คอป.เตือนศาล รธน.ระวังเสื่อม พร้อมเบรค พ.ร.บ.ปรองดอง
คอป. แนะศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจ-ตีความตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของประชาชน แนะรัฐบาลจัดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมก่อนพิจารณา พ.ร.บ.ปรองดอง
คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ทำจดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 5 มิถุนายน 2555 ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน
โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ให้ทบทวนการเร่งรัดพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เพื่อลดกระแสความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคม โดยจัดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่ายทราบข้อมูลและมีส่วนร่วม
นอกจากนี้ คอป. ยังเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเป็นพิเศษในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดีและหลักกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม โดยคำนึงถึงหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา หลักความเป็นกลาง หลักทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจตุลาการโดยชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมาย และการตีความตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์
รายละเอียดมีดังนี้
0000
เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
จากการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และเห็นว่า หากกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติดำเนินการอย่างไม่เหมาะสมโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวอาจบานปลายและนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ที่นำมาซึ่งความรุนแรงและความสูญเสียที่มิอาจประเมินได้
เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ คอป. ขอเน้นย้ำถึงการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการสำคัญที่ปรากฏในข้อเสนอแนะตามรายงานความคืบหน้า คอป.ครั้งที่ 3 โดยเฉพาะข้อ 3.1 ที่ว่า "กระบวนการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในประเทศ…การดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพร้อมในการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกไปสู่ความเข้าใจที่ดีของคนในสังคมและการปรองดองในชาติต่อไป ดังนั้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย"
นอกจากนี้ คอป.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ องค์กรตุลาการ กลุ่มบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติทุกฝ่าย ดังต่อไปนี้
1. คอป.เห็นว่าการกระทำใดๆ เพื่อเร่งรัดให้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... โดยรัฐสภาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในสังคม และเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อบรรยากาศของการปรองดองในชาติ อันอาจนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงได้ในอนาคต
คอป.จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาทบทวนการเร่งรัด เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อลดกระแสความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคม รวมทั้งป้องกันมิให้เกิดการเคลื่อนไหวใดๆ อันอาจเป็นการยั่วยุเพื่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ นอกจากนี้ คอป.เห็นว่ารัฐบาล รัฐสภา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจัดให้มีเวทีสาธารณะและเวทีประชาเสวนา รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล เหตุผลความจำเป็น ข้อคิดเห็น และประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนและสังคมทุกภาคส่วนได้รับทราบและมีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพิจารณาและแสดงความคิดเห็นประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.นี้ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการใช้สิทธิทางการเมือง และการกระทำความผิดอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง อันเป็นเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมของสังคมต่อการก้าวข้ามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นร่วมกัน
2. คอป.เห็นว่ารัฐสภาเป็นสถาบันหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน จึงมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของรัฐสภา คอป.มีความกังวลต่อสถานการณ์และเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 30-31 พ.ค.55 ว่าจะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่ของรัฐสภา
คอป.เห็นว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งบรรทัดฐานที่ดีในการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน และเป็นการส่งเสริมบรรยากาศอันดีในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ
3. คอป.เห็นว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น องค์กรตุลาการเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสูงสุด เพราะเป็นสถาบันหลักในการรักษากฎหมายและธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในการนี้จึงมีความจำเป็นที่องค์กรตุลาการต้องรักษาไว้ซึ่งหลักความเป็นอิสระ และความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและยึดถือหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ซึ่งต้องพึงกระทำอยู่แล้วตามปกติ
แต่ในภาวะที่ประเทศชาติมีความขัดแย้งเช่นนี้ องค์กรตุลาการยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพิจารณา วินิจฉัยและมีคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ในการมีคำสั่ง การวินิจฉัยคำร้อง หรือการพิจารณาพิพากษาคดีใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังเป็นพิเศษในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดีและหลักกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม โดยคำนึงถึงหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา หลักความเป็นกลาง หลักทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจตุลาการโดยชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมาย และการตีความตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ เพราะหากสาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าองค์กรตุลาการมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความถูกต้องตามกฎหมายและประสาทความยุติธรรมให้กับสังคมโดยชอบด้วยกฎหมายและหลักนิติธรรมแล้ว อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรตุลาการ ระบบกฎหมาย และหลักนิติธรรมของประเทศได้
4. คอป.เรียกร้องให้ประชาชนและสังคมทุกภาคส่วนเคารพกระบวนการตามกรอบของกฎหมาย ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเคารพสิทธิ เสรีภาพ และการแสดงความคิดเห็นตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยใช้กระบวนการทางสันติวิธีเพื่อจัดการความขัดแย้ง และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ดำเนินการใดๆ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง
5. คอป.เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีบทบาทในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการควบคุมฝูงชนดำเนินการโดยเคารพหลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามกรอบ รัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด
6. คอป.เรียกร้องให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทุกฝ่าย พึงตระหนักว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อประเทศไทย ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่นำเอาข้อได้เปรียบทางการเมืองมาใช้เป็นประโยชน์ในการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและความแตกแยกของคนในสังคมเพื่อความได้เปรียบ เฉพาะหน้า และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรง และความสูญเสียย้อนกลับมาอีก และร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่การปรองดองอย่างแท้จริง
Comments
เตืนไม่ทันแล้ว
เตืนไม่ทันแล้ว เสื่อมไปเรียบร้อยแล้ว
เสื่อมไปนานแล้วครับ เสื่อมขนา
เสื่อมไปนานแล้วครับ
เสื่อมขนาดถูกเรียกสานรัดทำมะนวยหัวคูน ยังไม่มีความละอาย
ทำไปได้นะไอ้สานรัดทำมะนวย
ครับเห็นด้วยตามท่านประธานคอป.
ครับเห็นด้วยตามท่านประธานคอป.ที่ว่า
"กระบวนการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในประเทศ…การดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพร้อมในการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกไปสู่ความเข้าใจที่ดีของคนในสังคมและการปรองดองในชาติต่อไป ดังนั้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย"
เนื่องจากพฤติกรรมที่ผ่านมาในช่วงนี้ทั้งพฤติกรรมของนักการเมืองในสภา/พฤติกรรมของนักการเมืองและกลุ่มเครือข่ายนอกสภารวมไปถึงการใช้อำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าความขัดแย้งไม่ได้ยุติโดยพ.ร.บ.ที่ขาดความละเอียดอ่อนในอีกหลายมิติอย่างแน่นอน เพราะอีกฝ่ายมองในมิติที่เอื้อต่อผลประโยชน์และใครมีอำนาจคือความถูกต้องแต่อีกฝ่ายมองในมิติสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตย โดยลึกแล้วนับเป็นความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับเสรีนิยม หรือระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายหัวก้าวหน้า เป็นความขัดแย้งระดับมหาชนไม่ใช่ขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ต้องผ่านการเจรจาต่อรองทั้งในและนอกสภาในทุกมิติแล้วค่อยมาจบในรัฐสภา และเครื่องมือที่ใช้ก็จำเป็นทั้งรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.แต่ในรอบสิบวันที่ผ่านมานี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามีการขัดขวางไม่ให้มีการใช้เครื่องมือใดๆได้ทั้งสิ้น และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะมีการนำไปสร้างความชอบธรรมในการยื่นคำร้องให้มีการยุบพรรคและ/หรือยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในกรณีความล้มเหลวของนโยบายปรองดอง ก็เป็นได้ ซึ่งก็ไม่เห็นแสงรำไรของคำว่าปรองดองเลย ได้แค่ตอบสนองวาทกรรมที่ว่าเผด็จการรัฐสภาและประชาชนไม่ได้ประโยชน์และเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
อีกประเด็นครับท่านประธานคอป.ท่านน่าจะยื่นจดหมายเปิดผนึกนี้ต่อท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วยเนื่องจาก"ความยุติธรรม"นี่แหละเป็นสาเหตุหลักสำคัญที่นำมาซึ่ง "ความขัดแย้ง" หากมีความยุติธรรมประชาชนก็จะไม่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการเรียกร้องหาความเสมอภาคความเท่าเทียมกันทางด้านต่างๆ เปรียบง่ายๆเสมือนบรรดาลูกๆที่อยู่ภายใต้การปกครองก็จะไม่ทะเลาะฆ่าฟันกันเองหรือไม่ต้องทะเลาะหรือฆ่าฟันพ่อแม่ของตัวเองในกรณีได้รับมรดกอย่างเป็นธรรมนั่นแสดงว่ามีความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้วความขัดแย้งก็จะลดลงหรือหายไป นับเป็นกฎแห่งธรรมชาติที่ว่าที่ไหนมีความขัดแย้งแสดงว่าที่นั่นขาดความยุติธรรมหรือขาดความสมดุล(ของตาชั่ง) นั่นเอง
-มันก็เสื่อมเหมือนเหี้ยที่ดัน
-มันก็เสื่อมเหมือนเหี้ยที่ดันมันขึ้นมานั้นล่ะครับเลวๆสุดๆๆๆ
http://shows.voicetv.co.th/ho
http://shows.voicetv.co.th/hot-topic/41151.html
คลิป สัมภาษณ์ คณิต โดย จอม