่อรองงบประมาณ งบประมาณที่ตั้งไว้สูงมากจะสะท้อน ไปถึงนักวิจัยว่ายังขาดความสามารถในการวางแผนงาน ยังทำงาน ใหญ่ไม่ได้)
แสดงว่าสกว.เห็นว่าดร.สมเกียรติ(สาขาคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์)มีความรู้ความขำนาญเรื่องตลาดสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ว้าว
ลิ้งก์
ลิ้งก์ สกว
http://www.trf.or.th/faq/faq3.asp
Kanda
ขออภัยค่ะ ตั้งใจจะบอกว่า
"ตัวเลขในหนังสือของคุณสฤณีนั้นมีความชอบธรรมทางกฎหมาย??? แต่ไม่ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์"
ลืมเครื่องหมายคำถาม :)
ก็ให้นักกฎหมายโต้เถียงกันต่อไปว่า"ความชอบธรรมทางกฎหมาย"นั้นวัดกันอย่างไร
ไอ้ สมเกียติ มันกะล่อน
ไอ้ สมเกียติ มันกะล่อน แถไปเรื่อย
เรื่อง ดาวเทียม มือถือ ถ้ามันไม่ดี ไอ้ เต่าง่อย กับ ไอ้ มาร์ก ก็รื้อได้ .....แต่...ไอ้ที่รื้อแล้ว..ผล เป็นไงมั่งละ
ภาษี สรรพสามิตน่ะ.....รื้อๆๆๆๆๆ ไปเล้ยยยยย
ระวัง...พม่า....... จะไม่ขายกาซให้ไทยน่ะ...แล้วจะรู้ว่า นรกมีจริง...ขนาด ปิดกาซ ชั่วคราวน้ำยังท่วม
ฟายจิงๆๆๆ
กรณีเงินกู้พม่า
กรณีเงินกู้พม่า บริการสื่อสารความเร็วสูงผ่านดาวเทียม” (broadband satellite)
"""การสื่อสารนี้ มันมีการแข่งขัน..ไม่ซื้อของไทย ก็ต้องซื้อของประเทศคนอื่น ระบบอื่น และมันแค่ สามสี่ร้อยล้าน
ให้พม่ากู้ การทำสัญญา พม่าก็เต็มใจเซ็น พม่าเขาจะซื้ออะไร ก็ต้องตกลงกันอยู่แล้ว สมเกียรติ คิดว่า แม้ว
สามารถบังคับ ให้ พม่า ซื้อโน่น ซื้อนี่ได้หรือ ไอ้บริการสื่อสารความเร็วสูงผ่านดาวเทียม” (broadband satellite)
มันเป็นความต้องการของพม่า ก่อนที่จะกู้เงินอยู่ก่อนแล้ว"""""""""
ารส่งเสริมการลงทุนไอพีสตาร์ "
ารส่งเสริมการลงทุนไอพีสตาร์
"""การแข่งขัน ดาวเทียม มีการแข่งขันสูง กำไรค่อนข้างยาก จึงต้องส่งเสริม (ดูผลกำำไรจาก ตลาดหลักทรัพย์ได้)
แต่..ไอ้ที่ว่า หมื่นล้าน น่ะ เป็นการลดภาษี หรือ รัฐเอาเงินไปอุดหนุนกันแน่ เอาให้ชัดๆ"""""
ค่าสัมปทาน พรีเพด
ค่าสัมปทาน พรีเพด กับค่าเชื่อมโยงโครงข่าย
""""อันนี้ แม้ว ทำสัญญา กับ ทศท. มาก่อน ไอ้สองรายหลัง ได้ เปรียบเสียเปรียบ ใครมัน จะรู้ตอนทำสัญญาละ
ว่า ไอ้สองรายหลัง ที่ทำสัญญา กับ กสท. มันจะทำกันยังไง........แต่รวมๆแล้ว มันก็สูสี ไม่ใช่หรือ ถ้ามันไม่สูสี
แล้ว ไอ้สองรายหลัง มันจะทำสัญญาแต่แรกทำไม ทั้งๆที่รู้ว่า แม้วมันได้เปรียบ แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ววววว
เมื่อ รายหลักสามารถต่อรองลดโสหุ้ยได้ แม้ว มันก็ควรจะได้ไ่ม่ใช่หรือ..... สมเกียรติ ไม่รองเปรียบเทียบ
ภาระที่ต้องจ่ายให้ รัฐ กับ รัฐวิสาหกิจ ของแต่ละค่าย หน่อยหรือ แล้วจะรู้ว่า ภาระของแต่ละค่ายมันก็พอๆกัน
ดีแทก เอง ได้คลื่นความถี่ไปตั้งเยอะ เอาไปแตก อีกตั้งหลาย บริษัท ทำไมไม่พูดมั่ง(แม้วได้ความถี่นิดเดียว) พูดความจริงด้านเดียวไม่พอ
ยังโกหกอีกน่ะสมเกียรติ""""""""""
เรียนคุณกานดา ถ้าผมประกอบการอ
เรียนคุณกานดา
ถ้าผมประกอบการอย่างสุจริต แล้วมีนโยบายของนักการเมืองบางคนที่จะเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตัวเอง แต่เผอิญผมได้รับประโยชน์จากนโยบายนั้นด้วย คุณจะมาเอาผิดผมได้อย่างไรครับ ผมไม่คิดว่าอย่างนี้เรียกว่าสองมาตรฐานครับ
ถ้าผมติดตามประเด็น ก. แล้วผมทำงานศึกษาเรื่องนี้ออกมา นั่นแปลว่าผมลำเอียงหรือกำลังรับใช้ใครเพราะไม่ศึกษาประเด็น ข. ด้วยเหรอครับ คุณสามารถสรุปอย่างนั้นได้จริงหรือ? ถ้าทั้งประเด็น ก. และ ข. ผิดจริง ผมไม่มีเวลาหรือไม่ได้ติดตามประเด็น ข. ถ้าคุณสนใจมาก คุณก็ทำการศึกษา แล้วออกมาพูดประเด็น ข. ไปซิครับ ไม่ใช่มาหาว่าผมผิดหรือใส่ร้ายว่าผมรับใช้ใคร เพราะไม่ได้ทำประเด็น ข.
ผมสงสัยว่า การนำกรอบคิดเรื่องกฎหมายและเศรษฐศาสตร์มาใช้ มันสามารถแยกกันวิเคราะห์จากกันอย่างที่คุณกานดาอ้างว่ามันคือจับแพะชนแกะได้หรือ? ผมคิดว่ามันเป็นการเล่นภาษามากกว่าพยายามใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ครับ
.
. มีโอกาสจะเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ได้หรือไม่?
"""ผู้ประกอบการรายใหม่ มันเสียเปรียบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ก่อนแม้วเป็นนายก มันก็หอบแฮกอยู่แล้ว ออเร้น
ยังไปไม่ไหว ไม่ว่าจะมีภาษีสรรพสามิตหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งภาษีสรรพสามิต ถูกใช้ไม่นาน มันถึงกับ ตอนไม่ให้รายใหม่
เกิดเชียวหรือ แถน่ะ สมเกียนนนนน""""""""ทีดีอาไอ กากจิงๆ
ภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบา
ภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น?
""""รัฐ.....คือ อะไรละ รัฐวิสาหกิจถือเป็น ""รัฐบาล""หรือป่าววววว.... แต่ที่แน่ๆ เอกชน..จ่าย..เท่าเดิม
ไม่ว่า สมเกรียน จะ พร่ามว่ายังไง รวมๆแล้ว เอกชน จ่าย เท่าเดิม
และรวมๆแล้ว..รัฐบาล รวมกับ รัฐวิสาหกิจ รับเท่าเดิม""""
การคิดผลประโยชน์ส่วนเกินกรณีภ
การคิดผลประโยชน์ส่วนเกินกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม
""""เรื่องนี้ไม่ว่าแม้วทำอย่างไรอย่างไร พวกขี้เหลือง คลั่งจ้าววว อำมาตร์ บอร์ด แอนเดอร์แก๊ง ก็บอก
ผิดกฏหมา หมดนั่นแหละ เถียงไปก็เท่่านั้น แต่ ทำไมไม่เสนอ ไอ้หมาก กับ ไอ้เต่าง่อย โอน ค่าสัมประทาน
ของ บ.มือถือ เข้ารัฐให้หมดล่ะ....กล้าป่าวววววว กล้าๆหน่อย.....กรูอยาก ดู ทศท. เจ๊ง น่ะ 5555555,,,,,,,,,,
สมเกรียนน นักวิชากการ กากกกกก ทีดีอาไอ......ดีแต่ พร่ามออกทีวี แก๊งเดียวกัน ใครเถียงไม่ได้""""""
สมเกียรติ
สมเกียรติ ตอบใบตองแห้งเม้นได้
แต่จักรภพตอบสมศกดิ์ เม้นไม่ได้
สองมาตรฐานนี่หว่า
d wrote:กรณีเงินกู้พม่า
คนอ่าน wrote:สมเกียรติ
"""""""""คุณจีรนุช คงเป็น ห่วงว่า จะต้องไปเม้นต่อ ที่ พนักงานสอบสวนน่ะ5555555555"""""
ไม่มีใครอยากทำมือถือ แข่งกับ
ไม่มีใครอยากทำมือถือ แข่งกับ นายกรัฐมนตรี
""""""เทเลนอ ซื้อหุ้นดีแท็ก สมัย แม้วด้วย ไม่ใช่หรือ เกรียน กาก แหลจิงๆ""""""""""
ไม่ใช่ขึ้ผุ่นใต้ตรีนใคร
======================================================
ประชาธิปไตยของไทย คือ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ตามรัฐธรรมนูญของไทย)
ใครไม่ยอมรับก็ควรย้ายไปอยู่ประเทศอื่น
***** ยึดไม่ยึด ดูที่นี่ครับ
***** ยึดไม่ยึด ดูที่นี่ครับ *****
http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=37667&st=7700
พจน์
เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ ตอบทีละข้อนะคะ
