จดหมายเปิดผนึก วิพากษ์บท บก.เสียงอีสาน เรื่อง อย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจ

เรียนกองบรรณาธิการเสียงอีสาน http://www.esaanvoice.net

 
เนื่องด้วยผู้เขียนได้อ่านบทบรรณาธิการเว็บไซต์เสียงอีสาน เรื่องอย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจแล้วทำให้เกิดข้อคิดเห็นที่แตกต่างในหลายประเด็น และโดยเบื้องแรกต้องขออนุญาตนำบทความของท่านขึ้นมานำเสนอก่อน
 
 
 
อย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจ
 
การขับรถหรือใช้ยวดยานบนท้องถนนของอีสานในเวลานี้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หาไม่ก็อาจจะเสยเอากลุ่มคนหรือรถขบวนของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งใช้คนอีสานเป็นฐานสำคัญได้

การเคลื่อนไหวของพี่น้องคนอีสานในเวลานี้ เข้มข้นขึ้นทั้งในพื้นที่ของอีสานและต่างพื้นที่ นัยว่าเวลา “แตกหัก” ใกล้เข้ามาทุกที วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ... รออยู่ข้างหน้า

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ คือ วันอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากไม่มีการเลื่อนคดี หรือเป็นไปตามการวิเคราะห์ของหลายฝ่าย สถานการณ์ของประมุขฝ่ายเสื้อแดงน่าจะถึงขั้นโคม่า ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของพลพรรคจึงเข้มและข้นเป็นลำดับตามคำชี้นำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านั้น

การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้แสดงอาการเจ็บป่วยทางจิตในหลายรูปลักษณ์ ซึ่งขัดแย้งกับพื้นฐานอุปนิสัยของคนอีสาน ไม่ว่าคนอีสานนั้นจะล้าหลังอยู่กับฝ่ายอำนาจรัฐ หรือคนอีสานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอำนาจรัฐในห้วงสงครามเย็น สงครามลัทธิ

คนอีสานเป็นคนสุขุมลุ่มลึก โดยเฉพาะคนอีสานที่ศึกษาทฤษฎีทางสังคม แต่คนอีสานของเสื้อแดง ที่พยายามสื่อสารกับสังคมในห้วงระยะการเพาะเชื้อ “ไข้ทักษิณ” กลับเป็นคนมุทะลุดุดัน ไร้เหตุไร้ผล ทำอะไรก็ได้ที่ “เขาสั่ง” ภายใต้หลักสูตรหรือการเรียนการสอนของโรงเรียนการเมืองของเสื้อแดง น่าสังสัยว่า เป็นการ “สอน” หรือการ “เสี้ยม” หรือใส่ยาพิษขนานใดลงไป

และน่าวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกด้วยว่า บุคลากรที่ทำการสอนนั้น เป็นสังคมนิยมแบบไหนกัน ทำไมเลียนการ “แบ่งแยก” แล้ว “ปกครอง” ของชนชั้นนายทุน หรือใช้ทฤษฎีใดจำแนกคนในสังคมจึงผิดไปจากทฤษฎี แนวทาง หรือเป็นสังคมนิยมได้ถึงเพียงนั้น

แท้จริงแล้ว มันเป็นเพียงการใช้คราบสังคมนิยม เป็นดั่งหนังราชสีห์ห่มคลุมให้แก่ลา แล้วร้องบอกคนอีสานว่า นี่คือ ราชสีห์ นี่คือการต่อสู้ทางชนชั้น แต่แท้จริงเป้าหมายคือทำเพื่อ “ทักษิณ”

แล้ว ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณนั้น เป็นสังคมนิยมที่ตรงไหน?
หรือหากเป็นเพียงการ “เกาะชายผ้าเหลืองทักษิณ” หรือใช้ทักษิณเป็นเพียงพาหนะเพื่อเกาะยึดไปสู่เป้าหมายแห่งการเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทย ซึ่งการกระทำเยี่ยงนี้ เป็นชุดความคิดเดียวกันกับที่คนกลุ่มหนึ่งที่เข้าช่วยงานบริษัทโครงการ เหมืองแร่โพแทชที่อุดรธานี แล้วบอกว่า จะใช้ทุนสู้ทุน เป้าหมายสูงสุด เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมในประเทศไทย แต่แท้จริง มันคือ การทำมาหารับประทาน โดยใช้คราบและเกียรติภูมิของพรรคอย่างผิดๆ เท่านั้นเอง

ถามว่า หากทำได้จริง โดยเสื้อแดงได้รับชัยชนะ ชัยชนะนี้จะเป็นเช่นชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หรือพรรคปฏิวัติประชาชนลาวล่ะหรือ?

ความเป็นธรรม ความสง่างาม เกียรติภูมิ แนวทาง หลักยึด คุณค่าแห่งสังคมนิยม ความเป็นธรรม หรือสังคมอุดมธรรม ความรักชาติ รักประชาชนอยู่ที่ตรงไหน ... แล้วจะจัดการอย่างไรกับคนที่ไม่ได้เป็นเสื้อแดงในสังคมไทย

ขนาด พล พต ปฏิวัติยึดกุมอำนาจรัฐในกัมพูชาที่ทำภายใต้ความเชื่อในความเป็นธรรม ความสง่างาม เกียรติภูมิ แนวทาง หลักยึด คุณค่าแห่งสังคมนิยม ความรักชาติ รักประชาชน ยัง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในเวลาได้ชัยชนะ แล้วหากเสื้อแดงที่มีพื้นฐานแบ่งแยกประชาชน นำคนไปในทิศทางที่ผิด ผิดทั้งทฤษฎีและผิดทั้งทำนองคลองธรรมของสังคมไทย ก็ก่อม็อบขึ้นชนม็อบ ทำร้ายทำลายประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทั้งในส่วนกลางและหนองประจักษ์ และการออกมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เข่นฆ่าประชาชนที่หน้ารัฐสภา เพียงเพราะคนเหล่านั้นเป็น “เสื้อเหลือง” ที่ต่อต้านทักษิณ แล้วเสื้อแดงจะไม่ยิ่งกว่าพล พต ล่ะหรือ?

แล้ววันนั้น... เราจะอยู่ร่วมสังคมนี้กันอย่างไร?

 
 
 
 
ต้องออกตัวสักเล็กน้อยว่า ผู้เขียนอาจจะไม่ได้แตกตื่นหรือชื่นชมทั้งในประเด็นหรือเทคนิคการเขียนใดๆ ในงานเขียนชิ้นนี้หากว่าบทความชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ในฐานะบทบรรณาธิการของสื่อกระแสหลักรายวัน แต่สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนก็คือ บทความชิ้นนี้ออกในนามบทบรรณาธิการของเว็บไซต์ "เสียงอีสาน" ซึ่งถือว่าเป็นกระบอกเสียงทางอินเตอร์เน็ตเพียงหนึ่งเดียวของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการพัฒนาชนบทภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) 
 
ผู้เขียนคิดว่า เป็นเรื่องป่วยการไปแล้วที่จะถกถึงท่าทีจุดยืนทางการเมืองของ NGOs อีสานว่าควรจะยืนอยู่ในจุดไหน แต่ความกังขาที่ยังคงวนเวียนอยู่ในศีรษะของผู้เขียนก็คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้ที่มักจะกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้ที่สละตัวเพื่อคนยากคนจน ผู้ที่ประกาศว่า จะให้อำนาจตกอยู่ในมือของประชาชน แต่กลับปฏิบัติในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเฝ้าพร่ำบอก...
 
เมื่อได้อ่านบทความชิ้นนี้จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อสรุปที่แจ่มชัดขึ้นถึงทัศนะของพวกท่านที่มีต่อคนยากจนคนอีสาน ผู้เขียนขอตั้งคำถามว่า...ความเดือดร้อนต่อผู้สัญจรไปมาบนท้องถนน อันเนื่องมาจากกิจกรรมทางการเมืองของคนเสื้อแดงอีสานตามที่พวกท่านเขียนในบทความ มันแตกต่างอย่างไรกับความเดือดร้อนต่อผู้สัญจรไปมาจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนนของภาคประชาชนในการกำกับของพวกท่าน (NGO)
 
คนอีสานที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างไปจากแนวคิดทางการเมืองของพวกท่าน พอจะมีโอกาสได้รับเกียรติให้เรียกขานเป็น "ภาคประชาชน" หรือไม่...???
 
การเคลื่อนไหวของพวกเขาพอที่จะได้รับการยอมรับหรืออย่างน้อยก็น่าจะไม่ใช้ภาษาในลักษณะหมิ่นแคลนพาดพิงถึงใช่หรือไม่..???
 
การที่พวกท่านอ้างตัวเสมอว่าเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานเกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชนผู้ยากไร้ในอีสานมาอย่างยาวนาน สิ่งที่พวกท่านน่าจะทำได้มากกว่านี้ก็คือ การศึกษาและพยายามอธิบายต่อสังคมภายนอกให้ได้ถึงปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของขบวนคนเสื้อแดงอีสานขึ้น  
 
แต่ในทางกลับกันคำพูดที่พวกท่านใช้อธิบายคนเสื้อแดงในอีสานผ่านบทความนี้คือ  ”การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้แสดงอาการเจ็บป่วยทางจิตในหลายรูปลักษณ์ ซึ่งขัดแย้งกับพื้นฐานอุปนิสัยของคนอีสาน” หรือ “คนอีสานของเสื้อแดง ที่พยายามสื่อสารกับสังคมในห้วงระยะการเพาะเชื้อ 'ไข้ทักษิณ' กลับเป็นคนมุทะลุดุดัน ไร้เหตุไร้ผล ทำอะไรก็ได้ที่ 'เขาสั่ง' " 
 
นี่หรือคือทัศนะของผู้ที่อุปโลกน์ตัวเอง ว่าเป็นคนที่ทำงานพัฒนาเข้าถึงคนอีสานมากกว่าใคร ...??? เคารพในภูมิปัญญาของคนอีสานมากกว่าใคร...??? ยืนยันในสิทธิและเสรีภาพของคนอีสานมากกว่าใคร...???
 
การทำงานบุกเบิกในยุคแรกของ NGOs อีสาน นอกจากสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่มีต่อพวกท่านแล้ว ยังมีสายตาที่ไม่เป็นมิตรของผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเครื่องแบบในพื้นที่ การถูกป้ายสีว่าเป็นขบวนการสังคมนิยมหรือเป็นคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่พวกท่าน NGOs ผู้สูงศักดิ์ในปัจจุบันไม่ปรารถนาที่จะเผชิญ แต่น่าขันพวกท่านกลับพยายามเสียเหลือเกินที่จะเชื่อมโยงคนเสื้อแดงอีสานเข้าสู่คำว่า "สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์"
 
และที่ชวนให้เกิดอารมณ์ขันอย่างเจ็บปวดใกล้เคียงกันก็คือ  แม้แต่ในปัจจุบัน พวกท่านก็ยังแสดงความเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาว่า "รับเงินต่างชาติ” แต่ในขณะเดียวกันพวกท่านก็ได้กล่าวหาว่า คนอีสานว่ารับหรือสู้เพื่อ "เงินของทักษิณ”
 
พวกท่านมักจะวิพากษ์วิจารณ์ความเข้าใจของคนชั้นกลาง ข้าราชการ ที่มีต่อคนจนในชนบทว่ามีลักษณะฉาบฉวยตื้นเขิน  แต่เมื่อมองจากบทความชิ้นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าถึงที่สุดแล้ว ทัศนคติของท่านที่มีต่อคนยากคนจนก็ไม่ได้ต่างจากกลุ่มคนที่พวกท่านวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างไร  
 
หากจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านมีความต่างจากคนชั้นกลางกลุ่มอื่นๆ นั่นก็คือ เกียรติและอภิสิทธิ์ต่างๆ รวมถึงค่าครองชีพที่ท่านได้รับ ล้วนต้องได้อาศัยคำว่า "คนจน คนอีสาน" ประดับอยู่บนเรียวปาก และบนหน้ากระดาษขาวที่มีตัวอักษรขึ้นต้นสะกดออกเสียงเป็นคำว่า "โครงการ”

 

 

เพิ่งมีโอกาสเห็นแถลงการณ์ เขี

เพิ่งมีโอกาสเห็นแถลงการณ์

เขียนได้บัดซบเหลือใจ

ดีเหมือนกัน คิดอย่างไร แสดงออกมาว่า ไม่ต้องแอบ.

บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับประชาชน นับไว้แล้ว

ประชาชนคนไทยต้องป่วยทางจิตเพร

ประชาชนคนไทยต้องป่วยทางจิตเพราะใคร
แล้ว ใครที่แพร่อาการป่วยทางจิตเรื้อรังมาสู่ประชาชนในประเทศ

ห่าเอย บก.อีสาน

ห่าเอย บก.อีสาน ไปงมโข่งอยู่ที่ไหน แถมอ่อนหัดทางทฤษฎี คิดว่าตัวเองลุ่มลึกคิดเอาเอง ฮิๆๆๆ ไอ้แตสั่งสอนมันหน่อย
1มึงรู้ไว้ คนอีสานเสื้อแดง เขาต่อสู้เพื่อเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยม (กล่าวหาเหมือนพวกสนธญา ทีวี11 ) เพื่อทำลาย
2มึงกล่าวหาเขาเรื่องรถติด ไร้สาระวะ คนเยอะก็ต้องรถติดซิวะ มึงจำไม่ได้หรอ ยุทธการลำตะคลอง รถก็ติด รถไม่ติด กูก็สั่งให้ปิดลำตะคลองมันก็ติดซิวะ มันธรรมดา อย่าเหม็นสาปคนจนซิวะ มึงจำไม่ได้หรอ 99 วัน เรายังปิดทำเนียบกันเลย มันเป็นการต่อต้านต่อสู้โว้ย หัดเอาใจเขาใส่ใจเราบ้าง
3 มึงจำไว้ทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาจากรัฐประหาร พวกมึงชอบแต่งตั้งใช่ไหม พวกมึงเลยลงสวลากตั้งกันใช่ไหม
4 กูบอกให้ ธาตุแท้มึงก็ พวกเผด็จการปากคนดีมีศิลธรรม ถุย ฮิๆๆ พ่อคมชพวกมึง ก็ไม่เอามึง จำไว้ เขาใช้มึง แต่เขาไม่ให้ตำแหน่งโตๆพวกมึงหรอก มึงอำมาตปลายแถว จำใส่หัวไว้ ถามไอ้สมภพ มันเลย
5เอาอย่างนี้ ถ้าพวกมึง เจ็บป่วยทางจิตมากนัก ก็มาเข้าคอรสนั่งสมาธิกับพวกกู ไอ้ชัช ได้ ก็ชวนหลายมึงก็บ่มา คอรสกูก็เหมียนสัมมนานั่นละ มีค่ารถ ค่าอาหารให้ด้วย กูได้ทุนมาโว้ย จิตใจสมองจะได้แจ่มใส เขียนไรไปจะได้เนียนๆ รับใช้อำมาตอย่างเนียนเข้าใจไหม มึงทำไรเทื่อ เขาก็รู้หมด ห่าเอย กูบอกแล้วไม่จำใส่กะลา
6 พวกมึงไม่เข้าทฤษฎีห่าไร ยังไปคุยถ่มเขาอีก จำไว้ เรานะ ทฤฎีแนวคิดเรา วัฒนธรรรมชุนชนกอดไว้ให้แน่น
ไอ้สังคมนิยมกูไม่เคยสอน เราไม่ชัดเจนก็อย่าสะโอะ ทำรู้ไปหมด อายเขารู้แบบงูๆปลาๆ ป๋าไม่ชอบ ดันไปว่าเขาอีกพอลพพลพลพต ไปกันหญ่
7 เอาเป้นว่าเราเกาะไข้อำมาตเหลืองกันต่อไป ถูกต้องแล้ว
ตามคำสั่ของเปี๊ยกมัน ดันชื่อเหมือนกูวะ ให้ประชาชนเชื่อลำดับขั้นสูงตำของมนุษย์ มันไม่เท่าเทียมกันหรอก ประเทศนี้ต้องปกครองโดยคนที่ประชาชนไม่มีสิทธิเลือก เหมือนเราเลือกผู้นำที่พูดเก่งไว้หลอกเอาเงินพอช สสส ไง ถูกต้องแล้วคราบๆ เพื่อล้างเผ่าพันธ์ไอ้พวกที่คิดว่า คนเราเกิดเมาเท่าเทียมกัน ห่ามือกูแต่ละน้วยังไม่เทากันเลย ยังสะเออ บอกว่าคนเราเท่ากัน
เฮ้อ เหนื่อยวะ พวกมึหาเบียร์มากินกันดีกว่า เด็กเสริฟไม่ มึงเสริฟก็พอเพียงแล้ว ถุย

ปล กองบก

ปล กองบก ช่วยเช็คยอดหน่อยวะ
เสียงอีสาน มีคนอ่านเท่าไหร่
คนเสื้อแดงอีสานมีอยู่เท่าไรวะ
มากกว่า สมาชิกเสียงอีสานไม่วะ
กูไม่อยากให้เขียนกันเองอ่านกันเอง
ผลัดกันเขียนเวียนกันชม
ถ้าคนเสื้อแดงไม่อ่านเสียงอีสาน มีแต่พวกคนอีสานกป
กูว่า เปลี่ยนชื่อเป็น เสียงอำมาตอีสานไปเลย
มันชัดเจาดีวะ มึงว่าไงไอ้แต สดใส

"...หากจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำใ

"...หากจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านมีความต่างจากคนชั้นกลางกลุ่มอื่นๆนั่นก็คือ เกียรติและอภิสิทธิ์ต่างๆ รวมถึงค่าครองชีพที่ท่านได้รับล้วนต้องได้อาศัยคำว่า"คนจน คนอีสาน" ประดับอยู่บนเรียวปากและบนหน้ากระดาษขาวที่มีตัวอักษรขึ้นต้นสะกดออกเสียงเป็นคำว่า”โครงการ......"

เกาถูกที่คันดีจิงๆ...

อย่างนั้นอย่าเรียก "เรียวปาก" เลยครับ

มันดูเชกชี่ชวนยลเกินไป..เรียก"เรียวดาก" นั่นเหมาะสมดี ไอ้ปลวก!!!

เพื่อ คนอิสานจริงหรือ ? 1.

เพื่อ คนอิสานจริงหรือ ?

1. Website บอกกับผู้อ่านว่าเป้นคนอิสานทำตัวเหมือนอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ แต่ที่แท้จริงตั้งตัวอยู่ในกรุงเทพฯ นี้ละ แถมยังปกปิดข้อมูลหลายอย่าง แบบมืออาชีพด้านคอมพิวเตอร์ซะด้วย ฉะนั้นคงไม่ธรรมดาแน่นอน แต่กลิ่นมันก้ส่งออกมาอยู่เอง

2. คอลัมนิสต์ แต่ละท่านมีความสนิดแนบแน่นกับพันธมิตร ASTV ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

3. บทความหลายชิ้นกับไปในรูปของการสนับสนุนความรุนแรง ซึ่งก็ไม่ใช่นิสัยของคนอิสานที่อ่อนน้อม ชอบสนุกเฮฮามากกว่าความรุนแรง

4. ความเห็นของบรรณาธิการที่ผ่านมา เคยหรือไม่ที่จะฟังเสียงคนส่วนใหญ่ของคนอิสาน แต่กลับพังเสียงส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพ

-ในที่สุดพวกมันก็เปิดเผยตัวเอ

-ในที่สุดพวกมันก็เปิดเผยตัวเองออกมาแบบล้อนจ้อน
-สาธุชนพึงสดับไว้
-แมร่ง อยากให้ "คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน" กับ "คุณรักเอ็นโตดีห่วงประชาชน" ออกรอบไดร์ให้ลงหลุมอีกสักครั้ง!!!

-จาก พิชิต พิทักษ์ (เพื่อนรักของ NGOs อีสาน)
"วังอสูร" อ.กระนวน จ.ขอนแก่น โทร.086-9947620 ยืนดีพูดคุยกับสหายเสื้อแดงทุกท่าน!!!

น่าจะมีลากใส้อีซักขดน่ะเนี๊ย.

น่าจะมีลากใส้อีซักขดน่ะเนี๊ย....ไล่เป็นรายตัวไปเลย....555

..ผมก็คนอีสานครับผม

..ผมก็คนอีสานครับผม แต่ไม่ชอบทักษิณ ไม่อยู่ฝ่ายแดง..

........ใช่ครับผม

........ใช่ครับผม บางครั้งผมก็ไม่สบายใจครับ ที่ได้ยินเขาว่าคนอีสานอยู่ข้างทักษิณหมด ...

อีสาน แดงทั้งแผ่นดิน

อีสาน แดงทั้งแผ่นดิน

ผมเป็นคนอุดรโดยกำเนิด

ผมเป็นคนอุดรโดยกำเนิด พ่อแม่พี่น้องเป็นเสื้อแดง มีผมคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ผมมีโอกาสเรียนหนังสือ จบออกมาทำงานเอกชน จนที่สุดได้รับราชการ มีโอกาสได้สัมผัสข้อมูลตามสื่อต่าง ๆ มากมายเกือบทุกยุคทุกสมัย และที่สุดแล้วผมก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นหลานของลุง ป้า น้า อา ของผม แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องยอมรับกับคำดูถูกดูแคนของคนชั้นกลางที่มีต่อพ่อแม่พี่น้องเสื้อแดงที่เป็นญาติของ เพราะญาติ ๆ และคนในครอบครัวของผมไม่คิดที่จะรับฟังสิ่งอื่นสิ่งใด หรือข้อมูลใด ๆ เลย ที่อยู่คนละข้างกับทักษิณ ซึ่งเมื่อผมถามกลับถึงความผิดของทักษิณ หรือการชุมนุมเสื้อแดง พ่อแม่พี่น้องของผมก็จะอ้างคำที่เขายัดใส่ปาก นั่นคือ ประชาธิปไตย (ซึ่งเมื่อก่อนสู้เพื่อทักษิณตรง ๆ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปคือสู้เพื่อประชาธิปไตย อุดมการณ์ทำไมต้องให้ใครมายัดเยียด) ทุกวันนี้ผมจะไม่พูดการเมืองกับครอบครัว หรือบางครั้งก็แค่เตือนอย่าไปร่วมกับชุมนุม เพราะวิถีของผู้นำมอบเสื้อแดงคือความรุนแรงเท่านั้น เห็นได้หลายเหตุการณ์ (หนองประจักษ์มันเป็นอะไรที่แย่มากสำหรับบ้านเมืองประชาธิปไตย คนคิดต่างกันต้องฆ่าล้างกัน หดหู่ที่สุด ตาสีตาสา ยายมายายมี ทิดดีทิดมั่ง แบกไม้ฟาดหัวกัน แต่ทักษิณ นัดทะวุด จะตุพอน วีระ นั่นขาไขว่ห้างยิ้มเยาะ) ค่ากันโลดอ้ายน้องของผม คั่นโง่หลายกะดาย

คุณพูดยังไงไห้เขาฟัง

คุณพูดยังไงไห้เขาฟัง เขาจึงไม่ฟังเหตุผลของคุณ.....แต่เท่าที่อ่านจาก คคห ของคุณ คิดว่ายังไม่เพียงพอ ที่จะให้เขาหันมาฟังคุณ และเชื่อคำพูดคุณ .....แต่อย่าพึ่งท้อ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น....แต่ถ้าจะให้แนะนำ ควรหาเหตุผลมากกว่านี้ ไปพูดกับเขา ถึงจะหักล้างกับข้อมูลที่เขารับฟังมา

คุณก็แค่มุมมองของพวกข้าราชการ

คุณก็แค่มุมมองของพวกข้าราชการ อำมาตย์ที่ถูกยัดหัวด้วยความคิดอีกชุดหนึ่งเท่านั้นแหละน่า มีสำนึกประชาธิปไตยน้อยกว่าญาติพี่น้องของพวกคุณอีก อย่าอวดโอ่อะไรมากเลยกับการเป็นข้าราชการ สังคมทุกวันนี้มันเลว ๆ ก็เพราะพวกข้าราชการที่เอาเปรียบประชาชนนั่นแหละ

พวกมึงเตรียมหนีได้แล้ว

พวกมึงเตรียมหนีได้แล้ว น้ำเงินไล่บี้มึงเละแน่ ฮา ฮา

หลอกตัวเองได้

หลอกตัวเองได้ แต่มึงหลอกกูไม่ได้หลอกเว้ย ไอ้เวปมาสเตอร์

ผมว่าเค้าไม่ได้ระรานน่ะ...ศิล

ผมว่าเค้าไม่ได้ระรานน่ะ...ศิลปินผิดบ้างถูกบ้างได้...แต่นี่เป็นเรื่องการบิดผิดทางอุดมการณ์....คือยังไงก็ตามจะดีจะชั่วต้องเอาประชาธิปไตยไว้ก่อน... แต่ศิลปินแบบนี้ต้องโต้ครับ...คือศิลปินที่รับใช้เผด็จการ...แถมเงินที่เอามาทำ "เสียงอิสาน"เป็นเงินภาษีของทุกคนควรระมัดระวัง....อย่างงี้สมควรโดนลากไส้อีกซักขดนะครับ....คุณรักเอ็นโตดีห่วงประชาชน....

ท่าทางคุณจะเบาปัญญาจริงๆนั่นแ

ท่าทางคุณจะเบาปัญญาจริงๆนั่นแหล่ะครับ....สู้เพื่อทักษิณกับสู้เพื่อประชาธิปไตยต่างกันตรงไหน...เมื่อทักษิณมาจากระบอบประชาธิปไตย...ทักษิณได้รับเสียง19ล้านเสียง...ปกป้องทักษิณไม่ได้ปกป้องทักษิณคนเดียว...ปกป้อง19ล้านคนปกป้อง19ล้านสิทธิที่เลือกทักษิณมา...แต่19ล้านเสียงถูกคปค.ละเมิด...ดังนั้นเรารักษาสิทธิการเลือกของเรา เราผิดเราโง่ตรงไหน...เราสู้เพื่อคนๆเดียวตรงไหน...คนชั้นกลางที่ดูถูกพ่อแม่คุณดูถูกคนเสื้อแดงหรือแม้แต่ตัวคุณเอง คนชั้นกลางพวกนั้นถามหน่อยเถอะว่ามีความรู้การเมืองการปกครอง..มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์แค่ไหนเมื่อเทียบกับพ่อแม่ของคุณและคนเสื้อแดงทั่วไปที่เป็นรากหญ้า...เขารู้เรื่อง1สิทธิ1เสียงไม๊เมื่อเทียบกับคนเสื้อแดง...เขารู้ความหมายการเมืองการปกครองไม๊ถ้าเทียบกับคนเสื้อแดง...เขารู้ความหมายของประชาธิปไตยหรือเปล่าถ้าเทียบกับคนเสื้อแดง...เขารู้รึเปล่าว่าประชาธิปไตยให้อะไรกับเขาบ้างเมื่อเทียบกับคนเสื้อแดง...จงภูมิใจเถอะครับที่มีญาติพี่น้องเป็นคนเสื้อแดง...

"การขับรถหรือใช้ยวดยานบนท้องถ

"การขับรถหรือใช้ยวดยานบนท้องถนนของอีสานในเวลานี้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หาไม่ก็อาจจะเสยเอากลุ่มคนหรือรถขบวนของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งใช้คนอีสานเป็นฐานสำคัญได้
การเคลื่อนไหวของพี่น้องคนอีสานในเวลานี้ เข้มข้นขึ้นทั้งในพื้นที่ของอีสานและต่างพื้นที่ นัยว่าเวลา “แตกหัก” ใกล้เข้ามาทุกที วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ... รออยู่ข้างหน้า "

ผมเพิ่งได้อ่านก็เพราะจดหมายเปิดผนึกนี้ ที่นำบท บก. เสียงอีสาน(เฉพาะแค่วรรคแรกนำ)แล้วนึกถึงมายาคติของชนชั้นนำและศักดินาชนชั้นกลางได้ชัดยิ่งขึ้น

วันที่ 9 ที่ผ่านมา มีม็อบเกษตรกร มาชุมนุมหน้าธกส . ขอนแก่น แล้วปิดถนนตรงรื่นรมย์ประมาณ 3 ชั่วโมง สิ่งที่ผมกังวลคือ เกรงว่าคนที่ขับรถยวดยานไปมา จะไม่เข้าใจว่าทำไมเกษตรกรต้องปิดถนน เพราะว่าทางการไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการประกันรายได้เกษตรกรชาวนาที่ได้สัญญาไว้ ซึ่งชาวนาก็ร้องเรียนหลายครั้งไปที่ ธกส. ผู้ว่าฯ ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

คราวนี้ก็มีพี่นักข่าวคนหนึ่ง พูดลอยๆว่า "ทำไมต้องปิดถนนน่าเกลียดหว่ะ" ผมก็เลยบอกพี่เค้าว่า "ถ้าชาวบ้านไม่ปิดถนนแล้วการแก้ไขจะเกิดขึ้นหรือเปล่า" และจิงๆหลังจากชาวบ้านปิดถนนและมีการปราศรัย ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นเจรจาและหาทางออก(พึ่งจะตั้งหลังชาวบ้านเคลื่อนไหวมากกว่า 2 เดือน) ชาวบ้าน 2000 คน ต้องมานั่งตากแดดเพื่อรอคำตอบ จากฝ่ายทางการ ซึ่งคำตอบได้เพียง "จะหาข้อสรุปได้ภายใน 7 วัน"

ผมไม่รู้จัก นสพ. เสียงอีสานเลย จนได้อ่านจดหม่ายเปิดผนึกนี้จากประชาไท ถ้าอ่านบทบรรณาธิการเสียงอีสานผ่านๆ ผมนึกว่ากำลังอ่านรายงานของ "วอร์รูมรัฐบาล" ไม่น่าจะเป็นคนที่ทำงานภาคประชาชน

ไอ้ยา

ไอ้ยา

กูก็เลือกทักษิณมันมาตลอด กูเพิ่งมาตาสว่างเมื่อกค.51นี่เอง หลังจากรับรู้ข้อมูลความจริง

กูรู้สึกตัวว่าโง่มากที่ให้ทักษิณมันหลอกเอา เพราะกูมองแต่ตัวเองและคิดว่าตัวเองฉลาดเหมือนมึงเลย ไม่เคยมองภาพรวมว่าหากให้ทักษิณมันอยู่ในอำนาจต่อไป ประเทศชาติจะฉิบหายขนาดไหน

กูบอกง่ายๆเผื่อมึงคิดไม่ทัน ลองหลับตาดูเขมรปัจจุบันสมัยฮุนเซน อินโดนีเซียสมัยซูฮาโต้ ฟิลิปปินส์สมัยมากอส อาเจนติน่าประธิปนาธิบดีเปรอง บาดแผลที่พวกทรราชเหล่านี้ก่อไว้ ทำให้ประเทศตกอยู่ในมือของธุรกิจต่างชาติ เพราะมันขายทรัพย์สินของชาติเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองกับพวกพ้อง เหมือนที่ทักษิณมันทำไว้ไม่มีผิด

เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด มันเคยเกิดมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกในประเทศที่กูบอกนั่นแหละ อ้อ ยังลืมเปรูอีกประเทศ โทจิโมริไง เมื่อเราเรียนรู้ก่อนแล้ว จากประเทศเพื่อนบ้านแล้วทำไมยังจะยอมให้มันเกิดขึ้นกับประเทศของเราอีก แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรดีหึ

อย่าเสือกนับรวมกูกับ19ล้านเสียงของมึงเข้าไปด้วย กูมันตาสว่างแล้วว่ะ

อีกอย่ากูอายฉิบหายเวลากูใส่เสื้อแดง

ลุงเอ้ย กูอ่านคห.ของลุงแล้ว

ลุงเอ้ย

กูอ่านคห.ของลุงแล้ว กูก็มึนตึบ

เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวลุงไปกินยาแล้วก็ไปนอนซะ ตื่นขึ้นมาเขาก็จบเรื่องแล้วละ นะ

ขอบใจที่มึงยังเป็นแฟนคลับกูอย

ขอบใจที่มึงยังเป็นแฟนคลับกูอย่างเหนียวแน่น
มึงกลายเป็นตรายางประทับย้ำว่ากูเป็นpnตัวจริงของแท้เลยว่ะ
แฮ่.........................

เสียดายคนทำงานภาคประชาชน

เสียดายคนทำงานภาคประชาชน สุดท้ายเราจะเหลือใครที่เข้าใจคนอีสานหรือเปล่า เพราะบทความแสดงความเป็นตัวตนของคนชั้นกลางกลางกรุงชัดเจนเกินไป พวกที่ทำงานอยู่แถวสุรินทร์คิดยังงี้จริงๆหรือ ผมยังไม่อยากเชื่อเลย ที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดมาตลอด พวกท่านรักและเข้าใจคนทุกข์ไม่ใช่หรือ โถ่ พวกโง่(NGO) หลงมองว่าเป็นคนดี เสียใจจริง

ล้าหลังคลั่งชาติ....ไร้ซึ่งคว

ล้าหลังคลั่งชาติ....ไร้ซึ่งความคิด...

เอาบทความเขามาวิจารณ์

เอาบทความเขามาวิจารณ์ มาจับผิด ดันจับผิดไม่รู้เรื่อง คนอ่านดันพอใจกลับบทวิจารณ์นี้ ในฐานะคนอิสานเช่นกัน บทความนี้พูดได้ตรงประเด็นมากครับ กลุ่มหัวรุนแรงของเสื้อแดง มักได้สูตรสำเร็จเหมือนกันคือ เลี้ยงเหล้าย้อมใจแล้วพาออกอาละวาด ส่วน ผู้แทนอิสาน ต้องหาคนไปเดินขบวน ไม่งั้นเขาไม่ส่งลงผู้แทน จึงได้แต่พวกไม่มีงานทำ นี้แหละไป และกลุ่มเสื้อแดงก็เหมาว่าเข้าสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิไตย ถ้ากลุ่มเหล่านี้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจริง เมษา 52 ที่ผ่านมาคุณไม่แพ้หรอกครับ

คุณ "นักปกครองเบาปัญญา"

คุณ "นักปกครองเบาปัญญา" ตั้งชื่อได้น่าสนใจนะ คุณอยู่ระบบราชการ บอกว่าได้เห็นอะไรมาเยอะ แล้วบอกว่าคุณไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แล้วอ้างว่าได้รู้เห็นข้อมูลมาเยอะ แต่ไม่รู้ว่าเห็นข้อมูลอะไร? สิ่งที่คุณลืมไปเยอะเลย คือ วิพากษ์ตัวเองว่า "คุณเป็นใคร?"

ในอดีตนักปกครอง คือ ทำหน้าที่ผสมระหว่างผู้ปกครอง กับตำรวจ ด้านหนึ่งก็วางตัวเป็นชนชั้นปกครอง ทำหน้าที่ วางตนเป็นผู้รู้ อบรม สั่งสอนชาวบ้าน ที่คิดว่าเขาโง่เง่าไม่รุ้เรื่อง อีกบทบาทหนึ่งคือ กดขี่บีฑาชาวบ้าน เพื่อให้ปกครองง่าย ถ้าใครไม่เชื่องเชื่อแบบสัตว์เลี้ยง ก็มีอีกหน้าที่หนึ่งคือสามารถ จับกุมสอบสวน อีกด้าน คือ สมคบกับนายทุนเพื่อเอาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชิงมาจากชาวบ้าน นั่นแหละเลยมีเพลง "ไม่รบนายไม่หายจน"

แต่สิ่งเหล่านี้มันเริ่มลดลง หลังรัฐบาลชาติชาย จนกระทั่งรัฐบาลทักษิณ พวกนายๆ นักวิ่งเต้นของคุณเลยถูกย้ายเข้ากรุหมด เพราะคิดแต่จะวิ่งเต้นแล้วไม่ทำงาน แต่แล้วหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 กรุเลยแตก พวกถูกย้ายเข้ากรุ เลยได้ออกมาเพ่นพ่านใหม่ แถมซ้ำนายใหม่เจ้ากระทรวงดันเป็นผู้รับเหมาใหญ่ มาตั้งแต่ยุคป๋า เถลิงอำนาจเสียด้วยสิ

ดังนั้นมันเข้าใจได้ว่า ทำไมคุณเชื่อว่าพ่อแม่คุณถูกยัดปากด้วยคำว่า "ประชาธิปไตย" เพราะจริงๆ คุณแค่เรียกๆ อ่านหนังสือไปสอบ แล้วจบมา แต่อุดมการณ์ "ประชาธิปไตย" คำนี้ มันไม่ฝังเข้าไปในจิตสำนึกของคุณเลยแม้แต่น้อย เพราะคุณติดกับอำนาจเก่า ที่ว่า "คุณคือนาย ประชาชนคือไพร่" ทั้งที่ ความจริง คุณคือ "ข้าของประชาชน" ประชาชนเลือกนักการเมือง ไปกำกับให้คุณจัดบริการประชาชนต่างหาก ใครไปกำกับคุณได้ดี เขาก็แฮปปี้

ส่วนข้อมูลที่อ้างว่า คุณได้เจอได้เห็นมาเยอะน่ะ ผมยังไม่เชื่อว่าระดับคุณจะเห็นเอกสารอะไรมากมาย หรือเห็นความเคลื่อนไหว ลึกๆ เยอะแยะแค่ไหน แถมยุคนี้อาจต้องมีคำถามไปไกลกว่านั้น ว่า ข้อมูลที่คุณอ้างว่า "ได้รู้ได้เห็นมาน่ะ เห็นของจริง หรือฟังคนพูดมา" สมมติว่าถ้าได้เห็นเอกสารชั้นต้นนะ ยังต้องถามต่อไป "เอกสารอะไร มีเลขรับหนังสือที่เท่าไหร่" รวมทั้งอาจต้องขอดูกันด้วยว่า "ไอ้ที่ยกคำพูด อ้างว่าเอามาจากเอกสารน่ะ ในเอกสารมันว่าไว้แบบนั้นจริงหรือเปล่า" ขนาดเขียนรายงาน ถ้าเป็นเอกสารสำคัญ เค้ายังต้องเอาใส่ประกอบเป็นภาคผนวกเลยคุณ

เอาพอหอมปากหอมคอ สรุปแล้วแล้ว คุณเป็นชนชั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบ และไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้มันเกิดการต่อสู้กันระหว่าง "ปัญหาหลักการ" การต่อสู้กัน ก็อยู่บนพื้นฐาน "ข้อมูลความจริง" กับ "ข้อมูลความเชื่อ"

บังเอิญว่าคุณอยู่ฝ่ายความเชื่อไง ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่า ระหว่างการเลือกอธิบายจากฐานข้อมูลความเชื่อ แล้วคุณได้ประโยชน์ กับอธิบายด้วยข้อมูลที่เป็นจริง ด้วยข้อมูลความจริง ทั้งเชิงหลักการและเอกสารกัน คุณจะเลือกอะไร เท่าที่ฟังคุณอธิบาย มาสรุปแล้วคุณก็ยังเลือกความเชื่อ

ดังนั้นที่คุณบอกว่าคุณไม่มีสี หรือไม่ฝักใฝ่สีใดน่ะ จริงๆ คุณก็พูดแบบไม่กล้ารับผิดชอบ แต่หลังจากวิพากษ์อุดมการณ์ บนพื้นที่คำว่า "ประชาธิปไตย" กับเรื่องชนชั้นผู้ได้ประโยชน์ที่ว่ามา ก็ปรากฎว่า คุณคือ"แอบเหลือง" หรือ "ฉวยโอกาสเหลือง"

แล้วใครละสร้างวัฒนธรรมเกณฑ์ชา

แล้วใครละสร้างวัฒนธรรมเกณฑ์ชาวบ้านชูป้ายเชียร์ ถ้าไม่ใช่ป๋าเปรมกับปลัดฮิ
ถ้าไม่ใช่ยุคป๋ากับ ปชป.พิภพ กับสมศักดิ์ จะได้เกิดเหรอ
ถ้าไม่มีอานิสงฆ์จากการเคลื่อนไหว NGOs ชาวบ้านจะลุกขึ้นยืนเป็นตัวของตัวเองมั้ย
ถ้าไม่มี รัฐบาล แจกงบ สสส. เอ็นจีโอกับ อพช.จะอยู่ได้เหรอ
ถ้าไม่ได้เป็น NGOs พวกระดับตั๊วเฮีย จะกลายเป็นร้อยล้านได้มั้ย

เรื่องบางเรื่องมันขึ้นต้นเหี้ย แต่ลงท้ายดันปลายดี จะมีชาวบ้านบางกลุ่ม ที่ยังเดินตามการชี้นำของเอ็นจีโอหัวเหลือง ที่รับเงินงบประมาณจากรัฐบาล ก็เพราะถูกไอ้ความเป็นพี่น้องหลอกลวง ครอบหัวสลัดไม่หลุดเท่านั้นหรอก แต่วันนี้ชาวบ้านอีสานส่วนใหญ่ ได้ลุกขึ้นใส่เสื้อแดง บอกให้รู้ว่า เขาเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" แล้วมิใช่หรือ

พวกเขาสลัดแกนนำหัวเหลือง เพื่อทำสิ่งที่พวกเขาอยากทำแล้ว มันผิดอะไร นี่มิใช่เหรอคือสิ่งที่คุณอยากเห็น คือ ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

สงสัยเหลือเกินว่า "วัฒนธรรมชุมชน" ที่เอ็นจีโอพากันกอดไว้น่ะ มัน "ชุมชนยุคไหนละ" วัฒนธรรมชุมชนยุคบุพกาล หรือยุคทาส หรือยุคศักดินา หรือจะเป็นยุคทุนนิยมละ ในเมื่อสรรพสิ่งมันกำหนดกัน ขัดแย้งและเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่มีการหยุดนิ่ง ไอ้ที่จะให้พลังการผลิต เปลี่ยนไปได้ แต่วัฒนธรรมเดิมยังอยู่น่ะ มันยังดูแปลกๆ แถมยังมีอีกหลายคำถามพะเรอเช่น

-จะเอาไงกับรัฐ สถาบันพระในหมู่บ้าน ระบอบปกครอง จะรื้อถอนหรือไม่สนใจกับมันเลยใช่มั้ย
-มันใจนะว่า "ปัญญาชนอินทรีย์" ที่อยากสร้างมานำความเปลี่ยนแปลงน่ะ มันจะไม่ทำตัวกลายพันธุ์เป็นชนชั้นนำ
-แน่ใจนะว่า เอ็นจีโอ ที่ทำงานน่ะ ไม่ใช่ชนชั้นหนึ่งในชุมชนด้วย ในเมื่อเป็นชนชั้นหนึ่งก็แปลว่า ชาวบ้านคือผู้โง่กว่าสิ ถ้าชาวบ้านต้องการเปลี่ยนเป็นเสื้อแดง ทำไมจึงไม่ยอมรับ
-แล้วมั่นใจนะว่ากลไกผลิตซ้ำอุดมการณ์วัฒนธรรมชุมชนน่ะ มันจะเป็นอันเดิม และนำไปสู่แนวทางอันเดิม ในเมื่อ "ทุนมาจากรัฐบาล" เพราะผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ย่อมเป็นเจ้าของผลผลิตไปด้วย
-ถ้ารื้อถอนโครงสร้างส่วนบนย้อนกลับบุพกาล ต้องไม่ลืมล่ะว่าหมายถึงต้องรื้อถอนระบบกรรมสิทธิ์กันใหม่ แถมซ้ำก่อนหน้านั้น ชาวบ้านเขาถือผี ไม่ใช่พราหมณ์หรือพุทธ ต้องรื้อพวกนี้ออกไปด้วย นอกนั้นระบบปกครองชาวบ้านยังมีสิทธิ์ถอดถอนผู้นำ ลองย้อนไปดูประวัติเจ้าฟ้างุ้มสิ

พอแล้วพูดมากจะกลายเป็นมหากาพย์ว่าด้วยทุนไป

พูดจริงๆนะ อ่านไม่รู้เรื่อง

พูดจริงๆนะ อ่านไม่รู้เรื่อง บทบก. เสียงอีสานอะไรนั่นแนะ ไม่รู้เรื่องอะไรๆ มาปะติดปะต่อกัน ช่วยบอกเขาหน่อยว่า เลิกเขียนเถอะ ไม่มีแววเลย

ประเทศไทยซึ่งแต่เดิมได้รับการ

ประเทศไทยซึ่งแต่เดิมได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่า เป็นประเทศที่สื่อสาธารณะมีเสรีภาพมากในลำดับต้น ๆ ของโลก กลับถูกลดลำดับการจัดเสรีภาพสื่อลงเรื่อย ๆ Reporters Without Borders ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ มุ่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพด้านการสื่อสาร ได้ลดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลขนไทยจากลำดับที่ 65 ในปี 2544 เป็นลำดับที่ 82 ในปี 2545 และมีแนวโน้มลดลงเรือย ๆ จนสู่ลำดับที่ 135 ในปี 2549
บทความเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะทบทวนเหตุการณ์เกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน ในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่ามีการแทรกแซงสื่ออย่างมาก เพื่อไม่ให้สื่อได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี คณะารัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคฝ่ายรัฐบาล มีจุดยืนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพมากเกินไป และต้องมีการแทรกแซงสื่อ
การศึกษาพบว่า วิธีการแทรกแซงสื่อในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มี 24 วิธี ได้แก่ (1) ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ (2) เสียดสี ประชด เปรียบเปรย (3) พูดสั่งสื่อ (4) อ้างชาติ (5) ลดความน่าเชื่อถือ (6) ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถามในเรื่องนั้นอย่างต่อเนื่อง (7) ปั่นข่าว สร้างข่าวมากลบ (8) ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ใช้ร่างทรง) (9) ใช้ข้อมูลเท็จ (10) ใช้กระบวนการศาล (11) แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว (12) แทรกแซงการบริหารของสื่อ (13) เข้าข่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว (14) แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ (15) แทรกแซงหน่วยงานอิสระ (16) ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมเสรีภาพ (17) สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ สั่งค้นองค์กรสื่อ (18) สั่งปิดองค์กรสื่อ (19) ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก (20) ใช้กฏหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่สร้างขึ้นใหม่ (21) การปิดล้อม (22) การปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ (23) การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ (24) การจัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ

เป็นบทนำที่ดีที่สุดบทหนึ่ง

เป็นบทนำที่ดีที่สุดบทหนึ่ง และทำให้พวกเอาความเท็จวันนี้ไปหลอกรากหญ้าเต้นกระแด่วๆอยู่ในนี้

-โหย สำนวนของพี่ช่าง

-โหย สำนวนของพี่ช่าง "ปากจัด" จริง ๆ
-มิเสียแรง "ปูเสื่อรอ" ตั้งนานสาดดดด์

FFFFF FFFFF 1.

FFFFF
FFFFF

1. เฮียยุธเข้าใจผิดว่าเป็นเว็บ "เสียงอีสาน" ที่จริงเป็นเว็บ "เสียงอำมาตย์แห่งเมืองบางกอก".....
2. บก.ตั้งชื่อบทนำว่า "อย่าทำให้NGOเป็นที่รังเกียจของสังคม" แต่พิมพ์ผิดเป็น "อย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจ" .......

สรุป :
เป็นการเข้าใจผิดกันเพียร์วๆไม่ปนโซดาในหมู่เฮาคนคือกั๋นน่ะ
เซ่าๆอย่าเว่าล๋าย !!.........

-------------------------------------------------

ชาวบ้าน 3.5 แสนคนชุมนุม = สมุนทักษิณ !
ชาวบ้าน 3.5 ร้อยคนชุมนุม = ภาคประชาชน !

สิคักอีหลีแท้น้อ / สิฮากหลาย.........
-------------------------------------------------

"ลัทธิมาร์คหลักลอย" สาธกไว้ว่า :

>>>>> ฯ คนจน คือปัจจัยการผลิตของNGO.......
NGOนั้นต่อต้านทุนนิยมเสรีด้วยการหันหลังให้มันแล้วเดินกลับไปสู่ซากอดีตอันไกลโพ้น......
ณ จุดหนึ่งบนซากอดีตนั้น,
พวกเขาจึงเกิด illusion ว่า :
ข้าฯคือเทพผู้รู้แจ้งแห่งอนาคตผู้มาปลดปล่อยชาวบ้านสามัญชนผู้ไร้เดียงสาและหลงใหลในมายาแห่งวัตถุ(โทรศัพท์มือถือ&จักรยานยนต์)......
ข้าฯปฏิเสธเงินตราอันเป็นสัญญลักษณ์แห่งมารผู้ชั่วร้าย(แต่มักงบฯฟรีจากสสส.ของราษฎรโกโรโกโสหลายๆ)......
ข้าฯจะนำพาชาวบ้านสามัญชนหวนกลับไปสู่ยุคอันรุ่งเรืองแห่งการใช้ควายไถนา.....
ลาก่อน"คูโบต้า"!(แม้ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯจะมีหุ้นอยู่ด้วยก็เถอะ !)....
ลาก่อนทุนนิยมเสรี !
และลาก่อนทักษิณ ชินวัตร !
ขอพระสยามเทวาธิราชตลอดจน"ผีปู่ย่า"และวิญญาณของมหาอำมาตย์ทั้งปวงจงอวยชัยให้กับข้าฯด้วย......
...................
NGOมิได้ต่อต้านทุนนิยมเสรีด้วยการหันหน้าเผชิญกับมันแล้วเดิน "ฝ่า" มันไปจนกระทั่ง "ทะลุ" ออกไปถึงสังคมใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง.....
พวกเขาทำเพียง"หันหลัง"ให้กับทุนนิยมเสรีแล้วเดินกลับไปหาซากอดีตในสุสานของกาลเวลา....
พวกเขามีตะเกียง4ดวงที่นำทางชีวิต&ความฝัน :
1 พระสยามเทวาธิราช
2 เจตนาอันบริสุทธิ์
3 ILLUSION อันเกิดจากการ"สยองขวัญกับด้านมืดของทุนนิยม"
4 งบฯฟรีจาก "รัฐอันชั่วร้าย" ฯ <<<<<

-----------------------------------------------------
ปล.
NGOในที่นี้ ผมหมายถึงNGOบางคน/บางพวก/บางองค์กรน่ะ
-----------------------------

คิกคัก คิกคัก
:)
FFFFF
FFFFF

555...ชอบๆๆๆ

555...ชอบๆๆๆ

"หีหมู 8 โล"

"หีหมู 8 โล" ฮาๆๆๆๆๆๆๆ

คิดได้ไงเนี่ย

NGOs

NGOs ที่รักภาคพิสดาร(8):ขุดรากเหง้าภาคประชาชน จากสกย.อ.ถึงสมัชชาคนจน

โดย คุณรักเอ็นโตดี ห่วงประชาชน
21 กุมภาพันธ์ 2553

ในใต้หล้านี้“ยุทธจักรบู๊ลิ้ม”เอ็นจีโอและแวดวง"ภาคประชาชน"ยังคงมีเรื่องราวอีกมากที่ผู้คนมิอาจรับรู้...และความลับจะต้องตายไปพร้อมกับ “จอมยุทธ” ...และใน“ยุทธภพสยาม”นั้นแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ “ฝ่ายธรรมมะ” กับ “ฝ่ายธรรมโม๊ะ”

เพือก “NGOs โลก” เนี่ยะอะนะ หากใช้ภาษาสุภาพ ๆ แบบเพือกมัน ก็ต้องบอกว่า ในด้านความคิดของเพือกมันกลายเป็นจำเพือก “สุนัขรับประทานไอคิว!!!” กันหมดแว้ววว!!!...

เพิ่งอ่าน “บทบรรณาธิการ” ของเวบไซต์ของเพือก “NGOs โลก” (WWW.Esaanvoice) มาหมาด ๆ เรื่อง “อย่าทำสังคมนิยมให้เป็นสังคมรังเกียจ” ...นอกจากเพือกแมร่งจะดูหมิ่นคนอีสานแบบโคตรสุด ๆ แว๊ววว..การใช้ทัศนะ หรือ ความคิดแบบนี้แหละ ที่กรูต้องให้เครดิตว่า “ไอ้เพือกหมากินความคึด!!!” แมร่งเสนอความเห็นออกมาได้...เหี้ยมเจง ๆ ๆ...

สงสัยแมร่งเอา “ส้นตีน” คิดแทนการใช้ “สมอง” อะนะ...อ้าว มันท่าจะจริงเพราะสมองนั่นอะนะ “สุนัขรับประทาน” ไปหมดแว๊วววว่ะสาดดด!!!

และต้องขอบคุณท่านผู้อ่าน หลังจากบทความนี้ผ่านมามา 7 ตอนแล้ว บางท่านกรุณาชี้แนะมาว่า ข้อมูลเยอะดีและอยากให้วิเคราะห์ถึงการคลี่คลายมาเป็นเหี้ยมหางเหลืองของพวกเอ็นจีโอ เพื่อตอบโจทย์คำถามที่ตั้งไว้ให้ด้วย...ก็อย่างว่าน่าแหละ กรูก็ให้ทั้งข้อมูลและวิเคราะห์สลับฉากไปเรื่อย ๆ ...ของอย่างเงี้ยะกรูจะนำไป “สังเคราะห์” ให้จั๋งหนับในตอนสุดท้ายอะนะ!!!...

โปรดอย่ารอคอยแต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหฤทัย

ขอเริ่มแบบเนี้ยะอะนะ...กรูบอกไปแล้วว่า การก่อรูปของ “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.-ตอนก่อตั้งครั้งแรกยังไม่มีตัวย่อ อ.) นั้น...มันเริ่มจากการคัดค้าน “ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ”

ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์อะนะ...การต่อสู้คัดค้าน พรบ. ดังกล่าวนี้ ต้องให้ “เครดิต” พี่เค้า คือ “กป.อพช.อีสาน” กับ เครือข่าย ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อนใครเค้า และมีนักเคลื่อนไหวแวดวงเอ็นจีโอสำคัญ ๆ เป็นหัวหอก อาทิ สมภพ บุนนาค, สนั่น ชูสกุล, มานะ นาคำ, สน รูปสูง, วีระพล โสภา เป็นต้น (...ส่วนการเคลื่อนไหวอย่างไร?...

จนนำไปสู่การประกาศจัดตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.) ในวันที่ 4 – 6 มีนาคม 2535 นั้น...(ซึ่งอธิบายไปแล้วใน ตอนที่ 7 อะนะ...)....อะไรที่มันเป็น “ความดี” กรูก็อดชมพวก “เอ็นโตดีโลก” เค้าไม่ได้…แต่อันที่เป็น “ความชั่ว” อะนะ...กรูก็ต้องกัดให้จมเขี้ยวเหมียลลล์กัลล์ว่ามะ!!!

อย่างที่ว่าไปแล้ว...ภายหลังการกอ่ตั้ง สกย. ขึ้นมา การเคลื่อนไหวในนาม สกย. ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวาอะนะ...การคัดค้าน พรบ.อันนั้น ก็ไปแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ เน้นการสร้างความเข้าใจ และหาแนวร่วมด้านกว้าง ไม่ได้ใช้วิธีการ ชุมนุม-ประท้วง-กดดัน

แต่รูปแบบหลักที่ใช้ คือ การยื่นจดหมายคัดค้าน และ การจัดเวทีสัมมนาให้การศึกษา ตามความถนัดของเพือกเอ็นโตดีโลกอะนะ!!!...ด้วยเหตุดังนั้น สกย. ในช่วงแรก ๆ จึงแทบจะไม่มีบทบาททาง “การเมือง” แต่อย่างใด!!!(...ก็กรอบคิดเพือกแมร่ง...ชอบมองว่า ชาวบ้านชาวช่องเค้า “โง่” งัยคุณ...เค้าก็ต้องหลอกแดกเงินจาก “แหล่งทุนหน้าโง่” ไปจัดเวทีอบรม / สัมมนา / ศึกษาดูงาน เพื่อสร้างความ “ฉลาด” ให้ชาวบ้านงัยคุณ...)…

ในส่วนการ “จัดตั้ง” นั้น สกย. ในช่วงแรกไม่ได้จัดตั้งเป็นรูปแบบ “องค์กร” หากแต่เป็นรูปแบบของ “เครือข่าย” หลวม ๆ อะนะ...

แต่ที่เป็นกระแสคึกคักและระดับการเคลื่อนไหวเป็นการ “สู้รบ” ที่แท้จริงกลับเป็น ขบวนแถวของ “มูลนิธิดวงประทีป” ที่นำโดย “เฒ่าขี้ดื้อ” และกลุ่มครู “สคส.” ในภาคอีสาน ที่ร่วมกับพี่น้องที่ “ปะคำ-ครบุรี-เสิงสาง” ต่อสู้เพื่อล้มเลิก “โครงการ คจก.” ต่างหากเล่า!!!...

เมื่อประชาชนทุกชนชั้นได้เข้าร่วมขับไล่เผด็จการ รสช. และได้รับชัยชนะในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535” แล้ว...สงครามการแย่งชิง “การนำ” มวลชนในภาคอีสานก็เริ่มเปิดฉากขึ้น!!!...

นัยว่า...เป็นการช่วงชิงการนำระดับ “ตำนาน” จนมาถึงปัจจุบันก็ว่าได้...มันเป็นการช่วงชิง “นิยามความคิด” ของแนวความคิดที่ไม่ตรงกันระหว่าง “สำนักวัฒนธรรมชุมชน” (...ที่มี “เปี๊ยก แมวเหมียว” เป็นเจ้าสำนัก) กับ “สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง” (...ที่มีอดีต “สหายสากล”-ครูนคร ศรีวิพัฒน์ ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น “เจ้าสำนัก” คนหนึ่งในภาคอีสานแว้ววว์...โปรดติดตามในรายละเอียดข้างหน้า!!!)...

นอกจากนั้นมันยังเป็นการช่วงชิงทาง “ยุทธศาสตร์” หรือ “แนวทางการเมือง” กันด้วย...ช่วง “ม็อบ”พฤษภาทมิฬ 2535 นั้น... “สมาพันธ์ประชาธิปไตย” ได้ “ชิงการนำ” มวลชนมาจาก “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” (ครป.) ...พูดให้สั้นเข้าก็คือ เพือกขบวนแถว “ปีกซ้ายพฤษภา” (เช่น ขบวนแถวของครูประทีป, หมอเหวง, หมอสันต์ ซึ่งยังเหนียวแน่นเป็น “แดง” ในวันนี้งัย) ไปถีบยอดหน้า-เอาบาทาไปลูบพักตร์ของเพือก “ปีกขวาพฤษภา” (เช่น ขบวนแถวของ โคทม, พิภพมัจจุราช, ชาญวิทย์, นิติรัตน์, สมภพ, เปี๊ยก แมวเหมียว ซึ่งยังเหนียวแน่นเป็น “เหลือง” ในวันนี้งัย...)...

ขอรวบรัดตัดตอนอะนะ...การแย่งชิง “การนำ” ในขบวนการประชาชนอีสานยุคใกล้....หลังชัยชนะของประชาชนในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535”...การเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาชน” ก็ดูคึกคักมีความหวังมากขึ้น...นี่เลย... “เปี๊ยก แมวเหมียว” กับขบวนแถว “กป.อพช.อีสาน” และเครือข่าย...ได้เรียกประชุมไพร่ราบพลเลวทั้งหมดในอีสาน...อย่ากระนั้นเลย ข้าฯได้จับยามอุบากองแว๊ววว์ เพือกหมู่เฮาต้องระดมชาวบ้านที่มีปัญหา คจก. ตลุยรัฐบาลชุดนี้โลด ข้าฯรับรองว่า หมู่เฮาจะต้องได้ชัยชำนะเป็นแม่นมั่น เพราะ “ฟ้า” เปิดแว๊ววว์ !!!...

ครานี้แหละวุ้ย จะได้มีชื่อจารึกเป็น “วีรบุรุษ” สมกับสมญานาม “ราชสีห์อีสาน” กะเค้าซะที หลังจากทำงานสายเย็นเจี๊ยบถึงระดับแช่แข็งมานานแสนนาน ไม่เคยม็อบ ไม่เคยเหมบกะเค้าสักกะที...(...ก็แมร่งท่องจำแต่คำว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” งัยสาดดด...รู้จักแต่การเผาพริกเผาเกลือ-ยื่นหนังสือ-เจรจาจูบปากกับกลไกราชการท้องถิ่น...เพือกมันเชื่อมั่นใน “พหุภาคี” ตามแนวทาง"เสด็จพ่อเอ็นโตดี”-ประเวศ วะสี ...ใครใช้วิธีการ ม็อบ คือ เพือกเล่น “การเมือง” คือ เพือกกวนบ้านกวนเมืองไปนู้นนน...)....

ก่อนจะชี้นำบรรดาสาวกต่อไปว่า...ไอ้เหี้ยมนก-ภาคภูมิ เพือกเมริงไประดมชาวบ้านมาให้หมดทุกป่าเลยอะนะ...ข้าฯจะเป็น “ทัพหลวง” คอยบัญชาการรบ ส่วน “ทัพหน้า”ไปตาม ไอ้โย-บำรุง คะโยธา มา “นำทัพ” อะนะ...อย่าลืมหา “หมวก” ดี ๆ ให้มันสวมใส่ จะได้เท่ห์ ๆ ไอ้เพือกนักข่าวไม่มีมันสมอง ทั้งหลาย จะได้จำหน้าตาไอ้โยได้...

แน่ละ, หลังจากได้รับชัยชนะ รัฐบาลชุด “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”-อานันท์ ปันยารชุน ได้มีคำสั่งยกเลิก โครงการ คจก. ดังกล่าว...เปี๊ยก แมวเหมียว ก็ประกาศจัดตั้ง “สมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสานเพื่อรับรองสิทธิที่ดินทำกินและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ” (สดท.) ดังที่เคยบรรยายไปแล้ว....

ข้างฝ่ายของ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็แค้นฝั่งหุ่นอะนะ...แมร่งเพือกกรูเป็นฝ่ายเริ่มก่อน จนมีศูนย์อพยพคนไทยวัดสระตะเคียน ผู้นงผู้นำอย่าง “เฒ่าแตง” เพือกกรูก็ฟูมฟักมา แมร่งชุบมือเปิบยังไม่พอ ยังเสือกพาผู้นำของเพือกกรูไปเสียผู้เสียคนอีก...(ผู้นำ คจก.บ้านหนองใหญ่ นี่เลย “ด๊อกเตอร์”แตง ชุมหิรัญ ถูกเพือกเอ็นโตดีโลก พาตระเวนเป็น “วิทยากร” รับงานเละเทะ และชอบประชุมในร้านเงียบ ๆ ที่ไม่มีเด็กเสิร์พ...จากที่ไม่เคยใส่ร้องเท้าอะนะ พี่แกหันมาใส่ “เกิบโบก” ตามเพือกเอ็นโตดีโลก และท้ายสุดเสียผู้เสียคนไปแว้ว!!!...)

....อย่ากระนั้นเลย ชัยชนะของ คจก. ครั้งนี้นั้น ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์ด้วย เพือกเราต้องทำใจ ปัญหาของชาวนาชาวไร่อีสานมันไม่ได้มีแค่ คจก. เพือกเราต้องศึกษาค้นคว้าปัญหาให้ลึกซึ้งแล้วค่อยกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหวกันใหม่....ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็สาด เหล้ายาดองดีเม่น ลงในลำคอ พลางครุ่นคิด!!!...

เอ้า เอาอย่างเงี้ยะก็แล้วกันล์ ให้เพือก “นักศึกษา” มันทำการ“วิจัยเชิงปฏิบัติการ” เรื่อง มะม่วงหิมพานต์ ดูอะนะ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ทำข้อมูลเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ ตูว่างานนี้ได้เรื่องแน่ ๆ ว่ะ!!!...

กล่าวอย่างย่อ...การวิจัยเชิงปฏิบัติการในปี 2536 เรื่อง “การศึกษาและรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร กรณีการส่งเสริมให้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ของรัฐ” โดย “กลุ่มประสานงานนักศึกษาบุรีรัมย์” ที่มี “จืด จางนิรันด์”-สถิต ยอดอาจ และคณะ เป็นผู้ปฏิบัติงานทำให้ปัญหาการส่งเสริมการปลูก “มะม่วงหิมพานต์” อันเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “โครงการสี่ประสาน” นั่นแหละ ที่ต่อมากลายเป็น 1 ใน 9 ประเด็น ปัญหาร้อนที่ สกย. นำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาลอย่างดุเดือดแหลมคม!!!

ส่วนปัญหาชาวนาชาวไร่ในอีสานใต้ที่เป็นประเด็น “ฮ็อต” ตลอดเวลา...นอกเหนือจากเรื่อง “ข้าว” แล้วนั้น...ก็นี่เลย “มันสำปะหลัง” ที่มี “บักเสียงน้อย”-ธีระชาติ เสยกระโทก เอ็นโตดีสาย มอส. ฝังตัวปักหลักทำวิจัยเชิงปฏิบัติการจนมี “ข้อมูล” ล้นเหลือ...และยกระดับองค์กรชาวไร่มันสัมปะหลังจัดตั้งเป็น “สมาคม” ในเวลาตอมางัยกร๊าบบบ์พี่น้อง!!!...

และนี่เลย...ต้องเรียกเพือกเค้าว่า “องค์กรหมู” เอ้ย หามิได้...ชื่อองค์กรพี่เค้า คือ “ชมรมสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”...ความจริงเส้นทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในภาคอีสานนั้นมีมาอย่างยาวนาน...เริ่มตั้งแต่ปี 2519-2521 โน้นแนะ...แมร่งโคตรยาวจริง …กลุ่มผู้เลี้ยงหมูเนี๊ยะนะสู้กับรัฐบาลมายาวนาน อย่างว่า เมื่อราคาหมูตกต่ำกลุ่มผู้เลี้ยงหมูก็ไม่มีอำนาจการต่อรองอะนะ...เพราะอำนาจการกำหนดราคาหมูมีชีวิต (หมูเป็น) และหมูเขียง (ชำแหละ) นั้นตกอยู่กับกลุ่มพ่อค้าเจ้าของเขียงเพียงกลุ่มเดียว แม้ว่าราคาหมูเป็นที่รับซื้อจะราคาตกต่ำเท่าใด แต่ราคาหมูเขียง...แมร่งไม่เคยตกต่ำเลย...

ในสมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้มีแนวทางแก้ไขปัญหาบนหลักการ “ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ผู้ขายอยู่รอด และผู้บริโภคไม่เดือดร้อน” อันเป็นที่มาของการใช้ระบบ “สหกรณ์” (คำสั่ง ครม. 25 กรกฎาคม 2521) เข้ามาแก้ไขปัญหาหมู....นี่เลย!!! ในภาคอีสานก็จดทะเบียน สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร 11 สหกรณ์ คือ สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์, สุรินทร์,นครพนม, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, อุดรธานี, มหาสารคาม, หนองคาย และสกลนคร....และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์ นั้นมีนี่เลย...เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา เป็นผู้นำในฐานะรองประธานฯอะนะ...และมีผู้นำอื่น ๆ เช่น เสี่ยปราโมทย์ โสรินทร์ (สกลนคร), เสี่ยเขียน อุตรชัย (ร้อยเอ็ด), เสี่ยบุญถม อุทัยแพน (มหาสารคาม), เสี่ยจุฬามณี ธนสีลังกูร (ร้อยเอ็ด) เป็นต้น

...ว่ากันว่านับจาก ปี 2521 – 2535 กระแสความไม่พอใจของบรรดาสหกรณ์ผู้เลี้ยงหมูในภาคอีสานดังกล่าวต่อกรณีการยึด “อาญาบัตร” และ ราคาหมูตกต่ำ ทำให้เกิด “ขบวนการเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู” ทำการประท้วงปิดถนนสายกาฬสินธุ์-กรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม 2534 จนในที่สุดรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ได้มีมติ ครม. 15 มกราคม 2534 ให้ปิดเขตจำหน่ายสุกร และมอบสิทธิอาญาบัตรให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับรอง...

แต่อย่างว่าอะนะ เวลาขบวนการประชาชนจะได้รับดอกผลจากการต่อสู้......แมร่งเหมือนบุญมีแต่กรรมมาบังว่ะ...จู่ ๆ กองกำลังป่าเถื่อนในนาม รสช. ก็ ยึดอำนาจ จากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เสียฉิบ!!!...ที่นี้แหละอ้ายชิบหาย...รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”-อานันท์ ปันยารชุน สั่งการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหา “การผูกขาด”

อานันท์ ก็สนับสนุนให้มี “การค้าแบบเสรี”...ในที่สุดก็เข็น พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2535 ออกมาประกาศและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2535 ยังผลให้มติ ครม. ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาญาบัตรและเขตจำหน่ายเนื้อสัตว์ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย...ตั้งแต่บัดนั้น การค้าเสรีแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ก็เข้ามาแทนที่...

ไม่รู้ว่า เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา ยังจดจำความแค้นฝั่งหุ่นกับรัฐบาลอานันท์ในครั้งกระโน้นได้หรือไม่?...กรูว่า ไม่น่าจะจดจำอะไรได้แล้วว่ะ เพราะเพือกมันได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับพันธมารฯ ด้วยกัน และกลายมาเป็นเพือก “เสื้อเหลือง”...ก็อานันท์ เป็นลูกหลาน “อำมาตย์” ที่มีเมียเป็น “ราชนิกูลปลายแถว” อยู่แล้ว...และ กลุ่มเพื่อนอานันท์-จำเพือกธีรยุทธ, โต้ง-ไกรศักดิ์, เพิก-สมเกียรติ ทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละที่ขนเม็ด “เงิน” มาช่วย เสี่ยโย-บำรุง คะโยธา เอาชนะการเลือกตั้ง “นายกองค์การบริหารส่วนตำบล” (อบต.) ตำบลสายนาวัง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ อะนะ...

ข่าวเชิงลึกบอกว่า เม็ดเงินดังกล่าว ถูกฟอกมาจากกระเป๋าสตังค์แบรนด์เนม จากเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ของ “ไอ้เหี้ยมห้อยร้อยยี่สิบ”-เนรคุณ ชอบชิด อะนะ...เฮ้อ ไปทำแนวร่วมกะเพือก “เสื้อน้ำเงิน” ซะแว้ววพี่เรา.. อย่างเงี้ยะเวลานั่งประชุมเตรียมออกแบบเคลื่อนไหวที่มี ไอ้เหี้ยมเนรคุณ นั่งคุมหัวโต๊ะ...หันไปทางซ้ายก็เจอนี่เลย ยายสะอิ้ง ไถงสินธุ์ อ้าวหันไปทางขวาเสือกเจอนี่เลย เสี่ยคำตา แคนบุญจันทร์, เสี่ยอรรถฤทธิ์ เสียงหลอ, เสี่ยประพาส โงกสูงเนิน...

ถามจริง ๆ เหอะ...เสี่ยโย เจ้าคึดอีหยังอยู่ ?...

ฮ่วย ๆ ๆ หือ อือ หือ ?...แล้วที่ “เสี่ยน้อย YT.” ผู้เคยยกย่องว่า เสี่ยโย เป็น “นักพัฒนาดีเด่น”...”นักการเมืองท้องถิ่นตัวอย่าง” ผู้ไม่รับเหมา ไม่เอาเปอร์เซนต์ ไม่ขายตัว ไม่ซื้อเสียง (แต่เลือกตั้ง นายก อบต.. ทั้ง 2 ครั้ง หมดไปกว่า 3 ล้านบาทว่ะ พอ ๆ กะงาน “อีเวร-event” ของ กป.อพช.อีสาน ที่ บึงแก่นนคร จ.ขอนแก่นเลยว่ะ...อย่างเงียะแล้ว เพือกเมริงลองอธิบายให้กรูฟังหน่อยดิ๊ ๆ ๆ ...

แถมวันดีคืนดี ยังหลอกแดก “แหล่งทุนหน้าโง่” มาจัดอบรม/สัมมนา/ศึกษาดูงานที่ “แปลงนา” และยกย่องให้ “เสี่ยโย” เป็น “นักสิทธิมนุษยชน” ที่ดีที่สุดแห่งเอเชียอาคเนย์นู้นแน่ะ...นักสิทธิมนุษยชน เหี้ยอะไร ? สนับสนุนการ “รัฐประหาร” ซ้ำยังเห็นด้วยกะ ไอ้เหี้ยมเมธา "หลอกล่อ" เด็กในอ๊อฟฟิศ ...อยากถามพรรคเพือกว่า เสี่ยน้อย YT. มันเกิดอีหยังขึ้นกับเจ้าฮึ ?...

ขอรวบรัดตัดตอนอีกครั้ง...เมื่อทำการ “เอ๊กซเรย์” พื้นที่และประเด็นปัญหาของชาวนาชาวไร่ในภาคอีสานมาเป็นเวลากว่าครึ่งปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว... “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ค่อนข้างมั่นใจในการกำหนดจังหวะก้าวขบวนการประชาชนอีสานครั้งใหม่!!!...ตูว่าหมู่ไทเฮาพร้อมแล้ว ต้องเอาอย่างปรมาจารย์เพิ่นว่าไว้ เริ่มจาก “เล็กไปสู่ใหญ่” อะนะ ตอนนี้มีประเด็นปัญหาอย่างน้อย 3 ประเด็น คือ หมู, มัน, มะม่วงหิมมะพานต์ แถมประเด็น ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ คิดว่าเราระดมพลได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า...

(มีต่อ)

ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ”

ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็เอามือลูบหนวดที่ไว้ทรง “โฮจิมินห์” ไปมา ก่อนจะหันไปปรึกษาพรรคพวกว่า...เฮ้ย หมู่เฮาทั้ง ไอ้บ้า ไอ้โป๊ะ ไอ้พฤกษ์ ไอ้พิทักษ์ ไอ้ปุ๋ยไอ้ติ๋ง ไอ้จืด อีเล็กหัวโล้น เตรียมเดินหน้าตามแผน “ยุทธการลำตะคอง” ได้เลยนะเฟ้ย ตูกะไอ้บ้า จะไป “กล่อม” ไอ้เหี้ยมโย-บำรุง คะโยธา มา “นำทัพ” ให้ได้ว่ะ แมร่งมันกำลัง “ดัง” ใส่ชุดยีนส์ลีวายส์สวมหมวกปีกเคาวบอยโคตรเท่ห์สุด ๆ เลยอะนะ และนักข่าวกำลังให้ความสนใจอะนะ แล้วตูก็จะยึดเอาหัว “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” (สกย.) ที่เพือก “NGOs โลก”มันหมด “น้ำยา” ไม่มี “ปัญญา” จะเข็นต่อไปแว้วมาเป็นของหมู่เฮา ต่อไปภายภาคหน้าตูจะใช้ชื่อ สกย. เคลื่อนไหวให้จ้ำบ๊ะไปเล้ยยย์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า....เอ้า หมูเฮา “ตำจอก” ...ว่าแล้วทั้งหมดทั้งมวลก็สาดเหล้ายาดอง “ดีสุนัข” เข้าลำคอ แล้วก็เงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...(... “ดีเม่น” มันหมดเพราะ สหายสองคม พ่อประชา ไปแอบขโมยกินซะจ้ำบ๊ะอะนะ...)

“สหายสากล”-ครูนคร ศรีวิพัฒน์ ได้ออกแบบวางแผนร่วม กับ กลุ่มครูก้าวหน้าในอีสาน “สภาองค์การครูเพื่อสังคม” (สคส.) อาศัย “ฐานงาน” เดิมตั้งแต่ “สหายร่วมรบ” พคท. และงานพัฒนาแบบเอ็นโตดีโลก เช่น โครงการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน (พ.ศ.ช.) / โครงการ “ธิดา” และ โครงการทุนการศึกษานอกพื้นที่ (MDM.) ของ มูลนิธิดวงประทีป และประสานเข้ากับ “กลุ่มแอ๊คติวิสต์ซ้ายใหม่” ที่นำโดย “เล็ก”-อภิเดช ขำชาติ....เอ้ย...ไม่ใช่ ๆ ๆ...เป็นเค้าแน่นอน... “บ้า”-อภิชาติ ขำเดช...งัยกร๊าบพี่น้อง...

(...เส้นทางชีวิตแบบพิสดารของเค้าเจ้าของสมญานามที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนามว่า “บ้า” นั้นมันเหนือมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างเพือกเรา ว่ากันว่า มันสมองของมันใกล้เคียงสิ่งที่เรียกว่า “อัจฉริยะ” อะนะ...แมร่ง เรียน “วิด’วะ พระนครเหนือ”, พอพี่เค้าอยากเป็น “เลขาธิการ” สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ก็มาสอบ “เอ็นสะท้าน” เข้าที่ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (เมื่อก่อนยังไม่มีคณะสังคมวิทยามานุษยวิทยา ..) และก็ได้เป็น เลขาธิการ สนนท. ในปีการศึกษา 2530 อะนะ...เรียกว่าเป็นผู้ก่อตำนาน “กลุ่มแอ๊คติวิสต์ซ้ายใหม่” ในขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายไทยอะนะ...

เพือกสนนท. รุ่นนั้น เคลื่อนไหวหลายประเด็นที่สำคัญ ๆ เช่น กรณีกรรมกร “ศรีเก้าการทอ” –อันนี้ “บ้า” ลงทุนโกนหัวประท้วงเลยว่ะ / กรณีกฎหมาย “ฟาร์มแอ๊คต์” เป็นต้น...ต่อมา “บ้า”ก็เข้าไปทำงานในแวดวง NGOs หลายแห่ง...แต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็น สสส. (สมาคมสิทธิเสรีภาพฯ) / มูลนิธิดวงประทีป / SIF / พอช.

เมื่อกรูปะหน้าและถามไถ่ว่า บัดเดี๋ยวเนียะทำอะไร ที่ใหน ? เจ้าของแนวทางการเคลื่อนไหวแบบดุเดือด...ฉายา “ม็อบทุบหุ้น” มักจะตอบว่า “...ตอนนี้อั๊วะไปขายตัวหลายสำนัก ไม่ว่าจะสำนัก สสส. / มดป. / SIF / พอช. /เครือข่ายหนี้สินชาวนาฯ / พรรคชาวนาฯ นั้น...อั๊วะขายแต่ตัวแต่ไม่ขาย “ใจ” และจิตวิญญาณว๊อย...” เอ้า...เพือกเมริงเอากะมันซิ!!!...ด้วยเหตุดังนั้น พี่เค้าจึงทำงานสังกัดองค์กรทั้งหลายได้ไม่นานอะนะ...และ “เฒ่าบ้า” ไม่ได้คิดค้นที่จะไป “ดาวอังคาร” หรือ “นิพพานรวมหมู่” ตามที่ “คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน” เธอเคยเขียนนินทาไว้ดอก...ในสมองและสองตีน สองแขน ของ “เฒ่าบ้า” นั้นยังคิดจะปลดปล่อยมวลมหาประชาชนทั่วทั้งสากลเหมือนเดิมอะนะ....)

เมื่อออกแบบวางแผนเรียบร้อย...และ “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ยินดีที่จะเป็น “แม่ทัพ” ...การเปิดยุทธการก็เริ่มขึ้น...แอ่นแอ้น โกญจนาจ-วราลักษณ์ ให้เสียงภาษาลาว!!!...

...ราวครึ่งปีแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2536 ผู้นำชาวนาชาวไร่ 3 กลุ่มปัญหาหลัก คือ กลุ่มมันสำปะหลัง กลุ่มผู้เลี้ยงหมู และกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ ก็ได้ “ก่อรูป” ฟื้นฟู “สกย.” อย่างหลวม ๆ ...โดยได้เปิดการเคลื่อนไหวใหญ่ใน 3 ประเด็นปัญหาดังกล่าว...

เริ่มจาก การชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 1 ของกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 3,000 คน เป็นเวลา 4 วัน ที่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์

การชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 2 ของกลุ่มผู้เลี้ยงหมู ที่ จังหวัดมหาสารคาม

และการชุมนุมเรียกร้อง ครั้งที่ 3 ของกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ จำนวน 3,000 คน เป็นเวลา 4 วัน ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด...

ซึ่งรัฐบาลได้ใช้กลยุทธ์เจรจาตั้งกรรมการรับข้อเสนอปัญหาทั้ง 3 กรณี...แต่ผู้นำชาวนาชาวไร่ประเมินว่า รัฐบาลไม่จริงใจและต้องใช้วิธียืดเวลาออกไปจนไม่อาจประเมินได้ว่า ปัญหาของเกษตรกรที่พากันเรียกร้องนั้นจะได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรมตามข้อตกลงจริงหรือไม่...

ดังนั้น ผู้นำทั้ง 3 กลุ่มปัญหาจึงได้เปิด “เจรจา” กับ ผู้นำ “NGOs” สาย กป.อพช.อีสาน ที่เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง สกย. อะนะ...

...คุยไปคุยมา แมร่ง ก็ไม่รู้เรื่อง ข้างฝั่ง เอ็นโตดีโลก ก็บอกว่า...ต้องแก้ไขปัญหาที่ละปัญหา ไม่ใช่เอาปัญหาของชาวบ้านทุกปัญหามาเรียกร้องรวมกัน...ข้างฝั่งผู้นำชาวนาชาวไร่กลับเห็นว่า...มันต้องเอาปัญหาชาวบ้านทุกปัญหามาเรียกร้องรวมกัน ไม่เช่นนั้นเกษตรกรจะขาดพลังต่อรอง...มันจึงเป็นที่มาของการ “รัฐประหารเงียบ” ของกลุ่ม “เฒ่าขี้ดื้อ” ที่มีต่อ กลุ่ม “เปี๊ยก แมวเหมียว” และสมุน

และเป็นที่มาของการ “อุปโลกข์” นี่เลย..“เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ขึ้นมานำทัพขบวนชาวนาชาวไร่อีสานในตำแหน่ง “รักษาการ เลขาธิการ สกย.” โดย “ปลด” เลขาธิการคนเดิม “คารวะ น้อยโสภา” กลางอากาศยังงัยละเหี้ยมเจง ๆ...

หลังจากนั้นก็เปิด “ยุทธการลำตะคอง” อันลือลั่น ด้วยการรวบรวมประเด็นปัญหาของเกษตรกรอีสานได้ 9 ปัญหา คือ ข้าว, มันสำปะหลัง, มะม่วงหิมพานต์, หม่อนไหม, วัวอีสานเขียว, เขื่อน, หมู, ที่ดิน และ ร่าง พรบ.สภาการเกษตรแห่งชาติ อะนะ (จำได้ลาง ๆ ว่า “ไอ้หวัง”-พฤกษ์ เถาถวิล ได้เขียน “บทเพลง” ให้กับยุทธการดังกล่าว น่าจะขึ้นต้นเพลงว่า...เก้าปัญหา ๆ ๆ พวกเรามาชุมนุม...อะไรเทือก ๆ นี้แหละ...ฮา ฮา ฮา !!!)...

การเปิดการชุมนุมใหญ่โดยเริ่มจัด “ม็อบ” ประท้วงขึ้นที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ แล้วเดินทัพทางไกลสู่ ลำตะคอง และปากช่อง ระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2536 รวมเวลา 13 วัน...ผลจบลงที่การเปิดเจรจาตั้ง “อนุกรรมการไตรภาคี” ได้มา 3 คณะ คลอบคลุมทั้ง 9 ปัญหา คือ ชุดผลกระทบจากโครงการของรัฐ, ชุดราคมผลผลิตเกษตร และชุดที่ดินทำกิน...

และในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 นั่นเอง ที่ บ้านหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรรายย่อยที่ร่วมกันชุมนุมราว 10,000 คน ก็ได้คัดเลือกตัวแทนเข้าร่วมประชุมที่หอประชุมโรงเรียนบ้านหนองน้ำใส ประกาศจัดตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน” ยุคใหม่ขึ้นเป็น “ทางการ” โดยให้ใช้ตัวย่อว่า “สกย.อ.” (...สมัชชาฯ จึงมีตัว “อ” ต่อท้าย ณ บัดเดี๋ยวนั้น....)...

และได้เลื่อน “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ผู้นำเกษตรกรรายย่อยจาก “สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดกาฬสินธุ์” และ “กลุ่มเกษตรกรทำนาสายนาวัง” อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ เป็น “เลขาธิการ” เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน....เป็นการ “เอาคืน” จาก กลุ่มเอ็นโตดีโลก ของขบวนแถวดวงประทีปที่นำโดย “เฒ่าขี้ดื้อ”หลังจากถูก “ชิงการนำ” ไปเมื่อ “ยุทธการปากช่อง” กรณี คจก. หลังพฤษภาทมิฬ 2535 .....

....ในช่วงเดียวกันนั้น สกย.อ. ก็ได้จัดตั้งองค์กรที่มีลักษณะ “โครงสร้าง” ที่แน่นอนขึ้นด้วย...กล่าวคือ สกย.อ. ประกอบด้วย สมาชิก สกย.อ. ในนาม “สมัชชา” (ที่ประชุมใหญ่)เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด, ตัวแทนสมาชิกระดับอำเภอ ๆ ละ 3 คน เป็น “กรรมการระดับจังหวัด” เลือก 1 คน เป็น ประธาน สกย.อ.จังหวัด, ให้ตัวแทนระดับอำเภอทุกคนประชุมเลือกตั้ง “กรรมการกลาง” จำนวน 25 คน และในจำนวน 25 คนนี้เลือกให้เหลือ 9 คน เป็น “คณะกรรมการดำเนินงาน สกย.อ.” และเลือก 1 คน เป็น “เลขาธิการ สกย.อ” ซึ่งเลขาธิการเป็น “ประธาน” ในที่ประชุม...

และนี่เลย คณะกรรมการดำเนินงาน สกย.อ.ชุดแรก มี 9 คน ประกอบด้วย “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา เลขาธิการ, “เสี่ยสัง”-วีรพล โสภา, “เสี่ยคำตา”-คำตา แคนบุญจันทร์, “ไอ้เหี้ยมแดงกะล่อน”-ฉลอง น้อยแสง, แก้ว ศรีประดู่, คำก่าย กองพร, ชูวิทย์ เลาหวิวัฒน์, วิเชียร สานโพธิ์ดา และทองเจริญ สีหาธรรม เป็น กรรมการ...(...เพือกเมริงโปรดจดจำชื่อเพือกเค้าเหล่านี้ไว้ดี ๆ หลายคนต่อมาได้เข้าร่วมและรับ “จ๊อบ” กรณีวิกฤติการณ์ทางการเมือง “เหลือง-แดง” อะนะ...)

และช่วงนี้นี่แหละที่ สกย.อ. ได้ขยายความสัมพันธ์และขอความช่วยเหลือจากองค์กรภาคีต่าง ๆ จำนวนมาก นอกเหนือจาก สภาองค์การครูเพื่อสังคม (สคส.) กับ ขบวนแถวของ “มูลนิธิดวงประทีป” แว๊ววว์...นี่เลย มาแว๊ววว์กร๊าบบบ์ท่าน “มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย” (มพศ.) นำโดย “เสี่ยจู๋”-สุวิทย์ วัดหนู (เสียชีวิตแล้ว-“เสี่ยจู๋” เนี๊ยะนะ พี่เค้าก็เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่ มศว.บางแสน ของ “ไอ้เหี้ยมป๋า”-สมภพ บุนนาค ...ก็เลยพากันเหลืองอ๋อยเลยโลด...)...

ว่ากันว่า หลังจากนั้น “4 เกลอ” คือ “เพิก ชุมแพ”-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ / “เสี่ยโย” / “เสี่ยสังข์” / “เสี่ยจู๋” ก็เปรียบเสมือน “คอหอยกะลูกกะโปก เอ้ย ลูกกะเดือก” กันเลยทีเดียว...จนนำมาสู่เรื่อง “เล่า” ระดับตำนานที่ว่า เพือก “แอ๊คติวิสต์รุ่นใหม่” หากใกล้ชิดกะใคร ? ก็จะถูก “สวมหมวก” ว่าเป็นเด็กของผู้นำคนนั้นไปเลย...ดูถูกความคิดกันฉิบหาย...

อาทิ “เด็กเสี่ยโย” ก็นี่เลย ไอ้ไผ่, ไอ้บารมี, ไอ้หมี, ไอ้น้อย, ไอ้สุริยใส, ไอ้เกื้อ, ไอ้แดงกะล่อน ฯลฯ...

ส่วน “เด็กเฒ่าขี้ดื้อ” ก็นี่เลย ไอ้บ้า, ไอ้โป๊ะ, ไอ้พฤกษ์, ไอ้ทัก,ไอ้ติ๋ง, ไอ้จืด, ไอ้กุ้ย, ไอ้ปุ๋ย, อีเล็กหัวโล้น ฯลฯ...

เห็นหรือยังละว่าต่อมา “4 เกลอ” ก็นำพาลูกสมุนส์ทั้งหลายเข้า รกเข้าพง และมาโผล่เป็น “เหี้ยมหางเหลือง” ลูกกะโปกไอ้ลิ้มโกเต๊กส์ จนด้าย แมร่ง ช่างเหี้ยมเจง ๆ สัดเอ้ย!!!...

...ลุเข้าปีศักราช 2537 นับจากวันลงนามทำสัญญาสงบศึกกับรัฐบาล จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2537 เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่า อนุกรรมการชุดต่าง ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลยอะนะ...อย่ากระนั้นเลย...จั๊งซี่มันต้อง “ม็อบ” ๆ ๆ...และในระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2537 นั้นแล การชุมนุมประท้วงใหญ่ ที่รู้จัดกันในนาม “ม็อบยกที่ 3” ก็เกิดขึ้น เริ่มจากปัญหา “เขื่อนลำแซะ” อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา...

(...กรณี “เขื่อนลำแซะ” นี่แหละเป็นที่มาของคำพูดที่ดูถูกพี่น้องประชาชนอันโด่งดังของ “เสี่ยโย”-บำรุง คะโยธา ว่า “ประชาหมา!!!”...เพราะภายหลังพี่น้องเขื่อนลำแซะประท้วงชนะ...เมื่อ สกย.อ. เรียกระดมพลเพื่อไปช่วยพี่น้องปัญหาอื่น ๆ ประท้วง ชาวบ้านเขื่อนลำแซะก็ไม่ไปช่วยเลย...มันจึงเป็นที่มาของวาทะอันโด่งดัง...ก็แมร่งเพือกเมิงแก๊งส์ “4 เกลอ” ไม่เคยให้การศึกษายกระดับ “จิตสำนึกทางชนชั้น” ให้กะมวลชนเขื่อนลำแซะเลย...แมร่งมีแต่ชวนเค้าไป “ม็อบ” ลูกเดียว ในที่ชุมนุมก็มีแต่ด่ารัฐบาลเหมือนเพือกพันธมารฯนั่นแหละ แล้วจะให้ชาวบ้านเค้า สุกงอม ไปร่วมขบวนการอย่างถึงที่สุดได้ยังงัยสัดเอ๋ย...)

…ม็อบยกที่ 3 เป็นการเริ่ม “ยุทธการเดินทางไกลอันยากลำบาก” ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นเวลา 12 วัน โดยเริ่มต้นที่หน้าอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ถึง อำเภอหินกอง จังหวัดสระบุรี ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร...และก็เหมือนเดิมกร๊าบบบ์พี่น้องกร๊าบบบ์...จบลงด้วยการเจรจาสงบศึกของกองกำลังส่วนหน้าที่ไปปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล อันประกอบด้วย ตัวแทน สกย.อ. , นักวิชาการ, โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YT.) -อันมี “น้อย” “หมู” “ไท” ทำงานอย่างแข็งขัน และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) –เข้าใจว่าตอนนั้นมี “รักษาการเลขาธิการ” สนนท. ชื่อ “ไอ้เหี้ยมไผ่”-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

(...ก็คือ “เด็ก ๆ” ของพวกพี่เค้า “แก๊งส์ 4 เกลอ” อะนะ...เวลานั้น เมื่อใดที่ “เสี่ยโย” เจอหน้า “ไอ้เหี้ยมไผ่” ก็จะทักมันว่า “...ว่างัยท่านเลขา...” ..และเวลาที่ “ไอ้เหี้ยมไผ่” ปะหน้า “เสี่ยโย” ก็นี่เลย ยกมือไหว้ปั๊บ “...หวัดดีท่านเลขา...” ... “ไอ้เหี้ยมไผ่” เนียะอะนะ แมร่ง ไฝ่ฝันอยากจะเป็น “เลขาธิการ” สนนท. มั้ก ๆ แมร่ง พอหลุดมาจาก พระนครเหนือ ก็ไปลงเรียน “ราม” อะนะ...อ้าว...ก็เป็นรุ่นน้อง “พระนครเหนือ” ของ “เฒ่าบ้า” “เฒ่ากุ้ย” เป็นรุ่นพี่ของ “ไอ้อ้วน YT.” “ไอ้อุเชนทร์” นั่นแหละ...เพือกเค้าเนียะสำนักเดียว...แต่เดี๋ยวเนียะมี “ไอ้เหี้ยมไผ่” เนียะแหละหลงทางเดินจนกู่ไม่กลับ...จะกลับบ้านเดิมถูกได้งัย ก็แมร่งเพิ่งพาเพือกพันธมารฯ บุกถล่ม TV.ช่อง11 ซะยับเยินไป 1 ช่อง...แต่สมน้ำหน้าแมร่งชิบหายเลยว่ะสัดที่ “ไอ้เหี้ยมยะใส” เสือกให้สำภาษณ์นักข่าวสาวขาวอวบ ว่า “...ไผ่ใหนฮะ ไอ้กระผมไม่รู้จักมัน"..

นี่ยังดีนะไอ้ยะไสไม่ให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า " คนอะไรหน้าตาเหมือนส้นตีน แล้วอ้วนดำเหมือนหมูป่าแบบนั้น ไอ้กระผมไม่เคยรู้จัก เดี๋ยวเนี้ยะ ไอ้กระผมรู้จักแต่ เพือกไฮโซราชนิกูลชั้นปลายแถว เพื่อหลอกเอาเงินมาซื้อรถเบนซ์ขี่เท่านั้น...”...โหย อย่างเงี๊ยะไอ้เหี้ยไผ่มีสิทธิ์นอนซังเตแหง๋ม...ฮา ฮา ฮา)

...และท้ายสุดก็ได้ลงนามใน “บันทึกข้อตกลง” ที่จะแก้ปัญหาทั้ง 9 ปัญหา โดยรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง คือ “คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตามเร่งรัดและแก้ปัญหาปฎิบัติตามข้อตกลง” มี นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็น ประธาน ส่วนผู้แทน สกย.อ. และนักวิชาการ ประกอบด้วย ดร.สุรพล สุดารา, อ.บัณฑร อ่อนดำ, อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, อ.สุชาติ ชอบพิมาย, บำรุง คะโยธา, วีรพล โสภา, สวาท สุดหา, บุญถม อุทัยแพน, อ.นิรมิต สุจารี และคนสุดท้ายนี่เลย “เฒ่าขี้ดื้อ”-นคร ศรีวิพัฒน์...

โปรดสังเกตว่า “เฒ่าขี้ดื้อ” จะเริ่มค่อย ๆ เข้ามามี “บทบาท” ในขบวน สกย.อ. ทีละนิดทีละหน่อย และท้ายสุดก็กุมการนำไว้ได้หมด และจัดการ “ยึดอำนาจ” สกย.อ.ไปโดยละม่อม...เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน อะนะ....

...กล่าวอย่างสั้น หลังได้ทำบันทึกข้อตกลงกับรัฐบาลแล้ว สกย.อ. ก็กำหนดให้มีการยกเครื่ององค์กรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมวลสมาชิกกำลังเติบใหญ่และขยายตัวมากขึ้น...และมันช่างตรงกับเวลาที่ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็กำลังครุ่นคิดวางแผนการเข้าไปยึดกุม “อำนาจนำ” ใน สกย.อ. ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอะนะ...ไอ้เพือกสามสี่ตัว แมร่ง ไม่เคยเข้าป่า เรียนทฤษฎีปฏิวัติก็งู ๆ ปลา ๆ กรูตะหากของจริง อย่ากระนั้นเลย กรูจะออกแบบปรับโครงสร้าง สกย.อ. ให้เป็นแบบ พคท. แมร่งโลด ที่นี้จะได้ลุยเละแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง...

“เฒ่าขี้ดื้อ” นั่งคุยงานพร้อมจิบยาดองดีเม่นที่สี่แยกปากหมาหน้าสลัม 70 ไร่คลองเตยกะบรรดา “เด็ก ๆ” ของพี่เค้าอะนะ...และการปรับโครงสร้างใหม่นี่แหละ ที่ต่อมาเป็นเหตุผลหนึ่งที่บรรดา “แก๊งส์ 4 เกลอ” ได้เอาไปเป็นข้ออ้างในการละทิ้งขบวนการ “สกย.อ.” ไปจัดตั้ง “สมัชชาคนจน” (สคจ.) ในเวลาไม่นานนัก!!!

ไอ้โครงสร้างใหม่ของ สกย.อ. นั้น ได้แบ่งองค์กรบริหารออกเป็น 6 เขต คือ สกย.อ. เขต 1 มี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม, เขต 2 มี ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ , เขต 3 มี กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม , เขต 4 มี เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย เขต 5 สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี, เขต 6 นครราชสีมา บุรีรัมย์...

ในแต่ละเขตมี กรรมการระดับสูง 2 คน...คนแรกเป็น “เลขาธิการประจำเขต” ส่วนอีกคนเป็น “ผู้ประสานงานประจำเขต” ...ด้วยเหตุดังนั้น การจัดรูปขบวนของ สกย.อ. จึงมีกรรมการ 2 ชุด คือ ชุดแรกเรียกว่า “คณะกรรมการกลาง สกย.อ.” มีจำนวน 7 คน (เลขาธิการประจำเขต 6 คน และ เลขาธิการ สกย.อ. อีก 1 คน) คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเต็มในนาม สกย.อ....

ส่วนกรรมการอีกชุดหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานคณะกรรมการ สกย.อ” อันประกอบด้วยกรรมการและเจ้าหน้าที่รวม 8 คน (เลขาธิการ สกย.อ. 1 คน, ผู้ประสานงานประจำเขต 6 คน และหัวหน้าสำนักงาน สกย.อ. อีก 1 คน)...แหมออกแบบโครงสร้างแบบนี้คุ้น ๆ ยังกับระบบ “กรมการเมือง” กะ “สำนักเลขาธิการใหญ่” ของ พคท. เลยว่ามั้ย “สหายใหม่”!!!....

และส่วนที่สำมะคัญก็คือ ตำแหน่ง “หัวหน้าสำนักงาน สกย.อ.” ก็ได้นี่เลยดีหนึ่งประเภทหนึ่ง... “เจ๊ตุ๊ก”-สมศิริ วงศ์วินัย บัณฑิตวิชาเอกอังกฤษ จาก มศว.ประสานมิตร และเป็นอดีตสหายร่วมรบเขตงานอีสานใต้...และที่สำมะคัญเป็น “ภรรเมีย” ของ “เฒ่าขี้ดื้อ” อีกตะหาก ส่วน เฒ่าขี้ดื้อ ก็กินตำแหน่ง “ผู้ประสานงานสกย.อ.” อีกด้วย...อย่างเงี๊ยะแล้ว “แก๊งส์ 4 เกลอ” จะสู้งัยไหวว่ะ...ฮา ฮา ฮา...

หลังจากนั้นการออกแบบบัญชาการรบ ก็ล้วนมาจากสองสามีภรรยาเป็นด้านหลัก...แถมช่วงหลัง “เจ๊ตุ๊ก” ก็ทำแสบ ไปเอานี่เลย “สายน้ำ ตรัสกมล” ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองมาทำงานในสำนักงานอีก...ก็เลยโดนด่าเละหละทีนี้ แต่ไม่เป็นไรอะนะ เพราะรุ่นเจ๊ตุ๊กเนี๊ยะ “กระเบื้องตราช้าง” ยังเรียกพี่อะนะ...ฮา ฮา ฮา

ขอรวบรัดตัดตอนอีกสักครั้ง...การเคลื่อนไหวของ สกย.อ. ยุคใหม่ นับตั้งแต่ปี 2536 ถึง 2538 เป็นช่วงเวลา 3 ปี การต่อสู้ของ สกย.อ. จบลงที่รัฐบาลรับปากว่าจะแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้อง แต่หลังการชุมนุมเกือบจะไม่มีการแก้ไขปัญหาที่สำคัญตามที่ได้สัญญาไว้...จนเกิดคำถามขึ้นกับ สกย.อ. ว่า ควรจะดำเนินยุทธศาสตร์เดิมต่อไป หรือ จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธการต่อสู้ใหม่ ?...

คำถามนี้นำมาสู่การความเห็นที่แตกต่างของผู้นำ สกย.อ. ฝ่ายแรก นำโดย เลขาธิการ สกย.อ.-บำรุง คะโยธา และคณะ เห็นว่า ต้องใช้ยุทธวิธีกดดันทางการเมืองต่อไป เพราะเป็นวิธีสร้างอำนาจต่อรองแต่เพียงวิธีเดียวของเกษตรกร การกดดันในอดีตที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะยังไม่มีกำลังคนมากพอ จึงต้องเพิ่มพลังในการกดดันให้มากขึ้น...

ฝ่ายสอง นำโดย ผู้ประสานงาน สกย.อ.-นคร ศรีวิพัฒน์ เห็นว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการเคลื่อนไหว การใช้วิธีประท้วงกดดันเพียงอย่างเดียว จะทำให้ สกย.อ. ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และการประท้วงอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความสิ้นเปลืองและสมาชิกอ่อนล้า จำต้องใช้วิธีแก้ปัญหาโดยผ่านการเจรจาล็อบบี้...

นี่คือ เหตุผลอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่า โครงสร้างของ สกย.อ. มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจแนวดิ่ง...ที่ทำให้ “แก๊งส์ 4 เกลอ” และ “เด็ก ๆ” พากันยกทีมไปสร้าง “สมัชชาคนจน” -สคจ. ในเวลาต่อมา...เพราะข้อโต้แย้งดังกล่าวจบลงด้วย “เสียงข้างมาก” สนับสนุนการปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ขององค์กร...ก็จะไม่ให้เป็นไปตามนั้นได้งัย...ก็ทั้งผู้นำ ทั้งมวลชนสมาชิกได้ถูก “เฒ่าขี้ดื้อ” กุมสภาพไว้ได้หมดแล้วนะซิ...

(มีค่อ)

...การต่อสู้ทางความคิดดังกล่า

...การต่อสู้ทางความคิดดังกล่าว ทำให้ “แก๊งส์ 4 เกลอ” ได้แยกตัวไปก่อตั้ง “สมัชชาคนจน” (สคจ.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 และดำเนินยุทธศาสตร์การต่อสู้กดดันโดยการชุมนุมใหญ่ยืดเยื้อต่อไป...(...ไอ้ข้อเท็จจริงของการแยกตัวไปจัดตั้ง สคจ. นั้น ลึก ๆ แล้ว แมร่งมาจากปัญหาการแย่งชิง “การนำ” อะนะ...เนื่องเพราะฝ่ายข้าง “เฒ่าขี้ดื้อ” อาศัยโครงสร้างใหม่เป็นเครื่องมือในการจัดตั้งสมาชิกเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทำให้พี่เค้ากุมสภาพมวลชนไว้ได้หมด...ข้างส่วน “เสี่ยโย” “เสี่ยสังข์” “เสี่ยเพิก” “เสี่ยจู๋” มัวแต่งมโข่งอยู่กะการให้สัมภาษณ์นักข่าวสาวขาวอวบอยู่นั่นแหละ...พอเหลียวหลังมาอีกที อ้าวว่ะ...บักขี้ดื้อ มันรวบอำนาจใส่หน้าอกมันผู้เดียวว่ะ... “เสี่ยเพิก” กะ “เสี่ยจู๋” ในฐานะ “เสนาธิการ” สองนักคิดคนสำคัญก็วิเคราะห์สถานการณ์พร้อมกับ “เป่าหู” พรวด ๆ ให้ “เสี่ยโย” “เสี่ยสัง” ฟังทุกวันว่า...ไอ้ห่าโย ไอ้ห่าสัง บักนคร มันซิมาโค่นล้มเจ้าเด้อ!!! เพือกเองต้องหาทางเล่นมันก่อน เนี๊ยะไอ้โย กำลังจะหมดวาระเลขาธิการพอดี เอ้า เพือกเฮาต้องช่วยกันดันก้นไอ้สังขึ้นเป็นว่ะงานนี้ว่ะ...

(...ข้อเท็จจริง มีการคุยกัน และตกลงกันภายในแล้วว่า พอ “เสี่ยโย” หมดวาระลงก็จะดันก้น “เสี่ยสัง” ขึ้นสวาปามตำแหน่ง “เลขาธิการ สกย.อ.” คนต่อไป...แต่ปรากฏว่า เฒ่าขี้ดื้อ ก็ขี้ดื้อสมชื่อ คือ ไม่ยอมท่าเดียว และคิดจะขึ้นเป็น “เลขาธิการ” เองอยู่แว๊ว...ไอ้เหี้ยเรื่องอะไรกรูจะยอมว่ะ กรูเตรียมการเป็น “เลขาธิการ” มาเป็นเวลานานแว๊ววว์ในการยึดอำนาจช่วงชิง “การนำ” มาเป็นของกรู อยู่ ๆ จะให้ไอ้สังเด็กเมื่อวานซืนมาเป็น เลขาธิการ คนใหม่ แมร่งต้องข้ามศพกรูไปก่อนว้อย...

...และนี่เลย ทางด้าน “เสี่ยจู๋” ก็มีสายสัมพันธ์อันดีอยู่แล้วกับ “เหี้ยมป๋า”-สมภพ บุนนาค รวมทั้ง “เปี๊ยก แมวเหมียว” ก็ทำหน้าที่ประสานงานเคลียร์คนเข้าร่วมก่อตั้ง สคจ. อะนะ...อย่ากระนั้นเลย ไอ้นคร แมร่งมันกะเล่น พี่เปี๊ยก ยาวเลยอะนะ เห็นมั๊ยมันอาศัยโครงสร้าง สกย.อ.ใหม่มาคุมการนำมวลชนหมดแล้ว พี่เปี๊ยก แมวเหมียวเอ๋ย พี่เปี๊ยกต้องนำ “เครือข่าย” มวลชนทุกที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน มาก่อตั้ง “สมัชชาคนจน” นะพี่เปี๊ยกนะ...เออว่ะ ข้าฯก็เฝ้ามองและหมั่นไส้ไอ้นครมานาน แมร่ง มันจะมาแย่งตำแหน่ง “ประธานใหญ่อีสาน” ไปจากอ้อมอกกรู แมร่ง เคลื่อนไหวแนวซ้ายตลอด เพือกมันไม่เคยเคารพกรู ไม่เคยเชื่อ แนวทางวัฒนธรรมชุมชน ยั่งยืน พอเพียง หวานแหวว ของกรูเล้ย...เปี๊ยก แมวเหมียว พูดพลางผงกหัวพลาง...งานนี้กรูเอาด้วยกะเพือกมรึงว่ะ...(...ในส่วน “เสี่ยจู๋” พี่เค้าเองก็ได้พา “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” เข้าร่วมจัดตั้ง สคจ. ด้วย...อันเป็น 1 ใน อีก 10 เครือข่ายที่ร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกของ สคจ.อะนะ...)

กล่าวอย่างสั้น... “สมัชชาคน” หรือ สคจ. มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ที่ “แตกต่าง” ไปจาก สกย.อ. กล่าวคือ สคจ. ไม่เชื่อว่า แนวทางการเจรจา แบบ สกย.อ. จะแก้ปัญหาเกษตรกรได้ และ สคจ. สรุปบทเรียนว่า การกดดันของ สกย.อ. ในอดีตล้มเหลวเพราะพลังในการกดดันไม่มากพอ ดัวยเหตุดังนั้น ต้องเพิ่มพลังในการกดดันโดยเพิ่มปริมาณของผู้ชุมนุมและช่วงเวลาในการกดดัน และใช้การจัดชุมนุมที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐแทนการชุมนุมต่างจังหวัดแบบที่ สกย.อ. เคยทำมา

เป้าหมายของการชุมนุมใหญ่ของ สคจ. จะต้องยืดเยื้อ กดดันรัฐบาลให้มีการแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นจึงยุติการชุมนุม...จึงเป็นที่มาของการจัดการชุมนุมครั้งสำคัญในปี 2540 เป็นเวลา 99 วัน ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คนอะนะ...

(...ผลการชุมนุมใหญ่ครั้งกระโน้นก็ได้มาซึ่ง “คณะกรรมการ” หลายชุดอะนะ...แต่ที่เจ๋งสุด ๆ ก็คือ ได้งบประมาณติดปลายนวมมา 400 กว่าล้านบาทอะนะ...อ้าว...ก็งบประมาณที่เพือกเค้า เอามาทำ “เกษตรหลงทาง” เอ้ย! “เกษตรทางเลือก” และเป็นที่มาของ “โครงการเกษตรกรรมทางเลือกภูมินิเวศน์” อันโด่งดังงัย...

และนำมาสู่การก่อตั้ง “มูลนิธิเกษตรกรรมการยั่งยืน” (ประเทศไทย) ซึ่งทำให้ “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก” มีตัวตนและที่อยู่ที่ยืนในแวดวง “เอ็นโตดีโลก” และสอดคล้องกะทฤษฎีใหม่ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่าน...อย่างไรก็ดี พอเงินทุนก้อนนี้หมด เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ก็ค่อย ๆ พากัน “เลือกทาง” อะนะ...กล่าวคือ...ทางใครก็ทางมัน)

...นี่เลย “เสี่ยต้อย”-สุเมธ ปานจำลอง “เสี่ยบล”-อุบล อยู่หว้า ก็ถอยออกห่างจาก “ดอนแดง” ถอยออกห่างจาก “เปี๊ยก แมวเหมียว” รวมถึง “กป.อพช.อีสาน” โดยสิ้นเชิง!!!...

และ“เสี่ยต้อย” ก็หันมาจูบปากกะ...นี่เลย “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน มีการอนุมัติงบประมาณสนับสนุน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งงาน “อีเวร-event” ตามกระแส ทั้งโครงการปกติอะนะ...ก็เลี้ยงดูปูเตียงกันไปอะนะ...

อย่าง ปี 2551-52 เนียะ พอช.อีสาน ก็อนุมัติเงินให้ไป 6 ล้านบาท

ปี 25523-53 ก็ให้ไปอีก 3 ล้านกว่าบาท เหนาะ ๆ อุไรวรรณ ๆ ๆ...

ข้างฝ่าย พอช.อีสาน แมร่งมันจะ “โง่” จริง ๆ หรือว่า “แกล้งโง่” กรูก็เดาไม่ถูกอะนะ เพราะเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกอีสาน เนียะนะ...พี่เค้า แมร่ง หาเงินเก่งบรรลัยเลยว่ะ ไม่ว่าจะเป็น “แหล่งทุนหน้าโง่” อะไร ? ทั้ง พอช. สสส. สกว....โหย ได้เงินมาทุกปีอะนะ...

ยังไม่พอนะ...เงินที่หลอกแดก “แหล่งทุนหน้าโง่” ทั้งหลายทั้งปวงมานั้น...วันดีคืนดีก็เอาเงินนั่นแหละ “เหมารถ” พาบรรดาแกนนำ สมาชิกเครือข่ายฯ ไปสนับสนุนเพือก “เหี้ยมหางเหลือง” ทำตัวเป็น “ลูกกะโปกไอ้เหี้ยมลิ้มโกเต็กซ์”...แถมยังมีข่าวรายงานมาว่า บรรดาผู้นำเครือข่ายฯหลายคน ถึงกะส่งบรรดา “ลูก ๆ “ ของตนเอง ไปทำงานรับใช้ใกล้ชิด"ลิ้มโกเต๊กซ์”...และยังเสือกมาโพนทะนาว่า...ลูก ๆ เพือกกรูไปอยู่กะประมุขลิ้มเนี๊ยะดีจริงเลย กลับมาความคิดก้าวหน้าขึ้นกว่าอยู่กะเพือกเราเยอะเลยว่ะ

...อพิโถ อภิถัง ไอ้เพือก “สุนัขรับประทานไอคิว” เอ้ย!!!....ไม่เชื่อก็ลองไปถามนี่เลย “เสี่ยอุบล” เค้าดู...ช่างเหี้ยมเจง ๆ ...รีบ ๆ เอาลูกหลานกลับมาซะ ก่อนที่มันจะเสียคนไปมากกว่านี้...

จะว่าไปแล้วนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองจาก ปี 2548 – ปัจจุบัน ดู ๆ แล้ว “แนวทางการเมือง” ของ สคจ. ก็ไม่ชัดเจน คลุมเครือมาโดยตลอด หากใช้ภาษากรูก็ต้องจัดเพือกมันส์ไว้ในประเภท “อีแอบ” อะนะ...(...ก็ “แอบ” เชียร์ “เสื้อเหลือง” แบบสุดจิตสุดใจแต่ไม่กล้าแสดงออกนอกหน้าอะนะ ก็ใช้วิธี “แทงกั๊ก” ตลอดเวลา...ผู้นำบางคนก็ “แดงแจ๋” แต่ไม่กล้าหืออือกะท่าน “ที่ปรึกษา” และ “พ่อครัวใหญ่” ...ก็ออกแนวทางกลาง ๆ “รัฐธรรมนูญกินได้” “การเมืองกินได้” ไปนู้น...สมควรแล้วที่ “ไอ้หวัง” มันด่าเอาในงานศพครบรอบ 100 วัน ของ “ปุ๋ย” ที่ “ราษีไศล” ...)

พอเพือก “แก๊งส์ 4 เกลอ” แยกตัวออกไปจาก สกย.อ. ไปจัดตั้ง สคจ. และแน่นอนที่สุด เพือกมันก็ก็ต้องกล่อมบรรดา “เด็ก ๆ” ไปใช้สอยด้วย และรวมทั้งเด็ก ๆ ที่ใกล้ชิด “เฒ่าขี้ดื้อ” ที่ช่วงหลังไม่ค่อยเห็นด้วยกะการทำงานลักษณะปิดลับ ใต้ดิน บนดิน ในรู ในส้วม แบบบ สหาย พคท. อะนะ ก็ไปอยู่กะ สคจ. กันหลายคน อาทิ บารมี, น้อย, ไท, ต๋อม, โป๊ะ, ปุ๋ย, ไผ่, หมี, ปราโมทย์, ทอม ฯลฯ...และเพือกที่ว่าเนียะก็คือ กำลังสำคัญของ สคจ. โดยมีตำแหน่งเป็น “ที่ปรึกษา” โก้หรูไปเลยว่ะ...

นัยว่า ตามโครงสร้างองค์กรของ สคจ. นั้น...ว่ากันว่า เป็นแบบ เครือข่าย หลวม ๆ แนวลาบแนวก้อย เอ้ย แนวราบ อะนะ...

กระนั้นก็ดี...วันดีคืนดีกรูก็เห็นเพือกแมร่ง “ผู้นำ สคจ.” แว๊บบบ์ ๆ ๆ อยู่บนเวทีพันธมารฯ แถว ๆ ทำเนียบ...มองไปมองมาก็เห็นนี่เลย “ไอ้เหี้ยมบารมี” อยู่หลังเวทีพันธมารฯ แถว ๆ สนามหลวงแว๊บบบ ๆ ๆ อะนะ (...สงกะสัย “ไอ้เหี้ยมบารมี” กลัวตกขบวนรถไฟ หรือ ไม่ก็กลัวตกหล่นไม่มีชื่ออยู่ในฝ่ายก้าวหน้าที่ร่วมส่วนอยู่ในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยกระมัง...เอ้ หรือว่าพี่เค้าต้องการสะสม “แต้ม” เพื่อเสนอความดีความชอบไปรับ “เครื่องราช” จะได้ขยับเข้าไปใกล้ ๆ รั้วใกล้วังเหมีอน “เจ้าคุณสอ” ลูกพี่ใหญ่ของมันว่ะ...ไอ้เพือก “เอ็นโตดีโลก” ที่จ้องอยากได้ “เครื่องราชฯ” เนี่ยะอะนะ...กรูขอตั้ง “ฉายา” ให้เพือกเมริงใหม่ละกัลล์ว่า เพือก “NGOs บรรณาการ” (...ความหมายของ “เอ็นโตดีบรรณาการ” กรูขอยกไปอธิบายใน ตอนหน้า กรูละเหนื่อยกะเพือกเหี้ยมเนี๊ยะเจง ๆ ว่ะ!!!...) ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก อิ อิ อิ ก๊าก ก๊าก ก๊าก !!!...

แม้กระนั้น...กรูก็ต้องยอมก้มหัวให้กะ “คุณูปการ” ที่ สคจ. ได้สร้าง “ผลสะเทือน” ด้านบวกไว้กะสังคมไทยเยอะแยะอะนะ...อย่างน้อย “คนจน” “คนเล็กคนน้อย” (คำของเพือกมัน...) ก็ได้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่ะ...แต่อนิจจา สังขารไม่เที่ยงแท้ สคจ. ในวันนี้ต้องประสบปัญหากะผู้นำคนสำคัญ ๆ มาเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ “เสี่ยจู๋” “เจ๊มด”-วนิดา ตันติฯ “ปุ๋ย” ทำให้สถานการณ์ภายในของ สคจ. ไม่สู้จะดีนัก...

สำนักข่าวผ้าปูเตียง รายงานมาว่า เฉพาะที่ “เขื่อนปากมูล” เนียะ พอสิ้นบุญ “เจ๊มด”กับ “ปุ๋ย” นี่เลย... “ไอ้เหี้ยมป้าย”-ไพจิตร ศิลารักษ์ เจ้าของฉายาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย คือ “อยู่ที่ไหนหัวหน้าตายหมด” เข้าไปกุมสภาพแกนนำไว้หมดแล้ว แถมยังไม่พอเสือกไปกุม “สภาพ” ของ “ผู้ปฏิบัติงานสาว” เอาทำเป็น “กิ๊ก” ซะอีก...สำนักข่าวผ้าปูเตียง ยังบอกอีกว่า งานนี้ “ไอ้เหี้ยมบารมี” เคืองมั้ก ๆ (...จะไม่ให้พี่เค้าเคืองได้ยังงัย ก็ไอ้ป้าย เล่นประกาศไม่ยอมให้พี่เค้าเข้าพื้นที่อะนะ...ฮา ฮา ฮา...เอ้าเร็วเข้า ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ร่วมก่อตั้ง สคจ. “ที่ปรึกษา” “พ่อครัวใหญ่” ไม่ว่าจะเป็น จารย์สุธี, จารย์ตุ๊ รีบ ๆ “เคลียร์” หน่อย...กำลังคนของ สคจ. ยิ่งร่อยหรอลงทุกวัน ๆ ...)

ว่ากันว่า ก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีการค่อย ๆ แยกตัวของเครือข่ายสมาชิกสำคัญ ๆ อย่างเงียบ ๆ จาก สคจ. ไปหลายเครือข่ายอะนะ...อย่างในอีสาน “เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน” (คปท.อีสาน) ก็ได้แยกตัวออกหางจาก สคจ. มาระยะหนึ่งแล้ว นำโดย “เสี่ยโมทย์”-ปราโมทย์ ผลภิญโญ จับมือกะ “เสี่ยแดน ดอนกุลา” มาทำวิจัยที่ดินกะ สกว. ภายใต้การนำของ “จารย์วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์” (เสียชีวิตแล้ว) และได้ก่อตั้ง “ศูนย์ศึกษานิเวศน์ชุมชน” (ศนช.) ขึ้น ที่ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

และ “เสี่ยโมทย์” ก็ไปจับมือกะมิตรสหายทั่วประเทศ เช่น ภาคเหนือ มี โป๊ะ, มิว, สรรค์, เอก, เป็ด ภาคใต้ มี แก้ว, เอก, จ้อน และส่วนกลาง มี ป้อม...ซึ่งส่วนใหญ่ก็ คือ “ที่ปรึกษา” และ “พ่อครัวใหญ่” เดิมของ สคจ. นะแหละ เพือกเค้าได้ประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” (คปท.) และได้งบประมาณสนับสนุนจาก “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน ในการเคลื่อนไหวแนวทางปฏิรูปที่ดิน โดยอาศัยเงื่อนไขนโยบายของรัฐบาลยุคปัจจุบัน “โฉนดชุมชน” เป็นเครื่องมือในการ “ออแกไนซ์” ชาวบ้านอะนะ...

งานนี้เล่นเอาพี่เค้า “ไอ้เหี้ยมบารมี” โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง...แมร่ง สคจ. คนแมร่งยิ่งไม่มีอยู่ เสือกพากันแยกตัวตีห่างไปอีก แล้วกรูจะอยู่ยังงัยละที่นี้...อ้าว พี่บารมีขา พี่ก็อยู่กะ “สวาท” “อุทัย” ไปสามคนพลาง ๆ ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวลูกพี่อีกคน “ชัยพันธ์” คงให้อภัยกันได้ แล้วค่อย ๆ กับมาก่อรูปขบวนแถวกันใหม่ละกัน ฮา ฮา ฮา...

แมร่งมรึงเคยทำมั้ย และทำเป็นมั้ย “งานแนวร่วม” หาเพื่อนมิตรนะ หรือ ถนัดแต่งานสร้าง “ศัตรู” ไอ้สัดกะหมา!!!

กล่าวโดยสรุป ภายหลังที่ “เฒ่าขี้ดื้อ” ได้รับเลืกเป็น “เลขาธิการ” สกย.อ. โดยเอาชนะคะแนนต่อ “เสี่ยสัง” อย่างท่วมท้นในที่ประชุมใหญ่ “สนามม้า” จ.ขอนแก่น และต่อมา “แก๊งส์ 4 เกลอ” ก็แยยกตัวไปก่อตั้ง สคจ. ตามที่อธิบายไปแล้วนั้น...ในส่วนของ สกย.อ. เองก็ใช่ว่า “เฒ่าขี้ดื้อ” จะดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่น เพราะต่อมา สกย.อ. เองก็ได้ประสบเคราะห์กรรม คือ การ “แตกแยก” ภายในองค์กรครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครา...

กล่าวคือ การที่ สกย.อ. ได้เข้าร่วม “โครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร” (คปร.)-โครงการนี้เริ่มในปี 2537 อะนะ...ต่อมามีการเจรจากับรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 สกย.อ.ได้รับอนุมัติให้เสนอชื่อสมาชิกเข้าร่วม คปร. อีกปีหนึ่ง...

ก็ไอ้ คปร. นี่แหละที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้นำ สกย.อ. “แตก” กัน...เนื่องเพราะโครงการ คปร. มันเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำ สกย.อ. อะนะ...

“สำนักข่าวผ้าปูเตียง” รายงานว่า ผู้นำบางคนหักหัวคิวสมาชิกจนอ้วนพี, บางรายออกรถแบ็คโฮไว้ขุดสระน้ำให้สมาชิกจนร่ำรวย เช่น “เสี่ยคำตา”-คำตา แคนบุญจันทร์ เงี้ยะมีรถยนต์เก๋งยุโรปขับขี่เล่นเลยอะนะ...อย่ากระนั้นเลย ผู้นำเหี้ยม ๆ เพือกนี้ กรูไม่เอาไว้ทำส้นตีนดอก ไล่แมร่งออกให้หมดเลย...และ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ทำตามคำพูด “ขับ” ผู้นำผลประโยชน์ออกไปจาก สกย.อ.

ซึ่งต่อมาผู้นำเหล่านั้น อาทิ คำตา แคนบุญจันทร์ และคณะ ก็ออกไปก่อตั้ง “สมัชชาเกษตรกรรายย่อย-สกย.อ. ( 2 )...แหะ ๆ เห็นหรือยังละสัด สกย.อ. เริ่มมี “วงเล็บ” แว๊ววว์...ต่อมา “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ปรับโครงสร้าง สกย.อ. อีกครั้ง คราวนี้ให้มี “กรรมการบริหาร” ด้วย...จำได้คลับคลายคลับคราว่า “ประธานคณะกรรมการบริหาร” ยุคแรก ๆ คือ “ลุงเคน”

ต่อมาก็นี่เลย.."เหี้ยมหางเหลือง”-อวยชัย วะทา ในช่วงที่ “เสี่ยอวย” ขึ้นเป็น “ประธาน” (...แต่ตำแหน่ง “เลขาธิการ” ยังเป็นของ “เฒ่าขี้ดื้อ” อยู่อะนะ...) นี่แหละก็เกิดการ “แตก” ภายในองค์กรอีกครา.......ก็แมร่ง ไอ้อวยมันบ้าอำนาจ ลุแก่อำนาจไม่ฟังเสียงใคร แมร่งกะจะมาใหญ่กว่ากรู กรูหรือจะยอมก็ไล่แมร่งมันไปอีกคน... “เฒ่าขี้ดื้อ” ชี้แจงกะมิตรสหายเช่นนั้น!!!...ซึ่งต่อมา “เสี่ยอวย” ก็ยกพรรคเพือก เช่น ยุทธ บุญเกษ และคณะ ออกไปจาก สกย.อ. และไปก่อตั้ง “สมัชชาเกษตรกรอีสาน” (สกอ.)...

อ้าว คราวนี้ “ตัวย่อ” ไม่มีตัว “ย” แล้วอะนะ...แมร่งยุ่งฉิบหาย

...เมื่อหมดเสี้ยนหนามแล้ว การนำแบบเบ็ดเสร็จใน สกย.อ. ก็ตกเป็นของ “เฒ่าขี้ดื้อ” โดยสิ้นเชิง...ต่อมาราว ๆ เดือนพฤษภาคม 2540 สกย.อ. ก็ทำ “แนวร่วม” กับ “มูลนิธิเกษตรกรไทย” ของ “เสี่ยอโศก ประสานสอน” , “ชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน” (ช.สสอ.) ของ “ส.วา”-ครูสน รูปสูง” , “กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรประชาชนอีสาน” (กพอ.) ของ “กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภาคอีสาน” และภาคีองค์กรเกษตรกรภาคอีสานอีกจำนวนหนึ่ง จัดตั้ง “คณะกรรมการองค์กรประชาชนอีสาน” (คปอ.)...(...แหะ ๆ ชื่อตัว “ย่อ” ช่างมาเหมือนกะองค์กรผู้นำชุมชนใน “คาถา” ของ “แหล่งทุนหน้าโง่”-พอช.อีสาน ในปัจจุบันที่มีชื่อว่า “คณะประสานงานองค์กรชุมชน” (คปอ.) อะนะ...ทั้ง ๆ ที่ “ประวัติศาสตร์” คนละเรื่องเดียวกัน...เอ หรือว่า ไปขโมยชื่อตัว “ย่อ” พี่เค้ามาระวังพี่เค้าเคืองเอานะ “จารย์สังคม” ฮา ฮา ฮา...)

ภาคีความร่วมมือขององค์กรประชาชนอีสานภายใต้ชื่อ คปอ. ได้ผลักดันเชิงนโยบายต่อรัฐบาลจนในเดือนตุลาคม 2542 สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่าน ร่าง พรบ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และประกาศใช้ในเวลาต่อมา...ที่นี้แหละ “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็เหมือน “คนป่าได้ปืน” อะนะ...แต่อย่างว่าอะนะปัญหาอุปสรรคมันเยอะอะนะ ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว “กองทุนสัปะรังเค” (...ภาษาของ “เสี่ยเพิก” เค้า...ไม่ใช่ของกรู อย่างเคืองกรูนาโว้ย กรูไม่เกี่ยวเจี๊ยวยังเล็ก!!!) ก็ไม่ไปหน้ามาหลังซะกะที...

อย่ากระนั้นเลย แมร่งยุ่งนักไอ้เพือกการเมือง กรูจะเป็น เลขาธิการกองทุนฯ เองวะ...ว่าแล้ว “เฒ่าขี้ดื้อ” ก็ลาออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการ” สกย.อ. และมอบไม้ต่อให้ “ลุงยาง” เป็น “เลขาธิการ” สกย.อ. ต่อจากพี่เค้า...และแล้วพี่เค้าก็ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหาของกองทุนฯ ในตำแหน่ง “เลขาธิการ” กองทุนฯ เรียร้อยโรงเรียนเจ๊ตุ๊ก เอ้ย โรงเรียนจีน!!!..

แต่แมร่ง เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เสือกมี “มือดี” แต่ปาก “แหว่ง ๆ” ชื่อ “ชรินทร์ ดวงดารา” จาก “เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย” มาเตะตัดขา และโยนเข่าเข้าลูกกะโปกซะจุกอั๊ก ๆ ไปร้องเรียนต่อ “ศาลปกครอง” และจนบัดเดี๋ยวนี้ “เฒ่าขี้ดื้อ” ยังไม่ได้นั่งบัลลังก์ทองแต่อย่างใด...ครั้นจะกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิมที่ สกย.อ. ก็เจอนี่เลย...กรูไม่ให้เมริงอีกแว๊ววว์ ให้แล้วให้เลยโว้ย!!!...เสียงตะโกนคุ้น ๆ หูมาจากฝั่ง “ดงหลวง” ภูพาน อะนะ...ฮา ฮา ฮา

สรุปแล้วในใต้หล้านี้“ยุทธจักรบู๊ลิ้ม”เอ็นจีโอและแวดวง"ภาคประชาชน"(ตามที่เรียกๆกัน) ยังคงมีเรื่องราวอีกมากที่ผู้คนมิอาจรับรู้...และความลับจะต้องตายไปพร้อมกับ “จอมยุทธ” ...

และใน “ยุทธภพสยาม” ที่แบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ “ฝ่ายธรรมมะ” ที่อยู่ในด่าน!!! กับ “ฝ่ายธรรมโม๊ะ” เอ้ย “ฝ่ายอธรรม” ที่อยู่นอกด่าน!!! กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกันแบบเอาเป็นเอาตายอยู่ในขณะนี้นั้น...บางคนเคยเป็น “เพื่อนมิตร” บางคนเคยเป็น “สหาย” เคยร่วมรบ ร่วมม็อบ นอนกลางดินกินกลางทรายมาด้วยกัน ผ่านความยากลำบาก ผ่านร้อยผ่านหนาวมาด้วยกัน...แต่แมร่งเสือกมาแตกแยกกัน กลายเป็น “ศัตรู” กันในวันนี้นั้น...

จากรายชื่อ “จอมยุทธ์” ในภาคอีสานทั้งหมดทั้งมวลนั้น...จะไม่บอกดอกว่า มันผู้ใดเป็น “เสื้อเหลือง” และมันผู้ใดเป็น “เสื้อแดง”...แต่หากจะดูว่า “ใครเปลี่ยนสีแปรธาตุ” ไปแล้วอะนะ...ขอให้พิจารณาเหตุปัจจัย 3 ประการ คือ

จุดยืนทางการเมือง หรือ จุดยืนทางชนชั้น ให้ดูว่า เค้าผู้นั้นมีจุดยืนเพื่อประชาชนหรือไม่ ? ปัญหานี้สำคัญที่สุดเพราะเป็นเรื่อง “อุดมการณ์” แก้ไขยากมาก...ปล่อยเพือกแมร่งมันไปเถอะ!!!

ปัญหาการรับรู้ ให้ดูว่า เพราะเค้าขาดข้อมูลที่รอบด้านใช่หรือไม่ ? เช่น เสพเฉพาะข้อมูลจาก ASTV. ด้านเดียว หรือ เสพเฉพาะ PTV. ด้านเดียว !!!...หากเค้ามีแค่ปัญหาการรับรู้ ก็แก้ไม่ยาก ก็เอาข้อมูลข้อเท็จจริงให้เค้าไป แล้วค่อย ๆ ดึงให้กลับมาในทางที่ถูกต้อง!!!

ปัญหาผลประโยชน์ ให้ดูว่า เค้าคนใหนไปเข้าร่วมกับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เพราะผลประโยชน์อะไร ? เช่น เงิน, อำนาจหน้าที่, ตำแหน่งทางการเมือง ฯ ล ฯ...อันนี้ก็พอแก้ไขได้ต้องค่อย ๆ จัดการปัญหาเหล่านี้ให้กับเค้า แล้วให้การศึกษาเค้าอย่างถูกต้อง!!!

สรุปว่า ทั้งบรรดา “ผู้นำ” และมวลสมาชิก ของทั้ง 2 องค์กร ไม่ว่าจะเป็น “สกย.อ.” หรือ “สคจ.” ต่างก็ป้วนเปี้ยนอยู่ทั้ง “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” อะนะ...ก็ให้ใช้เครือมือ 3 ประการไป “ส่องดู” หรือ “คลำเมิงคีง” แต่ละคนเอาเองเด้อ!!!...

แต่ที่แน่เหมือนแช่แป้ง...ก็นี่เลย ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น “เทวดา” หน้าไหน ? ก็มิบังอาจสามารถทำให้ขบวนการประชาชนทั้ง 2 องค์กรดังกล่าวนี้กลับมา “คืนดี” กันได้ดอก...เพราะ “แนวทางการเมือง” มันคนละเรื่องกันไปแว๊ววว์...

โอ้หนอที่รัก...ชาตินี้เราคงรักกันลล์บ่ได้ดอก!!!...

000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000

ป.ล. edit โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์ อ่านได้อีกที่ใน http://thaienews.blogspot.com/2010/02/ngos-8.html

มีรูป "สี่เกลอ" เพรียกมัน และเฒ่าขี้ดื้อ ประกอบด้วย

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน