เปิดจดหมายนักโทษผู้ใกล้ชิด “อากง” ลำดับการจากไป ในวาระครบ 1 เดือน
ผู้เขียน: ธันย์ฐวุฒิ หรือหนุ่ม ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ชื่อเรื่องเดิม: “จากเพื่อนร่วมชะตากรรมต่างวัย ถึงเพื่อนที่ล่วงลับจากไปชื่ออำพล”
เผยแพร่ครั้งแรก: เว็บไซต์สำนักราษฎรประสงค์
ในวาระครบรอบ 1 เดือน (8 พ.ค.) การเสียชีวิตของนายอำพล หรือ อากง ‘ประชาไท’ ขอนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นของนักโทษคดีเดียวกันผู้คอยดูแลอากงมาแต่วันแรกของการอยู่ในเรือนจำ เขาเขียนเพื่อไว้อาลัยและต้องการให้โลกภายนอกได้รับรู้ลำดับอาการของชายชราผู้นี้ รวมทั้งนิสัยใจคอและความเป็นอยู่ที่ผ่านมา แม้จะสุ่มเสี่ยงและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะส่งเรื่องราวเหล่านี้ออกมา
อีกฉบับหนึ่งเป็นของอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ซึ่งพ้นโทษออกมาแล้วและเคยอยู่แดนเดียวกับอากง เขาสะท้อนถึงความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในเรือนจำของผู้ต้องขัง
---------------------------------
หนุ่มแดงนนท์
8 พฤษภาคม 2555
“อำพล ตั้งนพกุล, อำพล ตั้งนพกุล ติดต่อที่ทำการแดนครับ ปล่อยตัว!!” เสียงประกาศผ่านไมค์ดังก้องไปทั่วแดน 8 ผมร้องขอให้เพื่อนช่วยประกาศให้เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณของอากงให้เป็นอิสระ ท่ามกลางความแปลกใจ ตกใจ กับการจากไปอย่างกะทันหันของชายชราคนหนึ่ง ที่พวกเขาเห็นอยู่ทุกวัน ผม หมี สุริยันต์ ไมตี้ วุฒิชัย สายชล ทองสุข รวมถึงเพื่อนๆ ของอากง เดินเกาะกลุ่มกันไปยังประตูทางออกแดน 8 ที่เป็นประตูลูกกรงหนาแน่นบานใหญ่สูงตระหง่าน เราเปิดประตูทางออกแดนอย่างช้าๆ และต่างคนต่างกล่าวคำล่ำลากันให้กับอากง “บ๊ายบายนะอาเจ็ก ค่อยๆ เดินนะ เขาให้เจ็กกลับบ้านแล้ว ป้าอุ๊คอยอยู่ตรงโน้น เจ็กไปหาเขานะ !!” ผมกล่าวออกมาเหมือนเป็นการลาครั้งสุดท้ายในความว่างเปล่า และจินตนาการไปว่า เห็นอากงค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ ไปทางประตู 4 ที่เป็นทางออกเรือนจำ
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้อากงจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้นะ เมื่ออาทิตย์ก่อนพวกเรายังใช้ชีวิตด้วยกันอยู่เลย นี่คือคำถามที่ผมอยากรู้มากๆ ในตอนนั้น มันไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ
ลำดับเหตุการณ์ อาการป่วย ก่อนถึงวันจากไป
ผมกับอากงและเพื่อนๆ มักจะชวนกันออกกำลังกายด้วยกันทุกเช้า ผมกับอากงเราจะแกว่งมือด้วยกัน วันละประมาณ 15-30 นาที ก่อนกินข้าวเช้า ราวๆ ต้นเดือนเมษายน อากงมาบ่นให้ผมฟังว่าแกปวดท้องน้อยบริเวณเหนือสะดือ ค่อนไปทางซ้ายหรือขวาผมจำไม่ได้ ผมเลยคิดว่าอาการน่าจะปวดกล้ามเนื้อท้องเนื่องมาจากการออกกำลังกาย ผมจึงบอกให้อากงหยุดแกว่งแขวนไปก่อนจนกว่าจะหายปวด เพราะก่อนหน้านี้ราวๆ เดือนมกราคม ก็เคยมีอาการแบบนี้ หยุดแกว่งแขนก็หาย ครั้งนี้ก็คงเหมือนกับครั้งก่อนละมั้ง อากงจึงหยุดแกว่งแขนเพื่อรอดูอาการตั้งแต่วันนั้น
1 สัปดาห์ผ่านไป อากงยังคงมีอาการเจ็บอยู่ ผมจึงให้แกทำเรื่องออกสถานพยาบาลภายในเรือนจำ (พบ.) ในวันจันทร์, 23 เมษายน แต่วันนี้อากงไม่ได้รับการตรวจ เพราะช่วงเช้าทางสมาคมทนายความมาขอพบ และป้าอุ๊มาเยี่ยมพอดี จึงทำให้ต้องเลื่อนไปในวันถัดไป
อังคาร, 24 เมษายน อากงออก พบ.แต่เช้า แต่ไม่ได้รับการตรวจใดๆ อากงบอกว่า เขาถามว่าเป็นอะไร อากงก็ตอบว่าปวดท้อง พวกเขาก็บอกกลับได้ แล้วจะจัดยาไปให้ วันนั้นอากงก็กลับมาที่แดนและได้รับยา 1 ชุดในตอนเย็น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร แต่บอกว่าให้ลองกินดู ไม่หายค่อยทำเรื่องออกไปใหม่ ระยะนี้อากงก็มีลักษณะภายนอกเหมือนปกติทุกวัน กินข้าวได้ เดินเหินได้ปกติ
หลังจากกินยาชุดนี้ได้ 3-4 วัน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ยังคงเจ็บท้องอยู่ และมีอาการท้องใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และกดดูแล้วก็แข็ง เนื่องจากอากงเป็นคนมีพุงอยู่แล้ว เลยไม่มีใครคิดว่าเป็นอาการผิดปกติ ผมจึงทำเรื่องให้อากงออกไป พบ.อีกครั้ง ในวัน จันทร์,30 เมษายน อากงเล่าให้ฟังหลังจากกลับมาจาก พบ.ว่า วันนี้พวกเขาก็ทำเหมือนเดิม คือ ถามว่าเป็นอะไร แล้วก็ไล่กลับ แต่ครั้งนี้อากงทนไม่ไหวจึงโวยวายออกไปว่า “ตรวจอั๊วด้วยสิ อั๊วเจ็บท้องหลายวันแล้ว กินยาก็ไม่หาย ไม่ตรวจดูจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นอะไร !!” จึงทำให้อากงได้รับการตรวจ และเย็นนั้นจึงได้ยามาอีก 1 ชุด
หลังจากกินยาชุดที่สองนี้แล้ว อาการเจ็บท้องก็ยังไม่หาย และท้องก็ใหญ่ขึ้น ตึงขึ้น และแข็งมาก จนพี่สมยศทักอากงว่าเป็นอาการเกี่ยวกับตับหรือเปล่า? เพราะพี่สมยศเคยมีประสบการณ์กับโรคตับมาก่อน เมื่อได้ฟังเช่นนี้แล้ว อากงจึงเกิดอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนอากงร้องไห้กับผมแล้วบอกว่า “ทำไมไม่หายซักที ผมแย่แล้ว ให้ผมตายเหอะ !!” พูดอยู่หลายครั้ง ผมจึงได้ปลอบใจว่าอากงไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวอาทิตย์นี้ก็ไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว อดทนอีกหน่อยเถอะนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแกเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะข่าวการช่วยแร่งรัดขออภัยโทษให้แก และเพื่อนๆ คดี 112 ทั้งหมดที่ทางคุณอานนท์มาแจ้งให้เราทราบในวัน พุธ, 2 พฤษภาคม ในวันนี้คุณอานนท์ยังทักว่าอากงดูไม่ค่อยดี ผมจึงขอให้คุณอานนท์ช่วยแจ้งอาจารย์หวาน ช่วยประสานให้อากงออกโรงพยาบาลราชทัณฑ์ (รพ.รท) โดยด่วน คุณอานนท์รับปากและได้ช่วยประสานงานให้ โดยเราเชื่อว่าที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จะมีหมอเก่งๆ ช่วยรักษาให้อากงหายเจ็บได้
พฤหัส, 3 พฤษภาคม อากงเริ่มมีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด และปฏิเสธโจ๊กที่พวกราสั่งซื้อให้แกกินอยู่ทุกวัน ผมจึงให้แกกินนมไวตามิลค์ เพื่อให้แกกินยา จากนั้นแกก็นอน อากาศเวลานั้นร้อนมากๆ ผมทายาหม่องให้แกที่หน้าอก หลัง คอ เพื่อให้หายใจสะดวก และคอยพัดให้แกอยู่เรื่อยๆ แกนอนรอป้าอุ๊มาเยี่ยมอย่างเช่นทุกวัน แต่วันนี้แปลกตรงที่ว่า พอมีเสียงประกาศเยี่ยมญาติของอากง ทุกทีแกจะรีบกุลีกุจอแทบจะวิ่งไปรับใบเยี่ยมญาติ แต่ครั้งนี้เราต้องพยุงแกขึ้นมา อากงหันมามองหน้าผม ทำเหมือนจะร้องไห้แล้วพูดว่า “หนุ่มไปด้วยนะ ไปกับผมด้วย ผมเดินไม่ไหว” ผมไม่เคยได้ยินคำพูดและน้ำเสียงแบบนี้ของแกมาก่อนตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 2 ปี ผมจึงขออนุญาตเจ้าหน้าที่ออกไปส่งแกที่จุดเยี่ยมญาติเพื่อพาแกมาหาป้าอุ๊ และผมได้กำชับแกโดยเขียนลงกระดาษให้แกบอกป้าอุ๊ว่าให้โทรบอกอาจารย์หวานเรื่องการส่งอากงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง รวมถึงให้ป้าอุ๊ซื้อนมเปรี้ยวและผลไม้ที่ย่อยง่ายๆ ให้ด้วย เพราะอากงจะได้กินในช่วงที่ป่วยอยู่นี้
เยี่ยมเสร็จผมกับอากงได้เจอป้าอุ๊ไกลๆ ที่ช่องรับของฝาก ผมทำสัญลักษณ์มือที่กางนิ้วก้อยกับนิ้วโป้งและยกขึ้นข้างหู ให้ป้าอุ๊กับป้าน้อย (ภรรยาอาจารย์สุรชัย) เพื่อส่งภาษาใบ้ว่าอย่าลืมโทร (หาอาจารย์หวาน) ด้วยนะ ป้าอุ๊ก็พยักหน้าเข้าใจ แล้วผมก็ชี้นิ้วไปที่อากง แล้วโบกมือไปมาแทนความหมายว่า ไม่ต้องเป็นห่วง (อากง) นะ จากนั้นเราก็เดินกลับแดน
ใครจะรู้ว่าการพบกันในวันนั้นของอากงกับป้าอุ๊ จะเป็นการพบกันเป็นครั้งสุดท้ายของสามีภรรยาคู่นี้ที่ต่างเฝ้าประคับประคองจิตใจกันมาอย่างยาวนาน
เช้าวันศุกร์, 4 พฤษภาคม หลังจากอาบน้ำตอนเช้าด้วยกันแล้ว อากงก็หลบไปนอนในโรงอาหารอีก และไม่ยอมกินโจ๊กเหมือนเมื่อวาน ผมจึงปล่อยแกนอน โดยเตรียมนมไวตามิลค์ไวให้ วันนี้มีประกาศชื่ออากงให้ออกโรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่เช้า ผมจึงดีใจเพราะวันนี้อากงจะได้ออกไปหาหมอเสียที เสียงประกาศชื่ออากงอีกครั้งเวลา 9.00 น. ผมปลุกแกให้ตื่นเพื่อให้แกกินนม และใส่เสื้อเพื่อเตรียมตัวไปโรงพยาบาล อากงกินได้ไม่ถึงครึ่งกล่องก็บอกว่ากินไม่ลงแล้ว ผมจึงพยุงแกลงมาจากโรงอาหาร ตอนนี้ผมสังเกตเห็นดวงตาของแกค่อนข้างเหลืองมาก ท้องก็ยังโตและแข็งอยู่เหมือนเดิม ผมขอให้อากงนั่งรถเข็นออกไปเพราะแกเดินไม่ไหวแล้ว อากงถูกเข็นออกไปอย่างช้าๆ และนี่เป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็นอากง โดยไม่เคยคิดว่าการจากกันครั้งนี้จะเป็นการจากกันตลอดไปโดยไม่ได้พบกันอีกเลย
ชายชราผู้ไม่จงรักภักดี ?
จากการพูดคุยกันตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยืนยันได้เลยว่าอากงไม่ใช่ทั้งเหลืองทั้งแดง ไม่สลิ่มด้วย แกเล่าให้ผมฟังว่าแกชอบไปตามงานชุมนุมต่างๆ เพราะสนุกดี และบางครั้งก็มีของให้กินฟรีๆ ด้วย แกเริ่มไปงานชุมนุมครั้งแรกก็คือชุมนุมพันธมิตร ที่แกยังได้รับแจกเสื้อเหลืองพร้อมลายเซ็นจำลอง ศรีเมือง ติดไม้ติดมืดกลับบ้านด้วย หลังจากนั้นก็ไปงานชุมนุมของเสื้อแดงที่แกก็ได้เสื้อแดง ผ้าโพกหัวกลับบ้านมา โดยไม่ต้องเสียเงินเช่นกัน อากงมักจะใช้เวลาหลังจากรับหลานๆ กลับจากโรงเรียน แล้วช่วยงานบ้านป้าอุ๊เสร็จแล้วค่อยไปงานชุมนุม เมื่อหายเบื่อแล้ว 2-3 ชั่วโมงก็นั่งรถกลับบ้าน
อากงไม่มีพื้นฐานความรู้ทางการเมืองใดๆ เลย อยู่บ้านทีวีเสื้อแดงก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเปิดดู หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน เพราะสายตาไม่ดี ลำพังแค่เลี้ยงหลานอย่างเดียวก็หมดเวลาแล้ว ดังนั้น เวลาพวกผมคุยกันเรื่องการเมืองแกจะตั้งใจฟัง แล้วมีคำถามมาถามเราอยู่บ่อยๆ
ที่น่าสนใจคือ กับข้อหาที่แกโดนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับการกระทำโดยธรรมชาติของแกมันขัดแย้งกันมาก เช่น แกจะยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงที่ตั้งอยู่ที่แดน 8 ทุกครั้งที่เดินผ่าน ผมแน่ใจว่าแกทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งเรื่องที่อากงเล่าให้ฟังว่า แกพาหลานๆ ของแกไปลงนามถวายพระพรในหลวงที่ศิริราชอยู่หลายครั้ง เวลาไปช็อปปิ้งกับหลานๆ แล้วเห็นโต๊ะที่เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ อากงจะชวนหลานๆ ร่วมลงนามถวายพระพรทุกครั้ง ผมจึงแทบไม่เชื่อว่าชราคนนี้จะถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน
บุคลิกลักษณะภายนอกของอากง ใครเห็นก็จะรู้ว่าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มเก่งไหว้เก่ง และที่ชัดที่สุดคือ ร้องไห้เก่ง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอากงเป็นคนอ่อนแอทางจิตใจมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่แกถูกจับเข้ามาอยู่ในคุก แกยิ่งแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน ช่วงแรกที่อากงถูกจับเข้ามาและได้รับการประกันตัวออกไป แตกต่างจากครั้งที่แกถูกจับเข้ามาอีกครั้งมากในเรื่องกำลังใจ ผมว่าแกโชคดีที่มีพวกเราหลายคนคอยให้กำลังใจแกอยู่ตลอดเวลา นอกจากคนที่โดนคดีเสื้อแดงแล้วอากงยังได้รับความรักและเขาใจจากผู้ต้องขังอื่นๆ ด้วย เป็นเรื่องจริงที่ผมมักจะบอกกับอากงว่า แกเหมือนเป็นพวกแบตเตอรี่เสื่อม เวลาห่อเหี่ยว ท้อแท้ เราคุยให้กำลังใจแก แกก็จะกลับมายิ้ม และชูกำปั้น “สู้” ได้อีกครั้ง แต่พอผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงแกก็จะนั่งหน้าเศร้าอีก เราเลยต้องชาร์จกันใหม่ๆ เรื่อยๆ ผลัดกัน ช่วยกันไป พวกเราต่างคิดว่าอากงเป็นญาติพี่น้องของเราจริงๆ ดังนั้น เราจึงดูแลกันด้วยดีตลอดมา
อากงจึงอยู่ในคุกได้ด้วยกำลังใจล้วนๆ กำลังใจหลักคือมาจากป้าอุ๊ รองลงมาคือจากพวกเรา เพื่อนๆ ที่อยู่ร่วมแดนกันและกำลังใจจากมวลชนที่แวะเวียนมาให้กำลังใจ นึกไม่ออกเลยว่า 4 วัน 4 คืนในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ขาดซึ่งกำลังใจใดๆ เลย อากงจะทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด และเป็นไปได้หรือเปล่าที่สาเหตุของการจากไปอย่างกะทันหันของแก ส่วนหนึ่งมาจากการขาดกำลังใจ......
ความอยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางคนที่มอบให้กับอากง
โดยอ้างว่าตัวเอง “รักเจ้า”
ผมคิดอยู่หลายรอบว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่า ท้ายสุดก็คิดว่าควรต้องเขียน เพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้นกับอากง จากการตั้งใจกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางคนในช่วงที่ข้อหาล้มเจ้าของคนเสื้อแดงกำลังถูกโหมโรงจากสื่อกระแสนหลักอย่างกว้างขวาง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ หลายคนจึงตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือการโดนข่มขู่ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ และถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ไม่ยกเว้นชายชราหรือ “อากง” คนนั้น ซึ่งผมและสุริยันต์ คือหนึ่งในนั้นตามข่าวที่ปรากฏไปบ้างแล้วจากสื่อทางเลือก เรื่องนี้ผมจึงคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่คนภายนอกจะได้รู้ว่าอากงโดนปฏิบัติอย่างไรบ้าง (ผมขอรับผิดชอบในสิ่งที่ผมเขียนทุกคำ พร้อมให้ตรวจสอบ)
แต่ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ปัจจุบันแดน 8 เป็นแดนที่ดีที่สุด แตกต่างจากแต่ก่อนฟ้ากับเหว เพราะได้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าฝ่ายคนใหม่ที่เป็นนักพัฒนาที่มีความเป็นกลาง มีความยุติธรรมกว่าคนเดิมที่ผมจะเล่าถึงการกระทำของเขาที่กระทำต่ออากง ซึ่งมีเรื่องราวดังนี้
อากงถูกจำแนกเข้ามาที่แดน 8 ภายหลังที่ผมและสุริยันต์โดนทำร้ายร่างกายด้วยความตั้งใจของหัวหน้าฝ่ายคนเก่าไปแล้ว และนอกจากผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ จะโดนทำร้ายแล้ว ผู้ต้องหาคดีเสื้อแดงที่ตอนนั้นถูกจับเข้ามา ถ้าถูกจำแนกมาแดน 8 ก็จะโดนเก็บยอดทุกคนโดยการตบต่อยที่ใบหน้า ร่างกาย จากนักโทษที่ได้รับสัญญาณมา และถูกด่าอย่างหยาบคายว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง แต่อากงโชคดีที่เป็นคนแก่จึงได้รับการยกเว้น ไม่ถูกประทุษร้ายทางร่างกาย แต่ถูกกลั่นแกล้งให้ทำงานอย่างหนักแทน
ด้วยภาพของอากงและวัยที่มากแล้ว โดยมนุษยธรรมและความเมตตา ควรได้รับการยกเว้นให้ทำงานอย่างคนหนุ่มเขาทำกัน แต่อากงคือผู้ที่ถูกเลือกด้วยความตั้งใจให้มาอยู่แดน 8 ของหัวหน้าฝ่ายคนก่อน (ที่ปัจจุบันย้ายไปประจำอยู่ใต้ถุนศาลรัชดา) เพื่อสะดวกในการทำอะไรบางอย่าง
วันแรกที่เข้ามาอากงถูกสั่งให้เข้าไปอยู่ในกองงานปั่นถ้วย และรับยอดเติมในทันที คือวันละ 5 กิโล หรือ 2,500 ใบ อากงทำไม่ได้แน่นอน แต่ก็ถูกบังคับให้ทำ จนผู้ต้องขังด้วยกันทนไม่ได้ต่างเข้ามาช่วยแบ่งงานอากงไปทำ คนละนิดคนละหน่อยจนเสร็จ อากงต้องทำงานอย่างนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งประกันตัวออกไปในครั้งแรก
อากงกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หัวหน้าฝ่ายคนนี้คงเข็ดที่จะเอาคดี 112 มาไว้อีก อากงจึงถูกจำแนกไปแดน 3 โดยหวังว่าจะแยกผมออกจากอากง ปรากฏว่าด้วยความเหลือจากผู้ใหญ่ข้างนอกโดยผ่านคุณอานนท์ จึงทำให้อากงถูกย้ายมาอยู่แดน 8 กับผมอีกครั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าฝ่ายคนนี้อย่างมาก อากงจึงถูกคำสั่งให้ไปปั่นถ้วยอีก แล้วครั้งนี้ก็เหมือนเดิม ผู้ต้องขังก็ช่วยเหลืออากงเหมือนเดิม เพราะทนเห็นการถูกกลั่นแกล้งของหัวหน้าฝ่ายไม่ได้ ท้ายสุดแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่โดยผ่านคุณอานนท์เช่นเดิม จึงมีคำสั่งสายฟ้าแลบให้ย้ายอากงมาอยู่กองงานห้องสมุด โดยไม่ต้องให้แกทำอะไรเลย งานนี้ทำให้หัวหน้าฝ่ายคนนี้เสียหน้าอย่างมากทีเดียว เพราะไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจอีกแล้วกับคนเสื้อแดง
หากการเสียชีวิตของอากง เลขาอภิสิทธิ์ ผู้พิพากษา ตำรวจผู้จับกุม ควรต้องรับผิดชอบแล้ว หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน 8 คนนี้ (ที่ไม่ใช่คนปัจจุบัน) ก็ควรต้องถูกประณามด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ ผมขอไว้อาลัยกับการจากไปของเพื่อนต่างวันของผมคนนี้ที่ผมรักและห่วงใยเสมือนญาติแท้ๆ ของผมคนหนึ่ง แน่นอนการจากไปของเขาจะต้องไม่เสียเปล่า ขอให้อากงหรืออาเจ็กที่ผมเรียก อย่าได้เป็นห่วงผมและเพื่อนๆ ทุกคนจะทำหน้าที่แทนอาเจ็กเองในการดูแลป้าอุ๊และหลานๆ ที่น่ารักของอาเจ็กให้มีความสุขตลอดไป และหากชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง...ผมรักเจ็กนะครับ!! ขอให้เจ็กหลับให้สบายและอย่าได้กังวลอะไรอีกเลย.



------------------------------------
ผู้เขียน: (ผู้เขียนขอสงวนชื่อนามสกุล)
เผยแพร่ครั้งแรก : เฟซบุ๊คของ Nithiwat Wannasiri
กระผม อดีตนักโทษชายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ร่วมชะตากรรมกับอากง ในเวลาที่ผมใช้ชีวิตในนั้น ได้เห็นการให้การรักษาพยาบาลในเรือนจำ ซึ่งจะมียาวิเศษอยู่หนึ่งตัว ชื่อ พาราเซตาม่อน ซึ่งยาขนานนี้ใช้รักษาโรคได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งเบาหวานหรือโรคหัวใจ
ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ถ้านักโทษเจ็บป่วย อาการหนัก รับรองได้ว่า รุ่งเช้าจะได้ยินเสียง"ประกาศปล่อยตัว"อย่างเช่นอากงแน่นอน ซึ่งการปล่อยตัวจะเป็นไปอย่างพิเศษมากๆ คือคุณไม่ต้องเดิน แต่ต้องลอยตามกลิ่นธูปออกมา
ในช่วงที่กระผมได้อยู่ในเรือนจำนั้น เคยมีนักโทษสูงอายุ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอากง แกเป็นคนใต้ แกป่วยอยู่หลายโรค ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ประมาณสองทุ่มกว่าๆ ได้มีเสียงเคาะ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีคนป่วยอยู่ในห้อง ซึ่งอาการของลุงคนนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหอบหืดหรือว่าโรคหัวใจ ซึ่งกว่าที่ผู้คุมจะขึ้นมาก็ประมาณ 10 นาที และก็ให้ยาพาราเป็นขั้นแรก หรือว่าก็ให้รอหมอแป๊บหนึ่ง ก็ประมาณ 30 - 60 นาที แต่พอหมอมาถึง คุณลุงคนนั้นก็ได้เสียชีวิตแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นผู้คุมหรือหมอ ที่ออกปากถามว่า ตายหรือยัง ทั้งๆที่ยังไม่ถึงประตูห้อง
คุณลุงคนนี้ถูกขังอยู่ที่ห้อง 10 ซึ่งห้อง 10 จะอยู่ชั้น 2 แต่ผมอยู่ชั้น 3 จึงมองไม่เห็น ซึ่งห้องเบอร์ 10 นี้ คุณก่อแก้ว และคุณขวัญชัย ก็เคยอยู่ ถ้าคิดจะออกไปพบหมอ ถ้าเป็นชาวต่างด้าว หรือบุคคลไร้ญาติ ก็ยากหน่อย ก็จะได้คำตอบว่า "กินพารา เดี๋ยวก็หาย" เมื่อมาถึงหมอ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ ถ้าคุณไม่ได้ถูกหามออกมาในสภาพหมดสติ ก็หมดสิทธิที่จะนอนรอดูอาการ ก็ต้องกลับไปนอนซมอยู่ในแดนตามเดิม
นี่หรือ ที่คุณบอกว่ามาตรฐานไม่ต่างกัน...?

-------------------------------------
Comments
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ใช่
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ใช่ คนของพรรค พท. หรือไม่ เป็นพวก นปช. หรือไม่ แล้วดูแลกันยังไง
ถ้ารักกันจริง ก็ต้องสั่งคนไปดูแลแล้ว แต่นี่มันอะไรกัน เคยไปถาม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือ พรรคพท. หรือแกนนำ นปช.กันบ้างหรือเปล่า ว่าดูแลกันยังไง พอเหอะ แกไปดีแล้ว อย่าเอา มาใช้ประโยชน์กันอีกเลย ตอนมีชีวิต ไม่ดูแล ก็เหมือนไม่ดูแลผู้ชุมนุมทิ้งหนีกันไป พอมีคนตาย ก็ดาหน้า กันออกมา.... ฟอร์มแบบนี้ พอเหอะ ไม่ละอายใจกันบ้างหรือ มันน่าจะเขียนจดหมายออกไปถาม พวกข้างต้นตั้งแต่แรก
อ่านจดหมายนี้แล้วบอกได้คำเดีย
อ่านจดหมายนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่าสลดใจ
ผมไม่โทษเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ฝ่ายเดียวเพราะยังๆไงๆเขาก็มีพฤติกรรมตามสติปัญญาที่มีอยู่ แต่ทำไมอธิบดีซึ่งเป็นคนของพรรคเพื่อไทยโดยแท้จึงปล่อยปละละเลยทั้งที่ตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะปกป้องดูแลตามหลักมนุษยธรรมทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอากง(และ นปช.คนอื่นๆที่ยังเผชิญวิบากกรรมในเรือนจำ)ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริงหรือเปล่า?
เมื่อท่านได้ดิบได้ดีสมหวังจากความเสียสละของมวลชนคนเสื้อแดงแล้วก็อย่าลืมดูแลให้ความเป็นธรรมแก่พวกเขาด้วย เพราะถ้าไม่ทำเสียตอนนี้ก็จะเป็นตราบาปในใจของพวกท่านไปตลอดชีวิต
สาธุการ
[quote=สาธุการ]อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ใช่ คนของพรรค พท. หรือไม่ เป็นพวก นปช. หรือไม่ แล้วดูแลกันยังไง
ถ้ารักกันจริง ก็ต้องสั่งคนไปดูแลแล้ว แต่นี่มันอะไรกัน เคยไปถาม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือ พรรคพท. หรือแกนนำ นปช.กันบ้างหรือเปล่า ว่าดูแลกันยังไง พอเหอะ แกไปดีแล้ว อย่าเอา มาใช้ประโยชน์กันอีกเลย ตอนมีชีวิต ไม่ดูแล ก็เหมือนไม่ดูแลผู้ชุมนุมทิ้งหนีกันไป พอมีคนตาย ก็ดาหน้า กันออกมา.... ฟอร์มแบบนี้ พอเหอะ ไม่ละอายใจกันบ้างหรือ มันน่าจะเขียนจดหมายออกไปถาม พวกข้างต้นตั้งแต่แรก[/quote]
เห็นด้วยกับคุณ...ครับ
ไม่รู้ว่าคนที่ใช้กฎหมายนี้เขา
ไม่รู้ว่าคนที่ใช้กฎหมายนี้เขาคิดกันอย่างไร ? แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องบาปกรรมมากที่พวกเขาเอาคนแก่ตัวเล็กๆไปใส่คอกแล้วปฎิเสธการรักษาจนกระทั่งเขาตายไปต่อหน้า อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาลืมตัวไปว่าเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีใครจะบังอาจมาวิจารณ์เขาได้ เขาไม่เคยคิดกันว่าเขาก็คือสัตว์มนุษย์ขี้เหมฺ็นเหมือนกัน และพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะหนีหลุดไปจากกฎแห่งกรรมไปได้ในที่สุด เขาไม่เคยคิดเลยหรือว่าลูกหลานของพวกเขาจะต้องรับเวรกรรมที่พวกเขาก่อขึ้นมาด้วย.
ปวินากลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้วค่ะ
ปวินากลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวจะทำฝ่ามืออากงรอบใหม่ส่งไปให้เป็นกำลังใจนะคะ
ปวินาทนไม่ได้แล้วนะคะ
ปวินาทนไม่ได้แล้วนะคะ
อากงเป็นมะเร็ง
อากงเป็นมะเร็ง อากงควรต้องสารภาพผิด เพื่อติดคุก จากนั้นขออ ภัยโทษ เพื่อใช้ชีวิตวาระสุดท้ายกับลูกหลาน ไม่ควรเป็นแก่พวกต่อต้าน ม 112 ที่ใช้ความตายเป็นเครื่องมือต่อรอง หาประโยชน์จากคนตาย ปลุกกระแสเล่น รายวัน บาปกรรมจะตกแก่พวกคุณ
@ ไปดีเถิด ผู้เฒ่า
@ ไปดีเถิด ผู้เฒ่า เขาปล่อยแล้ว
วังเวงแว่ว อภิธรรม คำสั่งสอน
จงไปดี เถิดหนา อย่าอาวรณ์
จากโลกร้อน สู่สงบ พบร่มเย็น
@ ความเมตตา เดินมา ช้ายิ่งนัก
แจ้งประจักษ์ ทุกข์โศก ให้โลกเห็น
อีกกี่คน กี่คน ทนลำเค็ญ
อยู่ยากเย็น กับความคิด จิตวิญญาณ
@ ขอความเกลียด ความชัง ความคั่งแค้น
จงทดแทน ด้วยเมตตา อย่าล้างผลาญ
ขอผู้คน ทนทุกข์ ทรมาน
ได้รับการ ปลดปล่อย อย่าคอยช้า
@ ขอบ้านเมือง สู่ความ อารยะ
ด้วยธรรมะ จริงใจ ในคุณค่า
ขอคนดี ใจดี มีเมตตา
ช่วยนำพา สู่สิทธิมนุษยชน
ดูจากลายมือ หนุ่มแดงนนท์
ดูจากลายมือ หนุ่มแดงนนท์ คงตั้งใจเขียนว่า อาเจ็ก ไม่ใช่อาเจ๊ก
แก้ให้เขาหน่อยเถอะ
กระทรวงศึกษาธิการไทยน่าจะบรรจ
กระทรวงศึกษาธิการไทยน่าจะบรรจุวิชาสิทธิและมนุษย์ธรรมไว้ในหลักสูตรที่นักเรียนทุกคนตั้งแต่เด็กเล็กต้องเรียน ในเมื่อเมืองไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และประชาชนส่วนใหญ่กว่า 90เปอร์เซ็นต์เป็นคนพุทธ ซึ่งแก่นของศาสนาพุทธ คือ ความเมตตากรุณา แต่เรายังมีคนไทยอีกเยอะที่ไม่มีความรู้ ยังปฏิบัติกับเพื่อนร่วมชาติเพื่อนร่วมมนุษย์อย่างไม่ใช่มนุษย์ แม้กระทั่งบุคคลนั้นจะมีการศึกษาและได้รับการฝึกอบรมมาเพื่อรักษาเพื่อนมนุษย์ที่เราเรียกว่า แพทย์ ยังมีอคติความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ที่คิดต่าง หรือบังเอิญจากเหตุอะไรก็แล้วแต่ต้องโดนกักขังป่วยและตายในเรือนจำอย่าง อากง
ขอแนะนำรัฐบาลไทยที่มาจากประชาชนว่า ต้องให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาอันดับหนึ่ง นอกจากที่พร่ำพูดเรื่องเศรษฐกิจแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนต่อไปควรที่จะหาจากคนที่เคยอยู่หรือเติบโตมาจากต่างประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนชีวิต ที่ไม่เคยโดนครอบงำความคิดแบบไทยๆ รอบรู้เรื่องระบบการศึกษาของประเทศต่างๆที่พัฒนาแล้วอย่างลึกซึ้ง ให้มาวางระบบการศึกษาไทยใหม่ ต้องบอกว่าต้องรื้อโครงสร้างระบบการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน ตั้งแต่การคัดสรรบุคลากรคุณภาพที่จะมาเป็นแบบแม่พิมพ์ที่เราเรียกว่า ครู
รัฐบาลไทยอย่าทำอย่างปัจจุบันที่เอาใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษาเพื่อรางวัลปลอบใจกับใครที่สนับสนุนพรรคที่พลาดจากกระทรวงเกร็ดเอ มันเหมือนคนไทยโดนคนไทยตบหน้าฉาดใหญ่ ไม่รู้ให้ใครมาหัวเราะกับความโง่ที่เอาความโง่มาสร้างรัฐที่ได้ผลผลิตแบบไม่มีคุณภาพรุ่นแล้วรุ่นเล่า และต่อๆไปขั่วลูกชั่วหลาน แถมรัฐมนตรีทั้งหลายชอบไปดูงานต่างประเทศ แบบที่เรียกว่าขี่ม้าชมเมือง แล้วตารางเวลาส่วนใหญ่ของการดูงาน คือ การช็อปปิ้ง
จากประสบการณ์ที่ได้เห็นจากประเทศพัฒนาแล้วประเทศหนึ่ง เห็นระบบการศึกษาของเขาว่าเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาของเขาอย่างไร ทำไมการเรียนการสอนของเขาทำให้คนมีคุณภาพมีความกล้าแสดงออก เด็กๆฝึกให้พูดในที่ชุมชนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ปลูกฝังให้รักการอ่าน มีห้องสมุดอย่างเพียงพอทุกเขตของชุมชน
บุคลากรที่ผลิตออกมารับใช้สังคมนั้น อันดับหนึ่งนั้นจะเป็นแพทย์ คนที่จะเข้าเรียนแพทย์เลยนั้นต้องผ่านประสบการณ์และวิชาการด้านอื่นๆอย่างต่ำต้องจบปริญญามาก่อน ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีวุฒิภาวะแล้วแต่ก็ต้องมาจากสายวิทย์ ไม่ใช่เหมือนของไทย ใครก็ได้ทำคะแนนสูงสุดของการสอบเอนทรานซ์วิชาที่เลือก แล้วเรียนยาวไปเลยจนจบ คิดว่าแพทย์ไทยหลายๆคนที่เป็นแพทย์เพราะเป็นอาชีพที่สามารถยกระดับฐานะตัวเองและฐานะทางสังคมได้ ไม่ใช่เป็นเพราะมีความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ มีใจรักมีอุดมคติทำเพื่อเพื่อนมนุษย์
อันดับรองลงมาที่ให้ความสำคัญมากอีกวิชา คือ การผลิตแม่พิมพ์ ของเขาไม่มีโรงเรียนที่ฝึกครูแบบเมืองไทยโดยเฉพาะ แต่คนที่จะเป็นครูนั้นจะต้องเข้าโรงเรียนฝึกอบรมเป็นครูอย่างต่ำต้องจบปริญญามาก่อนต้องมีวุฒิภาวะทั้งวิชาการและอารมณ์ อาชีพครูในเมืองไทยคืออาชีพที่ตกจากสอบเอนทรานซ์แล้ว หาเรียนอย่างอื่นก็ไม่รู้อยากเรียนอะไรดีเลยลงที่ครู นับว่าเป็นวิชาเลือกที่ไม่มีทางเลือกแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้นการกลั่นกรองคนและผลิตบุคลากรออกมารับใช้สังคมนั้น ไม่ใช่มาจากการสอบเอนทรานซ์ การทำคะแนนได้สูงสุดของการสอบไม่ใช่คำตอบที่ว่า จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพมาสนองสังคมได้ วุฒิภาวะทางจิตใจของคนและความรอบรู้ทางวิชากรและสิ่งต่างๆในชีวิตของบุคคลนั้นสำคัญกว่าการทำคะแนนสูงสุด
"พัฒนาประชาธิปไตยได้
ต้องพัฒนาการศึกษาไทย"
อย่างน้อยโลกที่คับแคบและสกปรก
อย่างน้อยโลกที่คับแคบและสกปรกก็ยังมีผู้คนที่มีบารมีแบบคุณอานนท์ที่ยังมีความเมตตา กรุณาต่อผู้ทีไม่ได้รับความเป็นธรรม เฃ่นนี้ จึงต้องขอขอบคุณมากๆมา ณ ที่นี้ด้วย
000 อากงปลงโลกแล้ว
000 อากงปลงโลกแล้ว สู่สวรรค์
เชยชดอยติธรรม์ โหดเหี้ยม
อำมหิตอิทธิพลพลัน เริงร่า
ห่อนคิดจิตมารเสี้ยม ไป่พ้นอเวจี
ตายก็ตายฟรี
ตายก็ตายฟรี ฆาตรกรตาอเนื่องยังลอยนวล วัฒนธรรมป่าเถื่อนยังลอยนวล
ตั้งแต่ 2475 ประชาธิปไตยไทยยังไม่โต จากผู้ฉกฉวยหาผลประโยชน์บนอำนาจในระบอบกรปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็นเจ้านายเก่า มาสู่ข้าราชการกับพ่อค้าและเจ้านายเก่า
ประชาชนอยู่ตรงไหน
วันนี้ราคาสิ้นค้าเกษตรสูงขึ้น ประชาชนพอยืนได้บ้างในส่วนหนึ่ง พวกเขาก็รู้สึกถึงอำนาจต่อรองของตนเองผ่านระบอบประชาธิปไตย ที่มีขั้นตอนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการแสดงเจตจำนงค์ผ่านการเลือกตั้ง
แต่อีกหลายส่วนยังไม่สามารถยืนได้ ด้วยระบบราชการ อำนาจอิทธิพลนอกระบบ และกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม
เพราะผุ้กุมอำนาจก็ยังเป็นคนกลุ่มล็กๆ คือนักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ และเจ้านายเก่า
การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นส่วนสำคัญของความโปร่งใส และการแสดงความคิดเห็น แต่วันนี้ประชาชนยังไม่สามารถมีส่วนร่วมได้หากแสดงความเห็นในทางที่จะขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจที่บีบอำนาจให้อบู่ในวงจำกัดเฉพาะ ข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า และเจ้านายเก่า
ประชาชนอยู่ตรงไหน กฏหมายที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมอยู่ตรงไหน ผู้ใช้กฏหมายเพื่อความเป็นธรรมและสร้างความผาสุขแก่ประชาชนถ้วนหน้าอยู่ไหน
คนที่สมควรอับอายคือคนที่คุกคามประชาชนที่มีสิทธิมีส่วนร่วมทางการเมือง คือคนที่เป็นสุนัขรับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมาทำร้ายประชาชนซึ่งก็รวมถึงสุนัขรับใช้ด้วย ไม่ใช่ประชาชนที่ถูกคุกความ
รู้สึกภูมิใจกับวีระบุรุษเสื้อแดงที่เข้าต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย เสียใจกับอากง
และสมเพศ ถ่มถุย สุนัขรับใช้อำมาตยาธิปไตย
สังคมนี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี ที่ยุติธรรมได้หากเสื้อแดงยังยึดมั่นในแนวทางอุดมการณ์ที่ได้ร่วมกันต่อสู้ตลอดมา
ม 112
ม 112 กฏหมายที่เป็เหตุให้คนจำนวนมากต้องได้รับความอยุติธรรม