1. ขึ้นอยู่กะว่าคุณเป็นบริษัทใหญ่หรือเล็ก ถ้าคุณเป็นบริษัทใหญ่มาก สมมุติว่ามีกันอยู่สองสามบริษัทใหญ่ๆ การตามไปเก็บจากบริษัทที่ทำให้เกิดเอื้อประโยชน์บริษัทเดียว ก็แปลว่าทีนี้คุณจะกลายเป็นผู้ได้เปรียบมากๆแทนที่บริษัทที่โดนลงโทษไงคะ ก็ถ้ามีบริษัทเยอะมากแล้วบริษัทคุณเล็กๆ บริษัทใหญ่โดนทำโทษไปก็ไม่ได้ทำให้คุณได้เปรียบในด้านขนาด ดังนั้น ขนาดและจำนวนของบริษัทเป็นปัจจัยสำคัญค่ะ
2. ดิฉันตั้งคำถามไว้ว่า"ตัวเลขของคุณสฤณีไม่ชอบธรรมทางกฎหมาย ???" และสรุปว่าไม่ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์ ตอนแรกพิมพ์ตกเครื่องหมายคำถาม แล้วตามไปเติมทีหลัง คุณคงเห็นเวอร์ชันที่มีเครื่องหมายคำถามนะคะ แล้วดิฉันก็บอกต่อว่า ก็ให้นักกฎหมายไปโต้เถียงกันต่อไป ว่าจะเอาอะไรมาวัดความชอบธรรมทางกฎหมาย
ดิฉันยังไม่ได้สรุปนะคะว่างานคุณสฤณีชอบธรรมทางกฎหมายหรือไม่ ยกให้เป็นหน้าที่นักกฎหมาย ดิฉันตรวจสอบทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น การตรวจสอบงานวิจัยนั้น ไม่จำเป็นต้องให้คนตรวจสอบเขียน"งานวิจัย"มาโต้แย้งนะคะ งานเขียนก่อนจะตีพิมพ์ก็เอามาอ่านกัน มาตรวจสอบ"วิธีคิด" ตรวจวิธีคิดกันแล้วถ้าสมเหตุสมผลผลลัพธ์ก็น่าเชื่อถือ จะให้ตีพิมพ์ไหมก็ว่ากันไป ไมใช่ว่า"ตีพิมพ์ก่อนแล้วค่อยตรวจสอบทีหลัง" เพราะตีพิมพ์ไปแล้วก็กลายเป็นผลงานให้คนอ้างอิง เอาไปใช้เป็นบรรทัดฐานไปอีก ตีพิมพ์ไปแล้วก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า
ดิฉันคิดว่าถ้าจะทำการคำนวณจริงๆก็ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ก็ต้องหาข้อมูลมา ในเมื่อคุณสฤณีจะขายหนังสื่อที่ไม่เสนอข้อมูลพวกนี้ด้วยวิธีการที่คุณสฤณีบอกชัดเจนว่าไม่ใช่วิธีทางเศรษฐศาสตร์ ดิฉันจะต้องเสียเงินเสียเวลาไปหาข้อมูลมาคำนวณคัดค้านทำไมล่ะคะ กระบวนการยุติธรรมนั้นมี"ราคา"นะคะ กว่าจะหาข้อมูล แล้วก็เอามาวิเคราะห์อีก คดีซับซ้อนแบบนี้ต้องใช้เวลา กระบวนการยุติธรรมจะยอมไหมล่ะคะ ถ้ายอมและมีคนหาข้อมูลมาให้ ดิฉันก็จะหาเวลาทำค่ะ แต่ต้องเป็นปีๆนะคะ ไม่ใช่ปีเดียวเสร็จ แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมตัดสินไปแล้ว ดิฉันจะตามไปทำวิจัยต่อทำไมล่ะคะถ้าดิฉันไม่ใช่ทนาย เอาไหมล่ะคะ ถ้าคุณไปบอกให้ศาลรอได้ ถ้ามีหนังสือมาขอให้คำนวณ แล้วบอกว่าจะส่งข้อมูลมาให้ฟรีๆ แล้วดิฉันจะมาลองคิดดูว่ากี่ปีจะเสร็จ
วิชาชีพทนายที่ประเทศประชาธิปไตยนั้นมูลค่ะเยอะมากเพราะอะไร เพราะค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีสูง คนใข้สิทธิกันเต็มที่ กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ของฟรีนะคะ
3. คำว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองที่หลายคนที่เมืองไทยพูดถึงนั้นดิฉันคิดว่าตรงกะคำว่า politics and economics เป็นวิธีคิดแบบอังกฤษที่เอามารวมกัน ทางสายสหรัฐและญี่ปุ่นนั้นแยกออกจากกัน ญี่ปุ่นก็แยกออกจากกันตามแบบสหรัฐ แยกเพื่อที่จะใส่คณิตศาสตร์ลงไปในการวิเคราะห์ จะได้สื่อสารตรรกะกันได้สะดวก แยกแล้วเอามาแต่งงานกันในวิชา political economy ซึ่งวิเคราะห์ว่าผู้ลงสมัครเลือกตั้งเสนออะไร แล้วผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกใครเพราะอะไรก็ว่ากันไป เลือกแล้วผู้แทนเข้าไปโวตอะไรในสภา เอาสถิติการโวตมาวิเคราะห์กันไป อันนี้ก็เป็นการสมรสที่ใกล้ชิดกันที่สุดในปัจจุบัน บางโรงเรียนที่อังกฤษก็ใช้ระบบเดียวกะที่สหรัฐ เช่น LSE UCL อ็อกฟอร์ดกะเคมบริดจ์คิดว่ายังไม่แยก แต่ก็ไม่ได้ติดตามไปดูว่าเขาเปลี่ยนหลักสูตรกันไปแล้วหรือยัง
ดิฉันเรียนมาในระบบญี่ปุ่นกะสหรัฐก็ยังไปไม่พ้นกรอบนี้ค่ะ ยอมรับค่ะ ถ้าซักวันไปพ้นจะมาเล่าให้ฟังแล้วกันค่ะ (วันนั้นอาจไม่มาถึง) ว่างๆจะเขียนเปรียบเทียบเรื่อง"มิติเศรษฐศาสตร์ vs. กฎหมาย"ให้อ่านค่ะ เรื่องสาขา ก. ข.ที่คุณยกมานั้น ถ้าเป็นสาขาอื่นดิฉันไม่รู้ รู้แต่เศรษฐศาสตร์กะการเมือง คุณลองไปถามพวกวิศวกรหรือวิทยาศาสตร์ดูว่าสาขาอื่นเป็นอย่างไรนะคะ
xa
โอ้พระเจ้าจริงหรือนี่ นี่มึงโง่หรือโคตรโง่กันแน่ ไอ้ 3 จีนะ ปชป.ยังชักเข้าชักออกอยู่เลยไอ้บรมควาย
เพิ่มเติมให้คุณพจน์นะคะ 1.
เพิ่มเติมให้คุณพจน์นะคะ
1. คุณจะเรียกว่ามาตรฐานเศรษฐศาสตร์ของดิฉันเป็นแบบญี่ปุ่นกะสหรัฐก็ได้นะคะ
ตั้งคำถามได้ค่ะว่า "วิธีการคิดคำนวณแบบคุณสฤณีชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์แบบอังกฤษไหม???" ดิฉันก็ไม่ทราบว่าทางอังกฤษวินิจฉัยเรื่องผูกขาดและกีดกันการแข่งขันอย่างไร ที่ได้ยินบ่อยๆนั้นเป็น EU แต่ก็เห็นอาจารย์คนยุโรปทำวิจัยเรื่องนี้ด้วยกันกะอาจารย์สหรัฐเยอะแยะ ไม่รู้ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันแล้วหรือยังนะคะ บริษัทยุโรปกะสหรัฐซื้อกันไปมาบางทีก็โดนตรวจด้วยเรื่องนี้ อาจารย์ด้านนี้ก็ไปเบิกความกัน
ดิฉันคิดว่าที่เมืองไทยการวิเคราะห์ปัญหาผูกขาดนั้นซับซ้อนมากกว่าต่างประเทศ เพราะไม่น่าจะมีอุตสากรรมไหนที่แข่งขันกันเท่าในต่างประเทศ ต่างประเทศมาถึงจุดนี้ได้ก็ต่อสู้มาพร้อมกะประชาธิปไตย การแข่งขันก็เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐศาสตร์แบบหนึ่ง
2. มีวารสาร Journal of Law and Economics คุณลองกูเกิลหาดูได้ ใช้เศรษฐศาสตร์จุลภาควิเคราะห์กฎหมายและการเมือง เรื่องลิขสิทธิ์ก็มีนะคะ
3. ดิฉันไม่เคยทำวิจัยเรื่องการผูกขาด แต่งานวิจัยด้านหนึ่งใช้โมเดลการผูกขาดมาอธิบายเรื่องราคาสินค้าและส่วนแบ่งตลาด ก็มีความรู้พื้นฐาน ถ้าจะเขียนเรื่องนี้จริงจัง ก็เขียนได้แต่ต้องเขียนกะอาจารย์ที่เคยทำวิจัยเรื่องนี้มาแล้ว ก็หาได้ค่ะ อาจารย์เยอะแยะ ที่เมืองไทยก็น่าจะมี อยู่ทีว่ามีโอกาสหรือมีพื้นที่ให้เขียนหรือเปล่า
เรียนคุณกานดา ผมมีข้อสงสัยสอง
เรียนคุณกานดา
ผมมีข้อสงสัยสองข้อครับ ขอถามไว้เป็นความรู้
1. สมมติว่า คุณสฤณีคำนวนได้อย่าง "ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์" แล้วตัวเลขที่เรียกว่า "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" มันเป็นตัวเงินที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่าครับ
2. สมมติว่าคำนวนได้อย่างชอบธรรม ใส่ตัวแปรไปให้ครบถ้วนแบบที่คุณกานดาแนะนำ ผมอยากให้คุณกานดาลองคิดคร่าวๆ หรือเดาเล่นๆ ว่าตัวเลขน่าจะสูงขึ้น หรือต่ำลง
ขอบคุณล่วงหน้าครับ อยากรู้จริงๆ
ผมโต้ตอบตุณ "มองทะลุ"
ผมโต้ตอบตุณ "มองทะลุ" หน่อยนะครับ
ผมว่าการให้ความเห็นของคุณนี่ออกไปทาง "หยาบ" ไปหน่อยสำหรับที่จะมาวัด / โจมตีความสามารถในด้านการวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ (ไม่รู้มีจุดประสงค์อะไรกันแ่น่?)
บางประเด็นที่ผมวิจารณ์คุณ มีดังนี้
ประเด็น 1. โครงการวิจัีย JTEPA อาจจะมีข้อบกพร่องจริงตามที่ผู้เชี่ยวชาญ (คุณนันทน) วิจารณ์ไป ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่งานวิจัยหนึ่งจะผิดพลาด (ถ้าจะเอาจริงๆทุกงานวิจัยมีจุดให้วิจารณ์ได้หมด) ในวงการวิชาการ งานวิจัยชิ้นหนึ่งๆถูกสนับสนุนและโต้เถียงในเวลาเดียวกันไฟแลบ ความเชื่อที่ฝังหัวกันมายังถูกล้มล้างมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง // อีกอย่างที่สำคัญคือ "ข้อผิดพลาดของงานวิจัยหนึ่งของนักวิจัยคนหนึ่งไม่ได้บอกอะไรถึงคุณภาพของงานวิจัยชิ้นอื่นๆเสมอไป" อย่าเอามาปนกัน
2. เรื่องวุฒิการศึกษาที่คุณชูโรงในการ discredit นี่เป็นความ "หยาบ" ทางข้อมูลอย่างชัดเจน ดร.สมเกียรติมาไม่ตรงสายจริงแต่ไม่ใช่นักวิจัยไร้หัวนอนปลายเท้า เป็นนักวิจัยที่มีมาตรฐาน มีความสนใจ ทำการศึกษา และมีประสบการณ์การทำวิจัยด้านนี้มามาก และได้รับการยอมรับด้วย (ผมเคยศึกษางานของท่านมาบ้าง) // หากคุณคิดอย่างนี้แล้ว แปลว่า ถ้า ผู้เชี่ยวชาญเกิดผลิตงานห่วยๆมา กับ คนที่ไม่ใช่สายตรงทำงานดีดีออกมา คุณ "มองทะลุ" คงฉวยเอางานห่วยๆเอาชื่นชมอย่างเร็วไว เพราะไอ้คนหลังมัน "ครอบจักรวาล" เนอะ..?? //
3. งานวิจัยแต่ละชิ้นไม่ได้ทำขึ้นลอยๆ ต้องลงไปดูในงานจริงๆ (ซึ่งคุณไม่ได้ทำ - คุณนั่งน่าคอมแล้วก็ copy เนื้อความที่คุณ "เลือก" มาแปะ) จะรู้ว่างานแต่ละชิ้นอ้างอิงจากงานวิจัยและองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับที่มีอยู่เดิมแล้วต่อยอดไป
หลักๆมีประมาณนี้ แต่ความจริงแล้ว comment ของคุณนี่มันโต้เถียงได้ทุกอันเลยทีเดียว ผมคิดว่าคุณวิพากษ์วิจารณ์โดยมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอ (เพราะคุณไม่หา? หรือ เอนเอียงในการหา?) ผมไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ ดร.สมเกียรติ เพียงแต่อยากให้สำนึกรับผิดชอบในการแสดงความคิดเห็นด้วย หากคนอื่นเข้าใจผิด จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าใครก็ตาม
ขอแสดงความคิดเห็นต่อความเห้นข
ขอแสดงความคิดเห็นต่อความเห้นข้างบน
ผมคิดว่างานของอาจารย์สมเกียรติมีประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น งานที่ทำโมเดลเข้ามาวิเคราะห์สายสัมพันธ์ของหุ้นกลุ่มทักษิณ ที่ขึ้นเกินปกติ (ซึ่งน่าจะเอาต้นแบบมาจากงานวิจัยเรื่องเดียวกันของประเทอื่น)
แม้จะมีประโยชน์ก็จริงอยู่ แต่งานวิจัยเพียงชิ้นเดียวอย่างนั้น ไม่น่าจะนำมาเป็นตัวชี้ชัดถึงผลประโยชน์ทับซ้อนได้ และถูกใช้มาพูดหรือ implement ทางการเมืองได้ ในประเทศที่มีนักวิชาการคุณภาพจำนวนมาก พวกเขาจะใช้ข้อมูลเดียวกัน หรือปรับโมเดล หรือเพิ่มตัวแปรอื่นๆ หรือควบคุมตัวแปร ให้ได้ผลออกมาเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด มันจะมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นออกมา โต้แย้งอีกหลายชิ้น หรือสนับสนุน ยิ่งเ็ป็นเรื่องใหญ่ที่มีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ยิ่งมีงานออกมาโต้แย้งมา แต่ของประเทศเรา พอขึ้นคำหน้าว่า ด็อกเตอร์ ก็เชื่อกันสนิทใจ น่าใจหายนะครับ แวดงววิชาการบ้านเรา ผมรู้สึกขอบคุณคุณกานดาที่ตั้งใจโต้แย้งตามหลักวิชา คงต้องถือวิสาสะขอบคุณแทนคุณสฤณีและคุณสมเกียยรติไว้ ณ. ที่นี้ด้วยครับ
ก๊วยเจ๋ง
แสดงว่า ต้องยอมรับ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญ หรือ
ไม่เห็นไอ้คนฉีกรัฐธรรมนูญย้ายไปไหนเลย
เออ คนไทยนี่ก็แปลก
เออ คนไทยนี่ก็แปลก เรื่องการเมืองแท้ๆ ดันไปพูดเรื่องทางเทคนิคลงลึกไปในรายละเอียด เอาจริงๆเลยนะครับ ผมขอถามทั้งบอร์ดเลยนะว่า
1.ตอนนี้คนไทยทำกันเหมือนกับว่าการโกงกิน/คอรัปชั่นเพิ่งมามีกันอีตอนยุคทักษิณนี่เอง นักวิชาการเก้่งกันใหญ่ สื่อก็เก่งกันเยอะ ออกมาคิดวิเคราะห์แกะรอยเส้นทางการคอรัปท์กันยกใหญ่ แล้วไอ้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในทุกกระทรวงทบวงกรม แม่ทัพนายกองตลอดจนผู้มีอิทธิพลทางการเมืองนอกกฏหมายที่มีเงินทองเพชรนิลจินดากันมากมายนั้น แทบไม่ต้องไปแคะแกะเกาอะไรเลยก็สามารถเห็นสามารถพิสูจน์ได้ แต่นักวิชาการเล็กใหญ่ สื่อคุณภาพต่างๆก็ไม่เห้นอยากจะไปตรวจสอบอะไรเลยแม้แต่น้อย ทำไมหรือครับ ทำไมต้องเป็นทักษิณ คิดก่อนนะครับ
2.ในทางการเมืองนั้นเป้นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปถึงการเชื่อมโยงของทุนที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายของรัฐบาล กลุ่มใดที่สนับสนุนรับบาลอยู่ก็จะต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายให้เอื้อกับผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง หรือคุณจะให้กำหนดนโยบายเอื้อต่อกลุ่มตรงข้าม อย่าบอกนะครับว่าจะต้องเป็นกลางน่ะครับเพราะเดี๋ยวจะถามต่ออีกว่ากลางสำหรับใครอีก คิดนะครับ คิดแบบการเมืองไม่ใช่การกุศล
3.ตลอดเวลาที่เรามีรัฐบาลแบบมีการเลือกตั้ง รัฐบาลประเทศไทยเองก็มีกลุ่มทุนหนุนหลังทั้งลับและโจ่งแจ้ง และการหนุนหลังนั้นก็ได้ทำให้รัฐบาลกำหนดนโยบายไปในทิศทางที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าวเสมอมา และบ่อยครั้งการเอื้อนั้นก็ทำให้คนไทยขาดทุน เสียโอกาสที่จะพัฒนาประเทศอย่างที่คุณสฤณีไม่สามารถที่จะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่คุณสฤณีก็ไม่เคยสนใจ ไม่รับรู้ คุณสมเกียรติก็ไม่ออกมาล้วงแคะแกะเกาใดๆ แต่ทำไมกับทักษิณถึงทำ
4.การรัฐประหารในทุกครั้ง ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม เกิดการสูญเสียในทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ ทำไมคุณสฤณีกับคุณสมเกียรติถึงไม่นำพามาวิจัยกันมั่ง เผื่อจะได้เห็นเส้นทางเดินของผลประโยชน์อันมหาศาลก็เป็นได้ ชาวบ้านจะได้รับรู้ว่าเขาทำรัฐประหารกันทำไม จะได้ช่วยกันต่อต้าน เพราะพึ่งชนชั้นกลาง อาจารย์/นักวิชาการไม่ได้แล้ว
...................................................
เอาแค่นี้ก่อนอยากให้ลองๆคิดกันดุ ตอบกันดู คิดแบบการเมืองนะครับขอย้ำ อย่าพยายามคิดแบบศีลธรรม เพราะการเมืองเขาสู้กันแบบสงครามนะครับ
ประชาธิปไตยของไทย คือ
ประชาธิปไตยของไทย คือ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ตามรัฐธรรมนูญของไทย)
ใครไม่ยอมรับก็ควรย้ายไปอยู่ประเทศอื่น
""""""""เอ็งพูดยังกะว่า เอ็งเป็นเจ้าของประเทศอยู่คนเดียวงั้นแหละ เจ้าของประเทศคนอื่นๆ เขาก็มีสิทธิชอบ
ประชาธิปไตย แบบ สาธารณะรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปไหนโว้ย เอ็งดูข้อเสนอ แปดข้อ ของ สมศัักดิ์ เจียมเอา
ก็แล้วกัน http://liberalthai.wordpress.com/2010/01/25/4871/
ส่่วน รธน.ไทย..น่ะเรอะ ขี้ๆ เห็นตะหาน ฉีกเสียบ่อยๆไป อย่าเอามาอ้างดีก่า... ถ้าประชาชนหูตาสว่างเยอะๆ
เมื่อไร ..แก้แค่สองที ประเทศไทยก็ไม่มีจ้าวววว แร้วววววว""""""""
ลูกเขยทหาร wrote:ก๊วยเจ๋ง
=====================================================
เราไม่ได้พูดถึง "คนฉีกรัฐธรรมนูญ"...เราพูดถึง "รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับของประเทศไทย" มีหมดว่า "ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
คุณเป็นคนไทย...คงต้องยอมรับสักฉบับนึง...คุณอาจชอบ หรือ ยอมรับ รธ.40 ก็มีรายละเอียดเช่นนี้เหมือนกัน...คุณลูกเขยทหาร...
องค์โด่
===============================================
เราว่าคุณตื่นจากความฝันเถิด...อย่าทำร้ายประเทศไทย...อย่าทำร้ายจิตใจคนไทย...และอย่าทำร้ายพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านไม่เคยคิดทำร้าย ทำลาย ประชาชน ของพระองค์เลย...ไทยไม่เป็นเมืองขึ้นใคร...ไม่ต้องทุกข์ยาก มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เหมือน เขมร...ไม่ต้องถูกปกครองโดยทหาร เหมือนพม่า...ไม่ต้องเกิดสงครามยาวนานเหมือนเวียตนาม...บุญเท่าไหร่แล้วคุณเอ๊ย...(ด้วยพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่านโดยแท้ ทำให้ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ได้...แต่ไฉนคนไทยบางคนจึงคิดทำร้ายพระองค์ท่าน)
จึงคิดสร้างความแตกแยกให้คนไทยด้วยกันเอง
ตอบประเด็นที่มีผู้สงสัย สมเกี
ตอบประเด็นที่มีผู้สงสัย
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
มีประเด็นมากมายนะครับ คงไม่สามารถตอบได้หมด ขอเลือกตอบที่ผมเองคิดว่า สำคัญและจำเป็นต้องอธิบายต่อนะครับ และต้องขอโทษท่านที่ไม่ได้ตอบด้วยนะครับ โดยเฉพาะท่านที่ผมเดาว่า ไม่ได้ต้องการคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะ “ทักทาย” กับผม
** คำถาม ถ้าแม้วจะไม่โดน คุณ สมเกียรติ ตำหนิเอาได้ ต้องทำอะไรบ้าง ในขณะนั้น 1,2,3,4
ก็ตรงไปตรงมาจากที่ผมเขียนไว้นะครับ
1. กรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม
ถ้ากลัวรัฐวิสาหกิจเบี้ยวเงินค่าสัมปทาน ก็โอนเงินรายได้สัมปทานจากรัฐวิสาหกิจ เข้าคลังโดยตรง โดยไม่ต้องออกเป็นภาษีสรรพสามิต ตามที่สภาที่ปรึกษาฯ หรือนักวิชาการ -384 คนเคยแนะนำไว้ตั้งแต่ปี 2545-2546 หรือจะทำอย่างบทเฉพาะกาลมาตรา 78 ของร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับใหม่ก็ได้ครับ วิธีนี้จะไม่กีดกันรายใหม่ และได้เงินเข้ารัฐ
2. เงินกู้พม่า
ถ้าพม่าต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รัฐบาลไทยก็ควรให้เขียนในสัญญาเงินกู้ว่าต้องซื้อบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จะเป็น ADSL, WiMax หรือดาวเทียม ฯลฯ ก็ตาม อย่าไประบุแบบล็อกสเป็คว่าต้องเป็นดาวเทียมเท่านั้น ไม่แปลกนะครับที่ใช้เงินกู้ไทย เราสามารถกำหนดให้ซื้อจากผู้ประกอบการไทย แต่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันจากผู้ประกอบการไทยหลายราย ไม่ใช่ล็อกสเป็คจนเหลือรายเดียว เช่นเดียวกับจะซื้อคอมพิวเตอร์ ต้องไม่ระบุว่าต้องใช้ ชิบของ Intel เท่านั้น เพราะอาจจะมีคนเอา AMD หรือเจ้าอื่นมาเสนอก็ได้
แล้วคุณไม่สงสัยหรือครับว่า พม่าซึ่งเป็นประเทศยากจนมาก ซึ่งในปี 2546 ยังมีการใช้อินเทอร์เน็ตธรรมดาน้อยมาก จู่ๆ ทำไมต้องการบริการ “อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง” ทั้งที่ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก็ยังหาใช้ยากในเมืองไทยเลยครับ รัฐบาลของทั้งสองประเทศในตอนนั้นทำอะไรกันกับเงินของประชาชนครับ?
3. การส่งเสริมการลงทุนไอพีสตาร์
โดยหลัก ไม่ควรส่งเสริมการลงทุนโครงการที่เป็นสัมปทานอยู่แล้ว ไม่จริงนะครับที่โครงการนี้มาขอส่งเสริมเพราะต้นทุนสูง (จนกลัวขาดทุน) เพราะการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในกรณีนี้ทำโดยการยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไรเท่านั้น โครงการที่ประมาณการว่า กำไรมหาศาลจนมีภาระภาษี 2 หมื่นกว่าล้านยังต้อง “ส่งเสริม” อีกหรือครับ ในที่สุดบีโอไอ ให้เพียง 1.6 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดที่ให้ได้เพราะเป็นมูลค่าโครงการ (ขอความกรุณาท่านที่ยังสงสัยช่วยอ่านรู้ทันทักษิณเล่ม 1 ด้วยครับ ผมเขียนไว้ละเอียดแล้ว)
ถ้ายังไงยืนยันว่า จะให้สิทธิพิเศษทางภาษีด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องเป็นโครงการที่มีการแข่งขัน และต้องประกาศก่อนประมูลสัมปทานโครงการดาวเทียมว่า ผู้ชนะจะได้ยกเว้นภาษีเงินได้กี่ปี เขาจะได้คำนวณได้ถูกว่าจะยื่นเสนอประมูลเท่าไร ไม่ใช่ไปได้สัมปทานมาแล้ว เสนอค่าสัมปทานไปแล้ว ค่อยมาขอ “ส่งเสริมการลงทุน” แบบนี้
4. ค่าสัมปทานพรีเพด
อย่างที่บอกครับว่า เรื่องดีแทคขอลดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย เอามาเป็นเหตุอ้างเรื่องลดค่าสัมปทานไม่ได้ เพราะการได้ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายเป็นสิทธิตามกฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย และหลักการตาม Reference Paper ของ WTO ซึ่งไทยก็ยอมรับอยู่ ส่วนเรื่องสัมปทานนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละรายไปตกลงจากรัฐวิสาหกิจได้มาแตกต่างกัน มีได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่โดยรวมแล้ว เอไอเอสได้เปรียบที่สุดครับ
เรื่องนี้ ผมจึงไม่มีทางออกให้ คุณทักษิณนะครับ นอกจากบอกว่า คุณไม่ควรไปขอลดค่าสัมปทาน เพราะที่เป็นอยู่เอไอเอสก็ได้เปรียบคู่แข่งอยู่แล้ว
แล้วที่มีคนบอกว่า ถ้าถูกเลือกปฏิบัติก็ควรไปฟ้องศาล เอาสิ ก็ขอให้ข้อมูลนะครับว่า มีหลายคดีเรื่องเชื่อมต่อโรงข่ายหลายคดีที่อยู่ศาลปกครอง
** คำถาม ไม่ต้องมีภาษีสรรพสามิต รายใหม่ก็แข่งไม่ได้อยู่แล้ว
จริงครับ ผมเคยคำนวณต้นทุนของผู้ประกอบการรายเดิม อย่างเอไอเอส และรายใหม่เทียบกัน และเคยให้การในศาลตั้งแต่คดีคุณสุภิญญามาแล้ว ต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ยังไม่ต้องจ่ายภาษีสูงกว่า ต้นทุนของเอไอเอสที่จ่ายค่าสัมปทาน เพราะในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การได้ประกอบการก่อน (first mover’s advantage) สำคัญมาก
สิทธิที่เอไอเอสได้ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหม่ไม่ได้ก็คือ สิทธิในการผูกขาดรายเดียวจากทีโอที (ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งภายหลัง เอไอเอสขอยกเลิกไปเพื่อแลกกับอายุสัมปทานที่ยาวขึ้นจาก 20 ปีเป็น 25 ปี) สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ฟรี (ทีโอทีมีหน้าที่หาคลื่นมาให้ใช้) สิทธิในการใช้อาคารสถานที่ของทีโอที สิทธิในการเข้าสู่ตลาดก่อนรายอื่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อแลกกับผลตอบแทนให้รัฐในรูปค่าสัมปทาน (กรุณาอ่านในรู้ทันทักษิณ ฉบับที่ 1 ซึ่งเขียนไว้ละเอียดมาก)
แต่คุณเชื่อไหมว่า สมาคมโทรคมนาคม ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ และคุณบุญคลีต่างก็ยังเรียกร้องให้มีภาษีสรรพสามิต โดยอ้างว่าจะทำให้เกิด “การแข่งขันที่เป็นธรรม” และหุ้นของบริษัทมือถือ ก็ขึ้นกันในวันที่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ (ดูงานวิจัยของ อ. ยุพนา และ อ. ประมวล ได้ครับ http://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=886901 ตีพิมพ์ในวารสาร Review of Financial Studies ไปแล้วด้วย งานวิจัยของนักวิชาการญี่ปุ่นในสหรัฐเองก็มีคล้ายๆ กันนะครับ) เขาคงไม่ได้เรียกร้องกันเล่นๆ จนผลักเป็นนโยบายของรัฐบาลทักษิณออกมา และจู่ๆ หุ้นก็คงไม่ขึ้นโดยไม่มีเหตุผลใช่ไหมครับ
** คำถาม ถ้าเอไอเอสผิดด้วยข้อหากีดกันผู้ประกอบการรายใหม่และกีดกันการแข่งขัน ทรูและดีแทคก็น่าจะผิดด้วยใช่ไหม
เอไอเอส ไม่ได้ผิดในข้อหากีดกันผู้ประกอบการรายใหม่นะครับ คดีนี้เป็นคดีคุณทักษิณ ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการเอื้อประโยชน์แก่เอไอเอส ซึ่งตัวเองถือหุ้น (อัยการฟ้องบอกว่าซุกหุ้น) ไม่ใช่คดีตามพ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้านะครับ และการกระทำที่เกี่ยวข้องเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของบริษัท
แต่สมมติว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินว่า คุณทักษิณผิดเรื่องภาษีสรรพสามิตจริง เพราะออกมติ ครม. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องยกเลิกมติ ครม. และเก็บภาษีสรรพสามิตย้อนหลัง ทรูและดีแทคก็มีโอกาสโดนหางเลขด้วยนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกนักวิเคราะห์และนักลงทุนเป็นห่วงกันอยู่
** คำถาม พูดประเด็นเทคนิคไปทำไม จะตรวจสอบอะไรต้องไม่ใช่กลไกรัฐประหาร รับผิดชอบการเมืองแค่ไหนให้ประชาชนตัดสิน ฯลฯ
ผมเขียนเรื่องเทคนิคก็เพราะตอบบทความคุณใบตองแห้งที่ยกประเด็นเทคนิคนะครับ บางท่านอาจไม่สนใจประเด็นพวกนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่เป็นไรครับ
ผมขอย้ำว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องเกิดก่อนรัฐประหารร ดังนั้น ไม่ว่าา มีรัฐประหารหรือไม่ ถ้าคุณทักษิณทำไปแล้วผิด ก็คือผิด ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ผิด จะมีรัฐประหารหรือไม่ ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงนี้ เพราะการกระทำเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว แต่คำถามที่คุณใบตองแห้งยกขึ้นมา ทำให้เห็นว่า ยังมีข้อสงสัยว่า บริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวกับคุณทักษิณได้ประโยชน์จากมาตรการและนโยบายในช่วงรัฐบาลทักษิณหรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นที่ว่าคุณทักษิณผิดหรือไม่ ผมจึงขอแสดงความเห็นและนำเสนอข้อมูลในมุมของผม
ส่วนประเด็นว่า สมมติว่าคุณทักษิณผิดแล้ว จะเอากระบวนการที่เป็นผลของการรัฐประหารมาเอาผิดกับคุณทักษิณได้หรือไม่นั้น ก็ต่างจิตต่างใจคนคิดกันนะครับ โต้แย้งกันมาจนขนาดนี้แล้ว ทุกคนมีจุดยืนกันไปหมดแล้วครับ ผมไม่คิดจะโน้มน้าวใครไปทางไหน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ถ้าทำผิด (ทางกฎหมาย) จะมาใช้กระบวนการทางการเมืองด้วยการเลือกตั้งมาติดสินได้ เพราะ legal accountability กับ political accountability ไม่เหมือนกันครับ
ที่ตอบผมมาส่วนนึง
ที่ตอบผมมาส่วนนึง ผมได้อ่านแล้วครับ เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง
แล้วจะรับข้อเสนอ ผมไปเขียน เศรษฐศาสตร์ รัฐประหารไหมครับ
หรือการครอบงำทางการเมือง โดยการใช้โฆษณาชวนเชื่อ มีผลต่อประเทศอย่างไร
ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา มันทำให้ผมรวมทั้งคนจำนวนมาก มองประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ดร สมเกียรติ
ในเมื่อทักษิณ ก็นับว่าไม่ได้เป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคมไปนานพอควรแล้ว
ตอนนี้เราน่าจะมองเห็นปัญหาใหญ่อื่นที่มากกว่า
ผมว่าคุณเข้าใจความซับซ้อนแบบนี้ คุณก็น่าจะเข้าใจกลไกในอีกด้านเช่นกัน
งานพวกนี้จะเรียกได้ว่าเป็น งานระดับ ชิ้นเอก และ หายาก ในผลงานวิชาการระดับโลกเลยก็่ว่าได้ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น
คุณช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม
ิกสร wrote:ผมโต้ตอบตุณ
เหอๆๆ มีหน่วยกล้าตาย ก็ต้องสนองให้อะนะ
1.ตรรกะเดียวกัน งานวิจัยมีจุดให้วิจารณ์ได้ ผิดพลาดบกพร่องได้ มองไปคนละทาง เสนอแนะไปคนละทางได้ ถามว่าตอนงานวิจัยแปรสัญญาจ้างหลายเจ้า ไฉนมีคนทำวิจัยไม่มีมารยาทไปวิจารณ์งานวิจัยของเจ้าอื่นเช่นของสถาบันวิจัยจุฬา ไฉนมีนักวิจัยจอมปลอมเที่ยวออกไปพูดให้รัฐบาลทำตามข้อเสนอแนะของตนให้ได้ ถ้าไม่ทำตามแปลว่าเอื้อประโยชน์คอรัปชั่นจะตามล้างตามเช็ดจนมาถึงยึดทรัพย์ทุกวันนี้เล่า เค้าไม่ทำตามข้อเสนอแนะของนักวิจัยจอมปลอมแต่จะทำตามข้อเสนอแนะของสถาบันวิจัยจุฬามันผิดตรงไหน ไอ้นักวิจัยจอมปลอมมันฮึ่มๆมาตั้งแต่ที่เค้าจ้างให้วิจัยเรื่องนี้แล้ว นี่เกิดความจำเสื่อมขึ้นมาหรืองัยว่าเรื่องมันยาวมาตั้งแต่โน่น
2.วุฒิการศึกษาแปลว่า มรึงนั่งต้องเรียนวิชาพื้นฐานงัย มรึงต้องท่องจำเข้าไปสอบ มรึงอ่านหนังสือกองนึงอย่างเดียวมรึงเข้าใจแต่มรึงจะจำไม่ค่อยได้ เค้าบังคับให้มรึงท่องให้จำได้ เค้าทดสอบว่ามรึงจำสิ่งสำคัญได้ ถามว่าเรียกไอ้นักวิจัยจอมปลอมมาทดสอบความรู้พื้นฐานศาสตร์ต่างๆมันจะตอบได้ไหม มันไม่ได้ผ่านกระบวนการเรียนตั้งแต่พื้นฐานงัย ถึงไปผิดพลาดเรื่องง่ายๆให้ผู้รู้เค้าจับไต๋ได้ง่ายๆ เค้าถึงวิจารณ์ไม่เกรงใจ กระทบไปถึงสถาบันว่าสถาบันเอาคนแบบนี้มาวิจัยเรื่องสำคัญอย่างJTEPAหรือเนี่ย มองทะลุเรียนเศรษฐศาสตร์พื้นฐานมหภาคจุลภาคต้องท่องจำหลักการสำคัญได้ ท่องเสร็จเข้าไปสอบ ได้เกรดออกมาแปลว่า เค้ารับรับรองว่ามองทะลุมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน หยิบข่าวตัวเลขเศรษฐกิจอ่านรู้เรื่องเพราะมีความรู้เรียนมา 3 เดือนทดสอบความรู้ว่ารู้มาแล้ว ไอ้นักวิจัยจอมปลอมพูดถึงการคำนวณเศรษฐมิติ ไอ้บ้า นั่นมันวิชาสำหรับคนมีพื้นฐานเศรษฐศาสตร์แล้ว ทุเรศสิ้นดีเอาเศรษฐมิติมาสร้างภาพว่าชำนาญเศรษฐศาตร์ เอาคำถามเศรษฐศาสตร์พื้นฐานไปถามมันซิมันตอบได้มั้ย ถึงมันเคยอ่านกองนึงแต่มันจำไม่ได้เพราะไม่ได้ถูกเค้นให้ท่องจำเข้าไปทดสอบ มันถึงไปพล่ามเรื่อง'หนี้ครัวเรือน'โดยไม่พูดถึง'รายได้'งัย เป็นเรื่องเป็นราวให้คนอื่นต้องออกมาพูดให้ถูกหลักเศรษฐศาสตร์ มรึงไปดูวุฒิอัมมาร์ซิ มองทะลุเห็นแล้วอยากตายวุฒิโคตรเทพ ไอนักวิจัยจอมปลอมครอบจักรวาลถ้ามันเคารพอัมมาร์อย่าสร้างภาพว่ารู้ชำนาญเศรษศาสตร์
งานหลายอย่างไม่ตรงวุฒิก็ทำได้ แต่บางงานมรึงต้องรู้จริงรู้แน่น งานวิจัยที่ผิดพลาดอาจสร้างความหายนะได้มองทะลุถึงลอกจรรย่วิชาชีพให้ดูงัยว่าเค้าบอกว่ามรึงต้องรู้จริงแน่ๆนะเว้ย ไม่งั้นเราทุกคนเสี่ยงเป็นเสียงตาย
3.ก็คุยโวโอ้อวดกันไป อ่านงานหลายชิ้นของนักวิจัยจอมปลอมแล้วอนาถใจว่ะ แบบว่านะ อ่านหนังสือกองนึงแล้วมานั่งเรียบเรียงใหม่ เอาเด็กป.ตรี ป.โท สายนั้นมาทำก็ได้นะ อย่าคุยโวเลยว้า ที่เค้าเชื่อเพราะเป็นดร.(คอมพิวเตอร์)เรียนเก่งฟอร์มดีอีโก้จัดเท่านั้นแหละ
เรียน
เรียน อาจารย์สมเกียรติที่นับถือ
ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่อาจารย์ให้เกียรติมาตอบข้อสงสัยของผม ขอเรียนว่าที่บอกว่าผมไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอ นั้นเป็นความจริง ไม่ใช่แกล้งตีฝีปาก เพียงแต่ผมพยายามค้นคว้าหาข้อมูลทั้งสองข้างมาเปรียบเทียบกัน แล้วตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการถกเถียงทางสาธารณะ
อันที่จริงผมไม่ประสงค์จะให้เป็นการโต้ไปโต้มา เพียงแต่เมื่ออาจารย์ตอบแล้ว ผมจะไม่ตอบกลับเลยก็กระไรอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีทั้งบางประเด็นที่เห็นด้วย และบางประเด็นที่ยังสงสัย จึงขอเรียนดังนี้นะครับ
2. ผมเอาข้อสองขึ้นก่อน เพราะดีใจที่อาจารย์แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ค่าสัมปทานถูกรัฐวิสาหกิจ “ดูดไอติม” และเห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ถ้าสั่งให้รัฐวิสาหกิจโอนรายได้จากสัมปทานเป็นเงินเข้าคลังโดยตรง ไม่ต้องเก็บในรูปภาษีสรรพสามิต ก็เป็นเรื่องดี (มากๆ)
แต่หวนกลับมาคิดอีกที ผมก็งงๆ ว่าเอ๊ะทำไมตอนรัฐบาลขิงแก่เลิก พรก. จึงไม่ใช้วิธีเดียวกันนี้ สั่งโอนรายได้เข้าคลังโดยตรง จนถูก “ดูดไอติม” เกิดช่องให้คุณ Nirvana เอาข้อมูลมาตีแผ่ ให้มวลชนเห็นว่าที่ทักษิณทำไว้ รัฐได้ประโยชน์ แต่รัฐบาลขิงแก่มายกเลิก รัฐเสียประโยชน์
คือย้อนบรรยากาศไปตอนนั้น ผมเห็นมีแต่กระแสเชียร์สหภาพรัฐวิสาหกิจ ที่มาทวงกันเหยงๆ ว่าทักษิณทำให้รัฐ(วิสาหกิจ)เสียหาย ไม่มีใครค้านหรือบอกเลยว่าเมื่อยกเลิก พรก.แล้วควรสั่งให้โอนรายได้เข้าคลัง จนต้องมารอให้รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ท่านกำหนดให้ในร่างกฎหมายคลื่นความถี่อย่างอาจารย์บอก
อีกข้อที่ข้องใจคือ ถ้าทำตามแนวทางที่ 384 นักวิชาการเสนอ จะขัดกับแนวทางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือเปล่าครับ เพราะถ้าแปรรูปเป็นบริษัทแล้ว รัฐคงไม่สามารถสั่งให้โอนรายได้เข้าคลัง และถ้าแปรรูปแล้ว การเอาสัมปทานเข้าไปด้วยก็ไม่ต่างจากท่อก๊าซ ปตท. หรือเขื่อนสายส่ง กฟผ. ฉะนั้นถ้ารัฐคิดจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องแปรสัมปทานเป็นภาษี
ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมเห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เราต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทัศนะที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าใครคิดจะแปรรูปคือชั่วเลวทุจริตสถานเดียว
1.ย้อนกลับไปที่ข้อ 1 ของอาจารย์ ผมอ่านแล้วค่อนข้างงง ไม่ใช่ไม่เข้าใจ คือก็คงทำได้หรอก ถ้าจะตีความกันว่ามติ ครม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่ผมงงคือจะเอา “ความเป็นธรรม” ไปทิ้งที่ไหน รัฐประกาศ พรก.เก็บภาษี 10% แล้วมาลดค่าสัมปทานให้โดยหักภาษีออก เพื่อให้ผู้รับสัมปทานเสียเท่าเดิม มันก็น่าจะเป็นธรรมแล้วไม่ใช่หรือครับ หรือเราจะถือว่าจู่ๆ รัฐประกาศ พรก.เก็บภาษี 10% แล้วไม่ต้องลดค่าสัมปทานเลย กลายเป็นผู้ประกอบการเสียเพิ่มซะเฉยๆ และถ้าตีความกันตอนนี้ ผู้ประกอบการก็จะเสียย้อนหลัง ไม่ใช่แค่เอไอเอส แต่อ่วมกันหมดทั้งทรู ดีแทค มันไม่เละตุ้มเป๊ะหรือครับ (อาจารย์ก็มาตอบเองอีกทีว่าพวกนักวิเคราะห์และนักลงทุนเป็นห่วงกันอยู่)
3.เรื่องของการกีดกัน ที่อาจารย์บอกว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายเงินให้รัฐ ในระดับใกล้เคียงกับผู้รับสัมปทาน โดยไม่ได้บอกต่อว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่เคยได้รับสิทธิต่างๆ จากรัฐ เหมือนผู้รับสัมปทานอย่างเอไอเอสเคยได้เลย การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีหน้าที่จ่ายภาษี ทั้งที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่ใช่การสร้าง “การแข่งขันที่เสมอภาค” แต่เป็นการ “กีดกันการแข่งขัน”
ผมยอมรับว่าน่าฟังและน่าคิด เพียงแต่ยังไม่ค่อยเห็นภาพที่เป็นรูปธรรม คือผมนึกภาพไม่ออกว่าถ้ารายใหม่เสีย 10% ให้คลัง แล้วไปเสียค่าสัมปทาน 10 หรือ 15% เหมือนเอไอเอส เหมือนทรู ดีแทค เขาจะเสียเปรียบอะไรบ้าง
ประเด็นนี้ผมเปิดกว้าง ไม่ตั้งป้อมฟันธงว่าไม่กีดกัน แค่อยากบอกว่าที่ผ่านมามันไม่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม เพราะมันยังเกี่ยวข้องกับปัญหาอำนาจ กทช. ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ หรืออย่างที่อาจารย์บอกว่าเพราะทักษิณเป็นนายกฯ
แต่ข้อหลัง ต่อให้มี พรก.หรือไม่มี มันก็ “กีดกัน” อยู่ดีไม่ใช่หรือครับ เราคงไม่สามารถสรุปว่าทักษิณมันผิดเพราะดันได้รับเลือกตั้งมาเป็นนายกฯ แล้วต่างชาติไม่กล้าลงทุน
เพิ่มเติม-อาจารย์มาตอบอีกที ว่า “ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การได้ประกอบการก่อน (first mover’s advantage) สำคัญมาก” ผมว่าตรงนี้ไม่เกี่ยวกับภาษีแล้วนะครับ ทุกธุรกิจใครมาก่อนมันก็ได้เปรียบทั้งนั้น
3/2 ขอพูดเรื่องอำนาจ กทช. ที่อาจารย์บอกว่า กทช.สามารถออกใบอนุญาตได้ตั้งแต่ปี 46-50 มีข้อแย้งว่า การสรรหา กทช.ใช้เวลา 4 ปี กว่าจะได้ กทช.ชุดแรกก็เป็นปี 2547 กฎหมายกำหนดว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ ต้องมี กทช.กับ กสช.ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่แห่งชาติเสียก่อน แต่ตอนนั้น กสช.เกิดไม่ได้ เมื่อ กทช.ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจัดสรรได้ไหม จึงถามไปที่กฤษฎีกา กฤษฎีกาตอบว่าทำได้ กระบวนการทั้งหมดนี้ล่วงเลยมาพอสมควร น่าจะเป็นปี 48-49 ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญใหม่มากำหนดให้เหลือองค์กรเดียว คือ กสทช. แต่ตอนนี้กฎหมายลูกยังร่างไม่เสร็จ (เกิดข้อถกเถียงว่า กทช.ยังคงมีอำนาจอยู่หรือไม่อย่างอาจารย์ว่า )
ประการที่สอง ที่ กทช.ไม่มีการให้สัมปทานรายใหม่ ก็มีผู้แย้งว่าเพราะคลื่นความถี่ 2G มันเกือบเต็มแล้ว มันให้กับทีโอทีและแคทไปแล้ว ถ้าจะเปิดใหม่ก็คือ 3G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ต้องลงทุนใหม่ แข่งขันกันใหม่ ในกรณีนี้ผู้รับสัมปทานเดิมจะได้เปรียบในการแข่งขันก็เพราะเขามีฐานลูกค้าที่พร้อมจะโยกมา 3G แต่ไม่ใช่ได้เปรียบเพราะภาษีสรรพสามิตซึ่งเสียเท่ากัน
อันนี้ก็เป็นข้อแย้งที่ผมยกมาให้ชั่งน้ำหนัก ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็คือมันไม่มีรายใหม่เพราะคลื่นเกือบเต็ม ต้องรอ 3G รอ กทช.
คือผมเองก็เชื่อเหมือนอาจารย์น่ะแหละว่ามันมีการกีดกันอยู่ในตัว เพราะทักษิณเป็นนายกฯ ใครจะอยากมาลงทุนแข่ง แต่นั่นมันไม่เกี่ยวกับ พรก.ภาษีสรรพสามิต ถ้าจะบอกว่า พรก.กีดกัน ควรมีรูปธรรมมากกว่านี้
4.เรื่องค่าสัมปทาน พรีเพด ค่าเชื่อมโยงเครือข่าย ขอบคุณที่อาจารย์อธิบายให้ผมและผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น ขอเรียนว่าผมไม่ได้ปฏิเสธว่ามันมีปัญหาสัญญาไม่เท่าเทียม แต่มันเป็นความไม่เท่าเทียมที่ทีโอทีเลือกปฏิบัติกับเอไอเอส มาตั้งแต่ก่อนที่ทักษิณจะเป็นนายกฯ หรือก่อนที่จะเล่นการเมืองด้วยซ้ำ เริ่มต้นจากเอไอเอสได้สัมปทานจากทีโอที แล้วดีแทคไปดิ้นรนขอสัมปทานจากการสื่อสาร (ซึ่งความจริงไม่ควรเป็นผู้ให้สัมปทานในประเทศ เพราะการสื่อสารทำเรื่องระหว่างประเทศ) แต่ดีแทคได้มาแล้วก็ต้องขอเชื่อมโยงกับทีโอที ยอมรับสัญญาที่เสียเปรียบ “โดยเป็นความสมัครใจของดีแทคเอง”
เมื่อทีโอทียอมแก้ไขสัญญาลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายให้ดีแทคและทรู แล้วพอเอไอเอสไปขอลดส่วนแบ่งรายได้พรีเพด ทีโอทีก็ยอม อาจารย์อาจพูดได้ว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็เป็น “การแก้ไขสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมบนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียม” การประเมินเรื่องนี้ย่อมแตกต่างจากเสียเท่ากันแล้วมาแก้ให้เอไอเอสเสียน้อยอยู่รายเดียว เพราะนี่คือการเสียไม่เท่ากัน แล้วฝ่ายหนึ่งได้ลด อีกฝ่ายก็ขอลดบ้าง
ผมไม่คิดว่าเราจะต้องเรียกร้องให้ทักษิณเป็นพระเวสสันดร อย่างที่อาจารย์บอกว่าคุณทักษิณ คุณไม่ควรไปขอลด เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็ได้เปรียบอยู่แล้ว
ที่อาจารย์บอกว่าการเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นสิทธิตามกฎหมายซึ่งต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผมเข้าใจว่ามันเลือกปฏิบัติมาก่อนแล้ว และผู้เลือกปฏิบัติก็คือทีโอที เพราะถ้ามองอีกด้าน เราพูดได้ไหมว่า ทีโอทีนั่นแหละกีดกันดีแทค เพราะดีแทคทำสัญญากับแคท จ่ายสัมปทานให้แคท แล้วจะมาเชื่อมเครือข่ายฟรีๆ ไม่ได้ดูดไอติม ทีโอทีก็ไม่ยอม เรื่องไรทีโอทีจะอยากให้ดีแทคมีลูกค้ามากๆ ส่งค่าสัมปทานเข้าแคท แต่ถ้าเอไอเอสมีลูกค้ามากๆ ทีโอทีก็ได้ค่าสัมปทานมาก เหมือนลูกในไส้กับลูกนอกไส้
ส่วนที่ว่าเอไอเอสได้ลดค่าพรีเพดแล้วมาลดราคาให้ประชาชน ผมไม่ได้บอกว่าเป็นความปรานี หรือเพราะต้องลดสู้คู่แข่งตามหลักการตลาด แต่สาระสำคัญคือ การแก้ไขสัญญาครั้งนั้น ทีโอทีกำหนดว่าลดค่าสัมปทานให้ก็ต้องลดราคาด้วย ถือเป็น “ข้อแลกเปลี่ยน” ไม่ใช่การลดให้กันเปล่าๆ (ซึ่งมองได้ว่าทีโอทีก็ต้องการถือหางเอไอเอส ให้ได้เปรียบในการแข่งขันกับดีแทค)
การลดค่าบริการทำให้มีลูกค้ามากขึ้น ฉะนั้นการตีค่าความเสียหายโดยอ้างว่าถ้าไม่ลดค่าสัมปทานจะได้เท่านั้นเท่านี้ โดยเอามาคูณกับปริมาณการใช้เพิ่ม จึงไม่น่าจะถูกต้อง
5.ไอพีสตาร์ ไม่แน่ใจว่าที่อาจารย์ยกเรื่องประสิทธิภาพ หรือจำเป็นต้องยิงดาวเทียมอยู่แล้ว รัฐไม่ควรส่งเสริมนั้น ถือเป็น “ความเห็น” หรือเป็นการทำผิดกฎเกณฑ์ของการส่งเสริมการลงทุน ถ้าเป็นอย่างหลัง ผิดชัดเจนครับ แต่ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ มันก็เป็นแค่ “ความเห็น” ที่เราอาจเห็นว่าไม่ควร แต่บางคนเขาเห็นว่าควร ซึ่งเอามาตัดสินถูกผิดไม่ได้ ที่ผมยกตัวอย่างไปคือยกกรณีไทยคม 3 ว่าได้รับยกเว้นภาษี 8 ปี อยู่ในเกณฑ์เดียวกัน ถ้าไม่มีเกณฑ์นี้ไว้ก่อนเป็นนายกฯ สิ ทักษิณผิดชัดเจน
6.ที่บอกว่า ถ้าเอ็กซิมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่าจะยังซื้อของชินแซทอยู่หรือไม่ เป็นข้อที่คุณสฤณีตั้งขึ้น แล้วก็บอกว่าไม่มีข้อมูล ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่านั่นแหละ เราไม่รู้ เราสรุปไม่ได้
แต่ผมรู้น้อยอวดฉลาดดันเปรียบเทียบว่าถ้าซื้อของสามารถล่ะ อาจารย์เลยกรุณาให้ความรู้ว่า เขามีการล็อกสเปก ต้องซื้อ “บริการสื่อสารความเร็วสูงผ่านดาวเทียม” ขอขอบพระคุณ ฟังอาจารย์แล้วก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมพม่าต้องซื้อเน็ตความเร็วสูงขนาดนั้น แต่ผมว่าเรื่องนี้พิสูจน์ได้ คือถ้าพม่ามันซื้อไปทิ้งขว้าง ก็แปลว่าสมคบกันโกง แต่ถ้าพม่ามันซื้อไปใช้จริง ต้องการสเปกสูงขนาดนั้นจริง ก็ว่ากันอีกอย่าง
อาจารย์ยังแยกประเด็นให้เห็นว่า มีการเอาเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนในรูปของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แปลว่าต่อให้พม่าไม่เบี้ยวหนี้ ใช้ครบทั้งต้นทั้งดอก ก็เกิดความเสียหายอยู่ดีเพราะดอกเบี้ยต่ำ อันนี้ก็ฝากไว้ให้สาธารณชนพิจารณา เพราะฝ่ายเสื้อแดงเขาโต้ว่าการให้เงินกู้พม่ามันแลกมาด้วยผลประโยชน์หลายด้าน เช่นเรื่องก๊าซ (ผมไม่รู้รายละเอียด ขอออกตัว)
ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ช่วยทำให้เป็นประเด็นสาธารณะถกกันกว้างขวาง เพื่อที่จะได้เปิดรับความรู้ความเห็นมุมมองต่างๆ จากผู้คนที่โพสต์เข้ามา โดยเฉพาะคุณกานดา (อยากเลี้ยงข้าวอีกแล้ว อิอิ)
ใบตองแห้ง
...........................................
Somkiat
ขอบคุณที่ตอบนะคะ
ครึ่งแรกเหมือนคำตอบคุณสฤณีคือให้เอากฎหมายนำเศรษฐศาสตร์ แต่ครึ่งหลังมีหลักการทางเศรษฐศาสตร์ คนในตลาดหุ้นกังวลก็แสดงว่าตระหนักถึงหลักการทางเศรษฐศาสตร์กันดีแต่ไม่ถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะ ต่างจากคุณสฤณีที่ไม่ยอมรับหลักการเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่สาธารณะ
เรื่องงานอ.ยุพนากะอ.ประมวล เป็นงานด้าน"การเงิน"หรือไฟแนนซ์ไม่ใช่งานเศรษฐศาสตร์นะคะ ไฟแนนซ์กะเศรษฐศาสตร์มีบางส่วนคาบเกี่ยวกัน แต่หลายส่วนไม่ยุ่งเกี่ยวกันเลย เอางาน"ไฟแนนซ์"มาประเมินนโยบายทางเศรษฐศาสตร์ได้ไหม ได้ในบางมิตินะคะ เช่นนโยบายการควบคุมตลาดหุ้น นโยบายการควบคุมธนาคาร แต่วิธีทางไฟแนนซ์ไม่สามารถวัดมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยตรง กำไรทางบัญชีและกำไรทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้วัดด้วยวิธีเดียวกันนะคะ นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กะ expectations (ขออภัยนึกศัพท์ไทยไม่ออก)ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัทในอนาคตด้วย expectations ก็ทำให้หุ้นขึ้นลงกันผันผวน แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจไมได้ผันผวนกันรวดเร็วเท่าหุ้นนะคะ correlation ที่คุณวัดด้วยงาน econometrics จากข้อมูลทางการเงินนั้น ไม่สามารถเอามาอ้างอิงในการวัดมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจนได้โดยตรงนะคะ เวลาวัดมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจในประเทศก็ไมได้ใช้ข้อมูลตลาดหุ้นนะคะ ตลาดหุ้นก็วัดข้อมูลตลาดหุ้นไป ตลาดอื่นก็วัดข้อมูลตลาดอื่นไป หุ้นขึ้น 100% ก็ไมได้ทำให้มูลค่าเพิ่มประเทศเพิ่มขึ้นอัตโนม้ติ 100%
ยอมรับนะคะว่าประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช้เศรษฐศาสตร์นำกฎหมายไปหมด สงครามอิรักก็ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ แต่ประเทศพัฒนาแล้วพัฒนาได้เพราะนโยบายสำคัญ(เชิงปริมาณ)ใช้เศรษฐศาสตร์จริงๆ นโยบายที่มีผลกระทบมหาศาลทางเศรษฐกิจนั้น เอากฎหมายนำแบบไม่ต้องคำนึงถึงหลักการเศรษฐศาสตร์เมื่อไร ก็ได้ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลนะคะ
ชำนาญ สองแคว wrote:เออ
ตอบคุณชำนาญ ไม่เห็นด้วยกับคำว
ตอบคุณชำนาญ
ไม่เห็นด้วยกับคำว่า"สงคราม"นะคะ ดิฉันการเมืองคือการแลกเปลี่ยน คนที่ชนะสงครามคือคนที่ไม่เข้าสนามรบนะคะ จะแลกอะไรก็ต้อง"ประเมินค่า"กันดีๆ ประเมินไม่ดีก็ตัดสินใจพลาด
FreakRider
1. ถ้าคำนวณด้วย"ข้อมูลใหม่"และ"วิธีใหม่" ก็จะเป็นตัวเลขที่พยายามวัดมูลค่าจริง อาจจะเป็น + หรือ - หรือ 0
2. เดาเล่นๆไม่ได้ค่ะ ถ้าเป็นสถิติที่ประกาศกันเรื่อยๆ ก็คิดคร่าวๆพยากรณ์กันก่อนได้ แล้วตอนหลังกลับมาแก้กัน ก็ไม่เป็นไร (ถ้าแก้มากคนพยากรณ์ก็ต้องเอาเหตุผลมาบอกกันดีๆว่าทำไมคลาดเคลื่อนเยอะ) แต่กรณีนี้เป้นตัวเลขเฉพาะกิจ พยากรณ์เล่นๆไม่ได้นะคะ
ใบตองแห้ง
ไม่รู้จะได้ทานข้าวกะคุณเมื่อไรนะคะ ขออีเมล์ก่อนได้ไหมคะ มีคำถามเกี่ยวกะตัวเลขที่คุณได้มา จะถามตรงนี้ก็เกะกะพื้นที่คนอื่นเปล่าๆ
ขอบคุณค่ะ
ตอบหน่วยกล้าตายต่อนะ งานวิจัย
ตอบหน่วยกล้าตายต่อนะ
งานวิจัยแปรสัญญาโทรคมนาคมที่รัฐบาลไม่รู้จะทำงัยดีถึงจะโดนด่าน้อยที่สุด มันก็เลยมีการจ้างวิจัยหลายรอบ ไม่ว่าเลือกวิธีไหนก็ถูกด่านะ สมมุดไม่มีสถาบันวิจัยเพื่อความเสื่อมถอยมาวิจัยก็ถูกด่าเพราะงานนี้เกี่ยวกับผลประโยชน์ตัวเลขเยอะ
ทีนี้ พอจ้างวิจัยเสร็จแล้ว รัฐบาลบอกว่าจะตามข้อเสนอแนะของสถาบันวิจัยจุฬา ไอถสาบันเพื่อความเสื่อมถอยที่ถูกจ้างวิจัยเหมือนกัน ดันออกมาค้านเว้ยเฮ้ย เป็นนักวิจัยภาษาอะไรรู้จรรยาวิชาชีพและมารยาทกับเขาด้วยหรือเปล่านี่ มาฟังกันชัดๆว่าเค้าพูดเรื่องนี้ยังไง
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=p55&month=05-2006&date=07&group=1&gblog=6
สมบัติ อุทัยสาง รมช.สมัยนั้น - "ผมมีความเห็นว่าหน่วยงานรัฐที่จ้างสถาบันต่างๆไปศึกษาในเรื่องใดเมื่อศึกษาแล้วก็จบ คนที่รับจ้างศึกษาไม่ควรมาติดตามว่าได้นำผลการศึกษามาใช้หรือไม่ ถ้าทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะตามหลักการแล้วเมื่อมีการว่าจ้างให้องค์กรใดๆทำการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อได้ข้อยุติก็ถือว่าจบสิ้นการทำงาน แต่หน่วยงานที่ว่าจ้างจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางทีอาจจะไม่ยอมรับหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องยึดผลการศึกษานั้นมาเป็นคัมภีร์เสมอไป เพราะต้องคิดว่าผู้รับจ้างงานเป็นผู้ขายความรู้ ถึงวันนี้เขายังเห็นด้วยกับผลสรุปของสถาบันทรัพย์สิน มากกว่าของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เราต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเอกชนด้วย "
ไม่ค้านเปล่านะ เกิดการ'ตรวจสอบ'สถาบันวิจัยจุฬาด้วยเว้ยเฮ้ย สถาบันวิจัยจุฬาจะรับผลเสื่อมแค่ไหนช่างมัน ต้องใช้ข้อเสนอจากงานวิจัยของชั้นไม่งั้นชั้นจะพังแมร่งให้หมด ไม่พอใจงานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาก็ตรวจสอบตั้งแต่การว่าจ้างค่าจ้าง โทษฐานบังอาจวิจัยเด่นลบรัศมีนักวิจัยจอมปลอมทำให้ผู้ว่าจ้างโยนงานของนักวิจัยจอมปลอมอีโก้จัดลงถังขยะ
ตรวจสอบสถาบันวิจัยจุฬา ก็ไม่เป็นไรนะ ก็ตรวจสอบกันให้หมด กำกับดูแล ควบคุมมาตรฐานทั้งระบบกันซะที ตรวจสอบไอ้สถาบันเพื่อความเสื่อมถอยกันซะที แสดงบทบาททุเรศๆมานานละ เอาทุนมาจากไหนยังไงใช้จ่ายยังไง ใช้ภาษีประชาชนหรือไม่และเท่าไหร่ แล้วก็ไปตรวจสอบ สกว.ด้วย
อ่านซะเรื่องการยกพวกเข้าไปตรวจสอบสถาบันวิจัยจุฬา สาเหตุมาจากการรับงานวิจัยแปรสัญญาโทรคมนาคมนั่นแหละ
สถาบันทรัพย์สินทางปัญญายันทำเพื่อชาติ?
หมายเหตุ : นายสิงหเทพ เทพกาญจนา ผู้อำนวยการสถาบันทรัพย์สินทางปัญหา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการช่วยกันคิด ทิศทางข่าว คลื่น 96.5 เมกะเฮิร์ต
เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ในเรื่องผลศึกษาการแปรสัญญาร่วมการงานกิจการโทรคมนาคม
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=p55&month=05-2006&date=07&group=1&gblog=3
ฟ้องสถาบันทรัพย์สินจุฬาฯ ปลอมชื่อ'ดร.'รับค่าวิจัย-ปิดข่าวอุตลุดถ่ายเงินค่าแปรสัญญา3ล.
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=p55&month=05-2006&date=07&group=1&gblog=7
นักวิจัยจอมปลอมมันไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์มันถึงมองแต่ตัวเลขโตๆที่เห็นชัดแต่ไม่รู้ว่าภายใต้ภาพปรากฎเงินมันวิ่งมันทำงานยังไง มันไม่เก็ตว่าเอกชนเอาค่าสัมปทานไปบวกเป็นต้นทุนรายได้แล้วตั้งราคาขาย ก็แปลว่าค่าสัมปทานที่เอกชนจ่ายอยู่ ผู้บริโภคเป็นคนจ่ายงัย เวลาลดค่าสัมปทานก็ไปลดค่าบริการด้วย ลดแล้วคุ้มมั้ย มองทะลุถึงเอาข่าววิจัยของต่างประเทศมาโชว์งัยว่ามือถือเติบโต10%,มีผลต่อGDPโต0.6% เอานักเศรษฐศาสตร์มาคำนวณสิว่าถ้าGDPโต0.6%ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มได้เท่าไหร่แล้วจะรู้ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มที่ให้การใช้มือถือเติบโตเร็วๆโดยการลดค่าสัมปทานลดค่าบริการ
ทีนี้เก็ตกันหรือยังว่าความรู้พื้นฐานที่แน่นๆมันสำคัญยังไงมันทำให้เห็นว่าเงินในระบบเงินในแหล่งต่างๆมันวิ่งไปมายังไง
เออแล้วนักวิจัยจอมปลอมกับนักเศรษฐศาสตร์เสียสถาบันบอกว่ามือถือยังไงก็โตโดยไม่ต้องลดค่าบริการอยู่แล้ว...อ้าวแล้วเอาความสัมพันธ์ของระดับราคาสินค้ากับปริมาณบริโภคไปไว้ที่ไหนซะล่ะ เหอๆๆ ปัดเด๋วก็มาแย้งว่าเพราะ'ราคาเครื่องมือถือ'มันลดลงเยอะคนถึงใช้เยอะขึ้น นี่จะบอกว่า'ราคาค่าบริการ'ไม่เกี่ยวเลยใช่ไหม ก็ไปวิจัยซิว่าปัจจัยราคามือถือกับปัจจัยค่าบริการมีอิทธิพลต่อการเติบโตของการใช้มือถืออย่างไร? ถามว่าวิจัยหรือยังถึงบอกว่าราคาค่าบริการไม่เกี่ยว นั่งเทียนวิจัยสดๆเหรอ?
1.
1. กรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม
"ถ้ากลัวรัฐวิสาหกิจเบี้ยวเงินค่าสัมปทาน ก็โอนเงินรายได้สัมปทานจากรัฐวิสาหกิจ เข้าคลังโดยตรง โดยไม่ต้องออกเป็นภาษีสรรพสามิต ตามที่สภาที่ปรึกษาฯ หรือนักวิชาการ -384 คนเคยแนะนำไว้ตั้งแต่ปี 2545-2546 หรือจะทำอย่างบทเฉพาะกาลมาตรา 78 ของร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับใหม่ก็ได้ครับ วิธีนี้จะไม่กีดกันรายใหม่ และได้เงินเข้ารัฐ"
เคยได้ยินเรื่อง
1.1 ที่ ดร สมเกียรติ เสนอให้ใช้ ใช้ผู้รับสัมปทานเดิม จ่ายค่ายกเลิกสัปทาน แทน อยากทราบรายละเอียดแนวคิดนี้
1.2 วิธีการโอนรายได้เข้าคลังโดยตรง ต้องใช้อำนาจประเภทใดในการทำ ( มติครม, กฎหมาย, นโยบายให้ผู้บริหาร ) และต้องทำเป็นครั้ง ๆ ไปหรือสามารถใช้อำนาจครั้งเดียว เกิดผลต่อเนื่อง ( ไม่ต้องสั่งโอนเป็นครั้ง ๆ )
1.3 ข้อ 1.1 และ 1.2 คือวิธีการเดียวกันหรือไม่
ที่อยากรู้รายละเอียดและวิธีปฎิบัติ ต่อฝ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าคู่สัญญาสัมปทาน เงื่อนไขอื่น ๆ เงื่อนไขด้านความยากง่ายในการ implement เพราะจะได้สามารถเปรียบเทียบกันไ้ด้อย่างเป็นระบบครับ
2.
”เราสามารถกำหนดให้ซื้อจากผู้ประกอบการไทย แต่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันจากผู้ประกอบการไทยหลายราย ไม่ใช่ล็อกสเป็คจนเหลือรายเดียว เช่นเดียวกับจะซื้อคอมพิวเตอร์ ต้องไม่ระบุว่าต้องใช้ ชิบของ Intel เท่านั้น เพราะอาจจะมีคนเอา AMD หรือเจ้าอื่นมาเสนอก็ได้"
ที่ยกมาเปรียบเทียบคือ ยี่ห้อ ซึ่งในแง่การเปรียบเทียบ มีข้อแตกต่างกันในแง่ เล็กน้อยแต่เป็นของทดแทนกันได้ ถ้าความต้องการของเขาอิงอยู่กับ การกระจายของ ผู้ใช้ที่กระจายทั่วประเทศ ที่ยังไม่มีสาย มีเรา วางไว้ มันก็ต้องลงที่ ดาวเทียมอย่างเดียว
ดังนั้น AMD กับ INTEL จึงเป็นการเปรียบเีทียบที่ไม่เหมือนกับ ADSL กับ ipstar
คนจะกู้ถ้าเขาจะเอาแบบนี้และมันก็ลงตัวกับความต้องการของเขา ก็ไม่น่ามีปัญหานี่ครับ สมมุติเค้าบอกว่า เค้าตั้งใจจะเอาตัวนี้
มาเชื่อมโยงศูนย์ราชการทั่วประเทศ และความมั่นคงทางทหารในพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ
ให้เค้าเลือกเอา แบบต้องใช้สาย หรือสถานีทวนสัญญาณ บนพื้น เงินแค่นี้คงไม่พอมั้งครับ อินเตอร์เน็ตดาวเทียมก็น่าจะตรงความต้องการไม่ใช่เหรอ
"แล้วคุณไม่สงสัยหรือครับว่า พม่าซึ่งเป็นประเทศยากจนมาก ซึ่งในปี 2546 ยังมีการใช้อินเทอร์เน็ตธรรมดาน้อยมาก จู่ๆ ทำไมต้องการบริการ “อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง” ทั้งที่ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก็ยังหาใช้ยากในเมืองไทยเลยครับ รัฐบาลของทั้งสองประเทศในตอนนั้นทำอะไรกันกับเงินของประชาชนครับ?"
ผู้นำรัฐที่เป็นทหาร อาจจะอยากได้อะไรมาเสริม ความมั่งคง ก็ไม่ได้แปลก อินเตอร์เน็ตดาวเทียม สำหรับประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานฐานไม่ดีแบบพม่า ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องนี่ครับ เทียบกับอย่างอื่นไม่ว่า วางเสา วางสาย สถานีทวนไมโครเวฟ
รัฐบาลทั้งสองประเทศ อันนี้พูดยาก ต้องดูภาพรวมและเงื่อนไข ถ้าพูดอย่างเดียวกัน เงินจีน เงินญี่ปุ่น เงินอเมริกา ในการลงทุนในหลาย ๆ ประเทศก็ต้องตอบเหมือนกัน แต่สำหรับผมดูที่ภาพรวม
3.
”ถ้ายังไงยืนยันว่า จะให้สิทธิพิเศษทางภาษีด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องเป็นโครงการที่มีการแข่งขัน และต้องประกาศก่อนประมูลสัมปทานโครงการดาวเทียมว่า ผู้ชนะจะได้ยกเว้นภาษีเงินได้กี่ปี เขาจะได้คำนวณได้ถูกว่าจะยื่นเสนอประมูลเท่าไร ไม่ใช่ไปได้สัมปทานมาแล้ว เสนอค่าสัมปทานไปแล้ว ค่อยมาขอ “ส่งเสริมการลงทุน” แบบนี้“
ที่ระบุมาว่า ได้สัมปทานมาแล้ว เสนอค่าสัมปทานไปแล้ว ค่อยมาขอส่งเสริมการลงทุน
แสดงว่าตรงนี้ทำผิดระเบียบและกฎหมาย เกี่ยวกับ BOI โดยชัดเจนใช่หรือไม่ คือ กฎหมายไ่ม่อนุญาต ให้ทำได้
4. เรื่องการกีดกันการแข่งขัน
ความยุติธรรมกับผู้ประกอบการเดิม ก็น่าจะต้องนำมาคิดหรือเปล่าครับ มันมีความไม่สมบูรณ์มาแต่ต้น
แม้เรามีอำนาจ แต่เราคงเปลี่ยนทุกอย่างให้มันดีที่สุดไม่ได้ ถ้ามันมีเงื่อนไขอื่นๆ
การจะบอกว่ารื้อทิ้ง จัดใหม่ เรื่องเหล่านี้ในไทยทำได้ยาก ในประเทศไทย ลองมาดูปัญหาคาราคาซังที่มีอยู่ในไทย
ล้วนทำได้ยากและใช้เวลายาวนาน และมักก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นที่รู้กันว่า ไม่ใช่มีอำนาจตามกฎหมาย
อย่างเดียวแล้วจะทำได้ พลังแฝงการเมืองมีอยู่ทุกกลุ่ม
ถ้าเรามองว่า ไม่สามารถทำให้ optimum ได้ ผิด (ทางอื่น ๆ เป็นแค่การคาดเดา เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ เช่นถ้าทำแล้ว จริง ๆ จะติดปัญหายาว จนมีค่าเสียโอกาสแทน) คนเพิกเฉยไม่รื้อไม่จัดการ ให้มันมีปัญหาแบบนั้น น่าจะมีความผิดมากกว่าหรือเปล่า
ศาล "นายสมเกียรติ.
ศาล "นายสมเกียรติ. ทำงานวิจัยมา 14 ปี มีผลงานวิจัยมากกว่า 100 ชิ้น จึงน่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องภาษีสรรพสามิตเป็นอย่างดี"
ตลกมากเลย
พอเพียง wrote:ศาล
==============================================
มีเรื่องตลกอีก...หลังศาลตัดสิน..."ทักษิณ" โฟนอิน
แล้วพูดว่า "ทีเขาทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ไม่เห็นแบ่งส่วนแบ่งให้มั่ง ทีทรัพย์สินของเขาจะให้ตกเป็นของแผ่นดิน"...ฟังกี่ครั้ง "ทักษิณ" ก็ไม่เคยรู้ว่า "การอาสาเป็นผู้นำ" คือ ความเสียสละ ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ...(ตามที่ทักษิณบอกว่า รวยแล้ว จะทำเพื่อประเทศชาติ)...ไม่ใช่เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เอาทรัพยากรของชาติ มาคลุกเคล้า รวมกัน เป็นผลประโยชน์ของครอบครัวตัวเอง
"ทักษิณ" จะไม่เสียใจอย่างนี้เลย ถ้าจริงใจกับประเทศชาติ และประชาชน...แต่นี่พูดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ...ไปวิงวอนนักธุรกิจว่า "อย่าเขามาเล่นการเมือง เดี๋ยวตกเป็นเหยื่อแบบเขา"
ซึ่งไม่ใช่เลย ถ้า"ทักษิณ" รู้จักพอ...แล้วเสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง...อันที่จริง
=================================================
อีกเหตุผลนึงทีเขาบอกว่า เขาและลูก ไม่มีวันโกงประเทศ...เพราะว่าลูกเป็นคนประหยัด...ถึงเป็นลูกเศรษฐี แต่ใช้เงินน้อยกว่าลูกข้าราชการบางคนอีก ดังนั้น ลูกเขา และ เขาไม่มีวันโกง
เสร็จแล้วก็เหมือนเดิมโทษคนอื่น...โทษศาลว่ามีใบสั่ง...มีธงอยู่แล้ว...ปลุกระดมพี่น้องมวลแดงอีก
การพูดของเขาพูดคำว่า เขาเป็นเศรษฐี และ ลูกเศรษฐี วนไปวนมาหลายครั้ง...น่าเสียดายที่เป็นเศรษฐีแล้วมาลงเล่นการเมือง...และเพราะกิเลสบังตา ทำให้เขาพยายามฉกฉวยผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไม่ถูกต้อง ในทุกวิถีทาง...มันจึงเป็นเช่นนี้แล...
คุณก๊วยเจ๋ง
คุณก๊วยเจ๋ง คงจะไม่เข้าใจเหมือนกับศาลว่า การที่คนนึงมีงานวิจัย 100+ ชิ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ใช่ด้านภาษีนั้น ไม่ได้มีหลักประกันใดๆ ว่าเขาจะต้องกลายมาเป็นผุ้เชี่ยวชาญเรื่องภาษี จริงๆ ดร.สมเกียรติ จบเอกมาด้านคอมพิวเตอร์ และนอกจากเรื่องนี้ ก็ยังไม่เห็นมีงานวิจัยชิ้นไหนที่ลงลึกเรื่องภาษีสรรพสามิต
และการทำงานวิจัยมากกว่า 100 ชิ้นใน 14 ปีนี่ ถึงแม้จะเป้นคนเก่ง ก็ชวนให้สงสัยเรื่องคุณภาพของงานแต่ละชิ้นด้วย
ส่วนสิ่งที่คุณเขียนนั้น ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ผมเขียน (ซึ่งไม่ได้อ้างถึงทักษิณเลย) ถ้าคุณอยากช่วยปกป้องศาลหรือ ดร.สมเกียรติ ก็กรุณาเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องมาถก ไม่ใช่เอาเรื่องอื่นมาแถ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นจะรู้สึกว่าคุณแค่ฉลาดเท่าก๊วยเจ๋ง
Somkiat I used to admire you
Somkiat
I used to admire you as one of the brightest person in Thailand. However, in this matter, you screwed. Your analysis is dead wrong. Shame on you!
To Mr. President of Tokyo Institute of Tech, if you read this, please take his PhD back. He's not deserved your institution's degree.
why care wrote:Somkiat I used
อื้อฮือ!
การแสดงควายเห็น เอ๊ย! ความเห็น ของคุณ ควายแวร์ เอ๊ย วายแคร์ อิอิอิ เป็นการแสดงความเห็นที่ใช้เดรัจฉานวิชาได้สุดค่วด ตะกวดอายไปเลยครับ
สมศักดิ์ศรีตะกวดประชาไท เหล่าเทวดาผู้มีคราบใครอันสูงส่งจากการสมสู่ระหว่าง แลน กับ เหี้ย
สุดยอดครับ นับถือครับ นับถือ
พอเพียง wrote:คุณก๊วยเจ๋ง