ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: แดงแท้ แดงเทียม แดงสลิ่ม แดงมือใหม่ แดงมือโปร แดงมหาเทพ แดงซูเปอร์แดง ฯลฯ
อ่านที่หลายคนพูดกันไปมาหลังจากงานเรา "ไม่ทอดทิ้งกัน" แล้วมีข้อสังเกตว่าเรื่องแดงแท้แดงสลิ่มเป็นคำที่คนชั้นกลางอยากแดงสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น คำนี้มีคนทั่วไปใช้ที่ไหน เวลาไปงานในพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่เคยได้ยิน คำนี้เกิดจากความอึดอัดในสังคมคนชั้นกลางเอง โดยเฉพาะหลังการปราบปี 53 จนเกิดความต้องการอัตลักษณ์ใหม่เพื่อแยกตัวเองจากคนชั้นกลางอื่นๆ อัตลักษณ์นี้ไม่ผิด ควรมี แต่การมีอัตลักษณ์นี้ไม่ควรนำไปสู่การคิดเองเออเองว่า คนทั้งหมดต้องเป็นแบบเดียว ใครเป็นแบบอื่นผิด ไม่แจ๋ว ไม่แน่จริง คนแต่ละคนมีเงื่อนไข มีความถนัดมีรสนิยมต่างกัน ว่ากันไม่ได้ ไม่เห็นประโยชน์ของการว่ากันแบบนี้ เห็นแต่ผลที่จะทำให้คนอยากทำอะไรร่วมกันน้อยลง
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรวิจารณ์หรือตั้งคำถามกันเอง แต่การวิจารณ์หรือการตั้งคำถามที่ดีในความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เหมือนการวิจารณ์หรือตั้งคำถามในเรื่องศิลปะหรือเรื่องอื่นๆ การวิจารณ์ที่ดีต้องช่วยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนผ่านจากข้างใน ให้เขาเห็นปัญหาเห็นข้อจำกัดของวิธีคิดต่างๆ ให้เขาเลือกเองตามความถนัดหรือเงื่อนไขที่แวดล้อมตัวเขา ไม่ใช่วิจารณ์แบบตั้งตัวเองเป้นศาสดาหรือเจ้าพ่อศีลธรรมที่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด และทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตามที่ข้าพเจ้าเห็นว่าดี
อ่านความเห็นต่อไปยิ่งพบว่า กระแสคำแบบนี้เลยเถิดไปขนาดไล่ล่าคนที่ไม่เหมือนกันว่าเป็นแดงเทียม แดงหากิน แดงมือใหม่ แดงฟันน้ำนม ฯลฯ คุณบุญชิตพูดไว้ดีว่า เอียงแดงแล้วมีอะไรให้หากินได้ที่ไหน ในทางตรงข้าม คือทำให้ไม่มีจะกินมากกว่า เรื่องแดงมือใหม่ แดงฟังน้ำนมนี่ยิ่งเลอะเทอะ มีใครในโลกนี้เป็นแดงตั้งแต่ต้น ความเป็นเสื้อแดงเพิ่งเกิดไม่กี่ปีนี้ ซ้ำหลายคนทีไล่ล่าคนอื่นว่าแดงน้อยไปก็ไม่ได้พูดอะไรเมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ที่เคยเห็นด้วยกับรัฐประหารมากบ้างน้อยบ้างก็มี
เมื่อตอนที่ไทยรักไทยถูกยุบพรรค เท่าที่จำได้ก็คือแทบไม่มีนักวิชาการคนไหนแสดงความคิดเห็นคัดค้าน ตอนเกิด 10 เมษา 52 หรือ 53 หลายคนหายไป แม้กระทั่้งการโพสท์ข้อความในเว็บ แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรมาวัดว่าแดงแท้แดงเทียม? ประโยชน์ของการวัดแบบนี้คืออะไร นอกจากทำให้ขบวนการที่มีคนหลายกลุ่มเข้าร่วมกลายเป็นขบวนการผูกขาดคลั่งคัมภีร์
บางคนบอกว่าของแท้ ต้องกล้าแตะบางเรื่อง แต่เมื่อมีหลายคนในอดีตทำแล้วเดือดร้อน มีใครคุ้มครองหรือช่วยเหลือพวกเขาได้? อันที่จริงถ้าใช้เกณฑ์นี้วัดความเป็นของแท้แล้วก็จะยิ่งพบว่า คนเป็นของแท้ แทบไม่เหลือสักราย
ในอดีตแม้แต่คนที่ radical มากๆ อย่างปรีดี ก็หลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้อีกหลัง 2475 แม้กระทั่งงานปรีดีช่วงอยู่จีนหรือฝรั่งเศสก็แตะเรื่องแบบนี้เบาบาง อ้อมค้อม และต้องมีความเข้าใจบางแบบมากพอจึงจะเข้าใจสารของปรีดี อย่างนี้แปลว่าแท้หรือไม่แท้? นักการเมืองฝ่ายที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันส่วนใหญ่ก็ระมัดระวังในเรื่องทำนองนี้
คำถามคือ คนเหล่านี้แท้หรือเทียม? หรือจริงๆ คำถามนี้ผิด เพราะคำตอบคือ เราวัดใครแบบฉาบฉวยไม่ได้ นอกจากต้องประเมินกันในระยะยาว การโฉ่งฉ่างไล่ล่าไล่ประนามคนจึงไม่มีความจำเป็น และการวิจารณ์ไม่ควรล้ำเส้นจนกลายเป็นการทำอะไรแบบนี้
ความกล้าเป็นเรื่องดี แต่ความไม่กล้าหรือความกลัวก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนแต่ละคนมีเงื่อนไขหรือมีเหตุไม่เหมือนกัน คนที่เรียกร้องให้คนอื่นกล้าหาญอาจไม่ใช่้คนกล้าที่สุดในวันที่มีความสูญเสียเกิดขึ้นจริงก็ได้ ลองย้อนกลับไปทบทวนความจำเดือนเมษาและพฤษภาก็จะเห็นเองว่า ใครอยู่ที่ไหนและทำหรือไม่ทำอะไรเลยในขณะนั้น ใครแสดงตัว ใครหายไปเฉยๆ
การเอาวาทกรรมความกล้าไว้แบล็คเมล์คนอื่นนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของการอุทิศตัวเอง ไม่ใช่การเรียกร้องคาดคั้น ถึงคาดคั้นก็เปลี่ยนคนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรจากการคาดคั้น ยิ่งกว่านั้นคือทุกคนมีสิทธิถูกคนอื่นประณามแบบนี้ได้ตลอดเวลา
โจทย์ใหญ่ที่เป็นปัญหาร่วมของคนทั้งหมดมากที่สุดในตอนนี้คือ การไม่มีประชาธิปไตย เสียงประชาชนและการเลือกตั้งถูกทำให้อยู่ใต้เสียงเหนือประชาชนและสถาบันนอกการเลือกตั้ง โจทย์อื่นเป็นประเด็นสำคัญ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในฝั่งเดียวกันมีคำตอบเดียวกันทั้งหมด การจัดลำดับผิดหรือการประเมินอะไรเข้าข้างตัวเองจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่อย่างไม่มีความจำเป็น
ที่มา:http://www.facebook.com/note.php?note_id=478600134809&id=600452703
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












เห็นด้วยกับเรื่องความหลากหลาย
เห็นด้วยกับเรื่องความหลากหลายของกลุ่มคนเสื้อแดง
เราควรเลิกพูดถึงเรื่องแดงแท้ไม่แท้ แดงโน่นนี่นั่น ได้แล้ว มาวิพากษ์กันว่าใครมีความคิดที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่จะดีกว่า ประชาธิปไตยแบบ 'แท้ๆ' มันเป็นอย่างไร และทำอย่างไรถึงจะได้มันมา
ยกเว้นข้อแก้ตัวเรื่องการไม่แตะบางเรื่องเพราะกลัวเดือดร้อนครับ น่าเศร้าใจที่นักวิชาการรัฐศาสตร์ไม่กล้าที่จะพูดถึงประเด็นเรื่องที่ 'ปัญหาหลัก' ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วเราจะไปต่อได้อย่างไรครับ? หรือมีหนทางในการได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านั้นหรือ? ถ้ามีวานบอก แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆ...
ความกล้า นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องออกไปสู้กับปืนบนถนน หรือกล้าที่จะพูดความจริงแบบไม่กลัวติดคุกติดตารางนะครับ สำหรับผม ถ้ามีพนักงานออฟฟิศชนชั้นกลางตัวเล็กๆ คนหนึ่งกล้าออกตัวว่า Pro คนเสื้อแดงเพราะต้องการประชาธิปไตย ในขณะที่เขาอยู่ในสังคมที่รายล้อมไปด้วยสลิ่มกิมกวง แค่การแสดงจุดยืนแบบไม่กลัวโดนตราหน้าว่าเป็นขี้ข้าทักษิณ ไม่ยอมเพิกเฉยต่อโศกนาฏกรรม ก็ต้องนับว่าเป็นความกล้าแล้วละครับ...แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์นี้เปลี่ยนเป็นนักรัฐศาสตร์ผมค่อยไม่แน่ใจ
เรื่องที่แตะไม่ได้นั่นและ
เรื่องที่แตะไม่ได้นั่นและ เป็นปัญหาของประชาธิปไตย
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากห
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือนนั่นแหละจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย หลายๆ ปัญหาแก้ไขได้ด้วยการระดมสมองแลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของฝ่่ายที่เราคิดว่าเป็นพวกเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้าม ดิฉันสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีใดๆ ก็ตาม ทุกคนมีสิทธิแสดงจุดยืนของตน แต่เราก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินความคิดเห็นของผู้อื่นว่าผิดหรือถูกด้วยการใช้คำหยาบคาย หรือยกตนว่าเป็นผู้รู้กว่า มันน่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะถึงจะแฟร์คะ
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากห
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือนนั่นแหละจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย หลายๆ ปัญหาแก้ไขได้ด้วยการระดมสมองแลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของฝ่่ายที่เราคิดว่าเป็นพวกเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้าม ดิฉันสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีใดๆ ก็ตาม ทุกคนมีสิทธิแสดงจุดยืนของตน แต่เราก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินความคิดเห็นของผู้อื่นว่าผิดหรือถูกด้วยการใช้คำหยาบคาย หรือยกตนว่าเป็นผู้รู้กว่า มันน่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะถึงจะแฟร์คะ
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากห
การยอมรับการมีอยู่ขอความหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือนนั่นแหละจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย หลายๆ ปัญหาแก้ไขได้ด้วยการระดมสมองแลกเปลี่ยน วิพากษ์ วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของฝ่่ายที่เราคิดว่าเป็นพวกเดียวกันหรือฝ่ายตรงกันข้าม ดิฉันสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีใดๆ ก็ตาม ทุกคนมีสิทธิแสดงจุดยืนของตน แต่เราก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินความคิดเห็นของผู้อื่นว่าผิดหรือถูกด้วยการใช้คำหยาบคาย หรือยกตนว่าเป็นผู้รู้กว่า มันน่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะถึงจะแฟร์คะ
นึกถึงเรื่องสั้นชื่อ
นึกถึงเรื่องสั้นชื่อ "ผู้ทำตัวให้ต่ำด้วยการคลาน" ในช่อการะเกดขึ้นมาทันที
คลานต่อไป That's what is called - fair!?
ปชตไทยมีปัญหาเพราะอะไร
ปชตไทยมีปัญหาเพราะอะไร ใครที่ทำให้ปชตไม่เป็นปชตที่แท้จริง เกือบทุกคนรู้ถึงสาเหตุนี้ดี แต่กฏหมายไม่เปิดช่วงให้ใครพูดถึง เพราะกฏหมายหมิ่นมันมีฤทธิมาก หลายคนติดคุกอยู่ขณะนี้
หากนักวิชาการปชชมีความสมัคคีกันอย่างเข็มแข็ง เชื่อว่าสามารถที่จะแก้ไขกฏหมายนี้ได้ อนาคตข้างหน้าต้องสามารถเขียนรธนในวรรคนี้ให้เป็นปชตให้มากที่สุด ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย
ศิโรตม์
ศิโรตม์ เขียนว่า
บางคนบอกว่าของแท้ ต้องกล้าแตะบางเรื่อง แต่เมื่อมีหลายคนในอดีตทำแล้วเดือดร้อน มีใครคุ้มครองหรือช่วยเหลือพวกเขาได้? อันที่จริงถ้าใช้เกณฑ์นี้วัดความเป็นของแท้แล้วก็จะยิ่งพบว่าคนเป็นของแท้ แทบไม่เหลือสักราย
ถ้าหมายถึงเรื่องการพูดถึงสถาบันกษัตริย์
ไม่เคยได้ยินว่า ใครใช้บรรทัดฐานนี้กับเรื่อง "ความเป็นเสื้อแดง" โดยทั่วไป (แม้แต่คนที่ทะเลาะกับคุณทาง fb ตอนนี้)
ทุกคนรู้ดีว่า เสื้อแดง มีหลากหลาย จากจงรักภักดี(อย่างทักษิณ) จตุพร ฯลฯ จนถึงแบบจักรภพ
แต่ที่ีมีการพูดกัน และผมคนนึงที่พูดมาตลอดคือ คนอย่างคุณที่เป็นนักวิชาการ ที่มีเงื่อนไขจะพูดได้ แต่ไม่ยอมพูด นี่ต่างหาก
ขอให้สังเกตว่า แม้แต่ในทีนี้ ต้องใช้คำว่า "แตะบางเรื่อง" เชียวหรือครับ? ใช้คำว่า "สถาบันกษัตริย์" จะทำให้โดน ม.112 หรือ? (ไม่โดนแน่นอน ในประโยคข้างต้น) - นี่ไง ข้อพิสูจน์ชัดๆ ในความไม่เอาไหน แต่ชอบวางมาด
ศิโรตม์ เขียนว่า
ในอดีตแม้แต่คนที่ radical มากๆ อย่างปรีดีก็หลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้อีกหลัง 2475 แม้กระทั่งงานปรีดีช่วงอยู่จีนหรือฝรั่งเศสก็แตะเรื่องแบบนี้เบาบาง อ้อมค้อม และต้องมีความเข้าใจบางแบบมากพอจึงจะเข้าใจสารของปรีดี อย่างนี้แปลว่าแท้หรือไม่แท้?
นี่ก็อีก แสดงความไม่เอาไหนสุดเลย
1. "หลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้" ตกลงเรื่องไหนนะครับ? แม้แต่พูดตรงๆว่า "ปรีดีหลีกเลี่ยงไม่พูดเรืองสถาบนกษัตริย์" ก็พูดไม่ได้หรือ? ทำไมกระจอกขนาดนี้ครับ
(note: อันที่จริง ปรีดีพูดอยู่ เรื่องสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่ไม่พูด แต่ถ้า "เรื่องนี้" ซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรที่ศิโรตม์ใช้นี่ คงไม่ได้พูดแน่)
2. การยกปรีดีในทีนี้ มาใน argument เรื่อง "แดง" แท้ ไม่แท้ (สังเกตคำสุดท้ายที่ศิโรตม์ใช้ "ปรีดี อย่างนี้แปลว่าแท้หรือไม่แท้" ผมอ่านแล้วจะบ้าตาย ปรีดีนี่ จะ "แท้" ไม่แท้ เรื่องอะไรครับ? มีใครบ้า คิดเรืองปรีดีแท้ ไม่แท้ ในบริบท "แดง") นี่ เรียกว่า anachronism(ผิดฝาผิดตัวผิดปริบท) อย่างแรงมากๆเลย ปรีดี ตายก่อนจะมีเสื้อแดง ไม่รู้กี่สิบปี ตัวอย่างนี้ จะยกมาให้เกี่ยวได้อย่างไร
ปัญหาสถาบันกษัตริย์ เป็นปัญหา สำหรับกรณีคนที่อ้างความเป็นนักวิชาการ อย่างคุณนี่แหละ
การเอาวาทกรรมความกล้าไว้แบล็คเมล์คนอื่นนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของการอุทิศตัวเอง ไม่ใช่การเรียกร้องคาดคั้น ถึงคาดคั้นก็เปลี่ยนคนไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรจากการคาดคั้น ยิ่งกว่านั้นคือทุกคนมีสิทธิถูกคนอื่นประณามแบบนี้ได้ตลอดเวลา
โห ใช้คำใหญ่ขนาด "แบล็กเมล์" เลย?
ประโยคนี้ก็เช่นกัน คือการ "ซ่อน" ด้วยความขี้ขลาดตาขาว ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนักวิชาการ แต่เอา คนอื่นๆ มาเป็น cover ให้ตัวเอง แล้วก็เลยว่า การถามประเด็นสถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่อง "แบ็คเมล์"
............
อันที่จริง คุณท่าที วางมาด แต่เอาเข้าจริง ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่องมานานแล้ว ไม่ต้องพูดเรือ่งสถาบันกษัตริย์ ก็ได้ครับ แค่เรื่อง วิพากษ์ นิธิ เสกสรรค์ ฯลฯ ท่ีไปร่วมกรรมการปฏิรูป วันก่อน ประชาไท สัมภาษณ์ตรงๆ ก็ยังไม่กล้า วิพากษ์ แม้แต่คำเดียว ทั้งที่ วางมาด ไปเขียนที่ fb ตัวเองก่อน
(ส้ัมภาษณ์ศิโรตม์ที่กล่าวถึง http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30866
คำวิจารณ์ของผม http://www.prachatai3.info/node/30866/talk#comment-328301
ปล. สำหรับท่านที่อาจจะงง ศิโรตม์เขียนบทความนี้ เนื่องจากมีการโต้กันระหว่างเขากับคนอื่นทาง fb ซึ่งความจริงประเด็นที่โต้ มีรายละเอียดเฉพาะ ถ้าศิโรตม์จะยกเรืองนั้นมาโต้ ก็ควรยกมา อธิบายให้หมด แต่นี่ เปล่า กลับมาทำเป็นขยายความ พูดถึงประเด็นนี้ ในลักษณะทั่วไป เสียใหญ่โตแบบนี้ อย่างนี้เรียกว่ากระจอกเหมือนกันครับ
สรุปแล้ว วางมาดให้น้อยๆลงกว่านี้ ก้มหน้าก้มตาศึกษา และคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้ แล้วค่อยๆ แสดงออกมาดีกว่า อายุยังไม่มาก ยังมีเวลาสำหรับ "ดัง" อีกหลายปี ไม่ต้องรีบ โดย"กลวง"แบบนี้
อ้อ อีกอย่าง ขอทีเหอะ เรื่อง เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ ให้ตัวเองดูดีน่ะ
เมื่อตอนที่ไทยรักไทยถูกยุบพรรค เท่าที่จำได้ก็คือแทบไม่มีนักวิชาการคนไหนแสดงความคิดเห็นคัดค้าน
ไม่ทราบไปนอนหลับอยู่ในรูไหน พวกกลุ่มวรเจตย์ปิยบุตรเขาออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย ลงหนังสือพิมพ์ด้วย ผมก็เขียนตามเว็บบอร์ดอยู่
นี่คือของวรเจตน์ปิยบุตรและคณะ (ถ้าจำไม่ผิด ไทยรัฐพาดหัวเลยด้วยซ้ำเรือ่งนี้)
http://prachatai.com/journal/2007/06/12990
ศิโรตม์เองน่ะ ทีต้องพยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพราะอะไร เพราะจนถึงปี 2551 คือประมาณ 2 ปีเต็มๆหลังรัฐประหาร ศิโรตม์ ยังชูประเด็น "ไม่เอาทั้ง 2 ขั้ว" หรือ "ไปให้พ้นทั้ง 2 ขั้ว" อยู่เลยครับ (ดูที่ประชาไทสัมภาษณ์ "คู่" กับสุภิญญา) ไม่ต้องย้อนประวัติไปถึงปี 2549 ที่ขนาดพันธมิตรออกมาชูสถาบันกษัตริย์แล้ว ก็ยังหูหนวกตาบอด เชียร์การโค่นทักษิณอยู่ เมื่อ 2 ปีก่อน พอผมพูดเรืองนี้ ก็พยายามแก้ตัวเหมือนกัน สุดท้าย ผมยกหลักฐานมาให้ดูก็เถียงไม่ได้ ก็ "จ๋อย" ไป
คือตอนนี้ พยายามทำตัวให้ "แดงยิ่งกว่าแดง" หรือพยายามมาเขียนแบบนี้ ก็เพราะตัวเอง มีประวัติของความ "ยังโง่เขลา" อยู่นานมากนั่นเอง (อย่างกรณียุบไทยรักไทย นี่ที่ทำเป็น "ลืม" ว่าไม่มีนักวิชาการคนไหนคัดค้าน ก็เพื่อจะปกปิดที่ตัวเองขณะนั้น ยังบ้าเรืองแอนตี้ทักษิณ เรื่อง "ไม่เอา 2 ขั้ว" อยู่ ก็เลยพยายามเขียน ปวศ.ใหม่ ให้เหมือนกับว่า ทุกคน ไม่เเอาไหนเหมือนตัวเอง
ปล. อีกนิด เรือ่งที่ไปแขวะผม
ปล. อีกนิด เรือ่งที่ไปแขวะผม ทีเสนอให้มีการตั้งแกนนำเสื้อแดงใหม่ว ทำนองว่า "ถามกู (เสื้อแดง) หรือยัง" โดยไปแขวะทาง fb ที่ผมเข้าไปเขียนไม่ได้
ผมได้ไปตอบแล้วที่ คนเหมือนกัน ป่านนี้น่าจะเห็นแล้ว
แน่จริงลองเถียงสิครับ? หรือว่า ไม่กล้า ไม่มีปัญญา ได้แต่แขวะคนลับหลังเท่านั้น?
สำหรับคนทีไม่ได้อ่านกระทู้ของผมที่ คนเหมือนกัน
ผมได้ชี้ให้เห็นว่า การ "แขวะ" ของศิโรตม์เรื่องข้อเสนอตั้งแกนนำใหม่ (เพื่อขยายฐานในเมืองเป็นสำคัญ) เป็นเรือ่งที่ผมจะ "ตั้ง"(เอง) โดย ไม่ถามเสื้อแดง
เป็นการ "แขวะ" ที่อีเดียตสุดขีด เพราะที่ผมทำอยู่ คือ อะไรถ้าไม่ใช่ กำลัง "ถาม" คนเสื้อแดงอยู่น่ะ?
คนกำลัง"ถาม"อยู่ชัดๆ ว่ามีความเห็นอย่างไร ถ้าจะเสนอให้มีการตั้งแกนนำที่มีลักษณะขยายแนวร่วมมากขึ้น
ใครเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อยากเอาไปทำ หรือไ่ม่เอาทำ ผมก็ไม่ว่าอะไร
เพราะผมไม่ได้มีอำนาจอะไรจะไป "ตั้ง" แบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่ถามใครอยู่แล้ว
มีแต่คนอีเดียต และตรรกะพื้นๆแบบนี้ ก็ไม่เข้าใจ (แต่ดัดจริตวางมาด) จึงพูดออกมาได้ว่า "จะตั้งโดยไม่ถาม"
ศิโรตม์ แขวะ สมศักดิ์นี่
ศิโรตม์ แขวะ สมศักดิ์นี่
ทำได้ดี ทำได้ถุกต้อง เราชอบมาก
คนที่ชอบวางมาด
คนที่ชอบวางมาด ราวกับมีอะไรนักหนา เวลาเอาเข้าจริง โคตรกระจอกแบบนี้ ผมเกลียดฉิบ
ลองอ่านที่ยกมา 2 กรณีข้างบนก็แล้่วกันเพิ่งเกิดเร็วๆนี้ทั้งคู่
ไปโพสต์ใน fb เรือ่ง นิธิ เสกสรรค์ ฯลฯ ร่วมกรรมการปฏิรูป
แหม พอประชาไท สัมภาษณ์ ถามคำถามตรงๆ ด้วย กลับไม่กล้า จะวิพากษ์คนเหล่านั้น แม้แต่คำเดียว
และอีกตัวอย่างหนึ่งข้างบนนั้น
ข้อความที่ตัวเองเขียนแท้ๆ (quote แรกที่ผมยกมาข้างบน) ต้องใช้คำว่า "บางเรื่อง"
โถ แม้แต่เขียนตรงๆว่า "สถาบันกษัตริย์" ก้ยังไม่กล้าเขียน ทั้งๆทีในบริบทของข้อความนั้น เขียนมา ไม่มีทางโดนข้อหาอะไรทังสิ้น
คือ ประเภท "มาดดี ทีเหลว" ขนาดนี้ ยังไม่รู้ตัวเองอีก
ลองคิดดูเถอะ 2 กรณีทีเ่พิ่งยกมานี้ จริงๆเป็นเรืองเล็กขนาดไหน ปลอดภัยขนาดไหน ไม่เสียหายคนพูดขนาดไหน ถ้าจะพูดตรงๆ (ทั้งการวิพากษ์นิธิ ฯลฯ) และการใช้คำว่า "สถาบันกษัตริย์" ในข้อความข้างบน - แต่ก็ยังไม่มีปัญญาทำได้
คือเรียกว่า "กระจอกโดยสัญชาติญาณ" นะ คือ ถึงเวลา โดย "สัญชาติญาณ" อะไรที่จะต้อง "เอาจริง" นิดเดียว นี่จะไม่กล้าพูดโดยสัญชาติญาณเลยครับ
ผมไม่รู้จะส่ายหน้ายังไงแล้วครับ
จริงๆ
จริงๆ ไม่รู้เรื่องการเมืองลึกซึ้งอะไร แต่ก็สนใจ เวปคนเหมือนกัน เคยเข้าไปดู แต่ไม่ได้เป็นสมาชิก พักหลังก็ไม่ได้ดู คงต้องกลับไปค้นข้อมูลเก่าอย่างที่ อ.สมศักดิ์กล่าว มันเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวอ่านบทความของ คุณศิโรตม์แล้วไม่เห็นด้วยกับเขามากกว่าหลายเรื่อง (ไม่รู้จักเขาด้วย)
ศิโรตม์ ก็เหมือนยุกตินั่นแหละ
ศิโรตม์ ก็เหมือนยุกตินั่นแหละ ที่จริงโดยพื้นฐานเป็นคนเก่ง แต่ "เร่งทำคลอดตัวเอง" เร็วไปหน่อย เลยกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโตไปซะงั้น น่าเสียดาย
เวลาเห็นศิโรตม์ทำตาลอยๆแบบคนไร้ความรู้ กับยุกติที่เอาแต่พ่นคำท่องจำจากหนังสือ แล้วก็อดด่าสื่อมวลชนไม่ได้ว่า "มรึงไม่มีใครจะให้เอาไมค์ไปจ่อปาก" แล้วหรือ
แต่โปรดทราบนี่ไม่ใช่แนวร่วมสมสัตว์......
ที่สมสัตว์ว่าไม่มีใครยอมแตะ ยอมพูด ยอมวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ แม้ในขอบเขตที่กฎหมายให้ทำได้ เป็นมุมมองที่จะว่าจริงก็ได้ แต่เรื่องนี้(เรื่องวิพากษ์สถาบันกษัตริย์)ก็มีวิธีพูดถึงแบบอื่นได้เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น
เชื่อแน่ว่าคนอย่างสมสัตว์น่ะต้องได้ยินการวิพากษ์สถาบันกษัตริย์บ่อยๆ โดยอาจเกินขอบเขตกฎหมายด้วยซ้ำไป บางทีอาจได้ยินจากที่บ้านหรือสำนักงานของสมสัตว์เองนั่นแหละ
ข้อเท็จจริงนี้หมายความว่า คนวิพากษ์มีอยู่ เรื่องที่วิพากษ์มีอยู่ คนรับฟังการวิพากษ์ก็มีอยู่.......และช่องทางการวิพากษ์ก็มีอยู่ เพียงแต่ที่สมสัตว์หมายถึงก็คือเรื่องช่องทางการวิพากษ์นี่เอง คือไม่มีการวิพากษ์ผ่านช่องทางสาธารณะ หรือไม่มีการอภิปรายอย่างเป็นประเด็นสาธารณะ (ย้ำ..ทั้งๆที่สามารถทำได้ในขอบเขตกฎหมายนั่นแหละ)
ดังนั้นในสังคมของเราการวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ย่อมมีอยู่ทั่วไป เพียงแต่สมสัตว์อยากเห็นการอภิปรายอย่างเปิดเผย เปิดกว้าง โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการ ซึ่งหลายๆคนก็คงอยากเห็น เพียงแต่ไม่มีใครยอมเริ่ม สมสัตว์เองก็ขาดความสามารถที่จะริเริ่ม ทั้งๆที่น่าจะสันทัดจัดเจน์ใน กฎ กติกา มารยาท ในเรื่องนี้ดีพอๆกับพวกกูรูกอล์ฟรู้เรื่องกอล์ฟ
ดังนั้นเอาเสียเลย...ในฐานนะกูรู สมสัตว์ช่วยแจงหน่อยว่า มีประเด็นใดบ้างที่น่าอภิปราย ขอซัก 5 ประเด็นก็ได้ หรือมากกว่านั้นยิ่งดี เพราะต่อให้คนอ่านไม่กล้าร่วมวง แต่อย่างน้อยก็เอาไปคิดต่อเองได้บ้าง (ว่าแต่จีรนุชกำลังเทลจุกตูดจะยอมให้พื้นที่ป่าวแว๊...)
ปล.สมสัตว์น่าเขียนหนังสือขายสักเล่มนะ ให้ชื่อทำนองว่า "กฎ กติกา มารยาท ในการวิพากษ์สถาบันกษัตริย์" หรือ "วิพากษ์สถาบันกษัตริย์อย่างไรไม่ให้ติดคุก" รับรองติดอันดับขายดีแน่นอน
ดวง
นี่ไมอยู่ในรูไหนไม่ทราบครับ ผมไม่ใช่"ริเริ่ม"ครับ เขียนและพูดเรืองนี้มากว่า 10 ปีแล้ว เลย "ริเริ่ม" จนคนเขารู้กันทั่วเมืองไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีแล้ว
(คำนูญ แห่งผู้จัดการยังรู้เลย บอกว่าผมเขียนเรืองนี้มา 20-30 ปี - ดูรายการทาง ASTV หลัง "แผนผังล้มเจ้่า" - อ้อ สงสัยอยู่ในรูจนไม่รู้จัก "แผนผังล้มเจ้า" เหมือนกัน)
ปล. นอกจากคงอยู่แต่ในรูแล้ว นี่บัดซบขนาดเรียกชื่อคนอื่นไม่ได้?
คือจะวิพากษ์ผมยังไง นี่ ถ้าคิดว่า "แน่" ก็ตามสบายครับ แต่ไอ้ประเภทวิพากษ์ไม่ได้ มั่วมาอย่าประโยคข้างบน แล้วยังใช้วิธีเรียกชือแบบนี้ ยิ่งกว่าทารกอีกครับ
ขาดความสามารถที่จะริเริ่มหมาย
ขาดความสามารถที่จะริเริ่มหมายความว่าคุณเริ่มมาเป็นสิบปีแต่ไม่มีใครเอาด้วย
ไม่ได้วิพากษ์อะไรคุณเลย สาระสำคัญคือชวนคุณเสนอประเด็นอีกครั้ง ทำไมล่ะหรือเบื่อแล้ว?
ที่ผ่านมาท่วงทำนองในการเสนอของคุณมันอบอวลไปด้วยกลิ่น "เกลียดเจ้า" (คุณอาจไม่ได้กลิ่นแต่คนอื่นได้) ลองเสนอด้วยท่วงทำนองธรรมดาๆซิ ลองดูซิสักสี่ห้าประเด็น ที่สาธารณะควรวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ นี่ไม่ใช่ท้าทายหรือลองภูมิ แค่เสนอคุณอย่างตรงไปตรงมา
ผมว่าคนที่เที่ยวไปว่าคนอื่นกร
ผมว่าคนที่เที่ยวไปว่าคนอื่นกระจอก นี่กระจอกกว่านะ ชอบกดดันให้คนอื่นทำอย่างที่ตัวเองอย่างให้ทำเพื่อสนองอารมณ์ทางการเมืองของตัวเอง ผมไม่สนหรอกว่าพวกหอคอยเหล่านี้จะเป็นเทพ ที่มีความคิดสูงส่งแค่ไหน แต่คุณก็มักจะเก่งกันแต่ในรู ไม่ยอมออกพื้นที่อื่น(หรือถ้าออกก็น้อยมาก) ชอบเทศให้แต่กลุ่มคนเฉพาะกลุ่มฟังเท่านั้น วนอยู่กับเว็บไม่กี่เว็บ อ๋อมีหนังสืออีก แต่จะมีชาวบ้านกี่คนที่ได้อ่านบทความของคุณ
ศิโรตฒ์ สามารถพูดให้คนอื่น ที่นอกเหนือจากพวกทำกิจกรรมฟังอยู่ออกบ่อย แล้วพวกคุณล่ะดีแต่เห่าในรู เรียกร้องความสนใจ สร้างความสำคัญให้กับตัวเอง จ้องจับผิดแต่คนอื่น เอาแต่ตำรามาฟาดหัวข่มขู่คนอื่นไปวันๆ ชอบขึ้นขี่คนอื่น ประมาณว่า นักวิชาการนักเคลื่อนไหวจะต้องทำตามการชี้นำของเราเท่านั้น ถึงถูก มีแค่ข้อมูล ร.8 กับพคท.ก็หาแดก ได้ตั้งนาน ผมเห็นไปเวทีไหนก็วงแตกตลอดจนไม่อยากจะแลกเปลี่ยน คือถ้าทำได้ก็ทำเองเลย ไม่ต้องมาบอกให้คนอื่นทำ ทำเองเลยซิครับ อย่าได้แต่เสนอให้คนอื่นทำ
นี่ยึดแนวทางของคุณเลยนะ ชอบกดดันให้คนอื่นทำ ให้คนอื่นพูด คือถ้านักวิชาการนักเคลื่อนไหวคิดและพูดแบบคุณหมดจะสื่อสารกับคนอื่นยังไง คำบางคำ หรือจะใช่คำว่าอะไรก็แล้วแต่ คนอ่านเข้าใจความหมายก็น่าจะพอแล้วนี่ หรือต้องการแค่เอามันอย่างเดียว
ผมไม่เห็นอ.ศิโรตม์บอกว่าตัวเองแดงเลยนะ เป็นยังไงก็เป็นยังงั้นตลอด ท่าที่ก็แบบนี้ ก็เหมือนคุณ ที่มีท่าทีกวนตีนตลอด
ที่บอกว่า "คนอย่างคุณที่เป็นนักวิชาการ ที่มีเงื่อนไขจะพูดได้ แต่ไม่ยอมพูด" เขาก็พูดของเขาอยู่ ทำไมต้องพูดให้เหมือนคุณเหรอครับ ถึงเรียกว่าพูด ถึงเรียกว่าฉลาด แบบนี้ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานชัดๆ คุณโง่ ถึงขนาดไม่รู้เลยหรือว่า ความคิดทางการเมืองของศิโรตม์เป็นแบบไหน
คุณเองก็น่าจะรีบดัง นะครับ เวลาเหลือน้อยแล้ว เคลื่อนไหวมา สามสิบกว่าปีแล้ว จนป่านนี้ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ไม่เอาไหนจริง ๆ อุตส่าห์เก็บข้อมูลอ่านหนังสือตั้งหลายปี ได้เรื่องแค่เรื่องประวัติศาสตร์นิดหน่อย กว่าจะได้อ่านก็รอจนเหงือกแห้ง ยิ่งไม่มีคนกัดด้วยยิ่งรอนาน เพราะไม่มีใครเข้าอยากตอบโต้ด้วย เพราะคุณชอบสร้างเหตุผลมาสนับสนุนธงตัวเอง
ปล.ผมไม่ใช่นักวิชาการนะเป็นแค่ประชาชนที่ อ่านงานของคุณมาบ้าง แต่บางครั้งผมรู้สึกว่าคุณชอบกัดคนอื่นเกินไป คือบางครั้งผมรู้สึกว่าคุณชอบต้อนคนอื่น กดดัน อยากเอาปากคุณไปไว้บนปากคนอื่น
ผมว่าคนที่เที่ยวไปว่าคนอื่นกร
ผมว่าคนที่เที่ยวไปว่าคนอื่นกระจอก นี่กระจอกกว่านะ ชอบกดดันให้คนอื่นทำอย่างที่ตัวเองอย่างให้ทำเพื่อสนองอารมณ์ทางการเมืองของตัวเอง ผมไม่สนหรอกว่าพวกหอคอยเหล่านี้จะเป็นเทพ ที่มีความคิดสูงส่งแค่ไหน แต่คุณก็มักจะเก่งกันแต่ในรู ไม่ยอมออกพื้นที่อื่น(หรือถ้าออกก็น้อยมาก) ชอบเทศให้แต่กลุ่มคนเฉพาะกลุ่มฟังเท่านั้น วนอยู่กับเว็บไม่กี่เว็บ อ๋อมีหนังสืออีก แต่จะมีชาวบ้านกี่คนที่ได้อ่านบทความของคุณ
ศิโรตฒ์ สามารถพูดให้คนอื่น ที่นอกเหนือจากพวกทำกิจกรรมฟังอยู่ออกบ่อย แล้วพวกคุณล่ะดีแต่เห่าในรู เรียกร้องความสนใจ สร้างความสำคัญให้กับตัวเอง จ้องจับผิดแต่คนอื่น เอาแต่ตำรามาฟาดหัวข่มขู่คนอื่นไปวันๆ ชอบขึ้นขี่คนอื่น ประมาณว่า นักวิชาการนักเคลื่อนไหวจะต้องทำตามการชี้นำของเราเท่านั้น ถึงถูก มีแค่ข้อมูล ร.8 กับพคท.ก็หาแดก ได้ตั้งนาน ผมเห็นไปเวทีไหนก็วงแตกตลอดจนไม่อยากจะแลกเปลี่ยน คือถ้าทำได้ก็ทำเองเลย ไม่ต้องมาบอกให้คนอื่นทำ ทำเองเลยซิครับ อย่าได้แต่เสนอให้คนอื่นทำ
นี่ยึดแนวทางของคุณเลยนะ ชอบกดดันให้คนอื่นทำ ให้คนอื่นพูด คือถ้านักวิชาการนักเคลื่อนไหวคิดและพูดแบบคุณหมดจะสื่อสารกับคนอื่นยังไง คำบางคำ หรือจะใช่คำว่าอะไรก็แล้วแต่ คนอ่านเข้าใจความหมายก็น่าจะพอแล้วนี่ หรือต้องการแค่เอามันอย่างเดียว
ผมไม่เห็นอ.ศิโรตม์บอกว่าตัวเองแดงเลยนะ เป็นยังไงก็เป็นยังงั้นตลอด ท่าที่ก็แบบนี้ ก็เหมือนคุณ ที่มีท่าทีกวนตีนตลอด
ที่บอกว่า "คนอย่างคุณที่เป็นนักวิชาการ ที่มีเงื่อนไขจะพูดได้ แต่ไม่ยอมพูด" เขาก็พูดของเขาอยู่ ทำไมต้องพูดให้เหมือนคุณเหรอครับ ถึงเรียกว่าพูด ถึงเรียกว่าฉลาด แบบนี้ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานชัดๆ คุณโง่ ถึงขนาดไม่รู้เลยหรือว่า ความคิดทางการเมืองของศิโรตม์เป็นแบบไหน
คุณเองก็น่าจะรีบดัง นะครับ เวลาเหลือน้อยแล้ว เคลื่อนไหวมา สามสิบกว่าปีแล้ว จนป่านนี้ ยังไปไม่ถึงไหนเลย ไม่เอาไหนจริง ๆ อุตส่าห์เก็บข้อมูลอ่านหนังสือตั้งหลายปี ได้เรื่องแค่เรื่องประวัติศาสตร์นิดหน่อย กว่าจะได้อ่านก็รอจนเหงือกแห้ง ยิ่งไม่มีคนกัดด้วยยิ่งรอนาน เพราะไม่มีใครเข้าอยากตอบโต้ด้วย เพราะคุณชอบสร้างเหตุผลมาสนับสนุนธงตัวเอง
ปล.ผมไม่ใช่นักวิชาการนะเป็นแค่ประชาชนที่ อ่านงานของคุณมาบ้าง แต่บางครั้งผมรู้สึกว่าคุณชอบกัดคนอื่นเกินไป คือบางครั้งผมรู้สึกว่าคุณชอบต้อนคนอื่น กดดัน อยากเอาปากคุณไปไว้บนปากคนอื่น
CHAI wrote: ที่บอกว่า
นี่เรียกว่า อ่านหนังสือไม่เป็น คิดไม่เป็นจริงๆ (สงสัยสมองจะเล็กจัด)
1. "เขาก็พูดของเขาอยู่" พูดอะไรครับ? "บางเรื่อง" "เรื่องนี้" ทั้งๆที่ต้องการจะให้หมายถึง "สถาบันกษัตริย์" อย่างนี้ ไม่มีมนุษย์ทีีเหตุผลที่ไหน เขาเรียก "พูดของเขาอยู่" ครับ เขาเรียก ไม่กล้าพูด กระจอก ไม่มีกึ๊น
"แบบนี้ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานชัดๆ"
นี่ผมจะ "สอน" อะไรให้หน่อยนะ เผื่อจะฉลาดขึ้นมาบ้าง ไม่พูดอะไรเฉิ่มๆแบบนี้
มีใครในโลกที่ไมได้ใช้ (ความคิด)"ตัวเอง" เป็นบรรทัดฐานบ้างครับ
ที่คุณเพิ่งเขียนมา ก็คือใช้(ความคิด)"ตัวเอง"เป็นบรรทัดฐานทั้งนั้น
ต่อให้อ้าง (สมมุติ) ทฤษฎีของ ใครสักคนหนึ่ง ก็ยังเป็น (ความคิด)"ตัวเอง" อยู่นั่นเอง เพราะการที่่ตัวเองต้องตัดสินใจเอาความคิดนั้นมาอ้างเป็น(ความคิด-บรรทัดฐาน)"ตัวเอง"
ถ้าตัดเรื่องส่วนตัวกับคุณสมศั
ถ้าตัดเรื่องส่วนตัวกับคุณสมศักดิ์ออกไป ผมว่าบทความนี้ก็มีแง่คิดที่ดีนะ เพราะว่าคนเสื้อแดงหลายคนก็มีทัศนคติแบบนั้นจริงๆ
ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ครับ
ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ครับ ประเด็นชัดเจน แต่ฮาร์ดคอร์ไปหน่อย อิอิ :P
ดวง
แหมพอเถียงไม่ได้ เปลี่ยนประเด็นเลยนะครับ
"ขาดความสามารถที่จะริเริ่ม" กลายเป็น "เริ่มมาเป็นสิบปีแต่ไม่มีใครเอาด้วย" แล้วนะครับ?
ถ้า "ขาดความสามารถที่จะริเริ่ม" จะเรียกว่า"เริ่มมาเป็นสิบปี.." ได้อย่างไรไม่ทราบ
คือคนเรา ถ้าพูดอะไรแบบไ่ม่คิด (ลองกลับไปอ่านที่เขียนมาตอนแรกดู) แล้วคนอื่นชี้ให้ สิ่งที่ควรทำแบบ "แมนๆ" คือ ยอมรับเสียเถอะว่า ที่พูดไปมันผิด
ส่วนย่อหน้าหลัง ถามจริงๆเหอะ เคยอ่านของผมหรือเปล่า
ถ้าไม่เคย ลองไปอ่านก่อนที่จะมาพูดแบบนี้ มันเชยว่ะ
("ลองดูซิสักสี่ห้าประเด็นที่สาธารณะควรวิพากษ์สถาบันกษัตริย์" โธ่ ไมใช่ 4-5 ประเด็นครับ เขียนไปไม่รู้กี่สิบประเด็นแล้วครับ ก่อนจะพูดอะไรแบบพล่อยๆในครั้งแรก และในครั้งนี้ ควรลองศึกษาดูก่อนว่า สิ่งที่ตัวพูดน่ะ จริงๆเป็นอย่างไร
(อย่างที่บอกว่า ขนาด ผู้จัดการ ยัีงรู้ (และเอาไปพูดหลายครั้ง) เลยว่า ผมพูดเรื่องสถาบันฯว่าอยา่งไรบ้าง)
คุณสมศักดิ๋ ยิ่งแก่ สันดาณ
คุณสมศักดิ๋ ยิ่งแก่ สันดาณ ยิ่งออก ชาวสวนกุหลาบ ต่างเอือมระอา
..............ท้ายสุด................... สมศักดิ์ คิดดี คิดถูก ฝ่ายเดียว
เราพูดกันมานานแล้วว่าปัญหาประ
เราพูดกันมานานแล้วว่าปัญหาประชาธิปไตยคือประชาชนโง่
นักการเมืองเลว ทหารทำรัฐประหาร
แต่ฝ่ายเหลืองบอกว่า ทหารทำรัฐประหารนี่ปลายเหตุนะ ต้นเหตุคือสองอย่างแรก ฉะนั้น รปห.จึงยอมรับได้
แดงบอก รปห.นี่แหละคือปัญหาหลัก มันไม่ยอมให้ประชาชนเข้มแข็งด้วยตัวเองตามกระบวนการประชาธิปไตย
แต่ดูแค่ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ 19 กันยา 49 เป็นต้นมา
ถ้าจะมาเถียงกันแค่เรื่องประชาชนโง่ นักการเมืองโกง รปห.เลว แค่นี้จะ "พอเพียง" ไหม
"พอเพียง" หมายถึง "มีเหตุผล" คือมันมีเหตุผลไหมที่จะไม่พูดถึงปัญหาของสถาบันกษัตริย์ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับกองทัพ ฯลฯ กระทั่งการตั้งคำถามต่อการปกป้องการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างเป็นสาธารณะว่า การปกป้องเช่นนั้นมันขัดต่อหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยหรือไม่?
มันมีเหตุผลหรือที่เราจะไม่พูดถึงตัวละครทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาประชาธิปไตย?
ถ้าไม่พูดถึงมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร?
ที่บอกว่าสู้ๆกันอยู่นี้ เราสู้กับอะไร?
สู้กับ "ปัญหาจริงๆ" ไหม?
คือนำองค์ประกอบทุกส่วนของปัญหามาพูดถึงอย่างจริงจัง
เรียงลำดับความสำคัญให้เห็นกันตรงๆได้ไหม?
ถ้าไม่ได้แล้วจะหาทางออกกันยังไง?
รอรัฐประหารรอบใหม่อีกหรือ รัฐบาลแห่งชาติหรือ...
ในคู่ขัดแย้ง
ในคู่ขัดแย้ง บางคนเลือกจะอยู่ในคอกวาทกรรมที่ขังตนเองไว้ หาเหตุผลชุดความจริงเฉพาะที่สนับสนุนหล่อเลี้ยงร่างทรง ขับไสคนที่ตั้งคำถามพยายามรื้อวาทกรรมที่ตนยึดมั่น ให้ไปอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งหรือไม่ก็ฝั่งตรงข้ามคู่ขัดแย้ง ถ้าการมีชีวิตอยู่เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความเชื่อในคอกความคิดตน โดยไม่พยายามหาเหตุผลหรือตั้งคำถามนำไปสู่ทางออกของสังคมได้ พวกนี้ก็ปลอดภัยในคอกที่คิดว่ากล้าหาญไปวันๆ แต่คนที่พยายามรื้อตนเองออกจากคอกหาข้อดีข้อเสีย กล้าวิพากษ์วาทกรรมที่ครอบงำตน ยอมไปอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งเพื่อพยายามหาระเบียบใหม่ระหว่างกลางของคู่ขัดแย้ง ยอมเจ็บปวดที่ถูกผลักไสมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีพวก กลายเป็นของปลอมของเทียมไป ผมว่าคนพวกนี้นี้กล้าหาญกว่านะครับที่จะมีชีวิตอยู่ในภาวะก้ำกึ่งนี้ แต่การจะหาทางออกให้กับสังคมบางทีเราก็ตั้งคำถามแบบสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกระหว่างกลางของคู่ขัดแย้งนั้น ผมกลับคิดว่าคนที่จมปลักในคอกวาทกรรมตนที่สนับสนุนความเชื่อไปเรื่อยๆ ปลอดภัยใน safe mode ที่ไม่เคยหาทางออกที่เป็นจริงได้ในคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่คนที่กล้าหาญเลยครับ อาจจะต่อสู่กับคู่ขัดแย้งที่มีอำนาจมากกว่าก็จริง แต่ขี้ขลาดที่จะไม่ยอมเจ็บตัว ไม่กล้ารื้อตนเองออกมาเผชิญหาระเบียบใหม่ในการหาทางออกกับสังคม ไม่รู้ว่ากรอบวิธีคิดแบบไหนจะสร้างสรรค์กว่ากัน
aminluv
ฮาร์ดคอร์แบบนี้แหละ ชอบ อิอิ :D
ไป่ wrote:ในคู่ขัดแย้ง
ผมว่ามันไม่ได้อยู่ที่ "วาทกรรมที่ตน (ใครก็ตาม) ยึดมั่น" หรือใครกล้าหาญกว่าใคร
ปัญหามันอยู่ที่ความจริงคืออะไร เรา (สังคมนี้) พูดถึงความจริงทั้งหมดได้ด้วยเหตุผลอย่างเต็มที่ไหม
เช่น ถ้าความจริงของปัญหามันเกี่ยวข้องกับ ประชาชน นักการเมือง กองทัพ สถาบันกษัตริย์ เรา (สังคมนี้)
สามารถพูดถึงความจริงทุกแง่ทุกมุมของ ประชาชน นักการเมือง กองทัพ สถาบันกษัตริย์ ได้อย่างเท่าเทียมกันไหม
ถ้าพูดได้เต็มที่แค่ 3 ส่วน ยกเว้นไว้ 1 ส่วน แล้วจะกระจ่างในความจริงทั้งหมดได้อย่างไร
จะแก้ปัญหากันอย่างไร (ถึงจะไม่มีรัฐประหารอีก ฯลฯ)
ที่สำคัญมันมีเหตุผลรองรับไหมว่าทำไมต้องยกเว้นไม่พูดถึงความจริงอีก 1 ส่วน!
ผมว่าอาการประสาท
ผมว่าอาการประสาท ที่สะท้อนความพ่ายแพ้ของเสื้อแดง ซึ่งรู้ดีว่า ตัวเองไม่มีสิ่งที่เรียกว่า เหตุผล พอที่จะยืนหยัดต่อสู้ในสงครามนี้แล้ว ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธี ของคนสิ้นคิด และหมดท่า วิธีธรรมดาๆ ของ คนขี้แพ้ทุกๆคน นั่นคือ กด ข่ม ประนามคนอื่นลงให้ดูต่ำกว่า โดยอาศัยเพียงแค่ใช้คำพูด คำพูดอะไรก็ได้ ที่ไม่มีที่มา ที่ไป ที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งจะทำให้ตัดปัญหาเรื่องการใช้เหตุผลไปได้ ดังนั้นเสื้อแดงจึงประดิษฐ์ คำว่า สลิ่ม ขึ้นมา อิ อิ สำหรับผม นั่นคือ คำสารภาพ นั่นคือสัญญาน ของความสิ้นท่าแล้ว ของเสื้อแดง เท่าที่รู้ เราไม่เคยเห็นว่าเสื้อเหลืองประดิษฐ์คำขึ้นมากด มาข่ม พวกเสื้อแดงแต่อย่างใด มีแต่คำอย่างเช่น รากหญ้า ไพร่ ชนชั้นล่าง ซึ่งใช้กันทั่วไป และอาจจะใช้โดยเสื้อแดงเองมากกว่าคนอื่น ด้วยซ้ำ ยิ่งมามีอาการ สับสน วุ่นวาย แตกขบวน แตกคอกันเอง ภายในกลุ่ม ในก๊ก ของตนเอง มีแดงแท้ แดงเทียม แดงสลิ่ม แดงเทพ อย่างที่กำลังเห็นกันอยู่นี้ ถ้าเป็นสามก๊ก ก็เรียกว่า เห็นกันจนเบื่อแล้ว ไอ้ฉากนี้ ก่อนกองทัพจะแตก เราจะเห็นฉาก สับสนอลหม่านไล่แทงไล่ฆ่า ไล่ด่ากันเองแบบนี้นี่แหละ ฉากจบของผู้แพ้ มันก็ซ้ำๆซากๆ น่าสมเพชยิ่งแล้ว อิ อิ อิ.
แค่การไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตร
แค่การไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ นี่เรียกว่ากระจอก ไม่มีกึ๊นหรอครับ เท่าที่ผมจำได้ มีช่วงหนึ่งที่มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง (ประมาณปี 48)เข้าไปโพสวิจารณ์สถาบันกษํตร์อย่างบ้าบิ่น ตอนนั้น คุณยังบอกว่าเนี่ยพวกนี่ทำให้คุณทำงานลำบาก (ผมหาหลักฐานไม่ได้ แต่ผมจำได้แน่ๆ) พอมีคนสู้่เรื่องนี้ในแนวทางของเขา คุณก็บอกไม่ดี (ต้องทำแบบคุณบอกเท่านั้น) มีหลายกรณีแล้ว บางครั้งการต่อสู้เรื่องสิทธิ เช่นกรณีของคุณโชติศักดิ์ คุณก็ยังวิจารณ์ ทั้งๆ ที่เขามีความกล้าทีจะต่อสู้ และผมคิดว่าทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมได้มากกว่าประวัติศาสตร์ที่พึ่งสร้างแน่ๆ (ไม่ใช่ว่างานคุณไม่ดีนะ แต่มันรับรู้เฉพาะกลุ่มว่ะ) แต่คนที่เคยมีผลกระทบ มากมายทางด้านจิตใจ ของเหตุการณ์ 6 ตุลา คนที่เจ็บแค้นมากมาย ทำได้แค่นี้ผมว่าน้อยนะครับ การที่จะพูดคำว่าสถาบันกษัตรย์ ผมไม่เห็นจำเป็นเลยที่จะต้องพูดในที่สาธารณะ ถ้าคุณไม่ได้มีภาพของคนวิพากษ์สถาบันกษัตรย์อยู่ก่อนแล้ว การมีภาพเป็นนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องวิพากษ์ หรือ ต้องใช้คำว่า สถาบันกษัตรย์ ในพื้นที่บางพื้นที่เลย แต่ในพื้นที่บางพื้นที่เขาอาจจะทำ และก็ไม่เห็นต้องมารายงานให้คุณทราบเลยนี่่ครับ
แล้วไงครับเรื่องบรรทัดฐาน บรรทัดฐาน-ความคิดของคุณฉลาด ของคนอื่นโง่อย่างนั้นหรอ และจะต้อง(บังคับ)ให้คนอื่นมาใช้แนวคิดใช้คำแบบคุณหรอ "คนอย่างคุณที่เป็นนักวิชาการ ที่มีเงื่อนไขจะพูดได้ แต่ไม่ยอมพูด" มันจะเป็นจะตายหรือไง แค่ไม่พูดคำว่า "สถาบันกษัตรย์" ต้องไม่ลืมว่า แต่ล่ะคนก็ยืนอยู่คนล่ะจุดนะครับ(แม้จะพื้นที่เดียวกัน) พวกที่เป็นนักกฎหมาย ออกมาพูดเรื่องกฏหมายก่อนใคร(5นิติฯ) ก็ถูกแล้ว ด้านประวัติศาสตร์แบบคุณก็ทำในแบบของคุณไป บางคนเขาทำงานมวลชน ทำงานเคลื่อนไหว (แบบลงพื้นที่นะไม่ใช่หอคอย) ก็ปล่อยเขาทำไป ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันไปถ้าไม่เห็นด้วย (ไม่ใช่ใช้ท่าทีแบบคุณแน่)
ผมลองทำหน้าซื่อๆ เหมือนไม่รู้ เดินไปถามคนที่ทำงานผม (4คน) ว่า รู้จัก ศิโรตม์ หรือป่าวครับ เขาบอกว่า รู้เคยเห็นในรายการทีวี บางคนก็บอกว่า อ๋อ เขาเป็นนักวิชาการ เป็นพวกเสื้อแดงนี่คนนี้(แต่เจ้าตัวไม่เคยบอกว่าเป็น) คือทั้ง 4 คนรู้จักหมด แต่พอถามว่ารู้จัก สมศํกดิ์ เจียมธีรสกุลหรือป่าว แต่ล่ะคนตอบสั้นๆ ว่า"ไม่รู้จัก"และผมก็ลองถามว่า แล้วรู้จัก อ.ปิยบุตร หรือป่าว ก็ได้คำตอบแบบเดียวกับของคุณ นี่มันสะท้อนอะไร ครับ
เขาทำงานในวงกว้างมากว่าคุณ แต่คุณทำงานในวงแคบ (แต่คุณภาพจะดี) การนำเสนอมันย่อมแตกต่างกัน คุณกล้าออกจากรู มาเล่นแบบเขา แบบ อ.สุธาชัย หรือป่าวล่ะครับ คุณแม่งทำงานสบายกว่าคนพวกนี้เยอะ อยากพูดอะไรก็พูด เพราะมีไม่กี่คนฟังไม่กี่คนอ่าน แต่ผม ชอบอ่านงานคุณนะ ถ้าเจอผมจะอ่านเป็นชิ้นแรก โดยเฉพาะการนำข้อมูลมาเสนอต้องยอมรับเลยว่าดีมากรู้สึกว่าคุ้มกับการอ่าน แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องชอบไปด่าคนอื่นกวนตีนคนอื่น ผมว่าบางที่มากกว่าที่ไปด่าฝ่ายนิยมเจ้าเสียอีก
ผมรู้จัก อ. สมศักดิ์
ผมรู้จัก อ. สมศักดิ์ ผ่านการอ่านงานของแกมาหลายชิน แต่ผมแทบจะไม่รู้จักศิโรตน่ะ นึกหน้าไม่ออก รู้แค่ว่าเขียนคอลัมน์อยู่ประชาไทแต่ดันมีนามสกุลคล้ายรมต.ปชปที่รวยเพราะแต่งงาน ....
จะว่าไปแล้วจะไปบอกว่า อ.สมศักดิ์แกล้มเหลวในสิ่งที่ริเริ่มมาหลายสิบปีก็ไม่ได้หรอก ... ถ้าแกล้มเหลวจริง ศอฉ จะเอาชื่อไปขึ้นในเครือข่ายล้มเจ้าหรือ ... ถ้าล้มเหลวจริงทำไมต้องบล็อกบอร์ดคนเหมือนกันละ ... คิดว่าหลายคนมากที่ตาสว่างก็เพราะได้อ่านงานของแก โดยส่วนตัวผมอ่านงานของแกเกี่ยวกับ ร.8 นี่ผมว่าเขียนได้สนุกน่าติดตามไม่แพ้อกาธา คริสตี้ เลย แถมตอนท้ายมีอารมณ์กินใจด้วย ... ส่วนงานชุด ประวัติศาสตร์ที่พึ่งสร้าง นี่ก็น่าจะเป็นหนังสือต้องห้ามที่ต้องอ่านในวิชาสังคมศึกษาของเด็กไทย
ตกลงสมสัตว์ก็ไม่ยอมเสนอ
ตกลงสมสัตว์ก็ไม่ยอมเสนอ ด้วยการอ้างว่า "เคยเสนอมามากแล้ว" (ใครสนใจไปค้นอ่านดูเอาเอง) ระวังจะมีคนเข้าใจว่าที่ไม่ยอมเสนอ ก็เพราะเกิดขี้ขลาด ไม่มีกึ๋น ไร้กระดูกสันหลังขึ้นมากระทันหัน
ยังยืนยันว่าสมสัตว์ขาดความสามารถที่จะริเริ่ม เพราะพยายามมาเป็นสิบปีแต่ไม่มีใครเอาด้วย เนื่องจากเสนอด้วยท่วงทำนองเลี้ยงหมาไว้ในปากนั่นเอง
ดวง
สมศักดิ์แม้จะปากร้ายชอบวิจารณ์คนอื่นด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่เนื้อหาที่สมศักดิ์เสนอก็เป็นประเด็นที่มีเหตุผลรับฟังได้ ไม่ได้ด่าเอามันเหมือนบางคน ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นอิสระของทุกคน คนที่เขารู้จักสมศักดิ์เคยติดตามงานของสมศักดิ์ย่อมเข้าใจดีว่าสมศักดิ์เคยเสนออะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้
มีแต่คนที่เอาหัวมุดทรายเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าสมศักดิ์เคยเสนออะไรบ้าง แถมยังชอบด่าคนอื่นแบบเอามันขาดหลักฐานและเหตุผลสนับสนุน ต่อให้คนที่หัวใจเหลืองแต่ยังมีเหตุผลเหลือบ้างก็ยังดูออกว่า คำพูดแบบนี้น่าเชื่อแค่ไหน ลองอ่านความเห็นตัวเองใหม่อีกรอบแล้วทบทวนใหม่ว่าเป็นอย่างที่ผมวิจารณ์หรือไม่?
พวกแดงจะต้องหา “ตัวตน” หรือ
พวกแดงจะต้องหา “ตัวตน” หรือ “อัตลักษณ์” ของตัวเอง ให้เจอเสียก่อน
เพราะสังคมส่วนใหญ่จะมี “Bad Impression” กับกลุ่มแดง
ว่า เป็น พวกป่วนเมือง, เผากรุง (ครั้งที่ 3), เป็นเหยื่อนักการเมืองขี้ฉ้อ,
หมิ่นเบื้องสูง ฯลฯ
จะต้องเปลี่ยน “ภาพลักษณ์” ใหม่ ครับ กล่าวคือ
ต้องชุมนุมแบบสร้างสรรค์ แบบ “บ.ก. นิ้วกลาง” (ท่านสมบัติ)
สลัดคราบ Hard core ชวนทะเลาะ และ
ต้องตัดขาดจาก “จตุพร” ท่านหัวหน้าเผ่า (ตู่ซี่)
ต้อง “ประณาม” พวกชอบใช้ความรุนแรง
พวกวางระเบิด และ พวกชายชุดดำ !
เข้ากระบวนการ “ปรองดอง” เหมือนชาวบ้านเขา
อย่าทำตัว “แปลกแยก”
ทำได้ดั่งนี้ “ภาพพจน์” จะดีขึ้น
การเคลื่อนไหว หรือเรียกร้อง อะไร ก็จะได้มี “น้ำหนัก” (Weight)
หรือ แม้แต่ เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” (ถ้าคิดว่า “ชอบมัน" จริง)
ก็สามารถ “ทำได้” อย่างมีประสิทธิภาพ….
“คิดผิด คิดใหม่” ได้ หรือ “เดินทางผิด ก้าวเดินใหม่” ได้ครับ....
ยุทธศาสตร์ชองอาจารย์เช้าใจได้
ยุทธศาสตร์ชองอาจารย์เช้าใจได้ แถมดีมากๆด้วย (อันนี้หมายถึงเป้าหมาย)
แต่ยุทธวิธี..อันนี้...
อาจารย์ลองเปลี่ยนสักนิดจะดีมั้ย (หมายถึง..วิธีการ)
เช่น..
อาจารย์ออกมานำเองเลย
อาจารย์ให้นอมินีนำ
ทำสารคดี
ทำเป็นละคร
แสดงเชิงสัญล้กษณ์
แจกซีดี
...และอีกหลากหลายวิธี
ตึงอันนี้หน่อย หย่อนอันนี้บ้าง อ้อมนิด ตรงหน่อย
แทนที่จะเส้นตรงอย่างเดียว...อันนี้มันเครียดนะครับ ไม่เป็นผลดีกับอาจารย์ด้วย (กลัวตายซะก่อน)
เพราะบัวยังมีสี่เหล่าเลย ต้องหาวิธีที่ทำให้สี่เหล่านี้เข้าใจให้ได้
อาจารย์เป็นครู...น่าจะทำได้นะครับ
อาจารย์ตอบผมในกรณีที่ผมเสนอไปหน่อยว่ามีความเป็นอย่างไรบ้างก็ดีนะครับ
ปล.อย่าหายไปเฉยๆละ
ความจริงมันเป็นเสน่ห์ของอ.สมศ
ความจริงมันเป็นเสน่ห์ของอ.สมศักดิ์ นัก วิพากษ์แบบใช้ตรรกะและเหตุผลอยากมาก
ถ้าคุณดวงจะวิพากษ์แก ก็ควรใช้ตรรกะที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่วิพากษืเพราะอารมณ์เกลียด....เพราะเท่าที่ผ่านมาเวลาสมศักดฺวิจารณ์เจ้าก็ไม่มีกลิ่นอายของควมเกลียดเท่ากับที่คุณวิจารณ์เขา
นักวิชาการก็ต้องสู้กับนักวิชา
นักวิชาการก็ต้องสู้กับนักวิชาการมิใช่รึ????
จะไห้ลงไปทำแบบนักเคลื่อนไหว(จัดตั้ง)นี่ต้องสองบทบาทเลยนะ...
ยากหว่ะ....แต่ถ้าทำได้ก็ดี
แช่ม wrote:พวกแดงจะต้องหา
คุณแช่ม Alternative?
วันนี้มาแปลกน๊าค๊า
แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ ^^
ครับพึ่งมีเวลาได้อ่าน(ตอนแรกเ
ครับพึ่งมีเวลาได้อ่าน(ตอนแรกเข้าใจว่าโต้แค่เรื่องสลิ่ม) แต่อ่านแล้ว จริงๆศิโรฒ สะท้อนเนื้อหาของความต่าง แม้แต่สีแดง ยังมีแดงแป๊ด ,แดงเลือดอาบ แดงเลือดนก, แดงซ้ำเลือดซ้ำหนอง,แดงซกเล็กฯลฯ
เพราะนั้นสะท้อนมาจากตัวตนของความต่างที่มีจริตมาจากการสะสมบารมีกรรมหรือผลรวมของการคหกรรม ตามจริตภายใต้รัสมีเส้นรอบกรรมเฉพาะคนนั้นอัตตานั้นที่มีคุณลักษ์เฉพาะตัวเลียนแบบกันไม่ได้แม้กระทั้งมนุษย์โคลนนิ่งที่เหมือนหรือก็อปได้แค่แค่กายภาพแต่ก็อปปี้ประสบการณ์ประสบกรรมกันไม่ได้ในเชิงจิตวิญญานเฉพาะตัวนั้นคือเงื่อนไขความต่าง?
ที่จะแยกให้ชัดๆง่ายก็คือ ทั้งคุณวุฒิ ,วัยวุฒิ ,วุฒิภาวะ,วุฒิการศึกษาที่สะสมผ่านผัสสะอายตนะสิ่งแวดล้อมการการพัฒนาผ่านเงื่อนไขต่างๆกัน? จนสร้างเป็นจริตเฉพาะตัวฉายออกมาเป็นเฉดสีเฉพาะ วิธีการแสดงออกเฉพาะ,นำเสนอในแบบตัวเองเฉพาะ
นั้นคือสิ่งที่ศิโรฒพยายาชี้?เฉดของสีแดง จนคุณสมศักดิ์บอกว่าอ่อน? จะพูดถึงสถาบันฯยังไม่กล้าเอ๋ยถึงคำว่าสถาบันฯ แต่เงื่อนไขการเสิร์ฟเรื่องเกี่ยวกับสถาบันโดยที่ไม่ต้องพูดเรื่องสถาบัน แต่ให้ผลอย่างมีพลัง ลดแรงเสียดทาน ลื่นหูคนฟัง,รสไม่จัดจ้าน หรือมันดิบๆเถื่อน แบบแดงเลือดอาบ ลาบเลือดซกเล็ก
แต่การเสิร์ฟเรื่องเดียวกัน ของเมนูคหกรรมเรื่องเนื้อเดียวกัน บางทีเสิร์ฟผ่าน เมนูสะเต๊กเพราะเป็นด็กนร.นอก หรือเน้นดิบๆเถื่อนๆ ดุเดือดแบบลาบเลือดซกเล็ก,ลาบ,ลู๋,ก้อยเนื้อ
แต่ทั้งหมด มันขึ้นกับระดับความคุ้นลิ้นคนไทย? กับวิธีการเสิร์ฟสารอาหารข้นขลักอย่างไข่ปลาคาเวียร์ หรือปลาดิบ,(เนื้อเหมือนกัน)โดยที่ตัวตนคนไทยกี่คนรับได้? มันก็คือปัญหาอุปสรรคของการเสิร์ฟหรือแนะนำเหมือนกัน?
แต่ วิธีการที่นำเสนอความจริงที่เชื่อว่ามีโภชนาการ ทางปชต.แบบคุณสมศักดิ์ ที่เน้นฮาร์ดคอร์ ตรงๆบนเงื่อนไขแรงเสียดทานสูง จนที่สุดเจอตอ แล้วจอดตั้งแต่กิโลเมตรแรก(แบบจิ๊กโก๋กิโลเดียวปู๊ดป้าดสร้างสีสรรได้แค่กิโลเมตรเดียวไม่หมดก็เจอด่านตำรวหิ้วไปกิน)
หรือสะดุดขาตัวเองเอาเมนูอาหารราดหัวตัวเอง? จนโดนเจ้าของร้าน ไล่ออก มันจบเห่ตั้งแต่เมนูแรกแล้ว?
มันได้แค่ความสะใจคนดู หรือมุกฮาระยะสั้น แต่ขาดพลังในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงก็ได้หรือสร้างแนวคิดร่วม หรือรสนิยมร่วมอย่างหลากหลายขยายผลเป็นมวลชนขนาดใหญ่ที่มีพลังได้
แต่ทั้งหมด ก็ไม่มีใครปฎิเสธเมนูลาบเลือดซกเล็กแบบนี้?(แบบแดงฮาร์ดคอร์อิสาณที่ทานลาบเลือดซกเล็กได้) แต่มันควรเสิร์ฟผ่านรสนิยม หรือรสชาติที่คุ้นลิ้นคนทานก่อน เช่นแถวภาคกลาง จะไม่ทานแบบ อิสาณหรือภาคเหนือ เพราะถ้าเอาตามใจคนปรุงอย่างเดียว ก็ทำกินคนเดียวดีกว่าอ.สมศักดิ์???
เพราะเนื้อสดๆแบบนั้นมันได้อารมณ์ความรู้สึกความจริงต้นฉบับก็จริง? แต่ กีคนล่ะที่รับได้ทานได้ กับเมนูเนื้อดิบๆที่คุ้นลิ้นเฉพาะบางรสนิยมนั้น
เรื่องนี้เหมือนกัน(เนื้อหรือการกล่าวถึงสถาบันฯ) ผ่านเมนูแบบไหน?นำเสนอสร้างสรรกว่ากันคนรับได้กว่ากัน เพราะบางทีไม่ต้องรุนแรงฮาร์ดคอร์ แต่มีพลังของเหตุของผลที่เสิร์ฟแบบไม่สร้างแรงต้านแรงเสียดทานเกินไป คนที่เป็นเป้าหมาย เขาอาจจะยอมรับฟังที่จะนำไปสู่เงื่อนไขการปรับตัวเข้าหากัน
ไม่ใช่สร้างเงื่อนไขแบบนี้จนเกิดความระแวงต่อกันจนนำไปสู่การไล่ล่าหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเพราะดันไปสร้างเนื้อหาแบบนี้นำไปสู่ความระแวงโดยเกินเลยเจตนาที่จะหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันหรือล้มล้างกัน
เพราะถ้าจะให้เสิร์ฟเมนูดิบๆแบบแดงเลือดอาบลาบเลือดสดๆ อย่างเดียวจึงจะใช่ของจริงแต่คนเห็นการเสิร์ฟแบบนั้นเขาจะมองว่านั้นไม่ใช่คนบิดเบือนว่ามันคือปอบ???
ก็นี่ไงครับมันถึงได้สร้างเงื่อนไขให้เขาย้อนประวัติศาสตร์ อำมตะ"ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง" ซี่รีย์คลาสสิกตำนานนี้"ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"กับตุลา19โมเดล" ก็เพราะเมนูเลือดสดๆ ของอ.ไง ?มันจึงสร้างเงื่อนไข ละครย้อนประวัติศาสตร์"ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง โดยที่มาร์คกำกับ ตอนนี้ผ่าน บทละคร"มายแม็ปล้มเจ้า"
โดยมีอ.สมศักดิ์ เป็นตัวละครเด่นหนึ่งในนั้น เพราะ พูดแต่เรื่องเลือดๆๆๆสดๆเท่านั้นจึงจะคือแดงพันธุ์แท้ต้นฉบับไม่ใช่แดงเทียมถึงได้เจอเมนูโหด"ลาบซ่ะประสงค์"ไง???
อ้อครับผมเป็นเชื้อสายทางอิสาณ
อ้อครับผมเป็นเชื้อสายทางอิสาณที่ไม่ทานลาบเลือดซกเล็ก หรืออาหารเนื้อที่ปรุงไม่สุกครับ?(แม้ส่วนใหญ่คนอิสาณทุกคนทานได้ยกเว้นผม)คล้ายๆผมจะไม่ใช้วิธีการเสิร์ฟแบบอ.สมศักดิ์ทั้งที่ปฎิเสธตัวตนที่เป็นคนอิสาณไม่ได้ หรือมีความคิดที่เข้าใจคนเสื้อแดงเฉดสีทางแดงแต่ไม่ใช่แดงในแบบคุณสมศักดิหรือนปช. แบบเดียวกับที่ผมเป้นคนอิสาณแต่ไม่ทานของดิบ?
นั้นคือเหตุผลในจริตแบบผมและวิธีคิดและวิธีนำเสนอต่อเนื้อหา เรื่องนี้ เพราะคนเราหรือเมืองไทยเรามีวัฒนธรรม (สะท้อนผ่านเมนูอาหาร) วิวัฒนาการในการสร้างเมนูอาหาร มันจึงเป็นทั้งพัฒนาการและยกระดับวัฒนธรรม
จากดิบๆสมัยโลกแห่งการล่าฯในระบบห่วงโซ่อาหาร(สมัยดึกดำบรรพ์มนุษย์ยังไม่มีวัฒนธรรม) เราทานอาหารดิบๆสดๆ เป็นอาหารหลักจากการล่าฯ(ผมไม่ได้ดูถูกคนทานอาหารดิบๆน่ะว่าต่ำ? เพราะ เท่ากับด่าบรรพบุรุษตัวเอง แต่ยกมาเพื่อให้เห็นวิวัฒนาการที่ผ่านเงื่อนไขอารยะธรรมหรือ จากกักขฬะมุมมามมาเป็นอารยะอย่างไร)ในวัฒนธรรมการกิน
เรื่องนี้คล้ายๆกัน การเสิร์ฟความจริงเดียวกัน ของเมนูอาหารเกี่ยวกับเนื้อ? ทำไม่มันต่างไปตามจริตคนปรุงและคนทาน? จนได้เมนูอาหารเกี่ยวกับเนื้อ(ความจริงเดียวกัน) ได้หลากหลายขนาดนั้น
ผมว่าอาจจะคือหัวใจ ของประเด็นนี้ก้ได้? ที่เราไม่ควรไปตั้งแง่อคติต่อเรื่องสี(ความต่าง) แม้แต่สีเดียวกันคือสีแดงแบบนี้???
สมศักดิ์
สมศักดิ์ คงว่างมาก
บางอันก็พอฟังได้ บางอัน ตะเบง
บางเรื่องมันเป็นเรื่องลึกซึ้ง
บางเรื่องมันเป็นเรื่องลึกซึ้งเกินจะเข้าใจ
แต่บางเรื่องเ้ข้าใจได้
เข้ามาอ่านประปรายครับ
ปีศาจ wrote:ผมรู้จัก อ.
ก็ถูกแล้วนี่ครับ เพราะคุณอยู่ในรู งานสมศํกดิ์ก็อยู่ในรู ไม่เข้าใจงานดีๆ ทำไมต้องอยู่ในรูอาจเพราะกระจอก ไม่มีกึ๋น หรือโง่ ก็ไม่รู้ คือถ้ามีของดี ก็ควรหาวิธีนำเสนอให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่หรือ
น่าแปลกที่คุณ ปิศาจ บอกไม่แทบจะไม่รู้จักศิโรตม์ แต่กลับรู้ว่าเขียนคอลัมน์อยู่ในประชาไทย และเสือกรู้อีกว่ามีนามสกุลเหมือนนักการเมืองที่รวยเพราะแต่งงาน แม่งขนาดไม่รู้มันยังรู้เรื่องส่วนตัวเขาอีก
ผมไม่ได้หมายความว่างานแกไม่มีคุณภาพ แต่แกทำงานได้ไม่ได้เท่าที่ควรจะเป็น ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ คือถ้าแกไม่ล้มเหลว คงไม่มีคนตัวเล็กตัวน้อยมากมายโดน 112 หรอก เพราะแกมัวอยู่แต่ในรูไง คนตัวเล็กตัวน้อยถึงออกมาพูดและพอพูดไปก็โดนเพราะพูดแบบผิดกฎหมาย แต่สมศักดิ์มีวิธีการพูดที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่กลับมาพูดแค่ในรู คือถ้าแกมีภาพเป็นนักวิชาการแนว ศิโรฒม์ หรือ พิช หรือนิธิฯ ผมจะไม่ว่าอะไรเลย อันที่จริง สมศักดิ์กดดันผิดคน น่าจะไปกดดันอย่างเช่น อ.สุชาย หรือ 5 นิติฯ ที่ต้องพูดเกี่ยวกับ ม.112 ให้มากดีกว่า(หมายถึงต้องแพร่หลายด้วยไม่ใช่ในรู)
อันที่จริง การโดนบล็อค นี่ถือว่าล้มเหลวนะ คืออย่างฟ้าเดียวกัน ก็ยังเห็นขายได้อยู่ (แต่ก็เข้าใจได้ที่โดนอาจไม่ใช่เพราะสมศักดิ์ อาจเป็นพวกไข่ข้างใดข้างหนึงของสมศักดิ์เล่นกันเกินไป) และการขึ้นผังล้มเจ้ามันวัดอะไรไม่ได้หรอกน้อง ก็รู้อยู่ว่ามันมั่ว
อันที่จริงเขียนเรื่อง ร.8 ผมว่าก็งั้นๆ แหละครับ เก่าบางใหม่บ้างปนกัน ก็วนไปวนมาอยู่ไม่กล้าฟันธงสักที ที่สนุกผมว่าเป็นตัวที่ เถี่ยงกันกับ อ.สุพจน์ มากกว่า ประเด็นเกี่ยวกับก่อนที่จะมี ร.8 ส่วนประวัติศาสตร์ที่พึ่งสร้างนี่ ถ้ามันต้องห้าม ทำไมมีอ่านในวิชาสังคมศึกษาของเด็กไทยด้วยครับ(ตามที่คุณปิศาจอ้าง) ผมไม่คิดว่าเด็กไทยที่เรียนสังคมศึกษาจะได้อ่าน แม้แต่ในมหาลัยก็ใช่ว่าจะได้อ่าน หรือแม้แต่คนที่เรียนวิชาของสมศักดิ์ไม่รู้อ่านกันทุกคนหรือป่าว ในเนื้อหาประวัติศาสตร์ ที่พึ่่งสร้างถ้าคนอ่านไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และการเมืองมาบ้าง อ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ คุณอย่ามั่วสิ ในหนังสือเล่นนี่หยิบเอาแต่ส่วนย่อย ที่ขาดหายไปมาเขียน ถ้าไม่มีข้อมูลพื้นฐานมาก่อน ผมว่ายังไงก็งง หนังสือเล่มนี้ไม่ควรเขียนมาเพื่อคนไม่กี่คนอ่านนะครับ คือถ้ามันดีก็ควรให้คนทั่วไปได้อ่านด้วย ไม่ใช่ได้อ่านแต่ไข่สมศักดิ์ ไม่ทราบว่าคุณปิศาจเคยอ่านหรือป่าวครับ
^ ^ ^ ตรงนี้เห็นด้วยกับคุณชัย
^
^
^
ตรงนี้เห็นด้วยกับคุณชัยครับ อะไรกันหนักหนา
เขียนถึงสถาบันแล้วยังไงต่อครับ ส ศิวรักษ์ก็เขียนถึงบ่อยๆ แล้วยังไงต่อครับ คนอย่าง สุลักษณ์ก็ยิ่งแก่ยิ่งกระล่อน มาถึงตอนนี้ก็เป็นแถวหน้าในการทำลายล้างประชาธิปไตยในประเทศนี้
ศิโรตฒ์แค่เขียนงานไม่กล่าวถึงสถาบัน ก็ด่าสาดเสียเทเสีย ทำซะเหมือนกับว่า ศิโรตฒ์ไปเป็นกรรมการปฎิรูปด้วยความเกรงใจผู้ใหญ่ที่น่านับถืออย่างคุณอนันต์
ทุกวันนี้ศิโรตฒ์จะเขียนจะพูดอะไรก็อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยนะครับ ไม่ได้ไปอยู่ในกรรมการปฎิรูปที่รอการสอบสวนมาร์กก่อน ฮา แบบพระไพศาล