มองต่างมุมกับคำพิพากษายึดทรัพย์และสัมปทานโทรศัพท์มือถือ
จากคำพิพากษายึดทรัพย์ที่ได้ตัดสินไปเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีประเด็นในหลายประเด็นที่ศาลฎีกาตัดสินไว้อย่างน่าสนใจ ที่ควรค่าแก่การเก็บตกและมาขยายความในทางวิชาการกันต่อไป ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อศาล ในบทความนี้ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะชี้ให้เห็นความถูกผิดของคำพิพากษา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะนำแง่มุมในคำพิพากษามาขยายความในเชิงวิชาการทางนโยบายของรัฐและเศรษฐศาสตร์ที่มุ่งชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ประเด็นต่างๆในคำพิพากษานี้ไม่ว่าจะเป็น การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 หรือ การแก้สัญญาone2call เรื่องปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรเติมเงินล่วงหน้าให้กับเอไอเอส การแก้ไขสัญญาณอนุญาตใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่ายร่วม “โรมมิ่ง” สังคมไทยควรตั้งสติให้ดีๆ เนื่องจาก หากประชาชนผู้ติดตามคำพิพากษาทั่วไปโดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ อาจทำให้หลงคิดไปตามเหตุผลของฝ่ายกล่าวอ้างไปโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
ในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นี้ต้องคิดแยกประเด็นกันให้รอบคอบว่า การกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะที่ลูกมีหุ้น ภรรยามีหุ้น ญาติมีหุ้นในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ต้องมีการจัดการทางกฎหมายและเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ศาลก็ได้วางบรรทัดฐานเรื่องผลประโยชน์ทันซ้อนของนักการเมืองได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงสาธารณูปโภคได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีค่าบริการต่ำลงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง นโยบายเหล่านี้มีประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน เรื่องนี้สังคมไทยต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจน ต้องแยกให้ออกว่าเป็นคนละเรื่องกันระหว่างการกระทำที่มิชอบของนักการเมืองคนหนึ่งที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง กับนโยบายที่ควรจะเป็นของประเทศ มิฉะนั้น อาจมีการเหมาเข่งรวมกันไปว่านโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายเหล่านี้เป็นผลเสียต่อประเทศไปทั้งหมดซึ่งอาจจะทำให้เราหันหัวเรือในการพัฒนาประเทศผิดไปก็เป็นได้
สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายของรัฐ เพราะ ปัจจุบันรัฐไทยในความคิดของประชาชนส่วนหนึ่งนั้นคิดว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์คือ ขายชาติ ทรยศชาติ ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นอาจทำให้ประชาชนที่อยู่อย่างลำบากยากแค้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ต้องทำความเข้าใจว่า รัฐบาลนั้นไม่ใช่รัฐ รัฐนั้นประกอบไปด้วยองคาพยพทั้ง 4 ส่วนคือ อำนาจอธิปไตย ดินแดน รัฐบาล และประชาชน คดีนี้มีการยกตัวอย่างการขาดรายได้ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท กศท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาทมาเป็นเหตุผลสนับสนุนในหลายจุดนั้น ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นที่ต้องพิจารณานั้นคือ ความเสียหายในคดีนี้ความเสียหายส่วนใดที่รัฐวิสาหกิจเสือนอนกินทั้ง 2 บริษัทเสียหาย และความเสียหายส่วนใดที่ประชาชนเสียหาย เพราะความเสียหายของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุถึงเรื่องความเสียหาย ก็เพราะเพื่อสนับสนุนเพื่อให้การกระทำที่เอื้อผลประโยชน์ชองคุณทักษิณมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งที่จริงๆแล้ว อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเหตุผลเรื่องความเสียหายเหล่านี้มากล่าวอ้างก็ได้ เพราะแค่กระทำการเอื้อผลประโยชน์ต่อตนเองก็เพียงพอแล้วที่จะพิพากษาในคดีนี้ แม้รัฐจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนก็สามารถพิพากษาลงโทษการกระทำดังกล่าวได้แล้ว
นอกจากนี้การยกค่าเสียหายของรัฐที่มากมายนั้นในคดีนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดต่อสังคมในเรื่องของผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งไม่ควรหมายถึงผลประโยชน์ของรัฐบาล หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ แต่ควรหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของรัฐไทย เนื่องจากจุดใหญ่ใจความที่ต้องพิจารณาก็คือ เป้าหมายของประเทศเราคืออะไร ใช่การที่รัฐวิสาหกิจของรัฐทั้ง 2 มีรายได้สูง เก็บรายได้ เข้ารัฐมาก แต่ประชาชนกลับใช้ชีวิตอยู่กับความยากลำบากเพื่อให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจได้มีโบนัสจากกำไรที่รับบนความลำบากของประชาชนหรือไม่ ขณะที่การกระทำอะไรก็ตามที่จะส่งผลให้ประชาชนทั้งประเทศได้ผลประโยชน์สูงสุดนั้น เช่นได้มีโทรศัพท์มือถือดีๆ ถูกๆ ใช้ แล้วรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นต้องขาดรายได้กลับเป็นการทำลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัมปทานไอทีวี ที่รัฐมุ่งเอาแก่รายได้ของเอกชนจนเอกชนไม่สามารถประกอบธุรกิจเพื่อให้บริการประชาชนได้ หรือใบอนุญาต 3 จี ที่จะทำให้ประชาชนที่ไม่มีสายโทรศัพท์เข้าถึง ได้ใช้อินเตอร์เน็ตเหมือนคนเมืองบ้าง แต่กลับมีการอ้างว่าหากให้ใบอนุญาตไปกับเอกชน รัฐจะเสียประโยชน์มากมาย ซึ่งต้องแลกกับการที่ประชาชนต้องนั่งรอเป็นปีให้รัฐวิสาหกิจที่ไร้คุณภาพของรัฐจัดทำต่อไป
ส่วนที่สองนั้นก็คือเรื่องของการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตให้บริษัทผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำเพราะการลดภาษีลงนั้นจะทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตต่ำลง สามารถให้บริการประชาชนในราคาถูกลง ให้บริการแก่ประชาชนได้มากขึ้น มิฉะนั้น หากรัฐยังมีการเก็บภาษีขูดเลือดขูดเนื้อเอกชนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะได้ใช้มือถือในราคาถูกทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ ถ้าหากมิได้มีการปรับสัญญาต่างๆเหล่านี้ ตอนนี้พวกเราคงต้องนั่งทนใช้โทรศัพท์อยู่ยี่ห้อเดียว เสียค่าบริการเดือนละ 500 ทุกเดือน สัญญาณก็ไม่ค่อยดีเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นแน่ หากต้นทุนของผู้ประกอบการสูงแล้ว ถึงแม้จะมีการแข่งขันกันในตลาดอย่างไรก็คงจะสามารถลดต้นทุนของสินค้าได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับรัฐนั้นเป็นต้นทุนที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีตัวเลขที่ยืนยันชัดเจนว่าตั้งแต่เก็บภาษีสรรพสามิตเริ่มในปี 2546 ขณะนั้นมีผู้ใช้บริการ 35 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 100 ล้านเลขหมาย ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการเปิดให้ธุรกิจมือถือนั้นแข่งกันได้อย่างเสรีโดยไม่มีค่าสัมปทานมาเป็นอุปสรรคในการเข้าสู้ตลาด (Barriers to entry)
ถึงแม้ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยในทำนองที่ว่า การแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนั้นเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่โดยส่งผลให้เอไอเอสได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากเอไอเอส สามารถนำค่าสัมปทานที่เสียไปแล้วนั้นมาหักเป็นภาษีสรรพสามิตได้นั้น แต่ก็อาจจะถือว่ายุติธรรมแล้วก็ได้เพราะเอไอเอสก็จ่ายค่าสัมปทานไปก่อน บริษัทอื่นที่ยังไม่ได้จ่ายก็สามารถจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตเป็นรายปีไป หากจะไม่ให้เอไอเอสหักค่าสัมปทานออก ก็ไม่น่าจะเป็นธรรมเท่าไรนัก เนื่องจากการแข่งขันเสรีนั้นต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน สถานะและภาระของผู้ประกอบการแต่ละรายไม่จำเป็นต้องพิจารณา และก็น่าเชื่อว่านโยบายนี้น่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหม่เช่นกันเนื่องจากผู้ประกอบการรายใหม่อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนสัมปทานเดิม เพียงแต่เสียภาษีสรรพสามิตเป็นรายปีเท่านั้น
ส่วนประเด็นการปรับลดค่าอัตราส่วนแบ่งในระบบพรีเพดให้กับบริษัท ทศท.ให้เหลือ อัตราคงที่ร้อยละ 20 จากการที่จะต้องจ่ายตามอัตราก้าวหน้าตามสัญญาเดิมนั้น จริงๆแล้วในเรื่องนี้ศาลก็ได้ตัดสินไว้แล้วในส่วนหนึ่งว่า การปรับค่าอัตราส่วนแบ่ง ประชาชนได้ใช้บริการมากขึ้นดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษาว่ามีการขยายฐานตลาดจาก 2.5 แสนรายเป็น 17 ล้านราย ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์คือได้ใช้บริการที่ถูกลงอย่างมาก เพราะถ้าเป็นสมัยก่อนที่โทรศัพท์ระบบเติมเงินเข้ามาใหม่ ค่าบริการขั้นต่ำที่จะให้มือถือใช้ได้ตลอดเดือนก็ต้องมี 300-500 บาทเป็นอย่างต่ำ นาทีละ 5 บาท ปัจจุบัน 50 บาทอยู่ได้ทั้งเดือน ส่วนการแก้สัญญาให้รัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมในระบบโรมมิ่ง ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ใจความหลักคือ มีการลดค่าธรรมเนียมให้เอไอเอส ซึ่งก็จะทำให้เอไอเอสบริการโรมมิ่งแก่ผู้บริโภคได้ในราคาถูกลง
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อศาล ในส่วนของคำพิพากษาประเด็นสัญญาพรีเพดนั้น ที่ว่า “คู่แข่งของเอไอเอสคือแทคที่ทำบัตรโทรศัพท์พร็อปให้บริการแข่งขัน … ทางแทคมีภาระมากกว่า ทั้งที่ยังไม่มีลูกค้า ทำให้ขาดทุนเสียรายได้ กสท. ได้ปรับอัตราจึงชอบแล้ว เอไอเอสขอลดอัตรารายได้บ้าง และมีช่องทางปรับลดตามขอ เห็นว่าเอไอเอสไม่มีเหตุที่จะลดอัตรารายได้ที่ต้องส่งให้กสท.” เรื่องนี้อาจทำให้เกิดบรรทัดฐานต่อวงการกฎหมายในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมในอนาคต เนื่องจากอาจทำให้นักกฎหมายเข้าใจกันไปว่า การแข่งขันที่เป็นธรรมคือ การที่รัฐช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าในตลาด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ขัดแย้งกับทฤษฎีตลาดเสรี( free market theory) เนื่องจากจากการแข่งขันเสรีหมายถึง ผู้ประกอบการทุกรายอยู่ในกติกาเดียวกัน ใครไม่สามารถแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องเลิกไป ใครจะมีต้นทุนเท่าไรก็สู้กันเข้าไป ไม่มีการจำกัดว่าใครจะมีฐานลูกค้ามากกว่า มีความสามารถที่มากกว่า ก็ต้องปล่อยให้เขาแข่งกันไปอย่างเสรี รัฐไม่มีสิทธิ์เข้าไปอุ้มผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อที่เราจะได้ผู้ประกอบการที่ทำราคาได้ต่ำที่สุด ผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่สุด และบริหารจัดการได้เก่งที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รัฐมีหน้าที่อยู่อย่างเดียวคือการทำให้สภาวะเหมาะแก่การแข่งขันทางธุรกิจมากที่สุด คือ กำจัดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ต่ำ ค่าสัมปทานที่ต่ำ ใบอนุญาตที่ขอได้ไม่ยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นการที่ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าไม่ควรจะปรับลดภาษีให้เอไอเอสนั้นเนื่องจากฐานลูกค้าและภาระที่น้อยกว่าแทคน่าจะขัดกับทฤษฎีนี้อยู่พอสมควร
เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเข้าใจถึงคำพิพากษาว่าสิ่งใดที่ศาลต้องการวางเป็นบรรทัดฐานหลักของคำพิพากษา ส่วนใดเป็นเพียงเหตุผลประกอบคำพิพากษาเพี่อสนับสนุนเหตุผลหลักเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเหตุผลรองนี้ไม่ควรนำคำพิพากษาในส่วนเหล่านี้ไปเป็นบรรทัดฐานตีความกฎหมาย รวมถึงบังคับใช้กฎหมายในอนาคต เพราะส่วนของคำพิพากษาในส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเพียงแต่เหตุผลประกอบในสนับสนุนการกระทำการเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บริษัทของคุณทักษิณ ไม่ใช่เป็นส่วนหลักที่เป็นแกนของคดี ดังที่มีกรณีเรื่องการรื้อสัญญาสัมปทานกับเอกชนดังที่มีข่าวว่า กระทรวงไอซีทีจะนำผลการพิพากษาคดีนี้ในเรื่องความเสียหายของรัฐมาตรวจสอบดูว่า สัมปทานมือถือว่ามีมีอะไรที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐบ้างนั้น เพื่ออาจมีการปรับแก้ต่อไป การกระทำเช่นนี้หากไม่ได้เป็นการรื้อสัมปทานเพื่อมุ่งต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก แต่เป็นการปรับแก้สัญญาให้ผู้ประกอบการจำต้องจ่ายค่าต๋งให้แก่รัฐเพิ่มขึ้น เพียงเพื่อหวังจะเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้น พึงแต่จะทำให้ประเทศเสียหายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากรัฐจะแก้สัญญาตามอำเภอใจ รวมไปถึงผลกระทบโดยตรงต่อราคาค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้มือถือก็ตาม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กระทบโดยตรงต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












โทรศัทพ์ระบบ 3 G
โทรศัทพ์ระบบ 3 G จะไม่ได้ใช่กันซะกะที ก็เรื่อสัญญาสัมปทานคลื่นนี้แหละ แปรกันอยู่นั้นแหละ แปรไปแปรมาบริษัทฯเอกชนก็กลัวจะไปเอื้อประโยชน์ให้กับใคร....เดี๋ยวมันออกกฎหมายยึดทรัพย์เข้า เจ๊งกันพอดี..เหอะๆ มีมีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้ามันจะเอาซะอย่าง หากอยู่ประเทศนี้ ต้องทำใจ!! ถ้าคิดจะลงทุน
ส่วนประเด็นการปรับลดค่าอัตราส
ส่วนประเด็นการปรับลดค่าอัตราส่วนแบ่งในระบบพรีเพดให้กับบริษัท ทศท นั้น ผู้เขียนยังไม่ได้เอาประเด็นความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขันมาคำณวน เพราะถึงแม้ว่าTAC จ่ายส่วนแบ่งถูกกว่า แต่ทุกเลขหมาย TAC ต้องจ่ายเดือนละสองร้อยบาทให้องค์การโทรศัพท์ เป็นค่าใช้เลขหมาย โดยที่AIS ไม่ต้องจ่าย ถ้าจะให้เป็นธรรมจริง ทั่งสองหน่วยก็เป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ให้เก็บส่วนแบ่งเท่ากัน แล้ว กสท ก็เอาค่าใช้เลขหมายไปจ่ายองค์การโทรศัพท์เอง
สำหรับเรื่องสามจี กับการตั่ง กทช ทางชินวัตรก็เป็นฝ่ายดึงเรื่องมาตลอดเพราะตัวเองกำลังสนุกกับการได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และสามจีก็ยังไม่มาแบบเต็มๆซักทีในโลกนี้ กระทั่งขายชินคอร์ปออกไป จึงเริ่มคิด แต่การเมืองก็ไม่นิ่งแล้ว
เรื่องอืๆนก็ยังเห็นด้วยเพราะก็มีคำถามมาตลอดว่าคำว่ารัฐเสียประโยชน์นี่น่าจะพูดให้ชัดๆคือ รัฐบาลที่ประกอบด้วยนักการเมืองที่เป็นฝ่ายบริหารกับข้าราชการประจำ แต่ทำไมไม่เคยบอกว่าประชาชนโดนรีด เพื่อให้รัฐได้ประโยชน์บ้าง ศาลเองก็วางบรรทัดฐานให้ประชาชนโดนรีดอีก รีดให้นักการเมืองกับข้าราชการไปโกง
รวมแล้วที่ศาลชี้มูลเรื่องอืๆนก็รับฟังได้บ้าง คือ กูจะยึดบ้าง ใครจะทำไม
"TAC จ่ายส่วนแบ่งถูกกว่า
"TAC จ่ายส่วนแบ่งถูกกว่า แต่ทุกเลขหมาย TAC ต้องจ่ายเดือนละสองร้อยบาทให้องค์การโทรศัพท์ เป็นค่าใช้เลขหมาย โดยที่AIS ไม่ต้องจ่าย"
Because TAC made the contract with CAT so TAC has to pay for roaming service to TOT but AIS made the contract with TOT directly.
"สามจีก็ยังไม่มาแบบเต็มๆซักทีในโลกนี้"
We are now using 4G in the US (and lots of countries), and some cell phone service providers are transferring from 3G to 4G.
น่าเบื่อ ตั้งโรงเรียนวิวัฒน์พ
น่าเบื่อ
ตั้งโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองกันดีกว่า
นักวิชาการเขาแถวซ้าย
ชาวไร่ชาวนาเข้าแถวขวา
mountain
ผมว่าที่ถูก น่าจะเป็นนักวิชาการกับคนเมืองไปขวา คนบ้านนอกชาวไร่ชาวนาย้ายมาเข้าแถวซ้าย
ขอปรบมือดังๆ
ขอปรบมือดังๆ สำหรับความคิดอิสระนี้ น้องมีอนาคตที่ไกลแน่ ถ้าประเทศนี้เขาให้โอกาสนะคะ
ตั้งธงไว้เขียนเหตุผลให้สนับสน
ตั้งธงไว้เขียนเหตุผลให้สนับสนุนคำตัดสินเท่านั้นเอง เมื่อมีผู้รู้นำมาพิจารณาตีความหมายในข้อสงสัยของหลักนิติธรรม
ก็มักจะมีศัตรูถาวร...ออกมาปกป้องและให้ร้ายอดีตนายกทักษิณทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงขบวนการทำลายประชาธิปไตยที่กินได้ของรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศ
ศาลพิพากษาว่า ให้ฆ่าหนูหน้าเห
ศาลพิพากษาว่า
ให้ฆ่าหนูหน้าเหลี่ยมให้ตาย
แล้วท่านก็เอากล้องขยายส่องดู
เห็นหมัด เห็บ ไร ที่เกาะกินเลือดหนู
ศาลผู้ทรงความยุติธรรมยิ่ง
พิพากษาว่า
เห็บ หมัด ไร พวกนี้
อยูได้เนื่องจากเลือดชั่วของหนูหน้าเหลี่ยม
ความชั่วมันต้องซึมซาบไปทั่วร่างกายของ เห็บ หมัด ไร
จึงพิพากษาให้ฆ่า เห็บ หมัด ไร ให้หมดสิ้น
แล้วความยุติ-ธรรม ก็ยังเกิดขึ้น
เมื่อหนูตายไป พวก เห็บ หมัด ไร ก็กระโดหนีไป
แล้วแผ่นดินก็โกลาหนไปหมด
เมื่อทุกคนต้องเอาแว่นขยายหา เห็บ หมัด ไร
ไล่จับมันมาฆ่าให้ตายเสียให้หมด
นี่เป็นเรื่องเล่าจากดินแดนแห่งความบริสุทธิ์ ยุต-*ธรรม
คุณ(127.0.0.1
คุณ(127.0.0.1 113.53.164.193)
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณมีข้อมูล มีความจริง มีวาทะที่หาคนเทียบได้ยากจริงๆครับ
ด้วยจิตคารวะ
ยุติ ธรรม ต้องไปอ่าน เกษียร
ยุติ ธรรม
ต้องไปอ่าน เกษียร บอก ว่า เพื่อล้ม อำนาจนำ ที่จะส่งผลต่ออำนาจเก่า ทำได้ทุกอย่าง
แต่คราวนี้เป็นเรื่องมากกว่า ยังไม่จบ จนกว่า
ผมได้ตามความเห็นหลายฝ่ายที่เห
ผมได้ตามความเห็นหลายฝ่ายที่เห็นต่างทั้งหลังและก่อนคำพิพากษาซึ่งความเห็นนี้ก็เป็นความน่าสนใจทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการวิเคราะห์ตรงนี้ คือกระบวนการเริ่มต้นของระบบยุติธรรมยังเลวทรามอย่างคตส. และคปค. แต่ศาลกลับยอมรับดังนั้นต่อให้ศาลบรรยายถึงเหตุผลได้เลอเลิศเพียงใดมันก็แค่เสียง....(กลัวหมิ่นศาล)
ผมนึกถึงคดีอย่างคดีเชอรี่แอน ที่พนักงานสอบสวนตั้งธงว่าผู้ต้องหาผิด แล้วก็หาพยายานหลักฐานเพื่อปลักปลำผู้ต้องหาโดยไม่มองถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ต้องหาจะไม่ผิด ที่สำคัญศาลก็ตัดสินไปตามพยายนหลักฐานนั้น ผลสุดท้ายก็อย่างที่ทราบๆกัน
นี่ขนาดขบวนการเริ่มต้นถูกต้องยังผิดพลาด ทั้งตำรวจทั้งศาล เราคงไม่ต้องพูดถึงกระบวนการที่บิดเบี้ยวเลวทรามแบบคตส.มั้ง?
แย่งอำนาจ...คงไว้ซึ่งอำนาจ...
แย่งอำนาจ...คงไว้ซึ่งอำนาจ...ปกป้องอำนาจ
สองฝ่ายมีกำลังใกล้เคียงกัน การต่อสู้อีกยาวไกล
ประเทศไทยก็ถึงวาระถดถอย..ไม่ถึงกับล่มสลาย
.....รักประเทศไทย....
ได้ฟังคำพิพากษาอยู่จนเกือบจบแ
ได้ฟังคำพิพากษาอยู่จนเกือบจบแต่ไม่จบเพราะต้องไปทำธุระ รู้สึกว่ามีข้อข้องใจเต็มไปหมดเช่น
1. ศาลในระบอบประชาธิปไตยแต่ปฏิเสธกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย อ้างแต่คำสั่งของคณะรัฐประหาร
2. ใครๆก็รู้ว่าค.ต.ส.ส่วนใหญ่เกลียดทักษิณ แต่ศาลไม่รับรู้บอกว่าเขาทำคดีทักษิณได้
3. การโอนหุ้นให้คนอื่นเป็นนิติกรรมที่ทำได้โดยทั่วไป (คนในรัฐบาลนี้ก็มีเต็มไปหมด) แต่ศาลไม่ยอมรับสำหรับทักษิณ บอกว่ายังเป็นของทักษิณอยู่
4. คดีทั้ง 5 เรื่องอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการ (ส่วนใหญ่ของวัน มูหะหมัด นอร์มะทา ซึ่งอยู่พรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น แต่ศาลบอกว่าอยู่พรรคไทยรักไทย ส่วนอีกคดีเป็นของสุรเกียรติ์) แม้จะไม่พบหลักฐานเอาผิดทักษิณอย่างชัดเจน แต่ศาลบอกว่ามีเหตุอันเชื่อได้ว่า....ทักษิณทำให้ชาติเสียหาย และทักษิณต้องรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ส่วนตัวรัฐมนตรีว่าการเองกลับไม่ต้องรับผิดชอบ
5. ภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องที่ผ่านขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้องและได้รับการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญว่าถูกต้องไม่ทำให้ชาติเสียหาย แต่ก็ยังผิดจนได้
วรรณ
...ฟังไม่จบ ยังกล้ามาสรุปนะครับ ศาลทุกท่านที่พิพากษา คดีนี้ ท่านมีความรู้ความสามารถในเรื่องกฏหมายเป็นอย่างดี เพราะเรียนมาทางนี้ อย่าเอาความรู้สึกที่ลำเอียง ของเรามาสรุปเองครับผม...
pn wrote:คุณ(127.0.0.1
===========================================
สวัสดี pn
เรากำลังจะต่อยอด และขอสนทนา กับคนที่คุณว่าเสียหน่อย...โดนลบไปแล้ว
เรากำลังสงสัยว่า...ทำไมต้องมี นอมินี...ทำไมจึงเปิดเผยชื่อไม่ได้...ทำไมกองทุนรวม หรือ อะไรก็แล้วแต่ ต้องปกปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่แท้จริง....เราอยากให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ง่ะ
แล้ว คห.ของคุณคนที่ถูกลบดีมากเลย
ที่บอกว่าควรบอยคอตประเทศที่ยอมให้เป็นแหล่งซุกซ่อนเงิน หรือ ฟอกเงิน...เพราะข่าวการคอร์รัปชั่น ในผู้นำหลายประเทศทั่วโลก เยอะมาก...ไอ้ผู้นำก็รวยเอ๊า รวยเอา...ประชาชนตาดำๆ ก็จนเอ๊า จนเอา อยู่นั่นแหละ
นี่มรันยิ่งกว่าสองมาตรฐานอีก...จริงแมะ! ท่าน pn
สวัสดี...ดิน พึ่งหันมาเห็น...
สวัสดี...ดิน
พึ่งหันมาเห็น...ไม่รู้ว่าคุณคิดเหมือนเรามั๊ย...ไอ้ที่มันยุ่งเหยิงอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดหลักทรัพย์ (หุ้น)...ที่ทำให้เกิดทุนนิยมสามานย์
เมื่อก่อนไม่มีตลาดหลักทรัพย์ไม่เห็นยุ่งอย่างนี้เลย...แต่ในเมื่อเมืองไทยอยากทันสมัย ต้องก้าวให้ทันอารยประเทศ...มีตลาดหุ้นแล้วไม่เป็นไร...แต่ทำไมกฎหมายต้องรับรองเรื่อง "นอมินี" ด้วยง่ะ....
ทำไมฝ่ายบริหารจึงไม่แก้กฎหมาย "นอมินนี" ไม่รู้เนอะ...มรันจะได้ไม่พันกันยุ่งวุ่นวาย แอบแฝง ซ่อนเร้น...เป็นที่ที่ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะการแอบซ่อน...
คือ เรามองตลาดหุ้น เหมือนบ่อนการพนันที่ถูกกฎหมายง่ะ...ไม่ได้เกิดการผลิตจริงอะไรเลย...มีแต่ปั่นหุ้น ช้อนหุ้น เก็งกำไร
========================================
ขอโทษนะดิน...วันนี้ขอบ่นหน่อย...
ก๊วยเจ๋ง wrote:pn
.. สวัสดีครับผม คุณก๊วยเจ๋ง แบบนี้เขาเรียกว่า ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ตามแนวทางประชาธิปไตย ..แต่ผมแปลกใจนะครับ พวกนี้พยายาม เรียกร้องประชาธิปไตย หรือปฏิวัติประชาชน เรียกร้องทำไม ทำเพื่อใคร ...
ก๊วยเจ๋ง
....ครับผม ผมก็คิดเช่นนั้นครับ มีคนหมดเนื้อหมดตัวเยอะแล้วครับ เพราะเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ...( ตลาดหลักทรัพย์ )..
ก็เหมือนกับการขึ้นภาษีน้ำมันไ
ก็เหมือนกับการขึ้นภาษีน้ำมันไง รัฐได้ประโยชน์ แต่ประชาชน (ประเทศ) ย่ำแย่ เก็บภาษีน้ำมันแพง ได้เงินไปอาจปรนเปรอผู้คนส่วนน้อย แต่คนส่วนใหญ่รวมถึงเศรษฐกิจของชาติ อาจแข่งขันกับต่างชาติไม่ได้
ดิน wrote:วรรณ
ก็ใช่อะนะว่ามีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี
แล้วความรู้ทางการบริหาร เศรษฐศาสตร์ ตลาดหุ้น นะ รู้ดีอยู่หรือ
มันถึงได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันซะขนาดนี้
แล้วคำที่วิจารณ์กันนั้น ฟังดูแล้วมันก็มีเหตุมีผลซะมากกว่าคำกล่าวที่ยกมาอ้างของศาลซะอีกแหนะ
ขอไหว้อาลัยกับความโสมมในประเท
ขอไหว้อาลัยกับความโสมมในประเทศนี้ พูดอะไรไม่ออกนะ ในฐานะประชาชนตัวเล็กๆ ก็จะใช้สิทธิ์เท่าที่มีไปตัดสินในคูหาเลือกตั้งว่าเรารู้สึกอย่างไร ไว้เจอกันที่คูหาเลือกตั้งเมื่อไรก็เมื่อนั้น แล้วอย่างมาข่มขืนสิทธิ์ประชาชนล่ะ
ฟังคำพิพากษา มีเหตุอันเชื่อได
ฟังคำพิพากษา
มีเหตุอันเชื่อได้ว่า.
มีเหตุอันเชื่อได้ว่า.
มีเหตุอันเชื่อได้ว่า.
ใช้คำนี้ได้ไง
ฟังคำพิพากษา
ตอนนี้รัฐเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน น้ำมันแพงรัฐได้ประโยชน์ มีเหตุอันเชื่อได้ว่า. อภิสิทธิ์ทำให้ชาติเสีย เพราะประชาชนจ่ายค่าน้ำมันแพง อภิสิทธิ์ต้องรับิดชอยในบานะนายกรัฐมนตรี
รัฐกู้เงินจากต่างชาติ ประชาชนต้องนำเอาประเทศไปจำนอง มีเหตุอันเชื่อได้ว่า. อภิสิทธิ์ทำให้ชาติเสีย เพราะประชาชนต้องมีหนี้เพิ่มขึ้น อภิสิทธิ์ต้องรับิดชอยในบานะนายกรัฐมนตรี
เมียท่านรมต.ทุกวันนี้ ก็ถือหุ้น ยังลอยนวล
A แล้ว B แล้ว C สรุป C คือ A
รัฐประหาร แล้วมี คตส. ชง เรื่องให้ ศาล สรุป ศาล คือ รัฐประหาร
ประหารรัฐบาลที่มาจากประชาชน แล้วมีคตส. ที่ไม่ได้โปรดเกล้าฯ แม้แต่ ปปช. ก็เถอะ
กำลังยังจะมาโยงเรื่องยึดทรัพย์ เอาไปเป็น คดีอาญาต่อ
เพราะมันมีบทเรียน มาจาก รสช. มันเลยคั้นให้ตาย
อ้าวถ้าความคิดเผด็จการมันดี ไปก๊อปปี้ระบบเศรษฐกิจมาจากจีนเลยไป๊ เศรษฐกิจไทยจะได้โต วันโตคืน เชิญ
คือการเข่นฆ่ากัน เอง ช้างรบกันหญ้าก็แหลก ประเทศไทยก็จง มีอันเป็นไป .......ในทางที่ดี
บันทึกหน้าประวัติศาสตร์วันนี้
ใครมีอำนาจ หรือเป้นฝ่ายชนะ ก็เขียนประวัติศาสตร์เข้าข้างตนเอง และเขียนทำลายฝ่ายตรงข้าม
ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง
ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์สามพราน หนึ่งบ้าง
เราผิดรัฐประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดคตส.มล้าง ดาบนี้คืนสนอง
รับิดชอยในบานะ =
รับิดชอยในบานะ = รับผิดชอบในฐานะ
อ้าวเฮ้ย คห.ของ127.0.0.1
อ้าวเฮ้ย คห.ของ127.0.0.1 113.53.164.193 ที่ผมอ่านมันหายไปไหน
เวปมัสเตอร์ คุณมันเลวสุดขั้ว คห.ดีๆที่มีแต่ข้อมูลความจริงทำไมต้องลบ ไม่ได้หยาบคายอะไร
พวกคุณกลัวคนจะรู้ความจริงหรือไง นี่หรือประชาธิปไตยที่พวกคุณโหยหา ตัวคุณเองยังทำไม่ได้
แล้วจะให้เชื่อได้ไงว่าพวกคุณเรียกหาปชต. โธ่ไอ้พวกตอแหลซะเอง ไม่ต้องไปโทษคนอื่นเลย
เรื่องนี้ไม่จบแน่ๆ ที่ความเห็นพวกแดงหน้าโง่ๆโพสมาโกหกบิดเบื่อนมึงเสือกปล่อยไว้
ไอ้สันดาน
อยู่ตจว.จะได้ใช้ 3 G
อยู่ตจว.จะได้ใช้ 3 G ป่าวเนี่ย ใครได้ประโยชน์ จาก 3 G
ดิน wrote:ก๊วยเจ๋ง
คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น ผมไม่ยอมเล่นหุ้นเพราะมันไม่ใช่การลงทุน แต่มันเป็นการพนันแบบก๊วยเจ่งว่า
การเล่นหุ้นมันไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตที่แท้จริง ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราทุกคนไม่ทำงานอะไรเลย
คอยแต่เล่นหุ้นกันอย่างเดียว ประเทศชาติจะเป็นไง คงไม่มีคนปลูกข้าว ไม่มีร้านขายข้าว ไม่มีคนทำกับข้าว
แต่ยังต้องมีคนกินข้าวอยู่ ประเทศคงไปไม่รอดแน่ถ้าทุกๆคนมาเล่นแต่หุ้น การเล่นหุ้นก็เหมือนเล่นไพ่
ถ้าโกงไม่เป็นก็อย่าไปเล่น หมดตูดแน่ๆอยู่แล้ว การพนันกับเล่นหุ้นไม่ต่างอะไรกันหรอกครับ
M.1 wrote:โทรศัทพ์ระบบ 3 G
มีคนบอกว่า มีปัญหาจากเรื่องที่มีคณะกรรมการ กทช คนนึงถูกกล่าวหาว่ามาอย่างไม่โปร่งใส มาจากเอกชน ทำให้ยังคาใจ และเรื่องนี้ได้ไปรอลงพระปรมาภิไธยแล้ว แต่ยังไม่ออกมาเลย
ดิน wrote:ก๊วยเจ๋ง wrote:pn
อ้าวเฮ้ย คห.ของ127.0.0.1 113.53.164.193 ที่ผมอ่านมันหายไปไหน
เวปมัสเตอร์ คุณมันเลวสุดขั้ว คห.ดีๆที่มีแต่ข้อมูลความจริงทำไมต้องลบ ไม่ได้หยาบคายอะไร
พวกคุณกลัวคนจะรู้ความจริงหรือไง นี่หรือประชาธิปไตยที่พวกคุณโหยหา ตัวคุณเองยังทำไม่ได้
แล้วจะให้เชื่อได้ไงว่าพวกคุณเรียกหาปชต. โธ่ไอ้พวกตอแหลซะเอง ไม่ต้องไปโทษคนอื่นเลย
เรื่องนี้ไม่จบแน่ๆ ที่ความเห็นพวกแดงหน้าโง่ๆโพสมาโกหกบิดเบื่อนมึงเสือกปล่อยไว้
ไอ้สันดาน
ดิน wrote:วรรณ
ใช่ขอรับ ศาลท่านเรียนกฎหมายมา แต่ทั้ง 5 ประเด็น มันเกี่ยวข้องในหลายๆ เรื่อง ที่เป็นเทคนิค ทางธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วศาลท่านจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร เช่น กรณีปล่อยเงินกู้ให้พม่า ข้อกล่าวอ้างว่าเอื้อประโยชน์ให้ บ.ชินฯ ฟังตื้นๆ ไม่คิดวิเคราะห์ ก็น่าจะคล้อยตามศาลท่านอยู่หรอก
ไม่อย่างนั้นแผ่นดินไหวเฮติ เราจะช่วยเขาทำไม จะเป็นจะตายก็เรื่องของเขา ไปบริจาคข้าวให้เขาฟรีๆ เป็นหมื่นตัน อย่างนี้ไม่ทำให้รัฐต้องเสียหายหรือขอรับ
ที่ทักษิณปล่อยกู้ก็เพื่อหวังประโยชน์ให้ประเทศชาติน่าจะมากกว่าที่ บ.ชินฯ ได้รับตั้งมากมาย ศาลท่านเรียนจบกฎหมายได้เคยมีโอกาสเดินทางไปแถวๆ ชายแดนไทยพม่า บ้างหรือเปล่า ได้เคยไปเจรจาสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าบ้างหรือเปล่า .........
"ในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นี้ต้
"ในคำพิพากษาคดียึดทรัพย์นี้ต้องคิดแยกประเด็นกันให้รอบคอบว่า การกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะที่ลูกมีหุ้น ภรรยามีหุ้น ญาติมีหุ้นในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ต้องมีการจัดการทางกฎหมายและเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ศาลก็ได้วางบรรทัดฐานเรื่องผลประโยชน์ทันซ้อนของนักการเมืองได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงสาธารณูปโภคได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีค่าบริการต่ำลงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง นโยบายเหล่านี้มีประโยชน์ต่อประเทศ ประชาชน เรื่องนี้สังคมไทยต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจน ต้องแยกให้ออกว่าเป็นคนละเรื่องกันระหว่างการกระทำที่มิชอบของนักการเมืองคนหนึ่งที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง กับนโยบายที่ควรจะเป็นของประเทศ มิฉะนั้น อาจมีการเหมาเข่งรวมกันไปว่านโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายเหล่านี้เป็นผลเสียต่อประเทศไปทั้งหมดซึ่งอาจจะทำให้เราหันหัวเรือในการพัฒนาประเทศผิดไปก็เป็นได้"..........................
ข้างบนคือเนื้อหาที่ จข. บทความ ว่ามา ถ้าอ่านผ่านๆ ก็ดูเป็นงานเขียนที่แสดงความเห็นได้ดี แต่ ผิดอย่างจัง เพราะผู้เขียนกล่าวราวกับว่า กรณีแก้ไขสัญญาสัมปทาน ต่างๆ เหล่านี้จะมีผลทำให้ค่าบริการถูกลง และประชาชนเข้าถึงการบริการได้ง่ายขึ้น
ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิดอย่างแรง เพราะตามทฤษฎีตลาดแข่งขันเสรี การมีผู้ผลิตมากรายจะทำให้ตลาดมีสภาพการแข่งขันสูงสุด ราคาในตลาดมีราคาถูกที่สุด
แต่การออกนโยบายของนายกฯ ทักษิณ เป็นการกีดกันไม่ให้เกิดขู่แข่งได้ง่าย แล้วประชาชนจะได้การบริการที่ราคาถูกที่สุดได้อย่างไร?
และในตลาดที่มีการผูกขาด หรือ ตลาดที่ผู้ผลิตน้อยรายการตัดสินใจผลิตไม่ได้เป็นไปตามอุปสงค์ของผู้บริโภค แต่เป็นไปตามอุปทานของผู้ผลิต โดยผู้ผลิตจะเลือกผลิต ณ จุดที่ตนได้กำไรสูงสุด (นี่ว่าตามทฤษฎีนะครับ) แล้วประชาชนจะเข้าถึงบริการได้โดยทั่วถึงได้อย่างไร?
ตย. ที่เห็นได้ชัดๆ ราคา ณ ปัจจุบันไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด ทุกวันนี้ ค่าเครื่องโทรศัพท์อยู่ที่หลักหลายร้อย จนถึง หลักหลายหมื่น (เครื่องละเป็นแสนของ Vertu ของอีโอ๊คไม่นับนะ เพราะอันนั้นมันธุรกิจบังหน้า อิอิอิ) แต่ในตลาดที่แข่งขันเสรีจริงๆ อย่างในอเมริกา โมโต แจกเครื่องฟรีครับ ส่วนอัตราค่าโทร. ทุกวันนี้เรายังต้องจ่ายนาทีแรก 2 บาท มั่ง 5 บาท มั่ง ตรงนี้คือไม่ใช่ราคาเสรี ราคาเสรีต้องคิดตามจริงเป็นนาที โดยไม่ต้องมีนาทีแรก ส่วนเรื่องวัน ทำไมต้องกำหนดว่า เติม 50 บาท ได้ 7 วัน เติม ร้อยบาทได้ 15 วัน นี่ก็คือราคาที่ถูกบิดเบือนด้วยจำนวนผู้ผลิตน้อยราย (แถมเอาเปรียบผู้บริโภคแบบหน้าด้านสุดๆ ทุกค่าย อิอิอิ)
ตย. ในเรื่องการเข้าถึงบริการได้ง่าย ก็เช่นที่ยกตัวอย่างว่าอเมริกา โมโต แจกเครื่องฟรี ในประเทศที่ตลาดเสรีจริงๆ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงมีผู้ผลิตเป็นสิบรายนะ อังกฤษก็มีแค่ 2 - 3 เจ้า แต่เขาแข่งขันกันจริง ตลาดจึงเสรีจริง) ราคาเครื่องถูกและหาใช้ได้ง่าย
ดังนั้น ที่ จข. บทความอ้างว่าการออก นบ. ของนากยกฯ ทักษิณ แม้จะผิดในแง่ conflict of interest แต่ไม่ผิดในแง่สร้าง ปย. ต่อสาธารณะนั้นผิดเต็มๆ
เพราะอะไรที่มี conflict of interest สิ่งนั้นย่อมมีลักษณะ Monopoly ซึ่ง Monopoly ไม่ทำให้ราคาถูกสุด ณ MP และ ผู้ผลิตก็เลือกผลิตตามอุปทานของตน ณ จุดที่ทำให้ตนได้กำไรสูงที่สุด
นั่นคือ ราคา ณ ปัจจุบัน ที่ จข. บทความเข้าใจว่าเป็นราคาที่เสรี แต่ จริงๆ ไม่ใช่ ราคา ณ ปัจจุบัน ยังมีการเอาเปรียบผู้บริโภคมากมาย เช่น คิดราคาโดยมีนาทีแรก และ จำนวนวันของการเติมเงิน ดัง ตย. เป็นต้น ถ้าตลาดมีการแข่งขันจริง เรื่องพวกนี้จะไม่มี ดังเช่นใน อเมริกา อังกฤษ เขาคิดเป็นนาทีตามจริง และ ไม่มีกำหนดวันเติมเงิน
และการเข้าถึงบริการก็ไม่ใช่เสรี เพราะในตลาดเสรีอย่าง อังกฤษ อเมริกา ถึงขั้นแจกเครื่องฟรี นี่จึงจะเรียกว่าการเข้าถึงบริการเป็นแบบตลาดเสรีจริง
จึงอยากให้ จข. บทความศึกษามิติทาง ศศ. ของเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ อย่าจับเอาแต่ความรู้สึกมาแบบนี้ครับ
และขออนุญาตวิพากษ์บทความนี้ในย่อหน้าถัดไปในบ๊อกซ์หน้าด้วย เพราะมีผิดเยอะเหลือเกิน
"สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแ
"สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเสียหายของรัฐ เพราะ ปัจจุบันรัฐไทยในความคิดของประชาชนส่วนหนึ่งนั้นคิดว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์คือ ขายชาติ ทรยศชาติ ทั้งที่นโยบายเหล่านั้นอาจทำให้ประชาชนที่อยู่อย่างลำบากยากแค้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ต้องทำความเข้าใจว่า รัฐบาลนั้นไม่ใช่รัฐ รัฐนั้นประกอบไปด้วยองคาพยพทั้ง 4 ส่วนคือ อำนาจอธิปไตย ดินแดน รัฐบาล และประชาชน คดีนี้มีการยกตัวอย่างการขาดรายได้ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท กศท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาทมาเป็นเหตุผลสนับสนุนในหลายจุดนั้น ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นที่ต้องพิจารณานั้นคือ ความเสียหายในคดีนี้ความเสียหายส่วนใดที่รัฐวิสาหกิจเสือนอนกินทั้ง 2 บริษัทเสียหาย และความเสียหายส่วนใดที่ประชาชนเสียหาย เพราะความเสียหายของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุถึงเรื่องความเสียหาย ก็เพราะเพื่อสนับสนุนเพื่อให้การกระทำที่เอื้อผลประโยชน์ชองคุณทักษิณมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งที่จริงๆแล้ว อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเหตุผลเรื่องความเสียหายเหล่านี้มากล่าวอ้างก็ได้ เพราะแค่กระทำการเอื้อผลประโยชน์ต่อตนเองก็เพียงพอแล้วที่จะพิพากษาในคดีนี้ แม้รัฐจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนก็สามารถพิพากษาลงโทษการกระทำดังกล่าวได้แล้ว"
ข้างบนคือ ย่อหน้าถัดมาของบทความ ซึ่งแสดงให้เห็นอคติของ จข. บทความ
โดยอคติที่เด่นชัดคือ จข. บทความมีความคิดว่า กสท. และ ทศท. เป็นเสือนอนกิน เป็นรัฐวิสาหกิจที่ชั่วร้ายที่คอยสูบเลือดประชาชนชาวไทย เอาเปรียบประชาชนคนไทยด้วยการให้บริการที่แสนแพงและไม่เป็นธรรม
ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง
เพราะในความเป็นจริง ถึงแม้ รัฐวิสาหกิจ (รส.) ทั้ง 2 จะ มีเพียง 2 เจ้าที่เป็นเจ้าของสัมปทานกิจการโทรคมนาคม แต่ ยุคหลังของ รส. ทั้ง 2 (น่าจะประมาณยุคหลังสมัยน้าชาติ) รส. ทั้งสองได้ปรับปรุงการให้บริการในระดับที่น่าพอใจ โดย รส. ทั้งสอง เป็น รส. ระดับนำของประเทศ ระดับเดียวกับ กฟผ. กฟภ. ปตท. การบินไทย ที่ทำรายได้ให้ประเทศในระดับสูงมาโดยตลอด
และด้วยความที่เป็น รส. ของ กสท. และ ทศท. นี่ไงครับ! ที่ทำให้กิจการทั้ง 2 เจ้าเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ทำให้ประเทศมีรายได้นอกเหนือจากภาษีปีละนับแสนล้าน
ฉะนั้น ความแข็งแรงของ รส. ทั้ง 2 เจ้า ก็คือความแข็งแกร่งของประเทศครับ
การมองเหมือน รส. ทั้ง 2 เจ้าเป็นศัตรูนั้น เป็นอคติที่ดำมืดและมืดบอดอย่างร้ายแรง จนทำให้บทความของคุณผิดพลาดอย่างไม่สามารถยอมรับได้
ที่สำคัญที่สุด กรณีนี้เป็นการทำลายให้ รส. ทั้ง 2 อ่อนแอทางสถานะทางการเงิน เพราะรายได้ที่ควรจะได้ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ความเสียหายตรงนี้ ส่งผลร้ายแรงให้กิจการทั้ง 2 ไม่มารถพัฒนากิจการโทรคมนาคมในประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ตามที่สมควร เพราะการขาดรายได้จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานเหล่านี้นี่เอง
และเมื่อกิจการโทรคมนาคมที่เป็นของคนทั้งประเทศอ่อนแอ ประเทศก็เสียโอกาสที่จะมีระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ดี ทำให้ประเทศล้าหลังในด้านนี้
นี่คือความจริง ความเสียหาย ที่แท้จริง ที่เกิดจาก conflict of interest ของทักษิณ
ซึ่งจำเป็นต้องเอามาพิจารณาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปอ้างได้เลยว่า การที่ รส. ทั้ง 2 แห่ง เสีย ปย. จะกลับกลายมาเป็น ปย. ของประชาชน มันเป็นการอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเลย
เพราะ รส. ก็คือ สมบัติสาธารณะ เป็นของคนทั้งชาติ แต่ถ้ากิจการนั้นเกิดความเสียหายแลวคนในชาติจะได้ประโยชน์จึงการนั้นได้อย่างไร? ผมไม่เข้าใจ หลักการ วิสัยทักศน์ ตรรกะ ของ จข. บทความเลยจริงๆ
ขอเล่นมุขส่งท้ายย่อหน้านี้หน่อย
เป็นตางึด อีหลี คิดแบบนี้ อิอิอิ
เอ้าบ๊อกซ์ต่อไปก็ว่าถึงย่อหน้าต่อไปนะ
สำหรับย่อหน้าถัดมา 2 - 3
สำหรับย่อหน้าถัดมา 2 - 3 ย่อหน้าขอข้ามเลยละกัน เพราะย่อหน้าเหล่านั้นแสดงตัวตนที่ชัดแจ้งของคนเขียน คือ เขียนโดยทึกทักเอาเองไม่ได้ใช้หลักวิชาใดๆ ในการวิเคราะห์ นั่นคือเขียนไปตามความรู้สึก โดยไม่มีพื้นฐานตาม ตรรกะ เหตุผล ทฤษฎี ใดๆ ที่เป้นวิชาการประกอบเลย จึงขอผ่าน แต่สรุปสั้นๆ ว่า 2 -3 ย่อหน้าเหล่าน้นก็เป็นการกล่าวอ้างที่ผิดๆ เช่นกับ 2 ย่อหน้าแรก
ขอข้ามมาดูย่อหน้าข้างล่าง ที่มีเนื้อหาดังนี้
"แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อศาล ในส่วนของคำพิพากษาประเด็นสัญญาพรีเพดนั้น ที่ว่า “คู่แข่งของเอไอเอสคือแทคที่ทำบัตรโทรศัพท์พร็อปให้บริการแข่งขัน … ทางแทคมีภาระมากกว่า ทั้งที่ยังไม่มีลูกค้า ทำให้ขาดทุนเสียรายได้ กสท. ได้ปรับอัตราจึงชอบแล้ว เอไอเอสขอลดอัตรารายได้บ้าง และมีช่องทางปรับลดตามขอ เห็นว่าเอไอเอสไม่มีเหตุที่จะลดอัตรารายได้ที่ต้องส่งให้กสท.” เรื่องนี้อาจทำให้เกิดบรรทัดฐานต่อวงการกฎหมายในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรมในอนาคต เนื่องจากอาจทำให้นักกฎหมายเข้าใจกันไปว่า """""การแข่งขันที่เป็นธรรมคือ การที่รัฐช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าในตลาด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ขัดแย้งกับทฤษฎีตลาดเสรี( free market theory)""""""" เนื่องจากจากการแข่งขันเสรีหมายถึง ผู้ประกอบการทุกรายอยู่ในกติกาเดียวกัน ใครไม่สามารถแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องเลิกไป ใครจะมีต้นทุนเท่าไรก็สู้กันเข้าไป ไม่มีการจำกัดว่าใครจะมีฐานลูกค้ามากกว่า มีความสามารถที่มากกว่า ก็ต้องปล่อยให้เขาแข่งกันไปอย่างเสรี รัฐไม่มีสิทธิ์เข้าไปอุ้มผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อที่เราจะได้ผู้ประกอบการที่ทำราคาได้ต่ำที่สุด ผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่สุด และบริหารจัดการได้เก่งที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รัฐมีหน้าที่อยู่อย่างเดียวคือการทำให้สภาวะเหมาะแก่การแข่งขันทางธุรกิจมากที่สุด คือ กำจัดอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ต่ำ ค่าสัมปทานที่ต่ำ ใบอนุญาตที่ขอได้ไม่ยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นการที่ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าไม่ควรจะปรับลดภาษีให้เอไอเอสนั้นเนื่องจากฐานลูกค้าและภาระที่น้อยกว่าแทคน่าจะขัดกับทฤษฎีนี้อยู่พอสมควร"
ทำไมผมจึงสนใจย่อหน้าเป็นพิเศษ
คำตอบก็คือ ย่อหน้านี้แสดงตัวตนแห่งความไม่รู้ของ จข. บทความอย่างไม่มีอะไรบดบัง
เพราะผู้เขียนอ้างอย่างงูๆ ปลาๆ ว่า อาจมีคนเข้าใจผิดว่า "การแข่งขันที่เป็นธรรม คือ การที่รัฐช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าในตลาด ซึ่งขัดกับหลักการตลาดเสรี" ซึ่งผมใส่เครื่องหมายคำพูดซ้อนๆ กันไว้ให้เห็นชัดๆ แล้วผู้เขียนก็ถือโอกาสโจมตีการช่วยเหลือฯ แบบหลงทิศ ออกทะเล แล้วไปสรุปว่าวินิจฉัยของศาลผิดนั้น
มาดูกันก่อนว่าคนเขียน ผิดตรงไหน!
ก่อนอื่น ที่ผู้เขียนอ้างว่าการให้การช่วยเหลือผู้อ่อนแอเป็นการกระทำที่ขัดกับกฏตลาดเสรี ถ้าหากฟังโดยไม่พิจารณาถึง ปว. ของตลาดนี้ก็จะคิดว่าใช่! เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่การพูดแบบนี้เป็นการพูดแบบที่ผมเคยเอ่ยอ้างว่าเป็นการคิดแบบสำนักตัดตอนวิทยา นั่นคือ พูดถึงอะไรด้วนๆ ดูอะไรเป็นตอนๆ และเลือกดูเลือกพูดเฉพาะบริบทที่ตนคิดว่าตนได้ ปย.
เพราะในความเป็นจริง AIS นั่นแหละคือผู้ผลิตที่ได้รับการช่วยเหลือเสมือนผู้อ่อนแอ เพราะ AIS เป็นผู้ผลิตเจ้าแรกในตลาด รส. เจ้าของสัมปทานจึงให้ premium แก่ AIS ที่ผู้ผลิตรายที่ 2 ที่ 3 ที่ตามมาไม่ได้รับ ด้วยการกำหนดอัตราค่าสัมปทาน ต่ำๆ ในระยะเริ่มแรก (5 ปี แรก) รวมถึง AIS และผู้ผลิต 2 - 3 เจ้าแรก ได้รับ premium จากการกำหนดค่ากินเปล่า (จ่ายรายเดือนเดือนละ 500 บาท) อีกทั้งในยุคเริ่มแรกของตลาด ราคา ในตลาดเป็นราคาที่ขูดเลือดขูดเนื้ออย่างถึงที่สุด (ยังคงจำได้ใช่มะ ที่ต้องจ่าย นาที ละ 3 บาท 8 บาท 12 บาท น่ะ อิอิอิ) ทำให้ผู้ผลิต 2-3 เจ้าแรกมีความได้เปรียบเป็นผู้ครองตลาดได้โดย premium เหล่านี้ ทุกเจ้า
หาใช่ว่า AIS เจ้าเดียวที่ได้ premium ส่วนนี้ แต่ TAC และ True ก็ได้ premium ส่วนนี้ไปตามๆ กัน จนกล่าวกันว่าโครงข่ายของ AIS และ TAC ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด สองเจ้านั้นไม่ได้ควักเงินลงทุนเลยแต่เอาเงินจาก premium เหล่านั้นมาสร้าง ยกเว้น true และ hutch ที่ มาทีหลัง จึงไม่ได้ premium
เวลาหมด ตอ่พรุ่งนี้
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นนะครับ
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นนะครับ ผมก็มือใหม่เขียนบทความครับพี่ๆ มีไรชี้แนะด้วยครับ
ขอตอบพี่ipadนะครับผม
ตลาดมือถือ ไม่ใช่ตลาดผูกขาด ไม่ใช่monopoly ครับ คงต้องถือว่าเป็นแค่ Oligopolyเท่านั้นครับ เพราะต้องถือว่าอย่างไรก็มีการแข่งขัน อย่างน้อยก็ 3-4รายครับ
แต่ที่พี่ว่าตลาดมือถือผู้ขายน้อยราย ผมไม่เถียงครับ
จริงๆบทความผมอาจจะไม่ได้เขียนถึงประเด็นนี้นะครับ เพราะถ้ามานั่งอธิบายทฤษฎีAntitrust law สงสัยคงจะยาวเกินไปสำหรับบทความครับ คือคิดว่าน่าจะเขียนแบบคนธรรมดาอ่านรู้เรื่อง เข้าใจง่ายตรงประเด็นดีกว่าให้ยาวยืดเยื้อสมบุณณ์แบบอ่ะครับ และก็คิดว่าคงจะไม่มีคนอ่านเป็นแน่แท้ แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่า
"อย่าอ้างความเสียหายของรัฐวิสาหกิจ เพื่อแก้ให้เอกชนจ่ายแพงขึ้น ในที่สุดประชาชนนั่นแหละจะเป็นผู้รับเคราะห์ "
และก็จะชี้ว่า
"อย่าคิดว่าเก็บตังให้รัฐเยอะแล้วประเทศจะเจริญ"
ถ้าเอกชนไม่ได้จ่ายให้รัฐน้อยลงโดยการแปรสัมปทานเป็นภาษี บวกกับ การลดอัตราส่วนแบ่งนั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าต้นทุนเค้าสูง ไม่มีทางที่เค้าจะแข่งขันกันลดราคาได้ขนาดนี้ครับ
ซึ่งการลดค่าต๋งของรัฐให้กับเอกชนจะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการที่ถูกลงครับ เนื่องจากตลาดยังเป็นตลาดที่เกิดการแข่งขัน เพราะเอกชนพวกนี้มันหิวกำไรครับ ทุกๆคนอยากจะชนะคู่แข่ง อยากได้ลูกค้ามาไว้ในมือ เค้าจะใช้ส่วนลดที่ได้เปรียบจากรัฐ (ทั้งหมดหรือไม่ เราพิสูจน์ไม่ได้ครับ แต่เค้าจะใช้จนสุดความสามารถครับ เรื่องฮั้วกันนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจครับ) มาแข่งกันลดราคาให้มากที่สุดให้เหลือในระดับที่เค้าแข่งเต็มที่ แต่ก็ยังต้องมีกำไรนะครับ
ถึงแม้ตลาดนี้จะมีเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย แต่ก็เป็นยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันครับ
ราคาจะต่ำลงไปจนถึงจุดดุลยภาพตามสภาพของตลาดที่แท้จริงครับ
ถามว่าราคาที่แท้จริงของตลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร
1.ใบอนุญาติขอยากขนาดไหน แพงขนาดไหน
2.มีผู้ค้าเยอะขนาดไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้อ 1 อีก บวกกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็สำคัญครับ
3.ลูกค้าเยอะขนาดไหน กำลังซื้อเยอะขนาดไหน ถ้าเยอะมากถึงขนาดเท่าamerica ก็อาจจะถูกกว่าเนื่องจากมีการประหยัดต่อขนาด(Economy of scale)
4 ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจนั้นเท่าไร ซึ่งต้นทุนธุรกิจคมนาคมนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร
5.ความอิ่มตัวของตลาดเนื่องจากหากสมมติว่าใบอนุญาติขอค่อนข้างง่ายแล้ว โอกาสที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะไม่เข้ามาก็ยังมีนะครับ ถ้าเค้าคิดว่าถ้าลงทุนไปก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้น ถึงเกิดกรณีที่ถึงแม้ไม่มีbarrier to entryเลย ก็อาจจะไม่มีผู้ประกอบการใหม่ก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็ตลาดน้ำดำ โค้ก เป็ปซี่ แล้วก็ไม่มียิ่ห้ออื่นเลย (ตอนนี้เห็นบิ้กโคล่า ใจดีสู้เสือ เข้ามาแข่งแล้ว)
แล้วที่พี่ipad พูดถึงว่า "และการเข้าถึงบริการก็ไม่ใช่เสรี เพราะในตลาดเสรีอย่าง อังกฤษ อเมริกา ถึงขั้นแจกเครื่องฟรี นี่จึงจะเรียกว่าการเข้าถึงบริการเป็นแบบตลาดเสรีจริง "
ผมยอมรับครับว่าที่อเมริกาเสรีกว่าจริง แต่ปัญหาที่เราต้องพิเคราะห์ว่าทำไมตลาดบ้านเราไม่เสรี ทำไมบ้านเราถึงแพงกว่า ทำไมบ้านเราถึงไม่แจกเครื่องฟรี คำตอบก็คือ
1. ใบอนุญาติ สัมปทานทั้งหลายนี่แหละครับที่เป็นประตูคอยจำกัดผู้แข่งขันรายใหม่อยู่ตลอดครับ อยู่ซึ่งก็เป็นเรื่องของกทช กสทช แล้วก็ไอ้tot กะแคทนี่ล่ะครับ ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญ
2. ลูกค้าบ้านเราที่ใช้มือถืออาจไม่เยอะเท่าที่อเมริกา ทำไมให้การประหยัดต่อขนาดไม่เกิด
3. ก็ไอ้ภาษีสรรพสามิตรนี่ด้วยล่ะครับที่ทำให้มันแพง จริงๆใจจริงผมไม่อยากให้มีเลยด้วยซ้ำครับ แต่ผมว่าคงมีคนยอมรับได้ยาก
ที่พี่ไอแพดอ้างว่า
"ดังนั้น ที่ จข. บทความอ้างว่าการออก นบ. ของนากยกฯ ทักษิณ แม้จะผิดในแง่ conflict of interest แต่ไม่ผิดในแง่สร้าง ปย. ต่อสาธารณะนั้นผิดเต็มๆ
เพราะอะไรที่มี conflict of interest สิ่งนั้นย่อมมีลักษณะ Monopoly ซึ่ง Monopoly ไม่ทำให้ราคาถูกสุด ณ MP และ ผู้ผลิตก็เลือกผลิตตามอุปทานของตน ณ จุดที่ทำให้ตนได้กำไรสูงที่สุด"
ก็อย่างที่ผมอธิบายไปอ่ะล่ะครับ ว่ามันไม่โมน้อปพอลี่ครับ เพราะตลาดยังมีการแข่งขันอยู่ครับ แต่ก็ยังไม่เป็น Perfect compettitionครับ ตราบใดที่พี่ไอแพดยังสามารถswitchค่ายมือถือได้ก็ไม่โมนอปพอลี่ครับ เพียงแต่เป็นตลาดผู้ขายน้อยรายเท่านั้นเอง ซึ่งเค้าก็จะแข่งกันทางคุณภาพสุดๆ ลดราคาสุดๆ เช่นเดียวกันจนถึงระดับที่เค้ายังมีพออยู่ได้ครับ (เมืองไทยอาจไม่สุดเท่าอังกฤษ อเมริกานะครับ แต่เครื่อง500-600 ก็มีถมไปครับ แต่จริงๆตอนผมอยู่อเมริกา ผมว่าค่าโทรดีไม่ดีแพงกว่าเมืองไทยนะครับ รับเข้ายังต้องเสียตังเลย จะใช้ประหยัดยังไงถ้ามีการโทรก็ไม่ต่ำกว่าเดือนละ25-50เหรียญ ทั้งnew yorkและLA เมืองไทยเนี่ยถ้าประหยัด300บาทก็อยู่นะครับเดือนนึง ผมว่าดีไม่ดี ยังไม่มีคนวัด ค่ามือถือเมืองไทยก็ถูกที่สุดในโลกที่นึงนะครับ) แต่ที่จะมาสัมโขกชาวบ้านนี่เป็นไปไม่ได้ หากรัฐไม่ได้ทำเสียเอง ไม่ได้เพิ่มอุปสรรคในการเข้าตลาดซะเองอย่างเป็นอยู่ในตอนนี้ครับ ถ้าพี่ไอแพดอยากให้มือถือถูกกว่านี้ก็ต้องแก้ไปตามที่ผมกล่าวมาข้างบนครับ
คือ
1.เปิดเสรีใบอนุญาติ
2.เก็บภาษีให้ต่ำที่สุด
3.แก้ระบบนิติรัฐ นิติธรรมเพื่อความเชื่อมั่นต่างชาติให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการรายใหม่
4.เพิ่มจำนวนประชากรคนไทยพร้อมรายได้คนไทยด้วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด(แต่พอถึงระดับนึงปัจจัยนี้จะไม่เปลี่ยนตัวแปรครับ)
5.อาจจะต้องคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยีในการลดต้นทุน เช่น การไม่ต้องตั้งเสาสัญญาณ หรือในบริษัทเปลี่ยนจากcall centerมาเป็นหุ่นยนต์ให้หมดอะไรแบบเนี้ยครับ
หวังว่าจะตอบคำถามพี่ไอแพดนะครับ
เรื่องนี้ผมไม่ได้จับกันตามความรู้สึกครับ ก็ร่ำเรียนกันมาบ้างพอสมควรครับ
(เข้าใจครับว่าพี่ไอแพดหวังดีให้ผมไปศึกษาเศรษฐศาสตร์ให้ถ่องแท้ก่อน กำลังมีแผนเรียนต่ออยู่เหมือนกันครับ พอดีเรื่องนี้ก็อยู่ในfield antitrust lawครับ ก็พอรู้อยู่บ้างครับ)
"ข้างบนคือ
"ข้างบนคือ ย่อหน้าถัดมาของบทความ ซึ่งแสดงให้เห็นอคติของ จข. บทความ
โดยอคติที่เด่นชัดคือ จข. บทความมีความคิดว่า กสท. และ ทศท. เป็นเสือนอนกิน เป็นรัฐวิสาหกิจที่ชั่วร้ายที่คอยสูบเลือดประชาชนชาวไทย เอาเปรียบประชาชนคนไทยด้วยการให้บริการที่แสนแพงและไม่เป็นธรรม
ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง
เพราะในความเป็นจริง ถึงแม้ รัฐวิสาหกิจ (รส.) ทั้ง 2 จะ มีเพียง 2 เจ้าที่เป็นเจ้าของสัมปทานกิจการโทรคมนาคม แต่ ยุคหลังของ รส. ทั้ง 2 (น่าจะประมาณยุคหลังสมัยน้าชาติ) รส. ทั้งสองได้ปรับปรุงการให้บริการในระดับที่น่าพอใจ โดย รส. ทั้งสอง เป็น รส. ระดับนำของประเทศ ระดับเดียวกับ กฟผ. กฟภ. ปตท. การบินไทย ที่ทำรายได้ให้ประเทศในระดับสูงมาโดยตลอด
และด้วยความที่เป็น รส. ของ กสท. และ ทศท. นี่ไงครับ! ที่ทำให้กิจการทั้ง 2 เจ้าเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ทำให้ประเทศมีรายได้นอกเหนือจากภาษีปีละนับแสนล้าน
ฉะนั้น ความแข็งแรงของ รส. ทั้ง 2 เจ้า ก็คือความแข็งแกร่งของประเทศครับ
การมองเหมือน รส. ทั้ง 2 เจ้าเป็นศัตรูนั้น เป็นอคติที่ดำมืดและมืดบอดอย่างร้ายแรง จนทำให้บทความของคุณผิดพลาดอย่างไม่สามารถยอมรับได้
ที่สำคัญที่สุด กรณีนี้เป็นการทำลายให้ รส. ทั้ง 2 อ่อนแอทางสถานะทางการเงิน เพราะรายได้ที่ควรจะได้ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ความเสียหายตรงนี้ ส่งผลร้ายแรงให้กิจการทั้ง 2 ไม่มารถพัฒนากิจการโทรคมนาคมในประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ตามที่สมควร เพราะการขาดรายได้จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานเหล่านี้นี่เอง
และเมื่อกิจการโทรคมนาคมที่เป็นของคนทั้งประเทศอ่อนแอ ประเทศก็เสียโอกาสที่จะมีระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ดี ทำให้ประเทศล้าหลังในด้านนี้
นี่คือความจริง ความเสียหาย ที่แท้จริง ที่เกิดจาก conflict of interest ของทักษิณ
ซึ่งจำเป็นต้องเอามาพิจารณาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปอ้างได้เลยว่า การที่ รส. ทั้ง 2 แห่ง เสีย ปย. จะกลับกลายมาเป็น ปย. ของประชาชน มันเป็นการอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเลย
เพราะ รส. ก็คือ สมบัติสาธารณะ เป็นของคนทั้งชาติ แต่ถ้ากิจการนั้นเกิดความเสียหายแลวคนในชาติจะได้ประโยชน์จึงการนั้นได้อย่างไร? ผมไม่เข้าใจ หลักการ วิสัยทักศน์ ตรรกะ ของ จข. บทความเลยจริงๆ
ขอเล่นมุขส่งท้ายย่อหน้านี้หน่อย
เป็นตางึด อีหลี คิดแบบนี้ อิอิอิ
เอ้าบ๊อกซ์ต่อไปก็ว่าถึงย่อหน้าต่อไปนะ"
จริงๆ ขอผมตอบสั้นๆกับย่อหน้านี้ละกันนะครับ ว่าจำเป็นแค่ไหนที่เราต้องมีรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 บริษัทนี้ครับ ส่วนตัวผมไม่เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐไทยที่จะrun state enterpriseครับ ผมเห็นว่าจะง่ายกว่าเยอะกับประเทศไทย ถ้าปล่อยเอกชนเค้าทำกันไปครับ เรื่องๆหลายเรื่องที่ยุ่งก็เพราะรัฐเข้าไปยุ่งแหละครับ
ผมว่าคนเรามีความคิดเห็นได้หลายมุมครับ และเวลาเถียงกันก็เถียงกันด้วยเหตุผล ไม่ควรใช้อารมณ์กัน หรือ ดิสเครดิตกันตลอดครับ(ผมเถียงด้วยชื่อจริงนะครับพี่ไอแพด)
มุมมองของผมครับ ผมเป็นคนที่มองแบบmarket base คือรัฐทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ที่เหลือเอกชนจะเป็นคนจัดการเอง ขอเพียงรัฐทำสภาพของประเทศให้พร้อมก็เพียงพอแล้วครับ เอกชนจะทำสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุดเอง รัฐเพียงแต่ทำสิ่งที่เอกชนทำไม่ได้ อย่าง เช่น ทหาร ตำรวจ health care(จริงๆเรื่องนี้ก็ต้องดีเบทกันหน่อย) กิจการที่จำเป็นต่อสาธารณะชน ถ้าเอกชนทำราคาจะสูงเกินไป
แต่พี่ไอแพดอาจจะเป็นคนที่มองแบบstate baseครับ ซึ่งมองว่า รัฐควรจะต้องเข้าทำนโยบายชี้นำประเทศ ต้องทำรัฐวิสาหกิจแข่งกับเอกชนเพื่อหารายได้เข้ารัฐ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของพี่ไอแพดครับ แต่เพียงแต่ผมไม่เห็นด้วยเท่านั้นเองครับ
มีคนอีกมากมายในโลกนี้ที่คิดแบบพี่ และก็คิดแบบผมครับ(จริงๆ หมู่นี้ แนวคิดmarketก็อ่อนลงไปเยอะ แต่ที่อเมริกา republicanก็ยังค่อนข้างจะrepresent แนวคิดนี้อยู่หน่อยๆ)
เราเถียงกันด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่มีการนั่งดิสเครดิตกันดีกว่ามั้ยครับ
ส่วนย่อหน้าสุดท้ายอ่ะครับ
เรื่องความได้เปรียบของเอไอเอสและแทคนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่บทความนี้ต้องการจะสื่อครับ
ผมเองก็ปรารถนาเหมือนกับพี่ไอแพดว่า ต้องการให้แข่งขันอย่างเสรี และอยู่ใต้กติกาเดียวกันทั้งหมดครับ แต่ในเมื่อตอนนี้ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น
ก็ควรที่ลดอุปสรรคมาให้ได้มากที่สุดครับ ไม่ใช่ว่าเจ้านึงไม่มีอุปสรรคแล้ว กระทรวงไอซีทีก็บอกว่าไล่รื้อสัมปทานให้มันจ่ายให้รัฐให้มากกว่านี้ ที่ถูกที่ควร ถ้าปัจจุบันค่าต๋งต่างๆยังเก็บไม่เท่ากันที่ถูกที่ควรก็ควรจะลดรายที่เก็บสูงกว่าให้มาเหลือเท่ากันครับ ไม่ใช่เพิ่มรายที่เก็บน้อยกว่าให้มาเก็บเท่ากันครับ
เพราะสุดท้ายคนที่ทุกเพราะค่าสัมปทานเพิ่ม ค่าภาษีเพิ่ม ก็คุณทุกคนและผมนี่แหละ
*มาเถิดพี่น้องไทย...หัวใจแดง
*มาเถิดพี่น้องไทย...หัวใจแดง
มาร่วมแรง ไล่ศัตรู ผู้เหยียบย่ำ
ประวัติศาสตร์ จะจารึก บันทึกย้ำ
วีรกรรม พี่น้องไทย หัวใจแดง
*นิติรัฐ ที่ขัด ยุติธรรม
อำมาตย์นำ คลั่งบ้า กล้ากำแหง
ฉีกกฎหมาย แล้วเขียนใหม่ ได้ด้วยแรง
มุ่งย้อนหลัง ตั้งใจแกล้ง แทงฝ่ายเดียว
*ลิงหัวเหลือง ก่อการร้าย ทำลายชาติ
ยังประกาศ ว่าการดี มีการเอี่ยว
ผลประโยชน์ ต่างตอบแทน แสนกลมเกลียว
ไม่แลเหลียว ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม
*นิติรัฐ ที่ขัด ยุติธรรม
เป็นผลกรรม อำมาตย์บ้า พาตกต่ำ
ใช้กฎหมาย ของตนเอง เร่งก่อกรรม
คอยหั่นห้ำ ทำลายล้าง สร้างอิทธิพล
mountain wrote:ดิน wrote:วรรณ
... เอาเป็นว่าผมก้ไม่ได้เรียนกฏหมายหรอกครับ แต่ผมฟังจากเหตุผล ที่หักล้างกันระหว่าง ผู้ร้องกับผู้ถูกร้องนะครับ เหตุผลฝ่านทนายของทักษิณ ไม่มีน้ำหนักสู้ได้เลยครับ .. **คุณนั่งฟังจนจบไหมครับ** เออ..ผมฝากอีกเรื่องนะครับ เรื่องดาวเทียว IP Star นะครับ ไปอ่านดูนะครับ ว่าโกงซ่อนเงื่อนขนาดไหน
คำพิพากษาศาลไม่ครอบคลุมข้อเท็
คำพิพากษาศาลไม่ครอบคลุมข้อเท็จจริงและแง่มุมมองโดยรวม ในแง่นี้ปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยจึงสมควรจะถูกวิพากษ์ได้ และไม่เป้นการละเมิดแต่อย่า่งใด
ปัญหาข้อเท็จจริงนี้เป้นปัญหาโลกแตก ในประเทศที่อารยะแล้ว ประวัติศาสตร์เขาก็เดินเหมือนสยามประเทศ คือ เดิมศาลเป้นผุ้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ต่อมาก็วิวัฒนาการให้คณะบุคคลที่เรียกว่า " ลูกขุน" ทำหน้าที่นี้แทน ศาลเพียงเป็นผู้คุมกฎและวินิจฉัยข้อกฎหมายเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีขึ้นแน่นอน ช้าหรือเร็วเท่านั้น
ถึง I-Pad US แจกเครื่องฟรี
ถึง I-Pad
US แจกเครื่องฟรี ไม่พูดต่อล่ะว่า สัญญาเป็นไง ค่าบริการเป็นไง ต้องเสียค่าบริการยังไง ใช้ๆ ไปแล้วเลิกใช้ต้องทำไง เอาเครื่องไปใช้ระบบอื่นได้มั้ย ปลดล็อกมาบุญครองเหรอไง
หลักฐานชิ้นที่ว่า ก็คือ
หลักฐานชิ้นที่ว่า ก็คือ หนังสือรับรองของ บริษัทแอมเพิล ริช จำนวน 2 หน้าที่ส่งมาจากธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลหุ้นชินคอร์ป ที่อัมเพิล รีช ถืออยู่ ระบุว่า
“Any withdrawal is to be authorised by Dr. T. SHINAWATRA solely.”
*คนเสื้อแดง รักความ
*คนเสื้อแดง รักความ ยุติธรรม
รู้ว่าใคร ก่อกรรม ทำความชั่ว
จึงรวมตัว ต่อต้าน มารเมามัว
มากันทั่ว ทุกทิศ จิตใจแดง
*แม้นต้องการ นิติรัฐ จัดระบอบ
ต้องตรวจสอบ คมช. ก่อกำแหง
ต้องตรวจสอบ คตส. ขอระแวง
ต้องตรวจสอบ ผู้ฤทธิ์แรง ปปช.
*ตรวจสอบความเป็นกลาง...อย่างแท้เที่ยง
ไม่เอนเอียง พาตาชั่ง พังสึกหรอ
ผลประโยชน์ ยาวไกล ไร้เพียงพอ
พวกใดก่อ เกิดความ อยุติธรรม
*ต้องไม่มี อำนาจใด เหนือระบบ
ไม่อิงซบ อำมาตยา พาตกต่ำ
มาตรฐาน ต้องสากล ให้ผลล้ำ
ยุติธรรม นำสู่ ความร่มเย็น
*แม้นต้องการ นิติรัฐ จัดอย่างดี
ต้องตรวจสอบ องคมนตรี ที่กลิ่นเหม็น
ให้เทียบเท่า นักการเมือง ทุกประเด็น
ห้ามท่านเล่น การเมือง นอกสภา
แหม!
แหม! ไม่นึกว่าจะเป็นประเด็นให้ จข บทความ ต้องเดือดร้อนขนาดนี้นะครับ
แต่เอาเป็นว่าผมได้อ่าน คห. ของคุณคริสแล้ว ซึ่งจะมาตอบตอนดึกๆ เพราะวันนี้ไม่ว่างจริงๆ แค่เข้ามาพิมพ์ใบเบิกเงิน (อย่าลืม การ์ดอาสาก็ต้องมีเวลาทำมาหากินเหมือนกัน เพราะไม่ได้รับค่าจ้างวันละพันบาทเหมือน การ์ดเสื้อดำ นปช. ฮา) แล้วต้องรีบไปวางบิลต่อ ดึกๆ เจอกันครับคุณคริส
แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าอย่างไรก็ดี สมมติฐานการคิดของคุณก็ยังผิดอยู่ดี รายละเอียดมาว่ากันตอนดึกครับ
ส่วนที่คุณอ้างว่าคนเราเห็นต่างกันได้ นั้นไม่จริงครับ สิ่งใดที่ความจริงมันประจักษ์ชัดแล้วไม่มีทางจะเห็นต่างกันได้ครับ อย่างเช่น ไฟนั้นร้อน และไม่สามารถสัมผัสมันได้ อันนี้จริงแท้ประจักษ์ชัด แล้วจะมีใครมั่งใหมครับมาเห็นต่างว่า ผมว่าไม่นะ ไฟน่าจะอบอุ่นน่าเอามากอดให้อุ่นขึ้น แบบนี้ไม่มีนะคับ หรือ กรณี ที่ศ่าลมีมติ 9 : 0 ว่าไอ้แม้วกะเมียซุกห้นก็เหมือนกัน เพราะมันประจักษ์ชัดว่าซุกจริง
เอาว่าถ้าว่างมาเจอกันประมาณ 3 ทุ่ม
เมื่อคืนไม่ว่าง เพราะรายการ
เมื่อคืนไม่ว่าง เพราะรายการ คนในข่าว เมื่อคืนน่าดู ผมเลยขี้เกียจเข้าเน็ท เลยขอมาตอบเช้านี้ดีกว่า เพราะว่าง
ก่อนอื่น การเฉไฉไปอ้างว่าคุณนำเสนอด้วยชื่อจริง และ พูดเหมือนต่อว่าผมว่าดีสเครดิตคุณนั้น เป็นการอ้างที่ออกจะเด็กไปหน่อยนะครับ การใช้ชื่อจริงแต่ถ้าพูดความเท็จ ก็แย่กว่าการใช้นามแฝงแต่พูดความจริงนะครับ (รวมทั้งในกรณีตรงกันข้ามกันด้วยนะ อิอิอิ) ผมไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้คุณคริสคิดอย่างนั้นครับ
ในประเด็นที่คุณคริสกล่าวถึงเรื่องตลาดในทาง ศศ. ผมว่าคุณคริสไปศึกษาให้ดีๆ ก่อนครับ ตลาดผู้ขายน้อยรายนี่แหละครับคือ Monopoly เพราะ Monopoly ในทางปฏิบัติเขาไม่ได้ดูจำนวนผู้ผลิตนะครับ เพราะในโลกนี้ไม่มีหรอกครับตลาดที่มีผู้ผลิตรายเดียว แต่ถ้าตลาดใดที่มีผู้ผลิตรายใหญ่ควบคุมตลาด สามารถกำหนด ราคา และ ปริมาณการผลิต ให้เป็นไปตามใจชอบ โดยที่มีผู้ผลิตรายย่อยอีกไม่กี่รายได้รับผล ปย. จากอำนาจ Monopoly ที่สามารถ manipulate ตลาดได้แล้ว นั่นคือ ตลาดผูกขาด Monopoly ครับ ไปศึกษาตำราให้ดีๆ อย่าเอาแต่อ่านแค่ EC 201 แล้วเอามาอิงเป็นคัมภีร์แบบนั้นครับ มันไม่ถูกหลักการศึกษาวิชาทางสังคมศาสตร์ครับ (อิอิ)
ในอีกประเด็นที่เห็นชัดยิ่งขึ้น ในการแสดง คห. โต้ตอบกับผมคือ คุณเป็นพวกถูกทุนนิยมสามานย์ตะวันตกล้างสมองมาครับ (ขอโทษล่วงหน้านะคุณคริส ถ้าการใช้เทคนิคัลเทอมของผมบางทีจะดู 'แรง' ไปบ้าง แต่บอกไว้ก่อนนี่ไม่ได้แฝง อคติ แบบความเห็นของคุณ) ทุนนิยมสามานย์ตะวันตก เมื่อ 2 - 3 ทศวรรษ ก่อน ชอบอ้างความเป็นเสรีนิยมจนยกทฤษฎี privatization เป็นท่าบังคับที่ชอบ 'อ้างเอา' มาบังคับประเทศอื่นทั่วโลกให้ต้องยอมทำตาม แต่ในห้วง ทศวรรษล่าสุดที่ผ่านมา จากประสบการณ์จริง โลกต่างรับรู้แล้วว่า privatization ไม่เป็นจริง ในอังกฤษ คนอังกิดเริ่มบ่นให้ยึด Metro คืนมาทำเอง ไฟฟ้า และ ประปา ก็ห่วยกว่าสมัยเป็นของรัฐ, นิวซีแลนด์ ฝรั่งตาน้ำข้าวที่หลงโง่เชื่อไอ้กัน แปรรูป กิจการเรือข้ามช่องแคบให้เป็นเอกชน แปรรูปไปได้ 2 ปี เท่านั้น รัฐต้องเอาเงินภาษีซื้อกิจการคืนกลับมาเป็น รส. อย่างเดิม (เจ็บปวด 2 เด้งเลย)
นั่นคือคุณคริสเป็นเด็กน้อยที่ยึดติดกับตำราที่อ่านมาไม่กี่เล่ม แล้วหลงเพ้อไปว่า รส. ไม่ดี ทุกอย่างต้อง private sector จึงจะเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ จึงจะดีที่สุด
ซึ่งความคิดนี้อ่อนด้อยมากๆ ครับ
ความคิดที่ถูก คือ กิจการที่เป็น รส. แต่ถ้าสามารถให้บริการที่ดี และ ทำรายได้เข้ารัฐได้ปีละมากๆ กิจการนั้นต้องส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไป หรือแม้แต่ รส. ใด ที่ผลประกอบการไม่ดี แต่ เป็นกิจการพื้นฐานที่จำเป็นต่อสังคม เป็นกิจการที่ให้สวัสดิการแก่สังคม กิจการนั้นถึงจะมีผลการประกอบการขาดทุน รัฐก็ 'จะ' ต้อง subsidize เพราะเป็นการให้สวัสดิการแก่สังคม(เช่น รถไฟ ประปา ขสมก เป็นต้น)
เพราะประเทศไทยไม่ใช่ สรอ. ที่บ้าๆ บอๆ อะไรก็ท่องแต่ตำรา ทุนนิยม เสรีนิยม ปชต. เพราะแต่ละประเทศพื้นฐานก็ต่างกัน สิ่งที่ดีในอเมริกาก็ไม่สามารถใช้ได้ในทุกที่
แม่แต่มาตรฐานที่อเมริกาที่มันกล่าวอ้างเอง พอถึงเวลาจริงๆ ที่ต้องเอามาปฏิบัติกับตัวเอง อเมริกาก็ทำ 2 มาดถานเองครับ
ขอยกไปบ็อกซืต่อไป เพราะเริ่มจะยาวเกิน
บ็อกซ์ก่อนหน้าผมบอกแล้วนะครับ
บ็อกซ์ก่อนหน้าผมบอกแล้วนะครับว่า ไอ้กันมันตอแหลชนของแท้ เวลามันจะบังคับใครมันอ้างตำรา ทฤษฎีสารพัด แล้วเอามากดหัวบังคับให้ทุกคนทำตาม
แต่พอถึงคราวตัวเอง มันบอก 'กูจะเอาอย่างนี้แหละ มีไรมะ' พอใครมาถามว่า 'อ้าวแล้วคราวคนอื่นทำไมพี่กัน ไม่ให้ทำตามนี้หละครับ?' ไอ้กันมันตอบง่ายๆ 'ก็เสือกโง่เชื่อกูเองนี่ ฮิฮิฮิ'
เชื่อมะล่ะครับ ถ้าไม่เชื่อผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ชัดๆ 2 ตย.
1. ความแตกต่างระหว่าง ต้มยำกุ้ง crisis กับ Hamburger effect
ไม่รู้คุณคริสโตพอรู้ความตอนต้มยำกุ้งระบาดหรือยังครับ? แต่กิจการเดิมที่บ้านผมเจ๊งเพราะต้มยำกุ้งนี่แหละ ฉะนั้น ผมนักศึกษา ศศ. จึงเข้าใจเรื่องนี้ดี
จะขอชี้ให้เห็นความเป็น 2 มาดถาน (ที่แท้จริง ไม่ใช่ 2 มาดถานฉบับ นปช. อิอิอิ) ของไอ้กัน
ตอนต้มยำกุ้ง ไอ้กันโดยใช้อำนาจผ่าน IMF มันบอกประเทศไทยจะแก้ปัญหาได้ด้วยการตัดทุกอย่างไม่มีข้อยกเว้น จะ เล็ก จะ ปานกลาง จะ ใหญ่ ก็ตัดให้หมด แล้วรอดู คนไหนที่รอด ก็รอดไป คนไหนที่ไม่รอดก็ปล่อยให้เจ๊งไป โดยอ้างว่า เพื่อใช้กลไกตลาด ฉะนั้น ในเวลานั้น ทุกคนในประเทศไทยโดนบีบให้ตายทุกคน คนที่รอดไปได้ตามทฤษฏที่ดูบ้าของไอ้กันจึงจะเป็นผู้อยู่รอดต่อไป (และอย่าถามนะทำไมไทยต้องยอมทำตาม IMF ก็เงินกู้ IMF ไงครับ ไม่ยอมมัน มันก็ไม่ให้กู้น่ะ อิอิอิ)
แต่พอกรรมตามสนองมันมั่ง Hamburger ออกฤทธิ์ สิ่งที่ไอ้กันทำคืออะไรครับ ทำเหมือนกันครับคือตัด แต่ไม่ทุกอย่าง รายเล็กๆอยู่ไม่ไหวก็ปล่อยตายไป รายกลางๆ อยู่ไม่ไหวเหมือนกันเรอะ? ก็ตายห่าไปดิ้ แต่พอมาถึงรายใหญ่ๆ (อย่าง AIG ซึ่งใหญ่จริงๆ พัวพันไปทุกส่วน สก. ไอ้กัน ถ้าปล่อยตาย ล้มทั้งประเทศแน่ๆ) ไอ้กันบอกพวกนี้ต้องอัดฉีด ปล่อยตายไม่ได้ อ้าว! ไอ้กัน กลับกลอก ไหงมึงเฮ็ดจั๊งซี่ ถาม สมสัก หัวโต ก็ตอบไม่ได้ ถาม เกษียร ก็บอก อันนี้ เป็นปัยหา ศศ, อ. เกษียร เป็นนักรัฐศาสตร์ตอบไม่ได้ คือกัน อิอิอิ
2. Miranda warning กับ เหตุการณ์ 911
2 เรื่องนี้เกี่ยวกันยังไง เกี่ยวกันครับเพราะ miranda คือ หลักบ้าๆ บอๆ ที่สมสักหัวโตชอบอ้างว่าประเทศ ปชต. ต้องมี due of process of law จึงจะเป็นประเทศที่เจริญ (ตามสันดานชอบอ้างของไอ้กันที่ขี้ข้าไอ้กันอย่างสมสักหัวโตชอบเสล่อมาอ้างอีกที)
แต่พอโดน 911 เข้า ไอ้กันโดย บุช ตัวลูก (ซึ่งยังต้องดูภาพถ่ายตัดสินอยู่จนวันนี้ว่า ตัวพ่อ กะ ตัวลูก ใครเชี่ยกว่ากัน อิอิอิ) ก็ประกาศเลยว่าทุกมาตรการ ทุกกฎ ต้องยอมให้กับขบวนการต่อต้านการก่อการร้ายทั้งหมด ใครขวางคือศัตรูของความถูกต้อง (นั่นแน่! ทฤษฎีใหม่ แม่ง! มาอีกแล้ว)
แล้วหลังจากนั้น ก็มีคุกกวนตานาโม ขึ้น มีการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นโดยไอ้กัน บางกรณีเกิดบนแผ่นดินอินทรีหัวล้าน 'เมกา ด้วยซ้ำ (และบางคนอาจเคยดู คลิป เด็ดๆ ทางยูตุ๊ป บ้างกระมัง)
นี่คือตัวอย่างความสามานย์ของทุนนิยมอเมริกัน
ซึ่งอยากให้คุณคริสพยายามคิดให้ห่างจากตำราไอ้กันครับ แล้วคุณจะคิดได้อย่างเป็นจริงถูกต้องมี คติ แท้จริง
ครับคุณคริส
ครับคุณคริส อย่าไปติดหล่มกับคุณไอแพดแกเลย ยืนยันประเด็นในเนื้อหาที่ต้องการแมสเซสไปยังสังคมไทยในสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น
นั้นคือการจับแยกนิยามคำว่าความเสียหายต่อรัฐกับวิสัยทัศน์ เช่นเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา(มิติแบบนี้มันชี้ถูกผิดฟันธงเชิงนโยบายรัฐยากมากอย่างที่ผมเคยเตือนศาลไว้ว่า ถ้าไม่แน่จริงอย่า?เพราะข้อจำกัดในการพิสูจน์เรื่องแบบนี้ มันคาบเกียวกับงานศาลไม่มั่วงานบริหาร หรือศาล เปิดโรงเรียนสอนงานบริหารเสียเอง)
แถมสอนเสร็จไม่พอมีคำวินิจฉัยศาลสั่งประหารที่ตนเองเข้าใจว่าคือศิษย์?ทั้งที่โดยหน้าที่คือดุลอำนาจสามก้อนเส้าหลักของปชต. ทั้งที่จริงๆคืองานคนล่ะหน้าที่ของสามก้อนเส้าหลัก แต่มิติที่น่าสนใจที่คุณคริสยกมาเรื่องประเด็นเอื้อหรือไม่เอื้อฯ ตรงนี้ใช่ว่าชัดคืองานอำนาจศาล?(ที่คุณต้องทำให้ชัดไม่ใช่มั่วแบบนี้)
แต่วิธีการแยกแยะของศาลมันเป็นไปเพื่อการพิสูจน์ตรงนี้เชิงประจักษ์หรือไม่? สมควรต่อการชี้ชัดผลคดีแบบคดีอาญา(สั่งประหารทางการเมืองนี่ฐานความผิดฐานต้องชีชัดเชิงประจักษ์ให้ได้ว่าเขาผิด อย่างไร? แต่คำวินิจฉัยศาลวันนั้นที่เป็นข้อสรุปสุดท้าย ไม่ได้ชี้ชัดความผิดเชิงประจักษ์ครับ) ไปตรวจสอบได้?
เช่น ตัวอย่างที่คุณครีสชี้มาครับ เนื้อหาการพิสูจน์ฐานความผิดต่อ คดีอาญาจะต้องเชิงประจักษ์ชี้ชัด? ไม่ใช่เชิงกล่าวหาจากระบบศาลแบบไต๋สวนแบบนี้? เพราะเนื้อหาการวินิจฉัยฯ ส่วนใหญ่ยกมาจากคำร้องคตส.ที่มีลักษณะ ระบบศาลแบบกล่าวหา รวมถึงข้อวินิจฉัยยังมีลักษณะไปในทางกล่าวหา ไม่ใด้ชี้ชัดฟันธงเชิงประจักษ์ เช่นคำว่า"เชื่อได้ว่า" โดย"อันไม่สมควร"
เป็นข้อวินิจฉัยประกอบข้อกล่าวหาแบบระบบศาลแบบกล่าวหามาสรุปตามดุลยพินิจศาล(ไม่ใช่ชี้ชัดเชิงประจักษ์แบบคดีอาญาหรือระบบศาลแบบไต๋สวน) จนผลการตัดสินหลายเรื่องไม่สามารถพิสูจน์ความผิดเชิงประจักษ์ ต่อคดีอาญา หรือระบบศาลไต๋สวนหลายเรื่องอย่างที่คุณคริสแย้งมาที่เป็นนเอหาบนข้อเท็จจริงเสียด้วยในการชี้ชัดข้อสังเกตุนี้
และที่ผมเคยเตือนศาลว่า ถ้าไม่ชัดเจนจริงอย่า? เพราะข้อจำกัดคุณในบทบาทหน้าที่แบบนั้น ในข้อจำกัดที่ผมเคยยกตัวอย่างไว้เช่น กรณีวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ทั้งเศรษฐกิจการลงทุนระยะยาว ต่อยุทธศาสตร์ประเทศเช่นพม่า ถ้าคุณเข้าผิดจังหว่ะไทม์มิ่ง? บางทีเราจะต่อแถวลำดับหลายสิบต่อจากจีน สิงคโปรมาเลฯ ญี่ปุ่นฯลฯ ทั้งที่มันใกล้จมูกแบบใกล้เกลือกินด่าง
เช่นเรากล่าวหาทักษิณที่กำลังทำโจทย์แบบนี้? กับไทม์มิ่งที่เขาพร้อมกว่าใครในจังหว่ะที่ต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การมองว่าเอื้อหรือไม่เอื้อ ต้องมองหลายตัวแปรกว่านั้น?(มิติอำนาจศาลผมบอกได้เลยว่าถ้าได้นั้นคือได้แบบมั่วเอาหรือเจตนาจะเล่นมึง?เพราะข้อจำกัดมันมี) เพราะสมมุติว่าทักษิณไม่ได้เป็นนายก แต่ความพร้อมของเอกชนไทยมีแค่เขา?เพราะเขาได้สัมปทานงานแบบนี้มาชัดเจนกว่าคนอื่น
แม้แต่การเพิ่มเงินกู้ฯ และชดเชยดอกเบี้ย มองได้หลายอย่าง ว่าเอื้อ หรือยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศก็ได้?
เพราะมิติแบบนี้เหมือนที่ผมเคยชี้เรื่องการลงทุนด้านความมั่นคง การซื้อF16 צטיทั้งตัวเครื่องบวกการบำรุงรักษามันปาไปเกือบหมื่นล้าน แต่เอามาจอดจนปลดประจำการ? แบบนี้เสียหายต่อภาษีรัฐไหม? ถ้าคิดเชิงมิติเศรษฐศาสตร์ธรรมดาหรือคิดแบบศาลมันก็ต้องไปพิสูจน์เจตนา"เอื้อ"หรือไม่? แบบคอรัปฯในกองทัพไหม?แล้วถ้าจะชงเรื่องให้ผิดสร้างกระแสกดดันศาลหรือปฎิวัติโดยศาลเพื่อตั้งธงเอาผิดแบบกรณีนี้ของทักษิณก็ได้?
ไม่แน่กองทัพอาจจะโดนก็ได้เพราะมันตีความคอรัปฯอย่างกว้างได้หลายอย่าง?บนเนื้อหาที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ ยกเว้นว่าจะเล่นมันหรือไม่?
อันนี้เช่นกันความผิดเชิงนโยบายมันมีเงื่อนไขไม่ธรรมดา และถ้าศาล ไม่ชัดเจน ศาลอาจจะเข้าข่ายก้าวก่ายอำนาจบริหาร หรือศาลเป็นเจ้าหน้าที่คุมเบล้ดเสณ็เด็ดขาดในบ้านร้เมืองนี้จนได้เขียนแผนที่ แบบสภาพัฒน์ฯ แล้วลงมาเป็นเนวิเกเตอร์เสียเองต่องานฝ่ายบริหาร(งานศาลวันนั้นใครตั้งข้อสังเกตุแบบผมไหม?)
นี่ไงครับโครงสร้างทั้งโครงสร้างอำนาจศาลตอนนี้มันชี้ชัดสิ่งที่ผมว่าไว้? นั้นคือสถานการณ์บ้านเมืองไทยปชต.ไทยตอนนี้กำลังถูกปฎิวัติโดยศาล เพื่อเก็บงานเกมกาสิโนย้ายขั่วอำนาจจากปฎิวัติทหารเป็นการปฎิวัติแบบใหม่ที่ซึมลึก ขังปชต.ลงไปในหม้อตุ๋นกบอำนาจนอกปชต.
บนเนื้อหา เชิงโครงสร้างระดับต้นน้ำของปัญหา ส่งตรงแบบเดลิเวอรรี่มาที่อำนาจศาลตอนนี้เลย
แม้ข้อเท็จจริงงานการตรวจสอบเอาผิดนักการเมืองขี้ฉ้อฯ มีการอ้างว่าการเมืองภาคปชช. หรือลำพังปชต.ในระบบแบบเราขณะนี้เอาพวกนี้อยู่ยาก? นั้นคือโจทย์พิเศษที่ต้องตอบ แต่เราได้ตอบไปแล้วนั้นคือ"รัฐประหาร" นั้นคือผิดในวิธีการแม้เป้าหมายเดียวกัน ? ผลมันจึงยิ่งตอกย้ำความเสียหายและผิดพลาด เพราะกระดุมเม็ดแรกมันผิด(ปฎิวัติโดยทหาร)
การพยายามดันทุรังใช้ตัวช่วยกระดุมเม็ดสองมาดันทุรังต่อ(งานปฎิวัติโดยศาล) มันยิ่งไปกันใหญ่หลงทางจนกู่ไม่กลับ คือใครลงมาเล่นก็เสียหมด? เช่นงานศาลไทยขณะนี้? กลไกเชิงโครงสร้างออกแบบไว้ดีมาก? น่าเชื่อถือ แต่พอลงไปดุระดับปฎิบัติสิ? มาเขย่าไฮโลในกาสิโนอำนาจในฐานะนักเลงตัวใหญ่หมัดหักคุมบ่อนเสียเอง จากความคาดหวังมาระงับเหตุ
นี่ไงครับต้นน้ำของปัญหาที่แท้จริงคือวิธีการกระทำหรือเริ่มต้นที่ผิด แบบปิดกระดุมเม็ดแรกผิด? แล้วไม่พยายามทบทวนตัวเอง ดันทุรังต่อไปมันยิ่งผิด? จนหลายครั้งมีแนวคิดที่จะพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าปฎิวัติน๋อมแน้ม เอาใหม่? ทีนี่เอาแบบโหด,เลว,เหี้ยมเบล็ดเสร็จเด็ดขาด(ตามแนวคิดพธม)
ครั้งที่แล้วมันติดกระดุมพลาดไปเม็ดหนึ่งเอาล่ะทีนี้เพื่อให้มันเบล็ดเสร็จเด็ดขาดเอากระดุมเม็ดแรกไปติดตำแหน่งสุดท้ายไปเลย?(คือถ้าเริ่มต้นถุกมันคงไม่เบี้ยวติดผิดแต่แรกแต่เพราะมิจฉาฯแบบนั้น)ถ้ากลับไปที่มันถูก มันก็ไม่ผิดแต่แรก? ดังนั้นถ้าเชื่อแบบนั้นก็ต้องไปพิสูจน์ตามความเชื่อแบบนั้น ให้ได้ว่ามันถูกด้วยมิจฉาฯ ถ้ากลับมาปิดให้มันถูก เสียฟอร์ม เท่ากับยอมรับว่าครั้งแรกตัวเองผิด?(นี่ไงครับความดันทุรังสูงจาก"อัตตา"ที่พยายามเที่ยวไปใช้วิธี"อัดตา"คนอื่นเพราะมันไม่ยอมในอัตตาในมิฉาฯตน
การพิสูจน์ว่าวิธีการนี้ไม่ผิด? ก็คือต้องเอาให้บ้าให้หนักกว่าเดิม(มีครับมีความเป็นไปได้ว่าจะปฎิวัติซ้อนอย่างน้อยที่สุดสองครั้งไปถามพธม.ได้) โดยเฉพาะม็อบแก้สน้ำตานั้น99%עעד[מהเหลือแค่อนุพงษ์ รับไม้สุดท้ายคือจบ แต่ดันเอาไม้วิ่งพลัดมาเขกกระบานพธม. จนพธม.แค้นอนุพงษ์ จนแทบจะกลายเป็นอนุเพลิง เผาตำรา(ตำราปฎิวัติ) ที่สุดจนต้องไปปฎิวัติบนทีวี
หลายครั้งครับ(ถามพธม.ได้โดยเฉพาะคุณ"ปะทะ คูนสี่"(ประพัน)และ"ไปวัด กัดแล้วเตรียมโลง"(ไชยวัฒน์)เขาต้องการพิสูจน์ทฤษฎี ปฎิวัติต้องไม่น๋อมแน้?ม ทั้งที่ครั้งแรกเขาไม่อยากน๋อมแน้มหรอกกะเอาให้ตายเอาแบบเบล็ดเสร็จเด้ดขาด แต่เงื่อนไขโลกาภิฯ และพัศนาการสังคมยุคใหม่ บีบให้เขาทำได้แค่นั้น? จริงๆตรงนั้นสอนเขามาก(ด้วยประสบการณ์จริงเพราะลำพังแค่ที่ผมเตือนเขาไม่ฟังมันถึงได้พังมาถึงนี้)
และสังคมไทยเงื่อนไขภายในได้ให้โอกาสเกินบทเรียนจริงๆตั้ง80% ערןเพราะกระแสคนไทยสมาธิสั้น อะไรก็ได้อยากออกจากวิกฤตเร็วๆเห้นอะไรมาก็คว้าหมดแบบหนีเสือพอดีมาปะจรเข้แบบนี้ แม้จะแก้ปัญหาแบบปัดสวะ ปัสวะ(ปฎิวัติ)รดที่นอนก็เอา?
คือในประเทศดันไปสร้างเงื่อนไขแบบนี้ ทั้งที่นอกประเทศเขาดูคลิบโป้ว์คนไทยข่มขืนประเทศหรือมีคนบ้าหลงตัวเองว่าล่องหนหายกรรมได้แบบมือที่มองไม่เห็น แต่จริงๆคือแก้ผ้าเดินโทงๆกลางถนนหลวงโลกาภิวัฒน์โลก จนชาวโลกดูกันจนเป็นตาจะเป็นกุ้งยิงแบบสมเพส มีแต่คนไทยเท่านั้นที่ไม่รู้ตัวต่อสถานการณ์ปฎิวัติยุคโลกาฯ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีกูไม่ได้ปิดกระดุมผิดพวกเอ็งต่างหากที่คิดไม่ถึงตาเอียงเอง เหล๋ แบบเหยินเป๋เซมากูเตะด้วยท็อปบู๊ตตะหาร???
ดิน wrote:วรรณ
................................................................
ถึงฟังไม่จบแต่สิ่งที่ฉันข้องใจก็เป็นสิ่งที่ศาลพิพากษาไปแล้วทำไมจะข้องใจไม่ได้ ที่บอกว่าฟังยังไม่จบก็เพื่อจะบอกว่าถ้าฟังจบจะมีข้อข้องใจมากกว่านี้อีก อย่ามาอ้างว่าศาลเรียนทางนี้เลยคุณควรแสดงความเห็นชี้แจงมากกว่าว่าคำตัดสินไม่น่าข้องใจเพราะอะไร ถ้าไม่รู้ก็หุบปากเสียเถอะ เพราะคนที่เรียนมาไม่ได้หมายความว่าจะมีจิตใจดีมีความยุติธรรมมีจรรยาบรรณในวิชาชีพเสมอไป
แต่ความเป็นจริงที่น่าดีใจสุดๆ
แต่ความเป็นจริงที่น่าดีใจสุดๆ คือ ประเทศนี้สามารถมทวงคืนทรัพย์สินแผ่นดินที่พวกนักการเมืองนักธุรกิจ-อดีตตำรวจโฉดชั่วปล้นเอาไปได้.......cและไอ้บักหนามเลี๊ยบ....วิบากกรรมกะลังตามไล่ล่าเอง.....
ฟฟฟฟฟ
หลังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านของ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ด้วยการสาธยายความผิดถึงกว่า 7 ชั่วโมง สังคมไทยและสังคมโลกคงจะรู้เช่นเห็นชาตินักโทษชายหนีคดีผู้นี้ได้เป็นอย่างดีว่า มีพฤติกรรมฉ้อฉลโกงชาติโกงแผ่นดินในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ หลายคนรวมทั้งสื่อต่างชาติพากันวิเคราะห์ประเด็นที่ศาลมีคำพิพากษายึดทรัพย์เพียงบางส่วนว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการเมืองไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องบอกว่า นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรือจุดนับหนึ่งในการจัดการกับนช.ทักษิณและวงศ์วานว่านเครือเท่านั้น
พวกเขาลืมไปว่า ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดการ นช.ทักษิณและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกลายเป็น “อาฟเตอร์ช็อค” หรือ “ดาบ 2” ที่จะกวาดล้างผู้ที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองอย่างไม่มีทางเป็นอื่นได้ โดยเฉพาะรัฐบาล กระทรวง ตลอดรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องนำคำพิพากษาของศาลมาขยายผลฟ้องร้องทั้ง “คดีแพ่ง” และ “คดีอาญา” มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมนช.ทักษิณและลิ่วล้อเสื้อแดงถึงแสดงอาการโมโหโกรธาต่อคำพิพากษาที่เกิดขึ้น
1.
“อ้อ-โอ๊ค-เอม” มีสิทธิ์ติดคุก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะวิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่า ดาบ 2 ที่จะเกิดขึ้นจะ “คืนสนอง” ใครบ้างนั้น ประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้งก็คือ คำพิพากษาของศาล ซึ่งมีความชัดเจนใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
หนึ่ง-นช.ทักษิณซุกหุ้น อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
สอง-นช.ทักษิณ ใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ออกนโยบาย 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ทำให้รัฐเสียหาย จากกรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต การแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีมือถือระบบเติมเงินหรือพรีเพด ให้กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส การแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณ หรือโรมมิ่งให้กับบริษัทเอไอเอส การยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ขึ้นไปเป็นดาวเทียมสำรองให้กับดาวเทียมไทยคม 3 และการปล่อยกู้รัฐบาลสหภาพพม่า 4 ,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า หรือเอ็กซิมแบงก์
สำหรับในกรณีซุกหุ้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่านช.ทักษิณซุกหุ้น นั่นย่อมหมายความว่า เขาจงใจและเจตนาจะยื่นหลักฐานเท็จต่อ ป.ป.ช.ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองนับตั้งแต่เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนถึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย
นั่นแสดงว่า นช.ทักษิณแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.เป็นเท็จมาตลอด 15 ครั้ง ซึ่งความผิดฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จประกอบไปด้วยการตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี พร้อมทั้งโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้คือ เมื่อเขาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ 15 ครั้ง โทษที่ได้รับก็ย่อมต้องเอา 15 คูณเข้าไป
โจทก์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีในประเด็นนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าในเดือน เม.ย.นี้จะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช.ชุดใหญ่เพื่อจัดการได้ทันที
ส่วนอีก 5 กรณีที่เหลือก็มีโจทก์ตั้งท่ารอ “เช็กบิล” อีกมากมาย ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ป.ป.ช. สำนักงานอัยการสูงสุด ไล่เรื่อยไปจนถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่จะสั่งกลไกต่างๆ เข้ามาร่วมผสมโรงไล่บี้นช.ทักษิณให้ถึงที่สุด โดยมีกระทรวงการคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเจ้าภาพหลัก
เริ่มจากคดีแรกคือคดีเอ็กซิมแบงก์นั้น นช.ทักษิณถูกฟ้องร้องในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คดีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต ที่นอกจากจะถูกฟ้องในมาตรา 157 แล้ว ยังถูกฟ้องเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ เมื่อรวมทุกคดีแล้ว นช.ทักษิณมีสิทธิติดคุกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปีเลยทีเดียว
ส่วนคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นาย.พานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขาฯ คุณหญิงพจมานนั้น ก็อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินการในข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จหุ้นชินต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ รวมทั้งมีความผิดในฐานะที่สมรู้ร่วมคิดกับ นช.ทักษิณในการร่วมกันปกปิดข้อมูลเรื่องการถือหุ้นในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ขณะที่การที่บุคคลเหล่านี้ไปให้การเท็จต่อศาลเพื่อช่วยยืนยันว่า นช.ทักษิณไม่ได้ซุกหุ้น แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าซุกหุ้น ก็สามารถนำไปขยายผลในการดำเนินความผิดในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกได้ ซึ่งฐานของความผิดคงไม่ต่างอะไรกับนช.ทักษิณ
ดังนั้น เชื่อขนมกินได้ว่า ในอีกไม่ช้าอัยการและ ป.ป.ช.จะต้องตั้งแท่นเพื่อดำเนินคดีกับลูกเมียและญาติที่น้องของ นช.ทักษิณ ชนิดที่สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็จะดำเนินรอยตามนช.ทักษิณคือหนีคดีไปต่างประเทศอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว สิ่งที่ นช.ทักษิณกลัวที่สุดก็คือ ถ้าหากภายใน 30 วันเขาไม่สามารถหาข้อเท็จจริงอันเป็นหลักฐานใหม่มานำเสนอให้ศาลเชื่อได้ คดีจะถึงที่สุดและผลแห่งคดีก็คือเขาจะไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไปตลอดชีวิต เพราะตามรัฐธรรมนูญผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องเป็น ส.ส.และข้อห้ามสำคัญของผู้ที่จะสมัคร ส.ส.ได้ก็คือ ต้องไม่ถูกยึดทรัพย์ ดังที่ปรากฏไว้ใน มาตรา 102(7)
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า หลังคำพิพากษา ทำไม นช.ทักษิณถึงแสดงอาการโกรธเกรี้ยวและวิพากษ์วิจารณ์ศาลอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า หลังคำพิพากษา ทำไมถึงเกิดเหตุระเบิด 4 ครั้งขึ้นที่ธนาคารกรุงเทพ
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป การเคลื่อนไหวของนช.ทักษิณจะขนขบวนกันมาในทุกมิติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ “อำมาตย์” ที่เขากล่าวหาว่าชักใยอยู่เบื้องหลัง
เพราะทางเดียวที่เขาจะกลับมาเล่นการเมืองได้ก็คือ การล้มกระดานการเมืองให้ถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อที่เขาจะกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง จากนั้นก็ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดทั้งหมด
2.
“วัน นอร์-เลี้ยบ” จ่อคิวรอถูกเชือด
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก นช.ทักษิณแล้ว บุคคลในครอบครัว ลูก เมีย แล้ว คงต้องบอกว่า บรรดานักการเมืองและข้าราชการที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิดต่างๆ ขณะนี้ก็ออกอาการร้อนๆ หนาวๆ กับคำพิพากษาไปตามๆ กัน เพราะอยู่ในข่ายที่จะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตั้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,152,157 อีก 3 คดีด้วยกัน
และคนที่คาดว่าน่าจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับมากที่สุดในเวลานี้มีอยู่ 2 คนคือ “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” และ “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี”
สำหรับคดีแรก คือ การแก้สัญญาลดส่วนแบ่งค่ามปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน(พรีเพด) จาก 25% เป็น 20% และคดีที่สองคือ การแก้สัญญาให้ ทศท.ร่วมรับผิดชอบโรมมิ่งกับดีพีซี ผู้ที่อยู่ในข่ายหนาวๆ ร้อนๆ ประกอบไปด้วยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุธรรม มะลิลา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอทีและคณะกรรมการทีโอทีชุดที่มีนายศุภชัย พิศิษฐวานิช เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม นายวันชัย ศารทูลทัต พล.อ.ต.บุญฤทธิ์ รัตนะพร นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายสุรินทร์ ดุลวัฒนจิต
แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ 2 เส้นเพื่อตอกย้ำกันก็คือ สำหรับ “นายสุธรรม มะลิลา”หลังจากที่พ้นตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทีโอทีแล้ว ได้เข้าไปเป็นกรรมการบริษัท สร้างสิน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทที่รับก่อสร้างหมู่บ้านชินณิชา วิลล์
ขณะที่คดีที่สามคือดาวเทียมไอพีสตาร์ ผู้ที่อยู่ในข่ายหนาวๆ ร้อนๆ ประกอบไปด้วยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตปลัดกระทรวงไอซีที และนายศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงาน
โครงการดาวเทียม
“กรณีไอพีสตาร์แบ่งความผิดออกได้เป็น 3 กลุ่ม โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทานั้นเจอทั้งกรณีอนุญาตให้ใช้ไอพีสตาร์มาเป็นดาวเทียมไทยคม 4 มาเป็นดาวเทียมสำรอง เพราะอนุญาตทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการรับรองการประชุม แต่ไปเล่นแง่ด้วยการรับรองเป็นรายบุคคล จริงๆ แล้วไอพีสตาร์ไม่มีไลเซนส์ เป็นลักไก่ที่จะทำแล้วไปอ้างว่าเป็นสำรอง ไม่เปิดให้มีการประมูล ไม่มีการแข่งขัน อีกคดีหนึ่งที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทาจะโดนก็คือเมื่อดาวเทียมเสีย ก็มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 33 ล้านเหรียญ แต่รัฐกลับนำไปให้กับชินฯ
ส่วนหมอสุรพงษ์นั้น มีความผิดฐานไปลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นจาก 51% ของชินที่ถือในชินแซทฯ ให้เหลือ 40% โดยอ้างว่าจะไปเพิ่มทุน แต่จริงๆ แล้ว เป็นการเตรียมที่จะขายให้เทมาเส็ก นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องของบีโอไอที่ไอพีสตาร์ได้รับการยกเว้นภาษี 8 ปี ซึ่งเท่ากับเงินลงทุน 16,540 ล้านบาท ขณะนั้นคุณทักษิณเป็นประธานบอร์ดบีโอไอ”นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนคดีที่สี่คือ กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิตนั้น ผู้ที่อยู่ในข่ายหนาวๆ ร้อนๆ คือนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามต่อด้วยนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตในสมัยนั้น
ขณะที่เอ็กซิมแบงก์ถ้าหากจะไล่เรียงความผิดกันก็คงต้องเริ่มจากนช.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีและบรรดาคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้สามารถดำเนินการได้ รวมกระทั่งถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นด้วย
ทั้งนี้ สำหรับทั้ง 5 คดีนั้น อัยการสูงสุดสามารถยื่นฟ้องไปแล้ว จำนวน 2 คดี คือ การอนุมัติปล่อยสินเชื่อให้แก่ทางการพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท และคดีแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพาสามิต ซึ่งทั้ง 2 คดี ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เมื่อยังไม่ได้ตัว นช.ทักษิณ มาดำเนินคดี
ส่วนที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้องอีก 3 คดี นั้น ได้แก่ การแก้สัญญาให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบเครือข่ายโรมมิ่ง, แก้ไขลดส่วนแบ่งระบบบัตรโทรศัพท์เติมเงินล่วงหน้า และแก้ไขสัญญาส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งทั้ง 3 สำนวนยังอยู่ในชั้นการพิจารณาไต่สวนของ ป.ป.ช.
3.
เอไอเอส-เทมาเส็ก-ไทยคมต้องจ่ายค่าเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญถัดมาที่จะต้องพิจารณาก็คือ “ความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเมื่อย้อนกลับมาพิจารณาถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐทั้งหมดตามที่อัยการยื่นฟ้องก็จะพบว่า มียอดตัวเลขที่สูงถึง 1.7 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
กล่าวคือ ความเสียหายที่เกิดจากการแก้สัญญาให้ ทศท.ร่วมรับผิดชอบโรมมิ่งกับดีพีซี มูลค่า 21,750 ล้านบาท
ความเสียหายที่เกิดจากการแก้สัญญาลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน(พรีเพด) จาก 25% เป็น 20% ที่ทำให้ทีโอทีขาดรายได้ถึง 17,213.75 ล้านบาท และ 70,827.03 ล้านบาท หากครบอายุสัญญา
ความเสียหายของทีโอทีที่เกิดจากการแปลงรายได้สัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 60,000 ล้านบาท
ความเสียหายที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาดาวเทียมไอพีสตาร์กรณีชินแซทฯ ไม่ยิงดาวเทียมสำรองซึ่งกระทรวงคมนาคมเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท และกรณีลดสัดส่วนหุ้นจาก 51% เป็น 41% มูลค่า 20,768 ล้านบาท
ความเสียหายที่เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 650 ล้านบาท
ทั้งนี้ ถ้าจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ เพราะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง
แน่นอนหลายคนอาจโต้แย้งว่า เอกชนไม่ใช่ผู้ทำผิด แต่โดยข้อเท็จจริงก็คือเอกชนเหล่านี้ก็คือเอกชนที่เป็นทรัพย์สมบัติของนช.ทักษิณและวงศ์วานว่านเครือซึ่งได้รับประโยชน์ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ส่วนจะไปไล่บี้กันอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายและเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะหมุนกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้ง
ขณะที่บุคคลที่สมควรจะต้องเข้าร่วมรับผิดในการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น คงหนีไม่พ้นบุคคล 3 คนคือ นช.ทักษิณ ชินวัตร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทาและนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
ฟฟฟ
5555
"เป็นลิ่วล้อทุนนายหน้าขายชาติ ดีกว่าเป็นขี้ข้าศักดินาล้าหลัง"...555...ขอต่อว่า...ดีกว่าตรงไหนฟะ?..ตรงชั่วช้้ากว่าละสินิ
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว สิ่งที่ นช.ทักษิณกลัวที่สุดก็คือ ถ้าหากภายใน 30 วันเขาไม่สามารถหาข้อเท็จจริงอันเป็นหลักฐานใหม่มานำเสนอให้ศาลเชื่อได้ คดีจะถึงที่สุดและผลแห่งคดีก็คือเขาจะไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไปตลอดชีวิต เพราะตามรัฐธรรมนูญผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องเป็น ส.ส.และข้อห้ามสำคัญของผู้ที่จะสมัคร ส.ส.ได้ก็คือ ต้องไม่ถูกยึดทรัพย์ ดังที่ปรากฏไว้ใน มาตรา 102(7)
ฟฟฟฟ
ให้โอกาสที่จะเลือกเป็นรัฐบุรุษเสือกไม่เลือกๆที่จะเป็นทรราช....
aaa
ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ กรุณาอย่าทำให้เป็นเรื่องสามานย์
ข้อดี หรือ ความล้ำเลิศข้อหนึ่ง ของ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในขณะนี้ของไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างประกอบด้วยประชาชนจากแทบทุกอาชีพ ก็คือ ระบบถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร โดยกลไกทางรัฐสภาและองค์กรอิสระ
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ ความพยายามจะทำให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยการให้กลไกฝ่ายตรวจสอบทั้งหมด เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เช่น การกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และไม่สังกัดพรรคการเมือง การไม่อนุญาตให้ ส.ส.ในระบบเขตเป็นได้ทั้ง ส.ส. และ รัฐมนตรี หรือ ตำแหน่งบริหาร หรือ การให้มีองค์กรอิสระอื่นๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ
หน้าที่ในการการตรวจสอบ ถ่วงดุล ฝ่ายบริหาร/ฝ่ายรัฐบาล จึงถือเป็นภาระหน้าที่ อันสำคัญ และ ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่ง ของ สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส./ส.ว. และ หน้าที่นี้เองที่ทำให้ สมาชิกรัฐสภาทุกคน ทั้ง ส.ส./ส.ว. ทุกคน เป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ที่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายอิสระ
แต่เป็นที่น่าเสียดายและเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า แทบจะไม่มีนักการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว. คนใด แสดงว่า มีสำนึกในอันที่จะรักษา ข้อดี หรือ ความล้ำเลิศ และ แสดงให้เห็นถึงว่าจะกระทำภาระหน้าที่อันสำคัญ และ ศักดิ์สิทธิ์ ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยดังกล่าวนี้อย่างแน่วแน่ กันแต่อย่างใด
โดยเหมือนว่าต่างจะพากัน "ดูดาย" ให้ ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล กลายเป็นเรื่องสามาณย์ที่ไม่มีความสำหลักสำคัญ หรือ เป็นตัวถ่วงความเจริญอันฝ่ายบริหาร จะทำให้เกิดแก่ประเทศชาติและประชาชน ? ทำให้มันกลายเป็น กิจกรรม "จำอวด" หรือ กิจกรรม "ปาหี่" /เช่น การลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายอย่างพร่ำเพรื่อน่ารำคาญ และ น่ารังเกียจของบรรดา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเพื่อปกป้องรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายตรวจสอบ หรือ การให้สัมภาษณ์กระทบกระแทกแดกดันกันไปมาระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ฯลฯ
ทั้งนี้ตามสภาพการณ์นับแต่ พวกกลุ่มชนคนร่ำรวย ที่ "ได้เปรียบทางสังคม" นำโดยพวก "กลุ่มคนร่ำรวยใหม่" ที่ร่ำรวยมาจากการหากินกับสัมปทาน ทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ ขึ้นบริหารประเทศ ประชาชนส่วนหนึ่ง ก็คาดหวังกันว่า การได้ "กลุ่มคนที่ร่ำรวยใหม่" รวยแล้ว รวยอีก รวยล้นฟ้า มาเป็นผู้นำ มาเป็นผู้บริหารกิจการของประเทศแล้ว พวกเค้าจะ ไม่โกงไม่กิน และ จะเข้ามาจรรโลงระบบการเมืองการปกครองและสังคมไทย ให้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร
ทว่าจากพฤติกรรมมากมายหลายพฤติกรรมของ "นักการเมือง" ส่วนข้างมากในระบบโครงสร้างส่วนบนที่นำและ "ควบคุม" โดย "กลุ่มคนร่ำรวยใหม่" แสดงให้เห็นว่า จะไม่เป็นดังเช่นที่หวัง แต่การณ์กลับเป็นว่า ยิ่งรวยก็ยิ่งมีพฤติกรรม "ส่อ" ไปในทิศทางที่จะเอื้อประโยชน์ ส่วนตน ส่วนพรรค ส่วนพวก ได้ "เนียน" และ "แยบยล" ยิ่งขึ้น
เช่น
สามารถหาผลประโยชน์จากโครงการสัมปทานต่างๆ ที่เรียกขานกันว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่ไม่มีทางที่จะหา "ใบเสร็จ" หรือหลักฐานใดๆ ได้ นอกจากจะดูที่ผล ว่า ทำให้ใคร "รวยขึ้น" และ "รวยขึ้น" เท่านั้น เพราะก็ สามารถจะกำหนดระเบียบหรือวิธีปฏิบัติให้เป็นเรื่อง "ถูก" และ "ถูกกฎหมาย" ได้ไม่ยาก
หรือ การหากินกับ การแปลง "สมบัติของรัฐ" (ที่ "ผู้บริหารประเทศ" โดยกลไกที่เกี่ยวข้อง สามารถจะตรากฎหมาย) ให้เป็นของ "เอกชน" หยิบมือหนึ่ง อันเป็นหมู่พวกของตน ก็ สามารถจะกระทำกันได้อย่างง่ายดายยิ่ง
หรือ การตราและออกกฎหมายต่างๆ ออกมาให้ตนและกลุ่มพวกของตนได้ใช้ "งบประมาณแผ่นดิน" ไปในทางที่สนองผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง/เป็นต้นว่า ขึ้นเงินเดือน และ "ค่าตอบแทน" ต่างๆ ให้ตัวเอง ทั้งข้าราชการการประจำและข้าราชการการเมือง-สส./สว. รวมทั้งการเอางบประมาณแผ่นดินไป "ดูงาน"/"ไปเที่ยว" ต่างประเทศกันเป็นว่าเล่นทั้ง สส./สว.และข้าราชการประจำ ก็ ทำกันได้อย่างหน้าตาเฉย
หรือ การจะเอางบประมาณแผ่นดินมาสร้างระบบภายในอาคารรัฐสภาเพื่ออำนวยความสะดวกในการ "เล่นหุ้น" หาเงินหากิน ของบรรดาพวก ส.ว./ส.ส. และ ผู้ติดตาม ก็ ยังจะทำกันได้อย่าง "ไม่ละอาย"
ฯลฯ
เหล่านี้เป็นพฤติกรรมของ "นักการเมือง" ในระบบโครงสร้างส่วนบนที่เกือบทั้งหมด แทบจะ ไม่มีพรรคใด กลุ่มใด หรือกระทั่ง คนใด จะแสดงให้เห็นจุดยืนอันมั่นคงที่ว่า จะเป็น นักการเมืองที่มี "หิริโอตตัปปะ" เป็น "ผู้สร้างระบอบการปกครอง" หรือ "ระบบการเมือง" ที่ดี มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชนยุวชนลุกหลานไทย ที่จะต้องเติบโตขึ้นมาสืบสานภารกิจต่างๆ ของประเทศในวันข้างหน้า
จึงเหมือนกับว่า ประเทศของเราแทบจะหานักการเมืองที่มี "ยางอาย" ในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรหรือส่อไปในทางไม่ถูกไม่ควร แทบจะไม่ได้เลย...กระนั้นหรือ?
โดยเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ นักการเมืองแทบทุกคนล้วนต่าง "กระสัน" ที่จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะ การเป็นรัฐบาล หมายถึง การเข้าไปมีส่วนในการบริหารงบประมาณแผ่นดินรวมทั้งผลประโยชน์ต่างๆ ของประเทศ อันสามารถจะฉกฉวยหาผลประโยชน์เอาจาก งบประมาณมหาศาลของแผ่นดิน เข้าพกเข้าห่อของตน และ กลุ่มพวกของตนกันได้อย่าง "เต็มที่" จึงไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน
เพราะมีแต่จะ "อดอยากปากแห้ง" ตามที่ หัวหน้าพรรคการเมือง และ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนหนึ่ง นิยามสภาพของการเป็นฝ่ายค้านไว้
โดยการ "หนีตาย" จากสภาพ "อดยากปากแห้ง" ของการเป็นฝ่ายค้านเช่นนี้ จะเห็นอย่างชัดเจนยิ่ง จาก พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" บางคน บางพวก บางพรรค ที่ "ลนลานกระเสือกกระสน" กระสันอยากแต่จะเป็นรัฐบาล หรือ ฝ่ายรัฐบาลเสียจน "น่าเกลียด" แบบ "ด้านได้อายอด" อย่าง "หน้าด้านหน้าทน" และ "น่าขยะแขยง" ในพฤติกรรมเป็นที่สุด
และเห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกจาก พฤติกรรม อัน "น่าชิงชังรังเกียจ" ของ ส.ว. บางคน บาง "จำพวก" ที่จะลาออกไปเป็น "ลูกสมุน" ของฝ่ายรัฐบาล อันจะทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่และสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ส.ว. ถูกคาดหวังจะให้เป็น กลุ่มคน "ผู้ทรงเกียรติ" ของรัฐสภา ที่จะมี "วุฒิภาวะ" เป็น "แบบอย่าง" มากที่สุดในการเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล แต่ ส.ว.บางคนบาง "จำพวก" เหล่านี้ ก็ยังจะทำกันเยี่ยงนี้ได้ โดยไม่มี "ยางอาย" กันเลยสักนิด
"นักการเมือง" เยี่ยงนี้ แทบจะไม่เคยทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" รัฐบาลในช่วงที่ตนไม่ได้มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลเลยแต่อย่างใด เหมือนกับว่า "นักการเมือง" จำพวกนี้เดินเข้าสู่ระบบรัฐสภามาอย่าง "เสือหิว-ทากโหย" เพื่อจะ "สวาปามและตระกรามกิน" ผลประโยชน์ของชาติ อย่าง "มูมมาม" โดยไม่นำพา และ ไม่สำนึก ในหน้าที่อัน "ศักดิ์สิทธิ์" และ "ทรงเกียรติ" ของการเป็นสมาชิกรัฐสภาแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ สภาพทั่วไปที่เห็นและเป็นอยู่คือ ฝ่ายค้านไม่สนใจ ที่จะตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ในเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนรูปธรรมของประชาชน อย่างที่ ตรวจสอบเพื่อการตรวจสอบ / หมายถึง ตรวจสอบเพื่อรักษา และ จรรโลงระบบ ให้เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ให้เป็นระบบซึ่งสามารถจะเป็น "ที่พึ่ง" และ สามารถที่จะ "รักษาผลประโยชน์" ของประเทศชาติและประชาชนได้ / แต่มักจะมุ่งประเด็นไปที่การตรวจสอบเพื่อที่จะนำไปสู่ การล้มรัฐบาล เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลแทนเท่านั้น
ปัญหาเล็กปัญหาน้อย อันเป็นความเดือดร้อนรูปธรรมของประชาชนคนตัวเล็กๆ อย่างกรณีของ "ยายไฮ" ก็ไม่เคยที่จะพึ่งพิงการทำงานของฝ่ายค้านได้ ประชาชนคนตัวเล็กๆ ต้องพึ่งตัวเองหรือพึ่งสื่อ หมายถึง ฝ่ายค้านไม่สนใจ ที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและกลไกของรัฐที่ยังความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนคนตัวเล็กๆ
ส่วน ฝ่ายรัฐบาล ก็ ไม่สนใจจะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ ในการจรรโลงระบอบการเมือง ให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร โดยมีแต่พฤติกรรมที่ "ส่อ" ไปในทางว่า พยายามจะทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุล หรือ "ส่อ" ว่า พยายามจะทำให้ ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอหรืออยู่ในสภาพที่ จะกระทำการตรวจสอบถ่วงดุลใด ๆ อย่าง "โปร่งใส" มิได้
เช่น พฤติกรรมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งทั้งโดยคำพูดและการกระทำ ที่จะให้พรรคของตนเองได้ที่นั่งในสภาฯ มากกว่า 400 ที่นั่ง นั่นหมายถึงว่า กลไก ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารของรัฐสภาโดยฝ่ายค้าน จะเป็นง่อยไปในทันที / ปัจจุบันนี้ก็นับว่าแทบจะเป็นง่อยไปแล้ว? / และ ก็จะกลายเป็นเผด็จการทางรัฐสภาฯ และ หัวหน้ารัฐบาลก็จะกลายเป็นทรราชในอีกรูปแบบหนึ่ง พฤติกรรมอันเลวร้ายต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นก็จะกระทำกันได้อย่างสะดวกโยธิน เป็นต้น
จึงเหมือนว่า ส.ส./ส.ว. บางคน บางกลุ่ม บางพรรค บาง "จำพวก" เหล่านี้จะไม่มีความสำนึกในภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติ" ของตน อันจะพึงมีต่อ สถาบันรัฐสภาแม้แต่น้อย
เมื่อสภาพการณ์ ของ พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" อันหมู่เราพวกประชาชนพลเมืองไทย "เลือก" เข้าไปเป็นเช่นนี้ ในฐานะ "ผู้เลือก" จะทำเช่นไร? จึงจะทำให้ พฤติกรรม ของ "นักการเมือง" เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น?
ข้อแนะนำสำหรับ "ผู้เลือก" ก็คือ ในเมื่อ "ผู้ที่มาให้เลือก" ก็มีเท่าที่เห็นๆ กันอยู่นี้ ไม่มีดีไปกว่านี้แล้ว ก็จงเลือกอย่างชาญฉลาด อย่าเลือกให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้คะแนนเสียง อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจน "เกินไป" หมายถึง จนไม่สามารถจะเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ คือ เลือกให้แต่ละฝ่ายสามารถจะเข้าไป ถ่วงดุล ตรวจสอบกันได้ ด้วยพละกำลังที่เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเขตเลือกประชาธิปัตย์ ระบบพรรคเลือกไทยรักไทย คือ ไม่เลือกทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ระบบพรรค พรรคเดียวกัน หรือ อาจพิจารณาไม่เลือกพรรคเล็ก เพราะเป็นที่พิสูจน์แล้วว่าพรรคเล็กมักจะเป็นพวก "เสือหิว-ทากโหย" เป็นต้น
ทั้งนี้ ก็ใคร่ขอทำความเข้าใจว่า หากการเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ การเป็นรัฐมนตรี หรือ การเป็นรัฐบาล ถือเป็นภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติยิ่ง" ภาระหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงาน ของ นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี หรือ รัฐบาลรวมทั้งการตรวจสอบการทำงานของ กลไกอำนาจรัฐ ก็ยิ่งสมควรจะต้องถือเป็น ภาระหน้าที่อัน "ทรงเกียรติยิ่งกว่า" เป็น ภาระหน้าที่อัน "ศักดิ์สิทธิ์" และ ทรงไว้ซึ่ง "ศักดิ์ศรี" แห่งสมาชิกรัฐสภาของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ที่สมควรจะต้องได้รับการเคารพและให้เกียรติ ไม่ใช่จะต้องเป็นเรื่องที่จะมาดูหมิ่นถิ่นแคลน กระแนะกระแหนหรือกระทบกระแทกแดกดัน ปานว่าเป็นเรื่องสามณย์ อย่างที่กำลังทำ ๆ กันอยู่
ที่สุดของที่สุด ข้อมูลต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลและกลไกต่างๆ เป็นผู้กุมไว้ทั้งหมด รวมทั้ง "ใบเสร็จ" ที่จะนำมาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล เช่น สัญญาสัมปทาน ข้อตกลงต่างๆ รวมทั้งพันธะสัญญาเกี่ยวกับผลประโยชน์อันรัฐทำกับต่างประเทศหรือภาคเอกชน เป็นต้น ฝ่ายรัฐควรต้องสำเนาและส่งให้ฝ่ายค้าน ฝ่ายตรวจสอบ หรือเปิดเผยโปร่งใสต่อสาธารณชน
ไม่มาค่อนแคะว่า ฝ่ายค้าน "ไม่มีข้อมูลใหม่" เพราะ ผู้ที่กุมข้อมูลต่างๆ เป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน และ การที่ฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลหรือไม่สามารถหาข้อมูลได้ ไม่ใช่จะดูกันตื้นๆ ว่าฝ่ายค้าน ไม่มีน้ำยาเท่านั้น แต่สะท้อนถึงว่าฝ่ายรัฐบาลโปร่งใสหรือไม่ ปกปิดข้อมูลสำคัญหรือไม่?
เช่นนี้จึงจะทำให้ ภาระหน้าที่ในการถ่วงดุลและตรวจสอบ เป็นภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ และสามารถจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทำให้ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศ กลายเป็นเรื่องสามาณย์ กลายเป็น "กิจกรรมปาหี่" หรือ "กิจกรรมจำอวด" รายวันในช่วงเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา
ไม่เช่นนั้น พวก "นักการเมือง" โดยเฉพาะ พวก "นักการเมือง" ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ โดยเฉพาะ "นักการเมือง" คนที่อยู่ในสถานะ "ผู้นำ" ประเทศอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็จะต้องถามตัวเองกันว่า จะนำพากันเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" อย่างแท้จริง หรือ จะเฮโลสาระพา กันเป็น ทรราช และ สมุนทรราช ยุคใหม่?
เพราะมีแต่ ทรราช และ สมุนทรราช เท่านั้น ที่กลัว และ พยายามจะทำลายแทนการส่งเสริม ระบบและกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุล และ มักปกปิดข้อมูล หรือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นไปได้โดยยาก อันแสดงถึง การไม่มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง และ เป็นหนทางของการนำบ้านเมืองไปสู่ "กลียุค" !
หมายเหตุ :
1-บทความนี้แฟกซ์ให้พรรคไทยรักไทย (โทร : (662) 668-2000 โทรสาร : (662) 668-6000) พรรคประชาธิปัตย์ (โทรศัพท์ :02-270-0036 โทรสาร:02-2796086) ประธานรัฐสภา (โทร:02-2441154 โทรสาร: 02-2441397 / 02-2441162) ประธานวุฒิสภา(โทร:02-2441508 โทรสาร:02-2441779) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาล/หัวหน้าฝ่ายบริหาร ( โทร.กลุ่มงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี 02-6299210 โทรสาร : 02-6299205) และ โต๊ะบทความ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (02-5895674) /ศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2547
2-เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า "ผู้มีอำนาจ" ในประเทศนี้ ในข้อ 1- ไม่มีผู้ใด ใส่ใจกับระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามอุดมคติ ของ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประกาศใช้มาจนบัดนี้ พลพรรคและบรรดา "นักการเมือง" ส่วนข้างมากของประเทศ โดยเฉพาะในพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เดินในหนทางที่กัดเซาะและบ่อนทำลายระบบ/องค์กรอสระ ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น "ตัว" ตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารของประเทศจนหมดสิ้นในทุกปริมณฑล
2519me.com ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประเทศไทย และขอไว้อาลัยต่อหนทางการเป็น "รัฐบุรุษ" ที่ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เลือกเดิน!/ทั้งๆที่ท่านเลือกได้
ด้วย 2519me.com นั้น ชื่นชมในความคิดบุคลิกภาพท่วงทำนองการทำงานของท่าน ขณะเมื่อขึ้นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลใหม่ๆ ......และค่อนข้าง "เอาใจช่วย" มาตลอด.... และก็ยังใคร่จะขอบอกว่า น่าจะยังไม่สายเกินที่ท่านจะ "กลับลำ" เพียงแต่ท่านต้อง "รู้เท่าทัน" และคุมฝูงเสือสิงห์กระทิงแรดที่ล้อมรอบอยู่รอบๆ ตัวท่าน....พวกเขาจะทำให้ท่าน "พัง" หรือกระทั่งไม่มีแผ่นดินจะให้อยู่อย่างเป็นสุข!/ 29 พฤศจิกายน 2548
ครับขอแย้งคุณไอแพด
ครับขอแย้งคุณไอแพด กรณีรส.(ก่อนอันอื่นเดี๋ยวตามมา)คือหลักคิดนี้(รัฐวิสาหกิจ) เป็นหลักคิดสมัยปฎิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปในการบริหารทรัพยากรต่อโจทย์ปชต.?(ไปไล่เอาว่ามันเก่าแค่ไหนกับโจทย์พัฒนาการปชตต.ยุคโลกาภิฯเพราะมันย้อนหลังหลักร้อยปีไม่ใช่แค่สิบปี)?
แม้เอาตรงๆตามโจทย์แบบไทยๆรส.ในไทยบางเรื่องต้องคงไว้?(แม้ต้องปรับตามหลักคิดที่กำลังจะเสิร์ฟต่อไป) แต่ส่วนใหญ่ต้องปฎิรูปไม่ใช่แค่แปรรูปฯ เช่นรฟท. เพราะหลักคิดแบบ"เตี้ยอุ้มค่อม"ของรส.รฟท คือตัวถ่วงตัวพันธนาการที่สำคัญที่สุดของทรัพยากรที่ได้ชื่อว่ามีการก่อตั้งในเอเซียระดัฃบต้นๆมีจุดเริ่มต้นที่มาพร้อมกับญี่ปุ่น แต่เพราะหลักคิดรส.มันพันธนาการไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน?
ด้วยกรอบวิธีคิดของพวกหลงยุคตกขบวนโลกาภิฯโลก แบบคุณไอแพด,พธม.และ แบบกลุ่มทุนศักดินาล้าหลังด้วยกรอบวิธีคิดกลัวการเปลี่ยนแปลงกระทบตัวเอง? ในการปรับตัว หรือกลัวมันคุมยาก เพราะ ถ้าทรัพยากร หรือการบริหารทรัพยากร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามพัฒนาการสังคมแบบใหม่(รส.ใหม่ตรงไหน?มันเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้วมันหลงยุคแล้ว)
การตอบสนองให้เป็นไปตามโจทย์ใหม่หลักการณ์คือการการกระจายทรัพยากรณ์จากการมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดไปยังปชช.จากทรัพยากรณืนั้นๆ อย่างทั่วถึง? ไม่ใช่แค่รวมศูนยที่อำนาจรัฐตามหลักคิดแบบรส.(เตี้ยอุ้มค่อม)นั้นคือการบริหารจัดการติดอยู่แค่งบประมาณรัฐที่มีเงื่อนไขกับงบผูกพันเกิน90%กับสัดส่วนงบประมาณในการพัฒนาจริงๆ ต่อโจทย์บริหารจัดการในมิตินี้ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต่อทรัพยากรที่มีข้อจำกัดแบบนี้(แม่เตี้ยแต่ยังมาอุ้มค่อมรศ.ขาดทุนอย่างรฟท.)
แต่ปรับมาเป็นหลักคิดคือการกำกับโดยรัฐในบางอย่างบางกรณีนั้นคือกระจายความสามารถที่ต่างกันของพัฒนาการของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ไม่ให้ไปผูกขาดไว้ที่ใครเช่น ไอ้ค่อมรฟท. เพราะวิธีคิดว่ามันคือลูกคนโต มีสิทธิในการผูกขาดการบริหารมรดกพ่อกว่าใครเท่านั้น แม้ศักยภาพมันจะพิการแถมใจพิการ(แบบขุนโจรแห้วหวานรวมกันปล้นรถไฟข่าวใหญ่คราวนั้นเพราะมันบอกคนไทยกลายๆว่ารฟท.คือของมัน)ดังนั้นต้องใช้งบไปกระเตงมันคนเดียวเท่านั้น?
โดยลืมไปว่าลูกอีกหลายคนมีความสามารถที่จะบริหารจัดการทรัพยากรตรงนั้นได้ดีกว่า และสามารถระดมทุนตอบโจทย์ใหญ่กว่านั้นมหาศาลแต่ไปติดด่านอรหันต์กรอบวิธีคิดที่ล้าหลังแบบรส.ที่กำหนดไว้ว่าทรัพยากร ต้องบริหารตามหลักคิดแบบเตี้ยอุ้มค่อมเท่านั้นและก็ต้องรวมศุนย์ผ่านต๋งฉันเท่านั้น?ถ้าไม่ผ่านต๋งฉันใครมันก็ไม่มีสิทธิ?(นี่คือหลัคิดจริงของรส.ที่ยังคงเป็นแบบนี้ไว้)
กับการเอาตัวอย่างการแปรรูปรส.ที่ผิดพลาดแบบปตท.(คือเอาความมั่นคงทางพลังงานที่มีเงื่อนไขพิเศษคือเราไม่มีจมูกเป็นของตัวเองไว้หายใจไปเซ้งต่อให้ระบบนายหน้าหลายต่อ มันจึงพอกก้อนราคาผ่านนายหน้าหลายคนจนมันมากลิ้งทับปชช. บนข้ออ้างแปรรูป คือเงื่อนไขแบบปตท. ถ้าจะแปรรูปนั้นต้องรอบคอบและเป็นไปตมเจตนรณ?แปรรูปที่ถูกต้องไม่ใช่แบบนี้
ไม่ใช่หลุดจากเตี้ยอุ้มค่อมไปหาระบบการผูกขาดด้วยนักล่าทุนนิยมอย่างเสรี(ทุนนิยมสามานย์) เช่นหลุดจากพันธนาการรส. ไปสู่การผูกขาดด้วยระบบสัมทานแบบนักล่าทุนนิยมอย่างเสรีมันไม่ได้กระจายตามหลักคิดการบริหารจัดการทรัพยากร ให้เข้าถึงปชช.อย่างหลากหลายใช้ความสามารถอย่างเสรีในการร่วมกันบริหารจัดการจนเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทรัพยากรณ์นั้นๆ
เช่น กฝผ. ถ้าไม่ผูกขาดการบริหารจัดการตรงนี้ตามหลักคิดรวมศูนย์โดยรัฐ(รส.) แบบรวมศูนย์เกินไป บางที่เราจะสามรถพัฒนาการ สร้างแหล่งพลังงานชุมชนใช้เองด้วยความหลากหลายในความสามารถพิเศษ การกระจายการหาแหล่งพลังงานอย่างหลากหลายและพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก แถมอุดหนุนส่วนกลางได้(เช่นเอาพลังงานไปขายให้รัฐได้ถ้ามันเกินใช้ในชุมชน)
ในการเข้าถึงแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่นบางที่ใกล้ทะเลลมดีใช้พลังงานลมในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองในชุมชน จนถึงพลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าปรับหลักคิดให้เขาพึ่งพาตนเองไม่รวมศูนย์ไว้ที่กฟผ.
รัฐลงทุนเบื้องต้นหรือสนับสนุนบางส่วน ในส่วนการสร้างพลังงานทางเลือกตามความพิเศษของแต่ล่ะที่ แล้วให้เขาบริหารจัดการเอง เพื่อลดการผูกขาดหรือระบบการบริหารทระพยากรณือย่างรวมศูนย์และไม่ใช้แปรรูปให้ไปผูกขาดโดยกลุ่มทุนแบบปตท. นั้นคือกระจาย บนความสามารถพิเศษของแต่ล่ะชุมชนจนเกิดพลังงานทางเลือกของชุมชน
เช่นโบโอดีเซลชุมชน ต่อพลังงานที่ผลิตได้เองเพื่อตอบสนองเครื่องยนต์ทางการเกษตร ลดการพึ่งพาพลังงานรวมศูนย์ที่รัฐไปเซ้งให้นายหน้าหลายต่ออาเสียพุงกางปตท. เพราะอุปสงค์อุปทานตรงนี้มันมีโดยธรรมชาติ แต่เพราะนโยบายรัฐไปจำกัดเขาไว้
เช่นกรณีนักวิจัยป.4 ชาวบ้านผลิตไบโอใช้เอง ตามภูมิปัญญาชาวบ้านกลับถูกจับ(เพราะศีกยภาพตรงนี้เราเป็นรองแค่บลาซิล แต่เราดองเค็มไว้ด้วยระบบผุกขาดแบบนี้ จนผมเคยเขียนบทความเล่นๆสมัยยังเรียนมหาลัยไว้เมื่อสิบปีที่แล้วว่า"เมืองไทยผุ้ส่งออกรายใหม่พลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกของโลก" เพราะศักยภาพที่แท้จริงเราไปถึงแต่ติดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน
เพราะปัญหาต๋งปตท.(ที่ภายหลังได้คลี่คลายแล้ว)แต่นั้นคือสิ่งแสดงว่าเราบริหารจัดการต่อทรัพยากรของชาติผิดพลาดแบบไหน รวมศูนย์อย่างไร? แล้วในการรวมศูนย์นั้นมียุทธศาสตร์นักปกครองในนนั้นหรือไม่ชี้ไปเลยนั้นคือกลุ่มทุนศักดินาไม่กล้าปล่อยเพราะจะลดการผูกขาดการคุม เพราะศักยภาพในการปรับตัวเขาต่อโจทย์ใหม่ๆมีปัญหาอยู่แล้ว(รส.คืออู่ข้าวอู่น้ำเขาปล่อยให้กระจายลดการผุกขาดได้ง่ายๆได้ไง)
จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงตามหลักคิดกระจายทรัพยาการจนเกิดปัญหาแบบนี้(ต่อต้านการแปรรูปโดยมีพธม.รวมกับกลุ่มทุนศักดินาล้าหลัง กลุ่มพวกคนหลงยุคตกขบวนรถไปสายโลกาภินี่ล่ะรวมคุณไอแพดในนั้น) ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องมือแบบไม่รู้สมรู้สา(ไอแพดและพธม.บางส่วนโดยเฉพาะสมศักดิ์โกไสยฯคือที่มาของเขาคืองานนี้)และได้ถ่ายถอดทายาทให้ขุนโจรแห้วหวาน(สาวิทย์ แห้วหวาน)
คือด้วยวิธีคิดที่ติดกรอบกลัวการเปลี่ยนแปลงที่กระทบตัวเองทุกรูปแบบ(หมาหวงก้างไว้ก่อนนอนทับที่ไว้สบายใจกว่าให้ใครเอาไปพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพราะไม่ไว้ใจ) และความอัตตาของตัวเองบวกกับกลยุทธ ของกลุ่มทุนศักดินาล้าหลังวางหมากไว้เพื่อไม่ไห้มีการลดการผูกขาดการคุมทุกมิติไว้กลัวการเปลียนแปลงที่ต้องปรับตัวเพราะเงื่อนไขคือเขาปรับตัวได้ช้าบนความล้าหลังแต่เพราะกุมไว้เยอะจึงเงอะๆงะๆหางก้างไว้ก่อน
โดยมีพธม.คือเหยื่อเครื่องมือเดินเกมนั้น ที่พูดผมไม่ได้เห็นด้วยการการแปรรูปหลายอัน(เช่นปตท.) เพราะแปรูป ผิดเจตนารมณ์ ไม่ใช่แปรรูปไม่ได้? จนหลายคนหยิบเอากรณีผิดพลาดมาใช้ในการโจมตีการแปรรูปจนไปเข้าทางกลุ่มทุนศักดินาล้าหลัง(เพราะถ้าปล่อยเกินไปเขาจะคุมแบบเบล็ดเสร็จเด็ดขาดยาก)
เพราะถ้ามีการแข่งขันกันบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักการมันจะต้องกระจายทรัพยากรณ์ไปยังหลายความสามารถที่อาจจะไปไกลถึงกลุ่มทุนนอก(ที่นี่ล่ะคือปัญหาของกลุ่มทุนศักดินาล้าหลังในการปรับตัว) ดังนั้น ยุทธวิธีนอนทับที่หวงสมบัติไว้ ใครอย่ามาแตะของกู(จริงๆมันของคนไทยตามปชต.ครับ)แต่เพราะจริงๆมันไม่ใช่ปชต.ไงตอนนี้จึงคุมได้?
เขาเลยต้องใช้ทหารราบในกรงลิงแบบพธม.ไอแพด ไปไฮแจ็คปชต.ไว้ ก็เท่ากับไฮแจ็ควิธีการบริหารจัดการทัรพยากรแบบปชต.ให้ทั่วถึงให้กระจาย และลดการครอบงำผูกขาดไว้ที่ใครเพราะลำพังทุนนิยมสามานย์ที่ใครไปกล่าวหาหรือไอแพดยกมา นั้นเป็นแค่ปรากฎการณ์การเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรณ์ให้มันผ่านมือคนอีกกลุ่มหนึ่งมากขึ้น(แม้มีบ้างว่าฉ่อฉนเช่นแปรรูปปตท.)
แต่ทิศทางมันควรไปทางนั้นในหลักการนี้ แต่ความผิดพลาดที่ควรไปปรับแก้ที่วิธีการมากกว่า? ไม่ใช่ไปพันธนาการไว้ด้วยปชต.ไม้ดัดหรือระบอบสวนสัตว์ โดยมีพธม.คุณไอแพดรับบทบาททหารราบในกรงลิง ยืนคุมกรงขังปชต.ให้มันอยู่ได้แค่กรงใครกรงมันส่วนทรัพยากรณ์เดี๋ยวเขาทอนเศษให้ว่าใครจะได้ไปอย่างไร?เท่าไหร่?ขนาดกรงเป็นอย่างไร?ใช่ไหมผอ.สวนสัตว์มาร์ค???
ส่วนที่เขียนมายาวๆสองอันหลังข
ส่วนที่เขียนมายาวๆสองอันหลังของไอแพด(พวกแกจะมองต่างฯ,รัฐบุรุษ) เอาอันเรกก่อนเรื่องการพิสูจน์ฐานความผิดเชิงนโบบายที่มันยึดโยงหลายส่วนมาก จนถึงปชช.ที่เลือกเขาผ่านนโยบายนั้นๆ(ใบมอบอำนาจในการบริหารผ่านการตัดสินจากเลือกตั้ง)
แม้จะอ้างว่ามันคอรัปฯตั้งแต่เลือกตั้งแล้วการพูดแบบนี้ คู่กรณีคุณมันยิ่งเยอะเลย? นั้นคือตาสีตาสาที่พาซือหรือไม่ซื่อ? แต่เขาชอบของเขาและชอบธรรมแบบปชต.ที่บางทีไสบริสุทธิกว่าพวกที่ไปรับใช้อำนาจนอกปชต.เสียอีก? เพราะเขายังเลือกบนกติกา ไม่ใช่รับใช้เลย? ในส่วนที่นอกกติกามาประหารปชต.แบบที่คุณสนับสนุนแบบนี้?
เพราะฐานความผิดเชิงนโยบายมันมีเงื่อนไขยึดโยงหลายเรื่อง นั้นจากเสียงปชช.บนวิธีการปชตมาสส.ทั้งฝ่ายค้าน,รบ ถึงสภาฯที่ทำหน้าทีกรอง รมต. งานในตำแหน่งหน้าที่ไปถึงตำแหน่งสูงสุดประมุขบริหาร(ไปไล่เอาฐานความผิดแบบนี้มันไปถึงใครบ้างเพราะกลไกการใช้อำนานมันชี้ไป)
สิ่งเหล่านี้ยึดโยงกลายส่วนมาก ดังนั้นการพิสูจน์ฐานความผิด จึงต้อง ไล่ยาวไปตามกลไกการใช้อำนาจบนฐานความผิดไม่ใช่เลือกปฎิบัติที่ใครคนเดียว และถ้าจะทำต้องชัดเจนเชิงประจักษ์? ต่อฐานความผิดคดีอาญา(ถ้าแพ่งหรืออะไรว่าไปอย่าง) ที่สำคัญคือกระบวนการพิสูนจ์ฐานความผิด ที่เริ่มต้นคุณก็โจรซึ่งหน้ากว่าเขาเลย ในที่มาผู้ที่จะมาเอาผิดโจรคอรัปฯตามข้อกล่าวหา?
ผมจึงถามคุณไอแพดว่าถ้าคุณออกมาห่างๆไม่ต้องมองแบบเป็นกลางเอาความเป็นธรรมมาว่ากัน ถ้าคุณเห็นโจรซึ่งหน้ากว่าๆไล่จับโจรคอรัปฯ(จากข้อกล่าวหาซตพ.) คุณเป็นตำรวจคุณจะจับโจรไหนก่อน? โจรก่อเหตุซึ่งหน้าแบบคมช.พธม.และผบบ.ทั้งสองคน (ที่เสียหายต่อรัฐสูงกว่าทักษิณหรือกว่า4หรือ7หมื่นกว่าล้านบาทมหาศาล)ที่เกินล้านๆๆบาท)ในแอ๊คเดียวกันแฟ๊คเดียวกันนั้น
แม้ถ้าทักษิณผิดจริง? หรือไม่จริง?(ชตพ) แต่คนมาพิสูจน์ทำผิดซึ่งหน้ากว่าๆถ้าคุณมีใจเป็นธรรมแบบตำรวจไทยหรือตำรวจใคร คุณต้องจับใครก่อน? เอาความเสียหายจากฝ่านไหนก่อน?
แต่ทำไมการกระทำมันไล่ต้อนฝ่ายเดียวคนๆเดียวแบบนี้ครับไอแพดมันต้องไม่เลือกปฎิบัติไหมไอแพด????
ส่วนข้อความไอแพด(เปลี่ยนชื่อม
ส่วนข้อความไอแพด(เปลี่ยนชื่อมาเป็นรัฐบุรุษฯ) นั้นคือกระบวนการตรวจสอบอำนาจที่ต้องแข็งแรงหรือเป็นกลไกสำคัญเพราะ อำนาจ ต้องคู่กับ การตรวจสอบการใช้อำนาจ?
แม้เราจะมีปัญหาเพราะการเมืองภาคปชช.(สมัยทฤษฎีต้มกบระบอบทักษิณ) เราตามหลังการเมืองภาคตัวแทนหลายลี้ส่วนหนึ่งเพราะร.40ออกแบบไว้ เพื่อตอบโจทย์ ความมั่นคง,ความต่อเนื่องของฝ่ายบริหาร(ที่ไม่ผิดครับเพราะการเมืองไทยติดหล่มมานาน)
แต่ความผิดพลาดคือการออกแบบระบบตรวจสอบให้ใช้งานได้จริงแบบไทยๆมีปัญหา(แม้หลักการณ์ดีแต่เจอศรีธนญชัยที่สุดกลายเป็นซูเอี๋ยสภาฯผัวเมียไปเลย)ที่ปัญหาส่วนใหญ่จริงๆคือคุณภาพของการเมืองภาคปชช.(รวมคุณรวมผม)ในการแอพซอร์พปัญหาไว้ที่กระบวนการตรวจสอบใบมอบอำนาจจากปชช.
มันปล่อยให้การเมืองภาคตัวแทนเล่นปาหี่บุปเฟ๋ต์คาบิฯแบบเก้าอี้ดนตรีตามทฤษฎีต้มกบจนครอบงำแขนขาไว้ที่สุดพธม.(ยังเป็นลำไม้ไผ่สร้างกระแสปลุกคนไทยตื่นที่นั้นคือคุณูปการณ์ของพธม.ตอนยังเป็นลำไม้ไผ่ยังไม่เป็นบ้องกัญชาเหมือนตอนนี้)
นั้นคือกระบวนการตรวจสอบในส่วนหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหา ต่อเรื่องแบบนี้ สำคัญที่สุดกว่าเป้าหมายในการตอบโจทย์ที่สุดคือ"วิธีการ"(ตอนนั้นผมเสนอด่านอรหันต์และเชื่อมั่นในปชต.) พธม.สมัยนั้นก็ด่านหนึ่งเพื่อเสริมปชต.ในระบบขณะนั้นต่อโจทย์นั้น
แต่ที่ผิดพลาดที่สุดคือกระแสความไม่เชื่อมั่นในปชต.(เชื่อมั่นในตัวบุคคลสนธิและพธม.ปลุกกระแสนั้น) นั้นล่ะคือที่มั่นนด่านอรหันต์ส่วนหนึ่ง? แต่มันกลับถุกลากกระแส ทั้งหมดไปกระโดดลงเรือปชต.ตามสนธิไปลอยคอไปปีนเรือพระที่นั่งฯเพื่อลากเอามารับส่งคนแบบปชตงแทนเรือยนต์ปชต.นั้นคือเหตุผลการโดนไม้พายเคาะหัวกลับมาด้วยคำว่า"มั่ว"?
ที่สุดตันม.7แล้วทำไงจะลอคอไปหาปชต.ทหารก็ยึดแล้ว?ด้วยกลยุทธจิ๊กซอร์ หรือทีมงานวิ่งพลัดสี่คูณให้ร้ายสร้างสถานการณ์(CHAOSถ้าไม่สร้างมันจะไม่มีความชอบธรรมปูทางมาได้))ปูทางให้อำนาจนอกปชต.เข้ามา(ที่เข้าใจว่านี่คือตัวช่วยปชต.) โดยคนไทยสมาธิสั้น เข้าใจว่านั้นคือการมาระงับเหตุ แต่เปล่าเลย?
นั้นล่ะคือตัวผู้เล่นสำคัญในเกมกาสิโนอำนาจ ที่เจตนาคงอำนาจไว้นั้นคือทุกอย่างทั้งโครงสร้างร.50การออกแบบการใช้อำนาจผ่านศาลลงมาอภิบาลปชต. สัดส่วนอำนาจเดิมที่ให้ปชต.ไว้ส่วนหนึ่งในเชิงพิธีกรรมแต่โครงสร้างร.50 กลับ "โหมมลึด"(ภาษาอิสาณแปลเป็นไทยว่ายัดห่าคนเดียว)
เพราะการใช้อำนาจ แน่นอนเขาเอาไปหมดทอนเศษให้ปชต.เชิงพิธีกรรมในระบอบสวนสัตว์แค่ตำแหน่งผอ.สวนสัตว์(นู๋มาร์ค) ทหารเอกในกรงลิง(รบ.ปชป) ทหารราบในกรงลิงการเมืองภาคปชช.(พธม.)นั้นคือสัดส่วนการใช้อำนาจ
ลัดข้ามมมาที่กระบวนการตรวจสอบ(ร.50)แต่ก่อน การแต่งตั้งองค์กรอิสระผ่านสว.(ร.40)และหลายทาง? จนเกิดสภาฯผัวเมีย แม้จะยึดโยงปชต.มากกว่า แต่ร.50(ยัดห่าคนเดียว) นั้นคือให้อำนาจศาลลงไปยืนคุมทุกสนาม แม้แต่นั้งขี้ยังอาจจะเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ(รัดซ่ะทำมันนูนฉบับศาลมั่วได้ทุกเรื่อง)ในวิธีการประกอบการนั่งขี้ในที่สาธารณะให้ถูกต้อง
หรือถ้าใครจะขี้ต้องอ่านให้ถูกต้องทั้งวิธีปฎิบัติและการตีความแบบเคร่งครัดให้ถูกต้อง?แล้วต้องตรงใจศาลด้วยน่ะ?(ตรงนี้สำคัญมากในโครงสร้างการใช้อำนาจ) เพราะถ้าไม่ตรง ก็ซวยอีกแบบมาบตาพุด นั้นคือคุณจะขี้สุดไม่สุด?ก็ต้องระงับการขี้ไว้ชั่วคราวก่อนแบบมาบตาพุด???
นั้นล่ะครับงานศาลลงไปมั่วทุกเวทีอย่างไร ในโครงสร้างอำนาจร.50 ที่รวมระบบตรวจสอบ เพราะไม่ได้ครอบงำแค่อำนาจศาล แต่มีคนใช้อำนาจศาลอีกทีที่สรุปว่า"โหมมลึด"(ยัดห่าคนเดียว)ปชต.ไทยในระบอบสวนสัตว์หรือแมตทริกซ์ แบบ"สยามซู"ก็จบลงแบบเรียบร้อยโรงเรียนอำมาตย์ โดยมีข้าทาสที่ซื่อสัตย์แบบทหาราบในกรงลิง(พธม.) และทหารเอกในกรงลิง(ปชป.) ผอ.สวนสัตว์ก็คือน๋มาร์คนี่ไงกระบวนการตรวจสอบทางปชต.ที่ไอแพดภูมิใจนักหนา"สยามซู"นี่น่ะ???
มองมุมไหน มันก็สมควรยึด
มองมุมไหน มันก็สมควรยึด
หลังจากศาลฎีกาฯ
หลังจากศาลฎีกาฯ ได้อ่านคำพิพากษา พ.ต.ท. ทักษิณ ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ตามคำร้องที่ระบุว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้จากการขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ชีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัดและ บริษัท แอสแพน โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าวเป็นผู้ซื้อ เงินค่าซื้อหุ้น เงินปันผลและดอกผล จึงให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยสั่งให้ยึดและให้คืนเป็นบางส่วน
การดังกล่าวได้สร้างความโมโหโกรธาให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของทรัพย์ เป็นอย่างมาก เฉกเช่นเดียวกับ “สามเกลอหัวขวด” และแกนนำลูกสมุนทั้งหลาย โดยอ้างว่า “เจ้านายไม่ได้รับความยุติธรรม”
จึงอ้างเหตุการรวมตัวกันนุดชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแย่งชิงเอาอำนาจบริหารบ้านเมืองอันหอมหวานไปจากมือของพวกตน...
เพื่อขับไล่ “ระบอบอำมาตย์” โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่ทำให้พวกตนเองหมดอำนาจบริหารบ้านเมืองและ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดทรัพย์
และ....เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง …..!?
การระดมคนเข้ากรุงครั้งนี้มีการเปิดเกม “คิกออฟ”ที่ลานย่าโม ท่านท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา มีการปราศรัยบนเวทีและวิดีโอลิงค์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ โจมตีบุคคลต่างๆ ชนิดที่ “ไม่มีส่วนใดที่ไม่เข่าข่ายว่าไม่หมิ่นประมาท” โดยเฉพาะคำปราศรัยของนายอดิศัย เพียงเกษ ....?
คำปราศรัยและการชุมนุมที่ผ่านๆ มานั้นอำนาจรัฐบาลแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน... ราวกับว่าปล่อยให้เสนาบดีบางคน เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายสาธิต วงศ์หนองเตย ทำหน้าที่อยู่เพียง 2 คน
รูปเกมจึงไม่ต่างอะไรไปจาก “แมววิ่งไล่จับหนู” หรือ ซีรีส์การ์ตูน “ทอมกับเจอร์รี่” คือ ทำแล้วทำอีก แต่ไม่เคยจับได้ไล่ทันสักที กระทั่งแมวซึ่งตัวใหญ่กว่าต้องยอมแพ้กับเกมไล่จับหนูที่ตัวเล็กกว่า
จนถูกเย้ยหยัน ... เหมือนเกม “เสื้อแดงกับรัฐบาล” ในตอนนี้....
ก่อนหน้ามีการตัดสินยึดทรัพย์ฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงก็พยายามเอ่ยถึง “สมรภูมิศิริราช” เพื่อสร้างความวุ่นวายสับสนของฝูงชน เมื่อได้มีการเคลื่อนกำลังคนไปถึง “เส้นแบ่งอันล่อแหลม”แห่งความจงรักภักดีนั้น ดังในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เมื่อการชิงเอา “สมรภูมิศิริราช”ไม่ได้ผล แต่ก็ได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่คนไทยไปไม่น้อย ซึ่งสิ่งที่นายจตุพรไม่รู้ก็คือ การปกป้องสถาบันอันหวงแหนของคนไทย อาจทำให้แกนนำเสื้อแดงบางคนไม่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้ได้
แล้วการเคลื่อนพลคราวนี้สมรภูมิก็ได้เปลี่ยนไป แผนการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก แต่ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งนี้เพื่อรอเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่จะเอื้อให้แก่แกนนำเสื้อแดงได้ทำการสมเจตนาของพวกเขา
ปัจจัยที่เป็นตัวชี้ว่า การชุมนุมเที่ยวนี้จะเกิดความรุนแรงและเข้มข้นแค่ไหนนั้น มีอยู่ 4 - 5 ประเด็น คือ 1) จำนวนผู้คนที่จะมาเข้าร่วมชุมนุม 2) ระยะเวลาที่คนมาร่วมชุมนุมจะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน หรือ “ความอดทนรอคอย”จังหวะเผด็จศึกจากอำนาจรัฐ 3) การปลุกเร้าอารมณ์ของแกนนำและ พ.ต.ท.ทักษิณ 4) การเคลื่อนพลเพื่อยั่วยุกับเจ้าหน้าที่รัฐ
และ 5) ท่าทีของรัฐบาล.....!
ประเด็นที่ 1 และ 2 ทำได้ง่ายสำหรับแกนนำเพียงใช้ “แรงจูงใจและเงิน”... 1 ล้านคนจะเป็นจริงหรือไม่? แต่ก็ไม่ง่าย หลังคำตัดสินของศาลฯ ประชาชนที่รีรอลังเลก็ได้ทราบข้อเท็จจริงบางส่วน แต่บางส่วนก็ยังหลงงมงายอยู่กับคำพูดของแกนนำมากกว่าคำอ่านของศาลฯ การถูกชักชวนกันออกมาเรียกร้อง “ประชาธิปไตยที่กินได้” ตามคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นผลให้ฝูงชนออกมาร่วมเรียกร้องกันที่ข้างถนนและเปลวแดดจะเป็นผลหรือไม่ ก็อยู่ที่การเปิดเกม “สมรภูมิสื่อ” สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัฐบาลกับสื่อเสื้อแดง รวมทั้งการปราศรัยและเตรียมกำลังพลเคลื่อนทัพลงมา
ประเด็นที่ 3 เป็นแพทเทิร์นเดิมๆ แต่ประเด็นที่ 3 และ 4 หากรวมกันอย่างได้ที่ จุดนี้อาจจะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเข้าขั้นกลียุคเผาบ้านเผาเมือง ดั่งเช่นการชุมนุมเดือนเมษายนปีที่แล้ว....
แต่การเตรียมการรับมือความวุ่นวายจากคนเสื้อแดงในคราวนี้เชื่อว่าคนไทยและคนกรุงได้บทเรียนสำคัญครั้งนั้นมาแล้ว และไม่มีใครยอมให้เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน
ข้อพิจารณาให้เห็นถึงพิษสงความป่าเถื่อนของเสื้อแดงครั้งนั้นทุกคนทราบดีว่า พวกเขาสามารถเอาชีวิตคนไทยมาเป็นตัวประกันโดยไม่สนใจถึงความถูกต้อง หรือ ความสวยงามของการชุมนุมเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย....!
การไม่ยอมเข้าร่วมชุมนุม เพราะไม่ใช่การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงอะไร หากแต่เป็นการชุมนุมเพื่อพวกตนเอง ล้มล้างรัฐบาลและสถาบันฯ อย่างชัดเจน
การใช้สติไตร่ตรองพิจารณาความถูกต้อง ไม่ใช่เห็นเพียงแต่ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมี “พระสงฆ์”เข้าร่วมชุมนุมด้วยมากมาย แต่ควรเข้าใจว่ายังมีพระสงฆ์ส่วนหนึ่งก็ยังลุ่มหลงอยู่กับกิเลสและตัณหาในคราบของผ้าเหลือง...ก็มาก
การใช้วิจารณญาณไตร่ตรองถึงความถูกต้องในข้อกฎหมาย แม้การเข้าร่วมชุมนุมจะอ้างว่าเป็นไปด้วยสันติวิธีก็ตาม แต่เมื่อการปลุกเร้าอารมณ์ของฝูงชนใกล้ถึงจุดแตกหัก สันติวิธีก็ไม่มีความหมาย การต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังอย่างที่แล้วๆ มา ก็ถือว่าไม่คุ้มกันจริงๆ (จนหมดหนทางประกอบอาชีพ)....
การร่วมกันปกป้องชุมชนตนเองให้ปลอดภัย ดั่งเช่น ชาวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ตั้งแต่ชุมชนรางรถไฟ มาตลอดถึงชุมชนซอยกิ่งเพชร เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการปกป้องบ้านเมืองและชุมชนให้อยู่ในความปกติสุข
ศึกการรบของเสื้อแดง...และการปกป้องบ้านเมืองของคนไทยครั้งนี้ก็ใกล้จะเดินทางเข้ามาถึงและเป็นจริง เราควรเตรียมตัวรับมืออย่างมีสติ.. สันติจึงจะเกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย
ว่าแต่...รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือไม่ ? (ประเด็นที่ 5) ..
ส่วนประชาชนไทยพร้อมรับมือมานานแล้วครับ.
..........................................................................
พี่น้อง กทม ก็สงสารเขาหน่อยอากาศร้อน ๆ ก็ช่วยเอาน้ำดื่มผสมโซดา (ไฟ) ไปให้เขาดื่มหน่อย เอาเป็นเป็นผงไปให้เขาทาแก้ร้อนกันบ้างก็แล้วกัน """"อิอิ
ค้างคาวกาลี wrote:มองมุมไหน
ครับคุณค้างคาวกาลี ข้อความคุณสั้นๆแต่ลึกได้ใจความ(จริงๆผมอยากจะทำอย่างนี้ แต่ทำไม่ได้ในเวทีแบบนี้เพราะเงื่อนไขความต่างความคิดต่างเราต้องแยกแยะโยงเหตุโยงผลเพื่อประกอบคำวิเคราะห์ก่อนลงความเห็น เพราะลำพังความเห็นเราไม่มีใครเข้าใจเท่าเรา)
ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้คุณอื่นเข้าใจที่สุดคือการโยงเหตุโยงผลประกอบครับ(ไม่งั้นศาลคงไม่อ่านคำตัดสินยาวเป็นครึ่งวันแบบนั้น ทั้งที่คำตัดสินสั้นนิดเดียวคือยึด(เหมือนคุณ)
ส่วนตัวผมก็ เชื่อว่า(แต่ระบบศาลใช้ความเชื่อไม่ได้)ทักษิณเจตนาเอื้อฯ(เชิงนโยบาย)หลายอัน แต่ถ้าเราไปพิสูจน์ชัดไม่ได้?(ส่วนจะยกให้เขาหรือไปพิสูจน์ในระบบศาลอีกแบบแต่ไม่ใช่ใช้ข้อจำกัดในระบบศาลนี้มั่วได้ทุกเรื่องแบบนี้) มันจึงไม่น่าใช่การตัดสินผ่านคดีอาญาแบบนี้ในการฟันธงตัวเลขการยึดออกไปแบบมั่วๆของศาลแบบนั้น?
เพราะข้อจำกัดของศาลต่อเรื่องนี้มีมาก? ทางที่ดีชี้ความผิดในกรณีอาญาตรงไหนบ้าง ส่วนตัวเลขควรให้ระบบยุติธรรมอีกส่วน นั้นคือคดีแพ่ง ในส่วนของตัวเลขที่แท้จริง? แต่งานศาลวันนั้นกำหนดตัวเลขกลมๆมาเลขว่ายึดเท่าไหร่?ที่ค้านกับข้อวินิจฉัยศาลในความเสียหาย
ส่วนตัวผมมองว่าตรงไหนเอื้อชัดๆก็ต้องฟันถ้ามาถึงศาลแล้ว? แต่ตรงไหนศาลยังไม่สามารถชี้ชัด? ศาลอย่ามั่วมาแบบนี้? แม้หน้าที่คุณคือชี้ว่าเอื้อฯหรือไม่เอื้อฯฐานความผิดในส่วนของการเอื้อของคดีอาญษว่าไว้อย่างไร ก่อนจะส่งต่อไปยังอำนาจศาลในส่วนที่ตรงต่อการไต๋สวนความเสียหายที่แท้จริง (ผมชี้ไปที่แพ่งครับไม่ใช่อาญา) เพราะอาญาก้คืออาญาในส่วนหนึ่ง
แต่ส่วนตัวเลขชั้ดๆศาลนี้ผมไม่แน่ใจว่าคุณมีอำนาจขนาดนั้นไหม?
แต่ผลสรุปคือตัวเลขที่ให้มาว่ายึดเท่าไหร่? ไม่ยึดเท่าไหร่ ?ผมบอกตรงว่าฉายา"ศาลพระโคนั่งแท่น" ที่ผมให้ไว้ตรงมากนั้นคือ คำตัดสิน ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแบบพระโคราชพิธี ว่าจะให้กินไม่กินอะไรได้ในถาดที่เตรียมไว้ให้
คือมันไม่ได้เป็นธรรมชาติของระบบศาลแบบปชต.(ความรู้สึกประกอบเหตุผลน่ะครับส่วนข้อเท็จจริงไปพิสูจน์เอา)เพราะเริ่มต้นคุณก็รับรองโจรเลย
คือเท่าที่ผมประมวลจากหลายข้อมูลส่วนตัว ผิดจริงๆเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ ทั้งเจตนาและหลายเรื่องคือเจตนาเลี่ยงภาษี?(ตรงนี้ชัดครับ) เอื้อฯมีบ้าง(แต่ระบบการพิสูจน์ต้องเชิงประจักษ์เพราะมันคดีอาญา) ถ้าคุฯพิสูจน์ชัดไม่ได้ ศาลคดีอาญาทางการเมืองไม่ควรมั่วออกมาแบบนั้นในตัวเลขกลมๆแบบนั้น เพราะถ้ามันมากหรือน้อยกว่านั้นแสดงว่าศาลรับแทนให้ทั้งคุณทักษิณหรือความเสียหายต่อรัฐใช่ไหม?เพราะมันส่งผลบังคับคดีแบบประหารทางการเมือง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แพ่งฯ?
การตัดสินจึงต้องชี้ชัดกว่านั้น เช่น เขามีมาเท่าไหร่คืนไปเท่านั้น? ตรงนี้มั่วมาก?(คนเกิดมาร่วมสี่ห้าปีพัฒนาการมันไปถึงไหนแต่ต้องตัดลงมาให้เหลือแค่4,5ปีที่แล้วเพราะคนที่โตมามันไม้ไกนปลากระป๋องคอรัปฯอย่างเดียวเขาทำธุรกรรมหลายอย่างกินหลายเมนูไม่ได้เปิบพิสดารทั้งหมดนี่ตรงนี้ศาลมั่วมาก??)
เพราะมันหักล้างโดยสิ้นเชิงกับข้อกล่าวหาที่อรัมภบทไปไกลถึงหลักแสนล้าน แต่มาหักมุมว่าคืนให้เท่าที่มีมา?(มันสูงไปกว่าเก่าเท่าไหร่ให้ตัดขามันลงม่าเท่านั้นตรรกะศาลบ้าที่ไหนมันถึงได้พิการแบบนี้)
มันจึงขัดแย้งอย่างมากทางตรรกะและเหตุผลจนถึงศาลให้คำวินิจฉัยขัดแย้งกับคำตัดสินหรือไม่?อย่างไร?(ชงอรัมภฯว่าเสียหายแสนล้านแต่หักมุมเอาแค่4หมืนกว่า) ตรงนี้สังคมต้องร่วมกันตรวจสอบเพื่อบรรทัดฐานไม่ใช่เฮๆไหลไปตามกันตามกระแสสื่อกระแสหลักเต้าข่าวโดยเฉพาะโพลล์ผลสำรวจที่เอามาอ้างผมฟันธงเลยว่าโพลล์แบบนั้นเจตนาสร้างโพลล์แบบจัดตั้งเพื่อแก้เกมทางการเมือง?
มากกว่าหาข้อเท็จจริงในโพลล์นั้น ผมฟังแล้วสมเพสในเจตนาปิดหูปิดตาด้วยข้อมูลด้านเดียวของปชป.จริงๆคุณไม่ใช่คู่กรณีเขาโดยตรงเป็นแค่ผู้รับประโยชน์ต่างตอบแทน คุณไม่ต้องอะไรมามายขนาดนั้นก็รับกินอย่าเดียวเต็มๆแล้ว
อยู่นิ่งๆจะยิ่งได้กว่า
คือถ้ายิ่งทำยิ่งออกมาแบบ คุณกรณ์ฯ นั้นยิ่งเสียเพราะมันจะเผยทาสแท้ความเป็นปชป.ความเป็นนักฉวยโอกาส นักเอาตัวรอดทางการเมือง(สตอร์บอแหล)มือวางอันดับหนึ่งไม่ว่ารุ่นเก่า(ตะโกนในโรงหนังฯมายังชวนมาที่เทพเมือก และแม้แต่คนรุ่นใหม่อย่างคุณกรณ์) มุกยังเดิมๆไม่เปลี่ยน
คือเรื่องนี้ผมไม่ได้ขอพื้นที่ความเป็นกลางเพราะเนื้อหาความยุติธรรมตอนนี้มันเอียงข้างไปเยอะมากเพราะอำนาจอีกฝ่ายผูกขาดทุกที่มั่น แล้วเจตนาไล่บี้ให้ตายคาตีนด้วย"กระบวนการยุติโดยทำ"(ตีนทำ)
ดังนั้นเนื้อหาที่ผมต้องขยายคือพื้นที่ของความเป็น"ธรรม"ครับ พวกกลางโบ๋ว?หรือ"เหน่งๆกลางกระบาลฉัน"ไร้สาระเทือกนั้น? ด้วยการอ้างวาทะกรรมสมานฉัน มันดัดจริตเกินไปแล้วกับสถานการณ์ตอนนี้แบบนี้? พื้นที่ความเป็นธรรมครับที่มันถูกปิดจนมิดไว้ด้วยพื้นที่การเอาตัวรอดไม่ว่าสื่อหรือรบ.นี้ จนผมสมเพสประเทศไทยครับ???
เปรียบเทียบผลงานรัฐบาลแต่ละชุ
เปรียบเทียบผลงานรัฐบาลแต่ละชุดให้เห็นกันจ๊ะจะ เบิงตาดูจะได้ตาสว่างซะทีนะ หางแดงจ๋า
เศรษฐกิจยุคพล.อ.เปรม
...ค่าแรง 80-120 บ/วัน แต่อาหารถูกมาก กับข้าวจานละ 2-3 บาท
...ค่าน้ำ ค่าไฟ สุดจะถูก เปิดแอร์นอนทั้งคืนสบาย!!
...ค่าน้ำมันสุดถูกลิตรละ 5-6 บาท
...ค่าเครื่องบินสุดถูก
...ค่าไปรษณีย์+ขนส่งสุดถูก
...ดอกเบี้ยไฟแนนซ์และสถาบันการเงินต่างๆถูก ผ่อนรถ 2 ปีหมด
...ดอกเบี้ยธนาคารสุดถูก ผ่อนบ้าน 15 ปีหมด
...ค่าครองชีพถูกมาก ปชช.มีเงินออมเหลือเฟือ
...ค่าวัสดุก่อสร้างสุดถูก บ.รับเหมาก่อสร้างเริ่มบูม!!!!
...การทุจริตคอร์รัปชั่นแทบจะบางเบา
...ไม่มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ
...ไม่มีเรื่องการหมิ่นสถาบัน
...ปชช.ถูกสอนให้มีความซื่อสัตย์ ขยันทำกิน และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตามพระราชดำรัสของในหลวง
...ทุกภาคเหนือ อีสาน ใต้ ปชช.อยู่กันอย่างสงบสุขและผสมผสานขนบธรรมเนียมประเพณีกันอย่างลงตัว
...อัตราการเพิ่มขึ้นของคนชั้นกลางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เศรษฐกิจยุคหลัง พล.อ.เปรม แต่ก่อนทักษิณมีอำนาจ
...พล.อ. ชาติชาย อยากให้ป๋าอยู่ต่อ แต่ป๋า บอกพอแล้ว
...พล.อ.ชาติชาย เข้ามา เศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะท่านพล.อ.เปรม ทำไว้ดี
...พล.อ.ชาติชาย ชอบทุนนิยมแบบธรรมาภิบาล คือแข่งขันแบบเสรี ห้ามผูกขาด ห้ามค้ากำไรเกินควรเอาเปรียบผู้บริโภค
...ห้ามต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกิน 25%
...แต่ถูกยึด อำนาจโดย รสช.!!!!!
ต่อมา....
...ทักษิณก็เข้าไปหากิน กับรสช. ได้สัมปทานเพิ่ม จนรวยอื้อซ่า!!!
...ผูกขาดสัมปทาน ค่าโทรศัพท์แพง (ทั่วเอเชียเขาถูกกันหมดแล้ว)
...ชวลิตประกาศลอยค่าเงินบาท ทักษิณได้ผลประโยชน์หลายหมื่นล้าน แต่ประเทศพังพินาศ
...ชวลิตกู้ IMF ต่อมา ปชป. (ชวน2)เข้ามาแก้ไข
...แต่ก็ไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของประชาชน เท่าที่ควร ทั้ง ปชป.และพรรคร่วม
...(เป็นเหตุให้ต้องเลือกทักษิณ เพราะคนเชื่อว่าทักษิณจะทำให้คนจนหมดไป ตามที่พูด !!!)
เศรษฐกิจยุคทักษิณเรืองอำนาจ
...ทันทีที่เข้ามา ก็ขาย ปตท. ให้กลุ่มทุนของตัวเอง น้ำมันขึ้นทันทีลิตรละ 10-15 บาท ในเวลาอันรวดเร็ว
...เป็นเหตุให้ กฟผ. ปรับค่าไฟ(ค่าFT) เพราะ50%ต้องใช้ก๊าชธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
...ค่าไฟมโหฬาร เปิดแอร์นอนทั้งคืนต้องคิดหนัก
...ขายสมบัติชาติ อื่นๆอีกเช่น การบินไทย สนามบิน ไปรษณีย์ องค์การโทรศัพท์ ฯลฯ ทำให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ
...สินค้าอปโภคบริโภคราคาสูงเว่อร์! เพราะต่างอ้างค่าขนส่ง(น้ำมัน) ที่เพิ่มขึ้น
...ภาคใต้แห่ไปเติมน้ำมันที่มาเลเซีย สุดถูกทั้งที่ไม่มีบ่อน้ำมัน
...ผูกขาดกิจการโทรคมนาคม ขาดคู่แข่ง ค่าโทรศัพท์สุดแพง
...ค่าโทรศัพท์นาทีละ 5-8บาท ทั่วเอเชียเขาถูกกันหมดแล้ว
...ขายดาวเทียมให้ต่างชาติ จนเป็นภัยต่อความมั่นคง
...ผ่อนรถ 6 ปี ยังไม่หมดเลย สงสารเด็กจบใหม่ สมัยนี้จังเลย
...ดอกเบี้ยสุดแพง โอ้โห!!ผ่อนบ้าน 30 ปี ชั่วลูกชั่วหลานก็ยังไม่หมดเลย
...หนี้บัตรเครดิตทั้งในและนอกระบบตรึม
...ค่าครองชีพสูงมาก แต่ค่าแรงเท่าเดิม (170-250) เงินออมแทบไม่เหลือ
...ปชช.ถูกมอมเมาด้วยหวยบนดินและความฟุ้งเฟ้อ
...คนชั้นกลางยากจนลง ขณะที่นายทุนและนักการเมืองรวยอื้อซ่า
...ทำอ้างตลาดหุ้นโต ,GDP โต นายทุนรวย แต่ปชช. ตาย เพราะไม่มีหุ้นอยู่เลย
...คนชั้นรากหญ้ายิ่งจนหนัก จนไม่มีโอกาสโตเป็นคนชั้นกลางได้แน่นอน
...แก้กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ
...ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 49% อีกครึ่งเป็นนอมินี
...หั่นราคาสินทรัพย์เหลือ 25% แล้วตั้งบ.SC Asเปรต ไปยึดทรัพย์จากกรมบังคับคดี
...คอรัปชั่นแบบบูรณาการ
...ละเมิดรัฐธรรมนูญและพระราชอำนาจของพ่อหลวง
...สถาบันหลักของชาติถูกสั่นคลอน
...บ้านเมืองวุ่นวายมากที่สุดในรอบ 240 ปี
เศรษฐกิจยุคคมช.
...ยกเลิก พรก. ผูกขาด(สรรพสามิต)ของทักษิณ และยึด ITV คืนมาให้ ปชช.
...ค่าโทรถูกลง นาทีละ 2 บาท
...ที่เหลือย่ำแย่ เพราะระบอบทักษิณได้กลืนกินไปหมดแล้ว
เศรษฐกิจยุคอภิสิทธิ์
...AIS มีคู่แข่งเพียบ ค่าโทรสุดถูกนาทีละ 1.25
...ที่เหลือย่ำแย่ อภิสิทธิ์คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะระบอบทักษิณได้กลืนกินไปหมดแล้ว
...พี่น้องเสื้อแดงครับ ที่ท่านเรียกป๋าเปรม ว่าอำมาตย์นั้นนะ ถึงท่านจะไม่นิยมเทคโนโลยีทันสมัยแบบทักษิณ ไม่มีไอทีวีไว้โฆษณาเอไอเอสของตน ท่านบริหารประเทศแบบเผด็จการใช่ไหมพี่น้อง ดูเผด็จการที่ท่านทำสิ!!!
...สั่ง ธนาคารและสถาบันการเงินห้ามขึ้นดอกเบี้ย ปชช.
...ห้ามเอกชนค้ากำไรเกินควร เอาเปรียบ ปชช.
...สั่งห้าม แปรรูป ปตท. กฟผ.
...สั่ง ห้ามข้าราชการไปรับสินบนนายทุน
...ปลด. รมต. บางคนที่คิดจะเอา การท่าเรือฯ ไปขายให้นายทุนพรรค
...สั่งข้าราชการ ทำงานด้วยความซื้อสัตย์ สุจริต
พี่น้องเสื้อแดงครับเราเกิดบนแผ่นดินนี้ เรามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะใช้ทรัพยากรบนแผ่นดินนี้ โดยเสมอภาคกันใช่ไหมครับ น้ำมัน ก๊าชธรรมชาติ แท่นขุดเจาะน้ำมัน และท่อส่งแก๊ส ที่ฝังบนทางหลวงแผ่นดิน ก็เป็นสมบัติของชาติ เป็นภาษีของพวกเรา มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านนะครับ
พี่น้องเสื้อแดงคิดดูให้ดีนะครับ ทักษิณเอาสมบัติชาติ เช่น ปตท. ขายเข้าตลาดหุ้น. แล้วปันผลรวยเป็นเศรษฐีกันไม่กี่คน แต่พวกเราคนไทยกว่า 63 ล้านคนไม่มีหุ้นอยู่เลย แล้วอย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือเปล่าครับ
พี่น้องเสื้อแดงครับ สมบัติชาติอื่นๆ เช่น ดาวเทียม สนามบิน กฟผ. ไปรษณีย์ องค์การโทรศัพท์ ฯลฯ เป็นเงินภาษีของพวกเรา เป็นสมบัติของชาติอย่างแท้จริง แต่เขามีหุ้นรวย ปันผลกันไม่กี่คน อย่างนี้เรียกประชาธิปไตยหรือเปล่าครับ
พี่น้องครับ ไม่ว่าสีใดก็ตาม มาร่วมทวงคืนสมบัติชาติของพวกเราเถอะครับ ก่อนที่เราและลูกหลานเราจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ก่อนที่กระทรวง ทบวง กรมฯ ที่พ่อหลวงของเราทุกพระองค์ทรงวิริยะอุตสาหะบุกเบิกมาให้ลูกหลานใช้ จะกลายเป็นบริษัทจำกัดไปหมด แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรครับ
เป็นบทวิเคราะห์ที่แสดงถึงภูมิ
เป็นบทวิเคราะห์ที่แสดงถึงภูมิรู้ได้อย่างแท้จริง ประชาชนยังสัมผัสถึงกลิ่นอายที่แปล่งๆของคำพิพากษาได้เลย