คับที่ อยู่ไม่ได้ ….คับใจ ใครจะช่วย

 

"เขาให้เราไป เราก็ต้องไป เขาให้เราอยู่เราก็ต้องอยู่ ไม่ว่าจะที่นี่ เล่อป่อเฮอ หรือที่แบเกลาะ (ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ)" นี่เป็นสิ่งที่นอแมเลจากพื้นที่รองรับหนองบัวบอกผมไว้ เมื่อกันยายนปีก่อน
 
นอแมเล เป็นหญิงร่างท้วมที่กรำงานหนักจนดูแก่กว่าอายุจริง ทุกครั้งที่เจอผมเผลอเรียกเธอว่าป้าทุกที ทั้ง ๆ ที่อายุของเธอเพียงสามสิบห้า เสียงของนอแมแลยังก้องอยู่ในหู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลในครั้งนั้นยังติดอยู่ในตาของผม และวันนี้ครอบครัวของเธอและเพื่อนๆ รวม 3 ครอบครัว 12 คน ได้ถูกส่งข้ามแม่น้ำเมยกลับไปที่เล่อป่อเฮอบ้านของเธอแล้ว เมื่อเวลาราว 8 โมงเช้าของวันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553
 
"เราเชื่อว่านี่ไม่ใช่การจัดการของยูเอ็น เพราะว่าเมื่อเช้า ระหว่างการส่งกลับคนชุดแรก คนชุดที่สองกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวไป ก็มีเจ้าหน้าที่ยูเอ็นมา และทหารชุดที่กำลังดำเนินการส่งกลับก็เปลี่ยนท่าทีทันที”
 
“คิดดูสิว่า จากที่กำลังช่วยขนของขึ้นรถเพื่อจะไปส่งตรงท่าน้ำ กลับหันไปแกล้งถามคนที่กำลังขนของมารอรถอยู่ว่า จะไปไหน" ชายชราเพื่อนบ้านของนอแมเลบอกกับผม รอยยิ้มแปลก ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากแก
 
เรานั่งคุยกันอยู่บนบ้านไม้ไผ่ที่ผนังถูกรื้อออกเตรียมการขนย้าย เจ้าของบ้านที่ขาขาดทั้งสองข้างเนื่องจากเหยียบกับระเบิดเมื่อฤดูฝนที่ผ่านมานั่งฟังอยู่ข้างๆ ผมไม่มีโอกาสนี้นานแล้ว แต่อยู่ๆ เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ทหารก็ถอนกำลังออกไปเหลือแต่อ.ส.คนเดียว ทหารนอกเครื่องแบบที่วนเวียนอยู่ก็ไม่มีทีท่าจะตรวจตราการเข้าออกอย่างที่เข้มงวดชนิดไก่ก็ยังหลงหูหลงตาได้ยากเหมือนตลอดราว 3 เดือนก่อน
 
แดดค่อยๆ ผ่อนแสงลงส่องเพิงไผ่ผุๆ ที่มุงด้วยเต็นท์ขาดๆ จนภาพทั้งหมดเป็นสีเหลืองทอง ...หากไม่มีเด็กตัวเล็กๆ วิ่งขวักไขว่เจี๊ยวจ๊าว ที่นี่คงเป็นเพียงพื้นโล่งที่มีแต่กองไม้ไผ่และผ้าใบเก่าเป็นหย่อม ๆ แต่สำหรับหลายคนการอยู่บนเพิงผุแบบนี้ก็ยังดีกว่าต้องกลับไปในบ้านใหญ่แข็งแรงที่เขาลงแรงสร้างมากับมือ ในฝั่งพม่า
 
"ตอนที่ทหารพากลับไปดูบ้านเมื่อครั้งก่อน ฉันต้องระวัง ต้องวางเท้าลงให้พอดีกับรอยเท้าของคนข้างหน้า เราไม่กล้าก้าวเกินออกนอกเส้นทางที่เขานำเด็ดขาด” หญิงชราที่แนบหลานกำพร้าที่กำลังป่วยไว้กับอก เล่าให้ผมฟัง แกคอยกระชับตัวหลานให้แน่นขึ้นทุกครั้งเมื่อเด็กเกร็งตัวไอขณะที่ดวงตาน้อย ๆ ทั้งสองข้างปิดสนิทเหมือนไม่รับรู้อะไร
 
