ใบตองแห้ง...ออนไลน์: พระมหากษัตริย์ยับยั้งประชามติไม่ได้

ผมเพิ่งเขียนเรื่อง “รัดทำมะนวยกะอรหัง” ลงในคมชัดลึก แต่มีประเด็นที่ควรนำมาขยาย เกี่ยวกับกรณีที่ “10 อรหันต์” ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ทักท้วงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่คณะกรรมาธิการจะนำกลับเข้ามาพิจารณาวาระ 2 ในรัฐสภาวันที่ 10-11 เม.ย.นี้
ก่อนอื่นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับ 10 อรหันต์ ขอบอกว่า สื่อที่ตีข่าวนี้ ล้วนแต่มั่ว เพราะไม่เข้าใจประเด็นจริงๆ เช่น บางฉบับบอกว่า 10 อรหันต์ชี้ 3 ประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ ไทยโพสต์บอกว่า 10 อรหันต์แฉ รธน.มิบังควร ขนาดศูนย์ข่าวอิศรายังบอกว่า ที่ปรึกษาผู้ตรวจการฟันธง 3 ร่างขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง
ประเด็นที่ 10 อรหันต์ชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญคือการกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ประเด็นนี้ตกไปแล้ว เพราะคณะกรรมาธิการชี้แจงว่า เป็นแค่ร่างของคณะรัฐมนตรี ร่างของคณะกรรมาธิการแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแล้ว
อันที่จริงประเด็นนี้ก็ถกเถียงกันได้เหมือนกัน เพราะ 10 อรหันต์ยกมาตรา 195 วรรคแรกมาอ้างว่า “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมิได้บัญญัติให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม การที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามร่างกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจึงไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๕ วรรคแรก”
ถ้าตีความตามตัวบท ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ร่างแก้ไขมาตรา 211 สมัยบรรหาร ก็มีบรรหารลงนามฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยอภิสิทธิ์ ก็มีอภิสิทธิ์ลงนาม แต่ถ้าพูดกันตามหลักการจริงๆ ผมว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ถูกต้อง นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารเป็นผู้ลงนามรับสนองฯ ในพระราชบัญญัติ เพื่อประกาศใช้ เพราะฝ่ายบริหารเป็นผู้กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประธานรัฐสภาลงนามฯ เพราะไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญฉบับเต็มทุกฉบับก็มีประธานรัฐสภา (หรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) เป็นผู้ลงนาม แต่พอร่างแก้ไข กลับให้นายกฯ ลงนาม มันตลก
แต่ไม่เป็นไรเป็นแค่ประเด็นทางเทคนิค หยวนๆ ไปได้
ประเด็นใหญ่จริงๆ คือ 10 อรหันต์คัดค้านการให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญที่ สสร.ร่างออกมา ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และให้เขียนเพิ่มเข้าไปในมาตรา 291/13
“ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะส่งความเห็นไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งตามวรรคสาม (เพื่อลงประชามติ) ถ้านายกรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบแล้วนั้น มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา แล้วให้ประธานรัฐสภาส่งความเห็นดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป”
โห ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญของ สสร.ตกไปเลยนะครับ
ประเด็นนี้ขอยืนยันว่ายอมไม่ได้ ด้วย 2 เหตุผลด้วยกัน คือหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะยุบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะกำหนดบทตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะกำหนดที่มาของศาลรัฐธรรมนูญเสียใหม่ เช่นให้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดคัดเลือกจากบัญชีนักวิชาการ ผู้พิพากษา นักปกครอง ฯลฯ โดยมีบทเฉพาะกาลว่า หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 6 เดือนหรือ 1 ปี ให้ตุลาการชุดนี้พ้นจากตำแหน่งแล้วเลือกใหม่ ฯลฯ
ไม่ว่าจะกำหนดอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนได้เสีย ฉะนั้นสมมติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป โดยอ้างว่าขัดต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข-ด้วยความปรารถนาดีต่อตุลาการ ผมว่าท่านได้กินต้มซุปเปอร์หม้อใหญ่แน่ (จะสั่งไปให้จากสกายไฮ คริคริ)
เหตุผลข้อสอง อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจที่รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่อยู่สูงกว่า ฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไปตีความรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ทั้งฉบับไม่ได้
พูดภาษาชาวบ้านคือรัฐธรรมนูญเป็นแม่ผู้ให้อำนาจศาล ศาลมีอำนาจตีความว่าร่างพระราชบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีอำนาจตีความคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เวลาที่รัฐสภาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ตัวแม่ที่ให้อำนาจตัวเอง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะไปตีความใดๆ ทั้งสิ้น
ตอนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แก้รัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยก็เคยส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่วินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาล 10 อรหันต์ก็รู้ครับ จึงพยายามจะยัดเข้ามาอยู่ในมาตรา 291/13 ดังกล่าว
แต่ประเด็นที่ 3 ที่ 10 อรหันต์ทักท้วงผมเห็นว่าถูกต้อง และคณะกรรมาธิการต้องแก้ไขโดยด่วน นั่นคือประเด็นที่ทั้ง 3 ร่างของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา กำหนดว่าหลังลงประชามติแล้วให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยให้นำมาตรา 150 และ 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งหมายถึงให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจยับยั้งแล้วหากทรงยับยั้งก็ส่งกลับไปให้รัฐสภาลงมติยืนยันนั้น
“คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่ควรบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ เพราะเมื่อประชาชนลงประชามติแล้ว การให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งแล้วกลับไปรัฐสภาเป็นผู้ลงมติยืนยันได้อีก ย่อมขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 3 ทั้งยังเป็นการมิบังควรอย่างยิ่งในทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ ควรบัญญัติให้มีการลงประชามติแล้วให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ดังที่เคยบัญญัติมาในอดีตก็จะเหมาะสมกว่า”
ประเด็นนี้กรรมาธิการยังฟังไม่ได้ศัพท์อยู่เลยนะครับเพราะพีรพันธุ์ พาลุสุข รองประธานกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย บอกว่ารู้สึกแปลกใจ “เขาไปยกมาได้อย่างไร กระทั่งกฎหมายธรรมดา ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงยับยั้งไว้ สภาฯก็มีสิทธิทบทวน เป็นมาตั้งแต่สมัยไหนๆ แล้ว เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เราไม่ได้ไปลดพระราชอำนาจอะไรเลย เขาคงเข้าใจผิด”
พีรพันธุ์น่ะแหละเข้าใจผิด เพราะจริงๆ แล้ว 10 อรหันต์เสนอว่า “มิบังควรให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจยับยั้งประชามติ” ให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้เลย
นี่เป็นหลักการประชาธิปไตยอยู่แล้ว ที่จริงต้องพูดให้ชัดเลยว่า “พระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจยับยั้งประชามติ” เพราะประชามติคือการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน เป็นอำนาจสูงสุด สูงกว่าอำนาจรัฐสภาเสียอีก
ฉะนั้นการกำหนดว่าให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจยับยั้ง แล้วให้รัฐสภาลงมติยืนยันจึงผิดเพี้ยน เพราะแม้แต่รัฐสภาก็ยังมีอำนาจต่ำกว่าประชามติของประชาชนทั้งประเทศ จะไปยืนยันได้ไง
อันที่จริงถ้า 10 อรหันต์พูดซะให้เคลียร์ แทนที่จะมัวอ้อมแอ้มไปใช้ศัพท์ “มิบังควร” ผู้คนก็คงเข้าใจชัดเจนกว่านี้ แต่อย่างว่า 10 อรหันต์ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการสำนัก “อ้างพระราชอำนาจ” ก็เลยอ้ำๆ อึ้งๆ หลบๆ เลี่ยงๆ
ยิ่งตอนที่กิตติศักดิ์ ปรกติ แถลงข่าวการประชุมครั้งก่อน 28 มี.ค.ยิ่งเพี้ยนไปใหญ่ (แต่ผมอ้างจากเดลินิวส์ ถ้าข่าวผิดก็ขออภัย)
"ที่ประชุมได้มีการถกเถียงกันในเชิงวิชาการโดยมีข้อยุติร่วมกันว่า เมื่อประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้รัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนมาพิจารณาอีก และในข้อเท็จจริงแม้พระมหากษัตริย์อาจใช้พระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วพระมหากษัตริย์ไม่เคยใช้พระราชอำนาจในเรื่องการยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่มีการลงมติโดยประชาชนแล้ว
"กรรมการที่เสนอเห็นว่าหากให้มีการนำรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 150 และมาตรา 151 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการตรา พ.ร.บ.มาบังคับใช้ โดยอนุโลมกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาการขัดกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนได้ เช่นถ้าประชาชนลงประชามติแล้วมีการทูลเกล้าฯขึ้นไปและพระมหากษัตริย์ทรงไม่ถวายคืนกลับมา รัฐสภาก็ต้องมาพิจารณาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแล้วก็จะเกิดปัญหาว่ารัฐสภาจะเห็นด้วยกับพระมหากษัตริย์หรือประชาชน ซึ่งที่ประชุมมองว่าถ้ามีการบัญญัติให้นำมาตรา 150 และมาตรา 151 มาใช้กับร่างรับธรรมนูญฉบับใหม่โดยอนุโลมก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งโดยไม่จำเป็น จึงควรมีการบัญญัติเพียงว่าประชาชนหากประชาชนมีประชามติรับร่างประชาชนแล้ว ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯพระมหากษัตริย์แล้วจบเลย"
คำอธิบายนี้พยายามจะบอกว่าทรงมีพระราชอำนาจอยู่แต่ไม่เคยใช้ ผิดครับ พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจยับยั้งประชามติ ไม่สามารถใช้พระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น เพราะประชามติอยู่เหนือพระราชอำนาจ
สาเหตุที่ไม่มีพระราชอำนาจ ถ้าอธิบายอย่างนุ่มนวลก็อธิบายตามย่อหน้าที่สองนั่นแหละ คุณจะไปบัญญัติให้พระมหากษัตริย์มีความเห็นขัดกับประชาชนเสียงข้างมากได้ไง
ฟังแล้วอย่างง คือผมเห็นด้วยกับ 10 อรหันต์ในข้อสรุป แต่เหตุผลต่างกัน อธิบายเรื่องพระราชอำนาจต่างกัน เพราะ 10 อรหันต์พยายามอธิบายว่ายังอาจใช้พระบรมราชวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ แต่ผมว่าไม่ได้
ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องการให้พระมหากษัตริย์พ้นไปจากความขัดแย้ง เป็นที่เคารพ เป็นศูนย์รวมจิตใจ จึงไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์แสดงความเห็น ซึ่งย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย
การลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกา ในฐานะองค์ประมุข ไม่ได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์เห็นชอบ ผู้รับผิดชอบคือผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้น
มีแต่ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐธรรมนูญให้พระมหากษัตริย์ใช้สิทธิ Veto ได้ แต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญน่าจะเผื่อไว้ว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.นั้นมีผู้คัดค้านมาก ก่อให้เกิดความขัดแย้ง องค์ประมุขก็เป็นที่พึ่งสุดท้าย สมมติเช่นมีผู้ถวายฎีกาขอให้ยับยั้ง จึงทรงยับยั้ง ไม่ใช่เป็นความเห็นของพระองค์แต่อย่างใด
ซึ่งที่ผ่านมาในรัชกาลนี้ ในหลวงก็ไม่เคยยับยั้งด้วยความเห็นส่วนพระองค์ เคยมีแต่ในรัฐบาลไทยรักไทยที่ทรงยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ราชภัฏ เพราะมีปัญหาที่วุฒิสภาตีกลับแล้วสภาผู้แทนยืนร่างเดิม แล้วเป็นร่างที่ทำไม่เรียบร้อย มั่ว เลอะเทอะ ประกาศใช้เป็นกฎหมายไม่ได้
ในแง่นี้ ที่จริงก็ยังเป็นการใช้ “พระราชอำนาจ” ในแง่ของการกลั่นกรองตรวจสอบกระบวนการ คล้ายๆ กับกรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่ในหลวงไม่ลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ผู้ว่า สตง.คนใหม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่สะเด็ดน้ำว่าคุณหญิงพ้นตำแหน่งหรือไม่แล้ววุฒิสภาไปตั้งคนใหม่
การใช้พระราชอำนาจกลั่นกรองกระบวนการไม่ใช่ความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในแง่นี้แม้รัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจ Veto พระมหากษัตริย์ก็ยับยั้งได้ สมมติเช่น รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา แล้วมีรัฐมนตรีออกมาโวยว่าองค์ประชุมไม่ครบ ก็สามารถยับยั้งไว้ก่อนจนกว่าจะมีการยืนยัน
แต่แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้พระมหากษัตริย์แสดง “ความเห็น” ได้ในการ Veto พระราชบัญญัติตามมาตรา 151 “พระราชอำนาจ” นั้นก็ยังมีอำนาจน้อยกว่ามติของรัฐสภาอยู่ดี ฉะนั้นถ้าถามว่า ประชามติของประชาชนทั้งประเทศกับมติของ ส.ส. ส.ว. 650 คน อำนาจไหนใหญ่กว่า ก็ ซตพ.ครับ พระมหากษัตริย์ยับยั้งประชามติไม่ได้
คณะกรรมาธิการควรลบมาตรานี้ทิ้งเสีย เพราะจริงๆ แล้วทั้ง 3 ร่างก๊อปมาจากมาตรา 291(7) ปัจจุบัน ก๊อปโดยไม่ใช้สมอง ว่านั่นมันเป็นการแก้ไขโดยรัฐสภา นี่เป็นการแก้ไขโดยประชามติ
แต่ก็ควรขอบคุณ 10 อรหันต์งามๆ เพราะถ้ากรรมาธิการตัดออกโดยลำพัง แมลงสาบและสลิ่มคงปั้นข้อหา “ล้มล้างพระราชอำนาจ” โยนใส่กันวุ่นวาย นี่ยังดี มี 10 อรหันต์อย่าง อ.สุรพล นิติไกรพจน์ อ.จรัส สุวรรณมาลา อ.นรนิติ เศรษฐบุตร อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ เป็นเกราะอยู่แล้ว
ใบตองแห้ง
10 เม.ย.55
Comments
จริงๆ เรื่อง
จริงๆ เรื่อง "พระราชอำนาจในการวีโต้ร่างรัฐธรรมนูญ" นั้น มันเป็น 'ผลพวง' ของรัฐประหาร ๒๔๙๐ ครับ ปรากฏใน มาตรา ๑๗๓ (๗) ประกอบมาตรา ๗๖, ๗๗ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๔๙๒ ก็คือ ให้วีโต้ได้ แต่กรณีกษัตริย์ใช้พระราชอำนาจวินิจฉัยว่า ให้นำไปให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ด้วยร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ (กรณีที่พระองค์ไม่วีโต้เองตาม มาตรา ๑๗๓ (๗)) ตามมาตรา ๑๗๔ กระนั้นในวรรคท้าย ของมาตราเดียวกัน บัญญัติสำทับว่า "ในเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรานี้ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗๓ (๗) มาใช้บังคับ" นั่นคือ ถ้าคุณให้ประชาชนลงประชามติแล้ว ก็ "ห้ามวีโต้อีกครับ!!" (สมัยนั้น เพี้ยนถึงขนาด ให้ประธานองคมนตรีลงนามรับสนองฯ นะเออว์ แต่สมัยนี้ยังจะอุตริยิ่งกว่า?) มิเช่นนั้น "กษัตริย์" (หรือ กระทั่งกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตาม) จะกลายเป็น supra-constitutionnel (องค์กรเหนือรัฐธรรมนูญ)
ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน, ไม่ได้บัญญัติในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญโดยประชามติ ทว่า ถ้าคุณแก้ไขกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนุญแก้ไขเพิ่มเติม แล้วไปมอบพระราชอำนาจวีโต้ ร่างรัฐธรรมนูญประชามติ ไว้ นอกจากจะยิ่ง "ถลำลึก" ไปกว่าสมัยเผด็จการ ๒๔๙๒ ยังขัดต่อหลักการในเรื่อง "วีโต้" ในรัฐประชาธิปไตย ที่เป็นราชอาณาจักร ด้วย (โดยดู ข้อความคิดสังเขป ในบทความ 'ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับลักษณะ 'การใช้อำนาจวีโต้ร่างกฎหมาย' โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล : http://www.facebook.com/note.php?note_id=10150691524737176 ) ซึ่งอธิบาย "หลัก" ว่าด้วยการวีโต้นั้นเป็น "อำนาจของฝ่ายบริหาร" ดุลอำนาจกับ "อำนาจนิติบัญญัติ" โดยกษัตริย์เป็นองค์กรผู้ได้รับมอบหมายให้ "วีโต้" จากคณะรัฐมนตรี (ผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงในการวีโต้) ซึ่งขัดกับการนำมาใช้กับกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะลงประชามติหรือไม่ โดยสิ้นเชิง -- แม้ว่าโครงสร้างรัฐธรรมนูญขณะปัจจุบันนี้จะให้กษัตริย์วีโต้ร่างรัฐธรรมนูญได้ก็ตาม - แต่กรณีที่ใช้อำนาจอธิปไตยโดยทางตรงแล้ว ไม่อาจมีองค์กรใด วีโต้อำนาจสูงสุดได้อีก นะครับ แม้แต่การ "ให้ลงพระปรมาภิไธยก่อนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ" ก็ไม่ควรบัญญัติไว้ครับ.
ไม่ตอบคุณใบตองแห้งนะครับ
ไม่ตอบคุณใบตองแห้งนะครับ แต่ขอขยายความนิดนึง
veto มันศัพท์ละติน แปลเป็นไทยก็คือ "ข้าพเจ้าขอปฏิเสธ" นัยเดียวกันนี้ กษัตริย์จะมีสิทธิ "ปฏิเสธ" การใช้อำนาจ ของ "เจ้าของอำนาจอธิปไตย" (คือปวงชน ที่เขาลงประชามติ : เนี่ย เจ้าของตัวจริง) เป็นไปได้อย่างไรกัน? ในเมื่อกษัตริย์เป็นเพียง "องค์กรผู้ได้รับมอบหมาย" ให้กระทำตามแบบพิธี ภายใต้รัฐธรรมนูญ , อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของกษัตริย์ แล้วจะ "ปฏิเสธ" ได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเขาใช้อำนาจโดยตรง
นี่ไม่ใช่คำถามนะครับ แต่เป็นการยืนกรานว่า ทำไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย และหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป และจะก่อให้เกิดผลประหลาดในเรื่องตำแหน่งแห่งที่ ของสถาบันกษัตริย์ในรัฐไทย ว่าเป็นอะไรต่อตัวระบอบการปกครอง และต่อ "ผู้ทรงอำนาจอธิปไตย" (ซึ่งมีได้เพียงหน่วยเดียว : อำนาจสูงสุด จะหารสองคนละครึ่งแบบที่ กิตติศักดิ์ ปรกติ เคยเขียนบทความเฉลิมพระเกียรติเมื่อไม่กี่ปีก่อน หาได้ไม่)
กษัีตริย์ควรได้สิทธิ์เห็นด้วย
กษัีตริย์ควรได้สิทธิ์เห็นด้วยไม่้เห็นกับรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกของรัฐคนหนึ่งเหมือนพนักงานรัฐมีโอกาสไปลงประชามติ
ประเทศ.....ส้นตรีน...มีแต่ตีค
ประเทศ.....ส้นตรีน...มีแต่ตีความ.....ตีความผิด.....นายกหมัก.....มีใครรับผิดชอบชีวิตท่านบ้าง....ไอ้..คะ...วาย
m
[quote=m]กษัีตริย์ควรได้สิทธิ์เห็นด้วยไม่้เห็นกับรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกของรัฐคนหนึ่งเหมือนพนักงานรัฐมีโอกาสไปลงประชามติ[/quote]
-ถ้ากษัตริย์อยากได้สิทธิ์ กษัตริย์ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายทั่วไป มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสิทธิ์ทางการเมืองต่างๆแบบประชาชน แต่สถาบันกษัตริย์เขาอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรที่จะมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับอำนาจทางการเมืองของประชาชน
พระมหากษัตริย์ท่านทรงให้สิทธิ
พระมหากษัตริย์ท่านทรงให้สิทธิ์กับประชาชนรวมทั้งผู้แทนเต็มที่
มีแต่ประชาชนหรือผู้แทนนั่นล่ะที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเละเทะ
เล่นพรรคเล่นพวกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่สนว่าประเทศชาติในวันข้างหน้าจะเป็นยังไง
00000000000000000 wrote:m
[quote=00000000000000000][quote=m]กษัีตริย์ควรได้สิทธิ์เห็นด้วยไม่้เห็นกับรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกของรัฐคนหนึ่งเหมือนพนักงานรัฐมีโอกาสไปลงประชามติ[/quote]
-ถ้ากษัตริย์อยากได้สิทธิ์ กษัตริย์ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายทั่วไป มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสิทธิ์ทางการเมืองต่างๆแบบประชาชน แต่สถาบันกษัตริย์เขาอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรที่จะมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับอำนาจทางการเมืองของประชาชน[/quote]
เราควรปฏิบัติต่ิอกษัตริย์้้เหมืิอนคนธรรมดาเช่นให้สิทธิหย่อนบัตรลงประชามติ
แต่ไม่ใช่อำนาจวิโต้
ผมคิดว่า ประชาไท
ผมคิดว่า ประชาไท ไม่ควรนำกระดานนี้ออกมาให้ใครแสดงความเห็นน่าจะดีกว่านะครับ
การพัฒนาของประเทศเรา...ไม่ย่ำ
การพัฒนาของประเทศเรา...ไม่ย่ำอยู่กับที่และถอยหลังเข้าคลองตลอด...มันเป็นเพราะอะไรกัน?
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการไม่ปล่อยวางของผู้ที่มีอำนาจ...ผลประโยชน์และการเเบ่งชนชั้นมิใช่หรือ?
ต้องขอชมว่า... ใบตองแห้งเขียน
ต้องขอชมว่า...
ใบตองแห้งเขียนบทความประเภทนี้ด้วยสามัญสำนึกและภูมิความรู้ตามอาชีพนักข่าว ได้ดีครับ.....
ส่วนบทความประเภทป้ายสีหรือยกหาง ผมก็เคยวิจารณ์ไปบ้างแล้ว
และจะดียิ่งขึ้น ถ้าจะระบุไปเลยว่า ไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ใดทำการวีโต้ กฎหมายใดๆที่มหาประชาชนลงประชามติมาแล้ว.....
ประเด็นที่ควรเขียนต่อไปก็คือ....
หากว่า สสร.ที่เกิดจากสภาด้วยสาเหตุต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำเสนอร่างผ่านสภารับรอง
แต่เมื่อถึงขั้นตอนลงประชามติทั่วประเทศ ปรากฎว่า ประชาชนไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข........
คำถามที่จะเกิดก็คือ.....รัฐบาลและสภาผู้แทนจะรับผิดชอบอย่างไรกับกรณี
ผู้แทนประชาชนต้องการแก้ไขเขียนใหม่รัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนไม่ยอมรับ...
อีกประการหนึ่ง...หากแก้ไขรับธรรมนูญแล้วสภาและรัฐบาลประกาศใช้โดยไม่ผ่านประชามติ จะทำได้ไหม...ซึ่งผมว่า ถ้าใครกล้าทำไป...คงไม่รอดเกินสามเดิอน...
ประเด็นที่ผมเสนอเพิ่มเติมนั้น....ใบตองแห้งลองเขียนแบบไม่ต้องอ้างกษัตริย์อ้างพระราชอำนาจ ซึ่งไม่เคยเกียวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญโดยผุ้มีอำนาจหรือนักการเมืองบ้างจะได้ไหม....
สถาบันกษัตริย์ไทยนั้นไม่กระทำการใดขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้อยู่แน่นอน และไม่ได้มีส่วนในการเสนอแก้ไขหรือเขียนใหม่ยกเว้นในสมัยร.๗ ช่วงเปลี่ยนถ่ายระบอบการปกครอง........และร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก..
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะ ธรรมเนียมการปกครองไทยนั้นถือว่ากษัตริย์เป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ...และ...ธรรมเนียมกษัตริย์นั้น... ตรัสแล้วไม่คืนคำ
หากจะแก้ไขเปลี่นแปลงรัฐธรรมนูญที่พระองค์ท่านพระราชทานลงไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้ได้รับอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการในรัฐธรรมนูญที่จะทำการใช้หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นๆ.....หากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขประการใด และกระบวนการจัดทำการแก้ไขถูกต้องตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ก็ดำเนินการกันไป.....ตามขั้นตอนที่ถุกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ขณะนั้น
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นทำหน้าที่ตัดสินว่า การกระทำที่เป็นปัญหานั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศบังคับใช้อยู่หรือไม่ และคำตัดสินถือเป็นเด็ดขาด.......
ทั้งรับบาล สภาผู้แทน และศาล ก้ต้องมอบอำนาจการตัดสินประเด็นการกระทำที่ขัดหรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ เหมือนนานาประเทสที่มีระบบตุลาการรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน....
m wrote:00000000000000000
[quote=m][quote=00000000000000000][quote=m]กษัีตริย์ควรได้สิทธิ์เห็นด้วยไม่้เห็นกับรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกของรัฐคนหนึ่งเหมือนพนักงานรัฐมีโอกาสไปลงประชามติ[/quote]
-ถ้ากษัตริย์อยากได้สิทธิ์ กษัตริย์ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายทั่วไป มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสิทธิ์ทางการเมืองต่างๆแบบประชาชน แต่สถาบันกษัตริย์เขาอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรที่จะมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับอำนาจทางการเมืองของประชาชน[/quote]
เราควรปฏิบัติต่ิอกษัตริย์้้เหมืิอนคนธรรมดาเช่นให้สิทธิหย่อนบัตรลงประชามติ
แต่ไม่ใช่อำนาจวิโต้[/quote]
-เราก็ต้องดูก่อนล่ะครับว่า เรายกสถานะกษัตริย์ให้อยู่ในสถานะอะไร เรายกให้กษัตริย์อยู่ในสถานะประมุขแห่งรัฐ เป็นกลางทางการเมือง(ทุกประเทศทัวโลกเขาก็ทำกัน)ไม่ฝักใฝ่การเมืองชึ่งมันก็ถูกต้องแล้วล่ะครับ แต่ที่การเมืองมันวุ่นวายทุกวันนี้เพราะกลุ่มการเมืองบางกลุ่มคนใกล้ชิดบางคนพยามที่จะดึงเอาสถาบันลงมาเล่นเพือกำจัดคู่แข็งทางการเมืองของตนเองแค่นั้นล่ะครับ หนักข้อเขาถึงขนาดเขียนในรัฐธรรมนูณของพวกตัวเองว่าจะให้ตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พวกคนใกล้ตัวสถาบันนั้นล่ะครับอันตรายกับสถาบันที่สุด
ที่วิจารณ์คุยกัน นี่
ที่วิจารณ์คุยกัน นี่ คือคิดเองเออเอง ว่า ฐานะเขาคงเป็นอย่างงี้ เลยน่าจะเป็นอย่างงั้น ทฤษฎี ล้วนๆ ที่คุยวนเวียนอยู่แต่ในหน้ากระดาษ
แต่เรื่องจริง ละ ในแง่ที่ว่า ความเป็นเจ้าของ มันย่อมอยู่เหนือ ฐานะ และทฤษฎีทั่งปวง
มันขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของจะเอา จะเปลี่ยน จะสร้าง จะทำลาย อย่างไง แล้ว มายุ่งอะไรด้วย อยู่ในฐานะอะไร ถึงมีสิทธิมาวิจารณ์ xxxยังคิดและเข้าใจฝังลึก ว่า พวกวิจาณ์เหล่านี้ เป็นแค่ผู้มาเช่าอาศัยอยู่
สิ่งแรกที่ต้องทำ ก็น่าจะให้xxxตระหนักเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า มีฐานะและหน้าที่ ที่ต้องทำ ---ไม่ใช่เจ้าของ
แล้วหนูตัวไหนละ ที่จะกล้าอาสา เป็นคนไปเอากระดิ่งมาผูกคอแมว ละขอรับ
เห็นด้วยที่จะไห้ยุบศาลรัฐธรรม
เห็นด้วยที่จะไห้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ และตั้งคตส.ตรวจสอบ สาธุๆๆๆๆ
sunny
[quote=sunny]เห็นด้วยที่จะไห้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ และตั้งคตส.ตรวจสอบ สาธุๆๆๆๆ[/quote]
ขออนุญาตนะครับ คุณ sunny
ผมก็มีความเห็นเหมือนกันกับคุณ เพราะศาลนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากโจรปล้นอำนาจ การสรรหาตุลาการก็กระทำกันเฉพาะพวกโจรเท่านั้น
ตั้งแต่คุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เข้ามา ผมคิดว่าศาล รธน.มีความเป็นกลางมากขึ้น ภาพพจน์ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ภาพพจน์เก่าๆ เช่น คดียุบพรรค และคดีไม่ยุบพรรค ก็ยังตามมาหลอกหลอนจนยากจะแก้ไข
เมื่ออาหารได้กลายมาเป็นอุจจาระซะแล้ว ยากที่จะแปรรูปกลับไปเป็นอาหารได้อีก
เหม็นนี้อีกนาน
แต่ที่คุณ sunny อยากยุบศาล รธน.ผมว่า ศาลนี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
ทางที่ดีควรจะหาวิธีการได้มาซึ่ง ตุลาการศาล รธน. จะเหมาะสมกว่า
ไม่ใช่ลากเอาสมุนโจรมาเป็น
บ้านเมืองคงน่าอยู่กว่านี้แน่ๆ
yaoi wrote:ที่วิจารณ์คุยกัน
[quote=yaoi]ที่วิจารณ์คุยกัน นี่ คือคิดเองเออเอง ว่า ฐานะเขาคงเป็นอย่างงี้ เลยน่าจะเป็นอย่างงั้น ทฤษฎี ล้วนๆ ที่คุยวนเวียนอยู่แต่ในหน้ากระดาษ
แต่เรื่องจริง ละ ในแง่ที่ว่า ความเป็นเจ้าของ มันย่อมอยู่เหนือ ฐานะ และทฤษฎีทั่งปวง
มันขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของจะเอา จะเปลี่ยน จะสร้าง จะทำลาย อย่างไง แล้ว มายุ่งอะไรด้วย อยู่ในฐานะอะไร ถึงมีสิทธิมาวิจารณ์ xxxยังคิดและเข้าใจฝังลึก ว่า พวกวิจาณ์เหล่านี้ เป็นแค่ผู้มาเช่าอาศัยอยู่
สิ่งแรกที่ต้องทำ ก็น่าจะให้xxxตระหนักเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า มีฐานะและหน้าที่ ที่ต้องทำ ---ไม่ใช่เจ้าของ
แล้วหนูตัวไหนละ ที่จะกล้าอาสา เป็นคนไปเอากระดิ่งมาผูกคอแมว ละขอรับ[/quote]
-ครับเรื่องพวกนี้ต้องคุยกันหลังไมค์ หรือตายแล้วก็พูดไม่ได้เหมือนที่คุณสนธิ(บัง)นั้นล่ะครับ55555555ถูกต้อง
รัฐธรรมนูญหรือแก้ไขเพิ่มเติมร
รัฐธรรมนูญหรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พิจารณาโดยสมาชิกรัฐสภา-ผู้รับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็นประธานรัฐสภา ไม่ควรกำหนดให้นายกฯมารับสนองพระบรมราชโองการ.พวกนักกฎหมายปฏิบัติลักลั่นทำไม...ไม่มีเหตุผล
ตุลาการมีหน้าที่ในการพิจารณาว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากมีการแก้ไขหรือยกร่างใหม่น่าจะเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการวินิจฉัยบทบัญญัติต่าง ๆ ในเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผลิตผลของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญที่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชน-เป็นประชามติ แล้ว ย่อมเสนอกษัตริย์เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้บังคับได้เลย ...ไม่ต้องกำหนดว่ากษัตริย์มีอำนาจยับยั้ง เพราะในตอนลงประชามติ กษัตริย์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเสนอความเห็นเช่นเดียวกะประชาชนคนหนึ่ง..หากเราปกครองกันในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข.-กษัตริย์ย่อมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกะประชาชน ย่อมมีหน้าที่เสียภาษี ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย มีหน้าที่หย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศ สมควรยกเลิกที่ปรึกษาเพราะไม่ได้บริหารประเทศ...มิให้ใครแอบอ้างว่าจงรักภักดีมากกว่าใคร และให้ร้าย กล่าวหาว่าใครหมิ่นสถาบัน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนซึ่งเป็นพสกนิกร
กฎหมายใดที่องค์ประชุมไม่ครบ แม้จะได้เสนอกษัตริย์ลงพระนาม-บังคับใช้แล้ว .ก็สมคควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณษเสนอใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สมควรปล่อยไปทั้งที่เห็นว่าผิด.
คำพิพากษาใดที่รับรองประกาศ คปค.ว่าเป็นกฎหมายเสมอรัฐธรรมนูญ ย่อมถือได้ว่า เป็นคำพิพากษาทีขัดต่อหลักประชาธิปไตย/หลักนิติธรรม ย่อมสามารถรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้.
ประกาศ คปค. ประกาศ รสช. ประกาศ ปว.ที่ยังมีผลใ้บังคับอยู่ สมควรยกเลิก หรือแก้ไขให้ถูกต้อวตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สมควรได้มีการพิจารณาลงโทษการกระทำความผิดของคณะรัฐประหาร ให้ถือว่าการกระทำความผิดนั้นยังมีความผิดอยู่แม้จะออกกฎหมายยกเว้นโทษการกระทำผิดไปแล้ว เพราะเป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักประชาธิปไตย..
เวลาเขียนรัฐธรรมนูญ ถามคน
เวลาเขียนรัฐธรรมนูญ ถามคน คนเดียว เพื่อประโยชน์ คนคนเดียว เวลาจะใช้ อ้างคนทั้งประเทศ ถ้าผมเห็นด้วย ถือว่าผมสติไม่ดีแน่นอน ขอต่อต้านสุดชีวิตครับ
น้ำทำให้เรือลอยได้
น้ำทำให้เรือลอยได้ และน้ำก็ทำให้เรือจมได้ จำไว้