สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเกษมกับปัญหาระบบการปกครองสงฆ์

ในบทความชื่อ “เมื่อพระอ้างพระไตรปิฎก ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ” ผมวิจารณ์การอ้างพระไตรปิฎกแบบพระเกษมว่า ไม่จำแนกแยกแยะข้อความในพระไตรปิฎกว่าส่วนไหนคือข้อความที่พูดถึงหลักการทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ส่วนไหนที่เป็นข้อความที่พูดถึงหรือ “พูดถูก” ตามค่านิยมของบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาล แล้วไปหยิบเอาข้อความที่ถูกตามค่านิยมในบริบททางสังคมวัฒนธรรมสมัยพุทธกาลมาเป็นมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดในปัจจุบันนั้น เป็นการอ้างพระไตรปิฎกแบบอีเดียต (หมายถึงมั่ว ไม่รู้จักคิด) ต่อมาผมได้ดูคลิปอธิบายตัวเองของพระเกษม สรุปได้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ 1) ประเด็นอ้างพระไตรปิฎกว่าผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ พระเกษมอธิบายว่ามีคนมาถามจึงนำข้อความในพระไตรปิฎกมาแสดงให้ดู ไม่ได้ประสงค์จะคัดค้านโดยตรงเรื่องที่บ้านเรามีผู้หญิงเป็นนายกฯ แต่พระเกษมยังยืนยันว่า การที่ผู้หญิงเป็นผู้นำนั้นถือว่าไม่ถูกตาม “พระธรรมวินัย” (พระเกษมใช้คำนี้ คงหมายถึงข้อความในพระไตรปิฎกที่อ้าง) พร้อมกับติงว่า ในพรรคเพื่อไทยนั้นมีผู้ชายตั้งมากมาย ทำไมจึงดันผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำ แสดงให้เห็นว่าพระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ที่พระเกษมเชื่อเช่นนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากพระเกษมเป็นพระป่าลูกศิษย์หลวงปู่หล้า การศึกษาพุทธศาสนาของท่านจึงเป็นการศึกษาตามจารีตของพระป่าคือ ศึกษาจากคำสอนของครูบาอาจารย์ และปฏิบัติตามรูปแบบของครูที่ประยุกต์มาจากคัมภีร์ ส่วนการศึกษาพระไตรปิฎกน่าจะเป็นความสนใจส่วนตัวของพระเกษม และคงเป็นการศึกษาด้วยตนเองเพื่อถอดความหมายมาสู่การปฏิบัติ การศึกษาแบบนี้เน้นความศรัทธาในพระไตรปิฎกเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมว่า ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน (ต่างจากการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเป็นวิชาการที่ต้องเรียนรู้หลักการตีความ การวิเคราะห์ วิจารณ์ไปด้วย) ฉะนั้น โดยวิธีการศึกษาพระไตรปิฎกดังกล่าว จึงทำให้พระเกษมเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือสัจธรรมที่เป็น “อกาลิโก” และทำให้พูดออกมาว่า ผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำเพราะไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย (ข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎก) ข้อบกพร่องในการอ้างพระไตรปิฎก “แบบพระเกษม” (ไม่ใช่พระเกษมรูปเดียวที่อ้างแบบนี้) ที่ขาดความเข้าใจบริบทของข้อความในพระไตรปิฎก และบริบทสังคมปัจจุบัน เป็นการสะท้อนปัญหาของ “วิธีวิทยา” (methodology) ในการศึกษาพระไตรปิฎก ที่สังคมสงฆ์ หรือระบบการศึกษาของสงฆ์น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทำนองนี้อีก 2) ประเด็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม พระเกษมอธิบายว่าเป็นเจตนาของตนที่ต้องการแสดงออกเช่นนั้นเพื่อมุ่งประโยชน์คือ “การเปิดศาสนา” (คำของพระเกษม) หมายถึง ต้องการแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นเพื่อกระตุกให้คนหันมาสนใจ แล้วจะได้อธิบายออกไปว่าคำสอนที่ถูกต้องในพระไตรปิฎกคืออะไร ที่พระสงฆ์ปฏิบัติกันอยู่ เช่น สร้างวัตถุมงคลหาเงิน บูชารูปเคารพ สะสมเงินทอง มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว มีรถยนต์ส่วนตัวราคาแพงๆ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น เราอาจเข้าใจได้ว่า เจตนาของพระเกษมเป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีการของท่าน (เช่นถีบเก้าอี้ ฯลฯ) ขัดแย้งกับความรู้สึกของชาวพุทธ และขัดแย้งกับพระไตรปิฎกที่ท่านอ้างเสียเอง คือในวินัยปิฎกจะมีเนื้อหาส่วนที่บัญญัติเกี่ยวกับ “อาจาระ” (ความประพฤติ/มารยาท) ที่ถือเป็น “สมณสารูป” (ความประพฤติ/มารยาทอันสมควรกับความเป็นผู้สงบ) อย่างที่เรียกว่า การสำรวมกาย วาจา การแสดงออกของพระเกษมจึงขัดกับเนื้อหาส่วนนี้ ส่วนเรื่องตบหน้าพระพุทธรูป เผาพระพุทธรูป ฝังวัตถุมงคล ก็อาจขัดกับความรู้สึกของชาวพุทธทั่วๆ ไป แต่ไม่ขัดวินัยสงฆ์โดยตรง เพราะวินัยสงฆ์ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องนี้ เนื่องจากสมัยพุทธกาลยังไม่มีสิ่งดังกล่าว ว่าที่จริงวิธีกระตุกให้คนสนใจธรรมะโดยการเผาพระพุทธรูปคงไม่ใช่พระเกษมทำเป็นคนแรก พระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซ็นก็เคยทำแบบนี้ ถ้าฟังจากคำอธิบายของพระเกษมเองก็ดูเหมือนว่าท่านจะทำแบบพระเซ็น แต่ก็นั่นแหละครับ การแสดงธรรมแบบพระเซ็น ก็เป็นการแสดงธรรมภายใต้ “วัฒนธรรมแบบเซ็น” ที่สังคมเขามองว่าเป็น “ศิลปะ” ของการแสดงธรรมอีกแบบหนึ่ง แต่การแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ภายใต้วัฒนธรรมเถรวาท มันยากที่จะให้คนมองว่าเป็นศิลปะ (จะว่าไป บน “แผ่นดินธรรม” อย่างบ้านเราก็มีธรรมะหลายเวอร์ชั่นอยู่ เช่น ธรรมะฆ่าเวลา ธรรมะโฆษณา ธรรมะสวัสดี ธรรมะถีบเก้าอี้ ธรรมะปี้แก้กรรม ฯลฯ) จะอย่างไรก็ตาม ความผิดเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระเกษม เป็นเรื่องที่ต้องจัดการตามวินัยสงฆ์เท่านั้น (ยกเว้นการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย แต่ต้องแยกเป็นคนละเรื่องกับพฤติกรรมไม่สำรวม) ผมจึงแปลกใจที่มีกลุ่มบุคคลไปแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายเรื่องพฤติกรรมไม่สำรวม โดยอ้างว่าเป็นการทำลายพุทธศาสนา แถมมีคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ให้พระเกษมสึก มีมติจากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ขับพระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยการออกคำสั่งและลงมตินั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้พระเกษมไปชี้แจงใดๆ การให้สึกนั้นถือเป็นการลงโทษสูงสุดของพระ (เป็นโทษประหารจากชีวิตความเป็นพระเทียบเท่ากับโทษประหารชีวิตในทางโลก) ในรูปแบบวิธีการดำเนินการทางวินัยสงฆ์นั้น การจะลงโทษเช่นนี้ต้องมีโจทย์ จำเลย มีกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงจนสรุปได้แน่ชัดว่าผิดวินัยสงฆ์ข้อไหน อย่างไร จึงจะตัดสินลงโทษได้ (เหมือนกับในทางกฎหมายการที่ศาลจะตัดสินประหารชีวิตใครจะต้องนำเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องทุกขั้นตอนก่อน) ฉะนั้น การมีคำสั่งให้สึก หรือขับไล่พระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวไปชี้แจงก่อน จึงสะท้อน “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบปกครองสงฆ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษมเสียอีก ที่น่ากังวล เพราะว่าความไร้มาตรฐานเช่นนี้จะทำให้พระสงฆ์ปกครองกันเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระเกษมเท่านั้นที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและมติข้างต้น พระรูปอื่นๆ ที่ถูกดำเนินการเช่นนี้ก็อาจดื้อแพ่งได้ เพราะวิธีที่ไร้มาตรฐานเช่นนั้นอธิบายไม่ได้ว่า ชอบธรรมหรือยุติธรรมอย่างไร ทำไมจึงควรเคารพ หรือต้องปฏิบัติตาม ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงานกับวิธีแสดง “ธรรมะถีบเก้าอี้” ของพระเกษมนะครับ แต่เห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อพระเกษม (หรือพระรูปไหนก็ตามที่ทำแบบเดียวกันนี้) ที่จะเอาผิดทางกฎหมาย ให้สึก หรือขับออกจากพื้นที่ องค์กรปกครองสงฆ์ และชาวพุทธที่ออกมาเอาผิดเรื่องนี้ ควรกล้าเผชิญกับคำถามท้าทายของพระเกษม และให้ท่านได้ไปชี้แจงตามกระบวนการทางวินัยสงฆ์ก่อนจะตัดสินลงโทษใดๆ ทั้งนี้เพื่อรักษา “มาตรฐานการดำเนินการความยุติธรรมทางวินัยสงฆ์” เอาไว้เป็นหลักให้สังคมสงฆ์สามารถปกครองกันเองได้อย่างเข้มแข็ง เป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อไป พฤติกรรมที่ผิดวินัยสงฆ์ คณะสงฆ์ต้องเชื่อมั่นว่าสามารถจัดการตามกรรมวิธีทางวินัยสงฆ์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือ (ยกเว้นเรื่องที่พระทำผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันตามนั้น) ไปๆ มาๆ ปรากฏการณ์ “ธรรมะถีบเก้าอี้” เลยทำให้สังคมได้เห็นว่า ปัญหาที่น่ากังวลกว่าพฤติกรรมไม่สำรวมของพระเกษม คือปัญหา “ความไร้มาตรฐาน” ของระบบการปกครองสงฆ์นั่นเอง!

Comments

คนบนโลก

[quote=คนบนโลก]ไม่น่าสึกท่านหรอกน่าจะส่งไปอบรมคุณสมบัติพระผู้ดีกับท่าน--ว--กระทืบโต๊ะบาปน้อยกว่ากระทืบนาฬิกา[/quote]
55555

ผมจึงแปลกใจที่มีกลุ่มบุคคลไปแ

ผมจึงแปลกใจที่มีกลุ่มบุคคลไปแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายเรื่องพฤติกรรมไม่สำรวม โดยอ้างว่าเป็นการทำลายพุทธศาสนา แถมมีคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ให้พระเกษมสึก มีมติจากคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ขับพระเกษมออกนอกพื้นที่ โดยการออกคำสั่งและลงมตินั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้พระเกษมไปชี้แจงใดๆ
^
ตามที่คุณว่ามา อาจกล่าวได้ว่า
พระเกษมผิดพระวินัยในเรื่อง สมณสารูป หรือ มารยาทสงฆ์
กรณีเผาพระพุทธรูป ไม่น่าผิด เพราะไม่มีระบุไว้ในพระไตรปิฏก และโดยทั่วไปทุกศาสนา ไม่ส่งเสริมการสร้าง/บูชารูปเคารพ
มากกว่าการศึกษาคำสอนจริง

ผมคิดว่า ทุกวันนี้ สถาบันสงฆ์กลืนกิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีสังคม ซะมาก
ดังนั้น การทำให้คงสถานะขลังและยอมรับจากสังคมวงกว้าง จึงจำเป็นต้องริดถอน สิ่งแปลกปลอม ออกไป
ดูเหมือนว่า การประหารพระเกษม ด้วยการให้สึกสงฆ์ ทำไปตามกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางไม่ยอมรับในภาวะย้อนแย้ง
แห่งวิธีการสอน การแสดงออก ของพระเกษม พูดง่ายๆว่า รับไม่ได้ เพราะ ศาสนิกคงคิดว่า การเป็นแบบอย่างสำคัญกว่าคำสอน มั้ง

แต่พระเกษมก็ได้บอกแล้วว่า ที่แสดงนั้น ไม่ใช่วิถีปกติ แต่มีเจตนาคล้าย พระเซ็นสอน คือ ทำให้ฉุกคิด เท่านั้น แต่คนไทย รับไม่ได้ต่อ กิริยาการแสดงออกของสงฆ์เช่นนั้น

การพิพากษาจากสังคม ใช่ถูกต้องเสมอไป สารัตถะของคนๆหนึงคืออะไร สารัตถะของพระรูปหนึงคืออะไร อะไรคือสิ่งที่เขาเป็น
หรือยืนยันมายาวนาน ตรงนี้ คนใกล้เห็น คนไกลย่อมมองไม่เห็น ไม่อาจเข้าใจ โดยดูผิวเผิน

ไม่ว่าจะเป็นกาลิเลโอ ชาร์ลส์ ดาวิน ก็เป็นตย.วิถีโลกที่สะเทือนวงการศาสนาในทางปวศ. มีให้เห็น

อย่างน้อย ท่านเกษมก็มีความกล้าที่ชัดเจน กล้าต้านกระแสวัตถุนิยมหลายอย่างในวงการสงฆ์
ที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่า นี่คือกรณีการเป็นเหยื่ออธรรม ของ อำนาจที่คุ้นชิน อย่างหนึ่ง หรือเปล่า?

การกระทำแบบพระนิกายเซนนั้นไม่

การกระทำแบบพระนิกายเซนนั้นไม่ผิด เราเองก็ชอบวิธีคิดและคำสอนแบบเซนอยู่ใช่น้อย แต่ต้องไม่ลืมว่าคนไทยพุทธส่วนใหญ่ มีปัญญาไม่สอดคล้องกับเซน ดังนั้นการการสำแดงแบบเซนจึงขัดต่อจิตสำนึกของคนไทยพุทธเหล่านั้น มันจึงเกิดปัญหาขึ้น

หนับหนุนมหาสุรพศ หนับหนุน

หนับหนุนมหาสุรพศ หนับหนุน พระเกษม ควรเข้าสู่กระบวนการตามธรรมวินัยที่ถูกต้อง ใครก็ตามที่มีอำนาจจัดการในเรื่องนี้อย่าใช้อำนาจเผด็จการเข้าจัดการโดยเด็ดขาด เพราะว่ามันจะบันทึกประวัติของคุณไว้บนหนังหมา ว่าคุณคือเผด็จการชั่วช้าสามานต์อีกตัวหนึ่งทีเดียวเชียว..! คริ คริ..!

นึกถึงพระอรหันต์ในอดีตของจีนอ

นึกถึงพระอรหันต์ในอดีตของจีนองค์หนึ่ง คือท่านจี้กง อรหันต์ ที่เห็นเล่าลือกันว่า มีวัตรปฏิบัติเพี้ยนๆ

แต่ก็มีคนศรัทธามากมาย แถมมีอิทธิปาฏิหาริย์แถมพ่วงตามตำนาน

แต่นั้นเป็นเรื่องของมหายาน ในหินยานยังนึกเทียบเคียบพระในอดีตไม่ออก

เห็นด้วยกับคุณdkเจตนาสอนของพร

เห็นด้วยกับคุณdkเจตนาสอนของพระเกษมไม่เห็นมีใครเอามาพูด เกลียดแต่ท่าทางของพระเกษม ถ้าเป็นคนปกติกินข้าวมื้อเดียวยกย่องกันใหญ่โต พุทธไทยเน้นแต่พิธีกรรม คนพุทธไม่ได้เคารพเฉพาะพระพุทธรูปแต่เคารพทุกอย่างที่เป็นรูปเคารพไม่เห็นพระออกมาสอนอย่างจริงจัง ทางโลกก็ยิ่งส่งเสริม เพราะดีแล้วที่คนไทยงมงายปกครองง่ายดี

ประเทศนี้คนดีอยู่ไม่ได้ หรือว

ประเทศนี้คนดีอยู่ไม่ได้
หรือว่าศาสนานี้พระดีจะอยู่ไม่ได้เช่นกัน
มันจะเพี้ยนกันไปถึงไหนกันว่ะ...ไอ้ไทยๆ

เชียร์พระเกษมครับ
ต่อ100เอาเหยียบขี้หมาทีเดียวว่า สึกท่านไม่ได้

ขืนไปสึกท่าน ถาบันหลักๆของบ้านเมือง เป็นอันขัดแย้งกันยุ่งเหยิงเกี่ยวพันกันไปหมดแน่ๆ
ฤาไทยแลนด์จะถึงกาลแตกดับกันแล้วว่ะนี่

จับพระเกษมสึกภายในสามวัน ขำกลิ้งลิงน้อยจกตูดตัวเองดมจริงๆ อิอิ
เผด็จการกำลังระบาดหนักในบ้านเมืองนี้จริงๆว่ะ

อย่าจับสึกเลย

อย่าจับสึกเลย เอาไว้ดูเล่น

ถ้าไม่ดีก็เสื่อมไปเองแหละ

ตามหลักการพระธรรมวินัยแล้ว

ตามหลักการพระธรรมวินัยแล้ว พระต้องอาบัติปาราชิก 4 ข้อนี้เท่านั้น ถึงจะจับสึกได้..! คือ

1.ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้นเป็นอาบัติปาราชิก หาสังวาสมิได้

2. ภิกษุใดถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมยได้ราคา 5 มาสก ภิกษุนั้นเป็นอาบัติปาราชิก หาสังวาสมิได้

3. ภิกษุใดแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย หรือแสวงหาอาวุธให้ผู้อื่นฆ่า หรือพรรณาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนให้ผู้อื่นไปตายสำเร็จ ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

4. ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรม คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

**แต่ขอโทษที ..! สังคมไทยมันสึกพระกันเล่นแบบเด็กเล่นขายของอะไรพรรณนั้น..! ไม่เคยสนใจหลักกงหลักการอะไรทั้งสิ้น ทั้งฝ่ายทางโลก ฝ่ายทางพระ มั่วกันไปหมด สังคมมันถึงได้เจริญลง ไม่ยอมเจริญขึ้นเสียที ใช้แต่หลักกู ไม่สนใจหลักการเลย..! เฮ้อ..! ประเทศชาติ ประชาชนไทย หงั๊ยเป็นงี้ ว๊ะ..! คริ คริ..! (กูละเบื่อ..! )