เผชิญหน้ากัน มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง (แต่) สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีแต่รวยกับรวย

หมายเหตุ - ผู้อ่านประชาไทจากเยอรมัน ส่งบทความเปรียบเทียบนโยบายระหว่างประเทศในยุโรปที่เน้นความร่วมมือมากกว่า เผชิญหน้า แล้วย้อนมามองนโยบายระหว่างประเทศของไทยและชาติอาเซียนในปัจจุบันนี้ ทำไมจะปรองดองและร่วมกันพัฒนาภูมิภาคเพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุขของประชาชนทั้งมวลไม่ได้เล่า

 
 
ตั้งใจแปลงข้อความในสุนทรพจน์ของนางอันเกล่า แมร์เคลนายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมันสองสมัยที่กล่าวตอบประธานาธิบดีซาโคซี่แห่งฝรั่งเศส ที่ประตูชัยอาร์คเดอทริโอมฟ์ (Arc de Triomphe) ในกรุงปารีส บนถนนชองเซลิเซ่ (Champs-Elysees) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในโอกาสรำลึกถึงเหตุการณ์สิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอย่างงั้นแหละ เพื่อให้คนไทยผู้รักชาติได้นำประสบการณ์ของสองประเทศนี้ ไปเทีียบเคียงกับสถานการณ์ ตึงเครียดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาได้ง่ายและเป็นรูปธรรมขึ้นหน่อย ส่วนข้อความ จริงที่นายกหญิงสองสมัยกล่าวก็คือ "Ein Gegeneinander kennt nur Verlierer, ein Miteinander nur Gewinner" ซึ่งแปลตามตัวตรงๆ ก็ได้ว่า “การเผชิญหน้าขัดแย้งกัน มีแต่ผู้แพ้ แต่การร่วมมือกัน มีแต่ผู้ชนะ” [1]
 
นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนเรื่อยมา ที่ประเทศเยอรมนีและในยุโรปมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ที่มีความสำคัญแก่คนในประเทศเยอรมนีและคนยุโรปอย่างยิ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าชาวยุโรปเห็นความสำคัญของการรวมตัวกันอย่างยิ่งยวด ถึงกับยอมสละอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งของรัฐบาลภายในประเทศ เพื่อองค์การความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกัน และผลพลอยได้อันสำคัญยิ่งก็คือการที่ทุกประเทศมีสันติภาพและเสรีภาพที่ถาวร ส่วนการประสานสัมพันธไมตรีอย่างแน่นแฟ้นระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสหลังความเกลียดชังและขมขื่นจากสงครามโลกทั้งสองครั้งก็ยิ่งส่งผลดีต่อการรวมตัวกันของสหภาพยุโรปและสันติภาพของภูมิภาคและโลกด้วย
 
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของประเทศสาธารณรัฐเช็คเป็นผู้นำประเทศท้ายสุด ที่ได้ลงนามให้สัตยาบันให้กับสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปรวมถึง 27 ประเทศได้ลงนามร่วมกันไว้เมื่อปี 2007 เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับสหภาพยุโรปโดยเฉพาะอำนาจในการตัดสินใจ ออกกฎหมายโดยรัฐมนตรีจากประเทศสหภาพยุโรปแต่ละประเทศ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงเอกฉันท์อย่างแต่ก่อน
 
นอกจากนี้สหภาพยุโรปกำหนดให้มีตำแหน่งข้าหลวงใหญ่กิจการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพ หรือตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปที่ต้องแสดงจุดยืนและท่าทีของสหภาพยุโรปที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สหภาพยุโรปจึงพัฒนาก้าวไกลกว่าการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจอย่างที่มีมาแต่แรกเริ่ม แต่เป็นการรวมตัวกันทั้งทางการเมืองที่จะส่งผลต่อนโยบายภายในประเทศสมาชิกและนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก จุดมุ่งหมายสูงสุดของสหภาพยุโรปก็คือการมีรัฐธรรมนูญของประเทศสมาชิกในยุโรปร่วมกัน ซึ่่งหมายถึงว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศจะมีบทบาทลดลงไปอีกและให้มีรัฐบาลหรือองค์การที่มีอำนาจเหนือชาติ (Supranational Organization) เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
 
วันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นโอกาสครบรอบ 20 ปีของการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินปี 1989 ซึ่งไม่นานนักก็ตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนเยอรมันตะวันออกเอง ซึ่งหากชาวเยอรมันตะวันออกขณะนั้นยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการสังคมนิยมในขณะนั้นไม่ยอมออกมาเดินขบวนเรียกร้อง แต่ยอมอยู่อย่างว่านอนสอนง่ายต่อไปอย่างคนเกาหลีเหนือแล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีเฮลมุท โคลคงไม่ได้รับสัญญานความต้องการของประชาชนและเริ่มการเจรจาติดต่อกับอดีตประธานาธิบดีมิคาอิล กอบาชอฟในสมัยนั้นเพื่อรวมประเทศเยอรมนีเ้ข้าไว้ด้วยกัน อันเป็นนโยบายใฝ่ฝันสูงสุดของพรรคซีดียู (พรรคสหภาพคริสเตียนเดโมแครท) นับตั้งแต่ยุคก่อตั้งพรรคซีดียู หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันมีอดีตนายกรัฐ มนตรีคอนราด อเดนาวเวอร์ซึ่งพยายามต่อสู้เรียกร้องการรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวของเยอรมนีตะัวันตกและตะวันออกตลอดมา
 
งานพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าปีติยินดีนี้นอกจากผู้นำรัฐบาลในปัจจุบันจากประเทศสำคัญๆ ในยุโรปและทั่วโลกแล้ว (สหรัฐมีนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นตัวแทน) อดีตผู้นำที่ผลักดันให้เยอรมนีรวมประเทศได้ทั้งสามคนสำคัญได้แก่ นายกอบาชอฟ นายจอร์จ บุช (ซีเนียร์) และนายโคลก็ได้มาร่วมงานพิธีด้วย ส่วนผู้นำอีกสองคนที่ก็มีบทบาทด้วยแม้จะเป็นบทบาทในทาง “มือไม่พายแต่เอา “เท้า” ้ราน้ำ” มากกว่า ได้แก่ นางแธตเชอร์ ของอังกฤษนั้นก็สิ้นสภาพออกงานไม่ได้เสียแล้ว ส่วนนายมิตเตอรองด์แห่ง ฝรั่งเศสก็สิ้นบุญไปแล้วหลายปี จึงมีแต่บุรุษเก๋ากึ๊กเท่านั้นที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีนี้ด้วย
 
มีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อยากนำมาเล่านิดหน่อยเกี่ยว กับเรื่องการรวมตัวประเทศของเยอรมัน นางมากาแร็ท แท็ตเช่อร์นั้นไม่เห็นด้วยกับการที่เยอรมนี จะรวมกันเป็นประเทศเดียว เพราะเธอกลัวว่าเยอรมนีจะหวนกลับมายิ่งใหญ่และมีอำนาจก่อ สงครามอีก แธตเช่อร์ไม่ไว้วางใจเยอรมนีจึงพยายามขัดขวาง มีอยู่หนึ่งครั้งในระหว่างการพบปะเจรจากัน เมื่อนายโคลบอกว่าเยอรมนีจะตัดสินใจในอนาคตทางเดินของประเทศเอง นางแท็ตเช่อร์ตอบนายโคลเป็นภาษา ฝรั่งเศสว่า “Nationalismus, n’est ce pas ?”ซึ่งแปลว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า “ชาตินิยม ใช่ไหม” นายกรัฐมนตรีโคลของเยอรมนีซึ่งร่ำเรียนมาทางประวัติศาสตร์จึงตอบกลับนางแท็ตเชอร์ไปว่า “ความแตกต่างระหว่างผมกับคุณแท็ตเช่อร์ก็คือ คุณมีความคิดแบบก่อนหน้าเชอร์ชิลจะไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ซูริค แต่ผมมีความคิดตามแบบสุนทรพจน์ของเชอร์ชิล” [2] ซึ่งในสุนทรพจน์์ที่เชอร์ ชิลกล่าวต่อนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยซูริค สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี 1946 เขาพูดถึงลัทธิ “ชาิตินิยม” ว่าคือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความหายนะของยุโรป และทางที่ดีที่จะสามารถธำรงสันติภาพและสร้างความสุขสถาพรให้กับประชาชนในยุโรปได้ก็คือการก่อตั้งองค์การความร่วมมือในภูมิภาคขึ้นแก่ ประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป โดยให้เยอรมนีและฝรั่งเศสนำความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ในยุโรป และให้ประเทศอื่นๆ อาทิ อังกฤษ อเมริกา รวมถึงสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุนเพื่อทำให้การรวมตัวกันของประเทศต่างๆ ในยุโรปเป็นจริงและประชาชนยุโรปทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข [3]
 
เชอร์ชิลคือรัฐบุรุษของยุโรปและของโลกที่มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลอย่างยิ่ง ผู้นำของประเทศต่างๆ ในอาเซียนควรจะเรียนรู้ความคิดความอ่านของผู้นำประเทศต่างๆ อย่างนี้บ้าง พวกเขาต้องเป็นทั้งผู้นำที่ดีของประเทศตัวเองและผู้นำที่ดีสำหรับอาเซียน มองหาจุดร่วมกันที่จะสรรค์สร้างมิตรภาพขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่หาปัญหาเพื่อมาทะเลาะกันแทนที่จะพัฒนาหาความรุ่งเรืองเพื่อประเทศ ชาติและประชาชนด้วยกันอย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเกิดปัญหากันอยู่ ผู้นำของประเทศต้องสร้างความประนีประนอมให้กับคนในชาติ ใช้น้ำเย็นลูบกระแสชาตินิยมของคนในชาติว่าไม่ได้นำอะไรที่เป็นผลดีมาสู่ประเทศนั้นเลย ไม่ใช่กระทำในทางตรงกันข้ามอย่างที่เห็นอยู่ หรือถ้าตกเป็นเหยื่อของหลุมชาตินิยมที่ตนเองขุดไว้เพื่อจัดการกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้แล้วก็ เป็นเรื่องที่อาจเข้าใจได้ว่าจะให้ขุดหลุมกลบตัวเองในตอนนี้คงไม่ง่ายนัก แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาล ไทยก็ต้องหาทางออกไม่ให้ประเทศชาติต้องตกหลุมลึกนี้ยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่
 
และล่าสุดเมื่อ 12 พฤศจิกายนนี้ เยอรมันและฝรั่งเศสร่วมรำลึกการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นหลักประกันว่าต่อไปนี้ทั้งสองประเทศจะไม่เป็นศัตรูกันต่อไปอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศเคยทำศึกรบราฆ่าฟันกันมาแล้วอย่างหนักหน่วง ทั้งในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ทหารและพลเรือนของทั้งสองประเทศเสียชีวิตไปหลายล้านคน ประวัติศาสตร์อันน่าเจ็บช้ำขมขื่นนี้ยังไม่ยาวนานถึงหนึ่งร้อยปีเลย แต่ผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถลืมความโกรธแค้นและขมขื่นของสงครามได้ ก็เพราะผู้นำของทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสเล็งเห็นความสำคัญของประเทศชาติและประชาชนทั้งสองประเทศมากกว่าแค่การดึงเอาความรู้สึกรักชาติหรือชาตินิยมของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการปกครองและเอาชนะศัตรู
 
นายกรัฐมนตรีคนแรกของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง “คอนราด อเดนาวเออร์” (KonradAdenauer) เคยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีที่ดีนั้นไม่ใช่แค่เป็น “guter Deutscher, aber auch guter Europäer”หมายความว่าไม่ใช่แค่เป็นคนเยอรมันที่ดีเท่านั้นแต่ต้องเป็นคนยุโรปที่ดีด้วย [4] นั่นคือต้องเป็นผู้ที่มีหลักการสากลนิยมเห็นความสำคัญของประเทศในยุโรปทุกประเทศ ไม่ใช่แค่เห็นแก่ความสำคัญของประเทศเยอรมันเท่านั้น
 
ไทยกับกัมพูชานั้นแม้เคยทำสงครามกันมาแล้วเช่นกัน แต่เหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปเกินกว่า 500 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาเมื่อเจ้าสามพระยายกทัพไปยึดดินแดนของกัมพูชาเมื่อ ค.ศ. 1431 มีเสียมราฐ ซึ่งมีนครวัด นครธมโบราณสถานที่ชาวกัมพูชารักเป็นชีวิตจิตใจ และจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทพระิวิหารมาเป็นของไทยด้วย ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นเทียบกันไม่ได้เลยกับสงครามอันโหดร้ายที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีกระทำต่อกัน
 
แม้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ 30 ปีที่แล้วที่ไทยก็มีบทบาทลับๆ ทางการทูตที่อิงกับจีนเก่าและให้การสนับสนุนเขมรแดงอย่างลับๆ จนเขมรแดงมีอำนาจและใช้นโยบายจัดการกวาดล้างพวกที่เป็นปฏิปักษ์หรือปฏิกิริยาต่อการปฏิวัติสร้างรัฐใหม่อย่างผิดพลาด ผู้คนล้มตายหลายแสนคนก็ตามก็ยังเทียบกับความโหดร้ายของสงครามระหว่างเยอรมันกัับฝรั่งเศสไม่ได้ นอกจากว่าผู้นำของประเทศและสื่อที่รับใช้ผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจโดยลืมศักดิ์ศรีและคุณค่าของอาชีพการงาน พยายามวาดภาพศัตรูที่ไม่มีตัวตนจริง (künstliche Feindbilder) ขึ้นมาเพื่อมุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของชาติและประชาชน อย่างที่นางแมร์เคลนายกรัฐมนตรีเยอรมนีบอกว่า ไม่มีวันที่เยอรมนีและฝรั่งเศสจะสร้างภาพของศัตรูที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาอีก เพื่อสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน
 
แม้แต่ระหว่างศัตรูคู่อาฆาตอย่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ก็ยังสามารถหันหน้า มาปรองดองกันได้ แล้วทำไมไทยกับกัมพูชาและประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะปรองดองและร่วมกันพัฒนาภูมิภาคเพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุขของประชาชนทั้งมวลไม่ได้เล่า!
 
 
อ้างอิง
[1] Franfurter Allgemeine Zeitung, 12 November 2009, S. 2 Deutsche Fahnen am Triumphbogen
[2] Frankfurter Allgemeine Zeitung, 2 Oktober 2009, Nationalismus, n’est-ce pas ?, Feuilleton, S.33
[3] ฟังสุนทรพจน์เสียงจริงของวินสตัน เชอร์ชิลด์ได้ที่ www.ena.lu/address-given-winston-churchill-zurich-19-september-1946-022600045.html
[4] Dr. Theo Sommer, 60 Jahre Bundesrepublik im Spiegel der Zeit, “Deutschland und Frankreich , Ein Gespräch der “Zeit” mit Bundeskanzler Dr. Adenauer“ vom Ernst Friedlaender, Zeitverlag, Hamburg, 2009

 

*ครูอย่าสอนประวัติศาสตร์ชาติน

*ครูอย่าสอนประวัติศาสตร์ชาตินิยม
เพียรชื่นชมตนเองว่าเก่งกล้า
สอนสาระความจริงสิ่งเป็นมา
เน้นคุณค่าความสัมพันธ์มั่นไมตรี

*ครูต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
อย่าปลุกปั่นปลุกเร้าเป่ามนต์ผี
ชาตินิยมคลุ้มคลั่งพังความดี
อย่าให้มีจุดหมายใช้ทำลาย

*ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ
หลายบทบาทหลายความคิดจิตมุ่งหมาย
อยู่รวมกันแม้นเท่าเทียมเปี่ยมสบาย
ทุกคนใช้เหตุและผลบนความจริง

*พระวิหารนั้นไม่ใช่ของไทยแล้ว
อย่าฝันแนวพันธมิตรคิดร้ายยิ่ง
ทำเป็นปลุกกระแสแผ่ช่วงชิง
ความเป็นจริงแค่การเมืองหาเรื่องพาล

*หากต้องการมีเอี่ยวผลประโยชน์
อย่าทำโกรธเป็นไฟใฝ่หักหาญ
ต้องใช้ความจริงใจให้ต้องการ
เจรจาสร้างสานสามัคคี

มันเป็นการเผชิญหน้ากันของผู้ม

มันเป็นการเผชิญหน้ากันของผู้มีอำนาจ(เผด็จการ)ของไทยกับกัมพูชา โดยมีผลประโยชน์คือการรักษาอำนาจ(status quo)เป็นเดิมพัน โดยมีประเทศ(และประชาชน)ทั้งสองเป็นเหยื่อของเกมแห่งอำนาจ ที่ทำได้แค่ยืนมองดู(ความฉิบหายที่กำลังจะตามมา)ตาปริบๆ

ผู้อ่านประชาไำทในเยอรมัน

ผู้อ่านประชาไำทในเยอรมัน คิดหรือว่าไอ้พวกสากดินาอำมาตยาทรราชแมงสาปเน่าประชาวิบัติจะฟัง มันไม่ฟังหรอก
ถ้าหากผู้อ่านประชาไทได้ติดตามประวัติศาสตร์ไทยโดยละเอียดโดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตรไทยยุคตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก็จะเห็นความจริง ในเรื่องนี้ ว่าพวกนี้มันชอบเห็นคนเป็นขี้ข้า เห็นเพื่อนบ้าน ด้อยกว่า แต่ว่าพอเจอฝรั่งดันหงอ

*พระวิหาร มรดกโลก

*พระวิหาร มรดกโลก อย่าโศกเศร้า
ควรยินดี กับเขา ชาวเขมร
เป็นการอวด ความงาม ไปตามเกณฑ์
อย่าเขม่น เข่นเขี้ยว ให้เสียวฟัน

*เราชาวไทย ไม่ไร้ วุฒิภาวะ
ไม่เอะอะ อวดอ้าง ทางโมหันธ์
สังคมโลก ได้ด้วยดี มีสัมพันธ์
ไม่ปลุกปั่น ชาตินิยม จมตนเอง

*ควรหาทาง สร้างมิตร คิดร่วมสร้าง
ควรอยู่อย่าง มีสันติ มิข่มเหง
หาประโยชน์ ร่วมกัน ไม่หวั่นเกรง
ร่วมบรรเลง เพลงแห่งมิตร สนิทใจ

*ไทยไม่เสีย อะไร แม้น้อยนิด
ควรได้คิด ทำใจ ให้ผ่องใส
อย่าเชื่อคำ ยุแยง ตะแบงไป
ของคนไร้ จริยธรรม นำวุ่นวาย

This is generalization. The

This is generalization. The reader in Germany should study more European history na krub.

ผมว่าบทคว่ามนี้มีสภาพเป็นงานเ

ผมว่าบทคว่ามนี้มีสภาพเป็นงานเขียนประภทการแปลข่าวออกมาตรงตัวที่ดีครับ จากผู้เขียนที่มีความรู้ด้านภาษาโดยเฉพาะที่ใช้ในยุโรปดีทีเดียว แต่น่าจะอายุไม่มากนัก สังเกตุได้จากการอ่อนประวัติศาสตร์ไทยค่อนข้างมากเหมือนเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ไทยรายรัชกาล และค่อนข้างอ่อนต่อ ไทม์ไลน์ในประวัติศาสตร์ไทย อ่อนจนไม่อาจชักจูงความสัมพันธ์ไทยกับเขมรไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในยุโรปได้อย่างเป็นที่น่าเชื่อถือ อ่อนตรงไหนผมไม่บอกหรอกครับ ใครอ่านแล้วไม่ทราบจริงๆก็โปรดสำนึกว่าท่านก็อ่อนเช่นเดียวกัน

การเขียนบทความประเภทเอาคำพูดคนนี้ที่พูดกับคนโน้นมาอ้างอิงนั้น ถ้าอย่างที่ผมนิยมอ่านนั้นก็ควรที่ผู้เขียนจะอธิบายสถานะการณ์แวดล้อมในขณะที่เขาพูดกันประกอบให้ผู้อ่านเข้าใจด้วยครับ ไม่ใช่ยกเอาแต่ตัวคำพูด ตัวอย่างเช่น

คำพูดที่ซูริคของเชอร์ชิลล์นั้น พูดเมื่อ ชนะสงครามโลกครั้งที่๒แล้ว แต่เชอร์ชิลล์แพ้การเลือกตั้ง ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรปยังไม่ฟื้นฟู และกองทัพแดงของรัศเซียก็จ่อคอหอยยุโรป จุดประสงค์ในคำพูดที่ซูริคนั้น นักประวัติศาสตร์ยุโรปเขาวิเคราะห์ว่า เชอร์ชิลล์นั้นแอนตี้รัสเซีย และมองสถานะการณ์รวมว่า ประเทศในยุโรปควรร่วมกันต่อต้านรัสเซีย แต่ เชอร์ชิลล์เองเห็นว่าอังกฤษและเครือจักรภพนั้นต้องการจะร่วมกับสหรัฐเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านคอมมูนิสต์เช่นเดียวกัน เรียกว่า Anglosphere ดังนั้นเมื่อโคลตอบแทชเชอร์ ซึ่งแทชเชอร์เป็นคนอังกฤษที่เข้าใจเชอร์ชิลล์ลึกซึ้งกว่าโคลมาก แทชเชอร์คงงงเหมือนกันครับ ว่าระดับนายกเยอรมัน ยังไม่เข้าใจเจตนาแท้จริงของคำพูดของเชอร์ชิลล์ได้อย่างไร เชอร์ชิลล์นี่มันตัวชาตินิยมตัวพ่อเลยครับ คนอังกฤษรู้กันดี....คำพูดที่โคลเอามาอ้างนั้น เจตนาที่เชอร์ชิลล์พูดคือเพื่อผลประโยชน์ของอังกฤษแท้ๆ โดยขอให้ยุโรปรวมกันต้านรัสเซียให้ดีที่สุด อังกฤษ เครือจักรภพและอเมริกาจะรวมกันหนุนให้......เป็นการกันอังกฤษออกจากภาระที่ต้องร่วมในยุโรปครับ ไม่ได้เจตนาเป็นอย่างอื่นเลย.....นายกอดีตนักประวัติศาสตร์อย่างโคลยังไม่สำเหนียก...ผมก็ไม่โทษผู้เขียนบทความนี้ หรอกครับ.........

ส่วนคำพูดของอเดนาวนั้น พูดในฐานะนายกเยอรมันคนแรกหลังแพ้สงครามโลกครั้งที๒ สังเกตุที่คำว่า แพ้ นะครับ ถ้าเยอรมันเป็นฝ่าย ชนะ ฮิตเลอร์จะพูดว่า นอกจากพวกเจ้าจะเป็นชาวยุโรปที่ดีแล้ว พวกเจ้าต้องเป็นชาวเยอรมันที่ดีด้วย และหากเยอรมันชนะยุโรปก็รวมกันอยู่ดีละครับ......ดังนั้นคำพูดของอเดนาว ผมมองว่าไม่สำคัญอะไรเลยในการรวมยุโรป

ผมเสียเวลาอธิบายแบคกราวน์และสถานะการณ์แวดล้อมอันเป็นเหตุให้เกิด คำพูดต่างๆที่ผู้เขียนบทความยกตัวอย่างขึ้นมา ด้วยเจตนาจะบอกว่า

ก่อนการรวมกันครั้งใดมักมีเหตุเกิดจากความแตกแยก และความรุนแรงเสมอ...และการรวมกลุ่มกันนั้น แม้เป็นการลดทอนความแตกแยกภายในกลุ่มแต่ก็แฝงด้วย ความต้องการที่จะรวมกันเพื่ออย่างน้อยก็เตรียมตัวต่อต้านหรือป้องกันตนเองจากกลุ่มอื่นเสมอ....

มุมมองของผม ปัจจัยสำคัญที่อียูต้องรวมกันให้ได้อยู่ที่ การทำให้ขนาดของตลาดภายในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จำนวนประชากรใกล้เคียงกับ สหรัฐและลาตินอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่นและเอเซียมากขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดมีบทพิสูจน์แล้วว่า ขนาดตลาดภายในประเทศหรือกลุ่มที่ใหญ่นั้น ซึมซับและบั่นทอนความเสียหายทางเศษฐกิจได้ดีกว่าตลาดภายในขนาดเล็ก
การพึ่งพาตลาดภายในนั้นได้ผลดีกว่าการพึ่งพาการส่งออก.......อียูเดี่ยวๆแต่ละประเทศนั้น แม้จะไฮเทคกว่าจีน แต่เมื่อเจอวิกฤติเศรษฐกิจกลับแก้ไขสู้จีนไม่ได้ เพราะตลาดในประเทศแต่ละแห่งนั้นเล็กเกินไป.....แต่ละประเทศเชี่ยวชาญการผลิตสินค้าเฉพาะด้านมากเกินไป

อียูนั้นรวมกันเพื่อความอยู่รอดครับ ไม่ได้รวมกันเพราะรักใคร่ชอบพอกันเป็นพิเศษแต่อย่างไร.. กลุ่มอาเชี่ยนก็ควรต้องคิดเช่นนั้นเช่นกัน....

ผมไม่ยุ่งกับเรื่องนี้นะ

ผมไม่ยุ่งกับเรื่องนี้นะ สงสัยเรื่องเดียว ที่รัฐบาลจะขึ้นเงินเดือน สส จริงหรือไม่ ถ้าจริงก็หมดศรัทธา

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ของหลายค

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ของหลายคน ตั้งใจเลี่ยงไม่พูดถึงต้นราชวงศ์จักรีที่ไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้วเชียวนา แต่ก็ถูกสะกิดจนได้ ปีพศ 2324 ก่อนปราบดาภิเษกเป็นรัชกาลที่หนึ่ง เจ้าพระยาจักรียกทัพไปตีกัมพูชาอีกหน จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็หลายร้อยปีแล้วเช่นกัน รอยแค้นหรือภาพศัตรูปลอมๆ ก็ยังถูกปลุกผีขึ้นมาอีกจนได้ ส่วนเชอร์ชิลด์นั้นหลังสงครามแล้วก็เหมือนกับคนในชาติที่เคยทำสงครามหรือเคยบุกรุกชาติอื่นมาก่อน เช่น ญีปุ่นหรือเยอรมนี ที่ประชาชนภายในชาติกลายเป็นพวกต่อต้านสงครามและกลายเป็นผู้รักสันติภาพกันเสียเป็นส่วนใหญ่ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองก็มีสองชาติสำคัญในภาคพื้นยุโรปนี้แหละเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นเชอร์ชิลด์จึงเห็นว่าต้องให้ทั้งสองประเทศนี้จับมือกันให้ได้ ส่วนอังกฤษก็อยู่แล้วตามธรรมเนียม คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาคพื้นยุโรปจริงๆ จังๆ คนในอังกฤษถึงยังไม่เห็นความสำคัญของการใช้เงินสกุลยูโรร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่ตอนนี้จะมีถึงสิบเก้าประเทศแล้ว แม้รัฐบาลอังกฤษเองจะเห็นความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกใช้เงินสกุลยูโร แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย ส่วนรัสเซียตอนนั้นก็เข้ามามีบทบาทในยุโรปมากกว่าจ่อคอหอยยุโรปเสียแล้ว รุกเข้ามาถึงเบอร์ลินตะวันออก ดอกเตอร์เฮลมุท โคลนายกฯเยอรมนีคงไม่ปล่อยไก่ให้แท็ตเช่อร์คงเป็นไก่ตาแตกหรอกน่า เว้นเสียแต่ว่าแท็ตเช่อร์จะตามสิ่งที่นายกฯ เยอรมันพูดไม่ทันเท่านั้น เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับอเดนาวเวอร์ ถ้าฮิตเล่อร์ซึ่งเป็นคนออสเตรียได้ชัยชนะขึ้นมาจริงๆ อเดนาวเวอร์คงไม่ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ ของเยอรมนีหรอก ตั้งแต่สมัยที่ฮิตเล่อร์ได้อำนาจในเยอรมนีปี 1933 อเดนาวเวอร์ก็ถูกปลดจากตำแหน่งทั้งหมดที่มี เพราะเขามีปฏิกริยาต่อต้านนาซีตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่แต่คำพูดนี้ของนายกฯ ที่เก่งเท่านั้น แต่เขาพูดด้วยและทำด้วย อเดนาวเวอร์เขาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสอย่างจริงจัง เยอรมันได้เข้าเป็นสมาชิกแรกเริ่มของประชาคมเหล็กและถ่านหินยุโรปในปี 1951 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปและพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ทุกคอมเม้นต์ยังเห็นด้วยกับเจตจำนงค์ของบทความที่ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าและวุฒิภาวะของคนระดับผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่เป็นสากลไม่ล้าหลังชูธงชาตินิยมว่ากลุ่มอาเซียนก็ควรต้องร่วมกันเช่นนั้นเหมือนกัน และแน่นอนไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใดนอกจากเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสันติภาพร่วมกันนั่นเอง

ความเห็นของ "บางกอก"

ความเห็นของ "บางกอก" เป็นตัวอย่างที่ดีของการแสดงความคิดเห็นต่อผู้เขียนมากกว่าบทความ เพราะการวิพากษ์วิจารณ์แบบพูดเองเออเองเกี่ยวกับคุณภาพของผู้เขียนเป็นวิธีง่ายที่สุดในการทำลายความน่าเชื่อถือของบทความ

แนวคิดการรวมยุโรปนั้นนับย้อนหลังได้ราวสองร้อยกว่าปี ไปจนถึงยุคของอิมมานูเอล คันท์ นักคิดนักปรัชญาคนสำคัญของยุโรป

ฝรั่งเศสเคยผิดพลาดมาแล้วจากการบีบคั้นเยอรมันมากเกินไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จนกระทั่งทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกรอบ ถึงแม้จะมีคำเตือนจากอเมริกาอย่างจริงจังเกี่ยวกับแนวทางการสร้างสันติภาพในยุโรปแบบยั่งยืน ฉะนั้นเอง ชนชั้นนำทั้งสองประเทศเห็นตรงกัน การสานสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำฝรั่งเศสและเยอรมันมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่แค่ยุคของคอนราด อเดนาวเออร์เท่านั้น

สังเกตได้ว่า หลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือสิ้นสุดยุคสงครามเย็น เยอรมันและฝรั่งเศสเป็นแกนนำหลักในการรวมสหภาพยุโรปหรืออียู

หากเป็นการรวมแค่ตลาดขายของ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสภายุโรป ร่างกฎหมายอะไรต่อมิอะไรมากมาย มาตรฐานการศึกษาก็ไม่ต้องปรับ ไม่จำเป็นต้องใช้แบงค์ยุโรป ฯลฯ - การรวมยุโรปมีความหมายมาก ไม่ต่างอะไรกับการมียูเอ็น มีคนหนุ่มสาวร่วมสมัยหลายคนฝันถึงโลกไร้พรมแดน มีสันติภาพและภราดรภาพ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง หรือผลประโยชน์ทางการค้าระยะสั้น หากมองไม่ไกลไปกว่าเรื่องเงิน - ก็คงเห็นอนาคตได้ไม่ยาก

ผมว่าทั้งสมัยนั้น

ผมว่าทั้งสมัยนั้น และสมัยนี้ก็เป็นภาพศัตรูปลอมๆ เหมือนกัน ในอดีตสมัยตอนปลายสมัยกรุงธนบุรี ก็เป็นช่วงเวลาที่รัฐสยามใช้ความเป็นผู้มีกำลังอำนาจทางทหารที่เข้มแข็งกว่าไป รุกรานรัฐเขมรที่ด่อยอำนาจทางการทหารกว่า ซึ่งก็ไม่ต่างจากสมัยอยุทธยาที่ถูกรัฐพม่าที่มีกำลังทหารที่เข้มแข็งกว่ารุกรานรัฐสยามที่ด่อยอำนาจทางการทหารกว่า

แต่ก็เพราะกำลังทหารที่เข้มแข็งกว่าของพระเจ้าตากสินไปรบกับภาพศัตรูปลอมๆ ที่คุณ ammain ว่า รัฐสยามเลยถึงได้เปลี่ยนจากราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินมาเป็นราชวงศ์จักรี ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น ศัตรูปลอม ๆ เป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว อย่างน้อยเราก็พอจะรู้บ้างว่าเป็นศัตรู หรือบางครั้ง ถ้าเราคิดให้ดี ๆ อาจจะใช้ประโยชน์จากศัตรูปลอม ๆ นี้ได้อีกด้วย เหมือนเวลาเราต้องการให้ไก่ชนมันเก่งก็ใช้ศัตรูปลอม ๆ นี้ละ ฝึกไก่ ให้มันเก่ง ที่น่ากลับเป็นพวกที่เราเข้าใจว่าเป็นมิตร แต่ที่แท้เป็นศัตรูตัวจริง ผมว่าอันนี้หน้ากลัวว่า คอยแต่หวังผลประโยชน์จากเรา โดยอ้างว่าช่วยเราต่อสู้กับศัตรูปลอม ๆ ที่แท้กลับใช้ศัตรูปลอม ๆ นี้เป็นเครื่องมือกอบโกยผลประโยชน์ แถมเมื่อมีโอกาสก็เปลี่ยนเป็นศัตรูตัวจริงที่ร้ายกาจกว่าศัตรูธรรมดาเสียอีก น่ากลัวไหม ละครับ

ที่จริงแล้วอียูเริ่มจากการรวม

ที่จริงแล้วอียูเริ่มจากการรวมตัวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้นในช่วงต้น ๆ ราว คศ. 1950 ส่วนหนึ่งโดยสร้างกำแพงภาษีเพื่อส่งเสริมประเทศสมาชิกและป้องกันไม่ให้ประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกอย่างเช่นประเทศทางภาคเอเชียได้เข้าไปตีตลาดได้ง่าย ๆ ประเทศทางภาคยุโรปตะวันตกไม่ได้ร่วมมือเพียงแค่เศรษฐกิจเท่านั้นแม้แต่ทางด้านทหารที่สืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่สองด้วย
ในปลาย คศ. 1960-70 จากการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ค่อย ๆ เริ่มปรับตัวมาเป็นสหภาพยุโรปยกเลิกการควบคุมเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ยกเลิกเครื่องกั้นพรมแดนระหว่างประเทศ ระยะช่วงต้น ๆ ของ คศ. 1990 เริ่มมีนโยบายทางด้านการเงินโดยนำเงินตระกูลยูโรเข้ามาใช้ มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่เข้าร่วมเซ็นสัญญา จนปัจจุบันนี้อังกฤษยังหวั่นเกรงที่จะรับยูโรเป็นเงินตราของประเทศ
ระยะเวลาการก่อร่างสร้างยุโรปจนเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ไม่ใช่กินเวลาเพียงแค่ปีสองปี แต่ใช้เวลาถึงกว่า 50 ปีทีเดียว
ชาวยุโรปเคยคิดอยู่เสมอว่า ยุโรปเป็นทวีปเก่าแก่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง เศรษฐกิจคงย่ำอยู่กับที่ อเมริกากำลังแซงขึ้นหน้า และยังมีโลกใหม่ทางด้านเอเซียอีก ฉะนั้นยุโรปต้องแก้ไขและปกป้องตนเอง อย่างน้อยที่สุดในช่วงต้น ๆ นั้นต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจอเมริกาเสียทีเดียว
แต่ที่น่าคิดก็คือ กว่ายุโรปจะพ้นสภาวะนั้นมาได้ก็ต้องผ่านสงครามโลกมาแล้วถึงสองครั้ง และทั้งสองครั้งนั้นก็เพื่อรวมผืนแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่สองที่ฮิตเลอร์คิดว่า ต้องการรวมชนชาติเดียวกันและกำจัดชาติอื่นออกไปให้หมด

*หวังสงคราม เพื่อความ

*หวังสงคราม เพื่อความ เป็นเอกภาพ
เพื่อคนบาป อภิสิทธิ์ แลมิตรสหาย
จะได้ครอง อำนาจ ปราศอันตราย
โดยการใช้ ชาตินิยม กำบังตน

*ปลุกกระแส ชาตินิยม โหมสุดฤทธิ์
เพื่อเรตติ้ง อภิสิทธิ์ พิชิตผล
ไม่ได้ทำ เพื่อชาติ ประชาชน
เพียงเพื่อคน อันธพาล เพียงกลุ่มเดียว

*ส่วนทักษิณ ฮุนเซ็น เล่นสันติภาพ
ไม่คิดบาป สงครามใหญ่ ให้ซ่านเสียว
กัมพูชา กับไทย ใฝ่กลมเกลียว
ไม่เปล่าเปลี่ยว สังคมโลก ไม่โศกตรม

*เลี่ยงสงคราม ตามหา มิตรภาพ
ไม่หยามหยาบ จริงใจ ไร้ขื่นขม
รู้แบ่งสรรค์ ประโยชน์ได้ ให้ชื่นชม
พาสังคม ก้าวหน้า พาจำเริญ

ฮุนเซ็นจอมเรียนแบบ มันจับตัวจ

ฮุนเซ็นจอมเรียนแบบ

มันจับตัวจารชนไทยเอาไว้

เพื่อต่อรองกับไทย

หลักฐานความมั่นคงจะอ้างอะไรก็ได้

รูปถ่ายสนามบินรูปเดียวก็อ้างได้

มันถือไพ่ตัวสำคัญ

ยิ่งไอ้ตู่ไปบอกหน้าไพ่ว่ามีเทปลับ

ก็ความมั่นคงของชาติทำไม่จะดักฟังโทรศัพท์ไม่ได้

เมืองไทยก็ว่ามาแล้ว

เมื่อใส่ความเทมาเส็ก

ว่ามันดูดความลับไทย

เล่นไพ่ จะดูหน้าไพ่ก็ต้องเพิ่มเดิมพัน

ฮุนเซ็นมันต้องการยึดสามารถมาทำเอง

เหมือนไทยทำเทมาเส็กพัง

คนที่หนุนแก้แค้อยู่ไม่ใช่อื่นไกล

ลีเซียนลุง แห่งสิงคโปร์

คุยกับคนไทยรุ่นใหม่ๆทีพึ่งโตข

คุยกับคนไทยรุ่นใหม่ๆทีพึ่งโตขึ้นมาและอยู่ในยุโรปหรือจบจากนี่มันเหนื่อยอยู่เหมือนกันนะครับ.....ยุโรปที่เขารู้จักในปัจจุบันนี้ มันมีที่มาจากการปะทะกันของลัทธิชาตินิยมในหลายประเทศใหญ่ๆในยุโรป สงครามโลกทั้งสองครั้งที่ผ่านมาก็มาจากพื้นฐานเดียวกัน

ความเป็นจริงนี้มิได้แปลว่าลัทธิชาตินิยมนั้นมันเลวร้าย เพราะทุกๆชาติใหญ่ในยุโรปนั้นมีรากเหง้าการก่อกำเหนิดการรวมชาติจากลัทธิชาตินิยมทั้งสิ้น

แม้แต่เยอรมันเอง ความเป็นเยอรมันก็เกิดจากการที่บิสมาร์กรวมรัฐล็กรัฐน้อยเข้ากับรัฐรัสเซียซึ่งใหญ่และมีประชากรเกินหกสิบเปอร์เซนท์ของรัฐเชื้อสายเยอรมันในยุคนั้น ถ้าไม่ได้บิสมาร์กและลัทธิชาตินิยม คนไทยในเยอรมัน อาจต้องเรียกตัวเองว่าคนไทยในบาวาเรีย คนไทยในฮันโนเวอร์ คนไทยในปร้สเซีย ทำนองนั้น และไม่อาจกล่าวอย่างภาคภูมิใจได้ว่าเป็นคนไทยในเยอรมัน

ฝรั่งเศส อิตาลี รัฐเซีย ก็ไม่แตกต่างกันนัก ฝรั่งเศสมีคนอย่างนโปเลียน อิตาลีมีมุสโซลินี รัสเซียมีสตาลิน ทั้งสามคนนี้จะดีเลวในแง่อื่นอย่างไรมันเรื่องหนึ่ง แต่ทั้งสามคนนี้ใช้ลัทธิชาตินิยม จัดการปํญหาความแบ่งแยกในเชื้อชาติในประเทศได้ดียิ่ง....ทั้งๆที่ คงพอจะทราบนะครับว่า นโปเลียนเป็นชาวคอซิกัน สตาลินเป็นชาวยูเครน ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสหรือชาวรัศเซียแท้ๆด้วยซ้ำไป

แนวทางของสหภาพยุโรปที่เดิดขึ้นมาในยุคหลังและยุคปัจจุบันนั้น ในทัศนะของผม เกิดจาก เรื่งเศษฐกิจล้วนๆ ครับ ผ่านสงครามโลกมาสองครั้ง นักเศรษฐศาสตร์ยุโรป นักการเมืองยุโรปทราบดีแล้วครับว่า ขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร ขนาดตลาดรวม ทรัพยากรภายในนั้น หากยุโรปไม่รวมกัน ไม่มีทางสู้มหาอำนาจอย่างอเมริกา จีน รัสเซีย หรือกลุ่มใหม่ๆอย่างญี่ปุ่นบวกอาเชี่ยนได้ เพราะยุโรปมีการแช่งขันของประเทศภายในทวีปที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี่ใกล้เคียงกันสูง

ตัวเร่งการรวมตัวกันของสหภาพยุโรปนั้น ผมว่าเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าภายใน ประเด็นแรกและสำคัญที่สุดคือการล่มสลายของระบอบคอมมูนิสต์และสหภาพโซเวียต หากยังคงอยู่ ยุโรปรวมกันเมื่อไหร่รัสเซียไม่เอาไว้แน่ ประเด็นที่๒คือวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากอเมริกาปี๒๐๐๘ ปัจจัยที๒นี้ทำให้ประเทศในอียูมั่นใจได้มากขึ้นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของกลุ่มตน และรู้แล้วว่าไอ้กันนั้นเอาเข้าจริงๆก็แค่ไอ้ฟองสบู่ลูกใหญ่เท่านั้น

นักการเมืองยุโรปรุ่นปัจจุบันจึงต่างเร่งลงมือรวมยุโรป ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับโลก

มองให้ดีๆ แฟชั่นทวีปนิยม กลุ่มประเทศนิยมนี้ก็ไม่ต่างจาก ลัทธิชาตินิยมมากนัก มีกำหนดกฎเกณฑ์การเข้าร่วมกลุ่มที่ซับซ้อนขึ้น กฏเกณฑ์ที่มองดูทันสมัยเหล่านี้ มองในอีกแง่หนึ่งก็คือข้อกีดกันไม่ให้บางประเทศเข้าร่วม

พัฒนาไปเรื่อยๆในแนวนี้ไม่นานนักก็ต้องเกิดสงครามโลกขึ้นอีก แต่คงไม่ใช่การปะทะกันด้วยอาวุธรบราฆ่าฟันกัน แต่จะเริ่มด้วยสงครามเศรษฐกิจและเทคโนโลยี่

โลกวัตถุนิยมนั้น ก็มีวัฏสงสารวนเวียนไปมาอยู่กับ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของวัตถุไม่ว่าจะเป็นคนเป็นสัตว์เป็นระบอบการปกครอง เป็นลัทธิการเมือง เป็นประเทศชาติใดๆ

มองโลกได้อย่างผมแล้ว จะรู้สึกได้เองว่า คนจีนมันเก่งกว่าเขาเพื่อน รักษาชาติและอารยะธรรมมาได้กว่าสี่พันปีแล้วโดยต่อเนื่อง

เราต้องมองประเทศอื่นบ้างนะเขา

เราต้องมองประเทศอื่นบ้างนะเขาก็สอนให้รักประเทศตั้งแต่เด็กๆ แม้แต่ประเทศเขมรเองยังต้องการเขาพระวิหารมากกว่าผลประโยชน์ เพราะมันกินได้นานกว่าและแสดงถึงความมั่นคง เราอย่าเอาแต่ใจอย่างเดียวต้องเปิดใจให้กว้าง นึกถึงลูกหลานด้วย

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน