'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: เรียน คุณสฤณี อาชวานันทกุล ที่นับถือ

 

ตั้งใจจะเขียนจดหมายถึงคุณสฤณีตั้งแต่ 2 อาทิตย์ที่แล้ว แต่ติดโน่นติดนี่จนล่วงเลยมาหลายวัน กระนั้นก็ยังจำเป็นต้องเขียน แม้ทราบดีว่าคุณสฤณีไม่ใช่นักตอบจดหมาย ขณะที่ผมก็ไม่ใช่นักเขียนจดหมาย (ตกงานจากอาชีพตอบจดหมาย-ฮา) เพราะมีข้อข้องใจที่อัดอั้น ไม่สามารถหาคำตอบได้กระจ่าง หวังว่าคงให้ความกรุณาแก่คนรู้น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ การเงิน และโทรคมนาคม

คงทราบแล้วใช่ไหมครับว่า ผมมีข้อข้องใจสืบเนื่องจากบทความ “ประเมิน ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ ในคดีทักษิณ ‘ร่ำรวยผิดปกติ’ ก่อนศาลตัดสิน” ที่คุณสฤณีเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นเดือนนั่นแหละ ซึ่งได้รับการนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสื่อกระแสหลัก (ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม่-ไม่เคยสนใจงานของคุณสฤณี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการอิสระ ไม่ใช่แบบเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หรือนิติไกรพจน์)

อย่าเข้าใจผิดว่าผมจะมาคัดค้านอะไรคุณสฤณี ผมอยู่ข้างเชียร์คุณสฤณีต่างหาก (ได้ข่าวว่าศาสดาหัวโตเขียนด่าคุณสฤณีในฟ้าเดียวกัน ผมยังเคืองแทน) ผมอ่านบทความ ดก. (ดังกล่าว) แล้วพบว่าคุณสฤณีคำนวณตัวเลขได้แม่นยำ เป๊ะๆ ทุกบาททุกสตางค์ที่ทักษิณ “โกงชาติ” ถึงแม้คุณสฤณีจะบอกว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย ไม่อยากฟันธงว่าคำพิพากษาน่าจะหรือควรจะออกมาในแนวทางใด แต่การที่คุณสฤณีใช้หลักวิชาการเงินมาอธิบายให้เกิดความกระจ่าง ในข้อหาของ คตส. คุณสฤณีก็ได้ฟันหัวทักกี้ เอ๊ย ฟันธงให้ผมสะใจแล้วครับ เพราะบอกอยู่ชัดๆ ว่าตัวเลขประมาณการของ คตส.และคุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ค่อนข้างสมเหตุสมผล

ในฐานะที่ผมเป็นคนพาดหัวข่าวจนไทยโพสต์ถูกฟ้อง 400 ล้านกับคุณสุภิญญา กลางณรงค์ และยืนยันตลอดมาว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน บทความ ดก.ของคุณสฤณีจึงเป็นของวิเศษสำหรับผมที่จะใช้ฟาดหัวไอ้หัวโต เอ๊ย ใช้โต้เถียงกับพรรคพวกที่ยังโง่งมว่าทักษิณไม่ผิด เพราะผมอยากให้ศาลท่านยึดทรัพย์ทักษิณให้หมด 76,000 ล้าน แถมยังต้องขายบ้านขายช่องมาเสียภาษีอีก 10,000 กว่าล้าน เหมือนอย่างคดีที่ดินรัชดาที่ศาลท่านบอกว่าไม่ทุจริต (แต่ติดคุก) แล้วกองทุนฟื้นฟูยังหน้าซื่อตาใสไปฟ้องจะริบเอาที่ดิน แถมไม่คืนเงินอีกต่างหาก

ยรกต. (อย่างไรก็ตาม) คุณสฤณีครับ ต้องขออภัยจริงๆ ที่ผมมันความรู้น้อย หลังจากไปโต้เถียงกับพรรคพวก ก็โดนมันยันหน้าหงายกลับมาในหลายประเด็น จนผมเกิดความอัดอั้นตันใจ แน่นท้องแน่นไส้ กินยาระบายก็ไม่หาย ต้องเขียนมาถามคุณสฤณีนี่แหละ

ถ้ายังไง ขอฝากสำเนาเรียนถามคุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ หรือคุณสัก กอแสงเรือง ให้ช่วยตอบข้อข้องใจด้วยก็ดีนะครับ ไม่งั้นผมแย่แน่ๆ เลย เพราะเถียงเพื่อนไม่ออก

1.จะตั้งเป็นข้อหนึ่งสองสามเหมือนข้อสอบก็ได้นะครับ หนึ่ง คือประเด็นแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

เพื่อนผมมันขีดเส้นตรงที่คุณสฤณีอ้างสมุดปกเหลืองของ คตส.ว่า บมจ.ทีโอที ได้รับความเสียหายมูลค่า 30,667 ล้านบาท ในระหว่างปี 2546-2550 จากค่าสัมปทานที่น้อยกว่าควรจะได้รับ คุณสฤณีบอกว่า ยรกต. กระทรวงการคลังมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตในส่วนนั้นแทน ทำให้ความเสียหายต่อรัฐที่เป็นตัวเงินมีมูลค่าสุทธิเท่ากับศูนย์

แต่คุณสฤณีก็เขียนอีกว่า “ยรกด. (อย่างไรก็ดี) ถ้าหากศาลพิพากษาว่า การออกพระราชกำหนด 2 ฉบับที่ให้เก็บ “ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม” นั้นชอบด้วยกฎหมาย แต่มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 ธันวาคม 2546 เรื่องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม (ที่ให้คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีดังกล่าวมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายตามสัญญาสัมปทาน) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีนั้น “ประโยชน์ส่วนเกิน” ของเอไอเอสก็จะเท่ากับมูลค่าความเสียหายต่อ บมจ.ทีโอที คือส่วนแบ่งรายได้ที่ควรจะได้รับ จำนวน 30,667 ล้านบาท...”

คุณสฤณีครับ ผม เอ๊ย เพื่อนผม มันแย้งแล้วผมงงตึ้บเลยครับ ว่าทำไม ยรกต. กับ ยรกด. ของคุณสฤณีขัดกันเอง เอ๊ะ ก็ในเมื่อเงินจำนวนเดียวกัน เอไอเอสจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตเข้าคลังไปแล้ว ยังจะบอกว่ามติ ครม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วให้เขาจ่ายซ้ำให้ทีโอทีอีกหรือครับ จ่ายแล้วจ่ายอีกมันจะเป็นธรรมหรือครับ ตัวเงินก็เท่าเดิม ความเสียหายเป็นศูนย์ ยังจะถือว่าเป็น “ประโยชน์ส่วนเกิน” อีกหรือครับ

ผมก็พยายามเถียงแทนว่านี่คุณสฤณีไม่ได้บอกว่าผิดหรือไม่ผิด เพียงแต่เอาหลักวิชาการเงินมาคำนวณตามข้อหา คตส. แต่เพื่อนผมมันบอกว่า ก็ตรงนี้แหละที่คุณสฤณีเอาไปสรุปส่งท้ายว่าทักกี้ทำความเสียหายต่อรัฐ 6.5 หมื่นล้านหรือถ้าศาลตัดสิน ดก. ก็จะเพิ่มเป็น 9.6 หมื่นล้าน เฉยเลย แถมบอกว่าศาลอาจตัดสินให้จำเลยชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐอีกต่างหาก (เหลือแต่กะลาแน่ ทักกี้เอ๋ย)

กลับมาที่ 30,667 ล้าน คุณสฤณีครับ เพื่อนผมมันเอาข้อเขียนเรื่อง “มุมมองของนักบัญชี (Nirvana) ต่อข้อหาของ คตส.ที่ใช้ยึดทรัพย์ทักษิณ” มาให้ผมอ่าน ไอ้ผมก็ไม่ค่อยรู้จัก Nirvana (รู้จักแต่คอร์ทนี เลิฟ อิอิ) ไม่ยักรู้ว่าไอ้หมอนี่เป็นพวกเสื้อแดง เห็นข้อเขียนสดุดีคุณพ่อทักกี้เต็มไปหมด แหม นักบัญชีนามแฝงที่ไหนจะมาสู้นักวิชาการอิสระ แต่มันก็อ้างตัวเลขที่ค้นมาจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. จากรายงานประจำปีของบริษัทนะครับ

คุณสฤณีครับ ไอ้หมอนี่มันแย้งอะไรไว้เยอะทีเดียว ผมอ่านแล้วก็มึนตึ้บ อยากให้ คตส.หรือคุณสมเกียรติออกมาโต้มันให้หน้าหงายไปเลย แต่ตอนนี้ที่เพื่อนผมมันเอามาโต้จนผมหงายมาแล้วก็คือ ไอ้เจ้า Nirvana มันอ้างว่า ทีโอทีเรียกร้องให้เอไอเอสจ่ายเงินค่าส่วนแบ่งรายได้ 31,463 ล้านบาท (ตัวเลขต่างกันนิดหน่อยแต่น่าจะอันเดียวกัน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อเดือนตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.2550 ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ดีแทคจ่ายเงินค่าส่วนแบ่งรายได้ 16,887 ล้านบาท พร้อมเบี้ยปรับ รวมเป็นเงินทั้งหมด 21,982 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เรียกร้องนี้ก็คือ เงินจำนวนเดียวกับที่ 2 บริษัทจ่ายภาษีสรรพสามิตไประหว่างปี 2546-2549 นั่นเอง (Nirvana อ้างข้อมูลจากหมายเหตุประกอบงบการเงินของเอไอเอสและดีแทค)

คุณสฤณีครับ ถึงตรงนี้เพื่อนผมมันถามว่า ถ้าศาลพิพากษาว่ามติ ครม.ที่ให้เอไอเอส ดีแทค นำเงินค่าภาษีมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็แปลว่า นอกจากเอไอเอสต้องจ่าย “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” 31,463 ล้านบาทคืนให้ทีโอทีแล้ว ดีแทคก็ต้องจ่าย “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” 16,887 ล้านบาท (เป็นอย่างน้อย) คืนด้วยหรือเปล่าครับ

นี่ไอ้เจ้า Nirvana มันยังไม่ได้ไปค้นข้อมูลของ True อีกนะ ถ้า True ก็ถูกคุณพ่อรัฐวิสาหกิจทวงเงินภาษีสรรพสามิตเหมือนกันล่ะ เจ้าสัวจะว่ายังไง (ไอ๊หยา คงพูกไม่ชักไปใหญ่)

1.2 (เอ๊ะ 1.1 อยู่ตรงไหน ช่างมันเหอะ) ไอ้เจ้า Nirvana มันยังอ้างอีกนะครับว่า ข้อมูลจากรายงานประจำปีของทีโอที ปี 46-51 ซึ่งแยกเป็น 2 ช่วงคือ ปี 46-49 มีภาษีสรรพสามิต ปี 50-51 ยกเลิกแล้ว มีตัวเลขรายได้รวม รายได้ค่าสัมปทาน และเงินที่จ่ายให้รัฐดังนี้

 
ข้อมูลจากรายงานประจำปีของทีโอที (จำนวนเงิน: ล้านบาท)
 
ปี46
 
ปี 47
ปี 48
ปี 49
ปี 50
ปี 51
รวม
รายได้ทั้งหมด *
77,068
76,905
76,019
75,765
71,187
72,161
449,104
กำไรก่อนภาษี
17,525
17,010
10,821
11,308
8,911
8,231
73,807
รายได้ค่าสัมปทาน
10,051
10,846
9,286
9,650
17,365
19,463
76,661
จ่ายเงินนำส่งคลัง
4,000
-
-
-
-
-
4,000
จ่ายปันผล
1,500
4,500
10,166
5,508
1,002
5,511
28,187
จ่ายภาษี
(นิติบุคคล)
6,260
5,487
4,130
4,327
2,678
2,628
25,512
 
รวมจ่ายให้รัฐฯ
11,353
10,188
15,530
9,317
4,676
8,121
59,184

* รวมรายได้ค่าสัมปทาน

หมายเหตุ ปี 50 – 51 รัฐบาลขิงแก่ได้ยกเลิกภาษีสรรพสามิตสำหรับมือถือ

คุณสฤณีครับ ในส่วนของเงินนำส่งคลัง ผมเข้าใจว่าสาเหตุที่ปีต่อๆ มาไม่มี ก็เพราะทีโอทีพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ แปรรูปเป็นบริษัท โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% เงินนำส่งคลังจึงมาเพิ่มในส่วนของเงินปันผลแทน

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือตัวเลขตามตารางมันแสดงให้เห็นว่า ในปี 50 และ 51 ที่รายได้ค่าสัมปทานเพิ่มจาก 9.2 และ 9.6 พันล้านบาทในปี 48,49 เป็น 1.73 และ 1.94 หมื่นล้านบาทในปี 50 และ 51 นั้น ทีโอทีกลับไม่ได้จ่ายเงินให้รัฐเพิ่มขึ้นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 50 จ่ายลดลงจาก 9,317 ล้านบาทในปี 49 เหลือแค่ 4,676 ล้านบาทในปี 50 และ 8,121 ล้านบาทในปี 51

เพื่อนผมมันเอาตัวเลขมายันใส่หน้าจนพูดไม่ออกเลยครับ คุณสฤณี ว่านี่ไงผลของการยกเลิกภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ทำให้รัฐขาดรายได้ คือแทนที่จะได้ภาษีสรรพสามิตจากเอไอเอส ราวๆ ปีละ 7-8 พันล้านบาท เป็นทางที่หนึ่ง บวกกับเงินปันผลและภาษีนิติบุคคลที่ทีโอทีต้องจ่ายให้รัฐ เป็นทางที่สอง พอรวมกันไปเข้าปากทีโอทีแล้ว ไหงมันหายไปปีละร่วมหมื่นล้านบาท

แถมรายได้และกำไรของทีโอทียังสาละวันเตี้ยลงๆ ด้วยซ้ำ บริหารกันอย่างไรไม่ทราบ

เพื่อนผมยังยกข้อมูลของ กสท. ที่ Nirvana ไม่ได้ค้นมาด้วย เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์เท่าแต่สรุปคร่าวๆ ได้ว่าในปี 50 กสท.มีรายได้ค่าสัมปทาน 14,091 ล้านบาท จ่ายปันผลให้คลัง 3,740 ล้านบาท ปี 51 รับค่าสัมปทาน 15,097 ล้านบาท จ่ายปันผล 6,900 ล้านบาท ไม่มีตัวเลขภาษี แต่คงอีหรอบเดียวกัน

นั่นคือ จากที่กรมสรรพสามิตเคยได้ภาษีโทรคมนาคมจากทุกบริษัทรวมปีละ 16,000 ล้านบาท เหลือมูลค่าสุทธิเท่ากับศูนย์ ส่วนที่กระทรวงการคลังเคยได้เงินปันผลและภาษีนิติบุคคลจาก ทศท. กสท. ก็ยังได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ยังไงก็ไม่สามารถชดเชยที่เคยได้ 16,000 ล้านบาท

เพื่อนผมมันถามว่าใครกันแน่ทำให้ “รัฐ” เสียหาย “รัฐ” ในความหมายคือผลประโยชน์ประชาชน 60 ล้านคน ไม่ใช่ “รัฐวิสาหกิจ” ไทเกอร์สลีปอีท เงินเดือนโบนัสของคุณพ่อคุณแม่สหภาพ พนักงาน ผู้บริหาร ไม่กี่คน

ต่อให้ทักกี้ได้ผลประโยชน์ทับซ้อนผูกขาดยังไง ในเมื่อทักกี้หมดอำนาจแล้ว เอไอเอสก็ขายไปแล้ว ถ้าวันนั้นรัฐบาลขิงแก่ไม่ยกเลิก พรก.แปรสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ใช่หรือไม่ว่ารัฐบาลนี้จะยังได้เงินภาษี 16,000 ล้าน ไม่ต้องไปรีดภาษีน้ำมันให้เดือดร้อนชาวบ้าน หรือเดือดร้อนน้อยลง

คุณสฤณีครับ เจออย่างนี้ผมอึ้งไปเลย เป็นข้อมูลที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ไอ้เจ้า Nirvana นักบัญชีโนเนม มันบอกในสิ่งที่คุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ณ TDRI ไม่เคยบอกต่อสาธารณชน ว่ายกเลิก พรก.แล้ว กระทรวงการคลังได้เงินภาษีน้อยกว่าเดิม ถูกละครับ ที่ว่าความเสียหายต่อรัฐที่เป็นตัวเงินมีมูลค่าสุทธิเท่ากับศูนย์ อธิบายได้ว่าจากกระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวา จากกระเป๋าขวาย้ายมาคืนกระเป๋าซ้าย แต่ไอ้มือที่ล้วงกระเป๋านี่สิ คุณพ่อคุณแม่รัฐวิสาหกิจเค้าล้วงไปก่อนจนอิ่ม เหลือเศษให้เราเท่านั้น

ขออภัย ผมน่ะอยู่ฝ่ายเชียร์ ปชป. คือเชียร์คุณกรณ์ จาติกวณิช ให้แปรรูปการบินไทย ปล่อยให้ล้มละลายแบบ JAL แล้วให้เอกชนเข้าไปบริหาร โห พนักงานเงินเดือนเฉลี่ย 4 หมื่น มิน่า ถึงได้กล้าๆ ควักกระเป๋าซื้อข้าวกล่องครัวการบินไทยเลี้ยงพวกยึดสนามบิน (สันนิษฐานว่าควักกระเป๋า เขาคงไม่จิ๊กเอาเฉยๆ มั้ง)

1.3 คุณสฤณีครับ เพื่อนผมอีกคนเป็นนักกฎหมาย เมื่อผมเอาเอกสาร ดก.ของคุณสฤณีไปโต้กับเขา เขาก็แย้งมาจนผมงงไม่ใช่น้อย แต่พอจะลำดับความ (รู้น้อย) ได้ดังนี้ครับ

คือที่คุณสฤณีพูดถึงความเสียหายต่อประชาชนผู้บริโภคในระยะยาว ผลกระทบเชิงลบต่อแรงจูงใจของผู้ประกอบการที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดใหม่ๆ อาทิ 3G ซึ่งคงจะอ้างมาจากคุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่ว่า พรก.แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กีดกันคู่แข่งรายใหม่นั้น

อันที่จริงผมก็เคยสัมภาษณ์คุณสมเกียรติ และฟังคุณสมเกียรติพูดมาหลายครั้ง คนรู้น้อยอย่างผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่ามันกีดกันรายใหม่ตรงไหน เพราะคุณสมเกียรติอ้างง่ายๆ ว่าผู้ประกอบการรายใหม่ไม่อยากเสียภาษี ถ้ามีรายใหม่เข้ามาจริง รัฐบาลทักษิณที่มีอำนาจ โดยรัฐมนตรีคลัง ก็อาจประกาศขึ้นอัตราจัดเก็บจาก 10% เป็น 20-30% ได้หน้าตาเฉย (?) ข้อกล่าวหา คตส.ก็บอกว่าทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องรับภาระมากขึ้น ในขณะที่รายเดิมมีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีของตนได้ เอ๊ะ มันแปลว่าถ้ามีรายใหม่ แล้วจะไม่มีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีหรือครับ (รายเดิมไม่ได้แปลว่าเอไอเอสเจ้าเดียว แต่รวมทั้งทรู ดีแทค ผมก็งงๆ อยู่เหมือนกันว่าทำไม คตส.สรุปว่า “ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาประกอบกิจการแข่งขันกับบริษัทเอไอเอส”)

อันนี้เราพูดถึงรายใหม่นะครับ เพราะเพื่อนผมบอกว่า ไอ้เรื่อง พรก.เนี่ย ทั้งทรูและดีแทคก็ไม่เคยโวยว่าทำให้เอไอเอสได้เปรียบ เขาโวยกันเรื่องค่า access charge และสัญญาที่ไม่เท่าเทียมต่างหาก แต่เรื่อง พรก. ถ้าจะว่ากีดกันรายใหม่ ก็คือกีดกันให้ทั้งทรู ดีแทค และเอไอเอส ประเด็นนี้ Nirvana ทำตารางให้ดูแล้วว่าจากปี 44-49 ผู้ใช้เอไอเอสเพิ่มจาก 3.2 ล้านเป็น 19.5 ล้าน ค่ายอื่นรวมกันเพิ่มจาก 1.4 เป็น 20.5 ล้าน เปอร์เซ็นต์การเพิ่มของค่ายอื่นสูงกว่าเอไอเอสเสียอีก รวมทั้งเปอร์เซ็นต์รายได้ที่ค่ายอื่นก็เพิ่มในอัตรามากกว่าเอไอเอสด้วยซ้ำ (โปรดดูข้อเขียนของ Nirvana ที่มีคนรวบรวมไว้ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jampoon&month=04-02-2010&group=3&gblog=1)

คำถามก็คือรายใหม่มันจะลอยมาจากไหน ไม่ต้องพูดถึงในทางธุรกิจ ซึ่งไม่เคยมีผู้ประกอบการรายใดแสดงความสนใจเข้ามาทำธุรกิจมือถือแข่งกับค่ายที่มีอยู่แล้ว 3 ค่ายใหญ่ ทักกี้, ซีพี, ดีแทค (ที่ก่อนขายให้นอร์เวย์คุณก็รู้ว่าเป็นนายทุนพรรคไหน)

เพื่อนผมที่เป็นนักกฎหมายตอบว่าลอยมาจากไหนล่ะครับ ก็ลอยมาจาก กทช.นะสิ

เขาอธิบายว่าประเด็นนี้ต้องกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งกำหนดให้มี กทช.ขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ โดยมี พรบ.ออกมาเมื่อปี 43 รัฐธรรมนูญและกฎหมายฉบับนี้เป็นการ “เปิดเสรีโทรคมนาคม” โดยชัดเจน นั่นคือจากเดิมที่เรามีรัฐวิสาหกิจ ทศท. กับ กสท. เป็นทั้งผู้กำกับดูแล (Regulator) และเป็นผู้ปฏิบัติ (Operator) ต่อไปรัฐวิสาหกิจทั้งสองจะเหลือแต่บทบาทของผู้ปฏิบัติ แต่อำนาจในการกำกับดูแลไปอยู่ที่ กทช. ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขออกใบอนุญาตประกอบกิจการใหม่

ฟังแล้วผมก็มึน แต่เขาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า จากเดิมที่ ทศท. กับ กสท. เป็นทั้งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเอง และเป็นผู้ให้สัมปทาน โดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้สัมปทานเอกชน เมื่อมีรัฐธรรมนูญ 40 และ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ก็จะมี กทช.มาเป็นผู้จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการให้สัมปทานแทน ทศท.กับ กสท. จะมีฐานะเป็นเพียงผู้ประกอบการรายหนึ่ง เหมือนกับรายอื่นๆ เพียงแต่กฎหมายยกเว้นไว้ว่าไม่มีผลกระทบต่อสัมปทานเดิม (คือสัมปทานระหว่าง ทศท.กับเอไอเอส สัมปทานระหว่าง กสท.กับดีแทคและทรู)

คำถามว่ารายใหม่จะมาจากไหน จึงมาจาก กทช.นี่ไง เหมือนที่ กทช.กำลังจะออกสัมปทาน 3G อยู่ตอนนี้ เพียงแต่ตอนนั้นหลังมีกฎหมายลูกแล้ว กทช. ก็ยังเกิดไม่ได้ซักที ทุกคนก็รอ ระหว่างรอ ก็ไม่มีใครยื่นขอรายใหม่ แม้จะเกิด กทช.เมื่อปี 47 ก็ยังมีข้อถกเถียงทางกฎหมายสารพัดสาระเพ (เช่นต้องตั้ง กสช.ด้วย) ที่คุณสมเกียรติรู้ดี กทช.จึงยังออกสัมปทานไม่ได้

ฉะนั้น ในความเป็นจริง ปัญหาที่ทำให้ไม่เกิด “รายใหม่” จึงเป็นปัญหาที่ กทช. มากกว่าปัญหาภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม เพื่อนผมเขาฝากถามคุณสมเกียรติ ว่าถ้าวันนี้ยังมีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมอยู่ มันจะกระทบไหมกับการที่ กทช.ออกสัมปทาน 3G คุณสมเกียรติลองอธิบายให้ดูหน่อยสิว่ามันจะ “กีดกัน” อย่างไร

กลับมาที่การแบ่งค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ผมถามว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ เขาก็บอกว่าเพราะรัฐบาลมีนโยบายแปรรูป ทศท.กับ กสท. เป็นทีโอทีกับ CAT แล้วเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ รัฐบาลถือว่าสัมปทานมีที่มา 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมาจากคลื่นความถี่ ที่เป็นของรัฐ ของประชาชน 60 ล้านคน ที่มอบให้รัฐวิสาหกิจไปจัดสรร อีกส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนลงแรงของ ทศท.กับ กสท.เอง จึงต้องแยกรายได้ 2 ส่วนนี้ออกจากกัน

แหม ตอนนี้นะ คุณสฤณีครับ เขาย้อนผมจนพูดไม่ออกเลยว่า ก็เหมือนที่คุณรสนา โตซิฯ กับพวกคัดค้านการเอา กฟผ.เข้าตลาดหุ้นโดยมีเขื่อนและสายส่งเข้าไปด้วย หรือ ปตท.เข้าตลาดหุ้นโดยมีท่อก๊าซและกรรมสิทธิ์ที่รัฐเวนคืนเข้าไปด้วย คลื่นความถี่เป็น “สมบัติชาติ” จะยอมให้เอาเข้าตลาดหุ้นไปได้อย่างไร รัฐบาลตอนนั้นจึงแยกรายได้ออกเป็น 2 ส่วน โดยอนุมานว่า 10% เป็นรายได้จากคลื่นความถี่ที่เป็นสมบัติชาติ ต้องเป็นของหลวง ต้องส่งเข้าคลัง ที่เหลือ 10-15% เป็นของมึง ถือว่าพวกมึงสร้างขึ้นลงทุนลงแรงทำขึ้น (ที่จริงยังมากไปด้วยซ้ำ เพราะไม่เห็นทำอะไรเลย)

ผมก็ย้อนมันจนขวยไปเหมือนกันครับ ว่าที ปตท.กับ กฟผ. ทำไมทักกี้ไม่ทำงี้มั่ง แล้วมีความจำเป็นอะไรที่ต้องเอาเข้าตลาดหุ้น ไม่เอาเข้าไม่ได้หรือ ตรงนี้มันกลับมาเถียงฉอดๆ อีกแล้วว่า ไม่ว่ามึงจะเป็น ทศท. หรือทีโอที มึงก็หมดสภาพจากการเป็น Regulator เพียงแต่กฎหมายยกเว้นให้สัมปทานที่ทำไว้แล้ว ฉะนั้นรายได้ที่ได้จากการเป็น Regulator เอาคลื่นความถี่ของส่วนรวมไปหากิน ไม่ใช่ได้จากการเป็น Operator ก็ควรจะแยกมาให้รัฐ ไม่ดีหรือ ก็เหมือนที่รสนาทวงค่าเช่าท่อก๊าซจาก ปตท.ยิกๆ ว่าจ่ายน้อยเกินควร

ไม่แน่เหมือนกันนะครับ คุณสฤณี ตอนนี้ TOT กับ CAT ก็มีสภาพเป็นบริษัทไปแล้ว แต่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ถ้ากระทรวงการคลังขายหุ้นให้เอกชนถือด้วยเมื่อไหร่ คุณรสนา คุณสารี ก็อาจต้องไปทวงค่าเช่าคลื่นความถี่ 10% ของรายได้ กลับมาเป็นภาษีสรรพสามิต ถ้าเกิดเรื่องอย่างนั้นเมื่อไหร่คงได้ฮากันทั้งบ้านทั้งเมือง

คุณสฤณีครับ เพื่อนผมที่เป็นพวก 2 ไม่เอา ที่เห็นว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน และเคยคัดค้าน พรก.ฉบับนี้มาเช่นกัน ถึงวันนี้เขาก็ยังมองย้อนหลังแล้วเห็นว่า ไอ้ พรก.แปรสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี่ ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเลย และเป็นผลดีกับรัฐ เป็นผลดีกับส่วนรวม มากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่ตอนนั้นมันไม่ควรออกเป็น พรก. ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบริหารอย่างรวบรัดลัดขั้นตอน ไม่เปิดให้มีการโต้แย้งทำความเข้าใจตามวิถีประชาธิปไตย

เราคงไม่มองผลประโยชน์ของคุณพ่อคุณแม่ ทศท. กสท. เหนือผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ของผู้บริโภค จริงไหมครับ ผม(อันนี้ผมจริงๆ นะ) ฟังคุณสมเกียรติทักท้วง กทช.เรื่องสัมปทาน 3G ว่าเกรงรายเก่าได้แล้วจะโยกผู้ใช้บริการจากสัมปทานเดิมไป 3G ทำให้ ทศท. กสท. ขาดรายได้ ฟังแล้วขัดหูอย่างไรไม่ทราบ ถ้าผมเป็นผู้บริโภคนะครับ มีของใหม่เรื่องไรผมจะงมโข่งกับของเก่า โยกไม่โยกผมก็ไปอยู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ ทศท. กสท. จะเจ๊งก็เรื่องของมัน ผมต้องไปรับผิดชอบไรด้วย

2. ประเด็นการแก้ไขสัญญา ลดส่วนแบ่งรายได้แบบพรีเพด จากเดิม 25% เป็น 20% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 คุณสฤณีสรุปว่า ประโยชน์ส่วนเกินที่เอไอเอสได้รับ เท่ากับ 70,872 ล้านบาท เท่ากับส่วนแบ่งรายได้ที่ทีโอทีได้รับน้อยลง คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 39,558 ล้านบาท

คุณสฤณีครับ ผมโดนเพื่อนแย้งอีกแล้วครับ ว่าคราวนี้ทำไมคุณสฤณีไม่พูดถึงความสมเหตุสมผล แต่ใช้เครื่องคิดเลขไปรวดเดียวเลย เพื่อนผมเขาแย้งว่า เดิมโทรศัพท์มือถือมีแต่แบบโพสต์เพด พอมีพรีเพดที่เป็นของใหม่ ซึ่งมีค่าใช้โครงข่ายน้อยกว่าโพสต์เพด ดีแทคก็เป็นเจ้าแรกที่ขอลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายของบริการพรีเพด จาก 200 บาทเป็น 18% ทีโอทีก็ยอมลดให้ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.44 โดยทรูมูฟได้สิทธิด้วย เอไอเอสจึงขอลดมั่ง ทีโอทีตั้งคณะทำงานพิจารณาแล้วให้ลดเหลือ 20% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. หรือหลังดีแทค-ทรูมูฟ 2 เดือน

เอไอเอสเคยออกมาโต้เมื่อปี 49 นะครับว่า การลดส่วนแบ่งรายได้ ดก. ดีแทคได้ประโยชน์ส่วนเกินไปถึง 47,762 ล้านบาท ถ้าคำนวณไปจนสิ้นสัมปทานจะเป็นเงินราว 2 แสนล้านบาท ทรูมูฟได้ประโยชน์ส่วนเกิน 21,311 ล้านบาท ถ้าคำนวณไปจนสิ้นสัมปทานจะเป็นเงินราว 1 แสนล้านบาท เพื่อนผมเขาถามว่าถ้าเราทวงประโยชน์ส่วนเกินจากทักษิณได้แล้ว จะมีใครไปทวงประโยชน์ส่วนเกินจากดีแทคทรูมูฟไหมครับ

คุณสฤณีครับ เป็นความจริงที่ว่าการลดค่าตอบแทน ดก. ทำให้ดีแทคกับทรูมูฟเสียค่าตอบแทนมากกว่าเอไอเอส (ดูเหมือนจะเป็น 25% กับ 20% ไม่แน่ใจ) เรื่องนี้มีที่มาจากสัญญาที่ไม่เท่าเทียม เกี่ยวกับค่า access charge หรือค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่เท่าที่เขาสรุปให้ฟังคร่าวๆ คือเอไอเอสของทักกี้มันทำสัญญากับ ทศท.เป็นรายแรกตั้งแต่ปี 33 โดยจ่ายผลตอบแทนเป็นค่าใช้คลื่นความถี่ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายค่าใช้เลขหมาย รวมกันทั้งหมด แล้วดีแทคก็ไปดิ้นรนทำสัญญากับ กสท. โดยจ่ายผลตอบแทนเป็นค่าใช้คลื่นความถี่อย่างเดียว แต่ไม่มีโครงข่ายและเลขหมาย ดีแทคต้องมาจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและค่าใช้เลขหมายกับ ทศท. เมื่อปี 37 ต่อมาก็มีทรูมูฟอีกราย

ถามว่ามันเท่าเทียมไหม ก็ไม่เท่าเทียม แต่มันเกิดขึ้นมาก่อนทักกี้จะเป็นนายกฯ แล้วครับ ทักกี้มันจะไปยัดใต้โต๊ะมาอย่างไรผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่าตอนนั้นมันไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วไอ้ความไม่เท่าเทียมนี้มันก็ค้างคามา คือเอไอเอสจ่ายค่าสัมปทานให้ ทศท.รายเดียวต่อเดียว แต่ดีแทคทรูมูฟต้องจ่ายสองต่อ คือค่าสัมปทานให้ กสท. กับค่า access charge ให้ ทศท. ซึ่งเอไอเอสเขาก็พูดภาษาการค้าว่า มึงอยากได้สัมปทานเอง มึงไปยอมทำสัญญาเสียเปรียบมาตั้งแต่ต้น จะมาร้องแรกแหกกระเฌออะไร

มันฟังกวนๆ นะครับ แต่จริงของมัน เหมือนไอทีวีเจือกไปทำสัญญาสัมปทานค่าโง่แพงบรรลัย ขณะที่ช่อง 7 ได้สัมปทานถูกเป็นขี้ แล้วจะมาร้องแรกแหกกระเฌอทำไม มาขอแก้สัญญาทำไม ดันแก้ตอนทักกี้เป็นนายกฯ อีก เลยถูกยึดไปให้หย่องใช้ฟรี แถมเงินอีกปีละสองพันล้าน

อย่างที่บอกแล้ว ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ฟังว่ามันมีรายละเอียดเยอะ มีที่มาที่ไปของสัญญาที่ไม่เหมือนกัน คลื่นที่ไม่เท่ากัน (เอไอเอสเคยโต้ว่าดีแทคได้คลื่นไปตั้ง 75 MHz มากเกินจนเหมือนกีดกันรายใหม่-แน่ะ มันพูดเหมือนคุณสมเกียรติพูดเลย แถมบอกว่าเคยเอาไปให้ Samart เช่าช่วงด้วย)

ฉะนั้นพอสรุปง่ายๆ ว่าเอไอเอสได้เปรียบเพราะทักกี้เป็นนายกฯ เพื่อนผมมันก็ไม่ยอมรับ เขาบอกว่าต้องดูที่มาที่ไปของการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้ง ไม่ใช่ คตส.เห็นการแก้ไขสัญญาครั้งไหน เหมือนเอไอเอสได้ประโยชน์ก็เอามาเหมาโหล บอกว่าเพราะทักกี้เป็นนายกฯ หาประโยชน์เข้าตัวเองหมด

เขายังให้ย้อนไปดูเมื่อปี 49 ที่รัฐบาลขิงแก่เข้ามา แก้สัญญาทั้ง 3 ค่ายให้เหมือนกัน คือพรีเพด เอไอเอสต้องเสียจาก 20% เป็น 25% เท่าค่ายอื่น แต่โพสต์เพด เอไอเอสได้ลดนะครับ จาก 30% เป็น 25% เท่าค่ายอื่นอีกเหมือนกัน ใช่ว่าเสียหมดซะเมื่อไหร่ (สัญญาเอไอเอสตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.48 เสียค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 30%)

ที่สำคัญนะครับ คุณสฤณีครับ ที่เขาแย้งผมจนพูดไม่ออกเรื่องแก้สัญญาพรีเพดคือ การแก้สัญญาครั้งนี้มีข้อกำหนดให้ลดค่าบริการให้ผู้บริโภคด้วย

เรื่องนี้เอไอเอสเคยออกมาโต้ เพื่อนผมก๊อปข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ปี 50 บอกว่าที่ทีโอทีอ้างว่าส่วนแบ่งรายได้ลดลงจากปี 44-49 เป็นเงินถึง 3.2 หมื่นล้านนั้น เอไอเอสมันแย้งว่า สัญญา ดก.ก็ทำให้เอไอเอสมีรายได้ลดลงถึง 2.74 ล้านบาทเช่นกัน เพราะข้อตกลงต่อท้ายสัญญา เอไอเอสต้องนำส่วนต่างไปลดค่าบริการให้ผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 5% ในปี 44-48 และไม่ต่ำกว่า 10% ในปี 49-58

แต่ในความเป็นจริง เอไอเอสลดค่าบริการมากกว่าสัญญากำหนดด้วยซ้ำ คือลดลงทันที 10% ในปี 44 แล้วก็ลดถัดมาอีกปีละ 24% 35% 52% 56% 71% จนจากราคา 5.40 บาทต่อนาทีในปี 43 เหลือแค่ 1.31 บาทต่อนาทีในปี 49

เอไอเอสมันพูดแบบเล่ห์พ่อค้า จริงไหมครับ เพราะยิ่งลดราคาก็ยิ่งมีคนใช้มือถือกันกระหน่ำ และไม่ใช่ลดค่ายเดียว ลดทุกค่าย ตัวเลขคนใช้เอไอเอสจากปี 44 มี 3.2 ล้านคนเพิ่มเป็น 19.5 ล้านในปี 49 ค่ายอื่นจาก 1.4 ล้านเป็น 20.5 ล้าน รวมทุกค่ายจาก 4.6 ล้านเป็น 40 ล้าน ในยุคที่มีนายกฯ เป็นอัศวินคลื่นลูกที่สามชื่อทักกี้ พวกนักวิชาการ NGO ที่เสแสร้งเป็นฤาษีไม่พกมือถือคงด่าเช็ดว่าทำให้สังคมไทยตกเป็นทาสเทคโนโลยี

แต่คุณสฤณีครับ เพื่อนผมโต้ว่า คน 40 ล้าน ที่ใช้มือถือนาทีละบาทนาทีละ 50 ตังค์ ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลกันตอนนี้ ต้องขอบคุณการที่ ทศท.ลดค่า access charge ให้ดีแทค และลดส่วนแบ่งค่าพรีเพดให้เอไอเอส เพราะที่ คตส.อ้างว่าทำให้ ทศท.เสียหาย 7 หมื่นล้าน หรือที่คุณสฤณีคำนวณว่ามูลค่าปัจจุบัน 3.9 หมื่นล้านนั้น ถ้าเราคำนวณทื่อๆ แบบเดียวกับที่ คตส.คำนวณ 8-9 ปีที่ผ่านมา สมมติเราใช้มือถือแค่ปีละ 500 นาที ทั้งหมดก็ 4,000 นาที ถ้าไม่มีการแก้ไขสัญญาเราก็ยังต้องเสียนาทีละ 3-5 บาท แต่มันลดลงมาเหลือนาทีละ 1-2 บาท คิดถัวขั้นต่ำลดลงนาทีละ 1 บาท เราก็ได้ประโยชน์ส่วนเกินแล้ว 4,000 บาท เป็นอย่างน้อย ใช่ไหมครับ

แล้วในทางตรงกันข้าม ใช่ว่า ทศท. กสท. จะมีรายได้ลดลง เพราะคนใช้มากขึ้น ค่าบริการก็มากขึ้น รายได้ของเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ก็มากขึ้น ส่วนแบ่งก็มากขึ้น จริงไหมครับ อันนี้นาย Nirvana เขาทำตารางเทียบให้ดูเลยว่า จากปี 45 ที่เอไอเอสจ่ายค่าสัมปทานและภาษี 5.4 พันล้าน ปีต่อมาเพิ่มเป็น 7.9, 10.1, 9.4 และ 8.9 ตามลำดับ 3 ปีแรกพุ่งกระฉูดเลย เพราะคนใช้เพิ่มขึ้นทันทีที่ค่าบริการลด

คุณสฤณีครับ ผมฟังแล้วเอามาชั่งน้ำหนัก ก็ไม่ใช่จะเชื่อเขาว่ามีแต่เรื่องดีนะครับ ส่วนตัวผมยังเห็นว่าการที่เอไอเอสได้แก้ไขสัญญาเมื่อปี 44 มันทำให้เอไอเอสได้เปรียบ และได้ประโยชน์จริง แต่การที่ คตส.เอามาคิดคำนวณแบบกำปั้นทุบหม้อดิน หรือตั้งบัญญัติไตรยางค์แบบเด็ก ป.4 มาคิดค่าเสียหายว่า ถ้ายังคงค่าสัมปทานเดิม ทศท.จะได้เท่านั้นเท่านี้ จึงถือว่าเสียหายเท่านั้นเท่านี้ มันง่ายไปมั้งครับ เพราะมันมีปัจจัยอีก 2 ประการคือ หนึ่ง สัญญามันไม่เท่าเทียมมาแต่เดิมแล้ว และสอง มันส่งผลให้เกิดการลดค่าบริการ ให้คนไทย 36 ล้านคนได้ใช้มือถือ การติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมสะดวกสบาย เอื้อต่อการพัฒนาอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

คุณสฤณีครับ ทักกี้น่ะมันเก่งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มันถึงชอบใช้คำว่า Win-Win ยกตัวอย่างเรื่องนี้คือ ทักกี้ได้ประโยชน์ รัฐได้ประโยชน์ ชาวบ้านได้ประโยชน์ เราจะแยกอย่างไรให้เห็นว่าตรงไหนที่ทักกี้ได้ประโยชน์ มันเป็นการบ้านที่ไม่ง่ายเหมือนบัญญัติไตรยางค์นะครับ

3. เนื่องจากข้อ 3 ของ คตส. คุณสฤณีเองยังมึน ผมก็ยิ่งมึน ไม่รู้มันโผล่มาจากไหน ต้องข้ามไปเหมือนคุณสฤณี คือข้ามไปข้อ 4 ซึ่งเพื่อนผมเขาบอกว่าอ่านแล้วก็ตลก เพราะ คตส.จะเอาผิดทักกี้ตั้งแต่การอนุมัติโครงการดาวเทียม การทำอะไรทุกอย่างหรือการแก้ไขสัญญาอะไรทุกอย่าง ขอให้ทำเถอะ ผิดหมด เพียงเพราะชินคอร์ปเป็นของทักกี้ (สรุปว่าห้ามยิงดาวเทียม จนกว่าจะพ้นตำแหน่งนายกฯ)

ที่คุณสฤณีเอามาคิดเฉพาะการยกเว้นภาษีก็ถูกต้องแล้วครับ ประเด็นน่าจะอยู่แค่นั้น แต่เขาก็แย้งอีกว่าที่ยกเว้นภาษี 16,459 ล้าน หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 12,776 ล้านนั้น ขอถามว่าถ้าทักกี้ไม่ใช่นายกฯ ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะบอร์ดบีโอไอ แล้วรัฐบาลจะไม่ยกเว้นภาษีให้ดาวเทียมไอพีสตาร์ แม้แต่สลึงเดียวเลยหรือ

ที่ผ่านมาก่อนไอพีสตาร์ ชินแซทยิงดาวเทียมไทยคมไป 3 ดวง เมื่อปี 36, 37 และ 40 ถามว่าได้รับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับยกเว้นภาษีไหม เท่าที่เพื่อนบอก ไทยคม 3 ได้ยกเว้นภาษีแบบเดียวกันเป๊ะ คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรายได้จากต่างประเทศ เป็นเวลา 8 ปี ไทยคม 1 และ 2 ไม่ได้ BOI และไม่ได้ยกเว้นภาษี เพราะรายได้ต่างประเทศมีไม่มาก

คุณสฤณีครับ ฟังอย่างนี้ก็ยุ่งแล้วสิครับ เพราะแปลว่ามันมีมาตรฐานเดิมมาก่อนที่ทักกี้จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่ว่าเป็นนายกฯแล้วลดภาษีให้บริษัทตัวเองมากกว่าเดิม อาจมีข้อแม้อยู่อย่างคือคุณสฤณีต้องไปสืบค้นว่าตอนลดภาษีให้ไทยคม 3 นั้นทักษิณเป็นรองนายกฯ อยู่หรือเปล่า เข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวแบบลดค่าเงินบาทหรือเปล่า ถ้ายังงั้นก็ต้องยุ คตส.ให้ยึดทั้งภาษีที่ยกเว้นให้ไทยคม 3 และไอพีสตาร์เลยสิครับ

แต่เพื่อนผมโต้อีกนั่นแหละว่า คู่แข่งเช่นดาวเทียมฮ่องกง เขาก็ยกเว้นภาษีรายได้จากต่างประเทศให้ ไม่ต้องขอด้วยซ้ำ แถมภาษีรายได้ในประเทศเขาก็เสียน้อยกว่าเรา ฉะนั้น การลดภาษีเพื่อช่วยให้แข่งขันกับต่างประเทศจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล

นอกจากนี้เขายังแย้งอีกนะครับว่า 16,459 ล้านไม่ใช่วงเงินที่ได้ยกเว้นภาษีจริง คือใน 8 ปียกเว้นให้สูงสุด 16,459 ล้าน แต่ถ้ารายได้ไม่ถึง กำไรไม่ถึง สัดส่วนที่จะเสียภาษีก็น้อยลง จากวงเงิน 16,459 ล้าน จริงๆ อาจยกเว้นภาษีไม่ถึงหมื่นล้านก็ได้ (เอ๊ะ แล้วยังงี้ รอให้ครบ 8 ปี ค่อยคำนวณ “ประโยชน์ส่วนเกิน” ได้ไหม)

4.คุณสฤณีครับ ยรกด. เพื่อนผมเขาชมคุณสฤณี ที่บอกว่ากรณีเงินกู้พม่า ไม่มีข้อมูลว่าถ้าเอ็กซิมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่าจะยังซื้อของชินแซทอยู่หรือไม่ ซื้อในเงื่อนไขใดราคาใด (แต่ลงท้ายคุณสฤณีก็ไปสรุปตามคุณสมเกียรติอยู่ดี)

ส่วนตัวผมน่ะเชื่อแน่ว่า ทักกี้มันต้องกระซิบบอกเผด็จการทหารพม่า ว่าถ้าจะลงทุนระบบโทรคมนาคมต้องซื้อของอั๊ว แล้วอั๊วจะให้กู้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเวลาเจบิ๊กเจสมอลล์มันให้เงินกู้ไทย มันก็ไม่ได้บอกให้ไปซื้อของไอ้กัน หรือใช้บริษัทสี่แสงของคุณบรรหารก่อสร้างหรอก มันต้องโอบายาชิ นิชิมัทสึ ฯลฯ จริงไหม

สมมติให้กู้แล้ว พม่ามันไม่เบี้ยว ส่งเงินต้นดอกเบี้ยครบ มันจะซื้อของชินแซทหรือของสามารถ ประเทศชาติก็ไม่ได้เสียหาย จริงไหม ตรงกันข้าม ถ้ามันไปซื้อของสิงคโปร์โตก ซื้อของไอ้ยุ่น แบบไหนจะดีกว่า

อันนี้ผม เอ๊ย เพื่อนผม (ลืมไป) ก็ไม่ใช่จะตะแบงว่าทักกี้ทำถูกหรอกนะครับ มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่งอยู่แล้วสำหรับคนเป็นผู้นำประเทศ แต่มันจะผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดูเปรียบเทียบกับการที่แบงก์ปล่อยกู้แล้วหนี้สูญ ซึ่งก็ต้องถามอีกนั่นแหละว่ามันสูญหรือยัง ถ้ายัง จะพูดได้อย่างไรว่าเป็นความเสียหายต่อรัฐ

คุณสฤณีครับ นี่แหละคือความอัดอั้นคับข้องใจของผม ที่ไปเถียงสู้เขาไม่ได้ เลยต้องเขียนจดหมายมาหาคุณสฤณี โดยไม่เรียกร้องให้คุณสฤณีตอบ แต่อยากให้ คตส.หรือคุณสมเกียรติชี้แจงข้างเดียวก็ได้ ว่าเอ๊ะ ไอ้การมี พรก.แปรค่าสัมปทานเป็นภาษี กับไม่มี ตกลงอย่างไหนมันดีกว่าแน่ เพราะตอนนี้ชาวบ้านชาวช่องเริ่มกังขาแล้วว่า มีซะยังดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เงิน 16,000 ล้านเข้าคลัง รวมทั้งไอ้การแก้สัญญาให้เอไอเอส ที่ชาวบ้านเห็นๆ กันว่าโทรมือถือนาทีละ 3 บาท 5 บาทลดเหลือ 1 บาท (ผมไม่ได้ใช้เอไอเอสนะครับ ผมใช้ทรู แต่ได้อานิสงส์ไปพร้อมกัน จำได้ว่าเมื่อก่อนนาทีแรก 5 บาท เดี๋ยวนี้นาทีละบาท)

ขอเรียนว่าผมเนี่ยอยากเห็นทักกี้โดนยึดทรัพย์หมดตูดจริงจริ๊ง แต่กลัวว่า คตส.กับคุณสมเกียรติชี้แจงแล้วฟังไม่ขึ้น เลยต้องทักท้วงด้วยความปรารถนาดี

เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา ผมยังซื้อลอตเตอรี่เลขท้าย 3 ตัว 726 เลยนะครับ (ใบละ 100 ยุคศีลธรรมจ๋าไม่เอาหวยบนดิน) เพราะถือเคล็ด 7.6 หมื่นล้าน วันที่ 26 แถมทักกี้ยังเกิดวันที่ 26 กรกฎาด้วย

ที่ไหนได้ ผมตีผิด เลขท้าย 3 ตัวดันออก 026 จังๆ เลย อยากเขกหัวตัวเอง ผมน่าจะตีว่าวันที่ 26 เหลือจู๋น - จู๋น จ๋อง หก

แหม ไม่งั้นคงได้ชวนไปเลี้ยงข้าวซักมื้อ

                                                                                                                      ขอแสดงความนับถือ
                                                                                                                            ใบตองแห้ง
                                                                                                                            22 ก.พ.53

 

 

:D ขอขอบคุณคุณใบตองแห้ง

:D

ขอขอบคุณคุณใบตองแห้ง และคุณ Nirvana ที่ให้เกียรติแลกเปลี่ยนกันมายาวเหยียดเลยนะคะ :)

อยากตอบที่ถาม แต่เกรงว่าจะทำให้ไม่เป็นอันทำการทำงานอีก (แหะๆ) ก็เลยขอตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ ฉบับยาวๆ จะอยู่ในหนังสือเกี่ยวกับคดีนี้ ที่เริ่มเขียนไปแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ ต้องรอคำตัดสินศาลและใช้เวลาอีก 1-2 เดือน

1. บทความนั้นเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์ "เฉพาะกิจ" มากๆ คือพยายามคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" ของครอบครัวชินวัตร และพยายามคิดว่าจะมีกรณีใดบ้างไหมที่ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงไปเยอะๆ ก็เลยเป็นที่มาของการคิดแยกเรื่องภาษีสรรพสามิตให้เห็น เพราะไม่รู้ว่าศาลจะตีความว่ายังไง (หรือไม่แยกดู มติ ครม. กับ พรก. เลย)

2. สรุปว่าในบทความนี้ อยากหาวิธีคำนวณคร่าวๆ ไม่ได้ตั้งใจจะประเมิน "ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง" ของข้อกล่าวหา (ว่าผิดกฏหมายหรือไม่ผิด) ตามที่เกริ่น แต่เรื่องนี้จะอยู่ในหนังสือ เพราะต้องแยกประเด็นระหว่าง "การแข่งขันเสรี" กับ "ความเท่าเทียมและเป็นธรรมในสนามแข่งขัน" ด้วยค่ะ

พูดง่ายๆ คือ ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ ค่ามือถือก็ต้องถูกลงเรื่อยๆ อยู่แล้วเมื่อเอกชนมีการแข่งขันกันตามกลไกตลาด แต่ถ้าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างโจ่งแจ้ง (เช่น จ่าย 20% คนเดียว คนอื่นยังจ่าย 25% อยู่) ประเด็นนี้ก็ถือว่าผิดอยู่ดี ไม่ว่ามันจะทำให้ค่ามือถือถูกกว่าเดิมอีกหรือเปล่า เพราะ 1) ไม่เป็นธรรมกับคู่แข่ง และ 2) ทำให้รัฐเสียประโยชน์ที่ควรได้รับ (เพื่อเอาไปให้บริการประชาชน)

ประเด็นความไม่เป็นธรรมในสนามแข่งขัน ดีแทคกับทรูมูฟเคยจับมือกันแถลง ในปี 2550 มีสรุปในลิ้งก์นี้ค่ะ

http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=53943

สรุปคือ เราไม่ควรสมมุติไปเองว่าที่เราได้ใช้มือถือ "ถูก" ในปัจจุบันนี้นั้น ทั้งหมดต้องขอบคุณที่รัฐเอื้อประโยชน์ เพราะถ้ามีการแข่งขันกันในตลาด มันก็ต้องถูกลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว เอาไว้ในหนังสือจะพยายามคำนวณเรื่องค่าโทรฯ ย้อนกลับไปด้วยค่ะ

3. เรื่องไอพีสตาร์ จะหาข้อมูลมาเขียนอธิบายในหนังสือนะคะ เห็นด้วยเหมือนกันตรงที่ว่า คตส. ดูจะกล่าวหาว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับโครงการนี้ผิดทั้งหมด ก็เลยคิดเฉพาะภาษีที่ได้รับยกเว้น ส่วนประเด็นที่ว่าก่อนทักษิณเป็นนายกฯ ก็ได้ยกเว้นนั้นน่าสนใจ จะกลับไปเช็ครายละเอียดกรณีไทยคมดวงอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าทักษิณไม่ได้เอื้อประโยชน์ อาจแปลว่าล็อบบี้เก่งมากจนเอื้อประโยชน์ตัวเองได้ก่อนเป็นนายกก็ได้ ;D

ข้อโต้แย้งของ อจ.สมเกียรติ ที่เห็นด้วยคือ ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียม broadband ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้เปรียบเหนือคู่แข่งหลายขุมอยู่แล้ว รัฐไม่ควรต้องสนับสนุนอีก ดาวเทียมฮ่องกงที่ได้รับการยกเว้นภาษีนั้นไม่น่าจะใช่สเป็คเดียว เพราะตอนที่ยิงไอพีสตาร์ บริษัทก็คุยโม้ว่าความเร็วอย่างเขามีดวงเดียว อะไรทำนองนี้ ;)

4. เรื่องตัวเลข จริงค่ะที่ไม่ได้แยก "ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว" กับ "ความเสียหาย (หรือมูลค่าสูงสุดของความเสียหาย) ที่คาดว่าน่าจะเกิดหรือเกิดได้ในอนาคต" ให้เห็นชัดๆ ในแต่ละกรณี ในหนังสือจะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ :)

5. คิดว่าในสำนวน คตส. ช่วงแรกๆ มีเรื่องที่เข้าข่าย "ฟังไม่ขึ้น" เยอะกว่า 5 กรณีที่โผล่ในสำนวนอัยการขั้นสุดท้ายอีกมากเลยนะคะ โชคดีที่เหลือมาเท่านี้ (แต่เห็นด้วยว่าวิธีเขียนบางกรณีตีขลุมกว้างมาก ต้องรอฟังศาล)

6. คุณใบตองแห้งไม่เลี้ยงข้าวก็ได้ แต่ถ้าจะขอเลี้ยงข้าวคุณใบตองแห้งแทน จะรับเลี้ยงไหมคะ :)

ลืมไป

ลืมไป อธิบายเพิ่มอีกนิดกรณีลดส่วนแบ่งรายได้ 25% เป็น 20% ว่า กรณีนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ทักษิณเป็นนายกฯ แล้วค่ะ ถึงจะมีความไม่เท่าเทียมอยู่แล้วก่อนทักษิณเป็นนายก (อันอาจเกิดจากการ "ล็อบบี้เก่ง" หรืออะไรทำนองนี้) กรณีต่างๆ ที่อัยการสั่งฟ้องล้วนเกิดหลังจากที่เป็นนายกฯ ทั้งนั้น

เรื่อง "ค่าโง่" นั้นเสียกันมาหลายรัฐบาล หลายกรณี ไม่แต่เฉพาะในธุรกิจโทรคมนาคม แต่ถ้า "ค่าโง่" นั้นเกิดขึ้นในสมัยของนายกที่ศาลพิสูจน์ว่าซุกหุ้นจริง และดังนั้นจึงมีผลประโยชน์ในชินคอร์ปจริง อันนี้ก็คงต้องสงสัยกันล่ะค่ะว่า "ค่าโง่" นั้นเกิดเพราะหน่วยงานรัฐโง่เอง หรือจริงๆ แล้วไม่โง่ แต่จำเป็นต้องแกล้งโง่เพราะมี "ใบสั่ง" กันแน่ :)

ทั้งใบตองแห้งและสฤณี ข้อเขียน

ทั้งใบตองแห้งและสฤณี
ข้อเขียนของพวกคุุณก็เป็นประโยชน์แค่ในเชิงตัวเลข การวิเคราะห์ แต่มันหมดค่าทันทีที่่คุณยอมรับอำนาจตัดสินของคตส.และยอมรับรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ครับ

ครับทักษิณมีคววามผิดมากมายจริงในหลายๆคดีครับ แต่ในฐานะที่ไม่ไดชอบทักษิณคนหนึ่่งเหมือนกัน ผมยอมรับไม่ได้กับการตัดสินลงโทษโดยคณะบุคคลจากระบอบเผด็จการหลังรัฐประหาร19 กันยาครับ

คำถามมีแค่ว่า คุณเอารัฐประหาร19กันยาใช่ไหม? จึงยอมรับการพิษจารณาคดีคนที่คุณเกลียดโดยไม่เลือกความถูกต้องในวิธีการและที่มาของผู้ตัดสินคดี?

เพียงตอบข้อคำถามนี้คุณทั้งสองและผมก็จะรู้จุดยืนแล้ว ว่าคุณเป็นฝ่ายไหนกันแน่ ประชาธิปไตยหรืออำมาตย์ อย่าสร้างภาพเป็นพวกสอไม่เอาอยู่เลย ผมเคยทำแล้ว(ตอนทำงานสนนท.ยุคเปลี่ยนผ่านจากกชวรรณ) มันไร้ค่า ต้องชำระประวัติศาสตร์ตัวเองอีก

คุณอธึกกิตตอบไปตามเห็นผล

คุณอธึกกิตตอบไปตามเห็นผล "รัก" "ไม่รัก"ของแกน่ะ ให้แกฟังเหตุผลที่ว่าบ้างก็ดี

ขอบคุณครับ จะรอหนังสือครับ

ส่วนไอ้หัวโตไม่ต้องไปตอบนะครับ ประเภทที่ว่า คนอื่นโง่ อีเดียด ปัญญาอ่อน เกิดไม่ทัน ปล่อยให้ขี้แกหอมไปคนเดียว ส่วนขี้คนอื่นเหม็นเถอะ

ได้ความรุ้ดีครับ

ได้ความรุ้ดีครับ แต่ขอบอกว่าเหนื่อย ที่ต้องทำความเข้าใจ คนที่ไม่มีพื้นเลย ถูกสื่อหลักสื่อนายทุน ป้อนข้อมูลว่า ทักษิณโกง โกง รัฐ ก็คงเชื่อไป

ขอพูดอย่างชาวบ้านประมาณ8-9 ปีไปสมัครงาน ทรู ตอนนั้นจำไม่ผิด ยังใช้ชื่อ เทเลคอมเอเชียอะไรนี้ ได้งานเป็นแค่ตัวแทนขายหมายเลยโทรศัพท์ กินค้าคอมพ์ ทำอยู่เดือน ได้มาแค่สามพันกว่าบาทถึงรุ้ว่าฐานะการเงิน เทเลคอมเอเซียหรือทรูไม่ดี ส่วนหนึ่งเพราะได้สัมปทานโทรศัพท์บ้านมา2ล้านเลขหมายจากสมัยนายอานันท์ แต่ต่อมาคนไม่นิยมติดโทรบ้าน เพราะมีมือถือเขามา เลยกลายเป็นภาระ

ตอนนี้ฐานะทรูดีขี้นก็คงเพราะธุรกิจหลายอย่าง
แต่อย่างหนึ่งก็คือ รายได้จากผู้ใช้บริการติดตั้งอินเตอร์เนท มาร์เกทแชร์มากกว่าองค์การโทรศัพท์ด้วย เคยใช้บริการอินเตอร์เนททั้งสองค่าย ขอบอกว่าขององค์การห่วย แล้วก็ยังไม่ทำการตลาดด้วย

ชาวบ้านอย่างผมขอสรุปว่า คู่แข่ง เอไอเอสเช่น ทรู ค้าขายสู้ เอไอเอสไม่ได้ ก็พยายามหาทางโค่น เอไอเอส
เทโอที ทำมาหาแดก ไม่เป็น ก็หาว่าเอไอเอส ทำให้รายได้ลดลง

แต่ไม่มีเอไอเอส ก็ทำมาหาแดก สุ้ ทรูไม่ได้อยู่ดี

อีกอย่าง ผลประโยชน์ รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช้ ผลประโยชน์ ชาติ มันตกเป็นของผู้บริหารและสหภาพ ที่เป็นผีสูบเลือด

ประเด็นนิสัยส่วนบุคคลไม่จำเป็

ประเด็นนิสัยส่วนบุคคลไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ครับ แต่ประเด็นเรื่องการยอมรับอำนาจจากคณะรัฐประหาร19กันยา จำเป็นต้องอธิบายตัวเองด้วยนะครับ

ไม่รู้จะอธิบายตัวเองยังไง

ไม่รู้จะอธิบายตัวเองยังไง เพราะคนที่่ใช้ตรรกะ "ทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริ่มนั้นใช้ไม่ได้ ชั่วหมด ฯลฯ" ก็คงด่าอยู่ดี ไม่ว่าจะพูดอะไร :P

ตอนนี้ขอตอบสั้นๆ ว่า เชื่อว่าถึงแม้ไม่มีรัฐประหาร 19 ก.ย. ทุกอย่างในประเทศนี้ดำเนินไปตามกระบวนการที่ควรเป็น นักการเมืองไม่แทรกแซง ไม่ซื้อองค์กรอิสระ ปปช. ก็ต้องทำคดีนี้อยู่ดีค่ะ มันไม่เหมือนคดี "เล่นงานทางการเมือง" อย่างคดียุบพรรคไทยรักไทย และอีกหลายๆ คดี

จะพยายามอธิบายให้ยาวกว่านี้ในหนังสือก็แล้วกัน เพราะเรื่องยังไม่จบ ต้องรอดูคำพิพากษาของศาลอีกว่าเป็นอย่างไร :)

งั้นลองโต้แย้งเชิงกฏหมายหรือเ

งั้นลองโต้แย้งเชิงกฏหมายหรือเชิงประชาธิปไตยของตรรกะ "ทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริมนั้นใช่ไม่ได้" ดูบ้างสิครับ

กระผมก็ไม่ชอบทักษิณ และอยากให้โดนลงโทษทางกฎหมายเป็นที่สุด แต่! ยังหาข้อโต้แย้งใดมาแย้งทฤษฎีประชาธิปไตยไม่ได้ว่า คุณสฤณีใช้ตรรกะใดในการอธิบายว่า "ทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริมนั้นใช้ได้?"

ถ้าเชื่อว่าถึงไม่มีรัฐประหาร19กันยา ทุกอย่างก็ดำเนินการไปตามกระบวน แต่นี่มันมีรัฐประหารแล้ว ถึงกระบวนมันออกมาแบบเดียวกัน แต่รูปแบบการใช้อำนาจมันต่างกัน มันไม่ใช่อยู่ประชาธิปไตย แล้วควรแล้วหรือที่คุณจะยอมรับและสนับสนุนกระบวนการที่ผิดหลักการประชาธิปไตยเหล่าน้้น?

นอกประเด็นนะครับ สมควรลบ

นอกประเด็นนะครับ สมควรลบ

คำถาม 1. โจทย์ของคุณตั้ง

คำถาม
1. โจทย์ของคุณตั้ง ขึ้นว่า ประโยชน์ส่วนเกินของทักษิณ นั่นหลายความว่า คุณเห็นไปทางนี้แล้วแต่ต้น ดังนั้นตัวแปร และกระบวนวิธีการ
จึงมุ่งเป้าเพื่อรับรอง สมมุติฐานนี้ใช่หรือไ่ม่

2.
“พูดง่ายๆ คือ ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ ค่ามือถือก็ต้องถูกลงเรื่อยๆ อยู่แล้วเมื่อเอกชนมีการแข่งขันกันตามกลไกตลาด แต่ถ้าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่าง โจ่งแจ้ง (เช่น จ่าย 20% คนเดียว คนอื่นยังจ่าย 25% อยู่) ”

คุณได้ทำ โมเดล ถ้าทักษิณไม่ได้กระทำการดังกล่าวใด ๆ เลย จะมีตัวเลขต่าง ๆ ออกมาเช่นไร ค่าโทรศัพท์ที่ประชาชนต้องจ่าย ส่วนแบ่งต่าง ๆ ออกมาหรือไม่ อย่างไร ต้องถูกลงเรืื่อย ๆ อยู่แล้ว มันน่าจะง่ายเกินไป ลดเท่าไหร่ยังไง แล้วมันทำให้ผิดปกติยังไง

ถึงอย่างไรก็ตามมันก็เป็นแค่การทำนาย

สัญญามันต่อเนื่องกันมานานแล้วไม่ใช่เหรอครับตัวเลขนั้น

3. ข้อโต้แย้งของ อจ.สมเกียรติ ที่เห็นด้วยคือ ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียม broadband ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้เปรียบเหนือคู่แข่งหลายขุมอยู่แล้ว รัฐไม่ควรต้องสนับสนุนอีก ดาวเทียมฮ่องกงที่ได้รับการยกเว้นภาษีนั้นไม่น่าจะใช่สเป็คเดียว เพราะตอนที่ยิงไอพีสตาร์ บริษัทก็คุยโม้ว่าความเร็วอย่างเขามีดวงเดียว อะไรทำนองนี้ ;)

ถ้าไม่ใช่ทักษิณทำ คุณ และ อ สมเกียรติจะแย้งอย่างงี้หรือเปล่าครับ ถ้าลองคิดตรงกันข้าม ถ้ารัฐไม่สนับสนุนจะมีผู้ประกอบการรายใดของไทยที่อยากดำเนินการหรือไม่ และผลได้ที่มากกว่าภาษีเราควรนำมาคิดหรือไม่

4. คุณมีเรื่ยวแรงอธิบาย ความไม่เป็นธรรมของทุนผูกขาด กลุ่มอำมาตย์หรือเปล่าครับ ช่วยอธิบายหน่อยสิครับ

เรี่ยวแรงของคุณมาจากอคติหรือเปล่าครับ ถามตรงๆ

ใคร ๆ ก็มีธง

ใคร ๆ ก็มีธง เรื่องมันเลยไม่ถูกมองตามความเป็นจริง อคติเต็มหัว แม้จะแย้งว่าไร้อคติ สุดท้าย ใครเชื่ออย่างไร ก็เชื่ออย่างนั้นไปเถิด คุณสฤณีช่วยชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งที่เราวิเคราะห์ไม่ค่อยเป็น แต่บางคนก็พยายามตีข้อเขียนด้วยการเอางานเขียนไปโยงกับความเห็นของคุณสฤณีเกี่ยวกับเรื่องรัฐประหาร มองแล้วเหมือนพยายามทำให้ข้อเขียนนี้ด้อยลง

จริง ๆ แล้ว ถ้ามีความเชื่ออยู่แล้วว่าทักษิณถูกต้องเสมอเพราะถูกเลือกมาตามระบอบประชาธิปไตย แค่นี้ธงของคุณที่คอมเม้นท์ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสนใจเหตุผลที่แย้งความเชื่อของคุณ เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ล้วนปิดหูปิดตา แล้วพยายามหาหลักฐานเพื่อสนับสนุนความเชื่อของตัวเองอยู่แล้ว

คุณสฤณีเขียนว่า "2.

คุณสฤณีเขียนว่า

"2. สรุปว่าในบทความนี้ อยากหาวิธีคำนวณคร่าวๆ ไม่ได้ตั้งใจจะประเมิน "ความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง" ของข้อกล่าวหา (ว่าผิดกฏหมายหรือไม่ผิด) ตามที่เกริ่น แต่เรื่องนี้จะอยู่ในหนังสือ เพราะต้องแยกประเด็นระหว่าง "การแข่งขันเสรี" กับ "ความเท่าเทียมและเป็นธรรมในสนามแข่งขัน" ด้วยค่ะ

พูดง่ายๆ คือ ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ ค่ามือถือก็ต้องถูกลงเรื่อยๆ อยู่แล้วเมื่อเอกชนมีการแข่งขันกันตามกลไกตลาด แต่ถ้าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่าง โจ่งแจ้ง (เช่น จ่าย 20% คนเดียว คนอื่นยังจ่าย 25% อยู่) ประเด็นนี้ก็ถือว่าผิดอยู่ดี ไม่ว่ามันจะทำให้ค่ามือถือถูกกว่าเดิมอีกหรือเปล่า เพราะ 1) ไม่เป็นธรรมกับคู่แข่ง และ 2) ทำให้รัฐเสียประโยชน์ที่ควรได้รับ (เพื่อเอาไปให้บริการประชาชน)"

ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรงครับ ในกรณีนี้ ไม่มีอะไรการันตีว่ารัฐจะเอาประโยชน์ที่ได้มาจากส่วนต่าง 5% ไปให้บริการประชาชน คุณสฤณีนิยาม"รัฐ"ผู้ได้ผลประโยชน์ว่าอะไร "รัฐวิสาหกิจ"ใช่หรือไม่ รัฐวิสาหกิจไม่ได้ส่งกำไรเข้าคลังทั้งหมด ฉะนั้นคุณต้องเปรียบเทียบว่า

1. รัฐวิสาหกิจจะส่งเงินเข้าคลังจากส่วนต่าง 5% นี้เท่าไร (0% ก็เป็นไปได้ในกรณีทีั่ส่วนต่างนี้เข้าสหภาพ)

2. ประชาชนได้ส่วนลดค่าโทรศัพท์ทันที่กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าจาก 5 บาทเหลือ 1.5 บาทต่อนาที แปลว่าเอไอเอสได้ให้กำไรประชาชนทันที 70% เอาเปอร์เซ็นต์นี่ไปคูณกับจำนวนนาทีที่ลูกค้าเอไอเอสใช้ต่อปีก็เป็นกำไรมหาศาลให้ประชาชน ไม่ต้องนั่งรอให้รัฐวิสาหกิจส่งเงินเข้าคลัง ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้

ผมคิดว่าคุณสฤณีน่าจะเอาคดี Antitrust ต่างๆในต่างประเทศมาศึกษาดูด้วย เพราะคดีเหล่านี้มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณส่วนต่างๆด้วยโมเดลโครงสร้างชัดเจน ส่วนลดที่ผู้ประกอบการลดให้ผู้บริโภคก็เป็นส่วนสำคัญในการคำนวณด้วย ไม่ใช่ีจะตะแบงเอาแค่ว่า"ทำให้รัฐเสียประโยชน์ที่ควรได้รับเพื่อเเอาไปให้บริการประชาชน" คุณพูดแบบนี้ส่อว่าคุณไม่เข้าใจโครงสร้าง"รัฐ"อะไรมากมายนัก ด้วยเหตุนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกะอ.สมศักดิ์ว่าคุณกินขี้รัฐประหาร

ถึงคุณสฤณี เรื่องส่วนต่าง

ถึงคุณสฤณี

เรื่องส่วนต่าง 20%-25% ระหว่างเอไอเอสและคู่แข่ง

ไม่มีอะไรการันตีว่ารัฐจะเอาประโยชน์ที่ได้มาจากส่วนต่าง 5% ไปให้บริการประชาชน คุณสฤณีนิยาม"รัฐ"ผู้ได้ผลประโยชน์ว่าอะไร "รัฐวิสาหกิจ"ใช่หรือไม่ รัฐวิสาหกิจไม่ได้ส่งกำไรเข้าคลังทั้งหมด ฉะนั้นคุณต้องเปรียบเทียบว่า

1. รัฐวิสาหกิจจะส่งเงินเข้าคลังจากส่วนต่าง 5% นี้เท่าไร (0% ก็เป็นไปได้ในกรณีทีั่ส่วนต่างนี้เข้าสหภาพ)

2. ประชาชนได้ส่วนลดค่าโทรศัพท์ทันที่กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าจาก 5 บาทเหลือ 1.5 บาทต่อนาที แปลว่าเอไอเอสได้ให้กำไรประชาชนทันที 70% เอาเปอร์เซ็นต์นี่ไปคูณกับจำนวนนาทีที่ลูกค้าเอไอเอสใช้ต่อปีก็เป็นกำไร มหาศาลให้ประชาชน ไม่ต้องนั่งรอให้รัฐวิสาหกิจส่งเงินเข้าคลัง ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้

อย่าลืมว่า"เป้าหมายนโยบายสาธารณะ"นั้นคือเพื่อสร้าง consumer surplus ไม่ใช่สร้างรายได้เข้ารัฐ

ผมคิดว่าคุณสฤณีน่าจะเอาคดี Antitrust ต่างๆในต่างประเทศมาศึกษาดูด้วย เพราะคดีเหล่านี้มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณส่วนต่างๆด้วยโมเดลโครงสร้างชัดเจน ส่วนลดที่ผู้ประกอบการลดให้ผู้บริโภคก็เป็นส่วนสำคัญในการคำนวณด้วย ไม่ใช่ีจะตะแบงเอาแค่ว่า"ทำให้รัฐเสียประโยชน์ที่ควรได้รับเพื่อเเอาไปให้ บริการประชาชน" คุณพูดแบบนี้ส่อว่าคุณไม่เข้าใจโครงสร้าง"รัฐ"อะไรมากมายนัก ด้วยเหตุนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกะอ.สมศักดิ์ว่าคุณกินขี้รัฐประหาร

ฮา .. ฮา .. ใบตองแห้งมาแล้ว

ฮา .. ฮา .. ใบตองแห้งมาแล้ว มาแบบแนวเศรษฐศาสตร์เสียด้วย

อ่านจากข้อเขียน ประเมินได้ว่า --- นักวิชาการอย่างคุณสฤณี อาจจะต้องไปทำการบ้านอีกเยอะ หนังสือเล่มที่ว่า ต้องรออีก 1 - 2 เดือนหลังคำพิพากษา

คุณสฤณีตอบมา 2 ความเห็น อ้างเต็มปากเต็มคำว่า จะขอรอฟังคำพิพากษาก่อน

ทำไม ปัญญาชนไทยมันบัดซบ ห่วยแตกได้ขนาดนี้ --- ไปยอมรับกระบวนการ คตส. (อันมาจาก คมช.) ได้อย่างไร ? (ว่ะ)

ผมไม่ขอใช้คำอาจารย์สมศักดิ์

สำหรับผมรังเกียจดูแคลนพวกหางเครื่องรัฐประหาร โดยเฉพาะไอ้จำพวกปัญญาชนทั้งหลาย

ไอ้พวกนับถือรัฐประหาร ข้อเสียก็คือ พวกนี้ไม่นับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เชื่อว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน

เมื่อไม่เคารพผู้อื่น ก็อย่าหวังให้ผู้อื่นเคารพ

ถ้าเป็นอาจารย์ ก็เลิกสอนหนังสือเถอะครับ ...

เฮ้อ

เฮ้อ ตกลงนี่สฤณีจะยืนยันระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า ตกลงจะเห็นด้วยกับรัฐประหารใช่ไหม

จัดลำดับความสำคัญของการแสดงจุดยืนไม่เป็นหรือไง เข้าไปร่วมเล่นละครกับระบอบอำมาตย์ทำไม คตส.มาจากคณะรัฐประหาร ตกลงเห็นด้วยกับการเอารัฐประหารมาแก้ปัญหาคอรัปชั่นใช่ไหม? บัญชีของอำมาตย์ไม่มีอะไรให้ตรวจสอบหรือไง รู้จักการเป็นปัญญาชนที่มีจุดยืนที่ชัดเจนไหม หรือว่าเพียงแต่เขียนคอลัมน์ไปตามสถานการณ์ครับ

สิ่งที่เขียนถ้าตั้งใจรวมเป็นหนังสืออยู่แล้วเก็บไว้ก่อนก็ได้ ถ้าจุดยืนคือระบอบประชาธิปไตยและต้องการตรวจสอบฟ้องร้องทักษิณด้วยก็ยิ่งสมควรแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีครั้งนี้ และหันมาเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชน เอารัฐธรรมนูญ 40 กลับมา เลือกตั้งใหม่ และให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตรวจสอบพร้อมกับเอาผิดคณะรัฐประหารด้วย ถ้ากลัวทักษิณกลับมาเป็นรัฐบาลก็ต้องต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยก่อนสิครับ ไม่ใช่ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำลายหลักการประชาธิปไตย

ตกลงนี่สฤณีเห็นด้วยตุลาการภิวัฒน์ใช่ไหม เห็นด้วยกับวิธีการที่ล้ม รบ.สมัคร-สมชายใช่ไหม เห็นด้วยกับการตั้ง รบ.อภิสิทธิ์ในค่ายทหารใช่ไหม ตกลงสฤณียังจะเอาหลักการประชาธิปไตยไหมครับ หรือจุดยืนของคุณมันโยกไปโยกมาอย่างไรก็ได้?

....มันไม่ใครยอมรับใครอยู่แล้

....มันไม่ใครยอมรับใครอยู่แล้ว นี่คืสงครามมวลชล ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามคืนเงินให้มหาเศรษฐีทักษิณ...ก็ต้องเตรียมรับความวุ่นวายเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า...เพียงเพื่อคนโกงชาติและประชานเพียงคนเดียว...และคนที่เดือดร้อนไม่ใช่มีแค่พวกกลุ่มทีสนับสนุนฝ่ายต่างๆ อย่างเดียว คนที่เขาเห็นนักการเมืองเป็นคนน่าทุเรศ และไม่เข้ากับฝ่ายใคร..ยังมีอยู่อีกมาก..ขอบอกว่าพวกมรึงทั้งหลายเมื่อไหร่จะไปตายห่าตายโหง..กันเสียที.....ไอ้พวกนักการเมือง

ตอบคุณคนที่ 2

ตอบคุณคนที่ 2

ผมก็จำไม่ได้ว่าทีดีอาร์ไอนี่เอาเงินใครมาตั้ง เงินสหรัฐหรือเงินรัฐบาบไทย แต่ว่าพอตั้งแล้วก็ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง เรียกว่าเป็นสถาบันรับจ้างเขียนรายงานมั้งครับ ไ้ด้ยินว่าเขาเื้คืองว่ารัฐบาลทักษิณว่าไม่ค่อยให้เงินสนับสนุนเท่าไร ก็เลยรุมกินโต๊ะทักษิณกันแบบกัดไม่ปล่อย

รมต.คลังรัฐบาลสุรยุทธก็มาจากทีดีอาร์ไอ จะไปหวังความเป็นธรรมอะไรจากดร.สมเกียรติล่ะครับ ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าดร.สมเกียรตินี่แกสร้างชื่อความเป็นนักวิชาการจากอะไร แกเคยเขียนบทความดังๆตีพิมพ์ที่ไหนหรือว่ามีผลงานอะไรตอนทำงานอยู่ต่างประเทศก่อนไปอยู่ทีดีอาร์ไอไหม นี่ถามแบบอยากรู้นะึครับ ไม่ใช่จะแขวะแก ผมก็เห็นว่าแกยังดีกว่าสฤณีที่ยังมีประสบการณ์ทำงานจริงจังไม่เหมือนสฤณีที่มัวแต่ไปตามหาข้อมูลทักษิณจนต้องออกจากงานที่ต่างประเทศแล้วกลับไทยไปแปลหนังสือขายเพื่อชุบตัุวเป็นนักวิชาการจอมปลอม

ผมก็เบื่อทีดีอาร์ไอตรงที่ว่า ทำไมหลับหูหลับตามองข้ามประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากค่าโทรศัพท์ถูกๆ อันนี้เป็นจุดสำคัยที่ึคดี antitrust ต่างประเทศเน้นมาก เออ ถ้าลดราคาแล้วบริษัทอื่นเจ๊ง ก็ด่าได้ว่าลดราคากลั่นแกล้ง เป็น predatory pricing แต่นี่ก็เห็นยังค้าขายร่ำรวยกันอยู่ ทั้งทรูทั้งดีแทค

แล้วตอนดีแทคขายหุ้นให้นอร์เวย์ไม่เห็นใึึครมันร้องแรกแหกกระเชอว่าดีแทคขายชาติ ทีทักษิณขายหุ้นนี้ฟูมฟายกันทั่วเมือง นักวิชาการไทยไร้จรรยาบรรณจริงๆ

ชัดเจนในความเห็นต่าง

ชัดเจนในความเห็นต่าง และชัดเจนตรงผลประโยชน์ประชาชนได้รับโดยตรง ย่อมแน่นอนกว่าแปรเป็นงบประมาณ ซึ่งไม่รู้ประชาชนจะได้รับเท่าไร จะถูกหักหัวคิวจากขวนการเหลือบมากเท่าไร ....ไม่มีหลักประกันว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงๆ
.....ในข้อ 2 เคยมีคนพูดว่าส่งเสริมให้ประชาชนฟุ่มเฟือย และเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการตลาดแฝง ทำให้คนยากคนจนกู้เงินมาซื้อโทรศัพท์มือถือ เพราะราคาถูกลง....... "ผู้บริโภค " พอจะขยายความเรื่องนี้ให้เข้าใจง่ายๆได้หรือปล่าว เชื่อว่ามีหลายๆคนต้องการอ่าน..... เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งทุกอย่าง ยกเว้นประโยคสุดท้าย ขอรับรู้และเก็บไว้ในใจ

ขอปรบมือดังๆ ให้คุณผู้บริโภค

ขอปรบมือดังๆ ให้คุณผู้บริโภค ว่าแต่ยัยนักวิชาเกินคนนั้น จะมาแถว่าอย่างไรต่อ

ว่าแล้วว่าอาจจะยาว

ว่าแล้วว่าอาจจะยาว :)

ไม่มีเวลาจริงๆ ค่ะ ตอบสั้นๆ ก่อนก็แล้วกันว่า

1. ตรรกะ "ทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริมนั้นใช้ไม่ได้" จะถูกต้อง 100% ก็ต่อเมื่อทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริ่มนั้นล้วนแต่เป็น "คดีใหม่" ที่จะไม่มีทางเป็นคดีได้เลยถ้าหากไม่มีรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่กรณีของคดีนี้แน่ๆ (และคดีคอร์รัปชั่นอื่นๆ ที่เกิดสมัยรัฐบาลนั้นด้วย เช่น ทุจริตกล้ายาง, CTX, ฯลฯ)

2. "กระบวนการ" ปกติของคดีทำนองนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบจะเป็นแบบนี้: ปปช. สอบสวน --> ปปช. ทำสำนวน --> ปปช. ส่งอัยการ --> อัยการสั่งฟ้อง --> ศาลไต่สวน --> ศาลตัดสิน

สิ่ง "ผิดปกติ" ที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นในคดีนี้คือ คตส. ซึ่งคณะรัฐประหารแต่งตั้ง เป็นคนเริ่มสอบสวนและทำสำนวน ก่อนส่งให้ ปปช.

ดังนั้น ถ้าจะประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดผิดหลักการประชาธิปไตยตรงไหนบ้าง ก็ดูแค่จุดเริ่มต้นกระบวนการ 1-2 จุดนั้นไม่ได้ แต่ต้องประเมินให้ตลอดทั้งกระบวนการ ไปจนถึงคำพิพากษาเลยจริงไหม ว่ามีอะไร "ผิดปกติ" อีก เช่น มีใครไปซ้อมจำเลยหรือเปล่า ลักลอบเข้าไปในบ้านเพื่อนำเอกสารสำคัญออกมาหรือเปล่า กีดกันทนายจำเลยไม่ให้ชี้แจงในศาลหรือเปล่า ฯลฯ

เอาเป็นว่าจะอธิบายในหนังสือก็แล้วกันนะคะ :)

เอ่อ ไม่ได้จะว่าอะไรนะ

เอ่อ ไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่ข้อเท็จจริงคุณผิด ตอนที่ทำงานต่างประเทศไม่ได้ติดตามเรื่องทักษิณเลยค่ะ เพิ่งมารู้เรื่องพวกนี้ตอนกลับมาทำงานที่เมืองไทยแล้ว ;)

จะเขียนอธิบายประเด็นที่ถามมาในหนังสือก็แล้วกันนะคะ ตรงนี้พยายามตอบสั้นๆ ก่อนว่า

1. คดีนี้กล่าวหาทักษิณ "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทของตัวเองโดยมิชอบ ไม่ได้กล่าวหาว่าชินคอร์ป "ใช้อำนาจผูกขาด" (antitrust case) ดังนั้นจะเอามาเทียบกันไม่ได้ค่ะ คนละเรื่องกันเลย

(ถ้าเป็นเรื่องชินคอร์ปใช้อำนาจผูกขาดจริง ก็ต้องพิสูจน์ว่า "มีอำนาจผูกขาด" หรือไม่ จะทำ predatory pricing หรือไม่ทำก็เป็นแค่ประเด็นหนึ่ง (เพราะมีวิธีใช้อำนาจผูกขาดมากมาย เช่น บังคับพ่วงบราวเซอร์แบบที่ไมโครซอฟท์โดนขึ้นศาลมาแล้ว) แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายป้องกันการผูกขาดไทยไม่เคยใช้อะไรตรงนี้ได้อยู่แล้ว อจ.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้เยอะมากและอธิบายปัญหาของกฎหมายนี้ในไทยไว้เยอะแล้วค่ะ)

2. ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากค่าโทรศัพท์ถูกๆ ควรเป็นผลลัพธ์จากการแข่งขันที่เท่าเทียมและเสรี ไม่ใช่การบิดเบือนเอื้อประโยชน์ให้กับคู่แข่งรายใดรายหนึ่งนะคะ ;) ใครจะอยากเชื่อว่าตลาดมือถือไทยจะพัฒนาไม่ได้ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เวลารัฐเสียประโยชน์โดยมิชอบ ความหมายคือ "ประชาชนทุกคน" ทั้งที่ใช้มือถือและไม่ได้ใช้ เป็นผู้เสียประโยชน์นะคะ จะเอา "ประโยชน์ของผู้ใช้มือถือ" ที่ได้รับ ไปเทียบกับ "ประโยชน์ของประชาชน" ที่เสียไปได้หรือ :)

กฎแห่งกรรม

กฎแห่งกรรม "ถ้าคุณตัดสินลงโทษเขาอย่างไม่เป็นธรรม คุณนั้นก็จะถูกลงโทษเช่นกัน ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหนๆ"

1.

1. ตั้งโจทย์ว่าประโยชน์ส่วนเกิน ก็เพราะอยากจะคำนวณว่าประโยชน์ส่วนเกินในแต่ละกรณีที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" นั้น มีหรือไม่มี ถ้ามีมีเท่าไหร่ เขียนบอกไว้ตอนต้นในบทความแล้วนะคะว่าไม่ได้จะพิสูจน์ว่าแต่ละกรณีนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ผิด

2. รออ่านในหนังสือดีกว่าค่ะ เพราะจะพยายามอธิบายจริงๆ แต่ลองใช้สามัญสำนึกดูก่อนก็ได้ว่า ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง (นั่นคือที่เรียกว่า "ผิดปกติ") แต่แค่ดูแลตลาดให้เอกชนหลายรายเข้ามาแข่งกันภายใต้กฎกติกาเดียวกัน ค่าบริการต้องถูกลงเรื่อยๆ อยู่แล้วตามกลไกตลาด จำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะมา "เฉลี่ย" ต้นทุนให้กับบริษัท และการแข่งกันลดแลกแจกแถมก็จะยิ่งกดราคาลงได้อีก

ในหนังสือ อยากพยายามคำนวณส่วนต่างในแง่ค่าบริการ ว่าถ้าไม่มีกรณีเอื้อประโยชน์ สภาพตลาดจะเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ต้องใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์ซึ่งทำไม่เป็น และมีสมมุติฐาน "ถ้าอย่างนั้น" "ถ้าอย่างนี้" ฯลฯ จะไปหาความรู้จากผู้รู้ ถ้าไม่รู้ก็จะไม่ทำก็แล้วกัน -- นี่เป็นเรื่องรายละเอียดซึ่งไม่กระทบกับบทสรุปหรอกค่ะ เพราะศาลพิพากษาข้อหา "เอื้อประโยชน์" ไม่ได้พิพากษาข้อหา "ใช้อำนาจตลาด" (ซึ่งในกรณีหลังคงต้องประเมินกันจริงๆ ว่าสภาพตลาดเป็นอย่างไร ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน)

3. ถึงไม่ใช่ทักษิณก็ต้องแย้งอยู่ดีค่ะ ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมความเร็วสูง มีศักยภาพที่จะแข่งขันได้อยู่แล้ว บอร์ดของ บ.ชินแซทฯ อนุมัติการลงทุนไปแล้วก่อนที่จะได้สิทธิประโยชน์จาก BOI ความคิดที่ว่า "ถ้ารัฐไม่สนับสนุนเอกชนอาจไม่ทำ" จึงใช้กับเรื่องนี้ไม่ได้

4. อืม ไม่คิดว่าเรี่ยวแรงมาจากอคตินะคะ มาจากความสนใจแง่มุมทางการเงิน หลักทรัพย์ ฯลฯ ในคดีนี้มากกว่า ติดตามมาหลายปีทีเดียว ;)

แต่ก็ขอขอบคุณที่ชี้ว่า การที่

แต่ก็ขอขอบคุณที่ชี้ว่า การที่ ทศท. ได้รับส่วนแบ่งรายได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเงินจะเข้าคลังทั้งหมด อันที่จริงระบบสัมปทานทำให้ ทศท. กับ กสท. เป็นเสือนอนกินมานาน กลายเป็นเป็ดง่อย แข่งกับเอกชนไม่ค่อยได้ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในคดีนี้ แต่คิดว่าเวลาเขียนเป็นเล่มน่าจะพูดถึงด้วย เพราะมองภาพรวมทั้งหมดก็ดีเหมือนกัน ก่อนจะพูดถึงคดี

ลืมตอบคุณใบตองแห้งด้วยว่า ถ้าเข้าใจไม่ผิด อัยการไม่ได้กล่าวหาว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานทุกครั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง มีบางกรณีเท่านั้นที่น่าสงสัยว่าเป็นอย่างนั้น

งั้นผมสรุปได้ว่า

งั้นผมสรุปได้ว่า คุณวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่า งานของคุณ มีพื้นฐานจากงานของ สมเกียรติ และ คตส และ คำกล่าวหาของศาล

โดยถือเห็นด้วยตามนั้น ถูกต้องหรือไม่ครับ คุณถือว่าตรงนั้นคือ fact แล้วค่อยเอามาใส่ โมเดลทางการเงินของคุณ

โฮ...วันนี้ใบตองแห้งเล่นของหน

โฮ...วันนี้ใบตองแห้งเล่นของหนักนะเนี่ย แต่ก็โออยู่นะ อ่านง่ายก็ของคุณสฤณีอีก

สฤณี

สฤณี ไม่มีความละอายแก่ใจตัวเองเลย
กินชี้รัฐประหาร
แต่ไม่กล้าจะยอมรับ

นึกไม่ถึงว่า จะทั้งหน้าด้าน และทั้งขี้ขลาดได้พร้อมๆกันขนาดนี้

ใบตองแห้ง ยิ่งนาน ยิ่งแสดงสันดาน นัก นสพ.เลวๆ
คือพูดมั่วอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องดีเฟนด์ และไม่กล้าจะดีเฟนด์สิ่งที่ตัวเองพูดไป

ตกลง ที่เคยถามว่า พิภพ พูดถูกหลัการ ถูกอย่างไรไม่ทราบ?

ผมว่าแปลกนะทำไม

ผมว่าแปลกนะทำไม ถึงไม่สามารถพูดในคดีได้ล่ะครับ

เพราะเค้าบริหารตามนโยบายและ พันธกิจแห่งรัฐซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เค้ามีหน้าที่แก้ไขระบบระเบียบ ให้เอื้อเฟื้อและสอดคล้อง กับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งถ้าโดยส่วนตัวเค้าก็จะได้รับไปด้วยตามธรรมนองคลองธรรม ก็ไม่น่ามีความผิด

"เป็นเสือนอนกินมานาน กลายเป็นเป็ดง่อย แข่งกับเอกชนไม่ค่อยได้" => นั่นคือค่าเสียโอกาสของจริงมากกว่าครับ
ความเสียหายตรงนี้คุณสนใจที่จะ ทำการวิเคราะห์หรือเปล่า ว่าถ้า ทศท และ กศท ยังอยู่ในรูปเดิม ใครเสียหายเท่าไหร่

หรือคุณมีกระจิตกระใจให้ทักษิณคนเดียว

ผมไม่ได้ต้องการ discredit นะครับ เพียงแต่สงสัยว่า คนมีระดับความรู้ขนาดนี้ทำไม เลือกมองและใส่เรี่ยวแรงกับปัญหาบางอย่างแค่นั้น และบางแง่มุมเช่นกัน

คุณเคยสำรวจอคติในใจตัวเองหรือเปล่าครับ

ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร

ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่คิดว่าคดีนี้สำคัญ คิดว่าถ้าเราไม่มีรัฐประหารมันก็จะเป็นคดีอยู่แล้วด้วยข้อหาประมาณเดียวกันถ้ากระบวนการตรวจสอบไม่ถูกแทรกแซง และคิดว่าควรพยายามอธิบายข้อเท็จจริงและหลักการประเมินเท่าที่ทำได้ เพราะกลัวว่าศาลจะตัดสินแบบ "เว่อร์" เกินไป และอยากให้คนเข้าใจข้อเท็จจริงในคดีนี้ มากกว่าประเด็นทางการเมือง เพราะถ้าเราจะมองออกว่าคำพิพากษาของศาล "เป็นธรรม" ขนาดไหน ส่วนหนึ่งก็น่าจะขึ้นอยู่กับความเข้าใจในข้อเท็จจริงเหล่านี้นะ

ไม่คิดว่าแค่เขียนบทความทำนองนี้จะเท่ากับบอกว่า "เห็นด้วยกับรัฐประหาร" นะ แต่ต่างคนก็ต่างความคิดน่ะค่ะพี่ หลายคนอาจบอกว่าไม่มีจุดยืน พี่อาจจะบอกว่าจุดยืนโยกไปโยกมา ก็ไม่ว่ากัน อาจจะโยกจริงๆ ก็ได้ถ้ามองจากมุมพี่ :)

ประเด็นเรื่อง ตัวเลข เหล่านี้

ประเด็นเรื่อง ตัวเลข เหล่านี้ คนที่เคยผ่านเมืองนอก หรือมีการศึกษาหน่อย ควรทราบว่า สามารถ ตีความ และเถียงได้ไม่มีทางสิ้นสุด

ในต่างประเทศ คดีแบบนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการพิจารณา ตัดสิน อย่างซับซ้อน

แต่สิ่งที่เถียงไม่ได้ คือ กระบวนการ ของการดำเนินการ (ที่เรียกว่า due process)

ดังนั้น ประเด็นจริงๆ จึงไม่ใช่อยู่ที่ ความเห็นของ สฤณี หรือ ใบตองแห้ง สมเกียรติ หรือ ก ข ค

แต่อยู่ที่วา มีกระบวนการในการดำเนินการอย่างไร

การยอมรับ "ขี้" รัฐประหาร ของสฤณี สะท้อนความเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล

ปากว่า เอาความถูกต้อง แต่จริงๆ แล้ว หน้ามืดตามัว ขอแต่ให้ได้เล่นงาน ในสิ่งที่ตรงกับความเห็นตัวเองเท่านั้น กระบวนการจะเป็นอย่างไร ไม่สำคัญ

ก็เพราะมีคนประเภทนี้ (พวกมีการศึกษา แต่ดัดจริต หน้าด้าน และเฮงซวย ในเรื่องการเมือง) เมืองไทย พวกรัฐประหาร จึงอยู่ได้

.............

โปรดสังเกตให้ดี ผ่านมา 3 ปีเศษ สฤณี เคยเรียกร้องให้ลงโทษ คณะรัฐประหารเมื่อไร?

ปล. ที่เขียนว่า "ทุกคดีที่เริ่มต้นจาก รัฐประหาร" จริงๆแล้ว เป็นคำของตัวเอง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ตอบจริงๆ คือ อ้างว่า ถ้าไม่มีรัฐประหาร ก็คงมีคดีขึ้นได้ แต่นั่นเป็นการบิดเบือน หลีกเลี่ยงประเด็น ความจริงคือ คดีที่เป็นอยู่ที่กำลังพูดในปัจจุบัน คือ คดีที่รัฐประหารทำ ("ขี้" ใน metaphor ที่ใช้) ดังนั้น เรือ่งนี้ ก็คือการ ยอม "กินขี้" รัฐประหาร แต่ไม่มีความกล้าจะยอมรับนั่นเอง

เพราะกรอบของบทความที่ประเมินน

เพราะกรอบของบทความที่ประเมินนั้น "แคบ" มากค่ะ คือตั้งต้นจากคดีทักษิณ คนก็เลยอาจมองว่ามีอคติ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเลย ยกตัวอย่างเช่น ประเด็น "ค่าเสียโอกาส" ของเราจาก ทศท และ กสท. อยู่นอกเหนือขอบเขตของคดี ก็เลยไม่พูดถึงค่ะ

(ถ้ามีอคติ คงไม่พยายามคำนวณตั้งแต่แรก บอกว่า "ยึดให้หมดเลย" ไม่ง่ายกว่าหรือ :P)

เอาเป็นว่า ขอน้อมรับคำติทั้งหมดในกระทู้นี้ไว้ แล้วจะไปปรับปรุงในฉบับหนังสือก็แล้วกัน เพราะตั้งใจจะมองรอบด้านกว่าในบทความนี้อยู่แล้ว :)

มีอคติแต่มีความรู้ไงครับ

มีอคติแต่มีความรู้ไงครับ เลยใช้ความรู้มาอธิบาย อคติ

คนที่บอกยึดหมดแม่มเลย คือพวกไม่มีความรู้ทั้งนั้น

อย่างน้อยมีความรู้มันคัดง้างอคติได้ เพราะกลไกมันล๊อคไว้ว่าอะไรใช่ไม่ใช่ ( เลยไม่ได้ออกมาแนว ทฤษฎีวัวกินหญ้าไงครับ )

เออ จริงแฮะ

เออ จริงแฮะ ถ้าอย่างนั้นอาจมีอคติโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ;D

คิดไปคิดมาแล้วรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เกริ่นยาวกว่าที่เกริ่นนำตอนที่เขียนบทความ เพราะกรอบตอนที่เขียนเรื่องนี้มันแคบจริงๆ โดยตั้งใจ เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องใช้เวลามากกว่านั้นมาก

จะพยายามแก้ตัวตอนเขียนเป็นเล่มก็แล้วกันค่ะ แล้วจะมาถามใหม่ว่ามีอคติหรือเปล่า :)

วันนั้นเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง

วันนั้นเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงมันพร้อม และสุกงอม ที่จะจัดการกับการ Coruption อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงองค์กรอิสระ จนประชาธิปไตยมีความหมายแค่การเข้าคูหาเลือกตั้งเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น (แถมยังโกงมาอีกด้วยจนถูกยุบพรรค) โดยไม่สนใจกระบวนการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างประชาธิปไตย จนมันถึงทางตัน จนต้องเกิดรัฐประหาร(ที่เรียกกัน) ส่วนบางคนเรียกว่าการไล่ทรราชให้พ้นแผ่นดิน วันนี้ไม่ใช่เรื่องการยอมกินขี้ไคร แต่คนไทยส่วนมากรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ฝ่ายไหนมีจุดยืนอย่างไร

ดูจาก ที่โพสมาคือคุณ รู้ แต่

ดูจาก ที่โพสมาคือคุณ รู้ แต่ รู้ไม่จริง ก็แค่นั้น

ปล.2 ผมก็เพิ่งทราบ จากบทความ

ปล.2 ผมก็เพิ่งทราบ จากบทความ ใบตองแห้ง นี้ว่า ใบตองแห้ง คือคนพาดหัว สัมภาษณ์สุภิญญา ที่มีเรื่องกับ ชิน คอร์ป

ผมเห็นว่า ชิน คอร์ป ไม่ควรฟ้องสุภิญญา

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เห็นว่าการให้ข่าวของสุภิญญษ เป็นการให้ข่าว ในลักษณะ ไม่รับผิดชอบเช่นกัน

ก็เพิ่งรู้ว่า ใบตองแห้ง มีส่วนในเรื่องนี้อยู่ด้วย

...........

บรรดา แอ๊กติวิสต์ ตั้งแต่ สฤณี สุภิญญา ไปถึง ใบตองแห้ง ที่ก่อน รัฐประหาร แอนตี้นักการเมือง อย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างหน้ามืดตามัว ขณะเดียวกัน ก็เงียบกริบ กับอำนาจแบบศักดินา (แม้แต่ใบตองแห้ง เอง ก็เถอะ เคยเขียน ด่า ศักดินา ก่อน รัฐประหาร หรือ?) เมื่อเกิด รัฐประหารแล้วก็ไม่เคย คิด ทบทวน สรุปบทเรียนอย่างแท้จริง ว่า แท้จริง แล้ว ตัวเอง มีส่วนรับผิดชอบ ในการสร้าง "วาทกรรม" หรือ "บรรยากาศทางภูมิปัญญา" ให้กับการรัฐประหารอย่างไรบ้าง

ก็อย่างที่เขียนเกริ่นในบทความ

ก็อย่างที่เขียนเกริ่นในบทความแหละค่ะ คิดว่าชัดเจนแล้วนะ --

"ผู้เขียนไม่อยากฟันธงหรือออกความเห็นว่าแนวทางคำพิพากษา “น่าจะ” หรือ “ควรจะ” ออกมาในแนวทางใด เพราะผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ศาลยังไม่ตัดสิน และข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องจำนวนมากก็ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ดี คดีนี้มีแง่มุมที่ผู้เขียนคิดว่าสามารถใช้หลักวิชาการเงินมาอธิบายให้เกิดความกระจ่างได้ โดยเฉพาะวิธีประเมินมูลค่า “ประโยชน์ส่วนเกิน” ที่ครอบครัวชินวัตรได้รับ จากกรณีต่างๆ ที่อัยการฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณว่า “เอื้อประโยชน์” แก่ บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (“ชินคอร์ป”)"

...ความผิดฐาน “ร่ำรวยผิดปกติ” ตามกฎหมายนั้นน่าจะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลว่า แต่ละกรณีที่อัยการกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณว่า “เอื้อประโยชน์” แก่ชินคอร์ปนั้น เอื้อประโยชน์จริงหรือไม่ และ “บทลงโทษ” ตามกฎหมายควรเป็นเช่นใดและจะเป็นตัวเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนเพียงแต่ต้องการคำนวณขนาดของผลกระทบจากกรณีต่างๆ ในสำนวนของอัยการ ต่อผลประโยชน์ที่ครอบครัวชินวัตรได้รับจากการขายหุ้นเท่านั้น มิได้ต้องการแสดงความคิดเห็นหรือพิสูจน์ว่ากรณีใดเอื้อประโยชน์ (คือทำให้ชินคอร์ปได้ประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย) กรณีใดไม่เอื้อประโยชน์ (คือทำให้ชินคอร์ปได้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย)"

สฤณี ไม่ควรไปหลงไหลเชื่องานขอ

สฤณี
ไม่ควรไปหลงไหลเชื่องานของสมเกียรติ จนหลงทาง ลองหาความรู้จากส่วนอื่นๆ
โดยเฉพาะไปเล่นตาม สิ่งที่ คณะคนชั่วที่ถือปืนเข้ามาปล้น ล้มรัฐธรรมนูญของประชาชนไป
แล้วไปแต่งตั้งคนที่เห็นด้วยกับการปล้น มาสอบหาความผิดของตัวแทนประชาชน
แถมยังกำหนดกติกาไม่ให้เอาผิดพวกตนที่เป็นโจรทั้งความผิดในอดีตแล้ในอนาคตอีก

คำถามที่ถามไปแล้ว ว่าเงินสัมปทานเปลี่ยนมาเป็นภาษีรัฐได้ตรงเลยผิดตรงไหน ดีกว่าไปจ่ายให้เสือนอนกิน
ก็ไม่เห็นจะตอบเลย ให้รอผล เสียดายที่ทำหนังสือเรือง เมกะเทนด์ แต่ดันไปตามดมกลิ่นพวกคณะรัฐประหาร

อ่านคำตอบก็รู้เลยว่า

อ่านคำตอบก็รู้เลยว่า คนหน้าด้านหน้าทนมีลักษณะอย่างไร

ตอบคำถามที่ชาวบ้านชาวช่องเขาถามมาไม่ได้ สฤณีคนชายขอบก็ตอบว่า รออ่านหนังสือที่กำลังเขียน ??? 5555

ทำไมหรือครับ ก็จะโฆษณาขายหนังสือของสฤณีนั่นเลย เวรกรรม

กลายเป็นกระทู้โฆษณาหนังสือไปได้

กระทู้เขาให้โต้ตอบกันทางความคิดโว้ยยยยยย

อย่ามาหน้าด้านโมเมขายหนังสือ

หัดมียางอายซะบ้าง เขาถามอะไรก็ตอบไปตรงๆแค่นั้นแหละ

คุณประชาชนจะอ้างว่าสถานการณ์ส

คุณประชาชนจะอ้างว่าสถานการณ์สุกงอมอย่างไรก็ตาม ต้องไม่ใช่ลงเอยด้วยทหารลากรถถังออกมาเด็ดขาด การพัฒนาประชาธิประไตยต้องใช้เวลา ให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสิน คุณประชาชนเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าประชาธิปไตยแค่เข้าคูหาไม่กีนาที คุณดูถูกชาวบ้าน ดูถูกประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาพอใจ เขาเลือกพรรคที่เขาชอบ นี่ก็คือความอิสระ ในความคิด แล้วประเภทที่อ้างกันนักเรื่องเงิน ขอเสียทีคนที่พูดอย่างนี้คิดว่าตนเองดีแต่ขณะเดียวกันคนอื่นโง่หมด เวลาผ่านมา3ปี เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า การปฎิวัติกันยา19ได้อะไรบ้าง คนไทยยิ่งแตกแยก คนส่วนมากก็ยังรัก ศรัทธา มั่นคงต่อคนที่เขาเลือก สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ความยุติธรรมมาตรฐานเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้เมืองไทยอยู่รอด กกต ปปช ศาลทำหน้าที่เป็นกลาง อย่าเอียงข้างคนไทยทั้งประเทศเขารู้ทัน ความคิดต่างไม่ผืดทุกคนมีสิทธิ์ ไอ้คนที่จะทำให้ทุกคนคิดเหมือนมันนั้นแหละผิดและจะทำชาติล่มจม

ไปอ่านความเห็นของจาตุรนต์

ไปอ่านความเห็นของจาตุรนต์ ฉายแสง ก่อนนะ แล้วค่อยมาคอมเม้นต์

ถ้ายิ่งมาอ้างว่าไม่รู้ข้อเท็จจริงล่ะก็ เวรกรรม..

เรื่องน้ำๆที่ตอบมาขอไม่วิจารณ

เรื่องน้ำๆที่ตอบมาขอไม่วิจารณ์นะ
ขอเนื้อๆในสิ่งที่ถาม
จากข้อความนี้ = คุณเห็นสิ่งผิดปกติ คือ คตส. ซึ่งมาจากรัฐประหาร แต่ก็บอกว่าดูแค่จุดเริ่มต้นที่"ผิดปกติ" ไม่ได้ นั่นเท่ากับ คุณมองข้ามความผิดปกตินั้น และ ยอมรับ ในองค์กร คตส. ซึ่งมาจากรัฐประหาร

นั่นชัดเจนแล้วในจุดยืนของคุณสฤณี ว่าคุณ ยอมรับ รัฐประหาร !!!!

สิ่งที่ สฤณี พูด

สิ่งที่ สฤณี พูด เปรียบเปรยก็เหมือน

ฉันเห็นมันทำเลว แล้วคิดว่าอนาคตมันต้องถูกยิงตาย

ฉันเลยเอาปืนไปยิงหัวมันซะเอง

โดยไม่ต้องไปสนใจกระบวนการ

ไม่ต้องสนใจว่าความยุติธรรม ย่อมต้องมีกฎหมาย(ที่เป็นธรรม)รองรับ

คุณสฤณีตั้งใจมองในจุดเล็กๆ

คุณสฤณีตั้งใจมองในจุดเล็กๆ ตีแผ่ วิเคราะห์จุดนั้น และก็พิสูจน์แต่ในกรอบดังกล่าว
ละเลยมองข้าม ภาพรวม

อคตินะครับผมว่า เป็นได้น่าจะเป็นนักวิชาการ ไม่ได้เป็นปัญญาชน หรือบัณฑิตพอ

ในฐานที่เป็นคนอ่านโต้วาทีกระท

ในฐานที่เป็นคนอ่านโต้วาทีกระทู้นี้อย่าง "เอาเรื่อง"

ในเชิงข้อมูล ข้อเท็จจริง สฤณีแพ้สองสามคนที่มาโต้

ในทางตรรกะ สฤณีเล่นลูกแถแบบนิ่มๆ ดังตัวอย่าง

"กรณีนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ทักษิณเป็นนายกฯ แล้วค่ะ ถึงจะมีความไม่เท่าเทียมอยู่แล้วก่อนทักษิณเป็นนายก (อันอาจเกิดจากการ "ล็อบบี้เก่ง" หรืออะไรทำนองนี้)"

ผมตีความเอาเองว่าพราะทำการตลาดให้คนที่ข้องใจตามไปซื้อหนังสือเมื่อพิมพ์ขาย

ในทางจุดยืนการเมือง สฤณีเป็นแบบเดียวกับสื่อสายหลัก คือเห็นด้วยกับผู้ชนะที่อยู่ในอำนาจ

กระทู้นี้ สฤณ๊ไม่จำเป็นต้องตอบเลยก็ได้ เพราะไม่มีอะไรใหม่ที่ไม่สั่วๆ เท่าบทความของเธอ

แต่ก็มองเห็นส่วนดีที่เธอมาตอบ เนื่องจากทำให้มีสองสามรายมาโต้เสียจนกระจ่างอีกเยอะ

คำตอบคุณขัดแย้งในตัวเองนะ

คำตอบคุณขัดแย้งในตัวเองนะ อย่าใช้คำว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารเลยครับ ถ้าคุณยอมรับองค์กรคตส.

ต่างคนต่างความคิด จริง แต่ หลักการประชาธิปไตยในกรณีนี้ มีหลักการเดียวครับ!!!!

ไม่ได้ตั้งใจจะทำการตลาดหรอก

ไม่ได้ตั้งใจจะทำการตลาดหรอก แต่ไม่มีเวลาตอบยาวๆ จริงๆ เพราะถ้าตอบยาว เดี๋ยวหนังสือก็ไม่เสร็จ คำพิพากษาศาลก็ยังไม่ออกด้วย :)

เรื่องภาษีสรรพสามิต ต้องเรียบเรียงคำอธิบายดีๆ ซึ่่งต้องใช้เวลามากจริงๆ ค่ะ เพราะเราเอาสถานการณ์ปัจจุบันไปเทียบกับสถานการณ์อดีตไม่ได้ แน่นอนเมื่อหยุดเก็บภาษีนี้ รายได้รัฐก็หายไปอย่างที่คุณใบตองแห้งว่า แต่ถ้าจะเข้าใจทั้งหมด ต้องกลับไปย้อนทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการแปลงสัญญาสัมปทานนั้นควรเป็นอย่างไร ทำไมถึงควรให้เอกชนจ่าย "ค่าแปลงสัญญา" ก่อนเข้าระบบใบอนุญาตของ กทช. แทนที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตแบบที่ทำ การแปลงสัญญาที่ควรเป็นนั้นจะดีต่อเราอย่างไร เป็นธรรมกว่าตรงไหน ฯลฯ

กรุณาสังเกตว่าในบทความก็ไม่ได้คำนวณส่วนที่ "รวยขึ้น" จากภาษีสรรพสามิต ยกเว้นถ้าศาลจะตัดสินว่า การออก พรก. ชอบด้วยกฎหมาย แต่ มติ ครม. ไม่ชอบ ซึ่งในกรณีนั้นก็หมายความว่าเอกชนทุกรายได้ "ประโยชน์ส่วนเกิน" ไป ไม่ได้มีแต่เอไอเอส อย่างที่คุณใบตองแห้งเขียน

ถ้าจะคิดว่าขายหนังสือก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่มีเวลาอธิบายจริงๆ :P

ทั้งหมดที่คุยมานี้ต้องอย่าลืมว่า สิ่งที่อัยการกล่าวหาทักษิณคือ 1) ซุกหุ้น และดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า 2) บางกรณีที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง และดังนั้น 3) จึงต้องพิจารณาว่าจะยึดเงินเท่าใด ซึ่งน่าจะมีส่วนที่เป็น "บทลงโทษ" ไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ดังนั้น เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาแล้ว ประเด็นตัวเลขความเสียหายต่อรัฐ ประโยชน์ของคนใช้มือถือ ฯลฯ เป็น "เรื่องรอง" ทั้งหมดเลยนะคะ แต่ที่ในบทความใช้ตัวเลขความเสียหายต่อรัฐทั้งอดีตและอนาคตในการประเมิน ก็เพราะบางเรื่องมันเป็นฐานให้คำนวณว่าครอบครัวชินวัตรรวยขึ้นเท่าไหร่ ก็อย่างที่พยายามบอกแล้วว่าบทความนั้นมีจุดประสงค์ที่แคบจริงๆ :)

จริงค่ะ วิเคราะห์แต่จุดเล็กๆ

จริงค่ะ วิเคราะห์แต่จุดเล็กๆ แต่ก็เขียนเกริ่นแล้วนะว่าบทความนั้นมีจุดประสงค์ที่ "เฉพาะกิจ" มากๆ

ในหนังสือจะพยายามมองภาพรวมก็แล้วกันนะ :) แต่เราก็ต้องไม่ลืมนะคะว่า "ภาพรวม" หลายส่วนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับข้อกฎหมายที่กล่าวหาในคดีนี้ แต่ความเข้าใจภาพรวมก็สำคัญ เพราะจะได้มองทุกอย่างตามจริงและมองเห็นบริบทของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

โห ถ้าคิดแบบนั้น

โห ถ้าคิดแบบนั้น ทักษิณคงไม่ต้องมีทีมทนายเลยสิคะ :P อยากรู้เหมือนกันว่า "กระบวนการ" ทั้งหมดหลังจากที่ คตส. ส่งเรื่องให้ ปปช. นั้นละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนบ้าง มีใครละเมิดสิทธิจำเลยตรงไหน แต่ไม่เห็นมีใครเคยออกมาอธิบายเรื่องนี้ ศาลใช้ระบบไต่สวน เรียกทนายจำเลยเข้าไปชี้แจงมากกว่าอัยการอีก

เรื่องกฎหมายที่เป็นธรรม ทักษิณถูกฟ้องด้วยกฎหมาย ปปช. ปี 2542 โน่น ไม่รู้ว่ากฎหมายนี้เป็นธรรมแค่ไหน แต่มันมีมาก่อนทักษิณเป็นนายกฯ อีกนะ

ไม่มีเวลาจริงๆ ค่ะ

ไม่มีเวลาจริงๆ ค่ะ เรื่องมันยาว :( ยกเอาที่ตอบข้างล่างมาตอบก่อนนะ --

"เรื่องภาษีสรรพสามิต ต้องเรียบเรียงคำอธิบายดีๆ ซึ่่งต้องใช้เวลามากจริงๆ ค่ะ เพราะเราเอาสถานการณ์ปัจจุบันไปเทียบกับสถานการณ์อดีตไม่ได้ แน่นอนเมื่อหยุดเก็บภาษีนี้ รายได้รัฐก็หายไปอย่างที่คุณใบตองแห้งว่า แต่ถ้าจะเข้าใจทั้งหมด ต้องกลับไปย้อนทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการแปลงสัญญาสัมปทานนั้นควรเป็นอย่างไร ทำไมถึงควรให้เอกชนจ่าย "ค่าแปลงสัญญา" ก่อนเข้าระบบใบอนุญาตของ กทช. แทนที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตแบบที่ทำ การแปลงสัญญาที่ควรเป็นนั้นจะดีต่อเราอย่างไร เป็นธรรมกว่าตรงไหน ฯลฯ

กรุณาสังเกตว่าในบทความก็ไม่ได้คำนวณส่วนที่ "รวยขึ้น" จากภาษีสรรพสามิต ยกเว้นถ้าศาลจะตัดสินว่า การออก พรก. ชอบด้วยกฎหมาย แต่ มติ ครม. ไม่ชอบ ซึ่งในกรณีนั้นก็หมายความว่าเอกชนทุกรายได้ "ประโยชน์ส่วนเกิน" ไป ไม่ได้มีแต่เอไอเอส อย่างที่คุณใบตองแห้งเขียน

ถ้าจะคิดว่าขายหนังสือก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่มีเวลาอธิบายจริงๆ :P"

ขยายความจากข้างบนคือ รัฐไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเก็บภาษีสรรพสามิต เพราะวิธีการแปลงสัญญาสัมปทานเข้าสู่ระบบใบอนุญาตที่ถูกต้องคือ เจรจาให้คู่สัญญาเอกชนทุกรายจ่าย "ค่าเลิกสัมปทาน"ให้รัฐ ตามแนวที่ทีดีอาร์ไอและนักวิชาการอีกหลายคนเสนอ แล้วให้ทุกคนขอรับใบอนุญาตจาก กทช. วิธีนี้จะช่วยการันตีได้ว่าการแข่งขันจะเท่าเทียม รายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งก็จะเสียแต่ค่ารับใบอนุญาต (ซึ่งไม่แพง) ไม่ใช่เสียภาษีสรรพสามิต (ซึ่งอย่างที่ อจ.สมเกียรติตั้งข้อสังเกต ว่ารัฐบาลอาจเพิ่ม % ได้ เพราะกำหนดอัตราสูงสุดถึง 50%)

ในบทความของคุณใบตองแห้ง คุณใบตองแห้งมีสมมุติฐานว่าถ้าเก็บภาษีสรรพสามิตไปตามเดิมหลังเกิด กทช. แล้ว รายใหม่ที่จะเข้ามา (ถ้ามี) ก็จะสามารถหักภาษีจากส่วนแบ่งรายได้ ได้เหมือนกับเอไอเอส ดีแทค ฯลฯ ซึ่งสมมุติฐานนี้ไม่น่าจะถูก เพราะกว่ารายใหม่จะเข้ามา เราก็ไม่ใช้ระบบสัมปทานแล้ว กลายเป็นว่ารายใหม่จะต้องเสียค่าใบอนุญาต + ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็น "กำแพงกีดกัน" อย่างที่ อจ.สมเกียรติเป็นห่วงค่ะ

ทำไมโง่บัดซบ อย่างนี้

ทำไมโง่บัดซบ อย่างนี้ ไม่สมเลยที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา

"ทั้งหมดหลังจากที่ คตส. ส่งเรื่องให้ ปปช. นั้นละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนบ้าง มีใครละเมิดสิทธิจำเลยตรงไหน แต่ไม่เห็นมีใครเคยออกมาอธิบายเรื่องนี้ ศาลใช้ระบบไต่สวน"

ละมิด ตั้งแต่คน "ส่งเรื่อง" แล้ว (โว้ย)

คตส. เป็นใคร? คนที่คอร์รัปชั้่น ทั้งอำนาจรัฐ และเงินเดือน

คตส. มี "สิทธิ์" อะไร ในการ "ทำเรือ่ง" "ส่ง" ครับ?

อย่างนี้ อนุญาตให้ โจรที่รอประหารชีวิตในบางขวาง "ทำเรื่องส่ง" ศาล ถ้ามีการกล่าวหาคุณสฤณี จะเอาไหม?

ถามอีกที ทำไมโง่บัดซบขนาดนี้

แล้วก็บิดเบือนด้วยที่ว่า "ไม่เห็นมีใครเคยออกมาอธิบายเรื้่องนี้.."

คนเขาอธิบายไม่รู้กี่ครั้ง แต่ด้วยความ โง่ และ หน้ามืดตามัวเอง จึงมองไม่เห็น

ปล. อันที่จริง กรณี "ศาล" ก็เหมือนกัน แต่ผมไม่สามารถพูดได้เต็มที่ เพราะมีกฎหมาย แบบกฎหมายหมิ่นฯ คลุมอยู่

สฤณี ก็เช่นเดียวกับ พวกเสื้อเหลือง ที่แอบอยู่หลัง กฎหมายหมิ่น (กษัตริย์) ในกรณีนี้ คือ แอบอยู่หลัง กฎหมายหมิ่น ศาล แล้วก็อ้าง "ศาล" ๆๆๆ

ขอถามว่า "ระบบยุติธรรม" ที่ปล่อยให้ คนทำผิด ขนาดประหารชีวิต รอดไปโดยไม่ต้องอะไรเลย นี่เรียกว่า "ระบบยุติธรรม" หรือ?

แล้วปัญญาชน ที่ดัดจริต ห่วงเหลือเกิน กับเรื่อง"เงินๆทองๆ" แต่ไม่แคร์ กับการที่ "ระบบยุติธรรม" นี้ปล่อยให้คนทำผิดระดับประหารชีวิต รอด ไม่ทราบจะเรียกว่าอะไรดี?

ขออภัยที่ไม่มีเวลาและทำให้คิด

ขออภัยที่ไม่มีเวลาและทำให้คิดว่าขายหนังสือ แต่มันก็ไม่มีเวลาจริงๆ และหนังสือก็กำลังเขียนอยู่จริงๆ อินเทอร์เน็ตทำให้เราคิดว่าคนอื่นมีเวลามาโต้ตอบเราทุกชั่วโมง ทั้งที่มันไม่จำเป็นนะคะ :P

อย่างไรก็ตาม (ยกรต. ในสำนวนคุณใบตองแห้ง) ได้พยายามตอบสั้นๆ เรื่องภาษีสรรพสามิตไปแล้วในคอมเม้นท์ก่อนของคุณ ถ้าจะให้ไล่เรียงลำดับเหตุผล เหตุการณ์ ที่มาที่ไป ฯลฯ ยาวกว่านี้คงต้องขอความกรุณารอฉบับหนังสือจริงๆ ค่ะ แหะๆ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปหาอ่านข้อถกเถียงเรื่องวิธีแปรสัญญาสัมปทาน ประมาณปี 47-48 ดูก่อนได้ เพราะนั่นคือ "ภาพรวม" ของเรื่องนี้

ประโยคทีเขียน

ประโยคทีเขียน ต้องอ่านหลายๆเที่ยว จึงจะเชื่อสายตาตัวเอง ว่าคนเรียนหนังสือระดับนี้ โง่ได้ขนาดนี้ หรือ หน้าด้าน หน้าทน ในการไม่ใช้เหตุผลได้ขนาดนี้

""ทั้งหมดหลังจากที่ คตส. ส่งเรื่องให้ ปปช. นั้นละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนบ้าง"

"ทั้งหมดหลังจาก" คตส. ส่งเรื่อง ให้ ปปช. "ละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนบ้าง"??

คือต้องอ่านหลายๆเที่ยวจริงๆ

ถ้า ใครก็ "ทำเรื่องส่ง" ปปช. ได้ ก็ไม่ต้องมี "ระบบยุติธรรม" แล้ว (โว้ย)

เพราะโจรห้าร้อย ก็ "ทำเรื่อง" "ส่ง ปปช." ได้

เรื่องที่ "ทำ" จะทำมาอย่างไรก็ได้

เคยโต้ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ความโง่ดักด่าน และหน้าด้าน ของสฤณีเอง

สมมุติ ตำรวจ ใช้วิธี ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่มีหมายศาล หรือ ไม่ยอมให้มีทนาย

แต่ "หลังจากนั้น" ตำรวจ ก็ "ทำเรื่องส่ง" (ผลการสอบสวนด้วยการละเมิด due process ดังกล่าว) ให้ อัยการ

พูดแบบสฤณี ก็ได้ว่า

"หลังจาก ตำรวจ (ที่ละเมิด due process) ทำเรื่อง ส่งอัยยการ ละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนบ้าง?"

นี่ ถามจริงๆ เวลาอยู่อเมริกา นี่ อยู่แต่ในกะลา หรือไงไม่ทราบ

ไมรู้จัก Miranda warning เลยหรือ?

เรือง Miranda warning มันอยู่ในขั้นตอนแรกสุดๆๆ เลยด้วยซ้ำ

ทำไม ถึงขั้นศาล ศาลจึงต้องปฏิเสธ คดีที่ละเมิด Miranda warning ??

ทำไม ศาล ไม่พูดว่า "เออนะ ตำรวจ อาจจะผิด ที่ไม่อ่าน miranda ให้ฟัง อาจจะผิด ที่ไม่มีหมายค้น ฯลฯ" แต่นั่น มันขั้นตอน ตำรวจ "หลังจาก ตำรวจส่งเรื่อง ให้อัยการแล้ว ละเมิดหลักยุติธรรมตรงไหนกัน"

ความโง่ เรื่อง "กระบวนการยุติธรรม" ของสฤณี นี่ พูดๆ แล้ว บางทีถึงขั้น ชวนให้หัวเราะเลย

แต่จริงๆ แล้วเศร้า และสมเพช มากกว่า

อ่ะ

อ่ะ คนโง่บัดซบจะลองตอบอาจารย์นะคะ

1. คตส. "ทำเรื่อง" แต่ไม่ได้ทำเรื่องทั้งหมด ทำการสอบสวนเบื้องต้น เสร็จแล้วส่งเรื่องให้ ปปช. ต่อ ปปช. ส่งให้อัยการ อัยการส่งให้ศาล ศาลใช้ระบบไต่สวน เรียกทนายจำเลยชี้แจงมากกว่าอัยการ ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าขั้นตอนทั้งหมดหลังจากที่ คตส. ส่งเรื่องให้ ปปช. แล้วนั้น ผิดหลักกระบวนการยุติธรรมตรงไหน

สิ่งที่อาจารย์บอกว่า "คนเขาอธิบายไม่รู้กี่ครั้ง" ไม่ได้อธิบายตรงนี้เลยนะคะ อธิบายแค่ปัญหาที่มาของ คตส. เท่านั้น ประเด็นนั้นเข้าใจดีแล้ว สิ่งที่อยากรู้คือ สมมุติว่าคดีนี้เป็นคดี ปปช. ปกติ สมมุติว่าไม่มีรัฐประหาร ขั้นตอนและกระบวนการทั้งหมด (ยกเว้นเรื่องที่ คตส. เริ่มเรื่อง) จะเหมือนหรือแตกต่างจากการดำเนินคดีนี้อย่างไร ตรงไหนบ้าง

2. ถ้าตำรวจให้โจรที่ต้องโทษประหารชีวิตเป็นคนทำเรื่องส่งศาล อาจารย์ถามว่าจะเอาไหม เรื่องนี้ก็ตอบยากเพราะไม่เคยโดน คิดว่าใครๆ ก็ไม่อยากเอาอยู่แล้ว แต่คิดว่าจะไปตั้งหน้าตั้งตาสู้ดคีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ (ถ้าบริสุทธิ์จริงนะ) และฟ้องตำรวจกลับ เรื่องที่ให้โจรมาทำคดีเรา แยกเป็นอีกคดีหนึ่ง

3. "ขอถามว่า "ระบบยุติธรรม" ที่ปล่อยให้ คนทำผิด ขนาดประหารชีวิต รอดไปโดยไม่ต้องอะไรเลย นี่เรียกว่า "ระบบยุติธรรม" หรือ?" <-- อาจารย์หมายถึงการไม่เอาผิดคณะรัฐประหารใช่ไหมคะ? ถ้าใช่ ตรงนี้เห็นด้วยว่าคณะรัฐประหารควรขึ้นศาล ถ้ามีใครรณรงค์เรื่องนี้จะไปลงชื่อสนับสนุนด้วย :) (คิดว่าเคยแล้วเมื่อหลายปีก่อนนะ แต่อันนั้นก็เงียบไป)

หลักใหญ่ของ Miranda Warning

หลักใหญ่ของ Miranda Warning คือให้มีทนายใช่ไหมคะ ทักษิณมีทนายนะคะอาจารย์ :)

(อันที่จริง คดีนี้มันมี Miranda Warning ตัวเบ้อเร่อมานานแล้ว อาจารย์จำความวุ่นวายของการแต่งตั้ง ปปช. ก่อนเกิดรัฐประหาร ที่ล่มแล้วล่มอีกได้ไหม)

มีส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวคือ

มีส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวคือ สิ่งที่นำเสนอ ไม่ว่าจะตั้งใจอย่างไร กลับไปย้ำให้พวกสีแดงมองเห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ได้ไปคลี่คลายปมความอยุติธรรมในใจของกลุ่มคนเหล่านั้นได้เลย สิ่งนี้กลับจะไปตอบพวกเขาว่า บรรดาความเห็นแย้งที่ดี ก็ไม่สามารถคัดง้างความเห็นที่บอกว่า "ไม่ยุติธรรม" ของพวกเขาได้

สำหรับคุณสฤณีเอง ในบางเวลา โดยเฉพาะเวลาบางช่วงที่สำคัญที่สุด การมาทำอะไรๆเชิงวิชาการไม่ครบถ้วน จะก่อให้เกิดผลกระทบกับตนเองตลอดไป ประมาณว่า ผิดที่ ผิดเวลา ไม่เหมาะสม และหนักเอาจะกลายเป็นบิดเบือน

your secret admirer

ขอยกข้อเขียนของสฤณีมา

ขอยกข้อเขียนของสฤณีมา ตั้งประเด็นว่า เธออาจจะมั่วเขียนหนัง ไม่มีเวลา เลย เขียนตอบมาว่า
"2. "กระบวนการ" ปกติของคดีทำนองนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบจะเป็นแบบนี้: ปปช. สอบสวน --> ปปช. ทำสำนวน --> ปปช. ส่งอัยการ --> อัยการสั่งฟ้อง --> ศาลไต่สวน --> ศาลตัดสิน

สิ่ง "ผิดปกติ" ที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นในคดีนี้คือ คตส. ซึ่งคณะรัฐประหารแต่งตั้ง เป็นคนเริ่มสอบสวนและทำสำนวน ก่อนส่งให้ ปปช.

ดังนั้น ถ้าจะประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดผิดหลักการประชาธิปไตยตรงไหนบ้าง ก็ดูแค่จุดเริ่มต้นกระบวนการ 1-2 จุดนั้นไม่ได้ แต่ต้องประเมินให้ตลอดทั้งกระบวนการ ไปจนถึงคำพิพากษาเลยจริงไหม ว่ามีอะไร "ผิดปกติ" อีก เช่น มีใครไปซ้อมจำเลยหรือเปล่า ลักลอบเข้าไปในบ้านเพื่อนำเอกสารสำคัญออกมาหรือเปล่า กีดกันทนายจำเลยไม่ให้ชี้แจงในศาลหรือเปล่า ฯลฯ"

เธอ ลืมไปหรือเปล่า ว่า คณะกรรมการ ปปช.ใครแต่งตั้ง แต่งตั้งโดยกระบวนการแบบไหน แล้วคนที่อยู่ในกระบวนการนี้เป็นผู้ที่แสดงความเห็นออกมาอย่างเด่นชัดว่าไม่ชอบจำเลย ในกระบวนการยุติธรรมที่ปกติ มีหรือที่ยอมให้คนที่ไม่ถูกกันมาทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม (แถมบางคนมาสอบสวนเสร็จก็กระโดดกลับไปเป็นผู้ตัดสินอีก)
ที่ชัดๆ กระบวนการอัยการพิจารณา โต้กันกี่ครั้ง ไม่ฟ้องจนต้องดันฟ้องเอง หรือเปลี่ยนตัวกันอีก ไม่ใช่ไม่ผิดปกติ โคตรผิดปกติ
ก็คงต้องใช้คำของ วาด รวี ว่าได้เห็น คนที่ติดกับดักจริยวิบัติ แถมความจำสั้นหรือแกล้งลืม โดยเฉพาะกระบวนการแต่งตั้ง คณะกรรมการ ปปช.ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเลย ที่เป็นจุดที่ สฤณีอ้างว่าเป็นกระบวนการปกติ

ก็ไม่เถียงค่ะ

ก็ไม่เถียงค่ะ แต่ก็น่าคิดเหมือนกันนะว่า ตัวคณะกรรมการ ปปช. ถ้าไม่มีรัฐประหาร ถ้านักการเมืองไม่แทรกแซง จะมีใครบ้าง แตกต่างจากคณะกรรมการชุดที่ "ไม่ปกติ" นี้อย่างไรบ้าง :P

เรื่องปกติ-ไม่ปกติของกระบวนการยุติธรรมนี้เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะก่อนรัฐประหารก็มีเรื่อง "ไม่ปกติ" เยอะเหมือนกัน ถ้าจะมองทั้งหมดก็ต้องมองถอยไปไกลระดับหนึ่ง ไม่ใช่ตัดตอนมัน

อยากรู้ผลลัพธ์ของความไม่ปกติต่างๆ เหมือนกัน ว่าจะส่งผลขนาดไหน ถึงรอฟังคำพิพากษาไงคะ เพราะศาลไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับอัยการทั้งหมด หรือเห็นด้วยกับทนายจำเลยทั้งหมด ถ้าศาลออกมา "เอียง" มาก อธิบายไม่ได้ ก็ชัดเจนเลยว่าแย่จริงๆ แต่ยังมีความหวังอยู่บ้างนะ

ขอบคุณค่ะ แต่การจะ

ขอบคุณค่ะ แต่การจะ "คลี่คลายปมความอยุติธรรม" ในใจของใครก็ตามนั้นต้องใช้เวลามาก เพราะต้องอธิบายที่มาที่ไปของทุกเรื่องทั้งหมด ก็เลยต้องรอคำพิพากษา และเขียนออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งหวังว่าจะมีคนอ่านมากกว่าบทความ (จะเผยแพร่เป็น PDF ด้วยดีกว่า เดี๋ยวจะมีคนหาว่ามาทำการตลาดอยู่เรื่อยเลย :))

อยาบิดเบือนประเด็น

อยาบิดเบือนประเด็น หรือแกล้งโง่เลยครับ

ผมไม่ได้บอกว่า กรณีนี้ ไม่มี miranda warning

ผมโต้ประเด็นที่คุณเขียนมาว่า

"หลังจาก คตส. ส่งเรื่อง ให้ ปปช แล้ว" ซึ่งคุณอ้างว่า "ไม่ละเมิดกระบวนการยุติธรรม"

สิ่งที่ผมชี้ให้เห็นคือ "กระบวนการยุติธรรม" เริ่มจาก วินาทีแรก ของการเล่นงานใครก็ตาม

miranda warning คือ วินาทีแรกสุดที่ตำรวจ ไปจับผู้ต้องหา (ยังไม่ต้อง charge ด้วยซ้ำ แค่จับ ส่วนจะ charge ด้วยข้อหาอะไร ยังมีเวลาอีก 48 ชม.)

("you have the right to remain silent ....")

ดังนั้น ที่อ้างว่า หลังจาก คตส ส่งเรื่องให้ ปปช ไม่มีการละเมิด กระบวนการยุติธรรม

จึงเป็นการแสดงความโง่ และบิดเบือนเลย

คตส. นี่เป็นการละเมิด กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้น (ยิ่งกว่าการละเมิด miranda waring เสียอีก)

การอ้างว่า "หลังจาก คตส. ส่งเรื่อง..." ก็เหมือน (ยิ่งกว่า) การอ้างว่า

"ตำรวจอาจจะละเมิด miranda warning จริง แต่หลังจาก ส่งเรื่อง ให้อัยการ (ปปช. ในกรณีนี้) แล้ว ก็ไม่ละเมิดกระบวนการยุติธรรม

อย่างที่บอกว่า เสียดายเคยไปอเมริกา สงสัย ใช้ชีวิตอยู่แตในกะลาตลอด

อย่างที่บอกว่า มันเป็นเรื่อง

อย่างที่บอกว่า มันเป็นเรื่อง ตลก ชวน เศร้า ชวนสมเพช

ที่คนมีการศึกษาระดับ

แล้วก็เป็นเดือดเป็นร้อนมาก เรื่องทักษิณ "โกง"

แต่ไม่มีความรู้อะไรเลยเรือ่ง law ไม่มีความรู้อะไรเลยเรื่อง due process

คือขอแต่ให้ ได้เล่นงานทักษิณ อย่างอื่น ไม่แคร์ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

(และดังที่ยกตัวอย่างหลายครั้งหลายหนว่า กรณีเล่นงานทักษิณ ที่คุณมั่นใจนักหนา มันก็เหมือนที่สมัยนึง คนจำนวนมาก มั่นใจนักหนา ว่า ปรีดี "มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กรณีสวรรคต แน่ๆ แล้วก็ไม่แคร์ว่า due process มันเป็นยังไง (ขณะที่จำเลยคดีสวรรคต ก็ยกเหตุผลเรื่องการรัฐประหาร ว่า ต้องโมฆะ เล่นงานเขาไม่ได้ ซึ่งถูกต้อง) ถ้าโดยตรรกะของคุณ "ไม่ว่า การดำเนินการจับ ผู้ต้องหา กระบวนการสอบสวน ฯลฯ เป็นยังไง หลังจาก พนักงานสอบสวน ส่งเรื่อง ให้อัยการแล้ว ก็ถือว่า เป็นไปตาม "กระบวนการยุติธรรม" และ ศาล ก็สามารถดำเนินเรื่องต่อไปได้ ไม่ได้ละเมิด กระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องหาคดีสวรรคตเลย.."

ก็เพราะ มีคนโง่ ไม่รู้ และไม่คารพหลักการแบบคุณนี่แหละ จึงเกิดกรณีอย่าง คดีสวรรคตขึ้นได้ จึงเกิดรัฐประหารขึ้นได้

ในทางสังคม ในทางประวัติศาสตร์ คุณกำลังทำหน้าที่ รับใช้การรัฐประหาร ("กินขี้ ที่การรัฐประหาร ถ่ายไว้ให้") โดยที่จะ "ไม่รู้ตัว" เลย (อันที่จริง จะว่า "ไม่รู้ตัว" ก็ไม่สามารถอ้างได้ กับคนที่มีระดับการศึกษาระดับนี้ ต้องเรียกว่า หน้ามืดตามัว ไม่แคร์ ไม่สน และ ไม่มีความเคารพในหลักการอะไรทั้งสิ้น มากกว่า)

ที่ยกตัวอย่างกรณี miranda

ที่ยกตัวอย่างกรณี miranda warning ก็เพราะหวังว่าคนเคยไปอยู่ อเมริกา

ควรเข้าใจว่า ทำไม จึงถือว่า "กระบวนการยุติธรรม" เริ่มจาก วินาทีแรกสุด ที่คุณกล่ววหาใครก็ตาม (ตั้่งแต่ก่อน จะตั้งข้อหาทางการด้วยซ้ำ)

และการละเมิด process นี้ ไม่ว่า ขั้นตอนไหน ตั้งแต่การเตือนผู้ถูกกล่าวหาว่า "you have the right to remain silent..." (รวมถึงเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การรวบรวมหลักฐาน โดยไม่มีหมายค้น ในกรณีทั่วไป ฯลฯ)

ก็ถือ่วา เป็นการ ละเมิด กระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น

ไม่ใช่มาอ้างแบบเหลือเชื่อ ทำนองว่า "หลัง ตคส. ส่งเรื่อง ให้ ปปช แล้ว ก็ไม่มีการละเมิดกระบวนการยุติธรรม.."

เพราะถ้าอ้างแบบนี้ ดังที่ยกเปรียบเท่ียบให้ดูว่า

ไม่ว่า ตำรวจ จะใช้วิธีการอะไร ที่ผิด due process อย่างไร (ไม่ miranda ไม่ หมายค้น ฯลฯ)

หลังส่งเรื่องให้อัยการแล้ว ก็ถือว่า ไม่มีการละเมิดกระบวนการยุติธรรม

คนที่โตมาในประเทศสยามนี้ล้วนๆ อาจจะมีข้ออ้างได้ว่า ไม่เข้าใจ เรือ่ง process เหล่านี้

ไม่รู้ว่า มันสำคัญอย่างไร ทีตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณกล่าวหาใคร คุณต้องปฏิบัติตาม process โดยเคร่งครัด

แต่คนที่เคยไป Harvard เคยไปอยู่อเมริกา

แต่ดัน "ให้เหตุผล" ประเภท "หลังจาก คตส. ส่งเรื่อง ..." ก็ไม่ละเมิดกระบวนการยุติธรรม...

ไม่มีข้อแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น นอกจากความโง่ของตัวเอง หรือความด้าน ในปัญญา ของตัวเอง

เสียดาย ประเทศนี้ คนอีกเป็นแสนเป็นล้าน ไม่มีโอกาสสัมผัส สังคมที่เคารพหลักการกฎหมาย (โดยทั่วไป ผมตระหนักดี ถึงปัญหาของสังคม และกฎหมายของอเมริกัน)

แต่พวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย (ไม่ใช่เฉพาะกรณีคุณ แต่รวมถึง บรรดา อาจารย์ นิติ จำนวนมาก) ที่ควรทำหน้าที่ รักษาหลักการกฎหมาย ให้แทนประชาชนที่ไม่มีโอกาสเหล่านั้น

กลับทำตัวเป็น "สมุนรัชใช้ทางปัญญา" ให้กับ การละเมิดกฎหมาย ละเมิด กระบวนการยุติธรรมที่ร้ายแรงที่สุด แบบนี้

"อยากรู้ผลลัพธ์ของความไม่ปกติ

"อยากรู้ผลลัพธ์ของความไม่ปกติต่างๆ เหมือนกัน ว่าจะส่งผลขนาดไหน ถึงรอฟังคำพิพากษาไงคะ"

นี่ไง ตรรกะของพวกทาสทางปัญญากับการรัฐประหาร

ใช้ตรรกะ แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีอะไรแล้ว "กระบวนการยุติธรรม"

ตำรวจ สอบสวนอย่างไรก็ได้ ตั้งใครมาสอบสวนอย่างไรก็ได้ (ตั้ง โจรที่รอประหารชีวิต ที่บางขวาง มาสอบสวนก็ได้)

ขอแต่ใส่ ส่งเรื่องไปถึงศาล ก็พอใจแล้ว "รอศาลตัดสิน"

ระดับการศึกษา กับ ระดับ การแสดง ความโง่ และการไม่เคารพหลักการอะไรเลยทั้งสิ้นของคุณ

ขณะที่เอาเป็นเอาตาย จะเล่นงานทักษิณ (ในข้ออ้างเรื่อง "ทำผิด" ต่างๆ)

เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ

คือยิ่งกว่าปากว่าตาขยิบอีก

คือตัวเองพร้อมจะยอมรับการละเมิดหลักยุติธรรม ทุกอย่าง ("รอศาลตัดสิน" - แต่ก่อน นั้น ละเมิดยังไง ไม่แคร์)

แต่กลับอ้างความถูกต้องชอบธรรม มาวิจารณ์คนอื่น

ถามจริงๆเถอะ ไม่มีความละเอย ในมโนธรรมเลยหรือ?

-คุณพี่ส่งตีนมาให้น้องสฤณีเขา

-คุณพี่ส่งตีนมาให้น้องสฤณีเขาเลยนะ
-ขอเตือนคุณพี่ว่า ตามตรรกะแล้วคุณพี่อย่าเพิ่งขี้ ขอให้ประเทศกลับไปสู่สภาพก่อนรัฐประหารเสียก่อน

ทั้งหมดที่เขียนไปนั้นคนอ่านอา

ทั้งหมดที่เขียนไปนั้นคนอ่านอาจจะงง ขออภัยด้วย จะพยายามสรุปคำตอบทั้งหมดที่เขียนตอบหลายๆ ท่าน เป็นคำตอบคุณใบตองแห้ง เป็นข้อๆ แบบนี้ก็แล้วกันนะคะ พราะไม่มีเวลาเข้ามาตอบกระทู้นี้แล้ว (ถึงจะมีก็ไม่ควรมี เพราะงานจะไม่เสร็จระดับที่ไม่ได้นอนจริงๆ) ต้องขออภัยทุกท่าน จะเขียนเรียบเรียงอธิบายให้ดีกว่านี้หลังศาลตัดสิน ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนกันค่ะ :)

1.2 & 1.3 (คุณใบตองแห้งไม่มี 1.1): เรื่องรัฐยกเลิก พรก. สรรพสามิตแล้วรายได้ "หายไป" นั้นเป็นความจริง แต่ประเด็นนี้ต้องย้อนกลับไปย้อนทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการแปลงสัญญาสัมปทานนั้นควรเป็นอย่างไร ทำไมถึงควรให้เอกชนจ่าย "ค่าแปลงสัญญา" ก่อนเข้าระบบใบอนุญาตของ กทช. แทนที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตแบบที่ทำ การแปลงสัญญาที่ควรเป็นนั้นจะดีต่อเราอย่างไร เป็นธรรมกว่าตรงไหน ฯลฯ

(ในบทความนั้นก็ไม่ได้คำนวณส่วนที่ "รวยขึ้น" จากภาษีสรรพสามิต ยกเว้นถ้าศาลจะตัดสินว่า การออก พรก. ชอบด้วยกฎหมาย แต่ มติ ครม. ไม่ชอบ ซึ่งในกรณีนั้นก็หมายความว่าเอกชนทุกรายได้ "ประโยชน์ส่วนเกิน" ไป ไม่ได้มีแต่เอไอเอส อย่างที่คุณใบตองแห้งเขียน)

ขยายความจากข้างบนคือ รัฐไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเก็บภาษีสรรพสามิต เพราะวิธีการแปลงสัญญาสัมปทานเข้าสู่ระบบใบอนุญาตที่ถูกต้องคือ เจรจาให้คู่สัญญาเอกชนทุกรายจ่าย "ค่าเลิกสัมปทาน"ให้รัฐ ตามแนวที่ทีดีอาร์ไอและนักวิชาการอีกหลายคนเสนอ แล้วให้ทุกคนขอรับใบอนุญาตจาก กทช. วิธีนี้จะช่วยการันตีได้ว่าการแข่งขันจะเท่าเทียม รายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งก็จะเสียแต่ค่ารับใบอนุญาต (ซึ่งไม่แพง) ไม่ใช่เสียภาษีสรรพสามิต (ซึ่งอย่างที่ อจ.สมเกียรติตั้งข้อสังเกต ว่ารัฐบาลอาจเพิ่ม % ได้ เพราะกำหนดอัตราสูงสุดถึง 50%)

ในบทความของคุณใบตองแห้ง คุณใบตองแห้งมีสมมุติฐานว่าถ้าเก็บภาษีสรรพสามิตไปตามเดิมหลังเกิด กทช. แล้ว รายใหม่ที่จะเข้ามา (ถ้ามี) ก็จะสามารถหักภาษีจากส่วนแบ่งรายได้ ได้เหมือนกับเอไอเอส ดีแทค ฯลฯ ซึ่งสมมุติฐานนี้ไม่น่าจะถูก เพราะกว่ารายใหม่จะเข้ามา เราก็ไม่ใช้ระบบสัมปทานแล้ว กลายเป็นว่ารายใหม่จะต้องเสียค่าใบอนุญาต + ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็น "กำแพงกีดกัน" อย่างที่ อจ.สมเกียรติเป็นห่วงค่ะ

2. เรื่องการลดส่วนแบ่งรายได้ จริงอยู่ที่เอไอเอสมีเงื่อนไขแนบท้ายว่าจะไปลด 5% แต่การลดราคานั้นเป็นเรื่องทั่วไปที่ต้องทำในการแข่งกับรายอื่นอยู่แล้ว ในความเป็นจริงเขาก็ลดมากกว่านั้นมาก และก็ได้ลูกค้ามากขึ้นมาก อย่างที่คุณใบตองแห้งอธิบายแล้ว

ประเด็นปัญหาของการแก้สัมปทานครั้งนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์หรือไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของการทำให้เอไอเอสได้เปรียบคู่แข่งโดยไม่ชอบธรรม คือได้จ่ายส่วนแบ่งพรีเพด 20% ทั้งที่รายอื่นยังจ่าย 25% อยู่ ค่า access charge ก็ไม่ต้องเสียให้ ทศท. เพราะเป็นคู่สัญญาของ ทศท. โดยตรง ขณะที่ดีแทคต้องเสีย การที่ดีแทคได้แก้สัญญาเปลี่ยนวิธีการจ่าย access charge ให้กับ ทศท. จาก 200 บาท/เลขหมาย/เดือน เป็น 18% ของรายได้สำหรับพรีเพด เป็นเรื่อง access charge ไม่ใช่ส่วนแบ่งรายได้ แต่เอไอเอสเอามาอ้างเป็นเหตุให้ลดส่วนแบ่งรายได้ของตัวเอง เหมือนเอาหมูไปเทียบกับไก่ มันเทียบกันไม่ได้

3. ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ประกอบนอกเมืองไทย ขายให้ลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก บอร์ดชินแซทฯ อนุมัติการลงทุนไปแล้ว กรณีนี้จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้ BOI ในระดับที่ได้ (ยกเว้นภาษี 8 ปี สำหรับเขตพื้นที่ห่างไกล)

จริงอยู่ว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับนั้นเป็น "วงเงินสูงสุด" ซึ่งอนาคตอาจไม่เกิดก็ได้ จะเอาประมาณการล่าสุดของชินแซทฯ มาใช้ ตอนเขียนรายละเอียดในหนังสือค่ะ :)

4. จริงๆ เงินกู้นั้นพม่าเบี้ยวแล้วค่ะ จะไปติดตามรายละเอียดของความคืบหน้าล่าสุดแล้วเอามาเขียนต่อไป

ขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้ได้แลกเปลี่ยนนะคะ ขอโทษด้วยที่อาจจะตอบไม่ละเอียด จะไปเรียบเรียงให้ดีกว่านี้ แค่นี้ก็ทำให้นอนน้อยมากแล้ว (แต่บอกตัวเองว่าที่เข้ามาตอบนี่ก็นับเป็น "งาน" เหมือนกัน เพราะกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่พอดี :))

ขออภัย พิมพ์ผิด ขอพิมพ์ซ้ำ

ขออภัย พิมพ์ผิด ขอพิมพ์ซ้ำ เพราะเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะถามซ้ำ

"ถามจริงๆ ไม่มีความละอาย ในมโนธรรมเลยหรือ?"

ไม่มีความละอายเลยหรือ?

สามารถยอมรับการละเมิดกระบวนการยุติธรรมยังไงก็ได้ (มิหนำซ้ำ ยังทำเป็นไม่รู้ไม่่ชี้ ว่าตัวเองยอมรับอย่างไร)

ไม่ทราบ ที่เขียนๆมาทั้งหมดเรื่อง ทักษิณ เรื่อง นักการเมือง นี่ อยู่บนจุดยืนอะไร?

อยากรับใช้การรัฐประหารเล่นๆ?

"ไม่มีความละอาย ในมโนธรรมเลยหรือ?"

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ

การที่ "ปัญญาชน" คนที่มีการศึกษ อย่างสฤณี อย่าง อาจารย์นิติ อย่าง นัก นสพ. นักเขียน ฯลฯ จำนวนมาก

ยอมรับกับการรัฐประหาร ยอมรับกับสิ่งที่รัฐประหารทำ

มิหนำซ้ำยัง คอย "ปะหน้าทาแป้ง" ให้กับการละเมิดหลักการทางกฎหมาย (โทษถึงประหาร)

เพียงเพื่อจะได้ทำตามความเชื่อของตัวเอง เรื่องเล่นงานนักการเมือง

......

ไม่น่าแปลกเลยที่คนระดับ "รากหญ้า" จำนวนมมาก โดยเฉพาะในต่างๆจังหวัด จึง ระอา และดูถูกดูหมิ่น บรรดา "ปัญญาชน" "นักวิชาการ" ฯลฯ อย่างมากมาย ในไม่กี่ปีนี้

ก็เพราะคนเหล่านี้ ถือว่า ความเห็นของตัวเองเป็นเทวดา และยินดี จะรับเอาทุกอย่าง ("ขี้") เพียงเพื่อให้เป็นไปตามความเห็นของตัวเอง

ผมคิดว่าคงอธิบายเรียบเรียงได้

ผมคิดว่าคงอธิบายเรียบเรียงได้ไม่ดีพอ

คือว่า วิธีการคิดของคุณ การทำงานตรงนี้ ความบกพร่องในการประเมินภาพทั้งหมด มันไปตอกย้ำให้คนเห็นความอยุติธรรมที่บังเกิดขึ้นในสังคมไทย ในกลุ่มคนที่ทำงานวิชาการ และยิ่งจะไปทำตรงนี้ต่อโดยใช้จุดยืนและกรอบการทำงานที่คุณมี ก็จะยิ่งทำให้ ปมในใจของประชาชนโดยเฉพาะคนเสื้อแดง เขายิ่งขมวดเข้าไปอีก

ผมแน่ใจว่าคุณมองไม่เห็นตรงนี้ คนที่มีใจเป็นธรรมก็ไม่ทราบเช่นกันที่จะอธิบายให้คุณให้เห็นได้อย่างไรเช่นกัน และผลงานดังกล่าวในมุมมองของหลายๆคนก็กลายเป็นความไร้เดียงสา หลายท่านเองก็ชี้ไปว่าสังคมนักวิชาการไทยมันไร้เดียงสา ก็อาศัยเหตุการณ์ตรงนี้มาชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ในฐานะที่หลายๆคนต้องการจรรโลงความยุติธรรมให้บังเกิดมีในสังคม ผลักดันให้สังคมเติบโตไม่แคระแกร็นถอยหลัง การดำเนินการทางวิชาการในกรอบที่คุณมีนี้ เป็นของไม่ถูกต้อง

ผลงานที่ดีน่าจะสามารถสร้างความยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับได้ทั่วไป ความคิดเห็นส่วนตัว ศาลเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มอำนาจเก่า และคนที่ไร้เดียงสาเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น

เรียนอ.สมศักดิ์ ผมว่าการทีุ่ค

เรียนอ.สมศักดิ์

ผมว่าการทีุ่คุณสฤณีมาตีแผ่"ความงี่เง่าของปัญญาชนไทย"นี่ก็เป็นผลดีตรงที่ว่า

จะได้เห็นกันว่าคนจบ Harvard นั้นมีโ่ง่ๆกว่าที่จบรามคำแหงเยอะแยะ พูดจริงไม่ได้พูดเล่น มีเงินมีเส้นศิษย์เก่าก็เข้าได้ แล้วก็เอาความ"มั่นใจ"เข้าสู้ จบแล้วก็กลับไปหากินหลอกคนไทยได้ วิธีการง่ายๆก็แปลหนังสือขาย ไม่ก็ออกทีวีออกหนังสือพิมพ์เขียนบทความ ตามเรื่องตามราวไป ถ้าหาทางไปสอนหนังสือในฐานะ"อาจารย์พิเศษ"ได้ ก็ตั้งตัวเป็น"นักวิชาการอิสระ"

เ็ด็กฮาร์วาร์ดสายศิลป์ไม่ได้เรียนอะไรกันมากมาย พวกเอกคณิตศาสตร์คิดเลขสู้เด็กมัธยมประเทศอื่นไม่ไดุ้ถมเถ คาดหวังอะไรนักหนากะสฤณี สฤณีเคยเขียนอะไรที่แสดงว่าเป็นปัญญาชนหรือ สฤณีเ็ป็นนักแปลนักแปะ คนผ่านเมืองนอกไม่ได้มีโลกทัศน์กันทุกคนนะครับ คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เปิดโลกทัศน์อะไรมากมายตอนอยู๋สหรัฐ ก็วนเวียนอยู่แถวสมาคมนักเรียนไทยกะชุมชนคนไทย อย่าไปคิดเลยว่าคนเรียนเมืองนอกจะมีโลกทัศน์กันกว้างไกลไปซะหมด

ผมเห็นด้วยเรื่อง due process ที่อาจารย์เน้น ผมเขียนชี้แจงเรื่องส่วนต่างข้างบนนั้นก็เพื่อให้เห็นว่า สฤณีนี่ไม่ได้ความทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางนิติศาสตร์ ถ้าสฤณีจะตั้งตนเป็นนักวิชาการอิสระ (แปลว่าอะไร แปลว่านักวิชาการไร้ต้นสังกัด? นักวิชาการไร้สถาบัน ?) ก็คงจะเอาดีได้ทาง journalism เท่านั้น ไม่ก็ทางอักษรศาสตร์เพราะขยันแปลขยันแปะเหลือเกิน

ด้วยความนับถือ

ด้วยความนับถือ

บางทีมันไม่ใช่เรื่องโง่

บางทีมันไม่ใช่เรื่องโง่ หรือระดับการศึกษา

แต่เป็นกลไกจิตวิทยา

ทำไมคนเราเลือกรักเลือกเกลียด

มีความอ่อนแอแฝงอยู่เบื้องลึก ในบุคลิกภาพ หรือศักยภาพ ที่ยิ่งใหญ่

ปมที่อยู่ในใจ และความอยุติธรรม ในใจตัวเองขจัดยากที่สุด

พลังมันมาจากจิตใต้สำนึก ไ่ม่ใช่ระดับเหตุผล

ผมว่า ผมได้เจอ นักวิชาการแนวโรแมนติกอีกหนึ่งคนละ ผลงานและแนวทางมันบอกเช่นนั้น

บางทีสิ่งที่ยากทีสุดสำหรับคนหลายคนคือความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

ศาลในคดีนี้อาจทำตัวเป็น

ศาลในคดีนี้อาจทำตัวเป็น "เครื่องมือ" ของกลุ่มอำนาจเก่าจริง (เหมือนในหลายต่อหลายคดีที่ผ่านมา) และดังนั้นจึงอาจตัดสิน "ไม่ยุติธรรม" จริง แต่เราจะ "รู้" ได้อย่างไรคะ ถ้าไม่ดูจากข้อกล่าวหา ทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏในชั้นศาล และรอดูทั้งหมดนี้ประกอบกับคำตัดสิน? คิดว่าเราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับศาล ให้ความเป็นธรรมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ปปช. ที่พยายามทำคดีนี้เหมือนกัน

อาจจะไร้เดียงสาก็ได้ ไม่รู้เหมือนกัน แต่หวังว่าหลังศาลตัดสิน จะได้มีโอกาสมาถกเถียงเรื่อง "ความอยุติธรรม/ความยุติธรรม" ยาวๆ อีกครั้ง :)

ไม่อยากให้ใครเรียกว่า

ไม่อยากให้ใครเรียกว่า "นักวิชาการอิสระ" หรอกนะ แต่เวลาทำงานวิจัย เขาคงไม่รู้จะ "นิยาม" ว่าอะไรดี ถ้าดูจากงานที่ทำอยู่ตอนนี้ทั้งหมด น่าจะเรียก "นักเขียน/นักแปล" มากกว่า :)

จบมาจากที่ไหนไม่สำคัญหรอกค่ะ อย่าคุยเรื่องนี้กันเลย จบเมืองนอกก็โง่บัดซบได้เหมือนกัน :P

ตอบคุณรู้ทัน เรื่อง"ค่าโทรศัพ

ตอบคุณรู้ทัน

เรื่อง"ค่าโทรศัพท์ถูกทำให้คนฟุ่มเฟือยหรือเปล่า?"

ผมคิดว่าความฟุ่มเฟือยเป็นสิทธิส่วนบุคคล ผมจะเอารายได้ผมไปซื้ออะไร ผมจะจัดสรรทรัพยากรในกระเป๋่าผมไปกับสินค้าอะไรก็เป็นสิทธิส่วนตัว ทีนี้คนบางคนก็จะแย้งว่า อ้าว แล้วถ้าผมรายได้น้อยแต่ผมอยากได้มือุถือเพราะคนใช้กันเยอะ ผมก็เป็นคนฟุ่มเฟือย กรณีนั้นก็ใช่ แ่ต่ผมไม่คิดว่าค่านิยม"ฟุ้งเฟ้อ"นั้นเพิ่งได้รับการนำเข้าด้วยมือถือ ผมคิดว่าถ้าไม่อยากให้ประชาชนฟุ่มเฟือยก็ควรจะพัฒนาที่ดินให้มีศูนย์การค้าน้อยลง ที่ดินที่ทำห้างกัันใหญ่โตเอาไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้

ถ้าอยากแก้ค่านิยมฟุ้งเฟ้อก็น่าจะแก้ตรงสยามสแควร์กะสุขุมวิทก่อนนะครับ จะมาแก้อะไรกะคนใช้มือถือ

ในทางกลับกัน มือถือและการแปรรูปด้านโทรคมนาคมมีผลทางสติปัญญาของพลเมือง ได้รับข่าวสารจากทั่วโลกได้ทางเน็ตทางมือถือ ไม่ดีตรงไหน สมัยพฤษภาทมิฬนั่นก็ม็อบมือถือนะครับ

แน่ะ!

แน่ะ! ถามแค่นี้ก็โกรธ

แค่ถามชื่อคนง่ายๆ แค่นี้ยังตอบไม่ได้ แล้วอย่างนี้ ไอ้ที่ดันตั้งคำถามมาเลอะเทอะเปรอะเป็นเกลื้อน มันจะรู้ได้ไง นายควายเซ็คคันด์แฮนด์

นายอย่าออกอาการตุ๊ดออกมากนัก แค่เราจับได้ว่านายความรู้แค่ควายโง่ ขนาดเรียกไมเคิล แอนเจโล เป็น ไมเคิล แอลเยลโล่ เรียก อองรี มูโอต์ เป็น เฮ็นรี หมู่เฮ๊าส์ (เกาแตรด อิอิ อิอิ) แล้วเราเอามาชี้ให้คนเห็นว่า สติปัญญาอย่างนายมันเล็กกว่าหำอามีบ้า

นายจะมาโกรธเราได้ยังไง นายต้องก้มลงกราบตีนเรานะ ที่เราคอยเอาตีนเขี่ยให้นายรู้ตัวว่าอย่างนายก็แค่ควายโง่หลงเงาตัวนึง นายจะได้ไม่เตลิดไปมาก

นะ คิดดูใหม่ นะ นายไมเคิล แอลเยลโล เอ๊ย! นายควายไทย

แบบนี้เขาเรียกให้อนุสติ (แน่ะ! อ้างคำพระเฉยเลยกู อิอิอิ)

ตอบ คห. ข้างล่างแล้วค่ะ

ตอบ คห. ข้างล่างแล้วค่ะ เอามาขยายความตรงนี้แล้วกัน เผื่อไม่เห็น --

1. คดีนี้กล่าวหาว่า ทักษิณ "ซุกหุ้น" และ "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทของตัวเองโดยมิชอบ (ใช้อำนาจโดยมิชอบ + เอื้อประโยชน์ให้บริษัทตัวเองได้เปรียบคู่แข่งโดยไม่เป็นธรรม) ดังนั้นจึง "ร่ำรวยผิดปกติ" ไม่ได้กล่าวหาว่าชินคอร์ป "ใช้อำนาจผูกขาด" (antitrust case) ดังนั้นจะเอามาเทียบกันไม่ได้ค่ะ คนละเรื่องกันเลย

(ถ้าเป็นเรื่องชินคอร์ปใช้อำนาจผูกขาดจริง ก็ต้องพิสูจน์ว่า "มีอำนาจผูกขาด" หรือไม่ จะทำ predatory pricing หรือไม่ทำก็เป็นแค่ประเด็นหนึ่ง (เพราะมีวิธีใช้อำนาจผูกขาดมากมาย เช่น บังคับพ่วงบราวเซอร์แบบที่ไมโครซอฟท์โดนขึ้นศาลมาแล้ว) แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายป้องกันการผูกขาดไทยไม่เคยใช้อะไรตรงนี้ได้อยู่แล้ว อจ.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้เยอะมากและอธิบายปัญหาของกฎหมายนี้ในไทยไว้เยอะแล้วค่ะ)

2. ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากค่าโทรศัพท์ถูกๆ ควรเป็นผลลัพธ์จากการแข่งขันที่เท่าเทียมและเสรี ไม่ใช่การบิดเบือนเอื้อประโยชน์ให้กับคู่แข่งรายใดรายหนึ่งนะคะ ;) ใครจะอยากเชื่อว่าตลาดมือถือไทยจะพัฒนาไม่ได้ถ้ารัฐไม่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เวลารัฐเสียประโยชน์โดยมิชอบ ความหมายคือ "ประชาชนทุกคน" ทั้งที่ใช้มือถือและไม่ได้ใช้ เป็นผู้เสียประโยชน์นะคะ จะเอา "ประโยชน์ของผู้ใช้มือถือ" ที่ได้รับ ไปเทียบกับ "ประโยชน์ของประชาชน" ที่เสียไปได้หรือ :)

3. พูดถูกที่ว่ารัฐวิสาหกิจไม่ได้ส่งรายได้ทั้งหมดเข้ารัฐ เดี๋ยวในหนังสือจะเรียบเรียงดีๆ ใหม่ แต่ถ้าจะให้คำนวณผลได้-ผลเสียทางเศรษฐศาสตร์ ยอมรับว่าทำไม่เป็น รู้แต่เรื่องการเงิน (และก็รู้ไม่มาก) เรื่องนี้น่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์มาทำค่ะ :)

เรียนคุณ Itor ประเด็นอื่นๆ

เรียนคุณ Itor

ประเด็นอื่นๆ ที่คุณกล่าวอ้างมาขอยกไว้คราวหน้า (ถ้ามีโอกาส) แต่ประเด็นที่กล่าวว่า

"เพราะเค้าบริหารตามนโยบายและ พันธกิจแห่งรัฐซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เค้ามีหน้าที่แก้ไขระบบระเบียบ ให้เอื้อเฟื้อและสอดคล้อง กับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งถ้าโดยส่วนตัวเค้าก็จะได้รับไปด้วยตามธรรมนองคลองธรรม ก็ไม่น่ามีความผิด"

(ขอสอดตรงนี้นิดนึง อันนี้ผมมั่นใจเพราะเป็นภาษาไทย ธรรมนองคลองธรรม ไม่มี ว่ะ ทั่น ถ้าให้ถูก ต้อง ทำนองคลองธรรม แหม!!!! พื้นภาษาไม่ดี แล้วพื้นด้านอื่นจะดีจริงหรือเปล่านะ สงสัย? อิอิอิ)

การแก้ไขระเบียบจาก ผู้รับสัมปทาน ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ในอัตราก้าวหน้า ตามเวลา คือ วันนั้นต้องจ่าย 25% มาถึงวันนี้ ต้องจ่าย 35 % กลายเป็น ผู้รับสัมปทานจ่าย 20% ตลอดอายุสัมปทาน แบบนี้ คือ การเอื้อเฟื้อประโยชน์ส่วนรวมตรงไหน

การทำให้ผู้รับสัมปทานได้ลดต้นทุน โดยไม่มีข้อบังคับด้วยว่าเมื่อได้รับการลดต้นทุน (จากต้องจ่ายก้าวหน้า 25 - 35 ในอนาคต เป็น จ่ายเพียง 20 ตลอดอายุ) จะต้องลดราคาค่าบริการให้ ปชช. เท่าไร (และข้อเท็จจริงก็ไม่เคยลดค่าบริการให้ ปชช. จากผลส่วนนี้เลย แต่ การลดราคาเกิดจากการแข่งขันในตลาด) แล้วการทำอย่างนั้น ผล ปย. ตกเป็นของ ปชช. และ สังคมส่วนรวมอย่างไร?

การเอาแต่พ่นวาทะกลวงๆ ลวงโลก อย่างเดียวเป็นอาการของ เหี้ยห่มหนังฤาษี ดูภายนอกเหมือนผู้ทรงศีล แต่เนื้อแท้เป็นสัตว์เดรัจฉาน นะ Itor

ดังนั้นโปรดอธิบาย (ถ้าคิดออกนะ อิอิ)

สรุป ก่อนไปบอกคุณคนเขียนอธิบายและสำรวจใจ ผมว่าคุณสำรวจคุณภาพการใช้ตรรกะของคุณก่อนดีกว่า

ถึง...คุณสกุณี

ถึง...คุณสกุณี อาชวานันทกุล

=================================================

ไม่ได้อ่านบทความของคุณอย่างละเอียดหรอก

และอ่านการโต้ตอบของคุณคร่าวๆ

แต่น่านับถือน้ำใจ...และความอดทนของคุณเป็นอย่างมาก...ที่พยายามชี้แจงเหตุผลให้กับพวก "โรคจิต" (จิตหงุดหงิม กับ จิตหงุดหงูง่ะ!)

================================================

ที่ชอบที่สุดก็ประโยคสุดท้ายที่ว่า "จบมาจากไหนไม่สำคัญ จบเมืองนอกก็โง่บัดซบได้เหมือนกัน"

(ชอบมากๆจ้า.... ขอบอก!)

ขอโทษที...สะกดชื่อผิด...คุณสฤ

ขอโทษที...สะกดชื่อผิด...คุณสฤณี

บางทีมันเป็นเรื่องของ รสนิยม

บางทีมันเป็นเรื่องของ รสนิยม emotional over rational
แถมมันปนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ก็มันขายได้ ทำให้ฉันเด่น ฉันได้โปรโมท ฉันได้เข้าสมาคม
เขาก็จะส่งเสริมฉัน มัน ทำให้ รวย มีเกียรติ คนนิยมชมชอบ ฉันดูดี

ถ้าเขาทำอีกทาง ฉันจะโดนดอง ฉันจะโดนเกลียด ฉันจะไม่ได้ออกงาน ฉันจะไม่ได้ตังส์
ฉันอาจหาเมียหรือผัวดีดีไม่ได้

นักวิชาการ เพื่อฉัน มันก็ต้องออกมาแนวนี้แหละครับ

สาเหตุที่อยากจะให้ คุณสฤณี

สาเหตุที่อยากจะให้ คุณสฤณี ได้รับแง่คิดจากคนอื่น หลายๆด้าน
ว่าอย่าไปยอมรับรัฐประหาร เพราะเกลียดทักษิณ

ต้องรักษากรอบใหญ่ ให้อยู่ ไม่ใช้เห็นว่าบุคคลไม่ดี ก็ยอมรับการล้มระบบเพื่อจัดการบุคคลนั้น

ที่สำคัญคือ บทบาทที่สฤณีไปสอนหนังสือ ยิ่งต้องเปิดใจกว้าง ไม่เช่นนั้นสิ่งที่สื่อสารแบบมีชั้นเชิงในเรื่องที่ไม่ยึดกรอบใหญ่ จะทำให้นักศึกษาที่รับการถ่ายทอด ได้สิ่งที่ไม่ควรได้รับ

ขอบคุณที่เตือนสติค่ะ

ขอบคุณที่เตือนสติค่ะ อันที่จริงก็ไม่ยอมรับรัฐประหารเหมือนกัน ความหมายอย่างเป็นรูปธรรมคือ ถ้าตอนนี้มีใครจะล่ารายชื่อรณรงค์ให้เอาคณะรัฐประหารมาขึ้นศาล ก็จะไปร่วมด้วย ตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เคยเขียนหลายครั้งว่าไม่เห็นด้วยอย่างไรบ้าง ฯลฯ

แต่คดีนี้พูดยากจริงๆ เพราะมันควรเป็นคดีมาตั้งนานแล้ว และคิดว่าข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเฉพาะตัวเลขทางการเงินก็ควรเขียนอธิบาย

เอาเป็นว่า จะพยายามเรียบเรียงให้ชัดเจนและไม่มีอคติ (หรือมีให้น้อยที่สุด) ในโอกาสหน้าก็แล้วกันนะคะ ตอนเขียนบทความสั้นๆ ชิ้นนั้นน่าจะเกริ่นอย่างยืดยาวกว่านั้น :(

มีจุดประสงค์ที่ "เฉพาะกิจ"

มีจุดประสงค์ที่ "เฉพาะกิจ" มากๆ นี้น่าจะมีส่วนซ้ำเติมความแตกแยกของประชา หางานอื่นทำกินเถอะ

"รายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งก็จะเส

"รายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งก็จะเสียแต่ค่ารับใบอนุญาต (ซึ่งไม่แพง) ไม่ใช่เสียภาษีสรรพสามิต (ซึ่งอย่างที่ อจ.สมเกียรติตั้งข้อสังเกต ว่ารัฐบาลอาจเพิ่ม % ได้ เพราะกำหนดอัตราสูงสุดถึง 50%)"

ใครกันแน่ครับ ที่กีดกันรายใหม่-3G ในเวลานี้ (เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็เป็นรายเก่าในชื่อใหม่) ไม่ใช่สมเกียรติหรอกหรือ และให้ความเห็นว่า "รัฐ" จะเสียหายเพราะมีการถ่ายเทลูกค้า (จาก บริษัทเก่า2G ไปบริษัทใหม่3G) แล้ว
สิ่งที่ว่าไว้เองว่า "กำแพงกีดกัน" รายใหม่ สมเกียรติก็สร้างเองในตอนนี้เพราะว่ารายใหม่(จะเป็นตัวแทนของรายเก่าที่มีศักยภาพ) จะเอากันยังไงแน่ครับ

ถึงคุณ สกุณี อ่าน ความอดทน

ถึงคุณ สกุณี
อ่าน ความอดทน อดกลั้นของคุณแล้ว นับถือ
พยายาม อธิบาย สมศักด์ (คุณยังเรียกว่าอาจารย์) ซึ่งแกมีอยู่ 2 คำตอบในใจ คือ 1.กินขี้ รัฐประหาร 2. คตส. ผิด อันอื่นผิดหมด ถึงแม้นคุณพยายาม อธิบายเท่าไหร่ ยิ่งทุรนทุรายขึ้นเรื่อยๆ

ประโยคที่ดี จิงๆ ครับ
จบมาจากที่ไหนไม่สำคัญหรอกค่ะ อย่าคุยเรื่องนี้กันเลย จบเมืองนอกก็โง่บัดซบได้เหมือนกัน

ไม่ลอง เขียน

ไม่ลอง เขียน โมเดลทางการเงินของ การรัฐประหารบ้างละครับ

หรือวิเคราะห์ เศรษฐศาตร์ รัฐประหาร

สำคัญคือท่าทีและน้ำหนัก ลงชื่อมันง่ายมากครับ แกร๊กเดียวฉันก็บอกได้แล้วว่า ฉันเป็นกลาง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ช่างเป็นคนที่ก้าวร้าวและหยาบคายเหลือเกิน ไม่ว่าตรรกะและข้อมูลคุณจะถูกผิดอย่างไร แต่นิสัยหรือสันดานแบบนี้ ยากจะรับได้ เหลือทน

อย่างน้อยคนที่ใช้ตรรกะ"ทักษิณ

อย่างน้อยคนที่ใช้ตรรกะ"ทักษิณโกง ทักษิณเลว ไม่มีทางเอาผิดแบบตรงไปตรงมาตามหลักนิติรัฐ (อ่านว่านิติรัฐนะ โปรดอ่านอย่างระวัง) จึงจำเป็นต้องยอมรับวิธีเริ่มต้นแบบผิดๆ คือ รัฐประหาร" หลายคนเขาแสดงตนนะ คุณสฤนีควรจะกล้าหาญยอมรับว่าเขียนงานของตัวเองสนับสนุนตรรกะนี้ แทนที่จะมาบ่นว่า "ไม่รู้จะอธิบายตัวเองยังไง เพราะคนที่่ใช้ตรรกะทุกคดีที่คณะรัฐประหารมีส่วนเริ่มนั้นใช้ไม่ได้ ชั่วหมด ฯลฯ" ก็คงด่าอยู่ดี ไม่ว่าจะพูดอะไร"

สู้เอาหนังที่ไมเคิล แอลเยลโล่

สู้เอาหนังที่ไมเคิล แอลเยลโล่ เล่น มาดู ดีกว่าเนาะ (ฮา)

รู้สึกเหนื่อยแทนคุณสฤณีจริงๆ

รู้สึกเหนื่อยแทนคุณสฤณีจริงๆ และชื่นชมที่ชี้แจงได้ดี
และพราะอคตินั้นแหละที่ทำให้บางคนไม่ยอมเข้าใจ
และ พยายามตัดตอนให้เหตุการณ์ย้อนหลังไปแค่วันรัฐประหาร

นักเลงโตคนหนึ่งไปเห็นหัวขโมยขึ้นบ้านชาวบ้าน
เลยจับอัดซะ แล้วส่งตำรวจ
หัวขโมยก็ไม่ธรรมดามีทนายแก้ต่างบอกว่า
ถูกจับกุมมาโดยกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง นักเลงไม่มีอำนาจจับกุม
ดังนั้นสรุปว่า ที่หัวขโมยขั้นบ้านไม่ผิดและดำเนินคดีไม่ได้
เพราะการจับกุมไม่ถูกกฎหมาย

หัวหงอกหัวดำบางคนไม่รู้จักแยกแยะเรื่องการเมืองก็ว่ากันไป
คดีความข้อเท็จจริงก็ว่ากันไป จับมารวมกันหมด
ที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยก็เลยจมปลักกับโคลนทักษิณไปไม่ถึงไหน
....ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี.......เรื่องของมึงก็แล้วกัน....

ไม่ถูก

ไม่ถูก เขาคือผู้ต้องสงสัยและยังบริสุทธิ์อยู่แต่ต้น ยิ่งมันเป็นคดีซับซ้อนขนาด แสดงว่าีมีโอกาสที่เราจะใช้ความชอบเกลียดตัดสิน
ไปก่อน

คุณไ่ม่เข้าใจกระบวนการยุติธรรม

เรียนสมศักดิ์ กรุณาอย่าปล่อยใ

เรียนสมศักดิ์

กรุณาอย่าปล่อยให้การเล่นกับภาษาอันสุดผรุสวาทของคุณบดบังการพยายามใช้ตรรกะและเหตุผลในการถกเถียงซิครับ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่คุณพยายามจะพูดก็ไม่ถูกแสดงออกมาชัดเจน ผมตัดสินในตรรกะที่คุณใช้ถกเถียงไม่ค่อยได้ เพราะคุณไม่ได้พยายามทำสิ่งนั้นเท่ากับพ่นคำผรุสวาทและด่าว่าคนในสิ่งที่เป็นอัตวิสัยเสียจนเกินไป เช่น กล่าวว่าเขาโง่โดยไม่อาจพิสูจน์ได้เพียงเพราะคำผรุสวาท แต่คุณต้องพิสูจน์ผ่านการลบล้างตรรกะของคนที่คุณกำลังกล่าวหา

ผมเห็นสมศักดิ์มีบทบาทอันกระตืนรือล้นในหลายๆ เวบบอร์ด ผมแค่เกรงว่า การใช้คำผรุสวาทเข้าห้ำหั่นกันแทนการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการคิดต่อ จะทำลาย information ethics ในวัฒนธรรมการใช้สื่อใหม่ ซึ่งกฎหมายไม่สามารถและไม่ควรเข้ามาควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องให้วัฒนธรรมมากำกับ ในฐานะครูบาอาจารย์ ผมก็หวังว่าสมศักดิ์จะเป็นคนที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมในการแสดงความคิดเห็นที่ถูกกำกับด้วยจริยธรรมบางอย่างบ้าง ไม่ใช่ทำลายย่ำยีมันไป

เรียนสมศักดิ์ กรุณาอย่าปล่อยใ

เรียนสมศักดิ์

กรุณาอย่าปล่อยให้การเล่นกับภาษาอันสุดผรุสวาทของคุณบดบังการพยายามใช้ตรรกะและเหตุผลในการถกเถียงซิครับ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่คุณพยายามจะพูดก็ไม่ถูกแสดงออกมาชัดเจน ผมตัดสินในตรรกะที่คุณใช้ถกเถียงไม่ค่อยได้ เพราะคุณไม่ได้พยายามทำสิ่งนั้นเท่ากับพ่นคำผรุสวาทและด่าว่าคนในสิ่งที่เป็นอัตวิสัยเสียจนเกินไป เช่น กล่าวว่าเขาโง่โดยไม่อาจพิสูจน์ได้เพียงเพราะคำผรุสวาท แต่คุณต้องพิสูจน์ผ่านการลบล้างตรรกะของคนที่คุณกำลังกล่าวหา

ผมเห็นสมศักดิ์มีบทบาทอันกระตืนรือล้นในหลายๆ เวบบอร์ด ผมแค่เกรงว่า การใช้คำผรุสวาทเข้าห้ำหั่นกันแทนการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการคิดต่อ จะทำลาย information ethics ในวัฒนธรรมการใช้สื่อใหม่ ซึ่งกฎหมายไม่สามารถและไม่ควรเข้ามาควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องให้วัฒนธรรมมากำกับ ในฐานะครูบาอาจารย์ ผมก็หวังว่าสมศักดิ์จะเป็นคนที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมในการแสดงความคิดเห็นที่ถูกกำกับด้วยจริยธรรมบางอย่างบ้าง ไม่ใช่ทำลายย่ำยีมันไป

นี่คิดจะจีบกันรึ? ที่นี่ประชา

นี่คิดจะจีบกันรึ?

ที่นี่ประชาไทนะ ไม่ใช่ Match Maker

ไม่ให้เกียรติสถานที่เลย

อิอิอิ

เขาเรียกพวก IQ คาบเส้น EQ

เขาเรียกพวก IQ คาบเส้น EQ ติดลบ ครับ

คนอย่างหัวโต เนี่ย

เป็นบทความที่ด่ากันไฟแลบ

เป็นบทความที่ด่ากันไฟแลบ ไม่มีแยกเพศด่ากันนัว

ง่ายๆแค่นี้ ถามสมศักดิ์ว่า

ง่ายๆแค่นี้

ถามสมศักดิ์ว่า สมมติมีใครมาฆ่าบุพการีเราตาย ต่อมาเกิดการรัฐประหาร มีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ตำรวจจับคนร้ายได้ ส่งเข้าดำเนินคดีตามกระบวนการบุติธรรมทุกอย่าง สมศักดิ์ว่าคดีต้องเป็นโมฆะไหมคร้าบบบ

นอกประเด็นตรงไหน ตอบด่วน

นอกประเด็นตรงไหน ตอบด่วน

เรียนคุณสฤณี อยากเลี้ยงข้าว

เรียนคุณสฤณี

อยากเลี้ยงข้าว เพราะเห็นใจคุณสฤณีมาตอบยาวเป็นวรรคเป็นวาอยู่ในนี้ อันที่จริง คุณสฤณีก็คงรู้หรอกน่าว่าผมแค่อ้างการเขียนถึงคุณ ขออภัยที่ใช้เป็นลูกขาว

ทั้งหมดนี้บอกแล้วว่าผมไม่ได้รู้มากเรื่องเศรษฐศาสตร์ โทรคมนาคม ในบางประเด็นผมก็ต้องการโยนคำถามจริงๆ เช่น การกีดกันคู่แข่ง ที่ผมถามว่าสมมติมีภาษีอยู่ แล้ว กทช.เปิด 3G มันกีดกันตรงไหน พูดตรงๆ ผมก็ไม่แน่ใจ ผมไม่มีคำตอบ คุณสฤณีบอกว่าเอาไว้จะอธิบาย ก็ขอบคุณครับ แต่ผมสงสัยจริงๆ เพราะสมมติมีภาษี 10% เวลาประมูล บริษัทก็จะต้องเสนอส่วนแบ่งรายปีน้อยลงอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญที่ผมย้ำคือ กระทรวงการคลังสูญรายได้ไปเห็นๆ ปีละ 16,000 ล้าน สมมติวันนี้คุณกรณ์ จาติกวณิช จะกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ผมยกมือเชียร์ทันทีนะครับ และคงไม่มีใครว่าคุณกรณ์คุณอภิสิทธิ์ทำเพื่อกีดกันรายใหม่ที่ไหน (แต่พวกคุณพ่อคุณแม่สหภาพคงล้อมทำเนียบ)

บางประเด็นที่ผมตั้งคำถาม เช่น การแก้สัญญาเอไอเอส ก็ยอมรับว่าทำให้เอไอเอสได้เปรียบ แต่มันเป็นสัญญาที่ได้เปรียบมาก่อนหน้าทักษิณเป็นนายกฯ พอ ทศท.แก้สัญญาให้ดีแทค เอไอเอสก็โวยตามนิสัยพ่อค้า (เราคงไม่คิดว่าทักษิณเป็นเวสสันดรหรอกนะ) ให้ ทศท.แก้สัญญาให้ เพื่อคงความได้เปรียบต่อไป กรณีแบบนี้ เราจะคำนวณการได้ "ประโยชน์ส่วนเกิน" อย่างไร เพราะมันไม่เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งคู่ แล้วทักษิณแก้สัญญาให้บริษัทตูได้เอาได้เอา

ผมยังแซวข้ามไปว่าอ้าวเวลาไอทีวีขอแก้สัญญามั่ง ทำไมเราว่าทับซ้อนอีกล่ะ

กรณีที่ว่าเอไอเอสแก้สัญญาแล้วลดค่าบริการ เป็นธรรมดาพ่อค้า เป็นสันดานพ่อค้า ถูกแล้วครับ ไม่เถียงเลย มันก็ลดล่อใจเพื่อให้คนใช้มากขึ้น แต่เวลา คตส.ไปคิดค่าเสียหายจากเขา ทำไมคิดแบบหัวสี่เหลี่ยม ว่าถ้ายังคงสัญญาเดิม (ที่ชาวบ้านต้องเสียนาทีละ 3 บาท) จะได้เท่านั้นเท่านี้ ทั้งที่ถ้าคงสัญญาเดิมก็มีคนใช้มือถือ 4 ล้านคน 5 ปี อาจจะเพิ่มเป็นซัก 8-10 ล้านคน ไม่ใช่ 40 ล้านคน

กรณีเงินกู้พม่า คุณสฤณีบอกว่าเบี้ยวแล้ว จะไปค้นข้อมูล เป็นเรื่องดีครับ ที่จะหาข้อมูลมา แต่อย่าลืมว่า คตส.สรุปสำนวนส่งฟ้องตั้งแต่พม่ายังไม่เบี้ยว ผมอ่านข่าวปี 50 หลังรัฐประหาร เอ็กซิมแบงก์ก็บอกว่ายังให้พม่าเบิกเงิน พม่ายังส่งดอกเบี้ย ถ้ายังไม่เบี้ยวแล้วความเสียหายเกิดได้ไง และตอนนี้ที่พม่าเบี้ยวมีสาเหตุมาจากอะไร (สมมติไม่พอใจรัฐบาลไทย) มันมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ต้องดูให้แน่นอนนะครับ

ที่สำคัญเลยคือคดีเงินกู้พม่ามีการส่งฟ้องอาญาต่างหาก ซึ่งผมก็กังขาอยู่ว่าคดีนั้นยังไม่ตัดสิน คดีนี้ตัดสินก่อน จะออกมาในรูปไหน จะมีผลต่อกันหรือไม่อย่างไร

กรณีลดภาษีชินแซท คุณสฤณี (คุณสมเกียรติ) มองในรายละเอียด เช่นว่าเทคโนโลยีดีกว่า ฯลฯ แต่ถามจริงนะครับ สมมติทักษิณไม่เล่นการเมือง หรือสมมติดาวเทียมไทยคมมันเป็นของคนอื่น มันจะได้ส่งเสริมการลงทุนไหม ผมว่าได้นะครับ ไอ้บ้านนี้เมืองนี้มันส่งเสริมหมดแหละยกเว้นส้มตำไก่ย่าง คือดาวเทียมดวงใหญ่เป็นหน้าเป็นตาประเทศ (ในความคิดของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตอนนั้น) มีพิธีเปิดอลังการ ถ่ายทอดสดด้วยซ้ำ มันต้องได้บีโอไอแหงๆ อยู่แล้ว อย่าพยายามไปคิดว่าเพราะมันเป็นของทักษิณ ตอนไทยคม 3 ที่ได้บีโอไอเท่ากัน ทำไมไม่มีใครโวยเลยล่ะ หรือเพราะความรู้สึกมันต่างกัน

คำถามของผมคือ อะไรคือสิ่งที่มันต่างจากเกณฑ์ปกติ ระหว่างทักษิณไม่เป็นนายกฯ กับทักษิณเป็นนายกฯ มันจะสุดขั้วแบบว่า ทักษิณต้องไม่ได้ กับทักษิณต้องได้หมด อย่างนั้นหรือ ผมว่ามันไม่ใช่นะ ทุกข้อที่ว่ากันมา ต่อให้ทักษิณไม่เป็นนายกฯ ไม่เล่นการเมือง ทักษิณก็ได้ แต่มีบางอย่างไหมที่มันได้มากขึ้นเพราะความเป็นนายกฯ คุณ (ไม่ได้ว่าคุณสฤณี) จะจับผิดก็ต้องแยกแยะตรงนี้ให้ออก ให้ประชาชนเห็น

ฉะนั้นผมพยายามจะบอกว่านี่ไงที่เราเรียกว่า "ทับซ้อน" ทักษิณทำอะไรมันมีทั้งถูกทั้งผิด ทั้งเหมาะสมไม่เหมาะสม หรือทั้งไม่เหมาะสมแต่ไม่ผิดกฎหมาย ปนเปอยู่ด้วยกัน แล้วก็ไต่อยู่บนเส้นแบ่ง ที่คุณจับยากส์มากส์

โดยเฉพาะเมื่อทักษิณเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนนิยมสูง แล้วมาถูกโค่นล้มโดยรัฐประหาร เอาขึ้นศาลโดยรัฐประหาร ในการจับแต่ละเรื่อง พอคุณ (ไม่ได้ว่าคุณสฤณี) เหมาโหล ไม่แยกแยะ เฮ้ย ทักษิณนั่งหัวโต๊ะบีโอไอลดภาษีให้ตัวเอง มันต้องไม่ได้เลย มันต้องเท่ากับศูนย์ เฮ้ย มันแก้สัญญาเอไอเอส เข้ากระเป๋าทั้งนั้น มันต้องไม่แก้เลย (เป็นเวสสันดร ยอมให้ดีแทคทรูมูฟเค้าแก้ไป) เฮ้ย ทุกอย่างที่มันรวยขึ้นเพราะเป็นนายกฯ หุ้นชินต้องมีราคา 2 หมื่นล้านเท่าปี 44 ฯลฯ

มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ไม่ยุติธรรม ไม่ให้ความเป็นธรรมเขา

และไอ้การไม่ให้ความเป็นธรรมคนที่มีประชานิยมสิบกว่าล้านเสียงเนี่ยแหละ มันถึงต้องนับถอยหลัง ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก

สวัสดี....I

สวัสดี....I Pad

ก่อนอื่นห้ามว่าเรา "โง่บัดซบนะ" เพราะส่งอีเมล์ไม่เป็น

คือ หลานสาวเราเขาเรียน มหาลัยบูรพา...เขาทำ hotmail ให้...แล้วเราก็ไม่ค่อยได้เปิด...(มีหลานสาวเราเขาเคยส่งรูปที่ทำร้ายจิตใจคนไทยส่วนใหญ่มาให้ดูหนึ่งครั้ง)

แล้วเครื่องคอมพ์ฯ โดนไวรัสบ่อยมาก...หลานชายก็ลง Window ให้ใหม่บ่อยมาก...พอเปิด hotmail อีกที เปิดไม่ได้แล้ว...ไม่รู้หายไปไหน ทำไม่เป็นง่ะ

=====================================

แต่เราจดอีเมล์คุณไว้แล้ว....(เดี๋ยวขอแรงหลานๆ ช่วยแก้ไขปัญหาก่อน แล้วจะส่ง อีเมล์ ไปให้คุณนะ)

ว่าจะไม่เข้ามาตอบแล้ว

ว่าจะไม่เข้ามาตอบแล้ว แต่คุณใบตองแห้งอุตส่าห์เข้ามาตอบอีก ก็เลยต้องตอบ ฮือๆ (สงสารตัวเองเล็กน้อย :P)

ไม่มีเวลา เลยจะเขียนสั้นๆ นะคะ ขออภัยถ้ายังขาดรายละเอียด

1. ที่มาที่ไปของภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ความไม่เหมาะสมตอนโน้น ความเหมาะสมตอนนี้ ฯลฯ คิดว่า อจ.สมเกียรติ กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่พอดี รอแกเขียนดีกว่าค่ะ รู้มากกว่ากันมาก ส่วนคำตอบของตัวเองจะไปเรียบเรียงในหนังสือนะ

2. เอไอเอสได้เปรียบก่อนทักษิณเป็นนายกฯ ก็จริง แต่กรณีแก้ส่วนแบ่งรายได้ 25% เป็น 20% นั้นเกิดหลังเป็นนายกฯ แล้ว และเป็นกรณีที่ค่อนข้าง "น่าเกลียด" ในแง่ของความไม่มีเหตุมีผล ก็เลยเป็นประเด็นที่่สะท้อนว่า เรื่องนี้รัฐเสีย "ค่าโง่" เหมือนที่เสียมาแล้วหลายครั้ง หรือ "แกล้งโง่" ตามใบสั่งหรือเปล่า (แก้สัมปทานกัน 7 ครั้ง อัยการไม่ได้ฟ้องว่าเอื้อประโยชน์ทุกครั้ง)

3. เงินกู้พม่า ได้ยินมาว่าพม่าจ่ายเงินต้นไม่ได้นะคะ แต่จะเช็คและตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกทีตอนเขียน (มติ ครม. สมัยทักษิณ ยืดเวลาปลอดเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี และให้ลดดอกเบี้ยจาก 5.75% เป็น 3% <-- เรื่องนี้ก็ต้องเขียนถึงเหมือนกัน)

4. ไอพีสตาร์ คนละกรณีกับไทยคมก่อนหน้านั้นจริงๆ ค่ะ ดวงนี้บอร์ดชินแซทอนุมัติลงทุนก่อนได้บีโอไอตั้ง 2-3 ปี financing ก็ทำแล้ว เตรียมขายแล้วด้วย แล้วเพิ่งจะมาได้บีโอไอ มันมีความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการอนุมัติวงโคจรด้วย ซึ่งหลังศาลตัดสินแล้วจะเขียนต่อค่ะ จะได้อ้างหลักฐานในสำนวนได้เป๊ะๆ

5. การจะแยกแยะอย่างแท้จริง ก็ต้องเขียนอธิบายว่า ประเด็นที่อัยการสั่งฟ้อง เปรียบเทียบกับการแก้ไขสัญญาต่างๆ นานา ของเครือชินคอร์ปในสมัยทักษิณเป็นนายกนั้น เป็นกรณี "ส่วนน้อย" แค่ไหนอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับการแก้ไขทั้งหมด และเหตุใดกรณีที่อัยการสั่งฟ้องจึง "น่าเกลียด" ระดับที่ส่อเค้าว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐ "เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง" ตรงนี้ต้องขออภัยที่ไม่ได้ทำในบทความ เนื่องจากมีจุดประสงค์เฉพาะหน้ามากอย่างที่เกริ่นนำ แต่จะพยายามเขียนให้เห็น "ภาพรวม" เหล่านี้ค่ะ

6. ด้วยความเคารพ และขอบคุณอีกครั้งที่เขียนบทความดีๆ สะกิดให้มองอย่างรอบด้านค่ะ :)

อ้อ ลืมไป 7.

อ้อ ลืมไป

7. ขออนุญาตรับเลี้ยงข้าวด้วยความดีใจ แต่หลังจากที่เขียนหนังสือเสร็จแล้วดีกว่าค่ะ จะได้ไม่รู้สึกผิด :)

เรียนคุณนิธิวัต ผมอ่านความเห็

เรียนคุณนิธิวัต

ผมอ่านความเห็นของคุณที่มีต่อคุณสฤณีแล้ว ดูเหมือนคุณจะมีความหลังฝังใจอยู่
อย่ามาระบายออกกับคนที่ตั้งใจดี ที่จะให้ข้อมูลอีกด้านกับชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิทธิของคุณที่จะค้านได้
แต่ผมว่า มันมากไปหน่อยเพราะกิริยามารยาทของคุณ ไม่ให้เกียรติแก่คุณสฤณีเช่นเดียวกันกับคุณตองแห้ง
ที่ไม่กล้ารับว่า เป็นความคิดของตนเอง โดยอ้างว่าเป็นความเห็นของเพื่อน กรุณาให้เกียรติเพศเดียวกับแม่คุณบ้าง
ขอโทษนะครับ ที่เสือก

1.

1. ที่มาที่ไปของภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ความไม่เหมาะสมตอนโน้น ความเหมาะสมตอนนี้ ฯลฯ คิดว่า อจ.สมเกียรติ กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่พอดี รอแกเขียนดีกว่าค่ะ รู้มากกว่ากันมาก ส่วนคำตอบของตัวเองจะไปเรียบเรียงในหนังสือนะ

=> สรุปคือ ต้อง อิง สมเกียรติ ... ความไม่เหมาะสมตรงโน้นเพราะทักษิณไม่ถูกจริตแก ความเหมาะสมตรงนี้คือ ปชป ถูกจริตแก

2. เอไอเอสได้เปรียบก่อนทักษิณเป็นนายกฯ ก็จริง แต่กรณีแก้ส่วนแบ่งรายได้ 25% เป็น 20% นั้นเกิดหลังเป็นนายกฯ แล้ว และเป็นกรณีที่ค่อนข้าง "น่าเกลียด" ในแง่ของความไม่มีเหตุมีผล ก็เลยเป็นประเด็นที่่สะท้อนว่า เรื่องนี้รัฐเสีย "ค่าโง่" เหมือนที่เสียมาแล้วหลายครั้ง หรือ "แกล้งโง่" ตามใบสั่งหรือเปล่า (แก้สัมปทานกัน 7 ครั้ง อัยการไม่ได้ฟ้องว่าเอื้อประโยชน์ทุกครั้ง)

=> มันต้องยุติธรรมกับคู่สัญญาเดิมด้วย รัฐ กับ เอกชน ก็ต้องมีความยุติธรรม เค้าทำก่อนและเห็นโอกาสก่อน ความเสี่ยงของคนริเริ่มก่อนมีมาก และมักได้ผลตอบแทนสูง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เราจะเลือกจงเกลียดจงชังเขาเป็นพิเศษได้อย่างไร

3. เงินกู้พม่า ได้ยินมาว่าพม่าจ่ายเงินต้นไม่ได้นะคะ แต่จะเช็คและตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกทีตอนเขียน (มติ ครม. สมัยทักษิณ ยืดเวลาปลอดเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี และให้ลดดอกเบี้ยจาก 5.75% เป็น 3% <-- เรื่องนี้ก็ต้องเขียนถึงเหมือนกัน)

=> การบริหารประเทศ มันมีแง่มุมมากกว่า ตรงนี้ ในแง่มุมของพ่อค้า เงินตรงนี้น้อยมากและไม่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ไม่มีแรงจูงใจให้โกง เป็นดีลที่ไม่ได้อะไรมากมาย ในแง่รัฐ หลายรัฐบนโลกทำมากกว่านี้ เช่นตัดหนี้ทิ้งไปเฉย ๆ เพื่อแลกอะไรบางอย่าง ซึ่งนับเป็นเงินมหาศาลกว่านี้ เหตุผลก็เป็นที่รู้กัน สิ่งที่ทักษิณทำคือการพยายามเอาอกเอาใจพม่า หวังความสัมพันธ์อันดี ในเชิงต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ผลออกมาน่าพอใจ ในการดูแลปัญหาด้านยาเสพติด และการได้สัมปทานทรัพยากร มองแต่ใบไม้ก็ไม่เห็นป่าไม้

ถ้าจับผิดขนาดนี้ สงสัยหลายรัฐบาลบนโลกเข้าตารางกันหมดแล้ว โดนปรับหมดตัว โดยเฉพาะพวกญี่ปุ่น (แต่มันเป็นกลุ่มร่วมค้าถือหุ้นไขว้กันหมดแค่นั้นเอง)

4. ไอพีสตาร์ คนละกรณีกับไทยคมก่อนหน้านั้นจริงๆ ค่ะ ดวงนี้บอร์ดชินแซทอนุมัติลงทุนก่อนได้บีโอไอตั้ง 2-3 ปี financing ก็ทำแล้ว เตรียมขายแล้วด้วย แล้วเพิ่งจะมาได้บีโอไอ มันมีความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการอนุมัติวงโคจรด้วย ซึ่งหลังศาลตัดสินแล้วจะเขียนต่อค่ะ จะได้อ้างหลักฐานในสำนวนได้เป๊ะๆ

=> หลังศาลตัดสินคนที่เขียนลำบาก คือฝั่งเราครับ เพราะเราจะมีคำว่า หมิ่นศาลคอยหลอกหลอน จะจริงหรือไม่จริงพร้อมจะีมีกระบวนการเล่นงาน จะมีใครหน้าไหน กล้าเขียนหนังสือ แย้งศาลเป็นเล่ม ผมว่า ต้องกล้าหาญและ ต้องแลกด้วย ความผาสุกในชีวิตเลยทีเดียว
ส่วนพวก ตามน้ำก็ร่ำรวยกันไป ใครก็อยากอยู่กับผู้ชนะ ร่วมส่วนแบ่ง

5. ไม่ได้แก้ ก็รออ่าน

ผมสรุปว่า งานของคุณไม่ได้ให้แง่มุมใหม่ในด้าน การตีความถูกผิด แต่คุณเอางานตีความว่าถูกหรือผิด

สมควรหรือไม่สมควร ผิดปกติหรือไม่ผิดปกติ มาจาก คตส และ สมเกียรติ

มาจับใส่สมการการเงินว่าถ้า เป็นจริงดังนั้น ส่วนเกินที่ทักษิณได้ไปควรจะเป็นเท่านี้ ผมพูดแบบนี้ถูกไหมครับ

เพราะคุณจะชี้ไปยัง สมเกียรติ และ คตส และอัยการ เสมอ ซึ่งเหมือนเป็นพื้นฐานที่คุณใช้อ้างอิงและยึดถือ

ผมชอบคำว่า มันน่าเกลียด มันสื่ออะไรหลายอย่างดี

ดังนั้นการที่จะโต้แย้งกับคุณในแง่ความถูกต้องของพื้นฐานตัวเลข ต้องไปแย้งที่งานของสมเกียรติ คตส และ อัยการ
เพราะคุณเองก็พูดไม่ได้เต็มปาก

เรื่องภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม

เรื่องภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ขอลอกคำเบิกความของ อจ. สมเกียรติ ในคมชัดลึก มาแปะก่อนนะคะ ไม่รู้ว่า อจ. จะเขียนเสร็จเมื่อไหร่ ;)

สรุปประเด็นนี้สั้นๆ คือ: ถ้ารัฐอยากแปรสัญญาโทรคมนาคม หรือหารายได้เพิ่ม ก็ควรเรียกเงินจากคู่สัญญาเอกชนตรงๆ เลย ไม่ใช่ผ่านภาษีสรรพสามิต เพราะภาษีสรรพสามิตก่อภาระให้กับทั้งรายเก่าและรายใหม่ อีกทั้งยังทำให้ ทศท. กับ กสท. อ่อนแอกว่าเดิม

เข้าใจว่าแนวคิดของกระทรวงการคลังปัจจุบัน เรื่องการแปรสัญญา ก็คือการเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เข้าคลังเลย ไม่ใช่จะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตอีกรอบค่ะ

(ที่มา: http://www.komchadluek.net/detail/20100112/44344/ศาลนัดตัดสินคดียึดทรัพย์7.6ล้านทักษิณ26ก.พ..html)

ต่อมาช่วงบ่ายศาลไต่สวน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เกี่ยวกับมติ ครม.สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.41 ที่กำหนดให้มีการเปิดเสรีทางโทรคมนาคม 4 ประเภท ได้แก่โทรศัพท์พื้นฐาน แฟกซ์ เทเลพิมพ์ และเทเลกราฟ จนนำมาสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ว่า เป็นการตีความที่ผิดพลาด เนื่องจากการแก้ไขเป็นการกีดกันการแข่งขันอย่างเสรี และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ต่อมากระทรวงคมนาคม ได้จ้างบริษัทธนสาร และบริษัทที่ปรึกษาอื่นรวม 3 บริษัทเกี่ยวกับการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

ขณะเดียวกันคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองส่วนมีความเห็นด้วยและเห็นแตกต่างกันแต่ล้วนทำให้รัฐเสียหายโดยเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน อาทิ บ.ธนสาร เสนอให้ยุติการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐตามที่เคยทำสัญญาสัมปทานไว้ ส่วนคณะอนุฯ ของรัฐวิสาหกิจ เสนอให้โอนโครงข่ายโทรศัพท์เป็นของรัฐตามเปอร์เซ็นต์ หรือแปลงค่าสัมปทานเป็นหุ้น หากดูผิวเผินเหมือนเป็นข้อเสนอที่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วค่าสัมปทานนั้นเป็นรายได้ที่ต้องจ่ายให้รัฐก่อนที่จะหักรายจ่ายอื่นๆ แต่ถ้าเป็นหุ้นต้องถูกหักรายจ่ายก่อนปันผล จึงเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

นายสมเกียรติ เบิกความอีกว่า ต่อมากระทรวงคมนาคมได้จ้างให้พยานร่วมกับนักวิชาการประมาณ 10 คน พิจารณาความเห็นของทั้งสองฝ่ายซึ่งสรุปว่า การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่มีความจำเป็นเพราะไม่เกิดประโยชน์ และตามหลักการการแก้ไขสัญญาก็ไม่ควรไปเพิ่มประโยชน์ให้กับคู่สัญญามากกว่าสัญญาที่ทำไว้เดิมโดยเฉพาะการโอนสิทธิต่างๆ ที่รัฐควรได้รับ แบ่งไปให้กับเอกชน

ส่วนหลักการเก็บภาษีสรรพสามิตเนื่องจากรัฐต้องการหารายได้และจะเก็บภาษีในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จะก่อให้ความเดือดร้อนกับผู้บริโภคหรือสังคมในภายหลังทั้งทางด้านสุขภาพ และมลภาวะ เช่น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ แต่ในส่วนของการให้บริการกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมโดยหลักการรัฐควรอุดหนุนด้วยการจัดสรรเงินให้ผู้ประกอบการเพื่อดำเนินกิจการได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กทช. ได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงเพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นการเก็บภาษีกิจการโทรคมนาคมจึงไม่ใช่การสนับสนุน ส่วนการแก้ไข พ.ร.ก.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคม ที่สูงถึงอัตราร้อยละ 50 นั้น ไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งเนื่องจากต้องขอความเห็นชอบของสภาแล้วจึงออกเป็นมติ ครม.ในการปรับลดหย่อยภาษี อย่างไรก็ตามปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวเลขอัตราการเก็บภาษี แต่อยู่ที่เหตุใดจึงต้องมีการเรียกเก็บภาษีโทรคมนาคมตั้งแต่แรก

ซึ่งต่อมา ครม.สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมติ ครม. ลดหย่อนการเก็บภาษีสรรพสามิตและให้นำมาหักค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐได้ ซึ่งทำให้เงินไม่เข้ารัฐ ดังนั้นการอ้างว่าจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพราะความจำเป็นด้านเศรษฐกิจที่ต้องหารายได้ จึงขัดแย้งกับเหตุผลของตัวเองที่ยกเว้นการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการบางราย และการดำเนินการดังกล่าวยังเสมือนกับผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมไม่ต้องเสียภาษี แต่เอาค่าสัมปทานที่จะต้องจ่ายรัฐ มาจ่ายเป็นค่าภาษีแทน ขณะที่หาก ครม.มีมติเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 เท่ากับรัฐไม่มีรายได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดก็กลายเป็นว่าต้องเสียภาษีนอกเหนือค่าธรรมเนียมให้ กทช. อีก 6 % ซึ่งไม่สามารถนำรายได้แบ่งหักอะไรได้ส่งผลทำให้การเข้าสู่ตลาดยากขึ้น โดยยังไม่นับปัจจัยทางการเมืองที่ขณะนั้นที่นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ อีกทั้งการเรียกเก็บภาษีโดยกระทรวงการคลังก็เชื่อมโยงกับการเมืองที่จะกำหนดการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ ดังนั้นมติ ครม.ที่ให้แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และให้นำไปหักลดการจ่ายเงินให้กับรัฐจึงไม่สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคมซึ่งไม่มีข้อใดระบุว่าให้เก็บภาษีสรรพสามิต

“ตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 เลขหมาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการที่สูง ทำให้เอกชนได้ผลกำไรตลอดไป แม้ค่าบริการจะลดลงจากเมื่อก่อนมากก็ตาม แต่หากมีการแข่งขันที่เป็นธรรมกว่านี้จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการน้อยกว่านี้มาก เห็นว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกีดกันการแข่งขันกิจการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ รองประธานทีดีอาร์ไอระบุ

=>

=> หลังศาลตัดสินคนที่เขียนลำบาก คือฝั่งเราครับ เพราะเราจะมีคำว่า หมิ่นศาลคอยหลอกหลอน จะจริงหรือไม่จริงพร้อมจะีมีกระบวนการเล่นงาน จะมีใครหน้าไหน กล้าเขียนหนังสือ แย้งศาลเป็นเล่ม ผมว่า ต้องกล้าหาญและ ต้องแลกด้วย ความผาสุกในชีวิตเลยทีเดียว <--- มีนักกฎหมายบอกว่า ศาลนี้ให้ "หมิ่น" ได้ค่ะ จริงไม่จริงแค่ไหนไม่รู้นะ แต่ส่วนตัวกล้าวิจารณ์นะถ้าคำตัดสินออกมา "แปลกๆ"

"สมควรหรือไม่สมควร ผิดปกติหรือไม่ผิดปกติ มาจาก คตส และ สมเกียรติ

มาจับใส่สมการการเงินว่าถ้า เป็นจริงดังนั้น ส่วนเกินที่ทักษิณได้ไปควรจะเป็นเท่านี้ ผมพูดแบบนี้ถูกไหมครับ" <--- ก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วในบทความ ว่าตอนที่เขียนบทความนั้นสนใจแค่จะหา "วิธี" คำนวณ ไม่ได้จะบอกว่าสมควรหรือไม่สมควรแค่ไหนอย่างไร แต่กรณีที่คำนวณออกมาจริงๆ เช่น ลด 25% เป็น 20% ก็เทียบตัวเลขของ ทศท. ที่ส่ง คตส. กับ projection ของเอไอเอสและชินคอร์ปของบริษัทหลักทรัพย์บางเจ้า ค่อนข้างตรงกัน (ตัวเลขของ ทศท. ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมด้วยซ้ำ)

ตอนเขียนละเอียดจะพยายามอธิบายที่มาที่ไปอย่างละเอียดนะคะ :)

ไม่แน่ใจว่าพูดถูกหรือเปล่า

ไม่แน่ใจว่าพูดถูกหรือเปล่า แต่กฎหมาย หมิ่นศาลน่าจะครอบคลุม และการวิพากวิจารณ์ ก็ทำได้หมดเช่นกัน แต่ต้องอยู่ในกรอบวิชาการโดยสุจริต
ซึ่งปัญหาอยู่ที่การบังคับ และประเพณีการบังคับใช้เสียมากกว่า ไม่งั้นเราคงเห็นเยอะแยะแล้ว

เรื่องอื่น ๆ โอเค เข้าใจแล้วครับ

ยังไงฝาก เขียนโมเดลการเงินของการทำรัฐประหารด้วยนะครับ ตอนนี้ทักษิณยังไม่ได้ผิด ถ้าผิด เราก็มองได้เช่นเดียวกัน กฎหมายตอนนี้ยกเว้นให้รัฐประหารเขาไม่ผิด เราก็ทำ scenario ถ้าผิดได้ ตัวเลข เงินเดือน ประจำตำแหน่งในบอร์ด เงินโอนลอยค่าปฎิวัติ

ความสูญเสียอื่น ๆ ทางธุรกิจและเศรษฐกิจ ต่างชาติยกเลิกลงทุน ภาพลักษณ์ที่เสีย โอกาสต่าง ๆ โครงการต่าง ๆ ที่ช้าลง

ไม่ทราบว่า สมเกียรติ และ คุณจะทำออกมาให้ "ประชาชน" หน่อยได้ไหมครับ วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย ไม่ทราบ ตรงนี้เป็น เงื่อนไขสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศไทยไหม

ผมไม่ได้ตีรวนนะ อยากเห็นคุณทำจริง ๆ เพราะต่อให้คนฝั่งผมทำ หน้าตาไม่มี คนไม่สนใจหรอกครับ ถ้าคุณมีใจเป็นธรรมซักนิด
ข้อมุลเหล่านี้จะได้ ออกสู่วงกว้างบ้าง

เรื่องไปลงชื่อให้ คณะรัฐประหารขึ้นศาล อย่าไปทำเลย no impact ทำแบบที่ผมบอกรับรองมี impact กว่า

เรียนคุณ warawut T

เรียนคุณ warawut T

ไม่ใช่เป็นการระบาย แต่ผมต้องการให้ได้ลองคิด จากมุมมุมเดียวกันกับสฤณี ที่ผมเคยอยู่ และเคยโดนท้วงติงในแนวคิด ให้คิด ให้วิเคราะห์ ให้ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย โอเคถ้าคุณนำเสนอข้อมูล คุณทำได้ แต่ถ้าคุณชี้นำในทางที่เป็นไปรูปแบบนี้ คือยอมรับอำนาจคตส. ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร19กันยา ที่ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา สฤณีจำเป็นต้องยอมรับตัวคุณเองด้วย ว่าคุณยอมรับรัฐประหารนั้น เพราะคุณบอกว่าเห็นสิ่งผิดปกติ เพียงแต่สฤณีเลือกจะเพิกเฉยต่อความผิดปกตินั้น และไม่ยอมรับตัวเองว่าทำในสิ่งทำ(ยอมรับรัฐประหาร19กันยา)

ไม่ได้ไม่ให้เกียรติ ถ้าเทียบกับคห.อื่นๆแล้วผมคิดว่ายังไม่ได้เสียมารยาทใดๆ ถึงเพศแม่เพศไหน ถ้าต้องวิภาคแนวคิดกันก็เท่าเทียมกันหมด

จุดจุดนั้นที่สฤณียืน ผมเคยยืน คือกระทำการกระทำที่เป็นการยอมรับรัฐประหาร แต่ปฏิเสธตัวเองว่าไม่เอารัฐประหาร ถามย้ำ ในถานะของคนเคยผิดพลาด เพื่อให้คิด ให้ตรึกตรองให้ดี หาใช่ระบายออกไม่

คุณไม่ต้องลงท้ายด้วยขอโทษหรอก ทุกความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันได้

..เขาไม่ชอบ ระบอบศักดินา

..เขาไม่ชอบ ระบอบศักดินา แต่สมสาก คนนี้แหละ ที่ทำตัวเป็นศักดินา ทางความคิด คิดว่าตัวเองเก่งเลอเลิศคนเดียว คนอื่นโง่บัดซบ อย่างที่เราเจอกันบ่อยๆ ขนาดด่าว่าคนที่จบในประเทศโง่ไทยยังมีเลย คนๆนี้อันตรายมากทางความคิด..

"ตะกวดประชาไท"

"ตะกวดประชาไท" ผมเนี่ยเห็นคุณโพสต์ตอบในประชาไทซะเยอะสุดเลย แต่ไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระซักกระทู้ พิจราณาตัวเองบ้างก็ดีนะ อันนี้เป็นอาการของผู้เสพASTVและสื่อเครือManagerมากไปนะครับ

ผมว่า"บางคน"ที่คุณ"เท่าที่ได้

ผมว่า"บางคน"ที่คุณ"เท่าที่ได้ฟัง"กล่าวถึง ไม่ได้มีความเชื่อว่าทักษิณถูกต้องเสมอเพราะถูกเลือกมาตามระบอบประชาธิปไตยหรอกครับ ต้องตีประเด็นเสียใหม่

เรากำลังกล่าวว่า ทักษิณมี"ความชอบธรรม"ของการเข้าสู่อำนาจและตำแหน่งอย่างถูกต้องภายใต้กระบวนการประชาธิปไตย ส่วนเรื่องการบริหารงานจะถูกหรือผิดก็ สามารถถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการตามรธน.อยู่แล้ว อาจไม่ทันใจหรือถูกใจใครหลายคนก็ต้องทนและค่อยๆหาทางกันไป ทำไงได้ในเมื่อเรายอมรับกติกานี้ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น แต่ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์ใช้วิธีการนอกระบบ ฉีกกติกาเดิมแล้วสร้างกติกาใหม่เพื่อจัดการให้เป็นไปตามความต้องการของพวกตน โดยปราศจากความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจนั้นอย่างแท้จริง ผมว่านี่ต่างหากครับเป็นประเด็นที่ท่านเหล่านั้นพยายามนำเสนอ

ในทางกลับกัน ผมว่าวิธีการคิดแบบเชิงสรุปทำนองว่า"ใครบางคน"ย่อมถูกและดีเสมอด้วยเหตุมีสถานภาพหรือที่มาจากกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น น่าจะเป็นตรรกะแบบที่คนไม่เอาทักษิณรวมถึงพวกเสื้อเหลืองส่วนใหญ่ซึมซับมาจากอำมาตย์เสียมากกว่า อาทิ เชื่อว่าองคมนตรีต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม ถูกต้องเสมอ และไม่มีวันทำชั่วทำผิดหรือโกงโดยเด็ดขาด เพราะถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์ จึงไม่ยอมรับและไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบใดๆทั้งโดยกฎหมายและสังคม น่าจะเป็นแบบนี้มากว่าจริงมั้ยครับ

ตรรกะอะไรเนี่ย

ตรรกะอะไรเนี่ย แล้วนักเลงโตมีสิทธิอะไรมาทำตัวเป็นศาลเตี้ยล่ะ ?

งี้ผมเห็นคนสูบบุหรี่เดินผ่านป้ายห้ามสูบฝ่าฝืนปรับ2000 ผมจับทุกคนที่สูบที่ผ่านป้ายนั้นมาอัดให้น่วมแล้วส่งตำรวจ

!!! ตรรกะคุณใช้ไม่ได้อ่ะ

งั้นบ้านเมืองไม่ต้องมีตำรวจก็ได้ ให้นักเลงโตมันจับโจรกันเองให้หมดดิ

เฮ้อออ เหนื่อยใจจะอธิบาย...

ตอบซะเยอะ

ตอบซะเยอะ เบี่ยงประเด็นไปโน่นทีนี่ทีนะ

ยอมรับตัวเองซักทีเถอะ มาขนาดนี้แล้ว "คุณรับใช้อำนาจรัฐประหารอยู่!!!!!"

ไม่เห็นด้วยกะอ.สมศักดิ์ ในการใช้คำผรุสวาทสักเท่าไหร่นะครับ เออแต่เริ่มคิดแระ ว่าขนาดใช้คำขนาดนั้น สฤณีกลับยังนิ่งเฉย และโพสต์มาว่าไม่ยอมรับรัฐประหาร(2ความคิดเห็นว่าจะไปลงชื่อเอาคณะรปห.มาขึ้นศาล) ในขณะที่ปากบอกว่ารอคำตัดสินของศาล ซึ่งคดีมีจุดเริ่มจากองค์กรที่คณะรปห.แต่งตั้ง

คุณขัดแย้งในตัวเองนะ!!! ผมและอีกหลายคนน่ะมองออกแล้ว เพียงแต่ตัวคุณเองยังมองตัวคุณเองไม่ออก เลือกที่จะนิ่งเฉย เบี่ยงประเด็นไปประเด็นอื่นตลอด ขออนุญาตนะ อันเนี๊ย เรียกว่า"แถ" แล้วนะครับ ตรองดูให้ดี กลับตัวก่อนสาย

ประวัติศาสตร์เรื่องราวปัจจุบัน ที่ปรากฎในอนาคต จะชำระคุณเอง ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้

โอเคค่ะ งั้นยอมรับก็ได้ว่า

โอเคค่ะ งั้นยอมรับก็ได้ว่า "รับใช้อำนาจรัฐประหาร" ในตรรกะของคุณ (ซึ่งไม่ใช่ในตรรกะของตัวเองนะ :P)

“ตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่

“ตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 เลขหมาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการที่สูง ทำให้เอกชนได้ผลกำไรตลอดไป แม้ค่าบริการจะลดลงจากเมื่อก่อนมากก็ตาม แต่หากมีการแข่งขันที่เป็นธรรมกว่านี้จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการน้อยกว่านี้มาก เห็นว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกีดกันการแข่งขันกิจการโทรคมนาคมอย่างแท้จริง” นายสมเกียรติ รองประธานทีดีอาร์ไอระบุ

ผมว่าคำพูดของ นายสมเกียรติ ตลกและไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย

ข้อแรก มาอ้างได้อย่างไรว่า ภาษีสรรพสามิตเป็นเหตุให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา เพราะก่อนหน้าและหลังจากมีภาษีตัวนี้ ก็ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่

เหตุผลที่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่นั้น ไม่ใช่โดยเหตุว่าเขารอ 3G ที่ถูกดองอยู่หรอกหรือ?

ข้อสอง มาอ้างได้อย่างไรว่า ค่าบริการยังสูงอยู่ ท่านจะให้โทรฟรีเลยตลอด 24 ชั่วโมงเลยหรอกหรือ ท่านอ้างว่าผู้ให้บริการเอกชนได้ผลกำไร ใจคอท่านใจให้กิจการใดไม่มีกำไรเลยหรือ

คุณยุ้ย สฤณี

คุณยุ้ย สฤณี ผมอยากให้คุณรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องซีเรียสนะครับ ผมรู้ว่าคุณเองก็ซีเรียส ผมอยากให้คุณพิจารณาดี ๆ คุณไม่สามารถยืนยันการไม่เอารัฐประหารไปพร้อม ๆ กับยอมรับคดีนี้ที่มาจาก คตส. ได้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องตรรกะ นี่เป็นเรื่องคุณธรรม เป็นเรื่องการยืนยัน "หลักการ" ของประชาธิปไตยอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เป็นการจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรก่อนอะไรหลัง เรื่องคอรัปชั่นจะสำคัญกว่าเรื่องประชาธิปไตยได้อย่างไร ในเมื่อประชาธิปไตยคือระบอบที่เราเลือก และเราก็เลือกที่จะควบคุมการคอรัปชั่นอยู่ภายใต้กระบวนการที่ต้องถูกต้องชอบธรรมภายใต้หลักการของระบอบประชาธิปไตย การยอมรับคดีนี้เท่ากับเรายอมให้ทำรัฐประหารด้วยข้ออ้างคอรัปชั่น ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศนี้ ทำเหมือนระบอบประชาธิปไตยเป็นเกมเล่นขายของ การแสดงจุดยืนของไม่ว่าจะปัญญาชน นักคิด นักเขียน นักแปล คนไหน ๆ ก็สำคัญทั้งนั้น เราต้องยืนยันหลักการที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุด คนที่ถูกละเมิดสิทธิมีเป็นล้าน ๆ คน และเขาไม่ยอมแล้ว เพราะเขายอมมาหลายเรื่องแล้ว คุณไม่มีความชอบธรรมจะไปยึดทรัพย์อะไรทักษิณทั้งนั้น เพราะที่เป็นอยู่นี่คือการยึดมาด้วยการรัฐประหาร ไม่มีข้ออ้างอะไรทั้งนั้น คุณต้องปกป้องสิทธิของคนที่คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับเขา เพราะคุณต้องปกป้องหลักการที่คุณจะใช้ร่วมกับเขา เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่เขียนหนังสือให้คนอ่าน คุณและอีกหลาย ๆ คนซึ่งเป็นนักเขียนปัญญาชนส่วนใหญ่กำลังทำให้ความถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในสังคมนี้ ผมขอร้องคุณอย่างซีเรียสที่สุดว่านำเรื่องนี้กลับไปคิดดี ๆ คิดนาน ๆ สิ่งที่กำลังทำกำลังเกิดในยุคสมัยของเรานี้ต่อไปก็จะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เรากำลังสร้างมาตรฐานอะไรให้คนรุ่นต่อไป มาตรฐานการทำรัฐประหารเพราะอ้างคอรัปชั่นก็ได้อย่างนั้นหรือ ตื้นลึกหนาบางของการเมืองปัจจุบันผมคิดว่าคุณก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย ผมขอร้องด้วยความเป็นมิตรทั้งหมดของผม เพื่อเห็นแก่ความถูกต้อง กรุณากลับไปคิดดี ๆ เถอะครับ ถ้านักเขียนปัญญาชนแต่ละคนไม่ยอมออกมาปกป้องหลักการเลย จะหวังให้ใครทำเล่าครับ

แก้คำผิดครับ ข้อสอง

แก้คำผิดครับ

ข้อสอง มาอ้างได้อย่างไรว่า ค่าบริการยังสูงอยู่ ท่านจะให้โทรฟรีเลยตลอด 24 ชั่วโมงเลยหรอกหรือ ท่านอ้างว่าผู้ให้บริการเอกชนได้ผลกำไร ใจคอท่านใจให้กิจการใดไม่มีกำไรเลยหรือ

เป็น

ข้อสอง มาอ้างได้อย่างไรว่า ค่าบริการยังสูงอยู่ ท่านจะให้โทรฟรีเลยตลอด 24 ชั่วโมงเลยหรอกหรือ ท่านอ้างว่าผู้ให้บริการเอกชนได้ผลกำไร ใจคอท่านจะไม่ให้กิจการใดมีกำไรเลยหรือ

ทั้งนี้ เรื่องภาษีสรรพสามิตนี้ ผมมองว่ามันก็เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งทำได้ คือ จะเอาแนวทางของทักษิณ หรือแนวทางนายสมเกียรติก็ได้ การเลือกแนวทางที่ไม่ตรงกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การที่ ทศท. หรือ กสท. จะอ่อนแอ เนื่องจากไม่สามารถแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ ก็ปล่อยให้มันล้มตายไปเถอะครับ รัฐวิสาหกิจที่ไร้ความสามารถจะปล่อยมันไว้กินค่าสัมปทานรัฐไปทำไม

ฮาๆ

ฮาๆ

แล้วนักเลงโตในนิยายของคุณอ่ะ มันไปทำลายระบบอำนาจของกระบวนการยุติธรรมป่าวละ

มันไปแต่งตั้งองค์กรอุปโลกน์ขึ้นมา และตั้งธงว่า จะต้องจัดการไอหัวโขมยคนนั้นหรือเปล่า

ตลกจัง นามสกุล เชิญยิ้ม ป่าวเนี้ย คริ คริ

ไอเรื่องที่คุณ สฤณี พูดถึงข้อเท็จจริงอ่ะ ผมก็รับฟังครับ มันยังสามารถถกเถียงกันได้

ว่าตกลง ทักษิณ ทุจริตเชิงนโยบาย/หรือไม่ทุจริต

แต่ในทางกฎหมาย เขาไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้

พูดง่ายๆ มันไม่เป็น "นิติรัฐ" เหมือนที่ อภิสิทธิ์ สุดหล่อ ของเราพูดอยู่ตลอดเวลา

แล้วคุณมาเขียนอย่างนี้ มันก็เปรียบเหมือนกับว่า คุณยอมรับอำนาจของการรัฐประหาร

ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ก็ตาม

ปล. ไม่ได้จงใจว่าคุณ สฤณี ยอมรับรัฐประหาร นะครับ แต่หมายถึงการกระทำ มันส่อแสดง

และทำให้คนที่เขามองตัวระบบ มองทางด้านกฎหมาย ไม่สามารถยอมรับได้

เหตุผลที่ไม่มีผู้ประกอบการราย

เหตุผลที่ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่นั้น ไม่ใช่โดยเหตุว่าเขารอ 3G ที่ถูกดองอยู่หรอกหรือ?

=> ตลาด voice ในขณะนั้น มันเริ่มจะเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว เป็นช่วงเก็บเกี่ยวของหน้าเก่า ไม่ใช่เป็นช่วงสำหรับหน้าใหม่
ต่อให้มันเอื้ออำนวยกว่านี้ นักลงทุนก็ไม่เข้ามาเพราะตลาดมันกำลังจะอิ่มตัว การลงทุนที่สูงและ ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า
การแข่งขันก็ดุเดือดอยู่แล้ว ใครก็น่าจะจำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเข็นโปรบ้าบออะไรมาชนกันมากมาย

ไม่มีใครอยากทำหรอกครับ ธุรกิจพวกนี้เงินต้องจมนาน คลื่นความถี่เดิม ๆ ก็โดนหั่นไปหมด
แทคได้มากก็ไปเซ้งต่อคนอื่น

ผู้ประกอบการเดิมมีเกือบทุกอย่าง รวมทั้งอำนาจการเมืองในระบบนอกระบบ ทุกฝ่ายต้องมี มันคือความจริงของไทย
ถ้ารายใหม่จะเข้า เขาจะเลือกเข้า แฝงรายเก่ามากกว่า เช่น ดีแทค ออเร้นจ์ (ซึ่งโดนไป)

ออเรนจ์ในขณะนั้น เข้ามาหลังสุด (ไม่นับรายอื่นที่ไม่เทียบกัน) นั่นเพราะเค้าคิดว่าสามารถใ้ช้ทรัพยากรเดิมๆของบริษัทให้เกิดมูลค่า
และเข้ามา่ร่วมใน วงศ์ไพบูลย์ ซีพี

555 JUSTICE... i FOUND U! :D

555

JUSTICE... i FOUND U!
:D

พี่ถึกช่างใจดำ

พี่ถึกช่างใจดำ ส่งเฝือกมาให้น้องยุ้ย แต่เธอก็สู้ยิบตา นับถือน้ำใจจริงๆ พวกเจียมเมียนก็ช่างไร้น้ำใจ รวมตีนกันลุยยังกะพวกกองเชียร์ท่าเรือ!

ลำบากใจจริงๆ ค่ะพี่

ลำบากใจจริงๆ ค่ะพี่ แต่คดีนี้ไม่ใช่ "คดีเล่นงานทางการเมือง" เหมือนคดียุบพรรค คดีสมัคร ฯลฯ จริงๆ แต่เป็นคดีที่สมควรจะเกิดมาตั้งนานแล้ว ถ้าประเทศไทยมี "นิติรัฐ" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ทักษิณชอบนั่นแหละ :(

พี่มีสมมุติฐานว่า การวิจารณ์แบบนี้กำลังสร้าง "มาตรฐานการทำรัฐประหารเพราะอ้างคอรัปชั่น" แต่ที่จริงไม่จำเป็นต้องคิดอย่างนั้นก็ได้นี่่คะ มันน่าจะแปลว่า คดีนี้ทำให้เราต้องมาร่วมกันคิดว่า จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบหรือองค์ประกอบต่างๆ ในระบบยังไง รัฐประหารจะได้ไม่มี "ข้ออ้าง" ที่จะเกิดขึ้นอีกโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนบางกลุ่ม ไปตลอดกาลมิใช่หรือ

ที่เขียนไปนั้นเขียนด้วยความตั้งใจจริงๆ ที่จะอธิบายหลักการบางอย่างที่อาจเป็นฐานให้คิดต่อได้หลังมีคำตัดสินว่า คำตัดสินของศาลนั้น "ยุติธรรม" แค่ไหนอย่างไร

ขออภัยที่ทำให้พี่ไม่สบายใจ เอาเป็นว่า หลังคำตัดสินจะเขียนแลกเปลี่ยนกันยาวๆ นะคะ

คอรัปชั่น

คอรัปชั่น เป็นข้ออ้างของการรัฐประหาร

ประเทศไหนไม่มีคอรัปชั่น จนถึงปัจจุบันนี้ แล้วเขาใช้ระบบอะไร ที่มันสุดยอดแค่ไหน
คุณจะปรับปรุงยังไง มันถึงไม่มีข้ออ้าง

โจทย์คุณนะไม่ถูก มันเป็น เรื่องการขัดแย้งกันของกลุ่มอำนาจ กัน โดยอาศัยข้ออ้างเป็นเครื่องมือ
ความไม่ยุติธรรม การโกงการผูกขาด มีหลายเรื่องมากๆ ที่ใหญ่กว่านี้ร้อยพันเท่า มีมาต่อเนื่องยาวนาน

ปรีดีก็ไปตายเมืองนอก แปลกก็ไปตายเมืองนอก

ประชาชนสนับสนุน มันมีหลายปัจจัย มัน manipulate ได้สบาย ๆประเทศนี้

โจทย์มันต้องบอกว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิดประชาชนให้ได้ว่า อย่าให้คอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างการรัฐประหาร ไม่ใช่ ทำให้ไม่มีคอรัปชั่นเกิดขึ้นได้

ไม่อย่างงั้น เมกา หรือ อังกฤษ ถ้าพบว่ามีคอรัปชั่น ก็รัฐประหารได้เหรอ?

ปัญหาอยู่ที่ความคิดที่ผิด ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ การที่เกิดคอรัปชั่น ซึ่งมันยังเกิดทั่วโลก

ตอบคำถามคุณใบตองแห้ง สมเกียรต

ตอบคำถามคุณใบตองแห้ง
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคุณใบตองแห้งที่ตั้งคำถามหลายข้อที่ผมเองถูกถามบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสอธิบายในวงกว้าง และต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่มีเวลาอ้างอิงข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพราะเขียนจากความจำ ถ้ามีอะไรตกหล่น ก็ขออภัยด้วยครับ ขอจัดกลุ่มคำถามเป็น 6 ข้อและตอบเป็นข้อๆ เลยนะครับ

1. การคิดผลประโยชน์ส่วนเกินกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม

คุณใบตองแห้งตั้งคำถามต่อวิธีการคิดผลประโยชน์ส่วนเกินของคุณสฤณีว่าเป็นอย่างไร เพราะมี 2 กรณี โดยกรณีแรกมีความเสียหายต่อรัฐเป็นศูนย์ อีกกรณีมีความเสียหายกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขัดกันเองหรือไม่?

ก่อนตอบขอบอกก่อนว่า ผมมีความเห็นมานานแล้วว่า การออก พรก. เพื่อเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่รัฐบาลทักษิณกล่าวอ้างในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า พรก. ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่ในทางกฎหมายเราก็ต้องยอมรับว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นที่ยุติและผูกพันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในแง่นี้ พรก. ภาษีสรรพสามิต โดยตัวมันเองจึงไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ในลักษณะที่จะไปไล่เบี้ยจากคุณทักษิณได้ เพราะมันชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาก็คือ การออกมติครม. ที่ตามมา (11 กุมภาพันธ์ 2546) เพื่อยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่ผู้รับสัมปทาน (โดยการอนุญาตให้เอาภาษีไปหักจากค่าสัมปทาน) น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการยกเว้นภาษีแก่ใครบางราย เนื่องจากการออกกฎหมายมาก็เพื่อมุ่งหมายบังคับใช้ทั่วไป ให้ทุกคนต้องเสียภาษีจริง ไม่ใช่ออกกฎหมายแล้ว ภายหลังไม่กี่วันครม. ก็รีบไปยกเว้นให้บางรายไม่ต้องเสียภาษีจริงในทางปฏิบัติ

ถ้า ครม. ทักษิณมีมติให้ทำในสิ่งที่ไม่มีอำนาจทำตามกฎหมาย ก็ต้องเรียกว่า มติครม.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อ พรก. ที่สั่งให้เก็บภาษีชอบด้วยกฎหมาย แต่ มติ ครม. ที่ไม่ให้เก็บภาษีจริง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายต่อรัฐก็คือ ภาระภาษีที่เอกชนได้รับการยกเว้น ไม่สามารถเก็บได้ตาม พรก. นั่นเอง ถ้าคิดอย่างนี้ คุณสฤณีก็คำนวณได้ตัวเลข 3 หมื่นล้านบาท ก็เข้าท่าอยู่นะครับ

อย่างไรก็ตาม หากคิดอีกทางหนึ่งว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ทั้งการออก พรก. และมติครม. ที่ตามมาทั้งหมดล้วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็แปลว่า เราต้องยกเลิกทั้งมติครมและ พรก.ด้วย ในกรณีนี้ผลประโยชน์ส่วนเกินที่ตกกับผู้รับสัมปทานที่เป็นเม็ดเงินโดยตรงจะมีค่าเป็นศูนย์ เพราะไม่ควรมี พรก. แต่ต้นอยู่แล้ว เหลือแต่ผลประโยชน์ทางอ้อมจากการกีดกันการแข่งขัน ซึ่งคำนวณได้ยากตามที่คุณสฤณีเขียนไว้

ผมจึงเห็นว่า คุณสฤณีนั้นรอบคอบดีแล้ว ที่คิดออกมา 2 กรณี แต่ถ้าจะยึดคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลผูกพัน ผมก็คิดว่าควรใช้กรณีที่เกิดผลเสียหายต่อรัฐ 3 หมื่นล้านบาท

2. ภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น?

คุณใบตองแห้งยกตัวเลขว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตทำให้รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะภาษีสรรพสามิตมีผลในการเอาค่าสัมปทานบางส่วนเข้ารัฐโดยตรง แทนที่จะผ่านรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไปหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ก่อน (ดูดไอติม) ปัญหาก็คือ หากคุณทักษิณต้องการเพียงให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ก็มีวิธีที่ดีกว่านั้นที่สามารถทำได้ไม่ยาก นั่นก็คือ การสั่งให้รัฐวิสาหกิจโอนรายได้จากสัมปทานเป็นเงินเข้าคลังโดยตรงเลย โดยไม่ต้องเก็บมาในรูปภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นข้อเสนอของนักวิชาการ 384 คน เมื่อปี 2546 (หลายคนก็เป็นคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย และไม่เอาระบบอำมาตย์ในตอนนี้) และยังสอดคล้องกับข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2545 และแนวทางของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปัจจุบัน (ดูในบทเฉพาะกาลมาตรา 78 ของร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับใหม่)

การที่รัฐบาลทักษิณไม่เลือกวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาแบบนั้น ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น จะไม่ได้ประโยชน์จากการกีดกันการแข่งขันจากรายใหม่ เจตนาเรื่องนี้ชัดเจนมากเพราะวิทยานิพนธ์ วปอ. ของคุณบุญคลี และสมาคมโทรคมนาคมล้วนพูดตรงกันว่า “ข้อดี” ของภาษีสรรพสามิต (ในสายตาของผู้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือ) ก็คือ การทำให้เกิด “การแข่งขันที่เสมอภาค” (level playing field) ซึ่งฟังดูดี แต่จริงๆ แปลว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายเงินให้รัฐ ในระดับใกล้เคียงกับผู้รับสัมปทาน โดยไม่ได้บอกต่อว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่เคยได้รับสิทธิต่างๆ จากรัฐ เหมือนผู้รับสัมปทานอย่างเอไอเอสเคยได้เลย การให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีหน้าที่จ่ายภาษี ทั้งที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่ใช่การสร้าง “การแข่งขันที่เสมอภาค” แต่เป็นการ “กีดกันการแข่งขัน”

ที่คุณใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งทรูและดีแทคไม่เคยโวยว่า พรก. ทำให้เอไอเอสได้เปรียบ ก็ไม่แปลกใจครับ เพราะทั้งสามรายต่างก็ได้เหมือนกัน คือได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนั่นเอง (ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป)

3. มีโอกาสจะเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ได้หรือไม่?

คุณใบตองแห้งถามว่า ผู้ประกอบการรายใหม่จะมาจากไหน เพราะมีข้อโต้แย้งว่า กทช. ไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ไม่ใช่หรือ?

ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีปัญหาว่า กทช. สามารถออกใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ เพราะกฤษฎีกาเคยตีความแล้วว่า กทช. สามารถดำเนินการได้โดยใช้อำนาจตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับปี 2543 แต่เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว จึงเกิดคำถามขึ้น เพราะมาตรา 305 (1) ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับใหม่ภายใน 180 วันหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา (ซึ่งครบไปแล้ว) ในประเด็นนี้ คุณเดชอุดม ไกรฤทธิ์ตีความว่า กทช. หมดอำนาจในการจัดสรรคลื่นไปแล้ว เพราะกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฉบับปี 2543 สิ้นสภาพไปแล้ว และยังไม่มีกฎหมายใหม่ ในขณะที่ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ บอกว่า กทช. ยังมีอำนาจในการจัดสรรคลื่นอยู่

สรุป ก็คือแม้ปัจจุบันจะมีประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจ กทช. ก็ตาม ในระหว่างปี 2546 ที่มีการออก พรก. ภาษีสรรพสามิต มาจนถึงกลางปี 2551 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลา 180 วันหลังรัฐบาลสมัครแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งมีระยะเวลากว่า 5 ปี กทช. สามารถออกใบอนุญาตโทรศัพท์มือได้อย่างแน่นอน โดยหลักการแล้ว จึงอาจมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นได้

ปัญหาก็คือ ทำไมไม่มีรายใหม่เกิดขึ้นจริง? จริงๆ ก็มีนะครับคือ บริษัทไทยโมบายล์ แต่รายนี้ก็อ่อนแอเกินไป ที่จะเบียดแทรกเข้ามาในตลาด และยังถูกบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันจากภาษีสรรพสามิตอีกด้วย เพราะตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ก็ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตไปประมาณ 1 พันล้านบาทแล้ว (เห็นไหมครับว่าภาษีสรรพสามิตกีดกันการแข่งขัน)

อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ ทำไมไม่มีรายใหม่ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้จริงๆ? คำตอบก็คือ หนึ่ง นักลงทุนต่างประเทศยังเจ็บตัวอยู่ เพราะเพิ่งพ้นยุคฟองสบู่ไอทีแตกในปี 2544 มาไม่นาน ทำให้ไม่มีเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศไทย และ สอง มีอุปสรรคจากการถูกกีดกันจากภาษีสรรพสามิตนั่นเองครับ
ถ้าย้อนไปดูข้อมูลอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทยดูก็จะพบว่า ในปี 2546 ที่มีการออก พรก. ภาษีสรรพสามิต มีคนใช้โทรศัพท์มือถือเพียงประมาณ 33 คนต่อประชากร 100 คน แต่กว่า จะมีการเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตจากโทรศัพท์มือถือในปี 2550 (สมัยรัฐบาลสุรยุทธ์) อัตราการใช้โทรศัพท์มือถือก็สูงถึงประมาณ 85 คนต่อประชากร 100 คน หรือตลาดจวนอิ่มตัวไปแล้ว และในปัจจุบันอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือก็สูงเกิน 100% ไปแล้ว (เพราะ 1 คนมี หลายเบอร์)

การมีภาษีสรรพสามิต จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการกีดกันไม่ให้รายใหม่เข้าตลาดในช่วงตลาดกำลังเติบโตสูง และจนถึงตอนนี้ตลาดก็อิ่มตัวจนไม่เหลือลูกค้าให้รายใหม่เข้ามาทำตลาดอีกแล้ว รายเดิมทั้งสามรายจึงน่าจะครองตลาดไปอีกนาน และได้ประโยชน์จากการไม่ต้องแข่งกันลดราคามากกว่าที่เป็นอยู่ (ถ้ากฎกติกาดี และกทช. ทำงานเข้มแข็ง โทรศัพท์มือถือยังลดราคาได้อีกนะครับ)

สาม อีกเหตุผลที่ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่ก็คือ การที่ในช่วงนั้น เรามีนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ผมเคยถามนักวิเคราะห์ต่างชาติที่มาคุยด้วยว่า เขาคิดว่า จะมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาทำโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยหรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่มีนักลงทุนต่างชาติที่ไหนจะโง่พอที่จะเข้ามาทำธุรกิจ แข่งกับนายกรัฐมนตรีของประเทศเจ้าบ้านหรอก” เพราะแม้จะมี กทช. ซึ่งออกใบอนุญาตให้ทำได้ แต่เมื่อจะปักเสา พาดสาย ขุดท่อ ฯลฯ เพื่อวางโครงข่าย ก็ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น เห็นหรือยังครับว่า ธุรกิจนี้เกี่ยวกับอำนาจรัฐขนาดไหน?

4. ค่าสัมปทาน พรีเพด กับค่าเชื่อมโยงโครงข่าย

มีข้อสงสัยว่า การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสเกิดขึ้นหลังจากที่ดีแทคและทรูมูฟไปขอลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายของบริการพรีเพดเมื่อปี 2544 ไม่ใช่หรือ และถ้าใช่ก็แปลว่า การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสสมเหตุสมผลใช่หรือไม่?

เป็นความจริงครับที่ การลดค่าสัมปทานพรีเพดของเอไอเอสเกิดขึ้นหลังจากดีแทคและทรูมูฟได้ลดค่าเชื่อมต่อเครือข่าย แต่จะสมควรให้เอไอเอสลดค่าสัมปทานพรีเพดหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องแยกเรื่องสัมปทานกับเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายออกจากกัน เพราะสัญญาสัมปทานนั้นเป็นเงื่อนไขที่แต่ละรายได้มาจากผู้ให้สัมปทาน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามที่ทั้งสองฝ่ายสมัครใจไปตกลงกันมา โดยในปัจจุบันเหลือไม่กี่ประเทศแล้วที่ใช้ระบบสัมปทานแบบไทย ส่วนเรื่องเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นหลักสากล แม้ในต่างประเทศ ซึ่งใช้ระบบใบอนุญาต (ไม่ใช่ระบบสัมปทาน) ก็ยังต้องมีกฎการเชื่อมต่อโครงข่าย โดยมีหลักว่า การคิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายต้องคิดตามต้นทุน และไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ประกอบการแต่ละราย

ข้อเท็จจริงก็คือ ทีโอที ได้เลือกปฏิบัติให้ เอไอเอส ได้เปรียบคู่แข่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยไม่คิดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างกัน แต่คิดค่าเชื่อมต่อจากดีแทคและทรูมูฟในอัตราที่สูง ซึ่งน่าจะขัดกับกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม (มาตรา 25) การที่ดีแทคและทรูมูฟไปขอลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะเป็นการขอความเท่าเทียมตามกฎหมาย และไม่ควรเป็นเหตุผลให้ เอไอเอสเอามาอ้างขอลดค่าสัมปทานพรีเพดไปด้วย เพราะเงื่อนไขตามสัมปทานนั้นเป็นความสมัครใจของเอไอเอสเอง

ในประเด็นผลต่ออัตราค่าบริการที่เก็บจากผู้บริโภคที่คุณใบตองแห้งยกมานั้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะเมื่อดีแทคและทรูมูฟได้เงื่อนไขการเชื่อมต่อโครงข่ายที่ดีขึ้น ก็จะสามารถลดราคาลงมาได้และบีบให้เอไอเอสต้องลดราคาลงมาแข่งโดยไม่ต้องมีการลดค่าสัมปทานพรีเพดเลย การลดสัมปทานพรีดเพดจึงเป็นการให้ “แต้มต่อ” แก่เจ้าตลาดที่ได้เปรียบอยู่แล้ว และผลประโยชน์ส่วนนี้ก็มากมาย เหมือนที่คุณสฤณีคำนวณไว้

5. การส่งเสริมการลงทุนไอพีสตาร์

คุณใบตองแห้งถามว่า ควรอธิบายอย่างไรว่า ทำไมดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่สมควรได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐ ส่วนหนึ่งคุณสฤณีก็ตอบแล้ว เรื่องประสิทธิภาพของไอพีสตาร์ที่เหนือกว่าดาวเทียมอื่น แต่ถ้าจะให้ผมอธิบายเพิ่มอีกก็คือ การส่งเสริมการลงทุนในโครงการนี้ไม่จำเป็น เพราะชินแซทมีหน้าที่ตามสัญญาสัมปทานอยู่แล้วในการต้องยิงดาวเทียม (ไม่ยิงดาวเทียมขึ้นก็ผิดสัญญา ถูกยกเลิกได้) ทำไมรัฐจะต้องให้เงินเป็นหมื่นล้านมา “ส่งเสริม” ให้ผู้รับสัมปทานต้องทำในสิ่งที่เขามีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว (เหตุผลอื่นๆ เขียนอยู่ในบทความของผมใน “รู้ทันทักษิณ” เล่ม 1 ครับ)

6. กรณีเงินกู้พม่า

คุณใบตองแห้งถามว่า ถ้าเอ็กซิมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ รัฐบาลพม่าจะยังซื้อของชินแซทอยู่หรือไม่ และถ้าจะซื้อของชินแซทหรือของสามารถ ประเทศชาติก็ไม่ได้เสียหายไม่ใช่หรือ?

ในเรื่องนี้ ถ้าศึกษาสัญญาเงินกู้ให้ดีจะพบว่า สามารถ ดีแทคหรือทรู รายไหนก็ไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันเสนองานต่อรัฐบาลพม่าหรอกนะครับ เพราะสัญญาเงินกู้เขียนว่า พม่าจะต้องซื้อ “บริการสื่อสารความเร็วสูงผ่านดาวเทียม” (broadband satellite) ซึ่งในประเทศไทยตอนนั้นมีเฉพาะชินแซทเท่านั้นที่ให้บริการ (อย่างนี้เรียกว่า ล็อกสเป็คหรือเปล่าครับ?) คำถามของผมก็คือ ทำไมรัฐจะต้องเอาเงินภาษีประชาชน (ในรูปของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ไปอุดหนุนเอกชนรายใดรายหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงครับ หรือเพียงเพราะว่าเอกชนรายนั้นเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี?

คุณใบตองแห้งคงได้ข้อมูลไปถกเถียงกับเพื่อนของคุณต่อนะครับ สวัสดีครับ

ผมเชื่อมั่นความจริงใจของสฤณีใ

ผมเชื่อมั่นความจริงใจของสฤณีในการพยายามตรวจสอบทักษิณ เพราะเห็นคุณทำมานานแล้ว และเพราะเชื่อมั่นในจิตใจข้างในลึก ๆ จึงพยายามบอกและวิจารณ์มาจนถึงตอนนี้

การที่เรายอมรับคดีนี้จะส่งผลในระยะยาว มันเป็นการสนับสนุนวิธีคิดที่ทำรัฐประหารโดยอ้างคอรัปชั่นโดยตรง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่รู้ครั้งที่เท่าไรแล้วในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของเราที่ทหารทำรัฐประหารโดยอ้างคอรัปชั่น มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วแต่ละครั้งปัญญาชนก็โดนดึงให้มาถกเถียงอยู่กับประเด็นที่ว่านายกฯคนนั้นคอรัปชั่นจริงเท็จแค่ไหน มากน้อยแค่ไหน เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้ง ข้ออ้างเดิม ๆ แล้วทหารก็ทำรัฐประหารอีก สังคมของเราเวียนวนกับสิ่งนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

เราต้องตัดวงจรนี้ให้ขาด เราต้องปฏิเสธมันอย่างเด็ดขาด เราต้องไม่ยอมลงให้กับข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น และเราต้องถือว่าการทำรัฐประหารนั้นเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าความผิดอื่น เพราะมันทำลายระบอบที่เราเลือกมาใช้ในการอยู่ร่วมกัน

การคอรัปชั่นนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่การทำรัฐประหารไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย แต่มันคือการทำลายกฎหมาย ผลสะเทือนมันใหญ่หลวงกว่ากันมาก

ระบอบประชาธิปไตยคือวิธีที่เราเลือกแล้วที่จะใช้ในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าเราปล่อยให้หลักการของสิ่งที่เราเลือกแล้วว่านี่คือวิธีที่เราจะอยู่ร่วมกันถูกทำลาย แล้วเราจะเหลืออะไร ทำผิดกฎหมาย คอรัปชั่น อย่างน้อย "วิธีการอยู่ร่วมกัน" ยังอยู่ เราพัฒนาให้มันดีขึ้นได้ แต่ถ้า "วิธีการที่จะอยู่ร่วมกัน" ถูกทำลาย เราจะอยู่ร่วมกันต่อไปได้อย่างไร

คนที่มองว่าคดีนี้ไม่มีความชอบธรรมีเป็นล้าน ๆ พวกเขาไม่มีวันยอมรับคดีนี้ และพวกเขามีสิทธิเต็มที่ ๆ จะไม่ยอมรับ เพราะคดีนี้ดำเนินมาด้วยวิธีการที่ผิด เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกให้เขาเชื่อ เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกว่าเขาโง่ เพราะคดีนี้มันไม่มีความชอบธรรมในตัวเอง แล้วเราจะอยู่ร่วมกันต่อได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ยอมรับวิธีการในการอยู่ร่วมกัน เราไม่ยอมรับกติกาในการอยู่ร่วมกัน บ้านเมืองก็จะยิ่งแตกเป็นเสี่ยง ๆ มันไม่ได้แตกเพราะคนเสื้อแดงลุกขึ้นสู้ แต่มันแตกเพราะความชอบธรรมถูกทำลาย วิธีการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมตามกติกาที่เราเลือกถูกทำลาย และถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ ปัญญาชนไม่ว่าจะระดับไหนต้องออกมาปกป้องหลักการก่อน เราต้องช่วยกันประคับประคองวิธีการที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน คดีนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะได้มาด้วยการทำลายระบอบทั้งระบอบ ทำลายกติกาที่เราให้คำมั่นสัญญาต่อกันในการอยู่ร่วมกัน ต่อไปจะไม่มีใครเคารพกฎเกณฑ์ใด และไม่มีใครมีความชอบธรรมจะอ้างกติกาใด เพราะเราปล่อยให้มันถูกทำลายจนไม่มีเหลือ

สฤณีลองมองดูสิ เอาเฉพาะในแวดวงนักเขียนปัญญาชน มีกี่คนที่ออกมาปกป้องหลักการของประชาธิปไตย

ผมเชื่อมั่นความจริงใจของสฤณีใ

ผมเชื่อมั่นความจริงใจของสฤณีในการพยายามตรวจสอบทักษิณ เพราะเห็นคุณทำมานานแล้ว และเพราะเชื่อมั่นในจิตใจข้างในลึก ๆ จึงพยายามบอกและวิจารณ์มาจนถึงตอนนี้

การที่เรายอมรับคดีนี้จะส่งผลในระยะยาว มันเป็นการสนับสนุนวิธีคิดที่ทำรัฐประหารโดยอ้างคอรัปชั่นโดยตรง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่รู้ครั้งที่เท่าไรแล้วในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของเราที่ทหารทำรัฐประหารโดยอ้างคอรัปชั่น มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วแต่ละครั้งปัญญาชนก็โดนดึงให้มาถกเถียงอยู่กับประเด็นที่ว่านายกฯคนนั้นคอรัปชั่นจริงเท็จแค่ไหน มากน้อยแค่ไหน เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้ง ข้ออ้างเดิม ๆ แล้วทหารก็ทำรัฐประหารอีก สังคมของเราเวียนวนกับสิ่งนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

เราต้องตัดวงจรนี้ให้ขาด เราต้องปฏิเสธมันอย่างเด็ดขาด เราต้องไม่ยอมลงให้กับข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น และเราต้องถือว่าการทำรัฐประหารนั้นเป็นความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าความผิดอื่น เพราะมันทำลายระบอบที่เราเลือกมาใช้ในการอยู่ร่วมกัน

การคอรัปชั่นนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่การทำรัฐประหารไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย แต่มันคือการทำลายกฎหมาย ผลสะเทือนมันใหญ่หลวงกว่ากันมาก

ระบอบประชาธิปไตยคือวิธีที่เราเลือกแล้วที่จะใช้ในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าเราปล่อยให้หลักการของสิ่งที่เราเลือกแล้วว่านี่คือวิธีที่เราจะอยู่ร่วมกันถูกทำลาย แล้วเราจะเหลืออะไร ทำผิดกฎหมาย คอรัปชั่น อย่างน้อย "วิธีการอยู่ร่วมกัน" ยังอยู่ เราพัฒนาให้มันดีขึ้นได้ แต่ถ้า "วิธีการที่จะอยู่ร่วมกัน" ถูกทำลาย เราจะอยู่ร่วมกันต่อไปได้อย่างไร

คนที่มองว่าคดีนี้ไม่มีความชอบธรรมีเป็นล้าน ๆ พวกเขาไม่มีวันยอมรับคดีนี้ และพวกเขามีสิทธิเต็มที่ ๆ จะไม่ยอมรับ เพราะคดีนี้ดำเนินมาด้วยวิธีการที่ผิด เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกให้เขาเชื่อ เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกว่าเขาโง่ เพราะคดีนี้มันไม่มีความชอบธรรมในตัวเอง แล้วเราจะอยู่ร่วมกันต่อได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ยอมรับวิธีการในการอยู่ร่วมกัน เราไม่ยอมรับกติกาในการอยู่ร่วมกัน บ้านเมืองก็จะยิ่งแตกเป็นเสี่ยง ๆ มันไม่ได้แตกเพราะคนเสื้อแดงลุกขึ้นสู้ แต่มันแตกเพราะความชอบธรรมถูกทำลาย วิธีการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมตามกติกาที่เราเลือกถูกทำลาย และถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ ปัญญาชนไม่ว่าจะระดับไหนต้องออกมาปกป้องหลักการก่อน เราต้องช่วยกันประคับประคองวิธีการที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน คดีนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะได้มาด้วยการทำลายระบอบทั้งระบอบ ทำลายกติกาที่เราให้คำมั่นสัญญาต่อกันในการอยู่ร่วมกัน ต่อไปจะไม่มีใครเคารพกฎเกณฑ์ใด และไม่มีใครมีความชอบธรรมจะอ้างกติกาใด เพราะเราปล่อยให้มันถูกทำลายจนไม่มีเหลือ

สฤณีลองมองดูสิ เอาเฉพาะในแวดวงนักเขียนปัญญาชน มีกี่คนที่ออกมาปกป้องหลักการของประชาธิปไตย

อะไรกันนักหนาคนพวกนี้

อะไรกันนักหนาคนพวกนี้ ตลอดชีวิตคงหาเงินไม่ได้แบบเขาหรอก ต่อให้โกงกว่าเขาก็เถอะ แก่แล้วสมองความจำเลื่อม ไทนอนรอหลุมที่บ้านพักคนชราดีกว่าน่ะ หรือไม่เดียวไปล้างไปช้าให้ เลือกหลุมได้เลยว่าจะลงหลุมไหน

อันดับแรกเลย คุณต้อง

อันดับแรกเลย คุณต้อง "คลี่คลายปมความอยุติธรรม" ในใจของตัวเองก่อน

ไม่ใช่ตรรกะของผมซักหน่อย

ไม่ใช่ตรรกะของผมซักหน่อย แต่เป็นตรรกะเบื้องต้นในระบอบประชาธิปไตยครับ

...ลื่นไหลเก่งมากเลยนะ เอาเถอะ ผมไม่ด่าไม่ว่าแบบอ.สมศักดิ์หรอก

แต่ให้คุณไปอ่านดีๆ คิดดีๆ ในกระทู้ความเห็นของวาด รวี ข้างล่าง เป็นเรื่องซีเรียส ที่ต้องคิด เค้าสื่อเป็นภาษาอ่านได้เข้าใจง่ายกว่าผม

คิดให้ดี ตรองให้ดี สิ่งที่ทำ ส่งเสริม หรือทำลาย ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้บอกว่างานค้นคว้าข้อมูลคุณผิด

แต่บอกว่าการยอมรับอำนาจของการพิจรณาคดีนี้ เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ที่คุณกำลังทำ

ผมรู้นะว่าคุณรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่มีที่ลงของการกระทำที่ทำไปแล้ว

แต่ดูจากที่คุณตอบกระทู้คุณวาด รวี ในอันแรกแล้ว ....ผมคงหวังอะไรยากยิ่งนัก

โปรดอย่าแสดง

โปรดอย่าแสดง ความเห็นแบบนี้บ่อยครั้งเลย
น่าเบื่อและเสียหายต่อ PAD ที่ดีๆ ก็มี
สิ่งที่เขียนออกมาบ่งบอกตัวตนอยู่แล้ว

คุณสมเกียรติ สิ่งที่พวกคุณทำก

คุณสมเกียรติ
สิ่งที่พวกคุณทำกัน ไม่ว่าจะเจตนาใดก็ตาม ทำให้ ภาพลักษณ์ของ TDRI เสื่อมคุณค่าลงไปเยอะมาก
โดยเฉพาะการรับตำแหน่งทางการเมืองที่ไปรองรับคณะรัฐประหาร
ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้วว่า พวกคุณทำอะไรไว้
เสียดายองค์กรที่เคยภาพลักษณ์ที่ดี ที่เคยส่งเสริมให้มีการจ้าง TDRI
ทำงานวิจัยหลายเรื่องที่สำคัญต่ออประเทศ
หลังจากที่กลุ่มพวกคุณก้าวเลยจากบทบาทของนักวิชาการ
ทำให้นักวิจัยที่มีคุณภาพหายไปเยอะ งานก็เน้นเฉพาะตามที่กลุ่มต้องการ

สิ่งที่ทำไว้ จะถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง จะเชิดชูหรือด่าว่าก็จะได้เห็นอีกไม่นาน
รังเกียจ พวกรับใช้คณะรัฐประหาร

ดูเหมือนมีคนที่หวังดีต่อ สฤณี

ดูเหมือนมีคนที่หวังดีต่อ สฤณี หลายๆคน

เพียงแต่จะรับรู้หรือไม่

ขอเพียงยึดหลักการใหญ่ เพื่อประชาชน
อย่าให้ใครถือปืนมาปล้น ทำรัฐประหารประเทศเรา
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลที่จะใหญ่เพียงฟ้าหรือไม่

เห็นถามอยู่นั่นแหละ

เห็นถามอยู่นั่นแหละ นึกว่าไม่มีใครตอบได้หรือไง ถ้ามีคนฆ่าบุพการีเราตาย มีการรัฐประหาร แต่งตั้งผบตร.คนใหม่ คดีนี้ไม่เป็นโมฆะ เพราะการรัฐประหารนั้นไม่มีจุดมุ่งหมายไปที่คดีของบุพการีเรา แต่เรื่องทักษิณมันต่างกัน ทักษิณเป้นนายก การรัฐประหารมีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างนายก(ที่มาจากการเลือกตั้ง) การรัฐประหารนั้นจึงไม่ชอบธธรรม เพราะมีจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารของรัฐ ไม่ใช่ตาสีตาสาอย่างบุพการีของเรา เข้าใจรึยัง คนสมองฝ่อแล้วคิดว่าฟู

1. มี "กระบวนการยุติธรรม"

1. มี "กระบวนการยุติธรรม" ที่ไหนในโลก เริ่มต้น ตามใจชอบ แบบสฤณี คือ บทอยากจะบอกว่า "เริ่มต้นที่ศาล" ก็ถือว่า อะไรก่อนหน้านั้น ไมใช่ กระบวนการยุติธรรม

คนที่เคยอยู่อเมริกา แต่แกล้งโง่บัดซบเช่นนี้ แสถงว่า ไม่มีคุณธรรมแท้จริง เป็นคนหลอกลวงปลิ้นปล้อน

ในอเมริกา ที่เขาเน้น ให้ตั้งแต่ ตำรวจจะจับใคร (ก่อนตั้งข้อหาด้วยซ้ำ) ให้อ่านคำเตือน (miranda) ก็เพราะ ถือหลักการ ที่ประเทศอารยะทั้งหลาย ควรถือ คือ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ รัฐ เริ่มกล่าวหาใคร นั่นคือ การเริ่มต้น ของกระบวนการยุติธรรม ที่จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดทุกขั้นตอน หากไม่ปฏิบัติ ต้องถือว่า เรื่องทั้งหมดเป็นโมฆะ

2. คมช เป็นอาชญากรที่มีความผิดระดับประหารชีวิต ไม่มีสิทธิใดๆทั้งสิ้นในการใช้อำนาจรัฐ ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง คตส. หรือ แม้การอายัติทรัพย์ทักษิณ (หรือของใครก็ตาม)

สฤณียอมรับ อำนาจของ คมช. ในการตั้ง คตส. ในการอายัติทรัพย์ ยอมรับกระบวนการที่ รัฐประหารสร้างขึ้น นั่นคือ สฤณีทำตัวเป็นทาส ยอมรับใช้การรัฐประหาร (ที่ผมใช้ metaphor ว่า กินขี้)

ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร ก็ไม่สามารถเถียงประเด็นนี้ได้ ไม่ว่าจะบิดเบือนอย่างไร ก็ไม่สามารถปกปิดได้ในการทำตัวเป็นทาสให้ร้ัฐประหาร

3. ยิ่งถ้ามองถึงบทบาทโดยทั่วไป ในภาพกว้างออกไป สฤณีเคยออกมารณรงค์เรียกร้องให้ จับ คมช. มาลงโทษหรือ?

เช่นเดียวกับ ปัญญาชน ดัดจริตร่วมสมัยจำนวนมาก คนเหล่านี้ เบื้องหน้า อำนาจอาชญกรรัฐ ที่ทำผิดระดับประหารชีวิต ก็ยอมอ่อนข้อ เลียตีน กินขี้ให้

4. การรัฐประหารประสบความสำเร็จได้ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ก็เพราะมีคนแบบนี้ ที่มือถือสากปากถือศีล ปากว่าตาขยิบ ยินดีรับใช้การรัฐประหาร ยอมรับอำนาจที่รัฐประหารทำ และทำหน้าที่ เป็น "โฆษก" ทางปัญญา ให้กับรัฐประหาร

5. อันที่่จริง ดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า "ระบบยุติธรรม" ที่ปล่อยให้ อาชญกรรัฐ ระดับ ตมช. สามารถ ลอยนวลได้ ไมใช่ ระบบยุติธรรมอีกต่อไป

เช่นเดียวกับคดีอย่าง สวรรคต หรือ 6 ตุลา การที่ "ศาล" ยอม "รับเรื่อง" จากกลไก ที่อาชญากรรัฐ สร้าง ขึ้น วิญญูชน ต้องตั้งคำถามว่า จะถือว่า เป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ของ "ศาล" จริงหรือ? จะเรียกว่า เป็น "ศาล" ในระบบยุติธรรม ที่สามารถตัดสินตามหลักการของ "กระบวนการยุติธรรม" ได้หรือ?

(ที่เขียนนี้ เขียนอย่างตระหนักถึงกฎหมายลักษณะเดียวกับ ม.112)

6. การ "อวยกันไปอวยกันมา" ในหมู่ปัญญาชน แม้แต่ในกรณี ใบตองแห้ง นี้ เป็นเพียงการสะท้อน ลักษณะ อภิสิทธิ์ชน ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ที่ในหลายปีนี้ ช่วยกันสร้างบรรยากาศทางภูมิปัญญา ที่รับใช้อำนาจมืด ที่ไม่อยู่ในความควบคุมของสาธารณะ ภายใต้ข้ออ้างของการเล่นงาน อำนาจการเลือกตั้ง

คนอย่างคุณ มี "ตรรกะ"

คนอย่างคุณ มี "ตรรกะ" ด้วยหรือ? มีตรงไหน

ไม่เคยเถียง "ตรรกะ" เรือ่ง รัฐประหาร และ กระบวนการยุติธรรมได้เลย

ไม่ว่าที่นี้ หรือที่ไหน แม้แต่กับเด็ก ปีสอง ก็ยังเถียงไม่ได้

น่าสมเพช ที่การศึกษาระดับนี้แล้ว ไม่มีมโนธรรมละอายใจตัวเองในเรือ่ง นี้เลย

(พวกเสื้อเหลือง ที่ประกาศไปเลยว่าสนับสนุนการรัฐประหาร ย้งน่า "นับถือ" กว่าการปลิ้นปล้อนแบบนี้)

เรียนถามคุณสมเกียรติ

เรียนถามคุณสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
กานดา นาคน้อย
http://www.krannert.purdue.edu/faculty/knaknoi/

1. ถ้าเอไอเอสผิดด้วยข้อหากีดกันผู้ประกอบการรายใหม่และกีดกันการแข่งขัน ทรูและดีแทคก็น่าจะผิดด้วยใช่ไหมคะ

ข้อหานี้เป็นข้อหาในคดี antitrust ที่คุณสฤณีปฎิเสธข้างบนว่าไม่อยู่ในกรอบการวิเคราะห์ ดิฉันคิดว่าจุดนี้แหละที่เป็นจุดอ่อนของการวิเคราะห์ของคุณสฤณี ซึ่งอ้างอิงงานของคุณสมเกียรติ ถ้าคุณไม่เอาทรูและดีแทคมาขึ้นศาลด้วยข้อหาเดียวกัน ก็แปลว่าทรูและดีแทคได้ผลประโยชน์จากการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอะไรให้รัฐเหมือนเอไอเอส และจุดนี้ทำให้คุณสฤณีปฎิเสธไม่ได้ว่างานเขียนของคุณมีการเมืองแอบแฝง ตราบใดที่คุณไม่ดึงทรูและดีแทคมาพิพากษาข้อหานี้ด้วย ข้อหานี้ก็เป็น"สองมาตรฐาน" ถ้าคุณอยากนำเสนองานคุณตามหลักการเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ คุณต้องเอาทรูและดีแทคเข้ามาคำนวณด้วย ใน"กรอบ"ที่คุณนำเสนอมาก็คำนวณได้ด้วยมาตรฐานเดียวกะที่คุณคำนวณกะเอไอเอสนั่นแหละค่ะ แค่เปลี่ยนราคาเปลี่ยนส่วนแบ่งตลาด

2. ถ้าคำนวณ cost ที่เอไอเอสทำผิดก็ต้องคำนวณ cost ในการตามจับเอไอเอสมาขึ้นศาลด้วย ถึงจะรู้ว่าจับมาแล้วได้ผลประโยชน์สุทธิเท่าไร ตอนพันธมิตรปิดสนามบินเคยอ่านนสพ.ออนไลน์พบว่าสถาบันวิจัยกสิกรไทยประเมินค่าเสียหายไว้ 200,000 ล้านบาท หักลบกะเงินที่จะยึด 76,000 ล้านบาท ผลกำไรสุทธิติดลบ -124,000 ล้านบาท ถ้าคิดว่าการตามเก็บเงินเอไอเอสจะก่อประโยชน์ระยะยาวต่อประเทศไทยเพราะช่วยส่งเสริมการแข่งขัน ก็ต้องมาคำนวณกันว่าต้องแข่งขันกันจนราคามือถือลดลงเหลือนาทีละกี่สตางค์ไปอีกกี่ปีถึงจะคุ้ม

3. อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีการแข่งขันน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นจริงหรือ

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์

มองเผินๆ ถ้านับแค่จำนวนผู้ประกอบการก็อ้างได้ว่ามีการแข่งขันกว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่"ดัชนี"การแข่งขันนั้นมีมากกว่าจำนวนผู้ประกอบการ ทีดีที่สุดคือเปรียบเที่ยบส่วนต่างราคาสินค้าในตลาดต่างๆ เพราะดัชนี้นี้เป็นตีชี้วัดว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์เท่าไร ด้วยดัชนีนี้ ราคารถยนต์ไทยเทียบกับราคารถยนต์รุ่นเดียวกันที่ญี่ปุ่นหรือสหรัฐนั้น สูงกว่าส่วนต่างในค่าใช้มือถือมากมาย

ตอบอาจารย์กานดานะคะ -- 1.

ตอบอาจารย์กานดานะคะ --

1. อย่าลืมว่าตามข้อกฎหมาย อัยการในคดีนี้ไม่ได้กล่าวหาเอไอเอสนะคะ แต่กล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับตัวเอง จน "ร่ำรวยผิดปกติ" จริงอยู่ที่ในบางกรณี เช่น ลดภาษีสรรพสามิต มาตรการนั้นก็ทำให้คู่แข่งได้ประโยชน์ด้วย (ในแง่กีดกันรายใหม่) แต่ไม่ได้แปลว่าคู่แข่ง "ผิดกฏหมาย" ถูกไหมคะ

2. ประเด็น "เอื้อประโยชน์" ในคดีนี้เป็นเรื่องของ "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน" มากกว่า "อำนาจผูกขาด" หรือ "ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับ" ค่ะ เราน่าจะจับตรงนี้ให้ชัดก่อน ตัวอย่างง่ายๆ คือ สมมุติว่ามีพ่อค้า 3 คน ทำธุรกิจเดียวกัน คนหนึ่งได้สิทธิประโยชน์จากรัฐมากกว่าพ่อค้าอีก 2 คน ตรงนี้ก็ผิดฐานเอื้อประโยชน์แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปคำนวณด้วยซ้ำว่าผู้บริโภคหรือสังคมได้รับประโยชน์ "สุทธิ" เท่าไร (แต่ตามสามัญสำนึก ประโยชน์ใดๆ ก็ตามที่มาจากการ "เอื้อประโยชน์" ก็มาจากการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการแข่งขันตามกลไกตลาด)

สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่พี่คิดว่

สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่พี่คิดว่าสมควรทำ ตาม "หลักการ" คืออะไรเหรอคะ? คือขั้นตอนเหล่านี้หรือเปล่า

1. ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
2. เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใหม่
3. ฟ้องคณะรัฐประหารขึ้นศาล
4. สรรหา ปปช. ใหม่
5. ฟ้องทักษิณใหม่ในข้อหาเดิม

ถ้าเป็นอย่างนี้สนับสนุนค่ะ แต่ถ้าหมายถึงแค่ 1-4 ก็ไม่เห็นด้วย เพราะประเทศที่ยกเว้นไม่ให้อดีตนายกฯ ที่มีมูลความผิดว่าซุกหุ้น คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ฯลฯ ต้องขึ้นศาลในคดีนี้เลยตลอดชีวิต เพียงเพราะชุดพนักงานสอบสวนที่ทำคดีมีที่มาจากรัฐประหาร ก็ไม่คิดว่าเป็นประเทศที่มี "นิติรัฐ" ตามหลักประชาธิปไตยเหมือนกัน

ไม่เป็นไรครับ

ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องรีบ

เพราะข้อมูลที่ว่า ผมว่า พธม. ทุกคนน่าจะทราบจาก Astv แล้วล่ะ เพียงแต่ผมอยากย้ำเตือนเท่านั้น

ขอสอดตอบคุณกานดา

ขอสอดตอบคุณกานดา มั่งฮี่

อยากตำหนิคุรกานดาหลายๆ อย่าง แต่เด๋วโดนด่าว่าหยาบคายอีก (แต่จริงๆ ก้ไม่ได้สนน่ะนะ แต่ไม่อยากทำลายบรรยากาศ อิอิอิ)

1. คำถามข้อนี้ผิด เพราะ AIS ไม่ได้ทำผิด แต่คนที่ทำผิดคือทักษิณ ในข้อหา Abuse of Power นั่นคือใช้อำนาจออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องของตน

ซึ่งการออกนโยบายนั้นจะบังเอิญไปเอื้อประโยชน์ให้ ทรู ดีแทค 2 บริษัทนี้ก็ไม่ผิด เพราะแม้แต่ AIS ก็ไม่ผิด เพราะคนที่ผิดคือ นายกฯ ทักษิณ และ ครม. ที่อนุมัติ หรือคนที่ใช้อำนาจอย่างผิดๆ

อย่าสับสนครับ (แต่ผมดันสังหรณ์ลึกๆ ว่าคุณกานดาตั้งใจตะแบงถามมาเพื่อให้ประเด็นมันเพี้ยนไปเอง หรือ แกล้งโง่ นะแหละ)

2. ส่วนประเด็นข้อ 2 นี่ เขาขั้น Idiot ไปเลย เพราะมันไม่เกี่ยวกัน แต่คุรกานดาก็ตั้งใจจะแถลากเอามาแปะให้พธม. มีส่วนร่วมด้วยจนได้ ซึ่งก็คล้ายๆ ข้อหนึ่ง คือ แกล้งโง่ แต่ข้อนี้ยิ่งเกรียนกว่าข้อ 1. คิดเป็น 7.25 เท่า (โดยประมาณ อิอิอิ)

ที่สำคัญ มันเอาสมองส่วนไหน หรือเอาอะไรคิด (ถ้าเป็นปกติผมจะถามตรงกว่านี้นะ แต่นี่ลดราคาให้ อิอิอิ) ถึงคิดออกมาได้แบบนี้ เพราะคดีนี้ ปปช. เขาก็รับลูกต่อจาก คตส. แล้วส่งฟ้อง ดดย พธม. ไม่ได้เกี่ยวไรด้วยเลย

ซึ่งเรื่องนี้ประเด็นที่น่าถามมากกว่าก็คือ การใช้อำนาจโดยทุจริตแบบนี้ ทำให้ ทีโอที สูญเสียรายได้ไปเท่าไร? มากกว่า เพราะความเสียหายตรงนี้ทำให้สถานะทางการเงินของ ทีโอที ที่ควรจะมีรายได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ถูกลดค่าสัมปทาน กลยเป็น กิจการที่ทุกวันนี้ฐานะทางการเงินไม่มั่นคง ซึ่งความเสียหายตรงนี้ ในอนาคตน่าจะเป็นหนึ่งในหลายคดีที่จะตามมาเพื่อ เช็คบิล ทักษิณ

ทำไมคุณกานดาถึงไม่คิดถึงประเด็นนี้

3. ประเด็นการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม

มีการแข่งขันหรือไม่? ให้ตอบโดยถูกต้องไม่ได้ เพราะตลาดนี้เข้าเขตตลาดใกล้วายแล้ว นั่นคือ ถ้า 3G ออกมา โทรมือถือเดิมก็คงเข้าสู่ภาวะดาวอับแสง

ราคา ที่ใช้ในตลาดโทร. มือถือ ทุกวันนี้จึงเป็นราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ไม่น่าจะเป็นราคาที่แข่งขันสมบูรณ์

แต่ก็ไม่น่าเอามาถามอีกเช่นกัน เพราะแสดงกึ๋นคนถามได้อย่างดี

อ้ะ ขอแทรกแค่นี้แหละ

ใครหมั่นไส้ ก็ ว่ามา อย่าได้แคร์ (อิอิอิ ใช้สำนวนวายรู่นนนนน หน่อยนิ)

ตอบคุณสฤณี 1.

ตอบคุณสฤณี

1. ก็วนกลับมาที่เดิม เพราะคุณไม่ยอมตีความว่า"ผู้ได้รับผลประโยชน์"จน"ร่ำรวยผิดปกติ"นั่นร่วมผู้ถือหุ้นทรูและดีแทคด้วย "ร่ำรวยปกติ"นี่คุณเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน "ปกติ"คืออะไร คุณเอาบรรทัดฐานของความ"ร่ำรวยปกติ"ไปวัดผู้ถือหุ้นเอไอเอส แต่คุณไม่เอามาตรฐานเดียวกันไปวัดผู้ถือหุ้นทรูและดีแทค ???

2. "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน"และ"อำนาจผูกขาด"เป็นเรื่องเดียวกันค่ะ ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับเป็นพื้นฐานของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คุณจะว่าเป็นคนละเรื่องได้อย่างไร คุณเอาหลักการสาขาไหนมาพูด

ขอบคุณที่ตอบค่ะ

ทีนี้เข้าไปทักทายท่านอื่นๆ

ทีนี้เข้าไปทักทายท่านอื่นๆ มาตั้งนาน ดูเวลาพอเหลือนิดหน่อย ก็ขอ สีซอ ต่อดีกว่า มีผลต่อการลดโลกร้อนดีกว่า นิ (อย่างง ผมก็ งง ว่ามันเกี่ยวไรกัน? อิอิอิ)

ว่าด้วยเรื่องแก้สัญญาสัมปทานนี่แหละ (แต่ เอไม่แน่ใจ เห้น อ.สมเกียรติ ลงมาเล่นด้วยในกระทู้นี้ ต้องขอกลับไปอ่าน คห. อ สมเกียรติ ก่อน เพราะ นี่คือของจริง ไม่อ่าน คห. แก แล้วเสือก แสดงของตัวเองไปก่อน มีหวังหน้าแหก จึงขอไปอ่าน คห. อาจารย์ ก่อนนะ

อิอิอิ

แล้วจะมาต่อในบีอกซ์ Rep ละกัน

ขอตัวแป๊ะนึง

แหม! น่าเสียดาย อ. สมเกียรตื

แหม! น่าเสียดาย อ. สมเกียรตื ว่าคนละประเด็นกับที่ผมจะว่าจริงๆ ด้วย แต่หมดเวลาแล้วว่ะ

งั้นจะมาต่อพรุ่งนี้

เสียดาย เสียดาย

ถ้าจะนิติรัฐจริง ๆ

ถ้าจะนิติรัฐจริง ๆ ก็ควรปฎิบัติอย่างเท่าเทียม

ความยุติธรรม แบบไม่เลือกเกลียดชัง เ้น้นจัดการคนเพียงคนเดียว

ความยุติธรรมพิเศษ ที่จัดให้คนคนเดียว แต่ละเลยกรณีอื่น ๆ ไม่เรียกว่าความยุติธรรม

การบังคับใช้อย่างเสมอกันควรจะเกิด

ไม่รวมเพียงคณะรัฐประหาร แต่บรรดาแนวร่วมก่อการทั้งหมด ทั้งในและนอกระบบ สมควรได้รับการลงโทษ

มันเป็นการรัฐประหาร ไม่ใ่ช่จากทหารฝ่ายเดียว

ที่สำคัญ ต้องตีแผ่ความจริงออกมา สืบสวนและประกาศให้รู้กันอย่างถ้วนทั่ว

การมองเห็นความผิดคนคนเดียว แต่ทำเสมือนแกล้งไม่เห็นความผิดคนอื่น ไม่เรียกว่า ความยุติธรรรม

เราควรตัดสินคนว่าคนคนนั้นมีความเชื่ออย่างไรกันแน่ โดยดูจากสิ่งที่เขากระทำ ไม่ใช่แค่คำพูดอวดอ้าง

ฟ้องทักษิณใหม่ในข้อหาเดิม => เร็วไปครับ ถ้าจะกลับไปแบบเดิม คุณต้องกลับไปเริ่มที่ กระบวนการตามปกติ

ในช่องทางที่เป็นไปได้ ส่วนใครจะเป็นโจทย์ ฟ้องก็แล้วแต่กรณี อาจจะรับฟ้องได้หรือไม่ได้ แล้วแต่ระบบและการบังคับใช้ปกติ

ภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจคุณ

อย่าลืมคำว่า ยุติธรรม มันต้องคำนึงเรื่องของการบังคับใช้ ความยุติธรรมจริง มันคือสถาพการบังคับใช้ โดยเฉลี่ย ไม่ใช่ เฉพาะเจาะจง

ถ้าคุณเฉพาะเจาะจงเมื่อไหร่ มันเรียกว่าการกลั่นแกล้ง และอคติ (เหมือนที่คุณเลือกใช้พลังปัญญาสมองชื่อเสียง ไล่อัดทักษิณไม่ยั้ง แต่ไม่เคยใช้พลังแบบเดียวกันอัดรัฐประหารและอำมาตย์)

บังคับความยุติธรรมมาตรฐานสูงสำหรับทักษิณ แต่สำหรับคนอื่นแกล้งมองไม่เห็น

เหมือนกับ ตำรวจ เกลียดขี้หน้า้ จิ๊กโก๋คนนึง พอมันไม่ใส่หมวกกันน๊อคมาก็จับ ส่วนคนอื่นปล่อยหมด

วันนั้นเราบอกว่ากระบวนการถูกแทรกแซง รับไม่ได้ ตอนนี้ กระบวนการถูกครอบงำเบ็ดเสร็จ รับได้ มันก็แปลกดี

1. ไม่วนกลับมาที่เดิมหรอกค่ะ

1. ไม่วนกลับมาที่เดิมหรอกค่ะ เพราะ "ร่ำรวยผิดปกติ" นั้นเป็นฐานความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามกฎหมาย ปปช. พ.ศ. 2542 ดังนั้นถึงแม้ว่าพ่อค้าคนอื่นๆ อาจจะรวยขึ้นด้วยจากมาตรการเอื้อประโยชน์ใดก็ตาม พ่อค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้ "ร่ำรวยผิดปกติ" เพราะไม่ได้เข้าข่ายกฎหมาย ปปช.

หลักการพื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้คือ ต้องการให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองดำรงตนให้พ้นจากผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ ซึ่งคิดว่าเป็นหลักการสากลทั่วไปนะคะ

2. "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน" หมายถึงความเป็นธรรมในสนามแข่งขัน โดยเฉพาะกฏกติกาที่ผู้เล่นทุกรายต้องทำตามเท่าเทียมกัน ส่วน "อำนาจผูกขาด" นั้นหมายถึงอำนาจผูกขาดของผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน (เช่น รัฐเอื้อประโยชน์ให้) หรือเกิดจาก "ความเก่ง" ของบริษัทเองก็ได้ ไม่รู้ว่านี่คือหลักการสาขาอะไร แต่ตัวเองเข้าใจอย่างนี้ค่ะ อีกอย่าง คดีนี้ไม่ได้ฟ้องตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตามที่อธิบายไปแล้วในความเห็นก่อนๆ ค่ะ

Hahaha! This article such a

Hahaha! This article such a sarcasm. Anyway if Taksin lost this case I think it will be gone to the World Court or ICJ. So that will be more fun to see. be ready for that.

ตกลงคุณจะเขียนบทความนี้ในแนวเ

ตกลงคุณจะเขียนบทความนี้ในแนวเศรษฐศาสตร์หรือกฎหมายล่ะคะ

คุณเอาเรื่องกฎหมายมาแย้งว่าคดีนี้ไม่ได้ฟ้องตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด แต่เวลาคุณคำนวณค่าความเสียหายคุณก็ใช้กรอบทางเศรษฐศาสตณ์เดียวกันกะคดีนี้ ที่สำคัญคุณเลือกใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช้ครบทั้งกรอบ

พอคุณตอบคำถามทางเศรษฐศาสตร์ไม่ครบคุณก็เอาเรื่องกฎหมายมาอ้าง

พอมีคนถามคำถามทางกฎหมายทีคุณตอบไม่ได้คุณก็เอาเรื่องเศรษฐศาสตร์มาอ้าง

แบบนี้ก็ไม่ได้คำตอบกันสิคะ

I know what you try to say

I know what you try to say Prof. but some Thais in this country needs to learn what democratic should be. As we know we have been taught like this for centuries by what? I assume that you really know. It's hard but it's moving on step by step. I really honor you the way you are fighting for :)

คนอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

คนอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ควรได้รับความยกย่อง เป็นเพียงครูสอนประวัติศาสตร์พยายามอวดรู้เรื่องกฏหมายโดยแสดงความดูถูกคนอื่นไปหมด ถ้าฉลาดจริงก็คงไม่เรียนแค่ประวัติศาสตร์เท่านั้น

เข้าใจว่า สมศักดิ์

เข้าใจว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีความอิจฉาริษยามากนะ ที่เห็นคุณสฤณีได้รับความสนใจจากทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็เลยออกมาแสดงกิเลสให้เห็น อย่างคุณน่าจะไปขึ้นเวทีร่วมกับตู่สู้แล้วรวยนะ
ถ้าคิดถึงความเป็นประชาธิปไตย ถึงคุณไม่เห็นด้วยก็น่ายอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่มีใครที่สมบรูณ์แบบไปทุกคน เราอาจมองเพียงแค่มุมของเราเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายแง่มุมที่คนอื่นของมองได้ตามตำแหน่งของเขา

กรณีของทักษิณคงไปไม่ถึงกรุงเฮ

กรณีของทักษิณคงไปไม่ถึงกรุงเฮกหรอก ทักษิณไม่ใช่ตัวแทนของรัฐเรื่องที่จะฟ้องร้องต่อถึงศาลโลกเป็นเพียงแค่เขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้นเอง คุณ #291751 » ความคิดเห็นของ Truth Justice & Will become the way of us(Thai) (visitor) (127.0.0.1 173.188.194.139)

เอาลิงค์อ้างอิงมาให้ดูค่ะ

เอาลิงค์อ้างอิงมาให้ดูค่ะ ว่าสถาบันกสิกรไทยประเมินค่าเสียหายตอนปิดสนามบินไว้ 2 แสนล้าน

http://www.apacnews.net/newpage1_2008/pivate409.htm

ใครอยากรู้ว่าคำนวณกันมายังไงก็สอบถามสถาบันกสิกรไทยได้ ดิฉันคิดว่าค่าเสียหายนี้สำคัญมากเวลา"ประเมินค่าความเสียหาย" เป็นค่าเสียหายที่ตามไปยึดเอากะใครไม่ได้ด้วยซ้ำ

ขอปรบมือดังๆให้คุณกานดา

ขอปรบมือดังๆให้คุณกานดา ดูสิว่าเขาจะแถว่ายังไงต่อ

จริงของคุณกานดา

จริงของคุณกานดา แต่บังเอิญว่าพวกที่ทำความเสียหายให้ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่สีแดง และไม่ใช่คนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร พวกนักวิชาเกินทั้งหลาย เขาคงไม่มีปัญญาที่จะเขียนจะวิเคาระห์ได้หรอก คนพวกนี้ต้องเอาชื่อทักษิณมาล่อเป้าเท่านั้น แค่นี้ก็วิ่งมาเป็นฝูงแล้ว เสนอหน้าแข่งองค์ความรู้กันหน้าสลอน เพราะเขาถือคติที่ว่า ถ้าอยากดัง ต้องออกมาด่า มาวิจารณ์ทักษิณ แค่นี้ก็เกาะกระแสทักษิณดังได้แล้ว

"คดีฆ่าคน" ที่ "ยอ"

"คดีฆ่าคน" ที่ "ยอ" ยกมาอ้างเปรียบเทียบ แล้วยังพยายามเรียกร้องจะเอาคำตอบจาก "ใบตองแห้ง" แต่เขาไม่ตอบ ก็เพราะมันคนละ paradimg อยู่แล้ว เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย อันหนึ่งคดีฆ่าคน กับคดีใส่ความ โดยผู้ล้มกระดาน พาลหาเรื่องจะเอาผิดฝ่ายตรงข้าม ตั้งคนชงเอง กินเอง นี่มันเข้าข่ายนิยาม "องค์กรอาชญากรรม" ด้วยซ้ำ และวิธีการแบบนี้แหละ มันคือ "อาชญากรรมสังคม"

ส่วนสกุณี การอ้าง "ข้อจำกัด" ทั้งทางพื้นที่ศึกษา ทฤษฎี วิธีวิทยา เทคนิควิทยา กับข้อมูล ว่าเป็นงานวิชาการมันก็ถูก เช่นเดียวกัยนักวิชาการหัวเหลือง ทั้งกระแสหลัก กระแสรอง มีตั้งแต่ระดับ รดน้ำศพ (รศ.)ด๊อก. กับศพ (ศ.)ด๊อก. ที่เป็นทั้งอาจารย์สกุณี หรือเครือข่ายเดียวกัน ก็ใช้ข้ออ้างประมาณนี้แหละ พวกเขาก็เหมือนสกุณี ที่เล่นแบบ "ตีวงแคบๆ ศึกษาเฉพาะจุด แล้ววิเคราะห์ตรงนั้นมันลงไป"

ปัญหาคือการแฝงการขับเคลื่อนทางวาทกรรมเอาไว้ เพื่อผลบางอย่างน่ะสิ เอาง่ายๆ ประวัติศาสตร์ใกล้ๆ เริ่มจากการวิจัยและวิพากษ์รัฐบาลด้วยเรื่อง FTA ก็พูดถึง เฉพาะคู่เช่น ไทย-อินเดีย แล้วด่า ไทย-ญี่ปุ่น แล้วด่า ไทย/เมกา แล้วด่าๆ ไทย-จีน แล้วด่าๆๆ แต่ไม่พูดถึงการทำ FTA กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อพิเคราะห์ว่า ไทยควรทำยังไง? ตามด้วยเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" พ่อก็เล่นใช้ศึกษากรณี "รัฐบาลทักษิณ" ตอนท้ายแทนที่จะขยายความ ว่าการใช้กรณีศึกษา เพื่อให้เห็นภาพขัด เป็นปัจจุบันเท่านั้น เพื่อประเมินว่า ทุกรัฐบาลตั้งแต่ อดีต-ปัจจุบัน ไม่ว่าจะรัฐบาลเจ้า หรือรัฐบาลไพร่ แม้กระทั่งรัฐบาลปรีดี รัฐบาลป๋า "ก็ผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งนั้น" แต่พวกเขาก็ไม่ขยายความ กลับตามด้วยการเปิดวาทกรรม "ทุนสามานย์" นั่นก็เพื่อหวังผลสร้างภาพทับซ้อนกับตัว "ทักษิณ" ตามด้วยการเปิดเวทีเสื้อเหลือง สรุปโครมลงไปว่า "ทักษิณทุนสามานย์" ลงเอยด้วยการรัฐประหาร

ก่อนรัฐประหาร องค์กรอิสระแค่โดนทักษิณ แทรกแซง สื่อถูกแทรกแซง แต่หลังการรัฐประหารนี่ กลุ่มพวกนี้ ถูกคมช.ตั้งเอง กำหนดเอง สั่งการเองทั้งหมด กลุ่มเสื้อเหลือง ในบท "ประชาชน" ต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงทางระบบตามวิถีประชาธิปไตย ได้คืนร่างเดิมเป็นนายทุนขุนนาง ที่ทำธุรกิจโดยความเกื้อหนุนของ คมช. และปชป. และเป็นแขนขาในการ ประหารเศรษฐกิจ เพื่อเปิดทาง ปชป.ชิงอำนาจรัฐ เพื่อเปิดทางตนเองเข้าไป "ฮุบงบประมาณ" โดยเฉพาะพวกอ้างตัวเป็นเอ็นจีโอ ทั้งหลาย

กลับมากรณีทักษิณ คมช. ตั้งคนสอบ คนชง คนหาข้อมูล คนทำเรื่องสรุปจบเองเสร็จสรรพ ตามด้วยวาทกรรม "ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ" ความพยายามเปิดสื่อ PTV หรือ D-Station ผลิตข้อมูลอีกด้านเพื่ออธิบาย กลับถูกปิดกั้น การเลียนแบบเสื้อเหลืองกลับถูกปราบปราม ถูกจับกุม พรรคถูกยุบ แบบนี้มันจะแฟร์ได้อย่างไร?
ถ้าคิดว่า แฟร์ ลองให้ ปีกเพื่อไทยทำแบบเดียวกันดูบ้าง ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน รับรองปีก คมช. ปชป. ถูกยึดทรัพย์กันระนาว

คงไม่เกินเลยถ้าจะสรุปว่าพฤติการณ์นี้คือ "องค์กรอาชญากรรมสังคม" ที่กระทำต่อรัฐบาลที่ประชาชนเลือกขึ้นมา พร้อมกับการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ มีการทำงานอย่างเป็นขบวนการ ทั้งฝ่ายออกทุนวิจัย คือ สสส.กับสกว.สององค์กรผัวเมีย กับประเวศ วะสี ศูนย์รวมของการหาเงินแจกเอ็นจีโอ. ควบคู่กับการทำงานของหน่วยตอกย้ำซ้ำซาก ที่อ้างตัวเป็น "ภาคประชาชน" หรือขบวนการทางสังคมแนวใหม่ แต่ตอนนี้รับเงินรัฐบาลอยู่ เรียกว่า "ขบวนการอาชญากรสังคม" น่าจะตรง

กลับมาเรื่อง "ทุนสามานย์มัน" แทนที่จะอธิบายว่า ทุนสามานย์ มันคือ "ระบบทุน" ไม่ใช่ตัวนายทุน เพราะนายทุนมันเกิดจากระบบเท่านั้น และระบบนี้ มันทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า แล้วสัมพันธ์กันแบบสินค้า มีชีวิตกันในโลกสินค้า แม้กระทั่งสื่อที่อ้างเป็น "ฐานันดรที่4" มันก็คือองค์กรทุนสามานย์ขูดรีดแรงงานนักข่าว
แม้กระทั่งราชการยังกลายเป็นทุนสามานย์ องค์กรธุรกิจว่าสุดขูดรีดแล้ว หน่วยราชการ ยิ่งขูดรีดหนักกว่า โดยเฉพาะลูกจ้างเงินเดือนต่ำสุด เผลอๆ ต่ำกว่าค่าจ้างรายวันของแรงงาน แถม ขูดรีดงานหนัก (ขรก.พลเรือน)เพราะงานข้าราชการจะเอามาโปะลงตรงนี้ เผลอเบี้ยเลี้ยงถูกหัวหน้าอม แถมลูกจ้างหญิง หรือพวกขรก.สาว ยังถูกหัวหน้างาน ในระบบราชการสามานย์ บังคับให้พลีกายนะ นี่ไม่ได้พูดถึงจ่า นายสิบ พลทหาร ที่ถูกนายอมเบี้ยเลี้ยงนะ

คนอยู่ในองค์กรยังปลื้ม เพราะถูกมอมเมาให้จิตสำนึกผิดพลาด ลืมมองว่าองค์กรทุนทั้งเอกชน และราชการ มันจะเอาทั้งแรงงาน มอมเมาเรียกร้องเอาความภักดี แต่ปัญหาคือ "ตัวแสดงความรักดีมันดันไปอยู่ที่การเชื่องเชื่อต่อหัวหน้างาน" น่ะสิ "ใครเห็นต่างมันก็อยู่ไม่ได้ หรือไม่เติบโต" บรรดาหัวหน้างานเลยมีทั้งพวกเต้าไต่ ทั้งพวกเลียแข้งเลียขาขนเต็มท้อง พอเกิดวิกฤตเลยพากันทำอะไรไม่ได้ โทษลูกน้องยันป้าย

นี่ไงล่ะระบบทุนสามานย์ ที่นักวิชาการที่ดีต้องแฉ พร้อมเสนอแนวทางควบคุม ว่าจะคุมมันได้อย่างไร? ในกระบวนการประชาธิปไตย นั่นก็คือ "การตรวจสอบ"

ขอถามหน่อยเถอะตอนนี้คิดว่า จะตรวจสอบอะไรได้บ้าง ด่าอะไรได้บ้าง วิจารณ์อะไรได้บ้าง

มาถึง งานวิชาการ ว่าไปแล้ว มันไม่ได้แย่โดยตัวของมันเอง แม้สกุณี จะไม่เคยประกาศว่า เป็นนักวิชาการของสังคม แต่ที่เมื่องานกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "วรรณกรรมการเมือง" เพื่อการสร้างความชอบธรรมให้ คตส. และ คมช. จะมองแค่มิติลึก แต่ก็ลึกแค่ทางเทคนิคเท่านั้นคงไม่ได้ นอกจากจะต้อง มององค์รวมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม อย่างมีมิติทางประวัติศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลง ทั้งก่อนและหลัง ถึงจะมองเห็นมิติการบิดเบือนระบบยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ชนชั้นนายทุนขุนนาง

นี่ไงละประเด็นที่ สมศักดิ์เจียมด่า สกุณีก็เพราะมันขาดมิติพวกนี้ไง

เรียนคุณวาด รวี กานดา

เรียนคุณวาด รวี
กานดา นาคน้อย
http://www.krannert.purdue.edu/faculty/knaknoi/

เห็นด้วยที่คุณเตือนคุณสฤณีตรงนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่าคุณสฤณีพิสูจน์ความจริงใจได้โดยการเอาตัวเลขมาตีแผ่"ด้วยมาตรฐานเดียว"กัน ทั้งผู้ถือหุ้นเอไอเอส ผู้ถือหุ้นทรู ผู้ถือหุ้นดีแทค ว่าผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้ได้ผลประโยชน์จากการ"กีดกันการแข่งขัน"เท่าไร ถ้าคุณสฤณีทำตรงนี้ได้ก็ถือว่ายังกลับใจ นโยบายส่งเสริมการแข่งขันนั้นเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยที่สำคัญ แต่ถ้ายังนั่งยันยืนยันจะปั่นตัวเลขให้เข้ากะทรัยพ์สินที่(จะ)โดนยึด ก็แปลว่า... (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)

ขอออกความเห็นเกี่ยวกะบทความคุณเรื่อง"จริยวิบัติ"ของปัญญาชนไทยนะคะ เห็นด้วยค่ะเรื่องปัญญาชนโรแมนติกที่คุณนำเสนอมา ดิฉันคิดว่าการโต้เถียงกันด้วยปรัชญานั้นไปไม่พ้นความ"โรแมนติก"ถ้าไม่เอาคณิตศาสตร์มาประเมินค่ากัน ถกเถียงว่าอะไรดีไม่ดีกันเสร็จแล้วก็ต้องเอาตัวเลขมาวัดกันให้ชัดเจน ตัวเลขและสถิตินั้นไม่โรแมนติก เพราะโกหกไม่เก่งเท่าคน (โดยเฉพาะโกหกตัวเอง)

นักเศรษฐศาสตร์สายหลักที่ใช้คณิตศาสตร์มักจะโดนโจมตีว่าไม่สนใจปรัชญา แต่ปรัชญานั้นมีข้อจำกัดตรงความโรแมนติกนี่ล่ะค่ะ เอาความโรแมนติกไปจัดนโยบายก็ได้นโยบายโรแมนติก ได้การพัฒนาแบบโรแมนติก แต่กินไม่อิ่ม

ขอบคุณค่ะ

ผมว่าคุณสฤณี อาชวานันทกุล

ผมว่าคุณสฤณี อาชวานันทกุล อย่าไปเสียเวลาโต้เถียงกับใครบางคนเลยดีกว่าครับ เพราะมันพูดกันคนละเรื่อง คุณสฤณีเค้าพยายามคำนวณตัวเลขต่างๆออกมาว่ามันเป็นอย่างไรถ้าศาลตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้เท่านันเองแล้วเราจะไปพูดถึงประเด็นอื่นทำไมกัน ยังงัยก็ขอบคุณคุณสฤณีน่ะครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนแม้บางคนไม่เคยคิดจะแลกเปลี่ยนเลยก็ตาม มีข้อเสนอแนะครับหลังทราบคำตัดสินของศาลแล้วรบกวนวิเคราะห์เพิ่มเติมเป็นบทความหรือในหนังสือก็ดีครับ

เวลาคุณดู"ผลคำนวณ"

เวลาคุณดู"ผลคำนวณ" คุณไม่สนใจหรือคะว่า"วิธีการคำนวณ"มาจากไหน

มาตบมือให้คุณกานดาครับ สรุปปร

มาตบมือให้คุณกานดาครับ

สรุปประเด็นได้สุดยอด จะดูคนชายขอบจะแถไปไหนได้

เรียน คุณกานดา ขอเสนอ นะครับ

เรียน คุณกานดา
ขอเสนอ นะครับ ผมคิดว่า ไม่ได้คำตอบหรอกครับ
เพราะ 1. คุณใบตองแห้ง เขียนจดหมาย ถามคุณ สฤณี ว่าการที่ ทักษิณ ทำ โดยการออก พรก. การมีมติ ครม. การสนับสนุนไอพีสตาร์ การปล่อยเงินกู้กับพม่า นั้นผิดตรงไหน คนอื่นทั่วไปเขาทำกัน และมสิทธิทำ คำนวณแล้วก้อไม่ขาดทุนเท่าไหร่
2. คุณสฤณี ตอบในเงื่อนไขของเศรษฐศาสตร์ บวกกฏหมาย ว่า ถ้าออกพรก เพื่อส่วนรวมก้อโอเค แต่นี่ออก เพื่อประโยชน์ แก่ เจ้าใดเจ้าหนึ่ง ก้อไม่น่าจะชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งเสริม โดยอ. สมเกียรตฺทีหลัง และตอบเป็นข้อ ๆ ว่า ผิด ที่ทักษิณ เป็น นายก ที่ออก กฏหมาย และ คำสั่ง เอื้อ แก่ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่ง อาจจะเป็นการซุกหุ้นอีก ๖ในที่นี้ไม่ได้กล่าวถึง)
3. สมศักดิ์ ผู้ซึ่งรักประชาธิปไตย สุดฤทธิ์ สุดเดช ต่อมอิจฉาแตก มีอยู่ 2 คติ 1. กินขี้รัฐประหาร 2. คตส.ชั่ว ผิด เลวทราม ใจทมิฬ เพราะ ฉะนั้นทุกอย่างที่พูดมาผิดหมด ถ้าจะให้ถูก คือก่อนวันที่ 19 กย. 49 ต้องก่อนวันนั้น เท่านั้น หลังจากนี้ ผิดหมด (จิง ๆ แกน่าจะเริ่มย้อนตั้งแต่ การรัฐประหารครั้งแรก เลยหนอ แต่ ไม่รู้วันที่ เท่าใด อิ อิ)
4.คุณกานดา ออก มาบอกว่า บริษัทที่ได้ประโยชน์ เช่น AIS ผิดตรงไหน ไม่เห็น จะผิดเลย และ เสียหายแค่นี้ ยังจิ๊บ ๆ เมื่อเทียบกับ เสื้อเหลือง ปิดสนามบิน ซึ่ง เสียหายเยอะกว่า

ผมนักอ่าน ธรรมดา คนหนึ่ง อ่านพวก ระดับอาจารย์ เขาถกกัน แล้ว ก้อ งง เหมือนกัน ว่า คำตอบร่วมของเรื่องนี้ อยู่ตรงไหน เพราะ ท่านอาจารย์ แต่ละคนหรือกลุ่ม ตั้งโจทย์ ต่างกันซะแล้ว

สำหรับผม คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มี คำตอบ หรอกครับ รอดูวันที่ 26 นี้แล้วกัน ว่า ส่วนใดของใคร ของอ.ท่านใด ถูกต้องในส่วนใดบ้าง เมื่อเทียบกับ คำวินิจฉัย ของ ศาล

แค่คิดเห็นนะครับ อยากโซโล่ เชิญ

เปล่าค่ะ

เปล่าค่ะ ดิฉันบอกว่า"ถ้าเอไอเอสผิด ทรูกะดีแทคก็ผิดด้วย" ก็ถ้าว่ากันว่าผิด ก็น่าจะตามไปเก็บเงินจากบริษัทอื่นด้วย ดิฉันไม่ได้บอกว่าเอไอเอสไม่ผิด ถ้าถามดิฉันว่าผิดไหม ดิฉันก็จะหักลบค่าเสียหายนั้นด้วยผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากค่ามือถือที่ลดลง ถ้าผลผู้บริโภคน้อยกว่ากำไรที่เอไปเอสได้ไปก็ผิด ถ้ามากกว่าก็ไม่น่าผิด

ประเด็นของดิฉันคือเรื่อง"สองมาตรฐาน"ค่ะ จะเอามาตรฐานไหน (เศรษฐศาสตร์ vs. กฎหมาย) ก็เอามันซักอย่าง อย่าจับแพะชนแกะ

สมเด็จพ่อเจียม เสด็จแล้ว

สมเด็จพ่อเจียม เสด็จแล้ว องค์ลง!....

เพิ่มเติมนะคะ ก็อยู่ทีว่าจะเอ

เพิ่มเติมนะคะ

ก็อยู่ทีว่าจะเอาเศรษฐศาสตร์นำกฎหมาย หรือจะเอากฎหมายนำเศรษฐศาสตร์ กฎหมายเขียนเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมหรือ แล้วเอาอะไรมาวัด"ความเป็นะธรรม" คุณรอศาลตัดสิน ก้แปลว่าคุณเชื่อมั่นในความเป็นธรรมของศาล อันนี้ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของคุณนะคะ

ขอบคุณที่แสดงความเห็นที่พอจะน่าตอบค่ะ ความเห็นที่เขียนด้วยชื่อนิรนามนั้นไม่น่าตอบถ้าไม่สุภาพ ขอบคุณทีคุณมีส่วนร่วมในการโต้เถียงที่สร้างสรรค์ค่ะ

เรื่องค่าเสียหายจากการปิดสนาม

เรื่องค่าเสียหายจากการปิดสนามบิน 2 แสนล้าน

ดิฉันแปลกใจมากที่ตัวเลขนี้ไม่อยู่ในพื้นที่การถกเถียงสาธารณะ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่ช็อคนานาประเทศโดยเฉพาะคู่ค้าที่สำคัญของไทยมากกว่ารัฐประหาร (ประเทศไทยทำรัฐประหารมาสิบกว่าครั้ง ปิดสนามบินมากี่ครั้ง) จุดยืนของนานาประเทศหลายประเทศก็เปลี่ยนไปด้วยเหตุการณ์นี้ เช่น ญี่ปุ่น

ตัวเลขนี้ก็มาจากสถาบันกสิกรไทย ดิฉันไม่ได้ยกมาลอยๆ ถ้าจะให้ดิฉันคำนวณเองอาจจะได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ 2 แสนล้านนี่ใครจ่าย เงินจำนวนนี้มากกว่างบประมาณหลายโครงการนะคะ

ขอบคุณคุณกานดาที่ชี้ให้เห็นตร

ขอบคุณคุณกานดาที่ชี้ให้เห็นตรรกะสองมาตรฐานของคณสฤนีได้ชัดเจนมาก

ข้อ 5 ก็ต้องมีอยู่แล้ว

ข้อ 5 ก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการพิสูจน์ตน

แถมต้องมีการทำในข้อ 6 ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลาง สอบสวน ยื่นฟ้องกลุ่มต่างๆ ที่ทำธุรกิจเอาเปรียบสังคม

เห็นด้วย

เห็นด้วย เพราะยิ่งเถียงยิ่งฟอร์มหลุด โดยเฉพาะเมื่อเจอคนใช้หลักวิชาการแท้แบบคุณกานดา นาคน้อย

ส่วนหลักการเก็บภาษีสรรพสามิตเ

ส่วนหลักการเก็บภาษีสรรพสามิตเนื่องจากรัฐต้องการหารายได้และจะเก็บภาษีใน สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จะก่อให้ความเดือดร้อนกับผู้บริโภคหรือสังคมในภาย หลังทั้งทางด้านสุขภาพ และมลภาวะ เช่น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ แต่ในส่วนของการให้บริการกิจการโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนรวมโดยหลักการรัฐควรอุดหนุนด้วยการจัดสรรเงินให้ผู้ประกอบการเพื่อ ดำเนินกิจการได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

=> ผมว่าสมเกียรติ รู้แต่แกล้งไม่รุ้นะ

คำว่า ภาษีสรรพสามิต จริง ๆ มันความหมายกว้าง คล้าย ๆ ไปทาง ภาษีอื่น ๆ

ลองไปดูที่มาได้

อันนี้ของสรรพสามิตไทยเอง

ภาษีสรรพสามิต คือ ภาษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย

"หรือสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากรัฐ หรือสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐบาลในการที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้บริการผู้บริโภค"

หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

ไปดู วิกิ แม้รากศัพท์เอง แปลว่า to tax เฉย ๆ มันคือ ภาษีอื่น ๆ ที่จะคิดได้

Tax is notable for vagueness of definition. According to the New Oxford English Dictionary (Revised 2nd Ed., 2005), an excise is "a tax levied on certain goods and commodities produced or sold within a country and on licenses granted for certain activities" (emphasis added). The formula "produced or sold" is applicable to both domestic and foreign products. But the word "certain" is not further explained in the definition — or even in the etymology, according to which the word excise is derived from the Dutch accijns, which is presumed to come from the Latin accensare, meaning simply "to tax".

Excise tax, sometimes called an excise duty, is a type of tax. In the United States, the term "excise" means: (A) any tax other than a property tax or capitation

ลองมาดูฮาวาย ถ้าเราแปลว่า มันคือ ภาษีบาป ฮาวาย ก็บาปกันทุกอนูของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

An unusual example of an excise tax is found in the State of Hawaii. In lieu of a sales tax, the State of Hawaii imposes a General Excise Tax, or GET, on all business activity in the State. The GET is charged at a rate of 4% for most businesses and 0.5% for wholesalers. The tax is imposed on all business entities, so in essence, the tax is collected at every level of production

เอาว่านี่เป็นอีกประเด็นที่อยากยกมาเสริม

เข้ามาให้กำลังใจคนดีๆ

เข้ามาให้กำลังใจคนดีๆ คนที่มีเหตุมีผล คนที่มีความรู้ ติดตามเรื่องราว เกี่ยวกับ อดีตผู้นำ ที่อื้อฉาวที่สุด ที่แสนกล แยบยลที่สุด ที่สร้างความแตกแยกให้กับประชาชนมากที่สุด ที่โกงอย่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากที่สุด ที่ทำให้ประชาชนชาวไทย จมอยู่ในความทุกข์ทรมานมากที่สุด...ที่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายมากที่สุด (ทั้งที่เป็นเมืองพุทธ)...ทำให้สถาบันสั่นคลอนมากที่สุด เท่าที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีผู้นำมา

=============================================

ขอบคุณ อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์...ที่ได้อธิบาย รายละเอียด ของเรื่องราวด้วยความสุภาพ ชัดเจน รอบด้าน ใช้ถ้อยคำเข้าใจง่าย...เพราะติดตามการทำงาน การให้สัมภาษณ์ตามรายการต่างๆ จากอ.มานาน...เชื่อมั่นว่า "อาจารย์อยากเห็นสังคมไทยมีคนดีเป็นผู้นำ"อยากเห็นสังคมไทยเข้าใจในรายละเอียดที่ทับซ้อน ซ่อนเงื่อน..เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม

ใครว่าอะไร...ขอให้อาจารย์อย่าได้หวั่นไหว เป็นกำลังใจให้ ให้ทำงานเพื่อสังคมไทยส่วนรวมต่อไป

=============================================

ขอบคุณ อ.สฤณี ที่ทุ่มเทเวลา อธิบายความต่างๆ อย่างอดทน...ใจเย็น...ให้ความรู้ในรายละเอียด ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเช่นกัน

ได้ดู อ.ในรายการ "คม ชัด ลึก"...อาจารย์ตอบข้อสงสัย ข้อคำถาม บอกถึงที่มา ได้ระเอียด รอบด้าน ดีมาก...(สมกับที่เป็นนักบัญชี แม่นตัวเลขมาก)

รายละเอียดของ อ.สฤณี กับ คุณประสงค์ มันไปด้วยกันได้ ด้วยความเชื่อมโยง ของที่มา ก่อนตักขี้เข้าเล่นการเมืองเลย...ทำให้เรา หรือ ผู้ชม ผู้ฟัง เห็นภาพเป็นช็อตๆ คุณประสงค์ ได้ทำตาราง ทำลูกศร ทำให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นอีก...ไม่ต้องมีแค่ชื่อหรอก มีหน้าคนซุกหุ้น คนที่เป็นนอมินีเลย...เยี่ยมมาก!

แต่คนสุดท้าย คุณเรืองไกร ฟังแล้ววกวน ไม่เข้าใจ...เขาให้มาอธิบาย แต่ คุณเรืองไกรมาตั้งคำถาม...เราถามคนใกล้ตัวเราว่า "เข้าใจที่คุณเรืองไกรพูดมั๊ย"...เขาบอกว่า เขาเรียกแทงกั๊ก และ ตัดตอนง่ะ!

ถ้าเรายืนยันว่ารัฐประหารเป็นส

ถ้าเรายืนยันว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด และไม่ยอมรับการดำเนินคดีครั้งนี้ เราย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ดำเนินคดีอีกครั้งด้วยกระบวนการที่ถูกต้องได้ครับ นี่คือความชอบธรรมที่เราบอกกับตัวเองได้ จริง ๆ แล้วคนที่ต้องการฟ้องทักษิณและยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ต้องพยายามเรียกร้องให้ "เอาทักษิณกลับมา" คืนความชอบธรรทั้งหมดให้เขา เพื่อ "ดำเนินการใหม่อย่างถูกต้อง" นี่คือวิธีที่เราจะไม่หลอกตัวเองว่าเรายังเคารพหลักการประชาธิปไตยอยู่ครับ

ขอบคุณเช่นกันครับ

ขอบคุณเช่นกันครับ ได้อ่านความคิดเห็นของคุณทั้งที่นี่และท้ายบทความของผมแล้วครับ

ลบแบบนี้อีกแระ! ทำยังกะ

ลบแบบนี้อีกแระ!

ทำยังกะ พวกตกแต่งพันธุกรรมที่จบมาจากสถาบัน HAIR DOOD

อย่างนี้ทำให้เกิดการเข้าใจผิด บ่อยๆ เพราะมันไม่ได้เป็นข้อความตอบโต้ชุดเดิม

ลบก็ยกให้หมดsetซิค๊า เหลือsubsetไว้เพื่ออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ?

เฮ้อ!!!!

กรรณิกาไม่ได้ประท้วงที่โดนลบน

กรรณิกาไม่ได้ประท้วงที่โดนลบนะคะ หลายครั้งก็เห็นด้วยว่าควรแล้วที่ควรยกออกไป

แต่หลายครั้งมันลบแบบทิ้งปัญหาให้คนที่มาอ่านทีหลังเข้าใจผิด

เข้าข่าย....ลบแบบหยาบคายไม่แพ้ข้อความที่ถูกลบ

อยากเรียนถามว่ามีวิธีลบที่ดีก

อยากเรียนถามว่ามีวิธีลบที่ดีกว่านี้ไม๊คะ

ลบแล้วเหลือหลักฐานเป็นกล่องว่างมีแต่ชื่อและIP ของผู้ Post ไว้เตือนความจำเรื่องใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ หรือ post นอกเรื่องไร้สาระ ฯลฯ อย่างนี้ ยังดีกว่า ลบเป็นรอยด้วนๆอย่างนี้นะคะ

ps:

ps: ข้อความทั้งหมดข้างบนของกรรณิกาลบได้นะคะ
ขอยืนยันว่ากรรณิกาไม่เคยสนใจข้อความไร้สาระของตัวเองในความเห็นที่ผ่านๆมาเลย ยิ่งกรุณาลบให้ยิ่งขอบคุณ :)
ใจความสำคัญคือ ลบแล้วอย่าทิ้งให้คนที่เข้ามาอ่านที่หลังเข้าใจผิดค่ะ

ว่าจะมาเปิดประเด็นของตัวเองให

ว่าจะมาเปิดประเด็นของตัวเองใหม่ในวันนี้

แต่เห็นคุณกานดาตะแบงแล้วรู้สึกที่ผมสังหรณ์นั้นคือเรื่องจริง นั่นคือคุณกานดาแกล้งโง่

เพราะกรณีทุจริตเชืงนโยบายที่นายทักษิณกระทำจนก่อความเสียหายมากมาย และผลจากการกระทำทุจริตนั้นได้สร้างฐานอำนาจให้เขารักษาอำนาจได้ด่อเนื่อง ซึ่งกำลังทำท่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคต เพราะเริ่มมีระบอบทักษิณเกิดขึ้นแล้ว (หรืออาจจะเรียกว่ามี "ระบอบทักษิณ" เกิดขึ้นแล้วก็ได้ ดูได้จากท่าทีอัยการ และ กตร. ในปัจจุบัน นี่แหละผลตกค้างของระบอบทักษิณในอดีต)

แต่คณกานดาก็พยายามจะบิดเบือน ให้พิจารณาค่าความเสียหายที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงของ พธม. ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่อง คนที่พยายามจะบิดเบือนให้เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นความพยายามที่สามานย์ และ บอกตัวตนของคุณกานดาว่าเป็นพวกอคติกับ พธม.

เพราะถ้าจะตะแบงอย่างนั้น ผมต้องเสนอให้คำนวณค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าทักษิณยังอยู่ในอำนาจมาจนทุกวันนี้ เปรียบเทียบกับกรณีที่ทักษิณถูกรัฐประหารไปแล้วสังคมไม่มีทักษิณเป็นนายกฯ ต่อไป เอามาคำนวณด้วยว่าอย่างไหนเสียหายหรือได้ประโยชน์มากกว่ากัน จึงจะเรียกว่าการศึกษาโดยยึดหลักเศรษฐศาสตร์

แต่ที่สุดการทำเช่นนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เป็นเรื่องไร้สาระของคนที่มีความรู้แต่เอาความรู้มาบิดเบือนโจมตีคนอื่น เพื่อทำลายคุณค่าของคนอื่นนั้นให้กลายเป็นผู้ร้ายไป

ที่ผมติดใจที่สุด ค่าเสียหายในช่วง 6 วัน ที่ตะกวดเรนเจอร์มันเลื้อยผ่าน กรุงเทพ - พัทย เมื่อสงกรานต์ ที่แล้ว ทำไมผู้มีการศึกษาสูงส่งดังพญาหงส์ (แต่ทนได้กับการคบหาตะกวด อิอิอิ) กลับไม่คำนึงบ้างว่าความเสียหายแค่ 6 วัน นั้นมหาศาลกว่าที่ พธม. ก่อไว้เพียงใด

ขอแย้งอีกนิดนึงนะคะ

ขอแย้งอีกนิดนึงนะคะ

คุณสฤณีอ้างว่า "แต่ตามสามัญสำนึก ประโยชน์ใดๆ ก็ตามที่มาจากการ "เอื้อประโยชน์" ก็มาจากการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการแข่งขันตามกลไกตลาด"

สามัญสำนึกของใครล่ะคะ ของนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย ???

ถ้าคุณใช้สามัญสำนึกโดยไม่เอาหลักการอะไร ก็เหมือนกะบอกว่า "สมมุติว่า A > B ฉะนั้น พิสูจน์ได้ว่า A > B" เป็นการพิสูจน์สมมติฐานที่ผิดนะคะ คุณพิสูจน์โดยการสมมุติไม่ได้

อีกอย่าง เวลานักเรียนทำรายงาน ทำไม่เสร็จก็ยังไม่สรุปกันนะคะ คุณยังเขียนหนังสือไม่เสร็จคุณจะรีบมาเล่าเรื้องก็ไมได้ข้อสรุป เล่าไปเล่ามาคุณก็ว่าคุณเป็นนักการเงินไมใช่นักเศรษฐศาสตร์ อ้าว แล้วคุณจะมาถกเถียงเรื่องการผูกขาดการแข่งขันอะไร ตกลงคุณคือใครกันแน่

คุณ I Pad

คุณ I Pad คะ

ดิฉันขอบอกว่าดิฉันไม่มีความจำเป็นต้องคุยกะมนุษย์ทุกคนรวมทั้งคุณถ้าคุณพูดจาไม่น่าตอบนะคะ คุณอยากคุยกะใครก็ไม่ใช่ว่าคนนั้นเขาอยากคุยกะคุยนะคะ ดิฉันไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามคุณ

ขอให้โชคดีค่ะ

แล้วถ้าจะถาม I Pad ว่า

แล้วถ้าจะถาม I Pad ว่า ก่อนหน้าที่ทักษิณจะเป็นนายกรัฐมนตรี เราคำนวณความมีเปรียบ-เสียเปรียบของเศรษฐกิจประเทศไทยบนในเวทีโลกอย่างไร

2530-2540 เรามีสภาพทางเศรษฐกิจขาลงใช่หรือไม่

2541-2549 ประเทศไทยสูญเสียรายได้หรือเสียดุลย์ระหว่างประเทศมากขึ้น..หรือเปล่า

ทักษิณไม่มีเครดิตที่ดีกว่านายก รมต คนอื่นๆ เลย จริงหรือ

2550-2553 ง่อยเปลี้ยเสียขา..ไม่ไปไหน เพราะทักษิณ?

ดีใจที่ประเทศไทยไม่ไร้คนดีและ

ดีใจที่ประเทศไทยไม่ไร้คนดีและคนที่มีความความรู้ ความสามารถอย่างคุณ Kanda ค่ะ
ขอบคุณความรู้ที่คุณนำมาแบ่งปัน ทำให้พวกเรามีกำลังใจและกำลังภายในเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

:)

ดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าที

ดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าที่ของคุณสฤณีหรือคุณสมเกียรติที่ต้องมาตอบคำถามดิฉัน ตอบไม่ตอบเป็นสิทธิส่วนบุคคลค่ะ เพราะที่นี่ไม่ใช่ศาล

ดิฉันคิดว่าคุณสฤณีจะจบอะไรไม่มีปัญหา คุยกันได้ เอาหลักการมาคุยกัน ขอให้ชัดเจนเท่านั้นว่าจะใช้หลักอะไร ถ้าจะเอาหลังพิงกฎหมายที่บังคับใช้โดยปปช. โดยไม่คำนึงถึงหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ดิฉันก็ไม่มีความเห็นมาก ก็ยกให้ไปคุยกะคนอื่นที่ใช้หลักกฎหมาย

เช่นกันครับ แต่คุณกานดาทำอะไร

เช่นกันครับ

แต่คุณกานดาทำอะไรอยู่หรือครับ

ที่ผมทำของผมน่ะเพื่อทำหน้าที่สุนัขเฝ้าสังคมคอยเห่าเวลามีโจรมาปล้นสังคมครับ

โดยเฉพาะโจรที่ใส่ชุดหรูๆ พูดจาน่าเชื่อถือ มีหลักการ แต่เนื้อแท้คือสุนัขจิ้งจอก อีกา และ ตะกวด ที่มีนิสัยลักโขมย และ บิดเบือน

ผมจะเห่าบอกสังคมให้เขาลองดูความเห็นที่ผมชี้บอกตัวตนตะกวด จ้งจอก อีกา พวกนั้นว่า ลีลาชูคอสูงส่งนั้น ต่างกับหนอนที่ใชหากินในอาจมหรือไม่? ถ้าคนไทยไม่เห็นด้วยกับผม ก็แสดงว่าผมสื่อให้เขาเข้าใจไม่ได้

แต่ถ้าชาวบ้านเขามองแล้วเขาคิดได้ว่า เออ! จริงแฮะ ไอ้พวกทำสูงส่ง แบบ doctor J, Itorator, Kannika และล่าสุด กานดา เอง พวกนี้คือพวกโจรใส่สูท ดูข้างนอกก็ดูหรูภูมิฐาน แต่ หน้าที่สันดานแท้ก็คือออกปล้นสะดมภ์นั่นเอง

พวกคุณไม่ต้องตอบผมก็ได้นี่ครับ แต่พวกคุณหยุดไม่ให้พวก ผม พี่นนท์ ดิน ก๊วยเจ๋ง และ พี่น้อง พธม. รวมถึงคนไทยอื่นๆ ที่เห็นต่างกับพวกคุณหยุดวิพากษ์วิจารณ์พวกทำตัวราวพญาหงส์แบบพวกคุณไม่ได้หรอกครับ

เพราะที่นี่คือประเทศเสรี เอ! หรือที่เรียกร้อง ปชต. นี้ก็ทำส่งๆ ไปแต่ปาก เหมือนกัน หืออออ์

อิอิอิ

ใส่ความตรงไหน

ใส่ความตรงไหน ก็เขาให้ตั้งทนายพิสูจน์ความบริสุทธิ์เต็มที่ และทำตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมสากลทุกคดี มีแต่ที่หนีไปเพราะถุงขนม 2 ล้านดผล่นั่นแหละ เอิ้ก เอิ้ด พวกกินขี้แม้ว(สำนวนหัวดต เอิ้ก เอิ้ก)

คุณ I pad

คุณ I pad พูดจาดีขึ้นนิดนึงดิฉันก็จะตอบหนึ่งคำถามค่ะ คุณถามว่าดิฉันทำอะไรอยู่

ดิฉันทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์

คำถามอื่นไม่น่าตอบก็ไม่ตอบค่ะ

จริงๆ

จริงๆ ไม่อยากตอบคำถามควายของคุณละนะ แต่เด๋วจะโดนด่าอีกว่าทำตัวนักเลง (แต่จริงๆ ก็ใช่นะ ไม่งั้นไม่ไปเป็นการ์ดอาสาหรอก อ๊ะ แต่อย่าตีความนักเลงกับอันธพาลผิดนะ พวกผมนักเลง การ์ดพระเจ้าตากตะหากอันธพาล อิอิอิ แถมเป็นอัธพาลรับจ้างด้วย รับวันตั้งพัน มิน่า แม่ง! ขยันประท้วงชิบหายเลย อิอิอิ)

เอ้าตอบคุณคันนี่ค้าละนะครับ

ที่ถามมานั่นผิดตั้งแต่ต้นเลยครับ ปี 30 - 40 (ซึ่งที่จริงต้องถามว่า ทศวรรษ 90 ถึง 00 เพราะคนที่ศึกษา ศศ มหภาค มักจะป็นฝรั่ง เขาไม่แบ่งเวลา เป็น พศ. เขาแบ่งเป็น คศ.จำไว้เป็นความรู้ด้วยนะอีคันนะ แต่เอ! ก็จะออกไปตายตอนต้น มีค. อยู่แล้ว จะเกิด ปย. หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ อิอิอิ) เป็นช่วง ศก. โลกขาขึ้นครับ ศก. โลก โดยเฉพาะ สหรัฐ เติบโตก้าวหน้าต่อเนื่องมาหลายปี

แต่ถาม 41 - 49 นั้นถูกเพราะถามถึง ศก. ไทย ใช้ ปีพศ พอรับได้ แต่ก็ถามไม่ถูกอีก เพราะทาง ศศ ไม่เข้าใจว่าจะถามว่าอะไร แต่จะลองสุ่มตอบไปก็ได้ว่า หลัง ต้มยำกุ้ง ปี 40 ไทยได้ดุลการค้ามาตลอด เพราะ ผลจากการลดค่าเงินบาททำให้สินค้าไทยราคาโดยเปรียบเทียบถูกลง เราจึงส่งออกได้มากขึ้น ประกอบกับ (อย่าทำแสลงหูนะเพราะมันคือความจริง) การพยายามรักษาวินัยทางการคลัง โดยลุงชวน ทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวเป็นลำดับ สถานะทางการคลังดีขึ้น จาก Fed Rev. ระดับติดลบ กลับ มาเป็นบวก ในไม่กี่ไตรมาศ (ไม่รู้อีคันเอ็งอ่านแล้วเข้าใจไหม? แต่คนไกล้ตายรู้ไม่รู้ก็ไม่ต่างกันละนะ อิอิอิ)

แต่ถ้าไปดูข้อมูลแล้วจะตกใจ อัตราการเพิ่มของ Fed Rev ในยุคทักษิณ เทียบกับยุคลุงชวน และ ยุคสรยุทธ็ ยุคทักษิณ แย่ที่สุด บางปี เพิ่มไม่ถึง 5 billion $ ลองไปหาดู แนะนำ เข้า กูเกิ้ล พิมพ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย นะ แต่รับรองถ้าไม่รู้คงหายากน่ะ แต่บอกเผื่อไว้

แล้วก็อีกละ 50 - 53 ที่ไม่มีทักษิณ สภาพการทำมาหากินในประเทศมันก็เป็นไปตามสภาพ ทุกข์ บ้าง สุข บ้าง เลือกเอา แต่ Fed Rev เพิ่มขึ้นตลอด แม้แต่นายมาร์ก ก็เพิ่มถึงระดับ 150 billion $ เข้าไปแล้ว จึงเลิกหวังได้ว่าการบริหารที่ก็โคตรห่วยเหมือนกันของหล่อหลักกร่อนจะทำให้ประเทศไทยล่มจม ไม่มีทาง

ทั้งหมดนี้ไม่มีเครดิตด้านดีจะให้ ตักขี้เลย

ถ้าจะเถียงอีก ว่ามา ดึกๆ ต่อให้

จะไป work out ก่อน คนรักหุ่นอย่างกู ไปละ

แล้วไม่ได้ท้าอย่างมึงมาวิ่งแข่งกะกู กูต่อให้ 5 ก้าว (ดดยกูไม่ต้องเคยเห็นหุ่นมึงก่อนด้วย อิอิอิ)

ฉันและคนที่ I Pad

ฉันและคนที่ I Pad กล่าวถึงทั้งหมด

แต่ละคนปกป้องศักดิ์ศรีของตนและทำหน้าที่ของคนไทยที่..ต้อง..ปกป้องสิทธิที่เรามีอยู่ร่วมกันกับสาธารณชนด้วย

เรามี..สำนึก..ในหน้าที่เท่าเทียมกัน

ใครปล้นใคร ถ้า I Pad มองไม่ออก ก็ลำบากแรงและหยาดเหงื่อของพี่น้องร่วมประเทศทุกคนแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แหล่ะ

หมาของโจรย่อมปกป้องของที่โจรขโมยมาซ่อนไว้ มันแยกแยะไม่เป็น

พวกฉันเป็นคน เป็นประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของบ้านจนๆ อาศัยดูแลกันและกัน เท่าที่สามารถทำได้

คุณกานดานี่อ่อนต่อโลกจริงๆ ที

คุณกานดานี่อ่อนต่อโลกจริงๆ

ที่ผมถามผมถามกลับที่คุณกานดาบอกจะไม่ตอบคำถามผม

แต่คุณล่อมาเกือบ 4 บันทัด ผมจึงถามว่าแล้วที่คุณพูดว่าจะไม่ตอบ แต่ทีทำอยู่นี่น่ะทำอะไร?

แหม! แหมอาการหนักกว่าที่คิดนะ

แถมหลงตัวเองนึกว่าผมอยากรู้อาชีพคุณเข้าอีก

แล้วแฝงอาการสูงส่งอยากอวดภูมิความรู้เข้าอีก

พวกคุณนี่ใต้น้ำจริงๆ นะ

ฮ่าฮ่าฮ่า เข้าใจละตักขี้ทันมีพวกพ้องแบบนี้นี่เองถึงได้ "เจ๊งแน่" มีค. 53 นี่นอนแน่ ยิ่งกว่า แน่นอน เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก

เอ้อ เห็นนะที่ถามมา แต่จะไป

เอ้อ เห็นนะที่ถามมา แต่จะไป work out จริงๆ เด๋วมาใหม่ดึกๆ ถ้าว่างมาเจอกัน live on stage เลย 3 ทุ่ม กลับมาแน่นอน () ประเด็นที่เหลือ 3 ทุ่มเจอกัน

แล้วไม่อ่อนต่อโลกทำอย่างไรหรื

แล้วไม่อ่อนต่อโลกทำอย่างไรหรือคะ

ยกพวกไปปิดสนามบิน ???

ดิฉันใช้ชื่อจริงเขียนอ่อนต่อโลกไหมคะ ต้องใช้ชื่อเทียมเขียนแบบคุณไหม ???

เอ หรือว่าไปออกทีวีบ่อยๆ จะได้มีคนเชื่อถือ ???

เอ หรือว่าประกาศตนว่าดิฉันมีศีลธรรม ???

I Pad

I Pad ไม่ต้องกลับมาตอบ

เพราะฉันว่า เธอคงโดนรถไฟทับปากตายคารางแน่ๆ
ไม่มีใครคุย ว่างก็ไม่คุย
ไอ้หมาวัดเฝ้าของโจร I Pad Doornow!

ฝากผู้ดูแลเว็บลบความเห็นดิฉัน

ฝากผู้ดูแลเว็บลบความเห็นดิฉันที่ตอบคุณ I Pad ด้วยนะคะ เพราะไม่มีสาระอะไร เสียพื้นที่คนอื่นเปล่าๆ

ขออภัยและขอบคุณค่ะ

IPad

IPad อยู่ดีดีมาว่าผมเป็นโจรทำไมครับ

ยังไงก็ขอแสดงความเสียใจ ที่คุณ คีย์ไปตั้งมากมาย โดยการ กลั่นขยะ และ ความกัฏขระ ในหัวของคุณ
ออกมาเป็นตัวหนังสือ และ แรงควบคุมกล้ามเนื้อ นิ้วในการพิมพ์ขยะออกมา มันจะ สูญค่า เพราะ แอดมินเค้าพิจารณาอยู่เสมอว่า สิ่งที่คุณ พยายามทำมันอกกติกา กดลบทิ้ง คลิ๊กแค่สามที confirm จบ คุณ คีย์ไป หลายร้อยที เมื่อยไหม ? ผมว่า Arisman ยังฉลาดกว่าคุณ เขา ก๊อปแปะ !

ความพยายาม ใช้คำพูดชวน ทะเลาะ ตีรวน หยาบคาย และคิดว่าเจ็บแสบนั้น ผมคิดว่า มันใช้กับ คนหลายคนไม่ได้

เพราะเขารู้แล้วว่า คุณไม่ได้มีจุดประสงค์แลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น และผมเชื่อว่าก่อนที่คุณจะกลั่นขยะออกมาจากหัวนั้น

คุณได้ทดสอบในสมองของคุณและคิดว่า มันแสบ เจ็บ ซึ่งในความเป็นจริง ซึ่งคุณได้รับความเจ็บแสบนั้นไปคนแรก !
แต่ในความเป็นจริงโลกของเวป เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ มันเป็นแค่การ scroll ไว ๆ มองเห็นเป็นภาพเบลอ ๆ เคลื่อนไหว
ของคนหลาย ๆ คน เพราะเขาแค่เห็น IPad มาละวะ นิ้วเขาก็เริ่มไปแล้วครับ scroll หนี

คงจะมีแต่ผู้ชอบเสพขยะทางฝ่ายคุณ ที่รับขยะกลั่นเหล่านั้น เสพเข้าไปแ้ล้วสำเร็จความใคร่ คิดว่ามันส่งผลสะใจ ชื่นชมกันอยู่เองอย่างนั้น

ทางคนที่ตั้งใจดี เขาคง scroll หนีกันหมด และิคิดแต่ว่า นี่มันน่ารำคาญจริงๆวะ ipad , arisman พวกนี้มันตั้งใจมาทำอะไรกันแน่

ผมคิดว่า จริง ๆ คนที่คุณแอบเชียร์เขาอยู่ในใจ ก็คงรำคาญไม่น้อยเหมือนกันแหละครับ ถ้าคุณสุภาพ มีมารยาท มีประเด็นและใช้สิทธิ์พองาม เขาก็ไม่มีปัญหากับคุณหรอกนะครับ

บทสรุปของขงจื๊อ

บทสรุปของขงจื๊อ คุณธรรม-จริยธรรม-กตัญญู

....................................................................................................

แมวสีไหนให้ขยับจับหนูได้........สร้างเขื่อนกั้นน้ำไว้ใช้ของฉัน

ลัทธิมาร์กซ์หากแก้ยักแย่ยักยัน.........ยักเป็นของ ๆ มันพันพัวทั้งเพ

อันความเห็นแก่ตัวยั่วโลกดิ้น.............เปาบุ้นจิ้นถิ่นใดคิดไขว้เขว

โลกลออต้องอวตารผ่านเกเร.............คิดว่าเท่ทำลายไม่รู้ตัว

ไม่เกรงใจใครผองต้องทุบโต๊ะ...........หมัดใหญ่โละเลิกเถอะเลอะเทอะทั่ว

เช่นทหารไทยแลนด์แดนเมามัว.........ชอบเนียนัวอำนาจชาติโซเซ

วนในอ่างอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว............ดูเจ้าสัวมั่วอำมาตย์พาชาติเขว

สมคบหนุนทุนสามานย์การโฉเก.........ร่างหลักเก๊เฉฉ้อช่วงลับลวงพราง

ทุนสามานย์ผลาญป่าไม้ไทยแห้งแล้ง......มิใช่แกล้งวาทกรรมพร่ำถากถาง

ทุนสามานย์ผลาญแผ่นดินถิ่นรางชาง...........ทำลายล้างแมลงแหล่งอยู่กิน

เพลี้ยกระโดดโลดถลาเข้านาไร่.................ป่าเคยไม่ให้อด...กลับโหดหิน

ทั้งนาแล้งแมลงเข้าเช่าที่ดิน..................จนชาชินเกิดชนชั้น..จนพันธุ์แท้…

เขาคือเหล่าชาวนาไร่คนไทยจริง..............ทั้งชายหญิงเป็นเหยื่อถูกเถือแถ

รัฐธรรมนูญ ๔0 คุณไม่แคร์..................คำว่าแต่..ทว่า........ข้าขอคืน..

ใช้รถถังสั่งคนใครชนตาย.....................มันเคยง่ายหมายชำเราเขาขัดขืน

คนส่วนใหญ่ไพร่ชัดชัดมาหยัดยืน............ใครถือปืนยิงใส่...ลูกไพร่เอง??...........

คุณกานดา

คุณกานดา โต้แย้งตรงใจกลางของปัญหานี้มากที่สุด ไม่ต้องใ้ช้โวหาร หรือใช้คำพูดหยาบคายได้มุมมองดีครับ เหมือนใครหลายคน

อ้าวรู้ตัวเหมือนกัน ดีครับ

อ้าวรู้ตัวเหมือนกัน

ดีครับ ยังพอแก้ไขได้

เอาละผมจะทำหน้าที่ของผมต่อไป

เอาละผมจะทำหน้าที่ของผมต่อไป คือ ชี้ให้ผู้คนดูแล้วพิจารณาเอาเองว่า ที่เห็นนี้คือเสื้อนอกของผู้ทรงภูมิ หรือ หนังตะกวดของเดรัจฉานรับจ้าง กันแน่ ต่อไปดังเดิม อิอิอิ

(ฉะนั้น กานดาไม่ต้องตอบก็ได้ Iter ไม่ต้องสนใจ scroll ข้ามชื่อ I Pad ไปเลยจะได้ไม่เสียเวลา ไม่เสียแรงกดคีย์ ฮา)

ขณะนี้ใกล้จะตัดสินคดีนี้แล้ว ถ้าคนที่เป็นนักวิชาการที่มีจรรยาบรรณ ในห้วงเวลาเช่นนี้น่าจะทำการวิเคราะห์ ให้ข้อมูล และ วิพากษ์ วิจารณ์ คดีนี้อย่างเที่ยงธรรม สร้างสรรค์ และ เป็น วิชาการ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

เพื่อให้สังคมที่เชื่อว่ายังไม่รู้ข้อมูลของคดีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังสับสนอยู่มากว่า คดี นี้ ที่จริง เป็นคดีที่ดำเนินการมาอย่างถูกต้องตามขบวนการยุติธรรม หรือ ขบวนการยุติธรรมที่ใช้กับคดีนี้ ไม่ได้มาตรฐานจริงตามที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างมา

นั่นคือ นักวิชาการที่มีความรู้ ก็ควรนำเสนอข้อมูลของคดี และ วิเคราะห์แง่มุมต่างๆ ในคดี ที่ซับซ้อนยากแก่การเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณะญาณวินิจฉัยเองได้ว่า ตกลง คดีนี้เดินไปบนฐานความยุติธรรม หรือ ขบวนการยุติธรรมกระทำ 2 มาตรฐานต่อผู้ถูกกล่าวหา เป็นจริงตามที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้าง

แต่ไม่รู้ว่าเพราะข้อบกพร่องอันใด จึงทำให้เจ้าของบทความนี้ก็เริ่มด้วยการใช้กลวิธีที่บิดเบือนแกล้งตั้งคำถามกับสังคมในเรื่องคดี ซึ่งไม่เป็นประเด็น แต่ตั้งใจทำให้สังคมสับสนเพิ่มขึ้น ซึ่งประโยชน์ก็จะไปตกกับผู้ถูกกล่าวหา เพราะคนพวกนี้ได้สร้างความน่าเชื่อถือจอมปลอมให้กับผู้ถูกกล่าวหาว่า ผู้ถูกหล่าวหาถูกกลั่นแกล้งจริง

ซึ่งก็มีคนอื่นๆ อีกมากมายตามกันมาทำหน้าที่ที่ดูสูงส่งทรงภูมิ แต่ แสนชั่วร้าย กันมากมายตามมา

อาการบิดเบือนของเจ้าของบทความ

อาการบิดเบือนของเจ้าของบทความและผู้สนับสนุนความเห็นของเจ้าของบทความที่หนักหนาก็คือ

คดีนี้ คือ การทุจริตเชิงนโยบาย ด้วยการใช้อำนาจที่ตนมีออกนโยบายที่เอื้อ ปย. ต่อ ธุรกิจ ของตนเองหรือพวกพ้อง โดยมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าต่อคู่ค้า หรือ คู่สัญญาเจ้าของสัมปทาน ที่สูญเสียรายได้มหาศาลจากการออกนโยบายเช่นนี้ หรือ แม่แต่สังคมที่สูญเสียโอกาสที่จะได้ใช้บริการจากกิจการที่มีการแข่งขันเสรี เป็นต้น

แต่ เจ้าของบทความและลิ่วล้อ (ขออนุญาตชี้นิ้วไปเลยนะว่าพวกที่ดพสต์ คห. สนับสนุน คือ ลิ่วล้อทักษิณ เพราะถึงปฏิเสธอย่างไร แต่การกระทำมันบ่งชัด อิอิอิ) กลับไปถามหามูลค่าความเสียหาย ว่าเกิดขึ้นเท่าไร? คิดยังไง? คิดถูกแน่หรือ

ซึ่งบัดซบสิ้นดีที่ถามอย่างนั้น เพราะ เทียบกับ คดี พยายามฆ่า นาย ก. ลงมือยิง นาย ข. ไปแล้ว ยังต้องมาถามอีกหรือว่า ทำไมถึงยิงพลาด เจตนาที่พยายามฆ่ามันทำให้ความผิดสำเร็จในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องมาถามอะไรอีกแล้ว

ส่วนผู้ที่หลงเข้าใจผิดไปถามว่าแล้วอย่างนี้บริษัทที่ได้ ปย. ร่วม จาก นบ. นี้ผิดด้วยหรือไม่? แถมลามไปถึงว่า แล้ว พธม. จะเกียวอย่างไร

ซึ่ง ส่อเจตนาชัดว่าที่ถามมาไม่ได้อยากรู้ แต่อยากหาเรื่องมากกว่า (แต่พอผมมีเรื่องให้ กลับโอดครวญ ตกลงจะมารยากันไปถึงไหน ฮา)

สรุป ทั้งเจ้าของบทความและลิ่วล้อ ไม่ได้ทำให้เกิด ปย. ต่อสังคม แต่ตั้งใจจะใช้ กลวิธี ลีลา มายาภาพ ล่อลวงให้สังคมเข้าใจผิดในคดีนี้ต่อไป ด้วยจุดประสงค์อะไรน่ะหรือ? ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับวาทะกรรมจอมปลอมที่ผู้ถูกกล่าวหาเอ่ยอ้างมาตลอดกับคำว่า 2 มาตรฐาน

เท่านั้นเอง จริงๆ

สมศักดิ์นับเป็นปัญญาชนที่รู้จ

สมศักดิ์นับเป็นปัญญาชนที่รู้จริง เข้าใจจริงของคำว่า กฏหมายรวมทั้งเจตนารมย์แห่งกฏหมาย เข้าใจถึงสิทธิมนุษยชน เข้าใจถึงความอยุติธรรมของสังคม
รวมทั้งยังมีความอหังการ์ที่ไม่ยอมเป็นขี้ข้าใครและยืนหยัดต่อสู้ กับความอยุติธรรมของสังคมในแผ่นดินดุจ หินผา
ไดอะลอค ของสมศักดิ์นั้นชัดเจน ชนิดที่มิอาจปฏิเสธต่อความจริงที่สมศักดิ์กล่าวออกมาได้

ต้องขอแสดงความนับถือจากใจจริง และดีใจ ที่แผ่นดินนี้ ยังมีบุคคลที่มั่นคง ยืนหยัด ที่จะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
ความเท่าเทียมกัน ของเพื่อนร่วมแผ่นดิน

และน่าชื่นชมเช่นกัน ที่มี

และน่าชื่นชมเช่นกัน ที่มี ผู้ที่ยืนหยัดต่อความยุติธรรม ที่มั่นคงอีกผู้หนึ่งนั่นคือ กานดา ที่นับว่าเป็นปัญญาชนที่ยืนหยัดอยู่ข้าง ความยุติธรรม ความเสมอภาคเช่นดียวกับสมศักดิ์

ปัญญาชนไทยทั่วหล้า พวกท่านทั้งปวงจงออกมาแสดงตนเพื่อยืนหยัดอยู่ข้างความยุติธรรม และความสเมอภาคเถิด

จงออกมา จงออกมา เพื่อแสดงให้ผู้คนทั้งแผ่นดินและทั้งโลก ได้เห็นความจริงที่ว่า ปัญญาชนที่แท้จริงของไทยนั้นที่รักความยุติธรรม รักเสรีภาพ ไม่เป็นขี้ข้าใคร และพร้อมยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ ประชาชนที่รักเสรีภาพรักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรม นั้นมีอยู่จำนวนมากมหาศาล พวกท่านจงอย่าเป็นเสียงเงียบ จงออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรกลับพวกนักวิชาเกินใจทาสที่เป็นที่ข้ารับใช้พวกสากดินาอำมาตยาทรราช ที่เล่นยึดเศษสื่อเน่าเช่นจอตู้เน่าเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่า มันฝ่ายเดียว(เพราะเล่นยึดทีวีมันทุกช่องกล่าวหาเขาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาได้มีโอกาศโต้ตอบนั่นคือกะล้างสมองประชาชนมันดีดีนี่เอง)
ออกมาให้ความเห็นที่เป็นเท็จชักจูงผู้คนไปในทางที่ผิดๆ

พวกท่านจะต้องร่วมกันออกมาเพื่อเป็นประทีปที่ส่องสว่างนำทางที่ถุกต้อง บอกความจริงให้ปรากฏต่อผู้คน
บอกความจริงต่อผู้คนว่า ประชาชนนั่นแหละคือเจ้าของประเทศที่แท้จริง
บอกความจริงต่อผู้คนว่า ความยุติธรรม และความเสมอภาคเท่านั้น ที่จะทำให้แผ่นดินสงบและมั่นคงและยั่งยืน

สาธุ...

สาธุ...

lol Yeah I know. It's just

lol Yeah I know. It's just sarcasm. But watch out! Cambodia wants World Court to rule on the border. And they won last time.

AJ. Somsak, A beautiful mind,

AJ. Somsak, A beautiful mind, not to mention his method of communication. ;D

ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจาร

ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจารย์นะคะ งานยุ่งมหาศาลจริงๆ T_T

จะพยายามตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ หลังศาลตัดสินจะพยายามอธิบายอย่างเป็นระบบกว่านี้

1. เรื่องนี้เป็นคดีความ กล่าวหาตามกฎหมาย ปปช. 2542 จึงต้องเป็น "กฏหมายนำเศรษฐศาสตร์" อยู่แล้วค่ะ และเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมายป้องกันการผูกขาด

2. การคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" นั้นจึงคำนวณจากฐานความผิดที่อยู่ในสำนวนอัยการ คือ 5 มาตรการที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทในเครือ ด้วยเป้าหมายที่จะดูว่าครอบครัวชินวัตร "ร่ำรวยผิดปกติ" เท่าใดจากมาตรการเหล่านั้น ถ้าศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเอื้อประโยชน์จริงๆ

3. นอกจากนั้น เราก็ควรต้องแยกกรณี "ร่ำรวยผิดปกติ" เหล่านี้ ออกจาก "ผลลัพธ์ของการแข่งขันในตลาดตามปกติ" (ด้านราคามือถือ ผู้บริโภค ฯลฯ) เพราะเป็น "ส่วนเกิน" ที่ได้โดยมาตรการที่อัยการกล่าวหาว่ามิชอบ

ขอโทษอาจารย์ที่ตอบได้เท่านี้จริงๆ นะคะ เวลาน้อย ความรู้ก็น้อย แต่คิดว่าได้พยายามอธิบายเงื่อนไขและขอบเขตของความรู้ตัวเองในบทความนั้นแล้ว :)

ขอนำ คำแถลงนี้มาเสนอ

ขอนำ คำแถลงนี้มาเสนอ ให้ทราบ
สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง เรื่อง "ประณามการยอมรับผลของการรัฐประหาร ในทุก ๆ รูปแบบ" ซึ่งมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งกล่าวถึงคดียึดทรัพย์76,000ล้านบาทว่าขาดความชอบธรรมมานับแต่ต้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ คณะรัฐประหารได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และพยายามกำจัดฝ่ายรัฐบาลเดิมซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ละอายใจในการระเบิด “ความร่านทางการเมือง” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่พวกตนก่อเลย

ยิ่งไปกว่านั้น คณะรัฐประหารได้ใช้วิธีการอัน “เนียนทราม” จัดตั้ง“กระบวนการยุติธรรมแบบยัดไส้” ตามประกาศ คปค.ฉบับที่๓๐ โดยเลือกเฟ้นฝ่ายปฏิปักษ์รัฐบาลเดิม ให้เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในนาม “คตส”

ซึ่งคณะรัฐประหารทราบดีว่า การตั้งฝ่ายปฏิปักษ์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวขัดต่อคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตาม มาตรา ๒๙ และ ๔๖ แห่ง พรบ.ประกอบฯว่าด้วย ปปช. พ.ศ.๒๕๔๒ และอีกหลายฉบับ

ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ข้อ ๒ วรรค ๒ จึงกำหนดว่า “มิให้นำกฎหมายนั้นมาบังคับแก่การได้รับแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบ” นอกจากนี้ ประกาศฉบับดังกล่าว ยังได้ขยายอำนาจหน้าที่ คตส.ให้กว้างมหาศาล (ตามข้อ ๕ วรรค ๓ (๑) – (๓) และ วรรค๔) ผิดจากกรอบอำนาจภายใต้ชื่อ “คตส” ตามรัฐธรรมนูญ๔๐ และด้านการจัดเนื้อหาภายใน ปปช. (ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๑๙) ก็มีความสกปรกลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพิจารณาถึง การดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนกันของบุคคล คนเดียวกัน ใน ๒ องค์กรที่มีลักษณะต้องถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ซึ่งสะท้อนความสำส่อนในกระบวนการยุติธรรมของผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย เมื่อ “หาพยานหลักฐาน” แล้วเสร็จ คตส.ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่น/ไม่ยื่น คำร้องต่อศาล ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ แต่มีข้อยกเว้นบางกรณี (ประกาศ คปค. ฉบับ๓๐ ข้อ๙ วรรค๑)

ที่น่าสนใจก็คือ อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด ตามกระบวนการปกติ เป็นเช่นไร ???

การส่งเรื่องของ คตส. ไปยังอัยการสูงสุด เพียงเพื่อให้ อัยการสูงสุด พิจารณาความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานว่าครบถ้วนแล้วหรือไม่ และหากไม่ครบถ้วนอย่างไร อัยการสูงสุดมีหน้าที่ “ระบุรายงาน” ในแก่ คตส. เพื่อแก้ไขให้ครบถ้วนต่อไป (มาตรา ๘๐ วรรค ๒ พรบ.ประกอบฯ ว่าด้วย ปปช.) และถ้า คตส.ยืนยันความเห็นเดิม ก็ให้ คตส.มีอำนาจดำเนินการยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาฯ เองได้ (ประกาศ คปค.ฉบับที่๓๐ ข้อ ๙ วรรค๑)

จะเห็นได้ว่า อัยการสูงสุด ซึ่งมิได้ถูก คณะรัฐประหาร แต่งตั้งนั้น ไม่ได้ “มีส่วน” ในการค้นหาความจริงในพยานหลักฐานแต่ประการใด หากแต่พิจารณาความ “สมบูรณ์ครบถ้วน” ของพยานหลักฐานในการฟ้องคดีตามที่ คตส.มุ่งหมายเท่านั้น และเป็นอำนาจยับยั้งที่ไม่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า กระบวนการ “ผ่านอัยการสูงสุด”ก็มิได้ทำให้พยานหลักฐานมีความบริสุทธิ์ ขึ้นมาแต่ประการใด

บนฐานของ “ความปฏิปักษ์” ในการค้นหา-ไต่สวน ให้ได้“พยานหลักฐาน” ในการฟ้องคดีทุจริตของรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารโค่นไปนั้น “พยานหลักฐานโดยอคติ” นี้ ก็ถูกส่งผ่านไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และการพิจารณาพิพากษาก็เป็นการพิจารณา ไปตามพยานหลักฐานจริงๆเท็จๆ จาก องค์กรปฏิปักษ์ต่อจำเลย เหล่านั้น

นับว่าน่าเจ็บใจ ที่องค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชน(แทบทุกครั้งในประวัติศาสตร์)กลับเพิกเฉยสยบยอม ต่อกระบวนการจัดตั้งองค์กรต่างๆ อันส่งผลโดยตรงต่อรูปคดี โดยวิธีโดยการล้มล้างรัฐธรรมนูญ (เช่น กรณีสวรรคต ) และขัดต่อ กระบวนการอันเป็นธรรมตามกฎหมาย (due process ; state-under-law ) ซึ่งเป็นสารัตถะของหลักนิติรัฐโดยแท้

ซึ่งในรัฐสมัยใหม่ due process ถือเป็นหัวใจของระบบกฎหมายในการประกันความมั่นคงทางนิติฐานะของประชาชน ไม่ให้ถูกรัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ มิฉะนั้น ก็นับเป็นการพังทลายความมั่นคงของระบบกฎหมายของรัฐนั้นโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ ที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นการ “ละเมิดกฎหมาย” แต่หากเทียบความร้ายแรง “รัฐประหาร”คือ การทำลายทั้งระบบกฎหมาย (throw out ; ยกเลิกมันทิ้งไปเลย) องค์กรตุลาการ พึงยึดมั่นในหลักการสากลว่า การจับใครมาขึ้นศาล หรือได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการดำเนินคดีมิได้ ตามหลักการรักษาสมดุลระหว่าง crime control model กับ due process model

“กลไกต่างๆ”ที่ถูกสถาปนา โดย/ ระหว่าง การรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่ Due Process เพราะ เป็นการล้มล้างระบบกฎหมาย และคดียึดทรัพย์นี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็น “ส่วนหนึ่งในกระบวนการ และ ผลิตผลของการรัฐประหาร” ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้เลยทั้งในแง่กฎหมายและแง่การเมือง ในบ้านเมืองที่เป็น นิติรัฐ

ที่ผ่านๆมา ศาลไทยยอมรับ “การอยู่ร่วมกันเยี่ยงสัตว์”(Might is Right ; Law of the jungle)โดยไม่พยายามแสดงความรับผิดชอบต่อ “ปวงชน” ทั้งๆที่ “องค์กรตุลาการ”ได้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน จริงอยู่ที่เป็นได้ว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็ย่อมเงียบเสียงลง”(Inter arma Silent leges) แต่กระนั้น เมื่อเสียงปืนสงบเงียบลงไปแล้ว กฎหมายหรือความยุติธรรม จะมีเสียงขึ้นมาบ้างไม่ได้หรือกระไร !!

กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า จึงขอประณามการยอมรับ “ผลของการรัฐประหารในทุก ๆ รูปแบบ” และ ขอประกาศว่า “คำพิพากษาที่ไร้การพิพากษา ย่อมไม่อาจยอมรับได้ สามัญชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านโดยปฏิเสธการดำรงอยู่ของคำพิพากษาที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจอธิปไตยจากปวงชน พลังของคำพิพากษาย่อมสิ้นไป หากมหาชน “กระหน่ำต่อต้านมัน!”

โค่นอำมาตยาธิปไตย จุดไฟสร้างสรรค์สังคมใหม่ พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์!

สมัชชาสังคมก้าวหน้า
Social Move Assembly

สฤณี อาชวานันทกุล

สฤณี อาชวานันทกุล wrote:
ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจารย์นะคะ งานยุ่งมหาศาลจริงๆ T_T

จะพยายามตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ หลังศาลตัดสินจะพยายามอธิบายอย่างเป็นระบบกว่านี้

1. เรื่องนี้เป็นคดีความ กล่าวหาตามกฎหมาย ปปช. 2542 จึงต้องเป็น "กฏหมายนำเศรษฐศาสตร์" อยู่แล้วค่ะ และเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมายป้องกันการผูกขาด

2. การคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" นั้นจึงคำนวณจากฐานความผิดที่อยู่ในสำนวนอัยการ คือ 5 มาตรการที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทในเครือ ด้วยเป้าหมายที่จะดูว่าครอบครัวชินวัตร "ร่ำรวยผิดปกติ" เท่าใดจากมาตรการเหล่านั้น ถ้าศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเอื้อประโยชน์จริงๆ

3. นอกจากนั้น เราก็ควรต้องแยกกรณี "ร่ำรวยผิดปกติ" เหล่านี้ ออกจาก "ผลลัพธ์ของการแข่งขันในตลาดตามปกติ" (ด้านราคามือถือ ผู้บริโภค ฯลฯ) เพราะเป็น "ส่วนเกิน" ที่ได้โดยมาตรการที่อัยการกล่าวหาว่ามิชอบ

ขอโทษอาจารย์ที่ตอบได้เท่านี้จริงๆ นะคะ เวลาน้อย ความรู้ก็น้อย แต่คิดว่าได้พยายามอธิบายเงื่อนไขและขอบเขตของความรู้ตัวเองในบทความนั้นแล้ว :)

ถ้างั้นก็ปิดประเด็นได้ค่ะ สรุปได้ว่า

"ตัวเลขในหนังสือของคุณสฤณีนั้นมีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์" ในระบบการประเมินของดิฉัน

ก็ให้นักกฎหมายโต้เถียงกันต่อไปว่า"ความชอบธรรมทางกฎหมาย"นั้นวัดกันอย่างไร

ขอบคุณที่ตอบค่ะ

Kanda wrote:สฤณี อาชวานันทกุล

Kanda wrote:
สฤณี อาชวานันทกุล wrote:
ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจารย์นะคะ งานยุ่งมหาศาลจริงๆ T_T

จะพยายามตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ หลังศาลตัดสินจะพยายามอธิบายอย่างเป็นระบบกว่านี้

1. เรื่องนี้เป็นคดีความ กล่าวหาตามกฎหมาย ปปช. 2542 จึงต้องเป็น "กฏหมายนำเศรษฐศาสตร์" อยู่แล้วค่ะ และเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมายป้องกันการผูกขาด

2. การคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" นั้นจึงคำนวณจากฐานความผิดที่อยู่ในสำนวนอัยการ คือ 5 มาตรการที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทในเครือ ด้วยเป้าหมายที่จะดูว่าครอบครัวชินวัตร "ร่ำรวยผิดปกติ" เท่าใดจากมาตรการเหล่านั้น ถ้าศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเอื้อประโยชน์จริงๆ

3. นอกจากนั้น เราก็ควรต้องแยกกรณี "ร่ำรวยผิดปกติ" เหล่านี้ ออกจาก "ผลลัพธ์ของการแข่งขันในตลาดตามปกติ" (ด้านราคามือถือ ผู้บริโภค ฯลฯ) เพราะเป็น "ส่วนเกิน" ที่ได้โดยมาตรการที่อัยการกล่าวหาว่ามิชอบ

ขอโทษอาจารย์ที่ตอบได้เท่านี้จริงๆ นะคะ เวลาน้อย ความรู้ก็น้อย แต่คิดว่าได้พยายามอธิบายเงื่อนไขและขอบเขตของความรู้ตัวเองในบทความนั้นแล้ว :)

ถ้างั้นก็ปิดประเด็นได้ค่ะ สรุปได้ว่า

"ตัวเลขในหนังสือของคุณสฤณีนั้นมีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์" ในระบบการประเมินของดิฉัน

ก็ให้นักกฎหมายโต้เถียงกันต่อไปว่า"ความชอบธรรมทางกฎหมาย"นั้นวัดกันอย่างไร

ขอบคุณที่ตอบค่ะ

ขออภัยค่ะ ตั้งใจจะบอกว่า

"ตัวเลขในหนังสือของคุณสฤณีนั้นมีความชอบธรรมทางกฎหมาย??? แต่ไม่ชอบธรรมทางเศรษฐศาสตร์"

ลืมเครื่องหมายคำถาม :)

ก็ให้นักกฎหมายโต้เถียงกันต่อไปว่า"ความชอบธรรมทางกฎหมาย"นั้นวัดกันอย่างไร

โอ้โฮ เยี่ยมจิงๆ ปรบมือให้ 3

โอ้โฮ เยี่ยมจิงๆ ปรบมือให้ 3 ทีเลย

ยกแม่น้ำทั้งห้า รวมข้อมูลโหมกระพือกันมาอีกมากมาย

มาสะุดุด ใจความสุดท้ายได้ คตส.มิชอบ เพราะได้มาจากรัฐประหาร สกปรก ยี้ ยึึ๋็ยส์

แสดงละคร ดัดจริต เก่งกว่ามารยาหญิงทั่วไปอีกนะ คุณผู้ชายหลายคนในนี้

แบบว่าไม่ต้องถอดมหด ก็รู้ว่าคุณมัน กกน. สีแดง จ๋าเลยอ่ะค่ะ

คริคริ

อุ๊บส์ โทษนะคะ ลืมไป

อุ๊บส์ โทษนะคะ ลืมไป ว่าประชาไท นี้

ของ เค้าแวร๊งงงงงงงงงงงจิงๆ อืม... ก่อนจะทำตัวเป็นจิ้งจก ศึกษาหาวิธีที่เนียนกว่านี้หน่อยกันได้มั้ย

คือ มองแล้วมันทะลุเลยว่ะค่ะ ไม่เีนียนจิงๆ อันนี้
อย่าเรียกทักกี้ ว่ามันอย่างโน้น อย่างนี้ ให้เหาขึ้นกบาลเล่นเลย เรียกท่าน ดังๆ เลยก็ได้ว่ะค่ะ

แฟร์ๆ นะคะ

เอาละ ในเมื่อลบ คห.

เอาละ ในเมื่อลบ คห. กันแบบไม่สมดุล จึงจะปฏิบัติการ Flood กันนับแต่บัดนี้ต่อไป

โปรดฟังอีกครั้ง

ต่อไปนี้ I Pad จะเข้ามาเพื่อ Flood แต่อย่างเดียว

เพราะ คห. ที่โพสต์ ดีๆ ของ I Pad โดนลบ

โชคดี

สฤณี อาชวานันทกุล

สฤณี อาชวานันทกุล wrote:
ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจารย์นะคะ งานยุ่งมหาศาลจริงๆ T_T

จะพยายามตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ หลังศาลตัดสินจะพยายามอธิบายอย่างเป็นระบบกว่านี้

1. เรื่องนี้เป็นคดีความ กล่าวหาตามกฎหมาย ปปช. 2542 จึงต้องเป็น "กฏหมายนำเศรษฐศาสตร์" อยู่แล้วค่ะ และเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมายป้องกันการผูกขาด

2. การคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" นั้นจึงคำนวณจากฐานความผิดที่อยู่ในสำนวนอัยการ คือ 5 มาตรการที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทในเครือ ด้วยเป้าหมายที่จะดูว่าครอบครัวชินวัตร "ร่ำรวยผิดปกติ" เท่าใดจากมาตรการเหล่านั้น ถ้าศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเอื้อประโยชน์จริงๆ

3. นอกจากนั้น เราก็ควรต้องแยกกรณี "ร่ำรวยผิดปกติ" เหล่านี้ ออกจาก "ผลลัพธ์ของการแข่งขันในตลาดตามปกติ" (ด้านราคามือถือ ผู้บริโภค ฯลฯ) เพราะเป็น "ส่วนเกิน" ที่ได้โดยมาตรการที่อัยการกล่าวหาว่ามิชอบ

ขอโทษอาจารย์ที่ตอบได้เท่านี้จริงๆ นะคะ เวลาน้อย ความรู้ก็น้อย แต่คิดว่าได้พยายามอธิบายเงื่อนไขและขอบเขตของความรู้ตัวเองในบทความนั้นแล้ว :)

เสียเวลา สีซอ ให้
เสียเวลา สีซอ ให้ ตะกวดประชาไทฟังไป 2 - 3 ดอก ยุ่งชิบ วันๆ เลายิ่งมี 24 ชม. อยู่ด้วย อิอิอิ
แต่ไม่สีก็ไม่ได้นะซอน่ะ
ไม่งั้น ตะกวดเหล่านี้ แม่ง! คงโง่ยิ่งกว่านี้อีกไม่รู้เท่าไร? ฮา
เอาไม่ให้เสียเวลา I Pad เปิดเกมต่อเรยยยย
นั่งดูช่องตะกวดสเตชั่นมันหอนมั่ง เห่ามั่ง นั่งเกาเห็บก็มี พูดทุกทีที่มีเวลาว่า
"ตะกวด คือ ผู้รัก ปชต. เรียกร้องความยุติธรรม"
แต่ที่เห็นมันเรียกร้อง มันก็เรียกร้องให้แต่พ่อมัน
อ้างว่า คตส. มีแต่คนเกลียดพ่อมัน จึง ตัดสินให้พ่อมันผิด (แต่ คตส. เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่สืบสวน เขาตัดสินไม่ได้ เขาแค่ สอบ สืบ รวบรวมหักฐาน รู้กันมั่งปะวะ?),
ศาลเป็น 2 มาดถาน โอย! ถ้าศาลไม่มีมาดถานจริง ฝรั่ง เจ๊ก จาม พราห์ม แขก แม่ง! คงไม่ขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรอก พวกมึงลองเขย่าเขาบนหัวอีกซักทีแล้วลองคิดใหม่ วาทะกระดอแบบนี้น่ะถูกหรือลวง (อิอิ)
สังคมไทยมีแต่อำมาตย์ ครอบงำ คอยกดขี่ประชาชน ประเด็นนี้นะครับ พวกตะกวดทั้งหลายครับ กูงง! กูขอถามพวกคุณทั้งหลายว่าก่อน รัฐประหาร 19 กย. 49 พวกคุณทั้หลายพวกมึงมัวแต่ทำซ่งติงอะไรกันครับ? ถ้าเมืองไทยโดนกดขี่ แล้วก่อนยุคตักขี้ (44 - 49) พวกมึงทำหาอะไรกันอยู่ล่ะครับ? ทำไมไม่ออกมาขับไล่อำมาตย์กันก่อนหน้านั้น ประเด็นที่ว่านี่ ฟังแล้วตอหลดอย่างแก่ ตอแหลอย่างด้าน จริงๆ
สรุป ไหนล่ะ ผู้รัก ปชต. ผู้ต้องการความยุติธรรม ก่อนหน้ายุคตักขี้ ทำไมพวกนี้ถึงทนอยู่ได้มาตั้งแต่เกิด แล้วทำไมพอ ปชต. หายไป เพราะคนๆ หนึ่งถูกรังแก และคนที่ถูกรังแก ก็ หมายถึงสังคมไทยไม่มี ค. ยุติธรรม แล้วทำไมพึ่งมารู้สึกเอาตอนนี้ ทำไมไม่มองเห็นตั้งแต่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ โคตร พวกมึง ถูกกดขี่ แล้วออกมาเรียกร้องตอนนั้นเลยล่ะ
ทำไม? ต้องเพิ่งจะมาดัดจริตสดีดสดิ้ง รัก ปชต. รัก ค. ยุติธรรม เอาตอนตักขี้พ่อพวกมึงโดนกระทำ
จะสร้างวาทกรรม ก็ทำซะเกรียนหาเนียนไม่ได้อย่างนี้ หลอกได้แต่พวก ประชาควาย (ก็คือที่ประชาไทนี่แหละ อิอิอิ) และ ตะกวดทั้งหลายตามช่องคลอดแดงสเตชั่น เท่านั้นหรอกวะ!
อิอิอิ

สฤณี อาชวานันทกุล

สฤณี อาชวานันทกุล wrote:
ขออภัยที่ไม่ได้เข้ามาตอบอาจารย์นะคะ งานยุ่งมหาศาลจริงๆ T_T

จะพยายามตอบสั้นๆ ก่อนนะคะ หลังศาลตัดสินจะพยายามอธิบายอย่างเป็นระบบกว่านี้

1. เรื่องนี้เป็นคดีความ กล่าวหาตามกฎหมาย ปปช. 2542 จึงต้องเป็น "กฏหมายนำเศรษฐศาสตร์" อยู่แล้วค่ะ และเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่กฎหมายป้องกันการผูกขาด

2. การคำนวณ "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" นั้นจึงคำนวณจากฐานความผิดที่อยู่ในสำนวนอัยการ คือ 5 มาตรการที่กล่าวหาว่า "เอื้อประโยชน์" ให้กับบริษัทในเครือ ด้วยเป้าหมายที่จะดูว่าครอบครัวชินวัตร "ร่ำรวยผิดปกติ" เท่าใดจากมาตรการเหล่านั้น ถ้าศาลตัดสินว่ามาตรการเหล่านั้นเอื้อประโยชน์จริงๆ

3. นอกจากนั้น เราก็ควรต้องแยกกรณี "ร่ำรวยผิดปกติ" เหล่านี้ ออกจาก "ผลลัพธ์ของการแข่งขันในตลาดตามปกติ" (ด้านราคามือถือ ผู้บริโภค ฯลฯ) เพราะเป็น "ส่วนเกิน" ที่ได้โดยมาตรการที่อัยการกล่าวหาว่ามิชอบ

ขอโทษอาจารย์ที่ตอบได้เท่านี้จริงๆ นะคะ เวลาน้อย ความรู้ก็น้อย แต่คิดว่าได้พยายามอธิบายเงื่อนไขและขอบเขตของความรู้ตัวเองในบทความนั้นแล้ว :)

เสียเวลา สีซอ ให้
เสียเวลา สีซอ ให้ ตะกวดประชาไทฟังไป 2 - 3 ดอก ยุ่งชิบ วันๆ เลายิ่งมี 24 ชม. อยู่ด้วย อิอิอิ
แต่ไม่สีก็ไม่ได้นะซอน่ะ
ไม่งั้น ตะกวดเหล่านี้ แม่ง! คงโง่ยิ่งกว่านี้อีกไม่รู้เท่าไร? ฮา
เอาไม่ให้เสียเวลา I Pad เปิดเกมต่อเรยยยย
นั่งดูช่องตะกวดสเตชั่นมันหอนมั่ง เห่ามั่ง นั่งเกาเห็บก็มี พูดทุกทีที่มีเวลาว่า
"ตะกวด คือ ผู้รัก ปชต. เรียกร้องความยุติธรรม"
แต่ที่เห็นมันเรียกร้อง มันก็เรียกร้องให้แต่พ่อมัน
อ้างว่า คตส. มีแต่คนเกลียดพ่อมัน จึง ตัดสินให้พ่อมันผิด (แต่ คตส. เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่สืบสวน เขาตัดสินไม่ได้ เขาแค่ สอบ สืบ รวบรวมหักฐาน รู้กันมั่งปะวะ?),
ศาลเป็น 2 มาดถาน โอย! ถ้าศาลไม่มีมาดถานจริง ฝรั่ง เจ๊ก จาม พราห์ม แขก แม่ง! คงไม่ขนเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรอก พวกมึงลองเขย่าเขาบนหัวอีกซักทีแล้วลองคิดใหม่ วาทะกระดอแบบนี้น่ะถูกหรือลวง (อิอิ)
สังคมไทยมีแต่อำมาตย์ ครอบงำ คอยกดขี่ประชาชน ประเด็นนี้นะครับ พวกตะกวดทั้งหลายครับ กูงง! กูขอถามพวกคุณทั้งหลายว่าก่อน รัฐประหาร 19 กย. 49 พวกคุณทั้หลายพวกมึงมัวแต่ทำซ่งติงอะไรกันครับ? ถ้าเมืองไทยโดนกดขี่ แล้วก่อนยุคตักขี้ (44 - 49) พวกมึงทำหาอะไรกันอยู่ล่ะครับ? ทำไมไม่ออกมาขับไล่อำมาตย์กันก่อนหน้านั้น ประเด็นที่ว่านี่ ฟังแล้วตอหลดอย่างแก่ ตอแหลอย่างด้าน จริงๆ
สรุป ไหนล่ะ ผู้รัก ปชต. ผู้ต้องการความยุติธรรม ก่อนหน้ายุคตักขี้ ทำไมพวกนี้ถึงทนอยู่ได้มาตั้งแต่เกิด แล้วทำไมพอ ปชต. หายไป เพราะคนๆ หนึ่งถูกรังแก และคนที่ถูกรังแก ก็ หมายถึงสังคมไทยไม่มี ค. ยุติธรรม แล้วทำไมพึ่งมารู้สึกเอาตอนนี้ ทำไมไม่มองเห็นตั้งแต่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ โคตร พวกมึง ถูกกดขี่ แล้วออกมาเรียกร้องตอนนั้นเลยล่ะ
ทำไม? ต้องเพิ่งจะมาดัดจริตสดีดสดิ้ง รัก ปชต. รัก ค. ยุติธรรม เอาตอนตักขี้พ่อพวกมึงโดนกระทำ
จะสร้างวาทกรรม ก็ทำซะเกรียนหาเนียนไม่ได้อย่างนี้ หลอกได้แต่พวก ประชาควาย (ก็คือที่ประชาไทนี่แหละ อิอิอิ) และ ตะกวดทั้งหลายตามช่องคลอดแดงสเตชั่น เท่านั้นหรอกวะ!
อิอิอิ

เง้อ ...ไม่ย่อมอ้ะ

เง้อ ...ไม่ย่อมอ้ะ คห.ไร้สาระของเค้าโดนลบ ไปได้ไง ไมเห็นจะต้องซิเรียสเลย

แค่บอกว่า ขยะออนไลน์ ทำเปนเซ้นซิทิฟไปด้ายยยยยย

แล้วเป็นไงล่ะ คตส.ที่ถูกครอบงำโดย ทหาร อ่ะ คืนให้เยอะกว่าที่คิดไว้อีก เห้อ

นี่แหละน๊า เต้นแร้งเต้นกาตีตนก่อนไข้แทนบิดา ประชาทุย จิงๆ

ผมขอถือโอกาสเขียน

ผมขอถือโอกาสเขียน "ปัจฉิมลิขิต" ให้กับการดีเบตในหน้านี้

ผมเห็นว่า คำตัดสินวันนี้ ในช่วงแรก (ดูรายงานสรุปของประชาไท ที่นี่ http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27880 ) เป็นการยืนยันให้เห็นว่า "การให้เหตุผล"(?) ของสฤณี... ขออภัย.. งี่เง่าเพียงใด
ทีว่า "กระบวนการยุติธรรม" เริ่มต้นที่ศาลบ้าง ที่อัยการหรือ ปปช.บ้าง
คำตัดสินวันนี้ ศาลได้ยืนยัน รับรองกระบวนการนี้ตั้งแต่ต้น จาก คปค.มาเลย และ คตส.ด้วย
รับรองกระทั่งว่า การที่มีคนอย่างแก้วสรร ที่ขึ้นเวทีอภิปรายของพันธมิตร เป็น คตส. ด้วยนั้น ชอบธรรมแล้ว
("การขึ้นเวทีปราศรัย เขียนหนังสือก็เป็นการวิพากษ์ด้วยความชอบธรรมตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา " ตามรายงานประชาไท)
สฤณียัง "หน้าบาง" อยู่บ้างที่ ยอมรับว่า คตส. มาจาก รปห. แต่ก็พยายามจะ "แถ" ว่า หลังจาก คตส. "ส่งเรื่อง" แล้ว ก็ถือว่า ยุติธรรม
คำตัดสินของศาลได้ยืนยัน "ตบหน้า" สฤณี ฉาดใหญ่ว่า แท้จริงแล้ว ศาลถือเอากระบวนการทั้งหมด เป็นกระบวนการเดียวกัน ตั้งแต่ คปค. มาเลย

ดราม่านี้คึกครื้นจริงๆ สรุปแล

ดราม่านี้คึกครื้นจริงๆ

สรุปแล้วคปค. นี่มีความผิดมากมายอย่างเหลือล้น

เทียบไม่ได้เลยกับคณะราษฎร์ 2475 ที่กระชากประชาธิปไตยมาด้วยกระบอกปืนเลย

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นี่คงเป็นมรดกบาปที่โคตรเหง้านักการเมืองสร้างไว้ให้กับแผ่นดินไทยกระมัง?

ความยุติธรรมในโลกมีจริงหรือ นี่พวกคุนแกล้งทำตาใสซื่อ หรือแสดงละครอยู่กันแน่

น่าเบื่อที่ประเทศไทยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร เพราะมีแต่พวกนักวิชาการอ่านหนังสือฝรั่งแล้ว

กระสันฝันอยากให้หลักการเป็นแบบเขา 100 เปอร์เซนต์ โดยไม่ดูบริบทจากประเทศของตัวเอง

ไม่อยู่กับความเป็นจริง คุณว่าที่ศาลตัดสินวันนี้ มีน้ำหนัก ให้คุณค่ากับประชาชนมากแค่ไหน

ไม่ยึดทั้งหมด ทั้งๆที่ควรด้วยซ้ำ แต่ต้องการให้ความรู้แก่ประชาชนมากกว่าการเอามันส์

ถือเป็นการแยกปลาออกจากน้ำ ให้บางคนได้ตั้งสติ ระงับอารมณ์มวลชนรากหญ้า ให้เวลาทุกคน

นี่คุณจะยังต้องการ due process มากกว่า เนื้อหาคุณค่าทางปัญญาจากคำตัดสิินวันนี้อีกหรือ

ถ้าคุณติดอยู่กับตตรกะมากเกินไป ระวังคุณเองนั้นแหละที่สุดท้ายต้องมาติดกับดักของตรรกะเอง

มนุษย์ไม่ได้ดำรงชีพด้วยตรรกะ สัญชาตญานต่างหากที่ทำให้พวกเขารอดชีวิต

ประเด็นสำคัญเลยที่เห็นว่ามุมแ

ประเด็นสำคัญเลยที่เห็นว่ามุมแดง ทำได้ดีกว่ามุมเหลือง ก็คือว่า

1. การวิเคราะห์ผลกระทบในแต่ละประเด็นนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าจะใช้หลักการบัญญัติไตรยางค์มาวิเคราะห์ความเสียหายได้ เพราะมันไม่ใช่เป็นสมการเชิงเส้นแบบง่ายชั้นเดียว x+1=2 แต่มันเป็นสมการหลายตัวแปร ยกกำลังหลายชั้น ไม่ได้มีแค่คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว อย่าพิจารณาแค่ตัวละครแค่รัฐ กับ ชินคอร์ป แค่สองตัว ต้องดูองค์ประกอบอื่นทั้งดีแทค ทรู ทศท กสท ประชาชน ระบบเศรษฐกิจในภาพกว้าง

2. ประเด็นส่วนใหญ่ที่คตส.นำมาอ้างว่าสร้างความเสียหายต่อรัฐนั้นมันเป็นประเด็นในเรื่องระดับนโยบาย ไม่ใช่ระดับข้อกฎหมาย ครม. และ รบ. มีหน้าที่รับผิดชอบในระดับนโยบายนี้ต่อประชาชน ผู้ที่จะมีหน้าที่ตัดสินคือประชาชนผู้ลงคะแนน ไม่ใช่ศาล จริงอยู่ที่มีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งตามรธน.ก็เป็นเพียงคุณสมบัติต้องห้าม อย่างมากก็พ้นจากตำแหน่งหรือโดนพักสิทธิ์

การนำเรื่องเข้าสู่ชั้นศาลโดยใช้ข้ออ้างที่จากการมีคุณสมบัติต้องห้าม(ขัดแย้งทางผลประโยชน์) แล้วอ้างว่ารัฐเสียหายจากนโยบายที่ออกมาเือื้อประโยชน์ให้ตัวเองโดยการใช้วิธีการคิดเลขบัญญัติไตรยางค์แบบเด็กมัธยมต้น จึงไม่สมเหตุสมผลทั้งปวง คล้ายกับแนวคิดวัวกินหญ้าที่ควรเป็นตรรกะของคนกินหญ้าแท้ๆ ....

แต่บังเอิ้ญ บังเอิญ พอเอาเรื่องนโยบายมาตัดสินกันในชั้นศาล ซึ่งมักจะใช้แต่ทักษะคณิตศาสตร์ระดับม.ต้น อย่าง บวก ลบ คูณ หาร เรื่องจึงลงเอยด้วยการฉะนี้

ฟังศาลตอนต้นๆแล้วเศร้าใจเหมือ

ฟังศาลตอนต้นๆแล้วเศร้าใจเหมือน อ.สมศักดิ์เลย... "ปปช. แต่งตัั้งมาถูกต้องแล้ว โดยอ้างถึงประกาศ คปค." อะไรๆอะไรก็ถูกต้องตามประกาศ คปค. แต่ศาลตอนศาลตัดสินเรื่อง คตส.ไม่เป็นปฏิปักกับทักษิณนี่ไม่เห็นอ้าง คปค. คนตั้ง คตส. เลย... ตูละงง ก็คนตั้งองค์กรทั้งหมดนั่นประกาศตัวชัดเจนเลยว่าเป็นปฏิปักต่อทั้งทักษิณ และ ระบอบประชาธิปไตย (ซึ่งศาลก็ยอมรับประกาศของคนเหล่านี้) แต่ดันบอกเฉยว่า คตส ไม่เป็นปฏิปัก

ตัวเลขของคุณสฤณีนั้นคือ

ตัวเลขของคุณสฤณีนั้นคือ

"เงินที่จะโยกย้ายเงินจากบัญชีทักษิณ ไปสู่บัญชีรัฐวิสาหกิจ ถ้าสมมุติว่าทักษิณผิดทางกฎหมาย"

ตอนนี้ศาลก็ตัดสินให้ข้อสมมุติของคุณสฤณีเป็นความจริงแล้ว ตัวเลขของคุณสฤณีก็ได้รับการรับรองโดยศาล คุณสฤณีก็คิดเลข ด้วย linear function ได้

ในทางเศรษฐศาสตร์การวิเคราะห์ไม่หยุดแค่ linear function หรือสถิติกุ๊กกิ๊กน่าเอ็นดู ต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง

ถ้าอยากอ่านเกี่ยวกะเรื่องนี้เพิ่มเติมดิฉันอธิบายไว้ในความเห็นที่นี่นะคะ
http://www.prachatai.com/node/27855/talk

โถ

โถ น่าสงสารคนเสื่้อแดงเค้าร้องไห้เสียใจ เพราะคำพิพากษาตัดสินมาจาก คณะรัฐประหาร นี่เอง

รักความยุติธรรมกันอย่างเหนือผู้เหนือคนจิงๆ

Due process เอ๊ย หน้าตามันเป็นอย่างไรหนอ เสื้อแดงเค้าร้องไห้กันแทบจะออกมาเป็นสายเลือดแล้ว

พวกคุณนักวิชาการทั้งหลายในนี้ก็คงเหมือนกันใช่มั้ย ต่อจากนี้ไปช่วยวิเคราะห์คำพูดของพ่อจิ๋ว

พ่อทูนหัวคนใหม่ของพวกคุณเสียด้วยสิ ว่าคนๆนี้ เค้าก็รักความยุติธรรม ไม่อาจยอมรับคำตัดสินจากศาลได้

ฟังแล้ว งึกๆงัั่่่กๆ มันเป็นซงลง เซงเลง

พิสูจน์แล้วว่า เวปนี้สีแดง ฉะนั้นช่วยหาเครื่องหมายการค้ามาแปะด้วยนะคะ อย่าทำตัวเป็นอีแอบ

คนเสื้อแดงที่รวมตัวกันหน้าพรรคเพื่อทุย ยังดูมีความกล้าหาญ และ "น่านับถือ" มากกว่าพวกคุณหลายคนในี้เยอะ

ขอต่ออีกนิดนะ

ขอต่ออีกนิดนะ มันรู้สึกเหมือนคนอุจจาระไม่สุดยังไงไม่รู้ถ้าไม่ได้พูด

คือ ไอ้คนที่ออกมายกหลักการ due process (กระบวนการอันชอบธรรม) เนี่ย ก่อนหน้าที่สังคมไทยจะ คมช.

มีส่วนไหนของสังคมบ้าง ที่มีกระบวนการอันชอบธรรม อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่หากินกันอย่างหน้าด้้านๆ

แทรกแซงองค์กรอิสระบ้าง จนถึงที่สุดแล้วก็คือ แทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความผิดอันสุจริต (อยากจะอาเจียน)

ตอนนั้นพวกคุณไปมุดรูไหนกันอยู่ไม่ทราบ ที่ตอนนี้กลับแสดงอาการตลบแตลง ดัดจริตกันขึ้นมาทันที

กรณีที่พ่อใหญ่จิ๋วออกมาพูดว่า คำตัดสินของศาลเป็นผลจากคมช. นี่ก็หลักการ due process อันเดียวกันใช่หรือไม่

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า due process นี่แท้จริงแล้ว เป็นเพียงตุ๊กตา ที่เป็นตัวแทนนัยยะของเกมทางการเมือง

อย่างเถียงไม่ได้จริงๆ

และสุดท้ายนี้ถ้าในบทความขยะอันนี้ เป็นการตอบโต้ของชายหญิงธรรมดาก็คงไม่รู้สึกอะไร

เพราะเราก็ผู้หญิงหัวก้าวหน้า ไม่ได้คาดหวังความสุภาพจากบุรุษสักเท่าไร คุยกันได้อย่างแฟร์ๆ

แต่สิ่งที่เห็นจากการโต้ตอบกันในกระทู้นี้ คืออาจารย์ กับ ลูกศิษย์ ใช่หรือไม่

ควรแล้วหรือที่จะแสดงคำพูดเช่นนั้น กับลูกศิษย์ผู้นบนอบมากกว่า ผู้ที่อ้างว่าตนใหญ่กว่าด้วยฐานะอาจารย์

เห็นอย่างนี้แล้ว รู้ทันทีเลยว่าการศึกษาไทยที่มันแย่อยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะเด็กมันหรอก

แต่เป็นผลจากผู้ใหญ่ปัญญาอ่อนบางคนมากกว่า ที่อีคิวน่าจะต่ำกว่าไอคิว

คนเป็นอาจารย์คือ ผู้ที่พร้อมด้วยพรหมวิหาร 4 รึป่าว ทบทวนดีๆนะ

เพราะการเป็นครูนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ลูกศิษย์ต้องกราบไหว้ เพราะฉะนั้นก่อนจะพูดอะไร

ด้วยถ้อยคำมักง่าย ต้องอย่าลืมสติ และน้ำใจที่กว้างขวางในการตั้งคำถามรวมถึงตอบคำถามด้วย

ถึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การกราบไหว้

--------ขอบคุณ-------

ไปซะแล้ว คุณ สฤนี

ไปซะแล้ว คุณ สฤนี ปลดปล่อยธาตุแท้ออกมาซะแล้ว ถ้าเป็นมืออาชีพคงต้องอดทน ยอมรับ ให้มากกว่านี้นะ

อยากจะเสนอแนะว่าถ้าจะทำเป็นหนังสือ ถ้ายังคิดว่ามีใจเป็นธรรมได้ ลองลบภาพว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกี่ยงข้องกับนายทักษิณ นึกว่าเป็นตามียายมาก็ได้ แล้วเอามูลเหตุหรือวัตถุประสงค์ของการกระทำในแต่ละกระทงความมาตีแผ่ด้วยทุกด้าน และด้านของคุณที่มองว่าเป็นความเสียหาย เพื่อจะได้ดูว่าภาพรวมแท้จริงมันเป็นอย่างไร บวกลบแล้วติดบวกแค่ไหนหรือติดลบแค่ไหน รัฐ (+ประชาชน) ได้แค่ไหน เอกกระชนผู้ประกอบการได้แค่ไหน

ถ้าจะจ้องเอาแต่จ้องเอาแต่ด้านลบ มันจะเป็นมืออาชีพมีความเป้นธรรมหรือไม่

เว้นแต่ว่ามีเป้าประสงค์จะคิดด้านลบด้านเสียหายอย่างเดียว ซึ่งก็มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นการประเมินเอา

ลองเปิดใจเอาข้อโต้แย้งหรือวัตถุประสงค์ของเขามาพิจารณา สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลจากภาคเอกชนที่ดำเนินการจนได้ข้อสรุปแล้วส่งให้ครม. หรือนายทักษิณพิจารณาในขั้นสุดท้าย

ถ้าสุดท้ายเทียบเคียงกันแล้วมันมีความเสียหายก็ตีแผ่ออกมา มีด้านดีก็ควรตีแผ่ออกมา และไม่ควรจะมองผลแค่ระดับบุคคลทั้งด้านได้และด้านเสีย

ไม่งั้นจะกลายเหมือนว่า ทหารควบม้าไปป้องกันเมืองแต่เหยียบสนามหญ้าเสียหาย ก็เอามาฟ้องร้องว่าทำรัฐเสียหาย

ถ้าเปิดใจเอาข้อมูลมาทุกด้านไม่ได้ ไม่อาจลบภาพนายทักษิณเป็นเจ้าของชินฯได้ ก็น่าจะมีเรื่องอคติมาเกี่ยว

มืออาชีพย่อมต้องปลอดจาก รัก โลภ โกรธ หลง มาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจดำเนินการในวิชาชีพ

ทุกครั้งที่ในหลวงตรัสกับท่านศาล สิ่งที่ผมได้ยินมากที่สุดคือคำว่า ความยุติธรรม

ผมเชื่อว่า ความยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้ถ้าเอาทุกด้านมาเทียบเคียงกัน
แต่ถ้าเป้าประสงค์ของคุณคือการเอาเฉพาะด้านเดียว ก็สุดแท้แต่ท่าน ถ้าไม่ให้ความเป็นธรรมผู้อื่นก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะมองท่านด้วยความเป็นธรรม

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน