วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 4 ชั่วโมง 41 นาที ที่ผ่านมา
เสวนา: เขายายเที่ยงถึงเขาสอยดาว สู่ วิวาทะปฏิรูปที่ดินอย่างไร (ทำไม?)
Mon, 2010-02-08 02:35
7 ก.พ.53 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา มีการจัดเสวนาเรื่องจากเขายายเที่ยงสู่เขาสอยดาว: เราจะปฏิรูปที่ดินอย่างไร โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า
สุรพล สงฆ์รักษ์ จากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เริ่มต้นกล่าวถึงความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและนายทุนทุนสวนปาล์มซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนการเสียชีวิตของสมพร พัฒนภูมิ สมาชิกเครือข่าย ในเดือนเมษายน 2552 ก็มีเกษตรกรที่ไม่ใช่สมาชิกเครือข่ายถูกยิงเสียชีวิต 3 รายจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับนายทุนเช่นกัน
เขากล่าวด้วยว่ารัฐมักใช้อำนาจจัดการกับชาวบ้านมากกว่าจะจัดการกับนายทุน โดยยกตัวอย่างที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.46 มีการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัคร ตำรวจท้องที่จำนวนมากเพื่อผลักดันชาวบ้านนับพันคนออกจากพื้นที่ด้วยข้อหาว่าบุกรุกที่ของนายทุนเป็นผลสำเร็จ แต่กับนายทุนไม่กี่คนที่ได้เอกสารสิทธิโดยมิชอบนั้นรัฐกลับไม่ยอมดำเนินการใดๆ สาเหตุสำคัญเนื่องจากส่วนปาล์มส่วนใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ล้วนแต่เป็นของหัวคะแนน หรือเป็นนายทุนให้กับพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างยาวนาน ถึงกับมีตัวแทนเป็นถึงระดับรองนายกรัฐมนตรี นายทุนในจังหวัดสุราษฎร์และกระบี่จึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่คอยส่งเงินให้พรรคการเมืองใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นที่ซ่องสุมของอำมาตย์ทั้งหลาย
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงหัวข้อการเสวนาว่า ก่อนจะถามว่าปฏิรูปที่ดินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าปฏิรูปที่ดินเพื่ออะไร เพราะเรื่องนี้ฟังดูดีมีการพูดตามๆ กันเยอะโดยไม่ทำการบ้าน หากดูรายละเอียดในภาคปฏิบัติจะพบว่าประเทศไทยมีการปฏิรูปที่ดินมา 30 กว่าปีแล้วหลัง 14 ตุลา 16 เนื่องจากมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน แต่เป็นการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และมีบริบทแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศเหล่านั้นการปฏิรูปที่ดินเป็นไปเพื่อทำลายเจ้าที่ดินรายใหญ่ และอยู่บนพื้นภูมิหลังของการปฏิวัติสังคม ดำเนินการแบบทุนนิยมโดยรัฐบาลได้ออกพันธบัตรให้นายทุนเพื่อแลกเอาที่ดินมาแจกให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดีก็ถือว่าอยู่ในแนวนี้
“แต่ในประเทศไทยการปฏิรูปที่ดินเกิดภายใต้อำนาจรัฐศักดินาและอำมาตย์ จึงไม่ได้ไปแตะต้องที่ดินของรายใหญ่ และเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการประกาศพื้นที่ป่าทับที่ชาวบ้านเป็นหลัก” พิชิตกล่าว
เขากล่าวด้วยว่าการมุ่งแก้ปัญหาเรื่องป่ากับคน ทำให้รัฐให้สิทธิ์เพียงบางส่วนแก่ชาวบ้านในรูปเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ใช่โฉนด ซื้อขายไม่ได้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีที่ดินสำหรับทำการเกษตรต่อไปสืบทอดถึงรุ่นลูกหลาน ไม่ต้องการให้นำไปขายให้นายทุนหรือทำอย่างอื่น ทั้งเชื่อว่าจะเป็นการรักษาป่าไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม ซึ่ง 30 กว่าปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ชาวบ้านก็ยังซื้อขายสิทธิกันได้ แนวทางเช่นนี้จึงนับเป็นการจำกัดให้เกษตรกรให้ต้องทำการเกษตรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่ปัจจุบันสภาพประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดกลางไปแล้ว ดูจากแม้ประชากร 40% จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่ก็มีรายได้คิดเป็น 11% ของจีดีพีเท่านั้น
“เอ็นจีโอบางส่วนที่เสนอเรื่องโฉนดชุมชนก็คิดอยู่บนฐานเดียวกับรัฐนั่นเอง คือ ไม่ให้สิทธิขาดแก่ปัจเจกชนเพราะไม่ไว้ใจเกษตรกรรายย่อยว่าเขาจะบริหารจัดการได้อย่างที่ผู้ให้อยากให้ ชาวบ้านจริงๆ ไม่อยากได้โฉนดชุมชน เป็นความคิดของเอ็นจีโอ นักสังคมนิยม และปราชญ์ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ทุกคนอยากได้โฉนดเป็นชื่อของตัวเองทั้งนั้น กล้าท้าให้ไปถามเลย ต่อให้ในหมู่บ้านเห็นพ้องต้องกันจะใช้โฉนดชุมชนก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะคิดเหมือนเดิมในอนาคต นี่เป็นเรื่องแนวคิดที่ไม่เอาระบบตลาด มีลักษณะเป็นสังคมนิยมชาวนา ผมจึงไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาเต็มใจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยอย่าบังคับ แล้วตราหน้าว่าเสพติดทุนนิยม” พิชิตกล่าว
“การให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ชาวบ้านอย่างเด็ดขาด เป็นความมั่นคงของชาวบ้าน กรรมสิทธิ์เด็ดขาดเป็นอำนาจเพียงอย่างเดียว เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ปัจเจกเอาไว้ต่อต้านอำนาจของรัฐ เป็นสิ่งที่รัฐไม่ชอบเพราะรัฐละเมิดไม่ได้ จะเอาคืนต้องเวนคืนอย่างเป็นธรรม ในยุโรป การปฏิวัติชนชั้นนายทุน การปฏิวัติประชาธิปไตยคือการยืนยันในสิทธิของปัจเจกที่รัฐไม่อาจละเมิดได้ ระบบการเมืองใดถ้าไม่เคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สุดท้ายล้วนแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ทั้งนั้น ถ้าเขาได้สิทธิเต็มที่ประโยชน์ที่เขาได้ก็จะเต็มที่ด้วย ตามการตัดสินของเขา” พิชิตกล่าว
สุรพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์กระทั่งไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อภาคเกษตร คิดว่าหากปฏิรูปที่ดินให้แล้วคนเหล่านี้จะนำไปขาย ทำให้ต้องพยายามหาทางออกว่าทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อไม่เชื่อในการถือครองปัจเจกก็คิดถึงแนวทางการถือครองร่วมกัน บริหารจัดการในเรื่องสำคัญร่วมกัน แต่ก็ยังมีเสรีภาพที่จะปลูกสร้าง ทำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ แม้อาจารย์พิชิตนำเสนอมุมมองเรื่องกรรมสิทธิ์ของปัจเจกได้อย่างน่าสนใจ แต่ในด้านกลับกัน เราก็เผชิญปัญหาความรุนแรงในพื้นที่เพราะระบบกรรมสิทธิ์เด็ดขาดนี้เองโดยเป็นการต่อรองกับนายทุนโดยตรง เนื่องจากชาวบ้านไปตรวจสอบพบว่ามี นส.3 ก. ที่ออกโดยมิชอบ ดีเอสไอไปตรวจสอบที่สุราษฎร์ 20 แปลง ที่อำเภอพระแสง กับ ไชยบุรี หลักการร้องเรียนรัฐบาลขอเวลาในการเพิกถอน 60 วัน แต่ประสบการณ์จากเพื่อนภาคเหนือพบว่าใช้เวลา 3 ปี หากจังหวัดสุราษฎร์ใช้เวลานานขนาดนั้นก็ไม่รู้จะต้องถูกยิงตายอีกกี่ศพ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ถูกฟ้องร้องจากนายทุนรวมแล้ว้ 15 ล้านเศษ กระบวนการทางศาลก็ยุ่งยาก ชาวบ้านที่ผถูกกล่าวหาต้องไปแก้ต่างแม้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความก็ยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ต้องออกเองอีกนับแสนบาท เรียกได้ว่ากระบวนการยุติธรรมก็กดขี่ขูดรีดคนจนไม่น้อยกว่าระบบเศรษฐกิจ ไม่นับปัญหาว่าหน่วยราชการในพื้นที่ล้วนตกอยู่ภายในอิทธิพลของนักการเมืองใหญ่ด้วย
พิชิตแสดงความเห็นต่อข้อสังเกตของสุรพลว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นจริงในพื้นที่แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าระบบกรรมสิทธิ์ของปัจเจกชนล้มเหลว เนื่องจากกฎหมายมีชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีเหตุมาจากเส้นสายของนักการเมืองที่เป็นสมุนอำมาตย์
พิชิตกล่าวในตอนท้ายว่า ปัญหาที่ดินต้องแบ่ง 2 ส่วน คือ ประชาชนที่เข้าอยู่ในพื้นที่ป่า เป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับรัฐน่าจะแก้ด้วยการแจกที่ดินให้สิทธิเด็ดขาดไปเลย หรือบางกรณีที่ไม่สามารถให้ได้ จะย้ายออกก็ต้องดำเนินการถูกต้องมีมนุษยธรรม จ่ายค่าชดเชยหรือหาที่ใหม่ให้ ซึ่งประเด็นใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องที่ดินเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผู้เข้าร่วมท่านอื่นแสดงคิดเห็นไว้ แต่หัวใจสำคัญคือทำให้ภาคเกษตรถูกกดขี่น้อยที่สุด หรือสามารถดำเนินธุรกิจไปได้เช่นเดียวกับสาขาการผลิตอื่นๆ ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทยล้าหลังมาก ผลผลิตต่ำที่สุดในเอเชีย แต่ต้นทุนสูงมากเพราะโครงสร้างการผลิตผูกขาดอย่างมาก เช่น ปุ๋ยก็เป็นตลาดผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ซีพีด้วยซ้ำไป ดังนั้น ต้องทำให้อาชีพเกษตรเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล อีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่ดินของศักดินาและอำมาตย์ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันคงแตะต้องไม่ได้ แต่หลังจากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะก็คงต้องตัดสินใจอีกทีว่าจะจัดการอย่างไร
“การออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินที่ปรีดีเคยทำก็อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะมันถือครองแทนกันได้ ถ้าเก็บภาษีจากที่ดินว่างเปล่า ก็หลบเลี่ยงได้อีก ถ้าลองดูประสบการณ์จากต่าประเทศ ในอเมริกา ยุโรป เศรษฐีไม่ค่อยมีที่ดินเยอะ ทิ้งรกร้าง เพราะภาษีที่ดินมันแพง เขาเก็บเป็นหุ้น เป็นพันธบัตรดีกว่า หนทางหนึ่งที่มีคนเสนอก็คือ การเก็บภาษีที่ดินทั้งหลาย แต่การทำอย่างนั้นได้ก็ต้องแก้ที่การเมืองอยู่ดี” พิชิตกล่าว
ตัวแทนจากกลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า การจะปฏิรูปที่ดินได้ต้องปฏิรูปสังคมด้วย ต้องปรับเปลี่ยนโครงงสร้างทางสังคมใหม่ หากโครงสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ คนจนก็จะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องขายที่ดิน เพราะรัฐจะดูแลความต้องการพื้นฐานทุกอย่างของประชาชน ดังนั้น หากเราผลักดันรัฐสวัสดิการไม่ได้ ปฏิรูปที่ดินกี่สิบครั้งก็ไม่สำเร็จ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็ดูเข้ากันไม่ได้กับคนจน เพราะคนที่มีที่ดินเยอะที่สุดก็ไม่เคยคิดเสียสละแบ่งปันที่ดินให้กับคนจน
พัชนีย์ คำหนัก จากกลุ่มเลี้ยวซ้าย กล่าวว่า ในการผลักดันรัฐสวัสดิการนั้นเพียงแค่แก้หรือเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กฎหมายแรงงาน ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้คุมอำนาจรัฐยังเป็นคนกลุ่มเดิม สิ่งที่ต้องสู้ตอนนี้ต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะปัญหาที่ดินมาจากเศรษฐกิจทุนนิยม เสรีนิยม กลไกตลาด ที่ไปทำลายความมั่นคงในชีวิตของชาวนา เวลาทำการเพาะปลูกเกษตรกรายเล็กทำงานหนักมาก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคมซึ่งเป็นจุหมายสูงสุดของการปฏิรูปที่ดิน แต่รัฐก็ไม่เคยอนุญาตให้คนเหล่านี้มีปัจจัยการผลิตที่จะไม่ต้องทำงานที่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือรัฐทุนนิยม เกษตรกรรายย่อยไม่ต่างจากแรงงาน ต้องสำนึกในชนชั้นของตนเองและต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเกษตรรายใหญ่และรัฐให้สนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เพียงพอ
ปรีชา จันทร์ภักดี ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวว่า สิ่งที่สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ทำอยู่นี้ เป็นการสร้างฐานที่มั่นอีกวิธีหนึ่งเท่านั้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สุดท้ายหากกระจายการถือครองที่ดินได้ ไม่ว่าในรูปปัจเจกหรือชุมชนก็ตาม เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโดยรวมย่อมลื่นไหลไปได้ดีกว่า ดังนั้น ต้องร่วมกันทำให้ชาวบ้านมีฐานหรือพลังการผลิตที่เป็นประชาธิปไตยกว่านี้ มีทางเดิน มีโอกาสในการสร้างพลังการผลิตใหม่ๆ
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












อำมาตย์และเหล่านายทุนอำมาตย์ท
อำมาตย์และเหล่านายทุนอำมาตย์ทำผิดกฎหมาย ฮุบสมบัติชาติมาเป็นของตัวเองมาให้พวกพ้อง
หลักฐานทุกอย่างชัดเจน
ประชาชนเขาก็ติดตามด้วยความแปลกใจว่า ทำไม? ทำไม คนที่ปากพร่ำแต่คำว่า คุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง มีหลังฉากเป็นแบบนี้
สรุปว่า กฎหมายไทย ไม่ได้บังคับใช้กับคนของพวกคุณธรรม จริยธรรม และพอเพียง ใช่หรือไม่?????
หรือว่าประเทศนี้คือ TORLAE
หรือว่าประเทศนี้คือ TORLAE LAND
ใครอวดอ้างมาก ใครสร้างภาพมาก ใครสร้างกลุ่มผลประโยชน์ต่างตอบแทนได้มาก .....ก็ทำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องมียางอายกันอีก
มีเงินและอำนาจ
มีเงินและอำนาจ เท่านั้นในประเทศไทย ที่ดินของประเทศนี้จะเอามาเป็นของตนได้ทั้งนั้น....แต่ประชาชนคนเดินต้องรอรับกากเดนของพวกมัน เพื่อจะได้ที่ทำกินสักแปลง หากจะรุกเอาเองมันก็จะเอาผิดติดคุกติตลาด อ้างเหตุใดๆ ไม่ได้เลย!!
"นี่แหละสังคมศักดินายังคงอยู่ แต่ปากพวกมันพร่ำว่าหมดไปจากเมืองไทยนานแล้ว" ท่านเชื่อพวกมันรึ!!
เขาไหนไหน ไม่เหลือ
เขาไหนไหน ไม่เหลือ เป็นเชื้อป่า
ภูใหญ่ใหญ่ ใครมา ทำลายสิ้น
อ้างความดี มีค่า มากราคิน
คุณธรรมบิ่น น่าเบื่อ พวกเชื้อพาล
เห็นด้วยมากๆ กับอาจารย์พิชิต
เห็นด้วยมากๆ กับอาจารย์พิชิต ...ไอ้พวก NGO ที่พูดสวยหรู หรือสังคมนิยมเพ้อฝัน มันล้วนแล้วแต่ลัดตัดตอนวิวัฒนาการของสังคมด้วยกันทั้งนั้น โดยล้วนแต่มีผลประโยชน์ตัวเองที่มีร่วมกับอำมาตย์ศักดินาซ่อนอยู่เบื้องหลัง ถ้าจะสร้างสังคมนิยมชาวนาจริง เอ็งก็ต้องจับปืนยึดอำนาจรัฐแบบเหมาอีสต์ไปเลยสิ หึหึ ไม่เอาอำนาจรัฐ เอาแต่ชุมชน อยากจะอ๊วกว่ะ
ขออ๊วก(ฮาก) ด้วยคน ครับ อ๊วก
ขออ๊วก(ฮาก) ด้วยคน ครับ อ๊วก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ครั้งหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง อาจารย์เสริฐแกเคลื่อนไหว มีพวกสานุศิษย์คอยเป็นลูกหาบ เป็นลูกขุนพลอยพยัก พ่อพวกเขาพูดอะไรก็ดีหมด ถูกหมด
สนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งอยู่บนที่
สนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งอยู่บนที่ดินแถว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 924 ไร่ เดิมทีที่ดินแห่งนี้เป็นของคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ยกให้วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นผลประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ตามพินัยกรรมของคุณยายเนื่อม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512
วันที่ 22 พฤษภาคม 2514 คุณยายถึงแก่กรรม
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2514 ทางวัดธรรมิการามวรวิหารได้ตั้งนายพจน์ สุนทราชุน นายหงส์ สุวรรณหิรัญ และ นพ.วิรัตน์ มรรคดวงแก้ว เป็นตัวแทนวัดเพื่อดำเนินการตามพินัยกรรม และกรรมการศาสนาได้ขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์
ที่ธรณีสงฆ์หมายถึงที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นั้น การโอนให้กับใครจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น และห้ามบุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนา
ปี พ.ศ.2531 นายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และเป็นผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ทำหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2531 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างมติที่ประชุมสงฆ์และกรรมการวัดว่า ไม่ควรรับโอนที่ดินมาเป็นของวัด เพราะที่ดินตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี แต่วัดตั้งอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นการไม่สะดวกที่จะใช้สอยและดูแล ทางวัดต้องการขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาบำรุงวัด และตั้งเป็นมูลนิธิเก็บดอกผลเป็นค่าใช้จ่ายของวัด
วันที่ 21 กรกฎาคม 2532 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอให้มูลนิธิติดต่อผู้จัดการมรดก โอนที่ดินให้กับมูลนิธิ เพื่อมูลนิธิจะได้ดำเนินการหาผลประโยชน์มาบำรุงวัดธรรมิการามฯต่อไป
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำหนังสือถึงมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอเปลี่ยนตัวผู้จัดการผลประโยชน์ของวัด จาก วารุณี สมานวรวงศ์ มาเป็น นายวิทยา เทียนทอง น้องชายนายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคือนายเสนาะ
เรื่องยืดเยื้อต่อมาอีกระยะหนึ่ง นายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ออกคำสั่งตามนัย มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่า
"ไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามฯได้มาซึ่งที่ดินมรดกดังกล่าว ให้เจ้าอาวาสดำเนินการมอบอสังหาริมทรัพย์ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ตามข้อ 4 แห่งพินัยกรรม "
ผู้จัดการมรดกถูกกดดันให้โอนที่ดินแก่มูลนิธิ
วันที่ 11 สิงหาคม 2533 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้จัดการมรดกคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ตามคำยื่นคำร้องของเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ และมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
วันที่ 21 สิงหาคม 2533 ผู้จัดการมรดกคือมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้โอนที่ดินมรดกให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย แล้วขายที่ดินดังกล่าวในวันเดียวกันทันที ให้กับบริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับที่มี นายเสนาะและนายวิทยา เทียนทอง ถือหุ้นใหญ่ในราคา 130 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2540 นายเสนาะ เทียนทอง ได้ขายสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในราคาประมาณ 500 ล้านบาท
นี่คือที่มาที่ไปของสนามกอล์ฟอัลไพน์
คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคให้วัดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หวังก่อให้เกิดผลบุญแก่ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่เจตนาอันดีงามดังกล่าวได้ถูกทำลายลงสิ้นเชิงอย่างไม่รู้จักกลัวเกรงบาปบุญคุณโทษ สามเกลอช่วยทวงที่ดินให้ยายที
เห่านะง่ายความทำ...ถามจริงๆ
เห่านะง่ายความทำ...ถามจริงๆ หน้าสงตรีนอย่างเมิงทำเชี่ยอะไรมาบ้างวะ
นอกจากเห่าแม่มอย่างเดียว...อย่างอ.พิชิต ถามง่ายๆ เมิงเคยทำเชี่ยอะไรให้ชาวบ้าน
นอกจากประดิษฐ์ประดอยถอยคำโชว์ความเก๋าเพื่อชูตัวเอง
เมิงอีกตัว..ทำเชี่ยอะไรวะ???
เมิงอีกตัว..ทำเชี่ยอะไรวะ???
การโพสต์ข้อความ
การโพสต์ข้อความ ถ้าไม่ได้รู้ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายทั้งหมด
มันก็อาจสื่อข้อความที่อาจทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายได้ และในกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์
จะมาโยงใยว่าคนซื้อทรัพย์เมื่อปี 2540 ไปร่วมรับรู้กับนิติกรรมที่มีเหตุการณ์เมื่อ ปี พ.ศ.2533 ได้อย่างไร
อย่างนี้เขาเรียกว่าแถ ไปใส่ความเขาให้ได้รับความเสียหาย
กล่าวมาถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2533 ที่เกี่ยวกับการจัดการขายที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดก
ให้กับผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินดังกล่าว ก็ต้องมองว่า ทำไมถึงต้องขาย จะไปมองว่ารัฐมนตรี ที่ทำการในขณะนั้น
มีอำนาจบัญชามาโดยไม่ชอบ มันก็น่าจะไม่ถูกต้องนะ
คุณ # 285870 ที่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ต้องบอกว่าพวกคุณแสดงชื่อเบียดๆคนเสื้อแดงเป็นประจำทุกๆกระทู้
หวังว่าคนที่คัดค้านความเห็นของพวกคุณจะได้ด่าวิพากษ์วิจารณ์พวกคุณออกชื่อนั้นๆแรงๆ ก็ถูกใจเข้าทางพวกคุณอีก
แปลกจริงๆ ที่แน่ๆคุณเฉไฉ แถออกไปนอกกรอบของกฎหมายจริงๆ คนอ่านคนอื่นๆไม่รู้ก็คงเชื่อข้อมูลของคุณ
ความจริงเรื่องนี้มันมีเรื่องกันมานมนานแล้ว ทุกๆครั้งที่จะทำงานดีสเครดิตคนอื่น ซึ่งไร้สาระจริงๆ
มาตรา 84 ของประมวลกฎหมายที่ดิน หาอ่านได้ในเวปไซต์ของสำนักงานกฤษฎีกา
อันนี้ครับ http://web.krisdika.go.th/data/law/law4/%bb02/%bb02-20-9999-update.pdf
ซึ่งมีข้อความว่า " มาตรา 84 การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่
********ในกรณีที่เป็นการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้
********บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้ว ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และการได้มาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามโดยทางบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามในจังหวัดที่มีตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม "
และยังมีมาตรา 85 บังคับไว้อีกว่า "ในกรณีที่นิติบุคคลได้มาซึ่งที่ดินเกินกำหนด ตามความในมาตรา 84 เมื่อประมวลกฎหมายนี้ได้ใช้บังคับแล้ว ให้นิติบุคคลดังกล่าวจัดการจำหน่ายภายในห้าปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด
ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
ดังนั้นในความเห็นที่ คุณ # 285870 แสดงมานั้นคุณยกข้อกฎหมายมาแสดงไว้ไม่ครบถ้วน
คุณไม่ได้เอาข้อความในกฎหมายที่บังคับ ให้วัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิดอิสลาม มีที่ดินที่ได้มาไม่เกิน 50 ไร่
ถ้าหากประสงค์จะได้เกินต้องยื่นคำร้องขออนุญาตกับรัฐมนตรี โดยต้องแสดงเหตุผล และได้มีการยื่นคำร้องหรือไม่ละครับ ที่จะฟังไปกล่าวหาเป็นโทษกับรัฐมนตรีผู้ทำหน้าที่ และถ้าอ่านความในมาตรา 85 ก็จะเห็นว่ากรณีได้มาซึ่งที่ดินเกินกว่า 50 ไร่ตามที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องจำหน่ายภายในห้าปี การบังคับของกฎหมายมีอยู่ แล้วจะรอเวลาให้ต้องถูกบังคับตามกฎหมายหรืออย่างไร
การแสดงความคิดเห็นต้องตรงไปตรงมา ครบถ้วนทุกประเด็นข้อกฎหมาย อย่าแถ เฉไฉ ใส่ร้ายคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล
ผมเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครทั้งนั้นแต่เห็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องก็อดไม่ได้
การยกมาแต่ข้อกฎหมายในพระราชบัญญัติคระสงฆ์ ในมาตรา 34 นั้น เรียกว่า เอาแต่ได้ ปกปิดสิ่งที่ต้องเสีย
และดูพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ได้ที่นี่เช่นกันครับ
http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a401/%a401-20-9998-update.pdf
เครื่องจีที 200
เครื่องจีที 200 เป็นข่าวกระหึ่มไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ดังไปทั้งโลก ดังเพราะอังกฤษยกเลิกการใช้เครื่องนี้ และเรียกกลับจากอิรักทั้งหมด
แต่อำมาตยาธิปไตย กลับใช้คนประเภทถิ่นกาขาว ..แพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออกมาตรวจสอบแล้วรีบประกาศเลยว่า เครื่องใช้ได้ดี
แต่คืนนั้นเอง รัฐบาลอังกฤษออกข่าวยกเลิกการใช้เครื่องจีที 200 ..หมอผมพุดเดิ้ล ก็เลยหน้าจ๋อย โกหกสังคมไม่ได้ ถูกเยาะเย้ยถากถางไปทั่ว อุตสาห์มาแถต่อเมื่อวาน 6 กพ ว่า ใช้ได้ 30 % ก็คุ้มแล้ว
30 % ของหมอหมายความว่า จับระเบิดได้ 30 จาก 100 ลูก คุ้มหรือ? แต่หมอลืมไปว่า เงินที่ใช้ซื้อน่ะ หนึ่งล้านสี่แสนบาทไม่ใช่สองพันบาทนะ และที่สำคัญ กรณีนี้ 70 ครั้งที่ไม่เจอ โดยทางตรรกะ ไม่ได้แปลว่าไม่มีระเบิดนะครับ มันหมายความว่าอาจจะมีระเบิด แต่ GT200 ตรวจไม่พบ
ถ้าผู้ทรงคุณวุฒิออกมายืนยันว่า GT200 ใช้ได้ผล คนใช้งานก็เชื่อท่าน แต่คนซวยน่ะชาวบ้าน (และอาจรวมถึงคนใช้งานด้วย)
เรายืนยันอีกครั้งว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตรวจเจอระเบิดมากแค่ไหน แต่มันอยู่ที่ไม่เจอระเบิดมากแค่ไหนต่างหาก
ปีที่แล้ว ทหารในอีรัคใช้ ADE-651 ตั้งด่านตรวจรถวิ่งเข้าเมือง ปล่อย car bomb ผ่านด่านไป 2 คัน เพราะ ADE-651 ตรวจไม่พบระเบิดเหตุการณ์นี้มีคนเสียชีวิต 250 คน ไม่ทราบว่าอย่างนี้จะเรียกว่าคุ้มอีกหรือเปล่า?
แล้วสองสามวันมานี้ หมอพรทิพย์ ก็ยิ่งดวงอับอีกแล้ว เมื่อนายเจมส์ เรนดี (James Rendi) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ James Randi Educational Foundation ซึ่งเป็นสถาบัน ที่ให้ความรู้และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการอวดอ้างคุณภาพสินค้า และความสามารถพิเศษของมนุษย์ เพื่อป้องกันการหลอกลวง รวมทั้งผู้อวดอ้างว่า ตนเองมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ด้วยการตั้งเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34 ล้านบาท) หากว่าสามารถพิสูจน์ได้ว่า สามารถทำอย่างที่อวดอ้างได้จริง
และท้าว่า ถ้าหมอพรทิพย์ของไทยพิสูจน์ว่าเครื่องใช้งานได้จริง เขาจะมอบเงินให้เธอทันทีหนึ่งล้านเหรียญจริงๆ นอกจากนี้ เจมส์ เรนดี ยังได้อ้างอิง ถึงคำพูดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ให้การรับรองว่า GT200 สามารถใช้งานได้จริง โดยที่ไม่ต้องทดสอบว่า "การประกาศออกมาเช่นนี้ มันเป็นการรับรองคุณภาพที่ชัดเจน เขาเชื่อมั่น ต่อการทำงานของมันมาก เขาสนใจที่จะร่วมทดสอบหรือไม่? ผมหวังว่า โทรศัพท์ของผมจะดังสักที" เขาเยาะเย้ยรองนายกถึงสติปัญญาตื้นเขลาถึงเพียงนี้ ?
คลิกชม ลิงค์ เจมส์ เรนดีท้าพิสูจน์จีที 200
รอบนี้ นายก รองนายก และหมอพุดเดิ้ล ปากเสียเอง ไม่ตรวจข้อมูลแล้วรีบพูด โดนฝรั่งท้าทายแบบนี้ ประเทศจะเหลือเกียรติภูมิอะไรบ้าง แถมรองนายกสุเทพ ยังออกมาตอแหล โยนความผิดว่า เครื่องจีที 200 ซื้อมาในสมัยทักษิณ
อีกครั้งที่ว่า อะไรๆ ก็โทษท่านทักษิณ แต่เราก็ตามข้อมูลจนพบความโกหกตอแหลของรองนายก ที่ไม่เพียงแขนคด แต่ใจยังคดกว่าแขนว่า
ยุคทักษิณปี 48 ซื้อมาใช้ 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 2 หมื่น
ยุคสุรยุทธ์ปี 49 สั่งเพิ่มมาอีก 500 เครื่อง เครื่องละ 7 หมื่น
ยุคอภิสิทธ์ปี 52 ซื้อเพิ่มอีก 2000 เครื่อง เครื่องละ 1.4 ล้านบาท (แต่ยังส่งไม่ครบ 2 พันเครื่องเรืองแตกก่อน)
ถ้าหัวกลวงขี้เหลืองดูคำตอบให้แล้ว ก็ไปคิดเอาเองว่า ถ้าทักษิณเป็นต้นเหตุ ก็ว่าไป แต่ตัวเลขมันฟ้องนะว่า ใครปัญญาอ่อน
ทักษิณซื้อมาถูก เพียงสี่เครื่อง ใช้ไม่ได้ก็เลิกซื้อ แต่รัฐบาลอำมาตย์ที่ชมตนเองนักว่าซื่อสัตย์ กลับงาบกันมโหฬาร เพราะราคาก้าวกระโดดมาก แถมไอ้เด็กมาร์คสั่งมาได้ตั้ง 2 พันเครื่อง ทั้งๆ ที่ อังกฤษกับสื่อเค้าบอกแล้วว่า มันของหลอกลวง
มาออกทีวีว่าใช้ได้ แถไปเรื่อย แล้วทำไม ปชป ซื้อมามากมายขนาดนี้ อยากรู้ไหม
ทำไมพวกเขาถึงต้องโยนขี้ความชั่วของตัวเองให้ทักษิณ เมื่อท่านเห็นข้อมูลต่อไปนี้จะหนาวเหน็บ
ใครเป็นเอเย่นต์เริ่ม จาก web ผู้ผลิต ซึ่งมีเขียนไว้ว่า ตัวแทนจำหน่าย GT200 คือ บริษัท AVIA SATCOM ที่เคยออกข่าวสามมิติ เมื่อเข้าเวปบริษัทได้พบชื่อตามนี้
Avia Satcom Co.,Ltd.
"Mr. Suthep Duangchinda"
Director174/60-61 Viphawadi Road,
Don Muang,Bangkok 10210Thailand
ปรากฎว่า นายสุเทพ ดวงจินดา สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีตำแหน่งเป็น Director ของ บริษัท AVIA SATCOM
โอละพ่อ ปชป ซื้อเอง กินเอง งาบเอง ป้องกันตนเองสารพัดรูป
ที่สุด ทุกอย่างก็ย้อนมาที่พรรคเก่าแก่ ที่ชอบอ้างคุณธรรม แต่ปรากฎเรื่องฉาวโฉ่ทุจริตตลอดเวลา
ตอนนี้ หายสงสัยหรือยัง ชัดหรือยังว่า ทำไม ปชป ถึงต้องอุ้มเครื่องเน่าจีที 200 ทำชั่วขนาดนี้
หลักฐานกระจะตาแบบนี้ ผู้มีใจเป็นธรรมที่เคยเกลียดทักษิณ ตอนนี้จะตาสว่างได้หรือยังเล่าว่า เรื่องวุ่นวายในประเทศนี้ มันเกิดจากการสาดโคลน การโกหกตอแหลของกลุ่มองคมนตรีโกงป่า กลุ่มสื่อชั่วของนายสนธิ และกลุ่มพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่แพ้เลือกตั้งท่านทักษิณมาตลอด
บทความนี้ เขียนเอง
บทความนี้ เขียนเอง หรือมาจากที่อื่นครับ จะขอแหล่งข้อมูลหน่อยน่าสนใจมาก
ปรวยครับปรวย --
ปรวยครับปรวย -- วัดแมร่งมีสินทรัพย์ ภิกษุมีมรดก แมร่งก็เข้าข่าย "สัทธรรมปฏิรูป" แล้วครับ -- มิหนำซ้ำเมื่อมีเรื่องข้องแวะกับทางโลก ซึ่งก่อให้เกิด "โลกวัชชะ" -- ก็เลยต้องใชกฎหมายทางโลกในกรณีนี้คือ "กฎหมายแพ่ง" -- และทั้งนี้ทั้งนั้น แมร่งก็เข้าข่าย "นิวรณ์" แทบจะครบทั้ง 5 -- ส่วนปัจจุบัน อย่าว่าแต่ "พระราชาคณะ" ซึ่งไม่เคยปรากฏครั้งพุทธกาล อย่างมากที่เห็นคือ "ภิกษุผู้เป็นเลิศ" "อัครสาวกซ้าย-ขวา" "พระอุปปัฏฐาก" ทั้งนั้นล้วนเดินด้วย "เท้าเปล่า" นับจาก "สละเรือนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ -- ไม่เห็นนั่งเสลี่ยงคานหามอันใช้แรงคน หรือรถหรือเกวียนเทียมอันใช้แรงสัตว์ -- "ขี้หมา" ทั้งนั้นแหละครับ "จิ้งเหลือง" มีทรัพย์มรดกส่วนตัว -- อุบาทว์ทั้งนั้นแหละครับ "เนื้อนาบุญ" ที่นั่งยานพาหนะล้วนแล้วแต่แสดงยศถาบรรดาศักดิ์อัครฐาน -- ที่สามานย์กว่าอย่างอื่น คืออารามที่รุ่งเรืองเหลืองเลื่อมจากช่อฟ้าใบระกาสุกปลั่งด้วยทองคำเปลว ซึ่งตั้งอยู่ในท่ามกลางดงสลัมของ "สัตว์ผู้ทุกข์ยาก" -- มิน่าเล่า จึงมีอารามไม่น้อย "ฟ้องขับไล่" สัตว์ทั้งหลายที่ "คงไม่ใช่" เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น ได้ลงคอ
หรือจิ้งเหลืองเหล่านั้นล้วนทำใบจองไปครอบครองนิวาสถานเดียวกับ "เทวทัต" กันไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว -- สาธุ