“บางครั้งข้างทางเห็นชัดๆ ว่ามีรอยดินพูนขึ้นมาเป็นรอยกลมๆ” นั่นคือกับระเบิดที่มองเห็น แล้วที่มองไม่เห็นล่ะ ผมคิด
 
“ฉันโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บ้านที่เคยอยู่ บ้านที่ลูกชายของฉันสร้างมากับมือ มีเสาต้นขนาดที่ผู้ชายแข็งแรงต้องช่วยกันยกถึง 6 คน ตอนนี้ถูกรื้อไปสร้างบ้านพักทหารเรียบร้อยแล้วแต่บางคนก็แย่กว่านั้น บ้านถูกเผาทั้งหลัง"
 
หญิงชราก้มมองหน้าหลานที่กำลังหลับอยู่ ก่อนจะบอกผมว่า "ฉันไม่กล้ากลับหรอก ห่วงก็หลานตัวเล็กนี่ มันเริ่มเดินเตาะแตะแล้วนะ ถ้ากลับไปจริง คงไม่กล้าให้มันเดินลงไปเล่นใต้ถุนบ้าน เพราะน้ำหนักแค่ 10 กว่ากิโลก็เหยียบกับระเบิดแตกได้แล้ว"
 
"กลับไปตอนนี้ ทางทหารโพกหัวเหลือง (โคะพะบอ หมายถึง ทหารดีเคบีเอที่โพกหัวเหลือง) เองก็ไม่กล้ารับรองความปลอดภัยอะไรให้กับเรา ตอนประชุมเขาก็บอกชัดๆ อยู่เขาแค่สัญญาว่าจะไม่ใช้แรงงาน ไม่บังคับเราไปหาบของเป็นทหาร ...แต่จะเชื่อได้หรือ ในช่วงแรกอาจจะใช่ แต่พออยู่ไปอยู่มา ก็ไม่แน่”
 
“ถ้ากลับไป เดี๋ยวๆ ก็ต้องมีการตั้งกฎต่างๆ ขึ้นมาแล้วก็เป็นข้ออ้างให้ลงโทษผู้ทำผิด การลงโทษก็คือการใช้แรงงานไง หรือไม่นะ วันดีคืนดี มีหัวหน้าทหารต่างถิ่นเข้ามา ก็ต้องจัดงานเลี้ยง ข้าวปลาอาหารก็ต้องมาจากชาวบ้าน ...ลุงเคยอยู่มาแล้ว ลุงรู้” สามีของหญิงชราพูดขึ้นบ้าง หลังจากที่นั่งเงียบฟังอยู่นาน
 
ผมเห็นแกมีสีหน้าอัดอั้นตันใจเกินทน "แล้วตอนนี้ยิ่งลำบากรู้มั้ย บ้านของเราถูกรื้อ ไม้ถูกเอาไปสร้างค่ายทหารแล้ว เราก็ต้องทำใหม่ แล้วสถานการณ์แบบนี้ กับระเบิดอยู่ตรงไหน อย่าว่าแต่จะไปตัดไม้สร้างบ้าน แค่จะออกไปเด็ดผักเด็ดปลา ยังไม่รู้เลยจะทำได้ไหม แล้วจะให้เราอยู่ยังไง สู้อยู่อย่างนี้...ในบ้านผุๆ แบบนี้อยู่ไปเรื่อย ๆ ทนให้เขาไล่ ลุงยังปลอดภัยกว่า"
 
อื่ม...เขาไล่ยังไงกัน ผมถามออกไปเบาๆ
 
"จะเรียกว่าไล่เลยก็ไม่ใช่ละ แต่ไอ้ที่มาถามเราทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง คอยตรวจรายชื่อคนเข้าออกตลอดโดยไม่สนใจเหตุผลว่าเราไปที่ไหน ถ้ามาตรวจแล้วไม่เจอเราก็ตัดชื่อเราจากบัญชีรับอาหารทันทีน่ะ ไม่ไล่ก็คือไล่ เดี๋ยวๆ ก็มาบอกอีกว่า ถ้าอยู่ต่อฝรั่งจะไม่ให้ข้าวกินแล้ว”
 
“หลานชายคนที่ขาขาดสองข้างน่ะ ตอนนี้เขาไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อที่ได้รับส่วนอาหารนะ บัญชีทหารถึงได้มีผู้ลี้ภัยน้อยนักไง หลานคนนี้ ช่วงเดือนแรกๆ เขาเหยียบกับระเบิดก็ไปอยู่โรงพยาบาล ชื่อเลยถูกคัดออกอยู่โดยที่ไม่ได้ข้าวมา 5 เดือนกว่าแล้ว คนอื่นต้องเอาข้าวแบ่งให้ ที่แย่กว่านี้ คือลูกสาวคนเล็กของเขาที่เคยได้ข้าว ครั้งล่าสุดนี้กลับไม่ได้ เพราะข้าวไม่พอ”
 
ผมฟังทั้งหมดแล้วก็นึกถึงอีกรายงานที่มีคนบอกว่า “กลับไป ดีเคบีเอคงควบคุมเรา แต่มันอาจจะดีกว่าการควบคุมของทหารไทยก็ได้ ใครจะกล้าอยู่ทั้งที่โดนไล่ทุกวัน” หลาย ๆ คนคิดว่า ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจะกลับไปตายที่บ้านเกิด
 
เย็นย่ำอาทิตย์ลับขอบฟ้า ผมนั่งอยู่ทางฝั่งนี้ เหม่อมองไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้ของ นอแมเล และเพื่อน ๆ รวม 12 คนในบ้านที่พวกเขายังไม่พร้อมที่จะกลับจะผ่านพ้นไปยังไง
 
แต่ผมคิดว่าพวกเขาคงจะต้องพยายามเอาชีวิตรอดอย่างที่สุด หนึ่งในหนทางอันน้อยนิดที่มีก็คือการแอบกลับมาเมืองไทย

.......เขาไม่อยากอยู่เมืองไทย

.......เขาไม่อยากอยู่เมืองไทย..ก้ไป..ชื่อสัญชาติก็ไม่ใช่ไทยแล้ว เขียนใช้สำนวณเสียยืดยาว......เพียงแค่อ่านหนังสือบางเล่มเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยกับพม่าและชนชาติในภูมิภาคนี้...ก็เลือกข้างต่างชาติแล้วหรือ(หรือไม่เคยศึกษา).....แค่เห็นที่เป็นอยู่ต่อหน้าในปัจจุบันก็ตัดสินการกระทำของบรรพบุรุษไทยแล้วหรือ...ความรู้แค่นี้มาบังอาจเขียนเรื่องความขัดแย้งในภูมิภาคนี้.....คิดว่ารู้ลึกซึ้งแล้วหรือ....กระจอก...ชื่อนี้ไร้ความเชื่อถืออีกต่อไป..ข้อเขียนเป็นนายเรา

ข้อเขียนเป็นนายเรา ใช่ล่ะ

ข้อเขียนเป็นนายเรา ใช่ล่ะ

หากหมั่นสำรวจตนอยู่เสมอ เราจะพบว่าประวัติศาสตร์มิได้มีเพียงด้านเดียว และ"ความรู้" กับ "ความรับรู้" นั่นก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ไอ้ตัวความรู้นี่หนา ใครเขาบอก เขาหลอก เราก็เชื่อ ด้วยหลงว่าสิ่งที่เขาพร่ำปลูกฝังนั่นคือความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อนั้น "ความรับรู้"ของตัวเราก็พลันมืดบอด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งใดได้อย่างเฉียบคมอีกต่อไป เหลือไว้เพียงความตื้นเขินแห่งอารมณ์ เขียนสิ่งใด พูดสิ่งใดออกมา ผู้คนเขาก็เข้าใจได้ว่า เราพูด เราเขียน ด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเมามัน ความสะใจ หรือเราพูด เราเขียน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงาม เพื่อหาทางออกแห่งปัญหา

ว่าไปแล้วหากเราจะถกกันถึงประเด็นความขัดแย้งในภูมิภาคนี้อย่างผู้มีการศึกษาพึงกระทำ มีข้อเสนอหนึ่งคือ เราควรแยกให้ออกระหว่างความ "รักชาติ" กับ "ความหลงชาติ" เมื่อทำได้เช่นนี้แล้วเราจะเห็นคนเป็นคนมากขึ้น

โอ้โห! นี่เรียกร้องให้ชาวบ้าน

โอ้โห!
นี่เรียกร้องให้ชาวบ้าน ให้ลูกเด็กเล็กแดง ลุกขึ้นหยิบมีด หยิบดุ้นฟืน ไปเข้าร่วมสงครามหรือ?
เข้าไปตายโดยไม่มีทางรอด

เอ้า! ในเมื่อรักชาติไทย คงจำกรณีชาวบ้านบางระจันครั้งกรุงเก่าได้ดี ตายกันทั้งบางเพื่อรักษาแผ่นดิน ในที่สุดท่านเหล่านี้เป็นที่ยกย่องในฐานะวีรชน แต่ แต่ แต่ มีคำถามว่า เรามีหนทางที่ดีกว่านี้ไหม หนทางที่จะรักษาชีวิตคนเอาไว้ได้ ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนไทย ก็แล้วไง เขาก็คือคน เลือดของก็เป็นเขาสีแดงไม่น้อยกว่าเลือดคนไทยอย่างเราเลย

อืมห์! แล้วถ้าจะชวนคิดว่า คุณเชื่อไหมว่ามีคนประเภทหนึ่งที่ทำการค้าสงคราม หาประโยชน์จากสงคราม
มีคนไทยอีกมากที่หาประโยชน์จากความเดือดร้อนของผู้ลี้ภัยที่ไม่ใช่คนไทยพวกนี้ โดยเฉพาะท่านผู้มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย กินกันเป็นกระบวนการ

เอ้า! ลองไปหาข้อมูลมาให้ดูหน่อยเถิดว่าไทยต้องเสียงบเท่าไหร่ มองในอีกด้านหนึ่ง ให้พยายามหาข้อมูลว่ารัฐไทยได้อะไรบ้าง หากยังไม่เคยรู้ บอกใบ้ให้หน่อยนึงว่า ถ้ารู้แล้วจะอึ้งทีเดียว

.....อ่านแล้ว

.....อ่านแล้ว เห็นว่าคุณรอยเท้านกพิราบน่าจะรู้จริง อยากรู้เหมือนกันว่าประเทศเราได้ประโยชน์อะไรบ้าง ไม่ต้องบอกใบ้ได้ไหมเอาตรงๆ เลย....ถ้ารู้จริง เพราะประโยชน์ของชาติคงไม่เป็นความลับนะ และใครหรือกลุ่มบุคคลใดได้ประโยชน์ส่วนตัวในทางไม่ชอบบ้าง(อันนี้ถ้าไม่กล้าบอกก้ไม่เป็นไร)........สำหรับเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้ก่อนเดี๋ยวมันจะยาว....ช่วยบอกเรื่องที่ว่านี้หน่อย จะขอบคุณมาก

.....ปล.เคารพทุกความเห็น

ดีใจจังครับที่หัวความทุกข์ร้อ

ดีใจจังครับที่หัวความทุกข์ร้อนของผู้ลี้ภัยได้รับความสนใจ ขออภัยที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้ทราบได้ เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนอีกมากมาย

ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ ผมก็เครารพในทุกความคิดเห็นเช่นกันครับ

.....ใช่...ผมก็รับฟังทุกความเ

.....ใช่...ผมก็รับฟังทุกความเห็นอยู่แล้ว ชาวบางระจันเขายอมตายกันทั้งบางและเขาก็ตายไปแล้วด้วย ก้เพราะเขาไม่ยอมเป็นขี้ข้าป็นทาสของพม่าไง....ถ้าคุณเกิดในสมัยนั้น...ก็คงมีทางออกทีดีกว่านี้นะ.(อย่างที่คุณว่า)....ในความคิดของคุณคืออาจต้องไปเป็นขี้ข้าพม่า......ในเหตุการณ์ตอนนั้นเพราะมันมีทางเลือกแค่สองทาง.....คือสู้กับยอม.....คุณคงเลือกยอม(เป็นขี้ข้าพม่า)....แต่ชาวบางระจันเขาไม่เลือกทางนั้นคือสู้ตาย..ก็รู้ประวัติศาสตร์ดีนี่นะ......ผมรักชาติแต่ไม่คลั่งชาติ...ผมแยกออกแต่คุณ..แยกออกหรือยัง.....(เคารพทุกความเห็นเหมือนเดิมเช่นกัน)

เคารพทุกความคิดเห็นด้วยคนค่ะ

เคารพทุกความคิดเห็นด้วยคนค่ะ
ฉันไม่รู้สึกว่าการยอม จะเสียหายตรงไหนนี่คะ ยอมไม่ได้หมายความว่าแพ้นะคะ
ดูอย่้าง นายขนมต้มสิ ใช้ความสามารถของตัวเอง ลุกขึ้นสู้ทั้งๆ ที่ยังมีสภาพเป็นเชลยอยู่ในขณะนั้น
อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลยคะ ขนาดมหราช ผู้น่ายกย่องของเราก็ยังเคยทำให้ดูเป็นตัวอย่างเลย
ฉันเชื่อคะว่าชีวิตของคน ถึงแม้ร่างกายจะต้องตกเป็นเชลย แต่หัวใจก็ยังเป็นอิสระได้
อันนี้กรณีเหตุการณ์ในตอนนั้นที่คุณพูดถึงนะคะ
แต่สำหรับตอนนี้ เชื่อว่าทางเลือกมันมีมากกว่านั้นคะ
...ชีวิตคนมันมีค่า...
ลองคิดเล่นๆ นะคะถ้าเปลี่ยนกัน ให้คุณเป็นพวกเขา คุณจะทำยังไง...
...เผื่อคุณจะเป็นหนึ่งคนที่ช่วยพวกเขาได้คะ...

.....ถ้าพูดอย่างนี้ก็เลิกพูดก

.....ถ้าพูดอย่างนี้ก็เลิกพูดกัน....ถามว่านายขนมต้มเขาลุกขึ้นสู้ยังไงหรือ....เอาเป็นว่าในประวัติศาสตร์ นายขนมต้ม ถูกกวาดต้อนไป ในคราวที่พม่ามาโจมตีกรุงศร๊ฯ ไม่ให้ตั้งอยู่ได้อีกต่อไป....แล้วนายขนมต้ม เป็นวีรบุรุษกู้ชาติอย่างไร เพียงชกมวยต่อหน้า กษัตริย์พม่าชนะนักมวยพม่าหลายคน(ซึ่งในพงศาวดารพม่าไม่เคยบันทึกไว้)...และการยอมอย่างที่คุณว่า.....คุณเป็นหญิงคุณก็คงยอมทุกอย่างนะ ไม่ว่ากัน.....มือก็ไกวดาบก็แกว่งคงใช้ไม่ได้กับคุณ.....ตอนเสียกรุงครั้งสุดท้าย..คุณได้อ่านหรือไม่ว่ามันเกิดกลียุคโหดร้ายขนาดไหนที่พม่าทำกับคนไทย...ไม่ต้องอ่านประวัติศาสตร์ที่ไทยบันทึกหรอกเดี๋ยวจะหาว่าเข้าข้างไทยด้วยกัน.....ไปอ่านจดหมายเหตุฝรั่งบาทหลวงต่างชาติหลายคนที่อยู่ในอยุธยาในตอนนั้นเขาบันทึกไว้จะเห็นภาพชัดเจนมากกว่า(บวกกับสภาพกรุงศรีฯ ทีคุณเห็นปัจจุบัน).....ชีวิตคนมีค่า...ผมไม่เถียง...ว่าแต่คุณพูดกับคนที่เขาเห็นค่าของชีวิตคนหรือไม่.....คนที่เขาเห็นคุณค่าของชีวิตคนไม่ใช่คนทีจะต่อต้านกับคนเถื่อนได้....เขาจึงพูดแบบโลกนี้น่ารักและสวยงาม...แบบผีเสื้อและดอกไม้(ใครทำลายโลกนี้ให้เสียหายล้วนถูกประนาม...ถ้าคูณโดนแบบกรุ
งศร๊ฯ ต่อให้ด่ามันอย่างหยาบคายที่สุดที่คุณจะด่าได้ มันก็ไม่ฟัง ซ้ำร้าย..ในสภาวะเช่นนั่นกล้าด่ามันหรือ ก็คุณยอมแล้วนี่..)....ไปคิดดู.....ถ้าไม่อยากตอบก้ไม่ต้องตอบผมเหนื่อยที่จะสอนประวัติศาสตร์ให้กับนักสิทธิฯ เพื่อให้เห็นภาพปัจจุบัน....อดีตคือตัวอย่างที่ดีสำหรับปัจจุบัน...ทั้งหลาย

ปล.ผมรักชาติและก็รู้ว่าคลั่งชาติมันคืออะไร....ผมมีลูกสาว ให้ผมตายก่อนดีกว่าถ้ารู้ว่าลูกผมจะต้องยอมอริราชศัตรูโดยถูกข่มขืนใจแบบนั้น (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมไม่เกี่ยวกับคุณที่ว่า..ตัวยังเป็นเชลยแต่หัวใจยังเป็นอิสระ...ก็ว่าของคูณไป)....ก็...เคารพทุกความเห็น

....ชีวิตคนมีค่า...ผมไม่เถียง

....ชีวิตคนมีค่า...ผมไม่เถียง...ว่าแต่คุณพูดกับคนที่เขาเห็นค่าของชีวิตคนหรือไม่.....

ดิฉันกำลังพูดกับคุณอยู่ค่ะ
....ถึงดิฉันจะไม่มีลูกสาว แต่ก็ไม่เคยคิดจะสนับสนุนให้มีการส่งลูกสาวของคนอื่นไปเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนั้นค่ะ

....ก้อยากบอกแต่เพียงว่า...คุ

....ก้อยากบอกแต่เพียงว่า...คุณเถียงในแบบของคุณ...กว่ากันไป แต่คุณ...ตัดตอนคำพูดเอาเฉพาะบางคำมา...เพื่อตอบสนองสนองการพูดคุยกัน..เพื่อหวังจะเอาชนะในการถกเถียง...แล้วใครได้อะไร....ทั้งๆ ที่กระทู้ข้างบนมันเริ่มมาแค่เรื่องมีคนบางคนมีความเห็นเพียงว่า....การส่งกลับผู้ลี้ภัย ทำได้ในระดับหนึ่ง...และการรับผู้ลี้ภัยก็ทำได้ในระดับหนึ่ง...ในระดับที่ไทยช่วยได้เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม...ไม่ใช่ต้องโอบอุ้มจนไม่ดูปัญหาและกำลังทรัพย์ของประเทศตน....บ้านเมืองเราเวลานี้แตกแยกกันจนถึงที่สุดแล้ว...แต่..คุณไม่กลับมามองปัญหาของชาติเรา...ที่ยังไม่มีความชอบธรรมที่จะเกิดขึ้น(ในเร็วๆ นี้).....คุณไม่สนใจก็ว่าของคุณไป....ผมเข้าใจนักสิทธิฯ ..ของทุกๆ ชาติ...ไม่มีแต่คุณหรอกที่เป็นนักสิทธิฯ ...เพียงผมแค่อยากจะบอกว่า คุณเข้าใจสถานภาพของชาติเราแค่ไหนในปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ ไม่มีน้ำใจจะมาช่วยกันบ้างหรือ...ก่อนที่จะไปพูดในระดับอินเตอร์......จะอยู่ฝ่ายอำมาตย์ก็เชิญ...

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน