เสวนา : เส้นทางการเมืองไทยกับวิกฤติความชอบธรรม

17 มีนาคม 2553 ห้องประชุม 12 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย (Thailand Democracy Watch) และภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง ‘เส้นทางการเมืองไทยกับวิกฤตความชอบธรรม’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.สิริพรรณ นกสวน-สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3. รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.พวงทอง ภวัคพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย นฤมล ทับจุมพล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สมชาย กล่าวว่า หากกลุ่มเสื้อแดงจะถอยกลับโดยที่รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง อาจจะส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองมีระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้ชุมนุมซึ่งก็คือชาวบ้านจะรู้สึกว่า รัฐบาลไม่เห็นความสำคัญในข้อเรียกร้องของพวกเขา ทำให้ระดับความขัดแย้งลงลึกมากขึ้น จนกลายเป็นความเกลียดชัง

สมชาย ยังได้เสนอในนามมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนว่า จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยกัน เจรจาต่อรองกัน แม้การเจรจานั้นจะไม่ได้แก้ไขปัญหาโดยรวมทั้งหมดทั้งทางการเมืองและสังคมที่สะสมมานาน แต่หวังในเบื้องต้นว่า ถ้ามีการเจรจาขึ้น จะทำให้มีความหวังในการหาทางออกจากภาวะการตีบตันทางการเมืองในลักษณะนี้

โดยมีข้อเสนอคือ  1. รัฐบาลต้องประกาศยุบสภาภายในระยะเวลา 3 เดือน 2.รัฐสภาต้องผลักดันให้แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญในลักษณะเฉพาะหน้าให้แล้วเสร็จในช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดกติกาการเลือกตั้งที่ยอมรับได้สำหรับนักการเมือง 3. พรรคการเมืองต้องทำให้เกิดการยอมรับวิถีทางของการเลือกตั้ง มีการหาเสียง เปิดโอกาสให้มีการหาเสียงของผู้ลงรับสมัครการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย 4.ภายหลังการเลือกตั้ง จะต้องยอมรับการจัดตั้งรัฐบาล และห้ามมีการแทรกแทรงจากอำนาจนอกระบบ

นักวิชาการจากเชียงใหม่ กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า การไม่ใยดีผู้ชุมนุมประท้วงของรัฐบาลและจากสังคม จะส่งผลให้ระดับความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ด้านชลิดาภรณ์ เริ่มต้นโดยการขยายความหัวข้อการเสวนาครั้งนี้ว่า ปัญหาหนึ่งคือ การที่เรานิยามคำของแต่ละคำว่ากว้างหรือแคบในระดับไหน อะไรคือสันติวิธีนั้นขึ้นอยู่กับว่า คนนั้นนิยามความรุนแรงอย่างไร เช่น นักวิชาการสายธรรมศาสตร์ที่นิยามความรุนแรงไว้กว้างมาก แต่ตอนนี้จุดที่เหมือนกันของนักวิชาการสันติวิธีในกรณีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือ จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงเชิงกายภาพ 

ในเรื่องความชอบธรรม ชลิดาภรณ์ เสนอว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ คือการชนกันของประชาชน 2 ชุด โดยไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันว่า การกระทำสิ่งใดคือสิ่งที่ถูก สิ่งใดคือสิ่งที่ผิด เพราะมีคนคิดว่า กฎหมายหรือแม้แต่รัฐธรรมนูญเองไม่มีความชอบธรรม หรือไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก จนเลยไปถึงขั้นไม่มีใครเห็นพ้องต้องกันที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งความเป็นจริงในสังคมทั่วไป มันจะต้องมีหลักการใหญ่ที่คนอยู่ในสังคมทั้งหมดต้องเห็นพ้องต้องกันในการอยู่ร่วมกัน เวลาทะเลาะกันแล้ว คนที่ทะเลาะกันจะไม่ตีกันถึงขึ้นทำลายหลักการใหญ่ของสังคมที่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของความรุนแรง แต่สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย นี่คือปัญหาพื้นฐานของสังคมการเมืองขณะนี้ และเราก็ได้เห็นการเผชิญหน้าของขบวนการประชาชนสองชุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่มองไม่เห็นและพูดไม่ได้ เมื่อไม่สามารถทำให้มองเห็นหรือพูดได้ จึงเป็นความอับจนทางปัญญาของสังคมการเมืองไทย

นักวิชาการจากธรรมศาสตร์ท่านนี้ กล่าวถึงการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมาและที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ว่า ไม่ว่าจะมาจากสีไหน แต่ที่เหมือนกันคือ ผู้ชุมนุมแต่ละคนมาจากหลายที่ หลากความคิด จับประเด็นไหนได้ก็พูดแต่เรื่องนั้นโดยไม่รู้ว่า มีปัญหาที่มากกว่าสิ่งที่พูดคุยกัน และมีปัญหาที่มากกว่าทักษิณไปแล้ว และปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้มาจากทักษิณฝ่ายเดียว

สิ่งสำคัญ ณ ขณะนี้ก็คือ ผู้ร่วมชุมนุมต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเจ็ดวัน เพราะเป็นปัญหาทั้งระบบการเมืองและสังคมที่สะสมมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการสู้หนึ่งครั้งของผู้ชุมนุมแล้วไม่ได้ตามข้อเรียกร้องจึงไม่ได้หมายความว่าแพ้ และอย่าไปตีความว่า ล้มเหลว

ในเรื่องที่คนชนชั้นกลางต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ชลิดาภรณ์ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเวลานี้ เป็นสิ่งที่คนเมืองไม่คุ้น หรือถ้าคุ้นก็ไม่ใช่ในลักษณะนี้ ซึ่งเรื่องนี้คนในเมืองจะต้องทำความคุ้นเคยและต้องปรับตัวตาม เพราะในสังคมประชาธิปไตย ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการชุมนุมประท้วงได้

อย่างไรก็ตาม ชลิดาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลียนแปลงหนึ่งในสังคมว่า ความสามารถในการฟังของคนไทยพัฒนามากขึ้น เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน คงไม่มีการฟัง แล้วก็เกิดการปะทะกันไปแล้ว หรือถึงพูดก็ไม่อยากฟัง คนอยากจะพูดในสิ่งที่คิดมากกว่า แต่ขณะนี้สังคมเปลี่ยนไป คนในสังคมเริ่มหันมาฟังคนอีกกลุ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะถ้าไม่ฟังก็กลัวว่า เดี๋ยวจะตีกัน

ทั้งนี้ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ยังเชื่อในความสามารถประนีประนอมของคนในสังคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ ปี 2521 ก็เกิดขึ้นจากการประนีประนอมและหารือเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน แม้การประนีประนอมอาจจะนำไปสู่ปัญหาใหม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เกิดความรุนแรง

ด้าน รศ.พวงทอง ได้ขยายประเด็นเรื่องสื่อมวลชนและแนวคิดของกลุ่มคนชนชั้นกลางต่อจาก อ.ชลิดาภรณ์ว่า ชนชั้นกลางถูกสื่อมวลชนปลูกฝังให้มองการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเรื่องของความรุนแรงมาโดยตลอด คำถามก็คือ สื่อไทยไม่เคยตั้งคำถามว่า เหตุใดความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงมีความแตกต่างกับกลุ่มคนในเมืองหลวง

ปรากฏการณ์ของการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง เกิดจากคนชนบทต้องการอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองบ้าง มิใช่ว่าชนชั้นกลางจะมีอำนาจในการเลือกผู้นำฝ่ายเดียว เหตุนี้จึงทำให้ชนชั้นกลางไม่เคยได้ยินหรือได้ยินก็ไม่ฟังว่า กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการอะไร และปัญหาของสื่อครั้งนี้ก็คือ ในขณะที่สื่อเสนอภาพของการเรียกร้องสันติวิธีจากองค์การที่ฝักใฝ่ในสันติวิธีต่าง ๆ แต่สื่อไม่เคยทำข่าวของตัวเองในแง่การจัดเวทีให้กลุ่มคนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงได้เสนออุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเองเลย

พวงทอง เพิ่มเติมประเด็นนี้อีกว่า ในขณะที่สื่อเสนอข่าวแต่ภาพของคนเสื้อแดงและภาพของการเรียกร้องสันติวิธีจากองค์กรต่าง ๆ แต่ประเด็นสำคัญคือ สื่อเลือกที่จะ ‘ปิดตาข้างเดียว’ ไม่เคยเสนอข่าวในแง่ของการเรียกร้องความยุติธรรมเลย ไม่เคยชี้ให้เห็นถึงความเป็น 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะสื่อเลือกที่จะเสนอภาพของความรุนแรงมากกว่าที่จะเสนอข่าวเพื่อให้เกิดการตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะเหตุการณ์ ‘เมษาเลือด’ ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็น 2 มาตรฐาน

เพราะการรณรงค์เรื่องความไม่รุนแรง ในอีกทางหนึ่ง มันส่งผลให้วิธีการในการเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะสังคมมองความรุนแรงกับคนเสื้อแดงจนแยกกันไม่ออก และถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม คนเสื้อแดงจะถูกป้ายสีหรือถูกโยนความผิดทันที ขณะที่เสื้อเหลืองรุนแรงไม่เป็นไร แต่ถ้าเสื้อแดงรุนแรงนี้ผิดทันที นี่คือประเด็น 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน  

พวงทองเห็นด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และจะใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมาก แต่อย่างน้อยที่สุด เฉพาะหน้านี้การยุบสภาจะทำให้การเมืองเดินต่อไปได้ หรืออย่างน้อยก็แก้ชนวนระเบิดเฉพาะหน้าไปก่อน และก็ต้องแก้ชนวนนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่คำถามก็คือ “อำนาจเบื้องหลังนายกฯจะยอมที่จะให้มีการยุบสภาหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นทางออกในระบบรัฐสภา”

อีกเรื่องที่สำคัญที่พวงทองทิ้งท้ายคือ สังคมไทยส่วนหนึ่งกำลังกลัวการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะทำให้ทักษิณกลับมามีอำนาจในสภา และจะหาหนทางเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์อีกครั้ง โดยพวงทองเห็นว่า การกลับมามีอำนาจของอดีตนายกฯ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก การจะเรียกเอาเงินที่ยึดคืนก็คงไม่สามารถทำได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม ความกลัวนี้เป็นการมองข้ามภาคประชาสังคมและระบบตรวจสอบที่ใช้คัดคานอำนาจในสภาอย่างมาก

มาถึงผู้เข้าร่วมเสวนาคนสุดท้าย รศ.สิริพรรณ ได้เสนอประเด็นเกี่ยวกับความชอบธรรม 3 ประเด็นว่าสังคมจะต้องบอกว่า ความชอบธรรมนั้นมาจากไหน มาอย่างไร และความหมายของมันที่นิยามต่างกันนั้นต่างกันอย่างไรบ้าง และปัญหาเรื่องความชอบธรรมที่เหมาะสมตามทฤษฎีที่เกี่ยวกับสังคมทางการเมืองก็คือ ความชอบธรรมของสถาบัน ความชอบธรรมในผู้ปกครองว่า มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน ทั้งสองอย่างนี้มีและไม่มีความชอบธรรมมากถึงระดับไหนที่ทำให้คนในปกครองเริ่มไม่ปฏิบัติตาม และคนจำนวนแค่ไหนที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่า ผู้ปกครองหรือสถาบันได้หมดความชอบธรรมลงแล้ว

ประเด็นก็คือ ความชอบธรรมของผู้ปกครองหรือสถาบันต่าง ๆ เริ่มหมดความชอบธรรมหรือเริ่มสั่นคลอนมาตั้งแต่เมื่อไร บางคนมองว่า มาจากสมัยรัฐบาลทักษิณที่ใช้เผด็จการรัฐสภา แม้จะมีเสียงข้างมากที่สุดก็ตาม นั่นก็คือความไม่ชอบธรรมอย่างหนึ่ง หรือการทำรัฐประหาร 2549 ที่ล้มการเลือกตั้งก็มองได้ว่าเป็นความไม่ชอบธรรม หรือรัฐบาลของอภิสิทธิ์ที่คนอีกส่วนหนึ่งก็มองว่าไม่ชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่ต้น เพราะมาจากการรัฐประหารและมาจากการย้ายพรรคของกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งตามหลักนักรัฐศาสตร์สายตะวันตกมองว่า การกระทำของกลุ่มเพื่อนเนวินที่ย้ายพรรคนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะประชาชนเลือกมาในนามของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ กลุ่มเพื่อนเนวินต้องเรียกร้องให้มีการยุบสภา ไม่ใช่ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านเดิม เป็นต้น

มาถึงเรื่องการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง คำถามว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมีความชอบธรรมหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่า มีความชอบธรรม แต่ไม่ทั้งหมด อันเนื่องมาจากความหลากหลายของผู้ชุมนุม ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ไม่เอาอำมาตย์ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ ฯลฯ กลุ่มเสื้อแดงจริงๆ ไม่เคยบอกว่า ต้องการอะไร มีแต่แกนนำที่มาบอกว่าต้องยุบสภา แต่สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามก็คือ กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีความเดือดร้อนจริงๆ จากการทำงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารประเทศ หรือนโยบายที่ไม่เป็นธรรม แต่คนเหล่านี้ไม่มีเวทีหรือพื้นที่จะพูดในสิ่งที่เรียกร้องเลย จึงเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพมองว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีความชอบธรรม นอกจากนี้ความไม่ชอบธรรมในทัศนะของคนกรุงยังผูกโยงอยู่กับคุณทักษิณ แน่นอนว่าเราหลีกเลียงความเกี่ยวโยงนี้ไม่ได้ เพราะเป็นสัญลักษณ์ แต่ประเด็นคือ จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีความชอบธรรมมากขึ้น

ประเด็นสุดท้ายคือ ทางออกของวิกฤตนี้ยังมองไม่เห็น แต่เราอยากเห็นอะไร และเรากลัวอะไร แน่นอนว่า ทุกคนในวงเสวนาครั้งนี้ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเชิงโครงสร้างในระดับใหญ่  เพราะถ้าเราไม่มอง ประเด็นฐานราก ปัญหาเรื่องความรุนแรงในลักษณะแบบนี้คงเกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การปฎิเสธเรื่องการยุบสภาของคุณอภิสิทธิ์ตั้งแต่แรก จุดนี้ชี้ให้เห็นว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ฟังข้อเรียกร้องเลย แม้การยุบสภาอาจจะไม่ใช่ทางออกของทั้งหมด เพราะเมื่อยุบสภาก็จะมีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็อาจจะได้คะแนนเสียงสูงสุด ซึ่งก็เชื่อว่าคงไม่ใช่เสียงที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ หรือไม่อาจจะจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง เพราะยังมีสิ่งที่มองไม่เห็น พูดไม่ได้ อยู่เบื้องหลังอยู่ และเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาโดยตลอด ซึ่งสังคมต้องไม่ปฎิเสธตัวเองในเรื่องนี้

เพราะฉะนั้นสังคมจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างระดับใหญ่โดยไม่มีเหตุการณ์นองเลือด เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ รับฟังเสียงต่าง โดยมีกระบวนการนำความเห็นร่วมที่ยอมรับกันของทุกฝ่ายและสามารถปฏิบัติได้จริง มาทำให้เป็นกระบวนการที่เป็นทางการ

สิ่งที่อยากเห็นก็คือ เสื้อแดงและรัฐบาลมาคุยกัน โดยไม่ใช่ลักษณะตั้งแง่ว่า รัฐบาลต้องยุบสภาหรือฝ่ายเสื้อแดงต้องไม่ชุมนุมเรียกร้องก่อนถึงจะหันมาตกลงร่วมกัน เพราะกลุ่มเสื้อแดงต้องเอาความหลากหลายทางความคิด ปัญหาและสิ่งที่ต้องการของคนเสื้อแดงอีกหลาย ๆ กลุ่มมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ ให้สังคมได้เข้าใจ โดยรัฐบาลต้องมีกระบวนการที่มีขั้นตอน ไม่ใช่เอาแต่อ้างว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนแล้วค่อยยุบสภา

สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทำอย่างไรที่จะไม่ให้ความรุนแรงนั้นถึงขนาดต้องเอาเลือดนองแผ่นดิน กลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรืออื่นๆ และรัฐบาล ต้องมาหารือร่วมกัน โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ การแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา การแก้ไขเนื้อหาอาจจะไม่ถูกใจทุกคน แต่อย่างน้อยต้องทำให้กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวที่เราต้องเฝ้ามอง  สิริพรรณกล่าวทิ้งท้าย

หลังการนำเสวนาโดยวิทยากร ผู้ดำเนินรายการได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยพิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ ได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า สังคมไทยขาดแคลนความดัดจริตทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องความดัดจริตที่จะไม่พูดเรื่องบางเรื่อง เช่น เรื่องกรุงเทพเป็นของคนกรุงเทพ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่แย่มาก เพราะถ้าใช้วิธีคิดนี้ หากชนบทตัดความเชื่อมโยงกับเมืองหลวง จะทำให้เมืองหลวงอยู่ไม่ได้ทันที

อีกประเด็นก็คือ ‘พวกขาวเนียน’ หรือ ‘แอ๊บขาว’ เราอาจจะคิดว่า นี่คือการต่อสู้ระหว่างกีฬาสีทางการเมือง เป็นการต่อสู้ของเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ซึ่งไม่ใช่อีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างเสื้อแดงกับกลุ่มคนแอ๊บขาว โดยเฉพาะการรณรงค์ของพวกแอ๊บขาวที่เสนอแนวทางสันติวิธี ‘เสื้อแดงจะทำอะไรก็ผิดหมด พวกคุณทำอะไรก็ถูกหมด’

ส่วนเรื่องสื่อนั้น ตามหลักการเลือกข่าวของสื่อนั้น สื่อรู้อยู่แล้วว่า ต้องการจะพูดอะไร ที่เหลือก็คือหาตัวประกอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือสร้างความจริงในสิ่งที่จะพูดได้มากขึ้น

“เวลาสื่อเชิญนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหว เพียงแค่เห็นชื่อก็รู้อยู่แล้วว่า จะพูดเนื้อหาแนวไหน” ดังนั้นสื่อมีสิ่งที่จะเสนออยู่แล้ว ดังนั้น ‘เราต้องรู้ทันสื่อ’ และตั้งคำถามว่า ทำไมสื่อต้องเสนอเนื้อหาข่าวในลักษณะนี้

อีกเรื่องที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ เรื่อง ‘เสียงส่วนใหญ่’  เช่น คนดูทีวีเสื้อแดงนั้นมีเกือบสิบหกล้าน ถ้าลองดัดจริตว่า เสื้อแดงคือทัพหน้าของคนที่ดูทีวีเสื้อแดงอยู่ที่บ้าน หรือที่เห็นที่สะพานผ่านฟ้า ไม่ใช่จำนวนทั้งหมดของเสื้อแดง คำว่าสื่อกระแสหลัก จึงไม่ได้หมายความว่า เป็นสื่อที่มีคนดูจำนวนมาก แต่หมายความว่า เป็นสื่อที่ได้รับอภิสิทธิ์จากรัฐบาลทำให้สามารถเข้าถึงผู้รับสารได้ง่ายและรวดเร็ว  

เรื่องความรุนแรงที่มาจากคำพูด ตัวอย่างเช่น กีฬาก็เป็นความรุนแรง แต่กีฬาเป็นการลดเอาความรุนแรงเชิงกายภาพ เพื่อทำให้ความรุนแรงมีขอบเขตจำกัด มีกฎกติกาสำหรับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความรุนแรงไม่เลยไปกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ใครทำผิดกติกาต้องโดนลงโทษ แล้วการเชียร์กีฬานั้นก็มีการยั่วยุทางคำพูด สังคมต้องแยกให้ขาดว่า อะไรคือความรุนแรงทางคำพูด เพราะถ้าไม่ตระหนักในเรื่องลักษณะนี้ อีกไม่นานความสะอาดทางคำพูดก็คือการไม่ต้องพูดอะไรเลย เพราะการพูดยั่วยุ คือลักษณะหนึ่ง เป็นศิลปะทางการพูด การปราศรัยในที่สาธารณะ ต้องแยกให้ออกว่า พูดยั่วยุในระดับไหนคือรุนแรง ระดับในคือการปลุกระดม

การทำความเข้าใจในการเมืองจึงต้องใช้เครื่องมือบางอย่าง ซึ่งพิชญ์เสนอว่า เราอาจจะต้องย้อนกลับไปสมัยที่คณะราษฎรพูดไว้ว่า “ประชาธิปไตยยังไม่ลงหลักปักฐานในประเทศแห่งนี้” หนึ่งในนั้นก็เพราะตุลาการยอมรับการทำรัฐประหารไปแล้ว ประเทศไทยเราจึงแย่กว่าพม่า เพราะอย่างน้อยรัฐบาลพม่ายังดูแลคนพม่า แต่ถามว่าตอนนี้รัฐบาลไทยดูแลคนไทยหรือไม่

เครื่องมืออีกอันหนึ่งที่ใช้มองสังคมไทยก็คือ ทฤษฎีเรื่องอาณานิคม ซึ่งมีความหมายว่า สังคมที่คนส่วนน้อยปกครองคนส่วนใหญ่ โดยการอธิบายว่า ‘คนส่วนใหญ่นั้นไม่มีความสามารถที่จะปกครองตัวเอง ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องอารยธรรมและดินแดนที่ตัวเองอยู่’ และนี่แหละคือลักษณะสังคมไทย ดังนั้นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นการต่อสู้ที่ลำบาก เพราะพวกคนปกครองนั้นมองไม่เห็นคนที่เรียกร้องเลย

รัฐบาลขณะนี้จึงไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า มีความผูกพันกับประชาชนอย่างไร นี่คือสิ่งที่อันตรายอย่างมาก เพราะถ้าอธิบายตามหลักความสัมพันธ์ในสังคมแล้ว เราไม่สามารถพูดได้เลยว่า นายกอภิสิทธิ์มีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างในความสัมพันธ์เชิงลึก

“สิ่งที่อภิสิทธิ์พูดกับประชาชนนั้น ไม่ต่างจากตอนที่สุจินดาพูดเลย เช่น ไม่ได้ทำผิดอะไร มาถูกต้องตามกฎหมาย ตามระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นคำบอกที่ผิดหมด ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่ต้น” พิชญ์ กล่าว

 

จะเอาแม้วกลับมาก็ลงถนนไปเลย ล

จะเอาแม้วกลับมาก็ลงถนนไปเลย
ลงไปตากแดดตากฝนเป็นประชาชนคนธรรมดาซะบ้าง
ถ้าไม่เอาก็ติดซิบปากเอาไว้
จะช่วยกันทำให้ประเทศมันปั่นป่วนวุ่นวายไปถึงระดับใหนกัน?????

อยู่แต่บนหอคอยชี้มือชี้ไม้เป็นเทวดา อย่างนี้ผิด อย่างนู้นถูกอยู่ได้

เสื้อแดงไม่ต้องออกมาไล่ ปลายปีหน้ารัฐบาลก็จะหมดวาระไปเองอยู่แล้ว
ถึงเวลานั้นใครอยากเลือกใครมาเป็นรัฐบาล"เทวดาที่ใหนก็ไปห้ามเขาไม่ได้"
เข้าใจความเป็นจริงง่ายๆอย่างนี้เป็นกันบ้างหรือเปล่า?????

ช่วงเวลานี้เศรษฐกิจโลกกำลังลูกผีลูกคน แหกตามองดูโลกกันบ้างหรือเปล่า
บ้านเราก็เป็นช่วงที่ประเทศจะมีโอกาสทำรายได้จากการท่องเที่ยวประจำปี...

คิดถึงความเสียหายของบ้านเมืองกันบ้างหรือเปล่า?????

หรือหลับหูหลับตากันไปหมดเพราะเงินทักษิณ
จนมองไม่เห็นความเสียหายของประเทศกันเลยหรือไร??????

เซ็งนักวิชากาฬเมืองไทยจริงๆ..

ปริญญาท่วมประเทศ...แต่ขี้ฉ้อเต็มเมือง

ไม่รู้ว่าประสิทธิประสาทวิชากันมาอย่างไร
ยิ่งมีความรู้ ยิ่งตอแหล ยิ่ง(ฉลาด)โกงบ้านโกงเมือง?????

ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10 cc.

ถ้าคนถูกเจาะเลือด 10 cc. แล้วเททิ้ง เป็นฮีโร่

แล้วคนที่บริจาคเลือด 500 cc. ทุก 3 เดือนตลอดชีวิต เพื่อยืดชีวิตให้ผู้อื่น จะเป็นอะไร ???
-
-
-

ด้วยความสัตย์จริง ...... ผมบริจาคเลือดมาแล้วมากกว่า 25 ครั้ง

มันถึงทำให้คนที่บริจาคเลือด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคเลือด รู้สึกอดสูกับการกระทำที่เอาเลือดมาทำแบบนี้

อ.สมชายครับ

อ.สมชายครับ ผมว่าประชาชนน่าจะได้มากกว่าแก้แล้วยุบ ยุบแล้วแก้ วกวนขอเสนอเอาข้ามผ่าน
วิกฤตทางการเมืองที่ติดต่อกันมาอย่างยาวนานมิใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่รู้ แต่พวกเขาไม่แก้เพราะถ้าพวกเขาแก้พวกเขานั่นแหละคือผู้จะเสียประโยชน์ ประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจัดการแบบศูนย์รวมอำนาจ ซึ่งรวมทั้งงบประมาณของประเทศในแต่ละปี คนมีเงินหมื่นล้านจึงกล้าลงทุนเพื่อเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนไม่มีเงินหมื่นล้านแต่มีปืนก็หาเหตุยึดอำนาจ การเมืองไทยก็แค่เรื่องการแย่งอำนาจรัฐ เรื่องคุณธรรม จริยธรรม คือเปลือก และกระพรี้ เอาไว้พูด “ยกตนข่มท่าน” และไม่ได้เกี่ยวกับความรู้ที่ประชาชนไม่รู้ ตามที่อ้างกันแต่เป็นการตั้งใจที่จะไม่ทำการตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการกระจายอำนาจการปกครอง กระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่น เพราะนั่นคืออำนาจเพราะนั่นคือแหล่งกองเงินกองใหญ่ การจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศ จะทำให้อำนาจหมดไปงบประมาณกลางกองเล็กลง ไม่ต่างจากสภาพอำเภอที่เสียอำนาจและการเงินให้กับเทศบาลตำบล อำเภอต้องขอให้เทศบาลตำบลจัดงบให้ ที่สำคัญพวกที่หวังลงทุนขนาดใหญ่ก็เลิกให้ความสนใจ และคนที่มีปืนก็เลิกสนใจที่จะยึดอำนาจทำไปก็ไม่คุ้ม

การเรียกร้องให้พรรคการเมืองฝ่ายอำมาตย์กับนายทุนพรรคการเมืองให้เจรจาหาทางออก จากเหตุที่เขาแย่งอำนาจกันมีการสาวไส้ให้ประชาชนเห็น จนเกิดเป็นเหลืองเป็นแดง เขาตกลงกันได้ ประชาชนเสียประโยชน์ต่อไป คำว่าใช้วิกฤตเป็นโอกาส หากมีนักวิชาเข้าข้างฝ่ายประชาชน เป็นผู้นำเสนอทางออกข้ามทั้งสองกลุ่มขณะที่เขาทะเลาะกันยังไม่ลงตัว การที่ประชาชนจะได้ประโยชน์นั้นคือการกระจายอำนาจ การกระจายงบประมาณ การให้ท้องถิ่นจัดการตนเองได้ นำเสนอเป็นสัญญาประชาคมของประชาชนไปสู่การเลือกตั้ง ต้องชี้ให้ประชาชนเลิกหวังจะได้กล้วยในมือลิงฉันท์ใด ฉันท์นั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้พวกเขาเสียประโยชน์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สังคมไทยจึงต้องการกลุ่มพลังที่สาม พวกนักวิชาการรุ่นใหม่อย่างพวกท่านคือแสงเทียนแห่งความหวัง อย่าหวังว่าจะมีใครคิดและพูดการเมืองแบบทักษิณ”ผมเบื่อจะหาผู้แทนให้พวกท่าน ผมอยากให้พวกท่านเลือกตัวแทนของพวกท่านส่งขึ้นมาให้พรรค” (ที่สนามกีฬาดอยสะเก็ด เชียงใหม่)

ประชาชนต้องการสานฝันแบบทักษิณ โดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงปลายปี2554 ประชาชนควรมีข้อคิดให้ฝ่ายการเมืองหยุดพูดเรื่องการกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ2540 และขอมติยุบรัฐธรรมนูญ2550 เพราะการเมืองต้องไปข้างหน้าการเสนอให้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อก้าวผ่านความแตกแยกทั้งหลายไปสู่ความสงบสุข ความสามัคคี ที่สำคัญในปี2555 การปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอายุได้ 80 ปี จึงน่าจะย้ำความหมายของคำว่า การปกครองจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
หยุดตอกย้ำทำร้ายประเทศด้วย40 หยุดทำลายคนของประชาชนยุบ50 ก้าวใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

มีแต่พวกเสื้อแดง

มีแต่พวกเสื้อแดง และนักวิชาการเสื้อแดงเท่านั้นที่ติดว่าเป็น "...วิกฤติความชอบธรรม"

เป็นวิกฤตทางปัญญาชองพวกเสื้อแดงมากกว่า


จะเห็นได้ว่า

จะเห็นได้ว่า พวกนักวิชาการทั้งหลายรู้หมดว่าอะไรคือตัวปัญหาของประเทศนี้ แต่คำพูดติดอยู่ที่ลูกกระเดือก พูดไม่ได้ เพราะประเทศไทยไม่มีเสรีภาพในการพูด มีกฏหมายบางข้อที่ทำให้ต้องพูดวกไปเวียนมา ไม่สามารถพูดหรือเจอะลึกลงสู่ตัวปัญหาจริงๆได้ แต่ที่แน่ๆคือคนเหล่านี้เริ่มตาสว่างเริ่มเห็นปัญหาที่แท้จริงมากขึ้นทุกวัน

ใครบอกว่าวิกฤติความชอบธรรม...

ใครบอกว่าวิกฤติความชอบธรรม.....ฒันเป็นวิกฤติของ..การบังคับใช้กฏหมายวุ้ย.......และเป็นวิกฤติของคนที่มีหน้าที่อะไรแล้วไม่ทำอะไรนั้น......มันเป็นวิกฤติของจริยธรรมคุณธรรมของทุกผู้ทุกคนของสังคมไทยยุคทักชั่วหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับอัปรีย์แผ่นดิน 2540

ฟฟฟฟ

โดยกาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

มีคนบอกผมว่าใครต่อใครต่างก็ "ใช้" ทักษิณ ชินวัตร เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทางการเมืองของตนทั้งนั้น

ทั้งๆ ที่ตัวเองถูกคนกลุ่มต่างๆ "ใช้" เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง

พูดง่ายๆ คือ ไม่มีใครเอากับทักษิณ จริงๆ

นักการเมืองบางกลุ่ม หลอกทักษิณเพื่อปอกลอกเงินของเขา มาใช้ในการหาเสียงเพื่อตัวเองจะได้รับการเลือกตั้ง

นักการเมืองพวกนี้ หากว่ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็จะยังใช้ชื่อและเงินของทักษิณหาเสียง แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วก็จะไม่ยอมฟังคำสั่งของทักษิณ อีกต่อไป

นักการเมืองอีกบางกลุ่ม กำลังวางแผนจะ "ยึดพรรค" จากทักษิณ... แต่จะอำพรางแผนการของตัวเองไว้อย่างแนบเนียน... พูดจาปราศรัยในที่สาธารณะ ก็จะยังพูดถึงทักษิณ ด้วยน้ำเสียงยกย่องและนับถือ แต่พอลับหลังแล้วก็บอกใครต่อใครว่า "ยังไงๆ ทักษิณก็ไม่ได้กลับมาประเทศไทยหรอก..."

นักวิชาการบางกลุ่ม เกาะกับทักษิณ เพราะหวังจะได้ใช้บารมีทักษิณ เข้าถึงบางแหล่งเงินและแหล่งวิชาชีพ ออกมาปกป้องทักษิณ ด้วยการอ้างว่าคนที่วิจารณ์ทักษิณ ไม่เข้าใจถึงความสำเร็จของนโยบาย "ประชานิยม" ของทักษิณ

นักวิชาการเหล่านี้ อ้างเสมอว่าพวกเขาเข้าใจ "รากหญ้า" มากกว่านักวิชาการคนอื่นๆ และที่ชื่นชมทักษิณนั้น ก็เพราะเห็นเขาเป็นนักการเมืองคนแรก ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในชนบทดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

แต่นักวิชาการเหล่านี้ จะไม่ยอมพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทักษิณ จะไม่สอนลูกศิษย์ถึงอันตราย ของคนที่ใช้เงินงบประมาณและภาษีประชาชน เพื่อสร้างฐานการเมือง สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นเป้าหมายสำคัญ

นักวิชาการ ที่เรียกตัวเองว่า "ซ้าย" ก็ใช้ทักษิณ เพื่อเสริมฐานะของตัวเองในสังคม พวกเขาเหล่านี้พร้อมจะแสดงตนเป็น "แนวร่วม" ของทักษิณ ในบางเรื่องเพื่อยืนยันว่า สิ่งที่พวกตนพูดและเขียนนั้นเป็นแนวทาง "มวลชน" ที่สอดคล้องกับนโยบายทักษิณ

นักวิชาการ ที่เรียกตัวเองว่า "ซ้าย" บางคน ได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบของเงินๆ ทองๆ กับตำแหน่งแห่งหน หรือไม่ก็ได้งบประมาณจากทักษิณ สมัยมีอำนาจในการทำกิจกรรมที่ตนต้องการทำ

อีกบางคน ก็เกาะทักษิณ เพราะทักษิณเอานโยบายบางเรื่อง บางด้าน ที่ตนเสนอมาใส่ในแผนการของพรรคและรัฐบาล สมัยเรืองอำนาจ

"ซ้าย" วิชาการ กับ "ประชานิยม" "ทุนนิยม" เข้ากันได้อย่างไรเป็นเรื่องที่ประหลาด แต่เมื่อต่างคนต่างแอบคิคว่าสามารถ "ใช้" อีกฝ่ายหนึ่งเป็นบันไดพาดไปถึงสิ่งที่ตนต้องการจะไปถึง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากอะไรๆ ที่เราเห็นอยู่นั้น เป็นเรื่องประหลาดจากทฤษฎีสังคมการเมืองที่เราเคยเห็นมาตลอด

ดังนั้น คำว่า "รัฐไทยใหม่" ที่นักวิชาการ "สีแดง" ใช้เรียกขานแผนการ "เปลี่ยนประเทศไทย" นั้น จึงเป็นคำที่ทักษิณ ยังไม่เคยอธิบายชี้แจงว่าหมายถึงอะไร?

ทักษิณ ใช้คำว่า "สงครามประชาชน" เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย แต่ไม่ได้บอกว่ารูปแบบของ "สงคราม" ที่ว่านี้มีเป้าหมายให้ไทยเป็น "รัฐใหม่" แบบใด?

เป็นรัฐทุนนิยมสุดขั้วผสมประชานิยมสุดกู่ เพื่อให้พรรคการเมืองของตนชนะการเลือกตั้งทุกครั้งอย่าล้นหลาม เพราะใช้เงินและนโยบายซื้อใจประชาชนได้ในทุกเรื่อง

หรือเป็นรัฐไทยใหม่ ตามแนวคิด "ซ้าย" ที่บางคนเรียกว่า "ล้มปืน ล้มเจ้า" เพื่อสถาปนาระบบการปกครองแบบสังคมนิยม ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเป้าหมายหลัก ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ทำไม่สำเร็จ?

เพราะเมื่อนักปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงพูดถึงคำว่า "สงครามชนชั้น" และ "สงครามไพร่โค่นอำมาตย์" จนกลายเป็นคำขวัญประจำไปแล้ว ก็ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่ผู้คนที่ฟังบ่อยๆ เข้า จะต้องตีความว่านี่คือการสะท้อนแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ที่แน่นอนว่าเป็นคนละสูตร กับระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างในปัจจุบันแน่นอน

นักปราศรัยของคนเสื้อแดงที่ใช้คำต่างๆ เหล่านี้ จะเข้าใจคำว่า "สงครามชนชั้น" มากน้อยแค่ไหน ไม่อาจจะรู้ได้ แต่เมื่อเปล่งออกมาจนกลายเป็นวาทะประจำของการรณรงค์ "โค่นอำมาตย์" แล้ว ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดออกไป

นั่นก็เหมือนกับว่า นักพูดบนเวทีเหล่านี้ จะ "ใช้" ทักษิณ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า ทักษิณ เอง ก็เชื่อว่าตนเองสามารถ "ใช้" นักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งขั้วทุนนิยม ขั้วนักเลือกตั้ง และนักวิชาการหัวขวาตกขอบ และซ้ายนักฉวยโอกาส เพื่อเป็นเครื่องมือให้ตนมีอำนาจทางการเมืองเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เช่นกัน

ใครใช้ใคร? ใครเป็นเครื่องมือใคร? ใครหลอกใคร? เป็นคำถามที่กำลังเห็นคำตอบ คลี่ออกมาทีละข้อสองข้อแล้ว

นักปราศรัยของคนเสื้อแดงที่ใช้

นักปราศรัยของคนเสื้อแดงที่ใช้คำต่างๆ เหล่านี้ จะเข้าใจคำว่า "สงครามชนชั้น" มากน้อยแค่ไหน ไม่อาจจะรู้ได้ แต่เมื่อเปล่งออกมาจนกลายเป็นวาทะประจำของการรณรงค์ "โค่นอำมาตย์" แล้ว ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดออกไป

aaaaa

จำข้างบนนี้ไว้ให้ดีๆนะไอ้พวกซ้ายนรก

พวกแกฝันไปเลยนะว่าจะเอารัฐธรร

พวกแกฝันไปเลยนะว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบัยอัปรีย์แผ่นดิน2540 ฉบับก่อเกิดไอ้ชั่วทักสินและซ้ายนรกหมกเม็ดมาใช้ในแผ่นดินนี้....ฝันไปเลย ต่อให้พวกแกดูดเลือดออกมาทเทล้างทีนอภิสิทธิ์จนหมดตัวเด้วย.....เอ้า...หุยฮาาา......ช่วยกันโห่ไล่ไอ้พวกประชาธิปไตยทักสินซอมบี้ผีดูดเลือด.....เอิ๊กกกๆๆๆๆๆๆ......

หยุดทำลายคนของประชาชนยุบ50

หยุดทำลายคนของประชาชนยุบ50 ก้าวใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ฟฟฟฟ

อำนาจไม่อาจคืนให้ประชาชนชั่วชาติที่......ขายเสียง ขายตัวและขายชาติ......

ฟฟฟฟ

ผู้แทนเป็นอย่างไรประชาชนก็เป็นอย่างนั้น......

มันเพี้ยนตั้งแต่ไปยอมรับ

มันเพี้ยนตั้งแต่ไปยอมรับ การปล้นอำนาจคือสิ่งถูกต้องแล้ว เมื่อคนไทยทุกคนต้องก้มหน้าปฏิบัติตามกฏของโจร ซึ่งพวกกากเดนเผด็จการ ลูกสมุนพวกอำมาตย์ชั่วขุนนางเลว เป้นผู้กำหนด มันจะสงบไม่วุ่นวายได้ยังไง .....ถ้าการปล้นอำนาจจะนำพาความสงบสุขสู่สังคมได้ ทุกประเทศคงใช้วิธีการปล้น แทนการเลือกตั้งกันทั่วโลกแล้ว

ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ หากขัด

ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ
หากขัดแย้งต่อวิจารณญาณและสามัญสำนึกของประชาชน
ย่อมบังเกิดข้อกังขาและเป็นที่ถกเถียงไม่จบสิ้น

เหล่าเว็จมรรคนิยมที่ออกมาแสดงความคิดเห็นแบบเอาสีข้างเข้าถู
จะด้วยเหตุใดก็ตาม ฟันธงว่า ไม่เป็นผล

เพราะประชาชนรากหญ้า มีวิวัฒนาการทางความคิดไปไกลเกินกว่าเหล่าเว็จมรรคจะเข้าใจได้
นอกจาก ไปเรียนหนังสือใหม่

mao tze tung said

mao tze tung said "อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน" กลับมาเป็นวาทะกรรมการสร้างประชาธิปไตยของไทยขึ้นอีกครั้ง แล้วใช่ใหม?

*สละเลือด ต่อสู้

*สละเลือด ต่อสู้ ชูสัญลักษณ์
แจ้งประจักษ์ จริงใจ ได้รู้เห็น
เพื่อทักษิณ หรือไม่ ใช่ประเด็น
จุดมุ่งเน้น เพื่อประชาธิปไตย

*อย่างสงบ สันติ อหิงสา
มีคุณค่า มีปัญญา อย่าสงสัย
สู้ขับไล่ รัฐประหาร ที่ผลาญไทย
ให้หมดสูญ สิ้นไป จากแผ่นดิน

*ถึงจะเป็นเลือดไพร่...ไม่ไร้ค่า
สูงราคา ต่อรอง สนองผล
เลือดแห่งสันติธรรม นำมงคล
เพียงเริ่มต้น การก่นล้าง รัฐบาล

*ยิ่งนานวัน มั่นใจ ในเหตุผล
หมู่มวลชน ยิ่งมา อย่างกล้าหาญ
จะยืดเยื้อ ต่อสู้ อยู่ยาวนาน
ตราบจนเหล่า อันธพาล จะวอดวาย

*****เบื่อหน่ายพวกนักวิชาเกิน

*****เบื่อหน่ายพวกนักวิชาเกิน ควรไปอ่านจอห์น ล็อค รุ่นพี่ออกฟอร์ด ปรสิต

*****จอห์น ล็อค บอกว่า เป็นสัญญาประชาคม ประชาชนมอบอำนาจให้ได้ ก็เรียกคืนได้ นี่พูดอย่างสรุป และเป็นสิทธิธรรมชาติ

*****คนที่ไม่ชอบระบบรัฐสภา เมื่อเสียงข้างหนึ่งมากสุด ในสภา ก็อ้างว่าเป็น เผด็จการรัฐสภา ก็เลยปล่อยให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพมาจัดการรัฐประหารอำนาจประชาชนที่มากสุดในรัฐสภา

*****กระบวนการแก่งแย่งอำนาจ ระหว่างประชาชน กับกลุ่มผู้ที่เคยเสวยอำนาจ แบบระบบข้าราชการ หรืออำมาตย์ก็แล้วแต่จะเรียก ควรจะให้ความช่วยเหลือกับภาคประชาชน และภาคข้าราชการรับใช้ประชาชน ดีกว่าจะให้พวกข้าราชการมาเป็นนายประชาชน อย่างเช่นในอดีตที่เคยขมขื่น เช่น จะคัดสำเนาทะเบียนบ้านที รอเป็นวัน แต่เดี๋ยวนี้ ขอประเดี๋ยวเดียว แต่จ่าย 20 บาท เป็นค่าอะไรก็ไม่รู้ แต่แน่ใจว่า เป็นค่าคอรัปชั่น อาศัยตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ดูที่ที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด นายอำเภอปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

*****แดง มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นปผู้นำในการเรียกร้อง เพราะคณะรัฐศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัย ไม่สามารถเป็นผู้นำการเรียกร้องได้ เพราะอยู่ในระบบราชการ ต้องการความเจริญเติบโตในวิถีทางข้าราชการ

*****แต่ที่ออกมาพูดกันวันนี้ ก็ขอขอบคุณไม่น้อย

ผลประโยชน์ของชนชั้นสูงและนักก

ผลประโยชน์ของชนชั้นสูงและนักการเมืองล้วนๆ แม่งหลอกใช้ประชาชนมาเป็นเครื่องมือต่อรอง คนที่ไปชุมนุมก็โง่เหมือนควายให้เขาหลอกใช้ถูกแหกตายังไม่สำนึกอีก เขาสั่งให้เจาะเลือดก็ทำตามเขา อีกหน่อยเขาคงสั่งให้กินขี้ล่ะมั้ง

มีเรื่องเล่าขานกันมาเมื่อไม่น

มีเรื่องเล่าขานกันมาเมื่อไม่นานมานี้
> .: ครั้งหนึ่งมีแกนนำเสื้อแดงเมืองไทย 3 คนเดินทางไปประชุมเพื่อจัดตั้งม๊อบเสื้่อแดงบุกรุงเทพ ฯ เดือน มีนาคมที่ ผ่านมา โดยไปพร้อมกันบนเครื่องบินลำเดียวกัน ระหว่างบินก็สนทนาแสดงความเก่งทางความคิดตัวเอง ออกมา
>
> วีระ : เนี่ยะ ถ้าผมทิ้งแบงค์ 1000 ลงไป คนที่เก็บได้ 1 คนจะต้องมีความสุขแน่ๆ
>
> คุณจตุพรหลังจากได้ฟังก็อดรนทนไม่ไหว แสดงความคิดอันปราดเปรื่องตัวเองออกมาบ้าง
>
> จตุพร : ส่วนผม ผมจะทิ้งแบงค์ 500 ลงไป 2 ใบจะมีคนที่เก็บได้ถึง 2 คนที่มีความ สุข
>
> ไอ้ทักขี้ ณ มอนเตโกร เมื่อได้ยินลูกน้องพูดกัน มันรู้สึกคันปาก อดไม่ได้ที่จะต้องพูดโอ่ถึงความคิดอันแสนฉลาดของตัวเอง
>
> ไอ้ทักขี้ ณ มอนเตโกร : เฮ้ย อะไรกัน ความคิดตื้นๆรู้ไม่จริงกันทั้ง 2 คนเลย ของผมนะ ผมจะทิ้งแบงค์ 100 ลงไป 10 ใบ จะมีคนตั้ง 10 คนเชียวนะที่ดีใจ
>
> ลูก น้องทั้ง 2 คนเมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกทึ่งในความคิดอันลึกล้ำของนายใหญ่ ถึงกับออกปากชมเปาะ ปรบ
> มือชื่นชมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาความคิดอันไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ของ ท่านผู้นำ แต่ ภายในห้องนักบินซึ่งได้ยินการสนทนาของผู้มีอำนาจทั้ง 3 คนโดยตลอด หนึ่งในนักบินจึงพูดขึ้นมา
> นักบิน : ถ้ากูทิ้งพวกมึ...รงทั้ง 3 คนลงไป จะมีคน 60 ล้านคนทั้งประเทศไทยดีใจเป็นแน่นอน...555555

กรูรู้พวกเมิงต้องรุมกรูแน่ 555555555555555555555555555555
กรูไม่ใช่เหลืองละกัน กรูรักประเทศนี้แล้วพวกมึงดู ลิ้งนี้นะอ่านความคิดเห็นที่ 13 ด้วยอ่านให้จบด้วยละ
http://www.oknation.net/blog/katcharit/2010/03/15/entry-1

อ่านแล้วก้อรู้สึกดีอีกแล้วครั

อ่านแล้วก้อรู้สึกดีอีกแล้วครับท่าน ปรปักษ์ไม่ได้แก้ไขด้วยการเป็นปรปักษ์ตอบ หากแก้โดยอาทรต่อกันและกัน พระพุทธได้ทรงตรัสไว้ อย่าด่าทอกันเลยครับพยายามเข้าใจกันและกันให้มากๆ ครับ ทุกคนควรมีสิทธ์มีเสียงเทียม ดีครับเป็นการเริ่มต้น การพูดคุยกัน ให้กำลังใจทุกฝ่าย สู้ๆ ครับ

คน

คน wrote:
มีเรื่องเล่าขานกันมาเมื่อไม่นานมานี้
> .: ครั้งหนึ่งมีแกนนำเสื้อแดงเมืองไทย 3 คนเดินทางไปประชุมเพื่อจัดตั้งม๊อบเสื้่อแดงบุกรุงเทพ ฯ เดือน มีนาคมที่ ผ่านมา โดยไปพร้อมกันบนเครื่องบินลำเดียวกัน ระหว่างบินก็สนทนาแสดงความเก่งทางความคิดตัวเอง ออกมา
>
> วีระ : เนี่ยะ ถ้าผมทิ้งแบงค์ 1000 ลงไป คนที่เก็บได้ 1 คนจะต้องมีความสุขแน่ๆ
>
> คุณจตุพรหลังจากได้ฟังก็อดรนทนไม่ไหว แสดงความคิดอันปราดเปรื่องตัวเองออกมาบ้าง
>
> จตุพร : ส่วนผม ผมจะทิ้งแบงค์ 500 ลงไป 2 ใบจะมีคนที่เก็บได้ถึง 2 คนที่มีความ สุข
>
> ไอ้ทักขี้ ณ มอนเตโกร เมื่อได้ยินลูกน้องพูดกัน มันรู้สึกคันปาก อดไม่ได้ที่จะต้องพูดโอ่ถึงความคิดอันแสนฉลาดของตัวเอง
>
> ไอ้ทักขี้ ณ มอนเตโกร : เฮ้ย อะไรกัน ความคิดตื้นๆรู้ไม่จริงกันทั้ง 2 คนเลย ของผมนะ ผมจะทิ้งแบงค์ 100 ลงไป 10 ใบ จะมีคนตั้ง 10 คนเชียวนะที่ดีใจ
>
> ลูก น้องทั้ง 2 คนเมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกทึ่งในความคิดอันลึกล้ำของนายใหญ่ ถึงกับออกปากชมเปาะ ปรบ
> มือชื่นชมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาความคิดอันไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ของ ท่านผู้นำ แต่ ภายในห้องนักบินซึ่งได้ยินการสนทนาของผู้มีอำนาจทั้ง 3 คนโดยตลอด หนึ่งในนักบินจึงพูดขึ้นมา
> นักบิน : ถ้ากูทิ้งพวกมึ...รงทั้ง 3 คนลงไป จะมีคน 60 ล้านคนทั้งประเทศไทยดีใจเป็นแน่นอน...555555

กรูรู้พวกเมิงต้องรุมกรูแน่ 555555555555555555555555555555
กรูไม่ใช่เหลืองละกัน กรูรักประเทศนี้แล้วพวกมึงดู ลิ้งนี้นะอ่านความคิดเห็นที่ 13 ด้วยอ่านให้จบด้วยละ
http://www.oknation.net/blog/katcharit/2010/03/15/entry-1

เอะอะมะเทิ่งอะไรกันคุณ
ยังไม่ยอมโตอีกหรือ...

อ๋อ..เนชั่นนั่นเอง

ความชอบธรรมในการเรียกร้องของ

ความชอบธรรมในการเรียกร้องของ “ม็อบเสื้อแดง” !!!

ความปั่นป่วน วุ่นวาย แตกแยก ในสังคมไทยเกิดขึ้นจากคน ๆ เดียว จากครอบครัว ๆ เดียว และจากตระกูล ๆ เดียว ที่มีแต่ “โลภะ โทสะ โมหะ” คือ ไม่มีใครเหนี่ยวรั้งใคร จึงเป็นที่มาของ “โคตรโกง และโกงทั้งโคตร” เพราะมีแต่ความโลภที่อยากจะได้มาก ๆ ไม่รู้จักพอ เมื่อไม่ได้ดังใจก็โกรธอาฆาตมาดร้าย ด้วยความลุ่มหลงตัวเองเพราะอำนาจเงินที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างแม้แต่จ้างคนเผาบ้านเผาเมือง

คำว่า “เผาบ้านเผาเมือง” นั้นมีความหมายมากกว่าการใช้ “ไฟ” ดังเช่นได้เห็นในช่วงเดือนเมษายน 2552 ที่ม็อบเสื้แดงปิดถนนสายหลักหลายแห่งในกรุงเทพ เผารถเมล์หลายสิบคัน เผายางทั่วกรุง ใช้รถแก๊สและถังแก๊สข่มขู่ประชาชน กุ๊ยอันธพาลแก๊งแท็กซี่เสื้แดงปิดถนนไล่ตีชาวบ้าน ทุบทำลายตู้เอทีเอ็มของธนาคารบางแห่ง จนกระทั้งไล่ล่าฆ่าชาวบ้านเพราะชาวบ้านขัดขวางไม่ให้พวกเสื้แดงเผาบ้านของชุมชนนางเลิ้ง

แต่คำว่า “เผาบ้านเผาเมือง” มีความหมายถึงความเสียหายทั้งหลายทั้งปวง เช่น ทำลายเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำไม่สามารถแข่งขันกับนานาอารยประเทศ ความแตกแยกในสังคมแม้กระทั้งคนในครอบครัวเดียวกันยังทะเลาะกันเพราะการปลุกปั่นล้างสมองของพวกเสื้อแดง ทำลายความเชื่อมั่นของชาวต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย ความทุกข์ระทมและความเครียดของคนไทยทั้งประเทศ ตลอดจนการสูญเสียทรัพยากรของประเทศที่จะต้องใช้ในการจัดการกับคน ๆ เดียว เป็นต้น

ต้นตอปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องตกอยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์ อย่างต่อเนื่องมาหลายปี จนกระทั้งทำให้ประเทศชาติวิกฤตอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ เพราะคน ๆ เดียว ซึ่งไม่ต่างจาก “ซาตานกลับชาติมาเกิด” เพื่อทำร้ายทำลายประเทศชาติโดยแท้จริง

การเรียกร้องป่วนบ้านป่วนเมืองของม็อบเสื้อแดง ไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น จนกระทั้งบัดนี้ เพราะ

1. การต่อสู้ของม็อบเสื้อแดง ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศแและประชาชนคนไทยทั้งประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคน ๆ เดียว เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวตระกูลเดียว ที่โกงชาติ โกงแผ่นดิน

2. การต่อสู้ของม็อบเสื้แดง เกิดมาจากปลุกปั่นล้างสมองให้ชาวบ้านรากหญ้า (ที่พวกแกนน้ำเสื้อแดงอุปโลกน์ให้เป็นไพร่) ให้ลุ่มหลงในตัวของนักโทษหนีคุก โจรปล้นชาติ แบบล้าคลั่ง เพราะรับข่าวสารเพียวด้านเดียว จนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

3. การต่อสู้ของม็อบเสื้อแดง ไม่ได้มาจากใจ แต่ส่วนมากมาจากจ้าง เพราะพยายหลักฐานได้เห็นโดยชัดเจนจากคลิปวิดีโอ ทั้งแจกทั้งรับเงินกันอย่างไม่อายฟ้าอายดิน เพียงแสดงบัตรประจำตัวรับทันทีสองพันบาท เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี แม้แต่สื่อต่างประเทศยังวิเคราะห์และเผยแพร่ไปทั่วโลกว่ามีการว่าจ้างชาวบ้าน และใช้เงินลงทุนก่อม็อบหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าใครอยู่เบื้องหลังเป็นนายทุน จึงเป็นม็อบที่ไม่บริสุทธิ์

4. การต่อสู้ของม็อบเสื้แดง ทำตามคำสั่งและบงการของคนที่เป็น นักโทษหนีคุก หนีอาญาแผ่นดิน ด้วยการโฟนอิน ปลุกม็อบ ยุแหย่ สารพัดที่จะทำระหว่างการชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้แดง จึงเป็นขบวนการต่อสู้ที่มีวาระซ่อนเร้นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของคน ๆ เดียวโดยแท้จริง

เมื่อม็อบเสื้อแดงปราศจากความชอบธรรม จะอ้างเหตุผลอะไรที่จะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องไม่ให้มีการปฏิบัติสองมาตรฐาน เรียกร้องยุบสภา เพราะในหมู่มวลม็อบเสื้อแดง ซึ่งหมายความรวมถึง นักโทษหนีคุก หัวหน้าม็อบเสื้อแดงตัวจริง ตลอดจนแกนนำม็อบเสื้อแดงลิ่วล้อบริวารนักโทษหนีคุก มีคุณธรรมใช้ระบบประชาธิปไตย มีการปฏิบัติเพียงมาตรฐานเดียว เช่นนั้นหรือ แต่กาลเวลาเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะ

1. กรณีการกล่าวอ้างหลอกมวลชนคนเสื้อแดงว่า รัฐบาลนี้จัดตั้งกันมาอย่างไม่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่ ขั้นตอนขบวนการจัดตั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ได้แตกต่างจากขั้นตอนขบวนการจัดตั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร หรือสมชาย แต่ประการใด เพราะเป็นไปตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ

ถ้าจะอ้างว่าการจัดตั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่ชอบธรรม เพราะไปหารือจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรืออ้างว่ารัฐบาลนี้มาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เพียงแค่เหตุผลเท่านี้ก็จะเรียกร้องยุบสภา เรียกร้องให้ลาออก เช่นนั้นหรือ

ถ้าเช่นนั้นต้องถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร และสมชาย มิได้มากจากขบวนการของรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่นนั้นหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะเป็นขั้นตอนขบวนการเดียวกับการจัดตั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เพราะมาจากการเลือกตั้งในคราวเดียวกันตามรัฐธรรมนูญปี 2550

โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร เป็นที่ทราบและโจทย์ขานกันว่ามีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์บางอย่างระหว่างนักโทษหนีคุกกับนักการเมืองน้ำเน่าที่กลัวอดอยากปากแห้งบางคน เพื่อใช้ให้เป็นแกนนำในการชักชวนพรรคการเมืองอื่น ๆ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนขั่วเปลี่ยนข้าง เข้าร่วมสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร ด้วยเงื่อนไขประหลาด ๆ สี่ห้าข้อใช่หรือไม่

หรือกรณีการจัดตั้งรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีสมชาย เป็นเพราะมาจากการที่ศาลตัดสินให้นายกรัฐมนตรีสมัครมีความผิดจนต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งการฟ้องร้องดำเนินคดีเอาผิดกับนายกรัฐมนตรีสมัคร เมื่อถึงเวลานี้เป็นข้อเคลือบแคลงใจของประชาชนคนไทยว่า มีการยืมมือ นักการเมืองบางคน (ที่ผู้คนเข้าใจว่าเป็นคนดีและเชื่อเถือได้ในระยะแรก แต่ขณะนี้ที่เริ่มเผยธาตุแท้ตัวตนที่แท้จริงว่าดีจริงหรือดีเก๊) ดำเนินการฟ้องร้อง เพื่อโค่นล้มนายกรัฐมนตรีสมัคร เพราะไม่ยอมเชื่อฟังนักโทษหนีคุก โดยเปลี่ยนเป็นคนใกล้ชิดที่ไว้วางใจสามารถสั่งให้ซ้ายหันขาวหันได้ ใช่หรือไม่ และในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมีการหักหลังหลอกนายสมัครใช่หรือไม่

จากพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น จึงต้องถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัครและสมชาย ชอบธรรมมากกว่าการจัดตั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เช่นนั้นหรือ

2. กรณีกล่าวหารัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ปฏิบัติสองมาตรฐานจนเป็นข้ออ้างข้อหนึ่งที่มวลชนคนเสื้องแดงเรียกร้องให้ยุบสภา จึงต้องถามว่าสมัยนักโทษหนีคุกและสมัยนายสมัคร นายสมชาย เป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติมาตรฐานเดียวเช่นนั้นหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะ

วลีที่ออกกมาจากปากของนักโทษหนีคุกในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่กล่าวว่า จังหวัดหรือพื้นที่ไหนเลือกพรรคการเมืองของนักโทษหนีคุก จะได้รับการดูแลด้านงบประมาณความช่วยเหลือก่อนจังหวัดหรือพื้นที่ที่ไม่เลือกพรรคการเมืองนักโทษหนีคุก อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติมาตรฐานเดียวเช่นนั้นหรือ

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในสมัยนักโทษหนีคุกเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ทราบดีว่าเล่นพรรคเล่นพวกกันอย่างเลวร้ายที่สุด คือ ถ้าพวกเดียวกันสนับสนุนกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระโดดข้ามหัวข้ามหาง มีความรู้ความสามารถหรือไม่ไม่สนใจ ขอให้เป็นพวกข้าฯ ได้ดิบได้ดีเป็นโหญ่เป็นโตกันยกแผง เพื่อจะได้เป็นลูกไล่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ แต่ถ้าไม่ใช่พวกตัวเอง นอกจากไม่ได้ดิบได้ดีแล้วยังถูกสารพัดกลั่นแกล้ง อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติมาตรฐานเดียวเช่นนั้นหรือ

กรณีการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี หาผลประโยชน์ให้กับบริษัทธุรกิจของตัวเองตามที่ศาลฏีกาฯ ตัดสินยึดทรัพย์ 46,000 กว่าล้านบาทนั้น โดยที่ประเทศชาติและประชาชน เสียหาย ตลอดจนทำลายบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจด้วยสารพัดวิธี อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติมาตรฐานเดียวเช่นนั้นหรือ

กรณีการเสียภาษี ผู้คนทั้งประเทศมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพื่อเป็นเงินหลวงใช้บำรุงประเทศชาติ แต่มีครอบครัวบางครอบครัวหลบเลี่ยง คดโกง ไม่ยอมเสียภาษี ทำตัวให้ผิดแปลกจากผู้คนในบ้านเมือง อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติมาตรฐานเดียวเช่นนั้นหรือ

กรณีการปฏิบัติสองมาตรฐานนั้น ในยุคสมัยนักโทษหนีคุก และนอมินี เป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี มีการปฏิบัติสองมาตรฐานอย่างมากมายและอย่างชัดเจน ไม่ทราบว่ามวลชนคนเสื้อแดง แกล้งไม่รู้หรือไม่รู้จริง ๆ เพราะอวิชาปิดบังจนมืดมิดแยกไม่ออกว่า อะไรชั่ว อะไรดี

3. กรณีเรียกร้องระบบประชาธิปไตย สมัยที่นักโทษหนีคุก เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ทราบกันดีว่าบริหารปกครองผู้คนด้วยวิธีการเผด็จการ ข้าฯ แน่ ข้าฯ เก่ง ข้าฯ เป็นเทวดา แต่เพียงผู้เดียว คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้าราชการ หรือผู้คนรอบข้าง ไม่กล้าขัดแย่งไม่กล้าออกความเห็นที่ขัดใจนักโทษหนีคุก ภาพลักษณ์ของนักโทษหนีคุก จึงเป็นเผด็จการในคราบระบอบประชาธิปไตยบริหารประเทศและเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองตลอดมา อย่างนี้คือระบบประชาธิปไตยของมวลชนคนเสื้องแดงเช่นนั้นหรือ

จึงสรุปได้ว่า การเรียกร้องของม็อบเสื้อแดง ไม่มีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องนั้นเรียกร้องนี้เกี่ยวกับประเด็นการเมืองหรือเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะการเรียกร้องยุบสภา บีบบังคังข่มขู่ให้รัฐบาลต้องลาออก แต่ประการใด

เสื้อแดงมองว่า

เสื้อแดงมองว่า การประติวัติรัฐประหาร = ผิด ทักษิน = ถูกหรือผิด (สรุปแล้วการประติวัติรัฐประหารจะถูกไม่ได้)
คนกลางมองว่า การประติวัติรัฐประหาร = ถูกหรือผิด ทักษิน = ถูกหรือผิด(ยังสรุปอะไรไม่ได้)
เสื้อเหลืองมองว่า การประติวัติรัฐประหาร =ถูก ทักษิน =ผิด (สรุปแล้วการประติวัติรัฐประหารถูกแน่นอน ทักษินจะถูกไม่ได้)
ตรรกศาสตร์พื้นๆในระบอบประชาธิปไตย ใครป่วย เด็กๆดูออก พวกดัจลิสไม่มีทองมองออก

จะถูกหลอกให้เลือกตั้งไปถึงไหน

จะถูกหลอกให้เลือกตั้งไปถึงไหน เลือกแล้วก็ประท้วงอีก ยุบพรรคอีก โคตรเซ็ง

ยิ่งนานวันความร้าวลึกก็ยิ่งย้

ยิ่งนานวันความร้าวลึกก็ยิ่งย้อนหลังไปไกล

ในตอนที่ทำรัฐประหาร 49

มันก็แค่ทะเลาะกันเรื่องทักษิณกับผู้นำอำมาตย์

ปี 50 51 หัวหน้าอำมาตย์ใหญ่ก็ถูกโจมตี

ฐานมีส่วนร่วมในการทำรัฐประหาร

ในที่สุดอำมาตย์รองก็เสียท่าถูกตัดหัว

ด้วยเรื่องเขายายเที่ยง

อำมาตย์ใหญ่ก็ถูกหมายหัวด้วยเขาสอยดาว

นับว่าขบวนอำมาตย์ได้พ่ายแพ้ไปเพียงแต่ยังยืนทรงตัวอยู่ได้

ไม่มีกลุ่มเลียส์ออกมาตอบโต้แทน

ความแตกร้าวไปไกลถึงประวัติศาสตร์เมื่อ 280 ปีก่อน

มีการอ้างถึงพระเจ้าตากสินมหาราช

ไปไกลเกินกว่าเด็กที่เกิดในประเทศอังกฤษ

ไม่ลึกซึ้งในจิตใจไพร่

จะสามารถแก้ไขฐานะอำมาตย์ให้ดีขึ้น

แสดงถึงการถอยตั้งรับและไม่รู้ดีถึงข้าศึก

ย่อมมีแต่แพ้

อำมาตย์ต้องหาตัวแม่ทัพที่สามารถไม่ใช่ส่ง

เดวิท เก่งแต่ปาก ไม่มีฝีมือ

หรือว่าอำมาตย์ที่ปกครองมาถึง 280 ปี

ไม่มีคนเก่งในกรุงรัตนโกสินทธิ์เสียเลย

หรือว่ามีแต่ถูกมองข้ามไม่นำมาใช้งาน

เหมือนกับพระเจ้าตาก ต้องพาทหาร 500

หนีออกนอกกรุงศรี

คนไทยด้วยกันนะครับ

พูดภาษาไทยด้วยกันทั้งสองฝ่าย

เพียงแต่เอาไอ้ตัวจริงทั้งสองฝ่ายมาพูดกัน

นี่บอกมาเพราะคิดช่วยพวกคุณไว้จริงๆ

อย่าให้มันพังไม่เป็นท่าเลย

ลงสวยๆเพื่อจดเป็นประวัติศาสตร์ให้คนได้ชื่นชม

ก็รู้กันอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร

โหรมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

รู้ทะลุปุโปร่งแล้ว

เห็นเขาบอกว่า

If you know the enemy and know yourself; in a hundred battles, you will never be defeated.

เชื่อคนนี้ดีกว่า เพราะเขาชื่อว่า

ซุน วู่

อำมาตย์เป็นมลทินแห่งระบอบประช

อำมาตย์เป็นมลทินแห่งระบอบประชาธิปไตยไทย อำมาตย์ถอยไป ประชาธิปไตยก็เรียบร้อย
บ้านเมืองแตกแยก เพราะการแทรกแซงของอำมาตย์
ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คือการชำระล้างความสกปรกในระบบประชาธิปไตยจากการกระทำของอำมาตย์ และข้าทาส บริวาร โดย เสียงสวรรค์ มติมหาประชาชนชาวไทย แม้ฝ่ายไหน ชนะ ต้องถือเป็นข้อยุติ ประเทศของเราก็จะเดินหน้า อีกครั้ง มิฉะนั้นแล้ว รอเวลากลบฝั่งได้เลย

หนุนตุลาการภิวัฒน์และการบังคั

หนุนตุลาการภิวัฒน์และการบังคับใช้กดหมายคู่ขนานกับการทำประชาสัมพันธ์ความชั่วของโคตรชินเจ๊กขบถจรจัด.....ฯลฯ ทั้งในระดับประเทศและในระดับรากหญ้า....ย้อศรยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศและชนบทล้อมเมืองที่ไอ้พวกซ้ายนรกลิ่วล้อทักชั่วประยุกต์เอามาใช้หนุนโจรปล้นแผ่นดินขายชาติชั่วช้า-------
ฟฟฟ
ฤาประเทศนี้ต้องยอมถอยหลัง
เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้?
เป็นคำถามที่ไม่อยากให้เป็น
แต่ดูท่าสถานการณ์ต่าง ๆ มันช่างบีบบังคับเหลือเกิน
ตะกวดการเมืองทั้งหลายอย่าเพิ่งหนาวนะ
และสามเกลอเตรียมตัวเข้าคุกได้เลย

เพราะบางทีประเทศนี้อาจว่างเว้นการปกครองประชาธิปไตย
"เพื่อชนชั้นนำและลิ่วล้อ"
ไปสักห้าปีหรือสิบปี

เป็น "ประชาธิปไตยครึ่งใบที่กินได้และสร้างประเทศได้จริง"

ปล่อยให้ทักษิณฝันค้างและได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสมใจ

นักวิชาการแดงซ่อนรูป...บอกว่า

นักวิชาการแดงซ่อนรูป...บอกว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีที่มาไม่ชอบธรรม

ผมจึงสงสัยว่า ถ้าวันนั้นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินที่ชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก...ชนะโหวตอภสิทธิ์ พวกเขาจะบอกว่า พล.ต.อ.ประชาจะเป็นนายกฯ ที่ชอบธรรมหรือไม่

ผมได้ยินพวกเขาแก้ประเด็นนี้ว่า ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเสียงข้างมาก แปลว่า เขาต้องการนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย...แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยเสนอ ประชา (พรรคเพื่อแผ่นดิน) ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย

แล้วถ้าผมจะย้อนกลับไปบ้างว่า ตอนที่เลือกตั้งหลังรัฐประหาร (19 ก.ย.) พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา ชาติไทย...ล้วนแล้วแต่ทำให้ประชาชนเชื่อว่าไม่เอาทักษิณใช่หรือไม่

=======================================

คัดมาจาก คห.ของสาโรจน์ ในเว็บประชาไทนี่แหละ (ขออนุญาตคุณ ณ ที่นี้ด้วย)

มีความเห็นที่จะบอกกล่าว นักวิชาการเหล่านี้ต่อว่า

ในตอนที่ "ทักษิณ" เป็นผู้นำประเทศ ในสภาได้ฉายาว่า "สภาทาส" (ไม่ใช่คำกระเซ้าเล่น แต่มันเจ็บลึก ในใจคนไทยหลายคน)

จากประวัติศาสตร์การเมืองของไทย...ประธานรัฐสภาต้องวางตัวเป็นกลาง...ตอนโหวตเลือกนายก...ประธานฯ ไม่ต้องเลือก...แต่ยุค "ทักษิณ" ในระบอบทักษิณ "ประธานสภา" เคยยกมือเลือกนายกฯ ซึ่งตลกมาก เรายังจำได้ไม่ลืมเลย...

นักวิชาการ

นักวิชาการ เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่ากับเข้าทางพวกอยากแก้
เมือ่เสนอแก้ เขาจะแก้เพื อ่ตนเอง
ไม่รู้ว่านักวิชาการนี้

คิดอะไรอยู่.....

ถ้าคนบริจาคเลือดประจำ

ถ้าคนบริจาคเลือดประจำ ก็จะรู้ว่า "เลือดคนต้องตรวจหา เอดส์ ไวรัสตับ บี ซี เชื้อซิฟิสิส ฯลฯ

เลือดที่มาจากคนเป็นพันเป็นหมึื่น โดยที่ไม่มีการตรวจหาเชื้อโรคเลย

กับการที่มีคน (รวมทั้งพราหมณ์ปลอมนั่นด้วย) โกยเลือดมือเปล่า เหยียบเลือดเท้าเปล่า

รวมทั้งพระเจ้าอาวาสที่เชียงใหม่ เอาเลือดไปสาดใส่ทหาร

-
-

ถ้าคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เป็นเอดส์ เพราะสาเหตุนี้ ---> คนที่่ทำคงไม่รับผิดชอบอะไรแน่ ๆ อยู่แล้ว
(รวมทั้ง หมอที่ไม่รักษาคน อย่างหมอเหวง ที่เป็นคนต้นคิดด้วย)

ปกติผมไม่ชอบใช้คำไม่สุภาพ แต่รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ "โง่และเลว"

-
-
ป.ล. - ยกเว้น อริสมันต์ ----- มันใส่ถุงมืออยู่คนเดียว โดยไม่สนใจพี่น้องที่มาร่วมชุมนุมคนอื่นว่าจะติดเชื้ออะไรหรือไม่

------- ไอ้เนี่ย เลวสุดขั้ว ชั่วสุดขีด (คงเป็นเฉพาะคน ไม่เกี่ยวกับคนอื่น)

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน