คู่มือบริโภคสันติวิธี – Let’s Eat Peace!

เวลาไปต่างแดนแล้วอยากรู้ว่าประเทศนั้นเป็นยังไง วิธีเร็วๆ เบื้องต้นคือเปิดทีวีดู ทั้งประเภทรายการ หมวดโฆษณา สังเกตดีๆว่า ต่างถิ่นก็ผิดกัน บางทีคนละเรื่องไปเลย ทีวีอเมริกันมีโฆษณาหลักไม่กี่หมวด คือรถ ประกัน ยาแก้ปวด หัวใจ และเบาหวาน ทนายความ และฟาสต์ฟูด ส่วนใหญ่เป็นฮาร์ดเซลล์ คือไม่อ้อมแอ้ม บอกราคาตัวโตๆ เสียงดังๆ เข้าไว้ ส่วนโฆษณายาจั้กกะแร้ขาว ผิวขาว หาดูได้ที่ประเทศไทยที่เดียวเท่านั้น

อีกสื่อที่รับประกันความรู้ว่า ประเทศนั้นกำลังมีวิกฤตเรื่องอะไร คือโฆษณา campaign ครั้งแรกที่เห็นเหลียงเฉาเหว่ยในโฆษณารณรงค์ให้คนขายของในฮ่องกงพูดจาไพเราะกับลูกค้าก็ขำกิ๊ก เพราะเปิดมาเฮียแกโดนเจ๊ที่เคานท์เตอร์ตวาดจนวางของลงไม่กล้าซื้อ คล้ายกับที่ตัวเองเพิ่งโดนมา ซึ่งทำให้อุ่นใจได้ว่า ตัวเรามิได้ผิดปกติแต่อย่างใด แต่คนฮ่องกงเขาเป็นเช่นนั้นเองตะหาก ในแง่มุมนี้ ตัว campaign มิได้สามารถทำการแก้ปัญหาใดๆ เพียงแต่บอกสังคมทางกว้างว่า ค่านิยมแบบใดที่เราแสวงหา

สามวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนถูกป้อนสันติวิธีทุกคลิกที่เปิดเข้าหน้าข่าว จนคิดว่าต้องผิดปกติแน่ๆ ที่คนไทยเกิดรักสันติขึ้นมาอย่างเหลือล้นจนต้องเวียนเทียนส่งต่อใส่ปากคนอื่น ข้าพเจ้าคิดว่า มันเป็นสันติที่แหม่งๆ ชอบกล ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าตำราที่ได้รับการพิสูจน์จากประสบการณ์ว่า การใดที่รณรงค์กันอยู่อย่างเข้มข้น นั่นหมายความว่า ที่แห่งนั้นขาดแคลนสิ่งที่กล่าวถึงนั้นในขั้นวิกฤตินั่นเอง

แต่สันติวิธีมิใช่ทรัพยากรอันมีจำกัดที่ต้องหามาครอบครอง และไม่เคยมีใครต้องพูดถึงมันเวลาที่มีมันอยู่แล้ว ดังนี้แล้วข้อสังเกตจึงตกแก่ผู้พูด และนัยยะแห่งสารข้างหลังความโหยหาต้องการสันติ

ประการแรก อาการขออยู่ข้างความถูกต้อง เพราะอยู่ข้างนี้ถูกชัวร์ แต่ก็เป็นดังเช่น campaign คือไม่ส่งผลให้ได้มาซึ่งสันติด้วยตัวของมันเองแต่อย่างใด หากไม่ทำความเข้าใจเหตุแห่งการ “ไม่สันติ” ที่พึงเกิดขึ้นได้ พูดอีกอย่างคือ เป็นอาการไร้เดียงสาทางการเมืองอันแก้ไขได้ ถ้าไม่ได้เป็นคนเย็นชาทางสังคมหรือมัวเมาจนเกินไป ที่จริงแล้ว อาการนี้น่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่บริโภคอุปกรณ์แห่งสันติชั่วคราวผ่านทางเสื้อยืด และ avatar สันติวิธีในรูปแบบต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค

ประการที่สอง อาการขออยู่ข้างตรงข้ามกับพวกที่กำลังเดินขบวน นัยหนึ่งอาจเป็นความหวาดกลัวในใจตัวเอง ที่ไม่อาจยอมรับว่าอยากต่อต้านผู้ชุมนุมต่างความคิด เพราะจะเป็นท่าทีที่ไม่สันติเอาเสียเลย จึงบอกผ่านว่า การเดินขบวนเคลื่อนไหวนี้เป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง (แบบเดียวกับที่รัฐบาลพูด) หรือไม่สันติ ส่วนสันตินั้นอยู่ข้างตน และรอให้ผู้หลงผิดกลับใจ หรือได้แสดงอาการเมตตาต่อผู้หลงผิดตามมาตรฐานชนชั้นที่เหนือกว่าของฝ่ายที่มีคุณธรรม

หยุดเรียกร้องสันติวิธี
- หากการออกมาเรียกร้องนั้นยิ่งทำให้มันขาดแคลนน้อยลงไปอีก ด้วยว่าเป็นการเอาสันติวิธีมาอยู่ข้างตัว หรือเป็นเจ้าของมัน การผลิตเสื้อ โลโก้ และ campaign สันติวิธีใดๆ มาสวมใส่ มิได้ช่วยให้สันติแพร่ขยาย หากแต่จะลดแนวร่วมลงด้วยเหตุว่า ถ้าผู้สวมใส่นั้นสนับสนุนหรือสวมเสื้อสีอื่นมาก่อน มันจะกลายเป็นสันติที่น่าหวาดระแวงทันที

- หากการออกมาเรียกร้องสันติวิธี หมายถึงการกดทับอีกฝ่ายไม่ให้พูดหรือแสดงความเห็นในสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมา หรือนัยยะที่ว่า การเรียกร้องให้ยุบสภา หมายถึงการทำลายภาวะปกติ ทำลายสันติและความสงบ พึงนึกถึงตัวเองว่า หากภายภาคหน้าท่านต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ท่านจะอึดอัดเพียงใดที่มีคนมาบอกให้ท่านหุบปากเสียพร้อมข้อกล่าวหาเป็นผู้ไม่รักสันติ

- หากต้องการยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามผู้ชุมนุม จงออกมายืนอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติใดๆ ที่สังคมจะมีคนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ด้วยกัน แม้ว่าจะเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ เพราะนี่คือความจริงที่ต้องเลิกหลอกกันเสียทีว่า สังคมไทยนั้นไม่มีวุฒิภาวะพอจะยอมรับมันได้

ส่วนเพลงปลุกใจเช่น ‘รักกันไว้เถิด’ ในทีวี (ช่อง11) นั้น มิได้ช่วยให้ข้าพเจ้ารู้สึกรักเพื่อนมนุษย์ชาวไทยเพิ่มขึ้นเลย แต่ไพล่ไปนึกถึงบรรยากาศช่วงก่อนและหลังประกาศคณะปฏิวัติเสียมากกว่า ให้อารมณ์เตรียมพร้อมว่า มันจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งยังไงยังงั้น ไม่สันติเอาเสียเลย...ให้ตายสิ!

 

ถ้างั้นเอายังงี้ก็แล้วกัน...เ

ถ้างั้นเอายังงี้ก็แล้วกัน...เสื้อแดงจะทำห่าอะไร จะไปเผาใคร ยิงใครก็เชิญทำไป! ตามสบายเลยครับ!

แต่ก็เป็นสิทธิของกูเหมือนกัน..ที่ว่าจะเลือกใส่เสื้อสีเหี้ยอะไรก็ตาม..อย่าเสือก
ถามจริง..มีใครบ้างไหมในพวกสีเหลือง สีชมพู สีฟ้า สีขาว ไปบอกเสื้อแดงว่า...เฮ้ยพวกเมิงเลิกใส่เสื้อแดงเถอะ !

หากว่าไปแล้ว...ความคิดแบบผู้เขียนนี่แหละตัวดี..ใจแคบแบบสุดๆ
Archiculture Cross Section เหี้ยอะไร...ทั้งทีเมิงขู่แถมบังคับว่าพวกเมิงไม่ว่าสีเหี้ยอะไร ต้องเป็นแดงเท่านั้น

เสื้อเหลืองก็ไม่ เสื้อฟ้าก็ไม่ได้ เสื้อชมพูก็ไม่ได้..แถมเสื้อขาวก็ไม่ได้

แม่มต้องเป็นเสื้อแดงอย่างเดียวถึงจะถูกใจโครตพ่อโครตแม่มัน!

การพูดถึงสันติวิธี

การพูดถึงสันติวิธี ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปรกติ แต่สิ่งที่อาจผิดปรกติ ก็คือ การชะล่าใจต่ออารมณ์หมู่ที่กำลังเพรียกหา"สิ่ง"
ที่อาจไม่ชัด ไม่ตรงกัน หรือ หลากหลายเกินไป ซึ่งการนำเสนอวาทกรรมแนวสันติวิธีต่างๆ บางทีอาจเพื่อ ปัองกัน
"วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก" มิดีกว่าฤา?

ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครนิยมความรุนแรง เพราะ ผลของมัน ไม่น่าจะยั่งยืน

แต่เป้าหมายของการเรียกร้อง เคลื่อนไหว จำเป็นต้องสื่อให้ชัดและผ่านการพิจารณาแล้วว่า สมเหตุสมผล

สิ่งที่สังคมต้องจ่าย ที่เป็นความเดือดร้อนต่างๆ ถ้าพวกเขาเข้าใจและยอมรับ นี่ก็มิอาจเรียกได้ว่า เป็นความรุนแรง
และบ่อยครั้งที่สันติวิธีนั้น ผู้เคลื่อนไหว-เรียกร้องเองต่างหาก ที่ควรแสดงออกถึงวินัยในการควบคุมตนเอง ในสถาน
การณ์ที่ไร้ระเบียบของการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจเกิดขึ้้้นได้เสมอๆ

สรุป คนอื่น เรียกร้องให้เรา ใช้สันติวิธี หรือไม่รุนแรง มิได้หมายว่า เขากีดกันมิให้แสดงออกถึงปัญหา-ความต้อง
การ เพียงแต่ว่า สมดุลระหว่าง ความเดือดร้อนที่สังคมต้องจ่าย (มันคงเป็นการละเมิดกฏหมายข้อหาเบา) เพื่อผลกระทบที่ผู้เรียกร้องต้องการสื่อต่อภาคสังคมวงกว้าง ย่อมมีความหมายกว่า ความรุนแรงเล็กๆน้อยๆที่จักเกิดขึ้น

การพูดถึงสันติวิธี

การพูดถึงสันติวิธี ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปรกติ แต่สิ่งที่อาจผิดปรกติ ก็คือ การชะล่าใจต่ออารมณ์หมู่ที่กำลังเพรียกหา"สิ่ง"
ที่อาจไม่ชัด ไม่ตรงกัน หรือ หลากหลายเกินไป ซึ่งการนำเสนอวาทกรรมแนวสันติวิธีต่างๆ บางทีอาจเพื่อ ปัองกัน
"วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก" มิดีกว่าฤา?

ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครนิยมความรุนแรง เพราะ ผลของมัน ไม่น่าจะยั่งยืน

แต่เป้าหมายของการเรียกร้อง เคลื่อนไหว จำเป็นต้องสื่อให้ชัดและผ่านการพิจารณาแล้วว่า สมเหตุสมผล

สิ่งที่สังคมต้องจ่าย ที่เป็นความเดือดร้อนต่างๆ ถ้าพวกเขาเข้าใจและยอมรับ นี่ก็มิอาจเรียกได้ว่า เป็นความรุนแรง
และบ่อยครั้งที่สันติวิธีนั้น ผู้เคลื่อนไหว-เรียกร้องเองต่างหาก ที่ควรแสดงออกถึงวินัยในการควบคุมตนเอง ในสถาน
การณ์ที่ไร้ระเบียบของการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจเกิดขึ้้้นได้เสมอๆ

สรุป คนอื่น เรียกร้องให้เรา ใช้สันติวิธี หรือไม่รุนแรง มิได้หมายว่า เขากีดกันมิให้แสดงออกถึงปัญหา-ความต้อง
การ เพียงแต่ว่า สมดุลระหว่าง ความเดือดร้อนที่สังคมต้องจ่าย (มันคงเป็นการละเมิดกฏหมายข้อหาเบา) เพื่อผลกระทบที่ผู้เรียกร้องต้องการสื่อต่อภาคสังคมวงกว้าง ย่อมมีความหมายกว่า ความรุนแรงเล็กๆน้อยๆที่จักเกิดขึ้น

เลิกใส่เสื้อ campagne

เลิกใส่เสื้อ campagne ไร้สาระอย่าง หยุดทำร้ายประเทศไทย บ้าบอนั่นเสียทีได้แล้ว แล้วพิมพ์เสื้อแบบนี้มาใส่กันดีกว่า

" ประเทศไทย คนไทย เลิกตอแหล" "หยุดตอแหลเพื่อชาติ" "ไร้ความยุติธรรมคือ ทำร้ายคนในชาติ"

ทำไมพวกมันถึงไม่คิด ไม่พูดกันตรงๆบ้างวะ ชอบทำเชี่ยอะไรที่ทำให้พวกมันดูดี แต่ไร้concept ว่ะ

Gneisenau wrote:เลิกใส่เสื้อ

Gneisenau wrote:
เลิกใส่เสื้อ campagne ไร้สาระอย่าง หยุดทำร้ายประเทศไทย บ้าบอนั่นเสียทีได้แล้ว แล้วพิมพ์เสื้อแบบนี้มาใส่กันดีกว่า

" ประเทศไทย คนไทย เลิกตอแหล" "หยุดตอแหลเพื่อชาติ" "ไร้ความยุติธรรมคือ ทำร้ายคนในชาติ"

ทำไมพวกมันถึงไม่คิด ไม่พูดกันตรงๆบ้างวะ ชอบทำเชี่ยอะไรที่ทำให้พวกมันดูดี แต่ไร้concept ว่ะ

เมิงก็ทำเองสิวะ...ตรูอยากไร้ concept แบบนี้หนักกระบานบรรพบุรุษใครมิทราบ?

อุ้งอิงแฟนกู wrote:Gneisenau

อุ้งอิงแฟนกู wrote:
Gneisenau wrote:
เลิกใส่เสื้อ campagne ไร้สาระอย่าง หยุดทำร้ายประเทศไทย บ้าบอนั่นเสียทีได้แล้ว แล้วพิมพ์เสื้อแบบนี้มาใส่กันดีกว่า

" ประเทศไทย คนไทย เลิกตอแหล" "หยุดตอแหลเพื่อชาติ" "ไร้ความยุติธรรมคือ ทำร้ายคนในชาติ"

ทำไมพวกมันถึงไม่คิด ไม่พูดกันตรงๆบ้างวะ ชอบทำเชี่ยอะไรที่ทำให้พวกมันดูดี แต่ไร้concept ว่ะ

เมิงก็ทำเองสิวะ...ตรูอยากไร้ concept แบบนี้หนักกระบานบรรพบุรุษใครมิทราบ?

หยาบคายจริง เกรียนเอ๊ย
บรรพบุรุษคุณยุค 2475 นั่นแหละจะหนัก
และหนักมากจนอยากเอาปี๊บไปคลุมหัวคุณ

ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ เสียชาติเกิดจริงๆ

เกรียน ติ่งหู ณ ตอแหลแลนด์

@..แนวทาง สันติวิธี ในวิถี

@..แนวทาง สันติวิธี
ในวิถี ประชาธิปไตย
ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่
อย่าไร้ ความยุติธรรม

@..แนวทาง สันติวิธี
ในวิถี โจราธิปไตย
รัฐประหาร ปล้นชนส่วนใหญ่
แล้วบอก ให้สันติวิธี

@..สันติ วิธีเกิดได้
ถ้าให้ ไพร่มีศักดิ์ศรี
เท่าเทียม เสนาบดี
มีสิทธิ์ เสรีชื่นชม

@..ผู้เคย สนับสนุน หัวเหลือง
ทำเรื่อง รุนแรง เสร็จสม
อย่าได้ ดัดจริต โสมม
เที่ยวต้ม สันติวิธี

@..วิถี ประชาธิปไตย
พาให้ บ้านเมืองสุขี
ยุบสภา ฝ่าวิกฤต เสียที
สันติวิธี แน่นอน

ว ณ ปากนัง
15มี.ค.53

"ถ้าผู้สวมใส่นั้นสนับสนุนหรือ

"ถ้าผู้สวมใส่นั้นสนับสนุนหรือสวมเสื้อสีอื่นมาก่อน มันจะกลายเป็นสันติที่น่าหวาดระแวงทันที"
ถ้าตรรกะนี้ สำหรับวีระที่เคยก่อกบฏมาก่อน
หรือทักษิณที่เคยเลียแข้งเลียขาบิ๊กจ๊อด
ก็น่าหวาดระแวงมากๆ สิครับ

การแสดงพลังสันติวิธี

การแสดงพลังสันติวิธี คือการแสดงพลังของคนที่เลือกข้างความถูกต้อง ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธหรือมองว่าการชุมนุมทางการเมืองนำมาซึ่งความรุนแรงแต่อย่างใด แต่ต้องการนำเสนอให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ได้มีแค่คน2สี แต่ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการพื้นที่การแสดงออกซึ่งความปราถนาสันติสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามองว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นความรุนแรง แต่แกนนำที่ใช้เครื่องมือนี้อย่างผิดๆและไร้วุฒิภาวะต่างหากที่จะเป็นบ่อเกิดความรุนแรง มันเหมือนกับมีดทำกับข้าว ที่หากใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝง ของที่มีประโยชน์ก็กลายเป็นโทษได้ เราจึงต้องเตือนสติแกนนำ ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในสังคม ทั้งนี้สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ต้องระลึกไว้เสมอว่า แม้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมกับสีใดๆ ก็ย่อมต้องมีสิทธิในความเป็นเจ้าของประเทศ มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับการชี้นำแนวทางของสีใด คนที่เลือกแสดงพลังสันติวิธีแม้เพียงผ่านโลโก้บนเสื้อหรือสัญลักษณ์บนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ นั่นคือเขาเองก็มีระดับของความใส่ใจสังคม บ้านเมืองในระดับหนึ่งและได้แสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมในจุดที่เขาทำได้ ซึ่งเราต้องเคารพการแสดงออกของเขาและให้โอกาสการเรียนรู้

และการที่คนจะรู้สึกว่าการชุมนุมจะสันติหรือนำมาซึ่งความรุนแรง เป็นสิ่งที่ห้ามความรู้สึกกันไม่ได้ แต่ฝ่ายที่จัดการชุมนุม ดูแลมวลชนต่างหากที่พึงต้องรับผิดชอบสิ่งนี้ ในการทำงานมวลชนอย่างมีวินัยและมีขั้นตอนการจัดการที่แสดงถลังความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและรวมถึงชีวิตของมวลชนที่มาเข้าร่วม ซึ่งสิ่งนี้ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่เคยพูดถึง แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วมักโทษคนอื่นด้วยข้ออ้างข้างๆคูๆเช่น ถูกมือที่3เข้าแทรกแซง แต่ไม่ได้พูดถึงปัญหาที่เกิดจากยุทธวิธีของตน และการใช้ประชาธิปไตยที่เรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่และความรับผิดชอบ ก็เป็นปัญหาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

และการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีความรับผิดชอบ ถ้าหากคนในสังคมจะรู้สึกว่ามันรุนแรงหรือรับไม่ได้ ก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่แกนนำควรทบทวนแนวทางของตนมากกว่าหรือไม่... ดูเพิ่มเติม

เอาอย่างง่ายๆ การที่ผู้ชุมนุมพยายามนำเสนอแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ การขจัดความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการผูกขาดอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ล้วนเป็นประเด็นน่าสนใจชวนตกผลึกความคิด แต่เมื่อมีท่าทีที่รุนแรงทางการกระทำหรือแม้แต่ทางวาจาเช่น "รัฐบาลต้องยุบสภาใน24ช.ม.มิฉะนั้นจะไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"(ทั้งที่ผมและใครหลายคนก็งงว่าจะให้ยุบทำไม) หรือ "เราจะทำให้กรุงเทพเป็นทะเลเพลิง" หรือแม้แต่ท่าทีของแกนนำบางคนเช่น อริสมันต์(อดีตนักร้องในดวงใจของผม) หรือเมธี อมรวุฒิกุล(นายแบบนู้ดตกอับ) มันก็ห้ามไม่ได้ถ้าคนในสังคมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

การแสดงพลังสันติวิธี

การแสดงพลังสันติวิธี คือการแสดงพลังของคนที่เลือกข้างความถูกต้อง ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธหรือมองว่าการชุมนุมทางการเมืองนำมาซึ่งความรุนแรงแต่อย่างใด แต่ต้องการนำเสนอให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ได้มีแค่คน2สี แต่ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการพื้นที่การแสดงออกซึ่งความปราถนาสันติสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามองว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นความรุนแรง แต่แกนนำที่ใช้เครื่องมือนี้อย่างผิดๆและไร้วุฒิภาวะต่างหากที่จะเป็นบ่อเกิดความรุนแรง มันเหมือนกับมีดทำกับข้าว ที่หากใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝง ของที่มีประโยชน์ก็กลายเป็นโทษได้ เราจึงต้องเตือนสติแกนนำ ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในสังคม ทั้งนี้สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ต้องระลึกไว้เสมอว่า แม้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมกับสีใดๆ ก็ย่อมต้องมีสิทธิในความเป็นเจ้าของประเทศ มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับการชี้นำแนวทางของสีใด คนที่เลือกแสดงพลังสันติวิธีแม้เพียงผ่านโลโก้บนเสื้อหรือสัญลักษณ์บนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ นั่นคือเขาเองก็มีระดับของความใส่ใจสังคม บ้านเมืองในระดับหนึ่งและได้แสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมในจุดที่เขาทำได้ ซึ่งเราต้องเคารพการแสดงออกของเขาและให้โอกาสการเรียนรู้

และการที่คนจะรู้สึกว่าการชุมนุมจะสันติหรือนำมาซึ่งความรุนแรง เป็นสิ่งที่ห้ามความรู้สึกกันไม่ได้ แต่ฝ่ายที่จัดการชุมนุม ดูแลมวลชนต่างหากที่พึงต้องรับผิดชอบสิ่งนี้ ในการทำงานมวลชนอย่างมีวินัยและมีขั้นตอนการจัดการที่แสดงถลังความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและรวมถึงชีวิตของมวลชนที่มาเข้าร่วม ซึ่งสิ่งนี้ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่เคยพูดถึง แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วมักโทษคนอื่นด้วยข้ออ้างข้างๆคูๆเช่น ถูกมือที่3เข้าแทรกแซง แต่ไม่ได้พูดถึงปัญหาที่เกิดจากยุทธวิธีของตน และการใช้ประชาธิปไตยที่เรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่และความรับผิดชอบ ก็เป็นปัญหาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

และการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีความรับผิดชอบ ถ้าหากคนในสังคมจะรู้สึกว่ามันรุนแรงหรือรับไม่ได้ ก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่แกนนำควรทบทวนแนวทางของตนมากกว่าหรือไม่... ดูเพิ่มเติม

เอาอย่างง่ายๆ การที่ผู้ชุมนุมพยายามนำเสนอแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ การขจัดความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการผูกขาดอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ล้วนเป็นประเด็นน่าสนใจชวนตกผลึกความคิด แต่เมื่อมีท่าทีที่รุนแรงทางการกระทำหรือแม้แต่ทางวาจาเช่น "รัฐบาลต้องยุบสภาใน24ช.ม.มิฉะนั้นจะไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"(ทั้งที่ผมและใครหลายคนก็งงว่าจะให้ยุบทำไม) หรือ "เราจะทำให้กรุงเทพเป็นทะเลเพลิง" หรือแม้แต่ท่าทีของแกนนำบางคนเช่น อริสมันต์(อดีตนักร้องในดวงใจของผม) หรือเมธี อมรวุฒิกุล(นายแบบนู้ดตกอับ) มันก็ห้ามไม่ได้ถ้าคนในสังคมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

ส่วนการพูดถึงเรือ่งว่าหากผู้แ

ส่วนการพูดถึงเรือ่งว่าหากผู้แสดงพลังสันติวิธีนั้นเคยสนับสนุนหรือสวมเสื้อสีอื่นมาก่อน จะกลายเป็นสันติวิธีที่น่าหวาดกลัว แต่ผมกลับคิดว่า กลุ่มขบวนการที่มีวาระซ่อนเร้นบางกลุ่มที่เคยออกมาทำตัวเป็น"อีแอบ" อ้างชื่อเครือข่ายสันติวิธีออกมาซ้อนให้เกิดความสับสน ทั้งที่ดูรายชื่อองค์กรก็รู้ว่าเป็นพวกมีHidden Agendaอยู่ข้างไหน ผมว่ามันน่ากลัวกว่าและ"ทุเรศ"สิ้นดี

แต่ถ้าอย่างที่สนนท.หรือส.ว.เรืองไกรได้ออกมาแสดงความชัดเจนแล้ว นับว่าน่ายกย่องมากๆ อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมีคำถามซ้ำๆซากๆเกี่ยวกับจุดยืนของคนพวกนี้อีกต่อไป

แต่คนที่เคยเลือกข้าง หรือมีความคิดที่สนับสนุนข้างใดก็ควรมีสิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความห่วงใยบ้านเมืองได้หลายรูปแบบ ที่ไม่จำเป็นต้องเอาสีเอาข้างคนละขั้วมาชนกันให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ซึ่งรังแต่จะมีแต่ผลเสีย และบดบังพื้นที่ที่สังคมจะได้เรียนรู้แง่มุมที่ต่างกันอย่างสร้างสรรค์ให้หดหายไปด้วยพื้นที่ของความแตกร้าวและอาจนองไปด้วยเลือด...

และการที่บทความนี้ยังมีจุดที่พยายามบิดเบือนภาพของเครือข่ายสันติวิธีว่าต้องการดิสเครดิตผู้ชุมนุม หรือพยายามบอกให้ผู้ชุมนุมหุบปาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าคนเขียนบทความนี้ตีโจทย์ไม่แตก หรือมีปัญญาญาณที่แคบเกินไป เพราะผมยังนึกไม่ออกเลยว่า เครือข่ายสันติวิธีกลุ่มไหนเคยพูดตอนไหนว่าการชุมนุมทางการเมืองทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และบรรดาบุคคลที่มีส่วนผลักดันเครือข่ายสันติวิธี ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณวุฒิที่เข้าใจการเมืองภาคประชาชนและเป็นที่ยอมรับในระดับปัญญาชนสาธารณะทั้งนั้น คงไม่มีท่านไหนที่จะมองวิถีการเมืองภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นการก่อความวุ่นวายแน่

และการยิ่งพยายามตีความว่าผู้เรียกร้องสันติวิธีนั้นคือการพยายามยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชุมนุม ผมอ่านแล้วก็รู้สึกซึ้งใจว่า "เออ..สังคมไทยยังมีคนที่คิดอกุศลได้แบบนี้จิงหรือนี่" ถ้าเป็นคนระดับทั่วๆไปคิดเช่นนี้ผมอาจพอให้อภัยได้ แต่หากว่าเป็นวิธีคิดของคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชน ศึกษาคาบตำราวิชาการต่างๆมากมายคิดอะไรได้เพียงเท่านี้ ช่างน่าหนักใจจิงๆ

ผมขอแนะนำว่าก่อนที่คนเขียนบทความจะมาวิพากษ์แนวทางสันติวิธีในเชิงที่เป็นอกุศล ผู้เขียนควรไปขจัด"อกุศลจิต"ในใจของตนออกก่อนจะดีกว่า จึงจะเข้าใจอะไรๆได้มากขึ้นเกี่ยวกับสันติวิธี รวมถึงหลักหน้าที่และความรับผิดชอบซึ่งพึงต้องมีในระบอบประชาธิปไตย(ที่ทุกวันนี้ขาดอย่างมาก)ได้มากกว่านี้

และสำหรับแกนนำการชุมนุม จำเป็นต้องพึงทบทวนตนเองเสมอว่า ท่านสู้เพื่อให้สังคมดีขึ้น หรือว่าท่านอยากชนะ ถ้าอยากชนะก็ต้องถามตัวเองต่อว่า ถ้าจะชนะบนความพ่ายแพ้ของสังคมไทย จะชนะไปเพื่ออะไร

และสำหรับแกนนำการชุมนุม

และสำหรับแกนนำการชุมนุม จำเป็นต้องพึงทบทวนตนเองเสมอว่า ท่านสู้เพื่อให้สังคมดีขึ้น หรือว่าท่านอยากชนะ ถ้าอยากชนะก็ต้องถามตัวเองต่อว่า ถ้าจะชนะบนความพ่ายแพ้ของสังคมไทย จะชนะไปเพื่ออะไร
ู^
^
เพื่อให้สังคมดีขึ้น หรือ ใจอยากชนะ มันคือ ปัญหาช่องว่างของพันธกิจ
เพราะ ถ้าการเคลื่อนไหว ตั้งบนการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งระดับแนวทางและสถานการณ์แล้วไซ้ร
ย่อมเชื่อได้ว่า สังคมต้องดีขึ้นแน่และโดยความเชื่อมั่น ชัยชนะก็เป็นของมวลชนภายใต้การนำติดดิน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสังคมกำลังอยู่บนทางสองแพร่งของปชต.และความรุนแรงไม่มีใครต้องการจริงๆหรอก

สันติวิธีที่พึงกระทำได้ จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องสร้างวินัยในมวลชน ไปพร้อมกับ การติดอาวุธทางปัญญาไปเรื่อยๆ
ตรงนี้ คือ การเติบโตที่เป็นจริงของกระบวนการสร้างแนวร่วม เพื่อ ขยายวงชั้นให้ถ้วนทั่วทั้งสังคม อันพึงหวัง...

เพราะ ปริมาณที่มากพออย่างมีนัยยะ จึงจักไปสร้างคุณภาพใหม่ของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้

แต่ถ้าไร้วินัย สะเปะสะปะ และไม่ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทาง ตรงนี้..พลังจิตสำนึกที่เป็นจริงต่อแนวทางการ
ต่อสู้ ก็จักหาทรงความหมายหรือมีพลังมากพอ ต่อการยกระดับ การเปลี่ยนแปลงได้

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ wrote:
ส่วนการพูดถึงเรือ่งว่าหากผู้แสดงพลังสันติวิธีนั้นเคยสนับสนุนหรือสวมเสื้อสีอื่นมาก่อน จะกลายเป็นสันติวิธีที่น่าหวาดกลัว แต่ผมกลับคิดว่า กลุ่มขบวนการที่มีวาระซ่อนเร้นบางกลุ่มที่เคยออกมาทำตัวเป็น"อีแอบ" อ้างชื่อเครือข่ายสันติวิธีออกมาซ้อนให้เกิดความสับสน ทั้งที่ดูรายชื่อองค์กรก็รู้ว่าเป็นพวกมีHidden Agendaอยู่ข้างไหน ผมว่ามันน่ากลัวกว่าและ"ทุเรศ"สิ้นดี

แต่ถ้าอย่างที่สนนท.หรือส.ว.เรืองไกรได้ออกมาแสดงความชัดเจนแล้ว นับว่าน่ายกย่องมากๆ อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมีคำถามซ้ำๆซากๆเกี่ยวกับจุดยืนของคนพวกนี้อีกต่อไป

แต่คนที่เคยเลือกข้าง หรือมีความคิดที่สนับสนุนข้างใดก็ควรมีสิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความห่วงใยบ้านเมืองได้หลายรูปแบบ ที่ไม่จำเป็นต้องเอาสีเอาข้างคนละขั้วมาชนกันให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ซึ่งรังแต่จะมีแต่ผลเสีย และบดบังพื้นที่ที่สังคมจะได้เรียนรู้แง่มุมที่ต่างกันอย่างสร้างสรรค์ให้หดหายไปด้วยพื้นที่ของความแตกร้าวและอาจนองไปด้วยเลือด...

และการที่บทความนี้ยังมีจุดที่พยายามบิดเบือนภาพของเครือข่ายสันติวิธีว่าต้องการดิสเครดิตผู้ชุมนุม หรือพยายามบอกให้ผู้ชุมนุมหุบปาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าคนเขียนบทความนี้ตีโจทย์ไม่แตก หรือมีปัญญาญาณที่แคบเกินไป เพราะผมยังนึกไม่ออกเลยว่า เครือข่ายสันติวิธีกลุ่มไหนเคยพูดตอนไหนว่าการชุมนุมทางการเมืองทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และบรรดาบุคคลที่มีส่วนผลักดันเครือข่ายสันติวิธี ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณวุฒิที่เข้าใจการเมืองภาคประชาชนและเป็นที่ยอมรับในระดับปัญญาชนสาธารณะทั้งนั้น คงไม่มีท่านไหนที่จะมองวิถีการเมืองภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นการก่อความวุ่นวายแน่

และการยิ่งพยายามตีความว่าผู้เรียกร้องสันติวิธีนั้นคือการพยายามยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชุมนุม ผมอ่านแล้วก็รู้สึกซึ้งใจว่า "เออ..สังคมไทยยังมีคนที่คิดอกุศลได้แบบนี้จิงหรือนี่" ถ้าเป็นคนระดับทั่วๆไปคิดเช่นนี้ผมอาจพอให้อภัยได้ แต่หากว่าเป็นวิธีคิดของคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชน ศึกษาคาบตำราวิชาการต่างๆมากมายคิดอะไรได้เพียงเท่านี้ ช่างน่าหนักใจจิงๆ

ผมขอแนะนำว่าก่อนที่คนเขียนบทความจะมาวิพากษ์แนวทางสันติวิธีในเชิงที่เป็นอกุศล ผู้เขียนควรไปขจัด"อกุศลจิต"ในใจของตนออกก่อนจะดีกว่า จึงจะเข้าใจอะไรๆได้มากขึ้นเกี่ยวกับสันติวิธี รวมถึงหลักหน้าที่และความรับผิดชอบซึ่งพึงต้องมีในระบอบประชาธิปไตย(ที่ทุกวันนี้ขาดอย่างมาก)ได้มากกว่านี้

และสำหรับแกนนำการชุมนุม จำเป็นต้องพึงทบทวนตนเองเสมอว่า ท่านสู้เพื่อให้สังคมดีขึ้น หรือว่าท่านอยากชนะ ถ้าอยากชนะก็ต้องถามตัวเองต่อว่า ถ้าจะชนะบนความพ่ายแพ้ของสังคมไทย จะชนะไปเพื่ออะไร

คุณวรภัทรเองก็ต้องclearifyคำพูดของตัวเองเหมือนกัน คำว่าผู้ชุมนุม การชุมนุม แกนนำการชุมนุม ที่เขียนมีความหมายรวมถึงการชุมนุมและแกนนำการชุมนุมของพันธมิตรด้วยหรือเปล่า? รวมถึงพฤติกรรม การกระทำทั้งปวงของพันธมิตรที่ผ่านมาด้วยหรือเปล่า? คุณมองว่าการกระทำของพธม.ที่ผ่านมารุนแรงหรือไม่? แกนนำพธม.ต้องออกมากแสดงความรับผิดชอบต่อความรุนแรง(ถ้ามี)หรือเปล่า?

การพูดถึงการชุมนุมและความรุนแรงลอยๆในเวลานี้ จะให้ชาวบ้านอย่างผมคิดว่าอะไรอีกนอกจากจะimplicitlyชี้นิ้วไปที่การชุมนุมเสื่อแดงว่ากำลังเป็นthreatต่อความสันติสุขของสังคมไทย สังคมกรุงเทพฯ

ผมถามต่อว่า สังคมไทยวันนี้ถึงไม่มีการชุมนุมของเสื่อแดง มันมีสันติอยู่จริงหรือ? คนไทยโดยเฉพาะนักวิชาการตอแหลทั้งหลายมันเชื่อมั่นในสันติวิธีจริงหรือ? ถึงได้หุบปากไม่กล้าแม้แต่จะวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารที่ผ่านมาว่าเป็นความรุนแรงต่อสังคมขั้นสูงสุด

ใครกันแน่ที่อคติ ใครกันแน่ที่ความคิดคับแคบ ใจแคบ ใครกันแน่ที่"ตอแหล"ได้อย่างถึงที่สุด อย่างไร้ยางอายเป็นที่สุด

ทำไมวันนี้ชนชั้นนำในสังคมถึงโ

ทำไมวันนี้ชนชั้นนำในสังคมถึงโหยหา.....สันติวิธี........กันเหลือเกิน

นับแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ มา บรรพชนของเรารุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ประสบกับความเป็นจริง ที่ไม่มีใครสามารถบิดเบือนได้ ดังคำเล่าขาน และคำสอนของปู่ย่า ตายาย พ่อแม่
"เมื่อเจ้านายมาเยือนหมู่บ้าน ใครมีลูกสาว เมียสาว ก็ให้นำไปซ่อนในป่า เพื่อให้ล่วงพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศ"
"มีทรัพย์สินให้เก็บงำไว้มิดชิด อย่าได้เที่ยวไปโอ้อวดใคร เพราะทั้งโจรหรือเจ้านายจะปล้นไป โจรปล้นด้วยดาบ ส่วนเจ้านายปล้นด้วยกฏหมาย(ไพร่รู้หนังสือ รู้กฏหมาย มีความผิด)"
"ที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ ต้องถางให้เจ้านายก่อน ที่ดินไพร่แล้วแต่เจ้านายจะจัดให้"
คนเป็นเจ้าเป็นนายสะสมแต่อำนาจ ความมั่งคั่ง ความสำราญ...ไพร่สะสมแต่ความอดอยาก ยากจน ถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่า นี่หรือสันติวิธีที่เจ้านายกระทำต่อไพร่......มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน....

จนลุถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๖ ความเคยชินนี้ของชนชั้นสูงก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง กระทำต่อผู้อื่นอย่างโหดร้าย เพื่อความมั่นคงในอำนาจปกครองของตน และความมั่งคั่งของตน ทั้งด้วยกำลัง และการครอบงำจิตสำนึกของสังคม พวกท่านทั้งหลายได้เคยถามตนเองไหม การกระทำที่เอารัดเอาเปรีบยผู้อื่นนั้น มันมีความยุติธรรมหรือไม่ เมื่อไม่มีความยุติธรรม สันติก็ไม่เกิด หากต้องการสันติ ท่านก็ต้องแก้ไขเยียวยาความอยุติธรรมที่พวกท่านได้กระทำต่อประชาชน และท่านก็ต้องกระทำให้ความยุติธรรม ความเสมอภาค ความเคารพต่อกัน เกิดขึ้นและดำรงอยู่ แก่ประชาชนในสังคมนี้ หรือว่า...สันติวิธี...ที่ท่านกู่ร้องหานั้นมันเป็นแค่วาทะกรรมตอแหล เพื่อหลอกล่อมอมเมาประชาชนให้อดทนต่อการกระทำที่โหดร้ายของท่านต่อไป

...............ความยุติธรรมไม่ดำรงอยู่ในสังคมใด สังคมนั้นก็ไร้สันติสุข.............

...............ท่านเป็นทุกข์เพราะเสียหน้า ชาวประชาทุกข์กว่าเพราะอดอยาก ไร้สิทธิเสมอภาพและ เสรีภาพ.............

พื้นฐานความคิดของคุณ คือ

พื้นฐานความคิดของคุณ คือ ในการเคลื่อนไหว แท้จริงแล้ว สันติวิธี คือ แนวทางที่สามารถสร้างแนวร่วมได้ดีที่สุด

เสื้อแดง ได้รับชัยชนะในรูปแบบ กล่าวคือ สามารถไปลบภาพ"แดงเลือด"ในช่วงเมษา คราวก่อนได้
แต่ในระดับเป้าหมาย แม้รบ.จะยุบสภาหรือไม่ อนาคต...ก็คงไม่ได้เปรียบอะไรจริงๆหรอก

การต่อสู้ที่แท้จริง คงเป็นหนังเรื่องยาวสักหน่อย ไม่ใช่คราวเดียว คราวนี้ แต่ต้องยืดเยื้อ และสร้างตัวตนรวมหมู่ขึ้น
กล่าวคือ ผู้นำการต่อสู้จักต้องติดอาวุธทางความคิดให้กับมวลชนไปพร้อมกันเสมอๆ ในขณะที่ในกระบวนการเคลื่อน
ไหวทุกครั้ง พึงสถาปนารูปแบบการจัดตั้งตนเองให้ชำนาญ มวลชนที่ทรงพลังจำต้องมีระเบียบวินัย โดยเฉพาะอารมณ์
หมู่ที่ต้องรู้จักควบคุม ไม่ให้เกินขอบเขตระหว่างอารยะขัดขืนกับความรุนแรง

สรุปว่า จัดตั้งตนเอง ในขณะที่ใช้สันติวิธีในกระบวนการเคลื่อนไหว เพื่อ เพิ่มปริมาณแนวร่วม
พัฒนาจิตสำนึกที่ชัดเจน วิพากษ์ค่านิยมอยุติธรรมที่ีฝังตัวในวิถีชีวิตให้กระจ่าง เอามาแปรเป็นพลังคัดง้างถ้วนทั่ว

ไม่ต้องสนใจคนที่ด่าทักษิณหรอก

ไม่ต้องสนใจคนที่ด่าทักษิณหรอก มันด่ามาหมดแล้วโคตรเหง้าของมันเองหรือคนอื่น แต่ไม่กล้าด่าสนธิ ลิ้มทองกุล นี่แหละ ประเทศไทย และอนาคตของชาติไทย

คนที่คิดว่าคนอื่นโง่

คนที่คิดว่าคนอื่นโง่ คือคนโง่ที่สุด
คนที่คิดว่าคนอื่นฉลาด คือคนฉลาดที่สุด
คนที่คิดว่าคนอื่นเลว คือคนเลวที่สุด
คนที่คิดว่าคนอื่นดี คือคนดีที่สุด

ปฏิวัติในเมือง ไร้ราคา

ปฏิวัติในเมือง ไร้ราคา

"-

"- หากการออกมาเรียกร้องสันติวิธี หมายถึงการกดทับอีกฝ่ายไม่ให้พูดหรือแสดงความเห็นในสิ่งที่คิดอย่างตรงไปตรงมา หรือนัยยะที่ว่า การเรียกร้องให้ยุบสภา หมายถึงการทำลายภาวะปกติ ทำลายสันติและความสงบ พึงนึกถึงตัวเองว่า หากภายภาคหน้าท่านต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ท่านจะอึดอัดเพียงใดที่มีคนมาบอกให้ท่านหุบปากเสียพร้อมข้อกล่าวหาเป็นผู้ไม่รักสันติ"

ชอบใจตรงนี้ของบทความครับ เพราะมันสะท้อนตัวตนคนบางคนที่มีท่าทีต่อสิ่งเดียวกันที่แค่เกิดขึ้นคนละปีและผู้กระทำใส่เสื้อคนละสีได้ชัดดี บางคนก็ลืมไปว่าไปไล่เดินตามตรรกะบิดเบี้ยวอะไรบางอย่างไว้ ในอนาคตอันไม่แน่นอน ถึงเวลา ตัวเองโดนเข้าเองจะลุกขึ้นมาทำอย่างที่อยากทำมั่ง ก็อึกอัก เพราะเคยด่าการกระทำนั้นไว้เองแล้ว จนมุมตัวเอง แต่คนบางคนก็ไม่แคร์นะ เขาสามารถพูดในหมวกหัวหน้าฝ่ายค้านได้อย่างหนึ่ง และพูดในหมวกหัวหน้ารัฐบาลได้อีกอย่าง อย่างหน้าตาเฉย

"- หากต้องการยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามผู้ชุมนุม จงออกมายืนอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่เรื่องผิดปกติใดๆ ที่สังคมจะมีคนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ด้วยกัน แม้ว่าจะเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ เพราะนี่คือความจริงที่ต้องเลิกหลอกกันเสียทีว่า สังคมไทยนั้นไม่มีวุฒิภาวะพอจะยอมรับมันได้"

ตรงนี้ก็ตรงดีครับ ไม่ดัดจริตด้วย

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ wrote:
การแสดงพลังสันติวิธี คือการแสดงพลังของคนที่เลือกข้างความถูกต้อง ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธหรือมองว่าการชุมนุมทางการเมืองนำมาซึ่งความรุนแรงแต่อย่างใด แต่ต้องการนำเสนอให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ได้มีแค่คน2สี แต่ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการพื้นที่การแสดงออกซึ่งความปราถนาสันติสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามองว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นความรุนแรง แต่แกนนำที่ใช้เครื่องมือนี้อย่างผิดๆและไร้วุฒิภาวะต่างหากที่จะเป็นบ่อเกิดความรุนแรง มันเหมือนกับมีดทำกับข้าว ที่หากใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝง ของที่มีประโยชน์ก็กลายเป็นโทษได้ เราจึงต้องเตือนสติแกนนำ ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในสังคม ทั้งนี้สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ต้องระลึกไว้เสมอว่า แม้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมกับสีใดๆ ก็ย่อมต้องมีสิทธิในความเป็นเจ้าของประเทศ มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับการชี้นำแนวทางของสีใด คนที่เลือกแสดงพลังสันติวิธีแม้เพียงผ่านโลโก้บนเสื้อหรือสัญลักษณ์บนเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ นั่นคือเขาเองก็มีระดับของความใส่ใจสังคม บ้านเมืองในระดับหนึ่งและได้แสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมในจุดที่เขาทำได้ ซึ่งเราต้องเคารพการแสดงออกของเขาและให้โอกาสการเรียนรู้

และการที่คนจะรู้สึกว่าการชุมนุมจะสันติหรือนำมาซึ่งความรุนแรง เป็นสิ่งที่ห้ามความรู้สึกกันไม่ได้ แต่ฝ่ายที่จัดการชุมนุม ดูแลมวลชนต่างหากที่พึงต้องรับผิดชอบสิ่งนี้ ในการทำงานมวลชนอย่างมีวินัยและมีขั้นตอนการจัดการที่แสดงถลังความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและรวมถึงชีวิตของมวลชนที่มาเข้าร่วม ซึ่งสิ่งนี้ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่เคยพูดถึง แต่เมื่อเกิดปัญหาแล้วมักโทษคนอื่นด้วยข้ออ้างข้างๆคูๆเช่น ถูกมือที่3เข้าแทรกแซง แต่ไม่ได้พูดถึงปัญหาที่เกิดจากยุทธวิธีของตน และการใช้ประชาธิปไตยที่เรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่และความรับผิดชอบ ก็เป็นปัญหาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

และการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีความรับผิดชอบ ถ้าหากคนในสังคมจะรู้สึกว่ามันรุนแรงหรือรับไม่ได้ ก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่แกนนำควรทบทวนแนวทางของตนมากกว่าหรือไม่... ดูเพิ่มเติม

เอาอย่างง่ายๆ การที่ผู้ชุมนุมพยายามนำเสนอแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ การขจัดความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการผูกขาดอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ล้วนเป็นประเด็นน่าสนใจชวนตกผลึกความคิด แต่เมื่อมีท่าทีที่รุนแรงทางการกระทำหรือแม้แต่ทางวาจาเช่น "รัฐบาลต้องยุบสภาใน24ช.ม.มิฉะนั้นจะไม่รับประกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"(ทั้งที่ผมและใครหลายคนก็งงว่าจะให้ยุบทำไม) หรือ "เราจะทำให้กรุงเทพเป็นทะเลเพลิง" หรือแม้แต่ท่าทีของแกนนำบางคนเช่น อริสมันต์(อดีตนักร้องในดวงใจของผม) หรือเมธี อมรวุฒิกุล(นายแบบนู้ดตกอับ) มันก็ห้ามไม่ได้ถ้าคนในสังคมฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

คุณวรภัทร (เยาวชน พธม.) ใส่เสื้อหยุดความรุนแรง แต่ลองอ่านสิ่งที่คุณเขียนแสดงความเห็นมาสิ "...เมธี อมรวุฒิกุล(นายแบบนู้ดตกอับ..." แบบนี้ ใครจะเชื่อคุณ?

โอ๊ย ดูดิ

โอ๊ย ดูดิ พวกขาว...เนียน
ช่าวทำไปได้

http://www.youtube.com/watch?v=zMv300AnGoQ&feature=player_embedded#

INiXDsk UcNyVIrV

INiXDsk UcNyVIrV

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน