"สุรพล" แขวะฝ่ายต้านรัฐประหารต้องไม่รับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

ม.รังสิต สัมมนาแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง “สุรพล นิติไกรพจน์” ชี้คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน มีแต่ฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว แขวะพวกไม่ยอมรับการรัฐประหารต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมีที่มาจาก รสช. ยึดอำนาจน้าชาติ

วานนี้ (25 ม.ค.) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการสัมมนาเรื่อง “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยรังสิตครบรอบ 25 ปี วิทยากรประกอบด้วย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ศ.นพ.ประเวศ วะสี กรรมการสภา ม.รังสิต ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ผู้เขียนหนังสือ “ฉันจึงมาหาความหมาย” อันโด่งดัง ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

 

หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยวิกฤติสุดๆ ทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บรรจบกันยากที่จะออกจากวิกฤต เพราะสังคมไทยสะสมความไม่ถูกต้องเข้าด้วยกัน ขณะที่ความถูกต้องทุกจุดเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนร่างกายของเราทุกส่วนต้องมี ความถูกต้อง ถ้าดีเอ็นเอผิดตัวเดียว ก็รวนทั้งระบบ

ดังนั้นการอยู่ร่วมกัน เราต้องมีความถูกต้องทุกเรื่อง ส่วนการเปลี่ยนแปลงก็คือการปฏิรูปให้สังคมมีธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่และไปไกลกว่าประชาธิปไตย เพราะบางทีประชาธิปไตยเป็นเพียงกลไกการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การปฏิรูปต้องเชื่อมโยงกันทุกเรื่อง

 

เสนอ 10 มาตรการแก้วิกฤต

ตนจึงมีข้อเสนอจากการระดมความคิดมา 10 เรื่อง ได้แก่ 1.ปฏิรูปจิตสำนึกใหม่ ให้ใจกว้าง มีจิตสาธารณะ 2.สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มุ่งสร้างแต่จีดีพี 3.สร้างความเข้มแข็งของชุมชมท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานของพระเจดีย์ของสังคม 4.สร้างระบบการศึกษาที่แก้ไขความทุกข์ยาก เพราะเรามีแนวคิดการศึกษาที่ผิดมากว่า 100 ปี ไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจึงนำไปสู่วิกฤติเสมอ 5.สร้างธรรมาภิบาลการเมือง โดยตั้งกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนจน เพราะปัจจุบันกฎหมายมีอคติกับคนจน

6.สร้างสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า 7.สร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อม และพลังงาน 8.สร้างระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะของคน ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของหมอกับยา แต่เชื่อมโยงกับทุกเรื่อง 9.สร้างสมรรถนะในการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ เพราะการเปลี่ยนแปลงในโลกเกิดขึ้นเร็ว และเรื่องนี้ตนเคยคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงคุยเรื่องนวัตกรรมสังคม ตั้งแต่สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ในปีแรกๆ แต่เรื่องที่เคยคุยกันก็ยังไม่เกิดขึ้น และ10.การสื่อสารต้องผสานการสร้างสรรค์ทั้งหมด ซึ่งเรามีเครื่องมือเยอะมากต่อยุทธศาสตร์ที่จะทำให้คนไทยรู้ความจริง และยังไม่มีรัฐบาลใดทำได้สำเร็จ

 

ต้องแก้ไขให้สังคมเป็นใหญ่กว่ารัฐและทุน เผยเคยปรึกษากับมาร์คเรื่องนี้

ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้จากเดิมที่อำนาจในสังคมไปอยู่ที่รัฏฐานุภาพ (อำนาจรัฐ) และธนานุภาพ (อำนาจเงิน) ขณะที่อำนาจของสังคมนานุภาพ (สังคม) มีขนาดเล็กมาก ตนจึงขอเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้อำนาจ อาวุธ (รัฐ) และเงิน มาเป็นการใช้อำนาจของสังคม ที่สามารถตรวจสอบได้ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำในทุกองค์กร ทุกเรื่อง เปลี่ยนจากสังคมแนวดิ่ง มาเป็นสังคมแนวราบ สร้างปัจจัยโดยไม่ใช่แค่อำนาจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตนเคยคุยกัน พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องยุทธศาสตร์สังคมนานุภาพ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ ปีแรก แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เกิด ทั้งนี้ ตนได้คุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าน่าจะมีกองทุนส่งเสริมนวัตกรรมสังคม

 

วิทยากร เชียงกูลชี้เสื้อแดงประท้วง พล.อ.สุรยุทธ์ รายเดียวไม่ถูกต้อง

ด้าน รศ.วิทยากร กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนข้อดีที่มีอยู่แล้วคือ ประเทศไทยโชคดีที่มีความสมบูรณ์เรื่องอาหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีการจัดการที่ไม่ดีพอ ทำให้ยังมีเด็กที่ยังขาดสารอาหาร ดังนั้น หากใครที่เที่ยวไปโม้ว่าไทยจะเป็นครัวของโลกก็ขอให้คำนึงถึงระบบการจัดการที่ดีด้วย

นายวิทยากร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปประท้วงเรื่องที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรี ว่า ที่กลุ่มดังกล่าวไปเล่นงานพล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวก็ไม่ถูกต้อง เพราะนักการเมืองฝ่ายเสื้อแดงที่ทำผิดมากกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องบุกรุกที่ดินก็มีเยอะ แต่กลับไม่ถูกเล่นงาน ปัญหาสำคัญที่เป็นต้นเหตุคือวัฒนธรรมศักดินาเจ้าขุนมูลนาย ยกย่องคนที่อำนาจ ทำให้มีการซื้อเสียง ขายเสียง โดยใช้เงินและความเป็นเครือญาติระบบอุปถัมภ์ รวมทั้ง การศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนชั้นสูง สิ่งที่ต้องปฏิรูปและต้องเปลี่ยน เช่น การเลือกตั้ง ส่วนวิธีระยะยาว ต้องให้การศึกษาประชาชนในฐานะพลเมือง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษี เพราะถ้าประชาชนเข้าใจก็ไม่ต้องเกรงใจหนี้บุญคุณรัฐบาล

 

สุรพลเสนอโจทย์ทำอย่างไรไม่ให้ไทยซ้ำรอยเลบานอน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่ต้องไปพูดถึงแนวทางปฏิรูปประเทศไทยของ ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี ไม่ต้องไปพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะขนาดกองบัญชาการกองทัพบก ยังโดนยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ผมถามว่าประเทศไทยยังมีอะไรเหลืออยู่

เพราะฉะนั้น ประเด็นหลักคือเราจะรักษาประเทศนี้ให้ดีได้อย่างไร และเมื่อรักษาให้มีประเทศไทยแล้วค่อยเชิญอาจารย์ประเวศ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ผมมีความเป็นห่วงว่าในช่วงปีหรือสองปีมานี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นเลบานอน หรือไม่ จะมีสงครามกลางเมืองหรือไม่ ดังนั้น ผมจึงขอเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าทำอย่างไรจะรักษาประเทศไทย แทนที่ทำอย่างไรจะปฏิรูปประเทศไทย ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยของบเรากลายเป็นเลบานอน โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือ การมีกติกา ที่สามารถบังคับได้

 

ยุบพรรคไม่มี 2 มาตรฐาน เจตนารมณ์ผู้ร่าง รธน.50 เน้นใช้ยาแรง

ผมยกตัวอย่างการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในเวลานี้ที่พูดถึงแต่เรื่อง 2 มาตรฐาน อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนบทความโดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี พ.ศ.2516 ท่านเรียกร้องกติกาหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน

สำหรับเรื่อง 2 มาตรฐานนั้น ผมจำเป็นต้องอธิบาย ตอนนี้เกิดความคับข้องใจของคนจำนวนไม่น้อย บอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเผด็จการ เพราะมาจากการทำรัฐประหาร แล้วก็มีคนเรียกร้องว่า ทำไมยุบไปแล้ว 3 พรรค 4 พรรค แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมบอกอย่างนี้ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ทุจริตเลือกตั้ง ไม่มีกรรมการบริหารพรรคไปทุจริต ซื้อเสียง แต่ที่ร้องเรียนเรื่องทุจริตการเป็นการใช้เงินจาก กกต.ผิดประเภท ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ เกิดตั้งแต่คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

เพราะฉะนั้น เมื่อมี ส.ส.ร. ผมจำได้ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศไว้ก่อนเลยว่าในเมื่อการทุจริตเลือกตั้ง คือตัวการทำให้การเมืองไม่พัฒนา ต่อไปก็จะใช้ยาแรง คือเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคไปทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นกับการซื้อสิทธิ ขายเสียง จะต้องยุบพรรคการเมือง นั้น คือ เขาบอกก่อนแล้วทุกพรรคการเมืองที่โดนยุบ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคต่างก็กติกานั้นเป็นอย่างดี จึงยอมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เดือนธันวาคม 2550 เพราะฉะนั้น จึงบอกไม่ได้ว่า เรื่องยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ มี 2 มาตรฐาน

หรือเรื่องนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ ผมคิดว่า นายสมัคร "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน

 

คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน เป็นเรื่องอัยการฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว

ในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองก็เช่นกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิดสนามบิน หรือปิดถนนในกรุงเทพฯ อัยการไม่มีทางสั่งเป็นอย่างอื่นได้ คืออัยการต้องสั่งฟ้องทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แล้วให้คนเหล่านั้นไปต่อสู้คดีกันในศาล ซึ่งผมว่าเป็นทางเดียวเท่านั้น ดังนั้น เรื่องนี้ก็ไม่มีสองมาตรฐานขึ้นอยู่กับว่าอัยการจะสั่งฟ้องช้าหรือเร็วเท่า นั้น

เวลานี้มีคนบอกว่าเมื่อหลักนิติศาสตร์ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ สำหรับผมแล้วไม่มีคำว่าหลักรัฐศาสตร์ ในประเทศที่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติศาสตร์เท่านั้น ต้องทำให้กติกาเกิดการยอมรับให้ได้ เหมือนที่ ดร.ป๋วย เรียกร้องให้มีกติกาหมู่บ้าน คือลูกบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องยอมรับกติกานั้นทั้งหมด

 

อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ คมช. ต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ

 

อัดพวกไม่ยอมรับรัฐประหาร จะยอมรับ 2475 หรือไม่

ผมถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ

มีประเด็นหนึ่งที่คนมักจะมองข้าง หรือเลือกที่จะมองข้ามคือ ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

 

ยันศาลไม่มีสองมาตรฐาน

หรือแม้แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกาชุดนี้มีมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เพิ่งตั้งขึ้นใหม่หลังการทำรัฐประหาร เพียงแต่ปี 2551 มีการต่ออายุผู้พิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผู้พิพากษาต่อไปหลังเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนผู้พิพากษา กติกาที่ออกมาออกมาเมื่อปี 2543 ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปี 2544 ไม่ใช่ปี 2543 อย่างที่ ศ.ดร.สุรพลกล่าว

ศ.ดร.สุรพลกล่าวต่อไปว่า หรือเรื่องร่ำรวยผิดปกติก็เช่นกัน มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 อัยการสูงสุดคนปัจจุบันก็คือรองอัยการสูงสุด ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวบุคคลเลยในส่วนของอัยการ เพราะฉะนั้น อัยการก็ทำหน้าที่ไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจ ไม่ได้มี 2 มาตรฐาน

 

อธิการ ม.รังสิตชี้ประเทศวุ่นวายเหมือนเด็กตีกัน นักการเมืองคุณภาพต่ำทราม

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า ประเทศเราวุ่นวายเหมือนเด็กตีกันไม่มีกติกา ไม่มีวุฒิภาวะ แล้วเราพยายามหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของเด็กๆเหล่านั้น แต่จริงๆแล้ว ถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องคิดว่าเราในฐานะประชาชนจะรวมตัวกันอย่างไร เพราะนักการเมืองเดี๋ยวนี้มีคุณภาพต่ำทราม คิดแต่เรื่องโกงกิน เราเป็นเจ้าของประเทศจะปฏิรูปอย่างไร

ตนคิดว่า เราควรมีกรอบอย่างที่ นพ.ประเวศ เสนอ จึงจะได้ผล คือมีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งต้องมุ่งไปที่เกษตรกร เพราะประชากรไทย 60 ล้านคน แต่มีคนจนถึง 30 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปต้องมุ่งไปที่การฟื้นฟูการเกษตรอย่างครบวงจร ต้องมีที่ทำกิน มีน้ำ มีสินเชื่อ เทคโนโลยีการจัดการ ตลาดที่ขายได้ โดยมีองค์กรที่ไม่ขึ้นกับกระทรวงของรัฐ เพราะเจ้ากระทรวงที่เป็นนักการเมือง มักจะทุจริตคอรัปชั่น ขณะที่เกษตรกรยังอ่อนแอ ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงต้องมีองค์กรและระบบที่เป็นอิสระ โดยการขับเคลื่อนปฏิรูปภาคเกษตร

อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ

อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ คมช. ต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ

อะสมศักดิ์ มึงว่าไง ไหนลองออกมาเห่าอะไรให้ฟังหน่อยดิ๊

คนตาเข คนนี้

คนตาเข คนนี้ เขาทุ่มเททั้งกายและใจถวายหัวให้อำมาตย์แบบ ไม่อง ไม่อายมานานแล้ว
ก็อย่างว่าล่ะ ผลประโยชน์เศษๆของอำมาตย์มันเย้ายวนเหลือเกิน
เงินทอง อำนาจวาสนา แม้ได้มาเพียงเศษๆ แต่ก็สามารถซื้อคนตัวเป็นๆได้เห็นกันจะๆ....

ฝรั่งเขาเรียกคนประเภทนี้ว่า Boot Licker

คนจำพวกนี้ หมดราคาไปนานแล้ว

คนจำพวกนี้ หมดราคาไปนานแล้ว

มันกำลังสรางบรรยากาศเหมือนช่ว

มันกำลังสรางบรรยากาศเหมือนช่วงก่อนการปฎิวัติรัฐประหาร19กันยา
อำมาตย์ส่งการให้ พันธมิตรและพวกนักวิชาการรับจ้าง หน้าออกมาแถข้างๆคู .....อ้างว่าฝ่ายตนทำถูกทุกอย่าง ไม่มีร๊อก2มาตรฐาน ไม่มีร๊อก ไปรุกป่งรุกป่า.....ไม่มี๊ !!!
ฝ่ายประชาชนต่างหากที่ผิด ผิดที่ไม่อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สะเออะมาเรียกร้องจากแก๊งศักดินามาเฟียร์พวกท่าน

แก้คำผิด : สั่งการ ดาหน้า

แก้คำผิด : สั่งการ ดาหน้า

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า ประเทศเราวุ่นวายเหมือนเด็กตีกันไม่มีกติกา ไม่มีวุฒิภาวะ

......ทำไม่ถึงไปด่าป๋าอย่างงี้ล่ะ ถึงป๋าจะทำตัวไม่มีวุฒิภาวะและไม่รู้จักกติกาก็จริง แต่ป๋า90แล้ว ไม่ใช่เด็กนะ....อย่ามั่ว

อาจารย์ปรีดี

อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ผู้นำการอภิวัฒน์ 2475 รีบก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อสร้าง"ปัญญาชนไพร่"หลังการอภิวัฒน์ แต่อธิการบดีธรรมศาสตร์คนปัจจุบัน อ้างว่า"รัฐประหาร 2549"เหมือน "การอภิวัฒน์ 2475" ฟังแล้วปาดเหงื่อ ไฉนอธิการบดีคนนี้จึงไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป

ถ้าเหมือนจริงแล้วทำไมต้องหน้าตาตื่นส่งคนกระทรวงต่างประเทศวิ่งไป"อธิบาย"ที่สหประชาชาติล่ะ ถ้าเหมือนจริงทำไมประเทศหลายประเทศตัดสิทธิทางการทูตไทยและเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งกันล่ะ

เป็นถึงอธิการบดี พูดออกมาได้

หมอประเวศบอกว่าคนไทยต้องปฎิรูป"จิตสำนึก" ผมว่าคนไทยที่ต้องปฎิรูป"จิตสำนึก"ก็พวกคุณนั่นแหละ จนป่านนี้แล้วยังหลับหูหลับตาย้อนกระแสโลก ถ้าพวกคุณอยากพัฒนาแบบไทยๆกันมากก็เลิกส่งคนไทยมาเรียนต่างประเทศได้แล้ว พวกอธิการบดีทั้งหลายก็ไม่ต้องมา "ดูงาน"อะไรกันมากมายที่ต่างประเทศ เปลืองงบประมาณภาษีรัฐเปล่าๆ

โปรดสังเกต

โปรดสังเกต เวลามี"ปัญญาชนหน้าม้า"ออกมาบอกว่ารัฐประหารดียังงั้นดียังงี้ แล้วก็บอกว่าประเทศถึงทางตัน มักจะเป็นลางว่ารัฐประหารกำลังมาอีกครั้ง

เมื่อการต่อสู้มาถึงจุดแตกหักจ

เมื่อการต่อสู้มาถึงจุดแตกหักจะต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ กติกาใหม่ผู้ชนะย่อมเป็นผู้กำหนด แม้วันนี้ยังไม่รู้ว่าชัยชนะจะเป็นของใคร แต่ก็ไม่ยากที่จะเดาได้ถ้า
อำมาตย์ ชนะ รัฐธรรมนูญ 2550
ทักษิณ ชนะ รัฐธรรมนูญ 2540
ประชาชนชนะ รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน

การเมืองไทย78 ปีเป็นเรื่องที่ดักดานซ้ำซาก ยิ่งระยะหลังเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่ออกมาจากเบ้าหล่อหลอมสถาบันเดียวกันทั้งสิ้น น่าคิดไหมครับว่าเขาสั่งสอนอะไรกัน? ถึงได้ออกมาทำร้ายประเทศชาติ กันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ผู้นำแต่ละยุคล้วนคนมียศนำหน้าชื่อทั้งสิ้น แม้ในยุคที่ผู้นำเป็นพลเรือนก็อยู่ในสภาพรัฐบาลหุ่น คนชักใยอยู่ด้านหลังก็ยังเป็นคนมียศอยู่ดี

เข้าใจอยู่ว่าไม่ว่าที่ไหนๆมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ทำไมคนไม่ดี จากสถาบันนี้จึงน่าเบื่อหน่าย
น่าระอา หรือไม่รู้สึกเช่นนั้นเลยจากการปล้นประชาธิปไตยของประเทศ? หรือหลักสูตรการเรียนการสอนน่าจะไม่สอดคล้องกับยุคสมัย หรืออย่างไร?

ถ้า เบื่ออำมาตย์ เบื่อนักการเมือง เบื่อมากเท่าไหร่
ประชาชนจะต้องออกมามากเท่าไหร่ โอกาสทำลายอำมาตย์ และโอกาสก้าวข้ามนักการเมืองก็มากขึ้น เมื่อนั้นกฎของผู้ชนะจะเป็นของประชาชน
ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนด กฎกติกา ของประเทศ

สมอง ... ปัญญา ....

สมอง ...
ปัญญา ....

ความคิดของนายกล้วยที่ไม่ได้เร

ความคิดของนายกล้วยที่ไม่ได้เรียนจบ ดอกเตอร์ และไม่มีตำแหน่งอะไร

เรื่อง "สองมาตรฐาน"
ท่านอาจารย์ สุรพล นิติไกรพจน์ ท่านกล่าวว่า
เรื่อง "คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน มีแต่ฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว" ผมว่าการที่ฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว นี้ละครับ สองมาครฐานเรื่องจริง ผมสมมุติว่า ความสนใจของประชาชนในอนาคตความเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มคนเหลืองขึ้นมามีอำนาจ หรือเป็นผู้ทำสำนวนคดี หรือเป็นผู้ฟ้องคดี หรือ เป็นผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ ทำคดีแบบไม่มีคนสนใจก็ทำแบบตามบุญตามกรรม ผู้ที่กระทำผิดกว่าจะถูกลงโทษก็อาจจะเสียชีวิตไปแล้ว หรือมีโอกาสการสร้างอำนาจ และสร้างทรัพย์สินได้อีกมากมาย หรือร้ายยิ่งกว่านั้นรอจนคดีมีอายุความ ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าคดีของฝ่ายแดง มีการเร่งรัดจากกลุ่มผู้มีอำนาจหรือเป็นผู้ทำสำนวนคดี หรือเป็นผู้ฟ้องคดี หรือ เป็นผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการ ผู้ที่กระทำผิดก็ถูกลงโทษ โอกาสที่จะสามารถสร้างอำนาจและสร้างทรัพย์สินก็หมดไป

เรื่องแปลกที่สุดในโลก "กองบัญชาการกองทัพบก ยังโดนยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79" เป็นระเบิดที่แปลกที่สุดในโลกที่มีการยิงระเบิด แต่ไม่มีใคร่ทราบว่าถูกยิงเมื่อไหร เพราะมันไม่มีใครได้ยินเสียงระเบิด ทั้งที่กองบัญชาการกองทัพบกมีทหารเฝ่ายามตลอด 24 ช.ม.

ท่านอาจารย์ประเวศน์ ท่านเป็นนักคิด โดยท่านเชื่อมั่นในแนวคิดของท่าน และท่านก็พยายามนำความคิดเข้าเสนอต่อศูนย์อำนาจ โดยท่านกล่าวว่า ท่านคุยกับนายยกทั้งสองท่าน แต่ผมไม่แน่ใจแนวคิดของท่าน เพราะแม้แต่เรื่อง ชีวะเด็ก ๆ ท่านยังคิดไม่เหมือนกับปรมาจารย์ด้านชีวะ ชาร์ลชารล ดาวินดาวน ดังคำกล่าที่ท่านว่า

"เหมือนร่างกายของเราทุกส่วนต้องมี ความถูกต้อง ถ้าดีเอ็นเอผิดตัวเดียว ก็รวนทั้งระบบ" ความหลากหลายของดีเอ็นเอ จึงทำให้เกิดความแตกต่างกันของสัตว์โลกทั้งมวล ทำให้มีความสวยงาม และความไม่สวยงามเกิดขึ้น ทำให้เรามีความแตกต่างของสีผิว ทำให้โลกเรามีสัตว์ที่ฉลาด กว่าสัตว์ อื่นเกิดขึ้นในโลกที่เราเรียกว่ามนุษย์ ถ้าเราดีเอ็นเอ เหมือนเมื่อเกิดเราก็อาจจะไม่ต่างจาก เมื่อหลายล้านปีที่แล้ว หรืออาจจะศูนย์พันธ์จากโลกนี้ไปแล้วก็ได้ การมีดีเอ็นเอผิดตัวเดียวในอดีต ก็เกิดชีวิตใหม่จนกลายมาเป็นท่านอาจจารย์ และมนุษย์ทุกคนในวันนี้

ถ้าปฏิวัติอีก นี้

ถ้าปฏิวัติอีก นี้ สนามหลวงจะได้ไปไหม ปิดช่อมอยู่

รายการรวมฝูง

รายการรวมฝูง ผู้เสื่อมในหลักวิชาการ

จะเหลือใครเคารพนับถือ เหล่าผู้เสื่อมพวกนี้
ไร้คุณค่าไปแล้ว

ไอ้พวกนักวิชาการสิ้นไร้ไม้ตอก

ไอ้พวกนักวิชาการสิ้นไร้ไม้ตอกแบบสุรพล ที่เรียนหนังสือมามากมาย แต่กลับไม่มีจิตสำนึกพอที่จะยอมรับระบอบสากลที่เขาใช้กันทั้งโลก คนแบบนี้ สมควรไล่ออกไปเลี้ยงหมู เลี้ยงควายกลางทุ่ง มากกว่าที่จะมาแสดงความคิดเห็น ธรรมศาสตร์ตกต่ำที่สุดภายใต้คนแบบนี้ เด็กเลี้ยงควายที่จบป.4 ยังมีความคิดมากกว่าคนแบบนี้ โง่จนไม่รู้จะประจานยังไง นักวิชาการสิ้นคิด นักวิชาการเห็นแก่ตัว รับใช้อำมาตย์เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เลวแบบไม่มีที่ให้ชมจริงๆ ถ้าเกิดเป็นลูกเป็นหลาน เป็นญาติคนแบบนี้ คงต้องเดินไปไหน เอาปี็บคุมหัว ถ้าเป็นลูกศิษย์ ขอชกหน้าและกระทืบอาจาร์ยเฮงซวยแบบนี้ มีอาจาร์ยแบบนี้ รับรองประเทศไทย ไม่มีทางไปไหน ระบบการศึกษาของไทย ภายใต้อาจาร์ยเฮงซวยแบบนี้ รับรองมีแต่ตกต่ำลงทุกวัน ถ่วงความเจริญที่สุด

ไอ้สุรพลขี้ช่อรับใช้อมาตย์ทาส

ไอ้สุรพลขี้ช่อรับใช้อมาตย์ทาสมาตย์ยังกล้าเสนอหน้าออกมาออกความคิดเห็นมึงนะตายไปแล้วรู้ตัวหรือเปล่าในความคิดเห็นของปชช.ตายไปแล้ว ตายแล้ว ไอ้เวรรู้ตัวบ้าง

ไอ้สุรพลขี้ช่อรับใช้อมาตย์ทาส

ไอ้สุรพลขี้ช่อรับใช้อมาตย์ทาสมาตย์ยังกล้าเสนอหน้าออกมาออกความคิดเห็นมึงนะตายไปแล้วรู้ตัวหรือเปล่าในความคิดเห็นของปชช.ตายไปแล้ว ตายแล้ว ไอ้เวรรู้ตัวบ้าง

อาจารย์สุรพล... พูดได้ดีมาก

อาจารย์สุรพล...

พูดได้ดีมาก ตรงประเด็น แบบ "ตีแซกหน้า"

เดี๋ยวเจ้าพวกนั้น ก็คงรีบหาเหตุผล "แบบพิศดาร"

มา "ตะแบง" ต่อ

ในฐานะ ชาวบ้านกูละเบื่อ ฉิบ

ในฐานะ ชาวบ้านกูละเบื่อ ฉิบ ก็พวกมิงทีสลอน อยู่บนโต๊ะ ในฐานะเป็นผู้อภิปราย ครั้งหนึ่งก็บอกว่า รธน 40 ดีบอกให้ขาวบ้านยอมรับ ครั้นได้ผลประโยชน์ไม่ตรงใจ ก็ฉีกทิ้ง มาบอกว่า 50 ดีกว่า

อ่านความเห็นของประเวศแล้วเป็น

อ่านความเห็นของประเวศแล้วเป็นนามธรรมเพ้อฝันเหมือนเดิม.ไม่รู้เรื่อง เพ้อเจ้อ.สักแต่ชอบออกมาแสดงความเห็น.สุรพลอธิการโสมมจ่อมจมอยู่ในความดื้อรั้น กอดเอารัฐธรรมนูญสกปรกหมกเม็ดไว้ไม่เสื่อมคลายอ้างประชามติมัดมือชก ไม่ยอมความบกพร่องของบทบัญญัติว่าขัดขวางการบริหาร ทำให้รัฐบาลไม่มีเสีบรภาพ ทำลายพรรคการเมือง มีอุปสรรคขัดขวางกีดกั้นความผูกพันระหว่างส.ส.กับประชาชน ที่สำตัญกำหนดให้การกระทำใด ๆ ของคณะรัฐประหารและพวกทั้งหน้าแลลับหลังไม่ต้องมีความผิด ไม่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ใด ๆ ผิดต่อหลักกฎหมายขัดต่อหลักนิติธรรม..เฮอะ ไม่รับรธน.50 ก็ต้องไม่รับรธน.40 ด้วย เพราะมาจากการรัฐประหารเหมือนกัน ? ไม่ยอมรับรัฐประหาร แล้วยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475หรือไม่ ? ยุบพรรคไม่สองมาตรฐาน คดีเเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน การตัดสินคดีความของศาล ไม่มีสองมาตรฐาน แต่อาจตัดสินล่าช้า?? วิทยากรว่ายึดที่ดินรายสุรยุทธ์รายเดียวไม่ถูกต้องยึดที่รายอื่นด้วยพวกแดงก็มี?? ..อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่.พวกตุ๊ด แต๋ว กระเทย เหลือง ม่วง มั่วกันอยู่ที่ม.รังสิตนี่เอ๋ง. -มองอดีต ทะลุ .ย้อนรอย 19 กันยา 49 จะทำรัฐประหารอีก โดยยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีแบบเดิม ๆ เปลี่ยนตัวเบี้ยตัวหมาก ตัวขุนยังเป็นตัวเดิม .สร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ สร้างกระแส มีการสัมมนา ปาฐกถา แต่งเครื่องแบบทหารออกมาวันปีใหม่ เอารถถังออกมาบนถนน มีการค้นบ้านเสธ.แดง. มีการอ้างว่ามีคนยิงตึกทบ.(ออกมาแถลงข่าวหลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายวันแล้ว..??) มีการสั่งพักราชการเสธแดง....เห็นกันจะจะว่าเผด็จการเตรียมการรัฐประหาร ให้มีการสืบทอดอำนาจทายาทอสูร ทั้งผบ.ทบ. ประธานองคมนตรี นายก พรรค ครอบครองอำนาจบ้านเมืองกันต่อไป ไม่ยอมให้อำนาจหลุดลอยไปจากมือ มันยึดสื่อได้ทุกแขนง ก็เหมือนอำนาจอยู่ในมือส่วนหนึ่งแล้ว. ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้บ่วงพันธนาการของเฒ่ามารจรรไร มันเลียนแบบเจ้าทั้งชื่อบ้าน ชื่อสะพาน ชื่อสวน ความจริงเผยอออกมาเรื่อย ๆ ไอน้ำ น้ำเดือดทะลักอกมาประจักษ์แก่สายตาประชาชน โอเวอร์รีแอ็ค เลยเถิด กันไปใหญ่ -รัฐฐาลบ่มิไก๊ นายกไร้น้ำยา ไม่มีฝีมือ เหมือนซอมบี้ ผีดิบเดินได้ ไม่กล้าวินิจฉัยสั่งการ นอกจากปฏิบัติตามคำบงการชี้นิ้วของเฒ่าคุดทะราด รัฐบาลหย่อนสมรรถภาพ รัฐธรรมนูญ คตส.สนช.สสร.กกต.ปปช.ตุลาการรัฐธรรมนูญคตง.สตง.มันโมฆะมาแต่เริ่มแรก.รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรีหนุนหลังการทำรัฐประหาร กำกับการบริหารกองทัพ รัฐบาล บ้านเมือง ทุกอย่างเป็นอัมพาตสำหรับการจับกุมฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มเสื้อเหลืองพันธมารเจ๊กลิ้มลอง พรรคประชาธิปัตย์ แต่พวกเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยโดนกระทำย่ำยีโดยผู้มีบารมีไม่มีหน้าที่แต่สั่งการอยู่เบื้องหลังฉากได้

อยากให้มกรมสรรพากรตรวจสอบประเมินภาษีพวกเจ้าของ ผู้อำนวยการ บรรณาธิการสื่อแสบโดยเฉพาะไทยโพสต์ เนชั่น ผู้จัดการ แนวหน้า คมชัดลึก เอเอสทีวี ผบ.เหล่าทัพ ประธานศาลฎีกา/ศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ปปช.คตง.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/รังสิต อัยการสูงสุด ตุลาการศาลปกครอง ประธานองคมนตรี องคมนตรี นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาชัย ประธานวุฒิสภาประสพสุข ส.ส.ส.ว.ทุกคน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เนวิน สุวัจน์ สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ๊กลิ้ม เจ๊กลอง พิภพ สุริยะใส สมศักดิ์เคราแพะ สมเกียรติ สุรพล สมบัติ วิษณุ บวรศักดิ์ จรัญ กล้านรงค์ วิชา อุดม อภิชาติ สดศรี จารุวรรณ นาม แก้วสรร สัก...ว่ามีการหลีดเลี่ยงการเสียภาษีหรือไม่ ว่ากันว่า พวกทหาร พวกอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไปรับจ็อบพิเศษ พวกผู้พิพากษาตุลาการ พวกหมอพยาบาล มีรายได้มากมายโดยเฉพาะพวกที่ดัง ๆ ไม่เสียภาษี หรือหลบหลีกการเสียภาษีพวกนี้รู้มากก็ยิ่งหนีภาษีมาก... วิโรจน์ เลาหะพันธ์นี่น่าจะตรวจว่าหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่เพราะเป็นอดีตอธิบดีสรรพากร/ศุลกากร ยังดอดสั่งการลูกน้องเก่า ไปเป็นที่ปรึกษาเซ็นทรัลคอยชี้ช่องทางเลี่ยงภาษี ยอมเป็นขี้ข้าคมช.ทำลายสถาบันที่ตนเคยทำงาน

กลับบ้านเถอะป๋า --หยุดรอวันเกษียณเถอะป๊อก -ยุบสภาเถอะมาร์ค...สงสารจริง ๆ .มันเป็นไปได้ไง ตำรวจไม่กล้าจับเสื้อเหลือง อัยการไม่กล้าฟ้องร้อง ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังค้างอยู่ได้หลายปี ผู้มีอิทธิพลมันชั่วนัก หยั่งเปรม สุรยุทธ์ อนุพงษ์ วาริน สุทธิชัยหยุ่น สุรพลนิติไกรพจน์ อาทิตย์ ประสงค์ วิษณุ เนวิน ชัย อภิสิทธิ์ สุเทพ บรรหาร วิรัช อภิชาติ สดศรี ประพันธ์ สมชัย มีชัย แก้วสรร สุรพล จรัญ กล้านรงค์ วิชา อักขราทร กรมสรรพากรกล้าประเมินภาษีไหม...กระบวนการยุติธรรมล้มเหลว กระบวนการตรวจสอบติดขัดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ประเทศชาติกำลังดิ่งลงเหว -ตราบใดที่มีคนหยั่งเฒ่าเปรม สุรยุทธ์ อนุพงษ์ บังธิ เจ๊กลิ้ม เจ๊กลอง ประสงค์ สุรพล เหิ้ย ๆ ทั้งนั้น.

รัฐธรรมนูญอันใดในโลกที่เรียกว

รัฐธรรมนูญอันใดในโลกที่เรียกว่าถูกต้องที่สุด และเขียนมาจากสวรรค์ชั้นฟ้าละ
ฟายยย รธน.ทุกฉบับของโลก ก็เขียนขึ้นตามความเหมาะสมของในประเทศนั้น

ไม่มีระบบการปกครอง หรือ รธน.ใดที่ดีพร้อมหมดในโลก
ต้องอยู่ที่ความจำเป็น และ ความเหมาะสมในยุคสมัยนั้นๆ

ไม่ใช่ประชากรวันนี้มี 80 กว่าล้าน หน้าด้านฝืนกดขี่ทั้งทางตรง ทางอ้อม
จะดันทุรังนำชนชาติกลับไปกราบปะหลก ๆ ก้นโง ทั้งที่มันนั่งใสสูทตาเยวหัวตั้งในทีวี บ้า

ประชาชนตอ้งการประชาธิปไตย
เองก็ขนรถถังออกมาโชว์ที่ละ 22คัน ควายยย

นี่ยังได้ข่าว จะตั้ง ".... " เป็นนายกฯ ตรูละเบื่อ เวงงงง
ประเทศชาตินาโว๊ย พวกเฒ่าไม่ละกิเลศ หลงอำนาจ นายกสมาคมคนแก่ 555

แนะนำให้พวกเองไปตั้งเมืองใหม่

แนะนำให้พวกเองไปตั้งเมืองใหม่ที่ตะรุเตาไป๊ แล้วทำตามนิสัยเดิมสมัยอยุธยาแระ
ขนเอาขี้คุกไปเป็นประชากร แล้วเอาป้าย+กับพวกคงตชาติไปด้วยให้หมดนะอย่าเหลือไว้

มีชัย ก็ไปเขียน รธน.ตามใจฉัน สงค์สุ่น ก็ทำ แนวข้าฯ ยุ่น ก็ทำมีเดียออฟตะรุเตา
อนันต์ก็ไปเป็นนายกฯ หมี๋น่าฮ๊าคเป็น รมต.ต่างประเทศสมฐานะพูดอังกิดคล่อก ๆๆ

พาหนะก็ยกรถถังทุกคันลงเรือฟารี่ไปส่งถึงที่เลยฟะ
ประชาชนเขาเบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ เข้าใจได้ไหม

...คิดว่า อาจารย์พวกนี้

...คิดว่า อาจารย์พวกนี้ มันเรียนรู้มากจนประสาทกินไปแล้วหละ หรือไม่ก็เอาความที่คิดว่ารู้ และสถานะ มาสร้างความขลังในการ แถ หรือตะแบง ข้างๆคูๆ ก็บอกได้ว่าไม่มีผลอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้ มันสัมผัสได้ มันรู้สึกได้ ไม่ต้องมีใครมาอธิบายให้ยุ่งยาก ยิ่งมาในรูปนี้ มันก็ยิ่งเข้าตัวหละครับว่า เหลืองอ๋อย มาอีกแว้ววว

ไอ้สุรพลคนนี้ มันคือไอ้คนชั่ว

ไอ้สุรพลคนนี้ มันคือไอ้คนชั่ว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการเรียกว่าเป็นนักวิชาการด้วยซ้ำไป วันหนึ่งประวัติศาสตร์ชาติไทยจะได้จารึกความชั่วของพวกมัน ถ้ามันมีลูกหลานก็สงสารลูกหลานพวกมันจริงๆ ว่ะจะต้องมาอ่านความชาติชั่วของพวกมัน

ประกาศ

ประกาศ คณะผู้ต่อต้านการปฏิวัติ ฉบับที่ 1

สืบเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีข่าวหนาหูว่าจะมีทหารนอกรีต จะร่วมมือกันทำการปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทย เพื่อมิให้การปฏิวัติดังกล่าวที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้านี้ ได้กระทำสำเร็จโดยง่าย เหมือนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

พวกเราประชาชนทุกหมู่เหล่าในนาม คณะผู้ต่อต้านการปฏิวัติ จึงขอประกาศ ถึงวิธีการต่อต้านการปฏิวัติ ดังนี้

1.ให้ถือว่าผู้ก่อการปฏิวัติทุกคน รวมทั้งผู้ให้ความร่วมมือ เป็นกบฏ ของแผ่นดิน
2.ให้ทุกคนอยู่ในที่พำนักของตนเอง ห้ามบุคคลหรือหน่วยงานใด เข้ารายงานตัวหรือร่วมมือกับผู้ก่อการปฏิวัติ
3.สถาบัน, หน่วยงาน หรือบุคคลใด ที่ให้ความร่วมมือกับผู้ก่อการปฏิวัติ ให้ถือว่าเป็นศัตรูของประชาชนทุกคน
4.ขอให้หลีกเลี่ยงการออกไปชุมนุมกันในที่สาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปราบปราม
5.ให้แต่ละสถาบัน หน่วยงาน หรือแต่ละคนทำประกาศไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติของตนเอง ออกประกาศสู่สาธารณะ ตามที่ต่างๆ เช่นทำป้าย แผ่นปลิว ประกาศบนเว็บไซต์ หรือทำคลิปขึ้นไปวางบน youtube.com
6.ขอให้ประชาชนได้ทำการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอย่างสุดความสามารถ โดยหาทางกำจัดผู้ก่อการปฏิวัติทุกคนเหล่านั้นได้ตามอัธยาศัย โดยไม่มีความผิด
7.หากพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไหนเข้าร่วมมือหรือเข้ารายงานตัวต่อผู้ก่อการปฏิวัติ ให้ทำการเผาศาลากลางจังหวัดนั้นได้ทันที
8.ให้จัดการกับนายทหารหรือตำรวจผู้คุมกำลังเข้าทำการปฏิวัติทุกระดับอย่างถึงที่สุด รวมทั้งครอบครัวของเขา
9.ให้ทำลายสถาบันหรือองค์ใด ที่ลงนามให้การรับรองการปฏิวัติในครั้งต่อไปนี้ ให้สิ้นซาก
10.ให้จัดการตัวอาคารหรือบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อเพื่อการปฏิวัติทุกราย
11.ให้กำจัดบุคคลและครอบครัวผู้ร่วมก่อการปฏิวัติทุกรายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมตลอด
ไป โดยไม่มีวันหมดอายุความ
12.รถถังและอาวุธต่างๆ ที่ผู้ก่อการปฏิวัติ นำมาใช้ให้ทำลายได้โดยไม่มีความผิด
13.ให้ตัดน้ำและไฟฟ้าทุกแห่ง ที่เป็นที่ทำการของผู้ก่อการปฏิวัติได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า
14.ให้ยึดรถเมล์สาธารณะมาปิดกั้นการเดินทางของผู้ก่อการปฏิวัติได้
15.ให้สกัดกั้นและปิดสถานที่ที่จะเป็นที่รายงานตัวของฝ่ายผู้ก่อการปฏิวัติให้ได้ทุก
แห่ง

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
คณะผู้ต่อต้านการปฏิวัติ

แช่มชม้วยนี่มึงชาตินี้จะมีโอก

แช่มชม้วยนี่มึงชาตินี้จะมีโอกาสได้ตาสว่างบ้างไม๊เนี่ย กรูว่ามึงลองไปหาซื้อตาหยอดตาของป้าเชงลองมาหยอดตาแถมหยอดหูด้วยนะเผื่อโชคดีมรึง
จะได้บอดและหนวกสนิทไปเลยว่ะ

สุรพล นิติไกรพจน์

สุรพล นิติไกรพจน์ ซากเดนศักดินา เสียดายที่มาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อตั้ง โดยบิดาแห่งประชาธิปไดยไทย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์
อธิการบดีมาตรา เจ็ด

รัฐธรรมนูญประเทศไหนๆก็มาจากกา

รัฐธรรมนูญประเทศไหนๆก็มาจากการปฏิวัติทั้งนั้นจริงหรือ
ชำนาญ จันทร์เรือง
เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๒๑ ก.ค. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก”ของนายกฯ สุรยุทธ์ ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ แต่เมื่อฟังถึงตอนที่ผู้ดำเนินรายการในวันนั้นแสดงความไม่เห็นด้วยต่อประเด็นที่ฝ่ายต่อต้านการรับร่างรัฐธรรมนูญจุดขึ้นมาว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจากตัวแทนประชาชน แต่มาจากการปฏิวัติ ตน(ผู้ดำเนินรายการ) คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาก็มาจากการปฏิวัติหรือฝรั่งเศสเอง ก็เช่นกัน และย้ำว่ารัฐธรรมนูญประเทศไหนๆก็มาจากการปฏิวัติทั้งนั้น โดย นายกฯสุรยุทธ์ ได้กล่าวเห็นด้วย พร้อมกับเสริมว่า แม้กระทั่งของอังกฤษก็เหมือนกัน
ผมฟังการให้ข้อมูลประชาชนเช่นว่านี้ด้วยความไม่สบายใจเพราะเป็นการให้ข้อมูลที่ออกอากาศไปทั่วประเทศ และที่สำคัญก็คือ ผู้พูดเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ผู้ฟังย่อมที่คล้อยตามได้ง่ายอยู่แล้ว หากผู้ฟังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนแท้จริงก็อาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำกล่าวที่ว่า “รัฐธรรมนูญประเทศไหนๆก็มาจากการปฏิวัติทั้งนั้น”เสียเป็นแน่
ก่อนที่ผมจะแสดงความเห็นแย้งต่อคำกล่าวดังกล่าว ก็อยากจะให้ข้อมูลถึงความหมาย ความสำคัญ ประเภทและที่มาของรัฐธรรมนูญก่อนว่าเป็นอย่างไร
ความหมายและความสำคัญ
รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด(supreme law) โดยรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับรูปแบบโครงสร้างการเมืองการปกครองของรัฐ และวางพื้นฐานของอำนาจของรัฐที่มีเหนือปัจเจกบุคคล กฎหมายใดๆก็ตามจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นอันใช้บังคับไม่ได้
การแบ่งประเภทของรัฐธรรมนูญ
เราสามารถแบ่งประเภทของรัฐธรรมนูญออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ
๑) รัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณี(unwritten constitution) รัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีนี้มีที่มาจากอังกฤษ ซึ่งถือว่าเก่าแก่กว่ารัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญแบบนี้ประกอบด้วยกฎหมายที่ได้ตราออกมา , คำพิพากษาของศาลที่ได้รับการยอมรับจนกลายเป็นบรรทัดฐานในรัฐธรรมนูญ , จารีตประเพณีที่สืบกันมา เช่น พรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงข้างมากในสภาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ฯลฯ หรือธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ เช่น ธรรมเนียมเกี่ยวกับการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ ฯลฯ
ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญของอังกฤษจะเป็นจารีตประเพณี แต่ก็มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมเข้าไปในรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
๒) รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร(written constitution)
รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรนี้มีในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก ส่วนใหญ่ประเทศต่างๆ ในโลกจะใช้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช หรือเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งนี้ เพราะไม่สามารถมีจารีตประเพณีที่จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญได้ จึงต้องมีการเขียนรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใหม่

ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ประเภท แต่ประเทศต่างๆ ในโลกก็มีลักษณะของรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรและจารีตประเพณีผสมผสานกันอยู่ โดยสัดส่วนของรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ
ที่มาของรัฐธรรมนูญ
๑) โดยวิวัฒนาการ รัฐธรรมนูญของอังกฤษ เป็นแบบอย่างของรัฐธรรมนูญที่มาจากการวิวัฒนาการ โดยเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจของประชาชนกับอำนาจของกษัตริย์ โดยเริ่มที่กฎบัตรแม็กนาคาตา ซึ่งมีเนื้อหาว่ากษัตริย์จะเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น หลังจากนั้นได้มีการต่อสู้เพื่อพัฒนารัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนในอังกฤษมาอีกกว่าร้อยปี จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
๒) โดยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ในบางประเทศ ประชาชนไม่สามารถค่อยๆ ต่อสู้เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากกษัตริย์ได้ จึงต้องมีการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้เกิดระบอบการปกครองแบบกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังเช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทยโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้น แต่ในบางกรณีผลกระทบอาจจะรุนแรงถึงขั้นปฏิเสธสถาบันกษัตริย์ไปเลย ดังเช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส ค. ศ. ๑๗๘๙ เป็นต้น
๓). ประมุขของรัฐเป็นผู้มอบให้ ในบางกรณีประมุขของรัฐเป็นผู้มอบรัฐธรรมนูญให้เอง เช่น อดีตสมเด็จพระราชาธิบดี แห่งภูฏาน เป็นต้น
๔). โดยการมีรัฐหรือประเทศใหม่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งหลังจากกลายเป็นประเทศใหม่หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้วได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญของตัวเอง หรือประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอื่นๆ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย ฯลฯ
๕) โดยประเทศผู้ยึดครองเป็นผู้มอบให้ เช่นประเทศญี่ปุ่น โดยสหรัฐอเมริกาที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต่อญี่ปุ่น เป็นผู้มอบรัฐธรรมนูญให้ ซึ่งจำกัดอำนาจทางการทหาร ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
จึงจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญที่มีผลมาจากการปฏิวัติรัฐประหารที่กล่าวอ้างนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการปฏิวัติรัฐประหารการปกครองต่อระบอบเผด็จการ ต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือต่อระบอบการปกครองของเจ้าอาณานิคม เพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย มิใช่การปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้การปฏิรูปการเมืองสะดุดหยุดลงและนำประเทศย้อนยุคไปยิ่งกว่าอดีตกาล ดังเช่นการรัฐประหาร ๑๙ กันยาของไทยเรา
ฉะนั้น การที่กล่าวว่า “รัฐธรรมนูญประเทศไหนๆก็มาจากการปฏิวัติทั้งนั้น”จึงเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการให้ข้อมูลเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น
อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติก็รณรงค์ไปว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าฉบับเก่าอย่างไร มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร หากรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลตามมาเช่นไรก็ว่ากันไป ไม่ใช่ไปกล่าวหาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฯ โดยวิธีการให้ข้อมูลที่บิดเบี้ยวเช่นนี้

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐

สุรพล แกล้งโง่หรือ โง่จริง

สุรพล แกล้งโง่หรือ โง่จริง มองไม่ออกหรือ ว่ากระบวนการร่างรธน. 40 กับ 50 มันต่างกันอย่างไร ช่วงที่มีการร่าง รธน. ของสองช่วง รัฐบาลก็ต่างกันแล้ว40 นั้นรัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง ไอ้หน้าแหลมฟันดำ คนของคมช.ก็ไม่มีส่วนร่วม
สุรพล แกล้งโง่เพราะได้ผลตอบแทน เป็น สว. เป็นประธาน อสมท. ดีจังที่มันจะหมดวาระการเป็นอธิการบดี มธ .ในอีกไม่กี่เดือน

สังคมเชื่อผมหรือไม่ครับว่า ไ

สังคมเชื่อผมหรือไม่ครับว่า ไ อ้หมอกระเด็น ประเวศ และไอ้อาจารณ์ สุรพลฯ จากทำมาสาก สมองควาย สองตัวนี้ มันยังไม่เคยสำนึกกันเลยนะครับว่ามันและพวก ทำให้ประเทศไทย ประชาชนไทย ต้องแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แตกแยก กันอย่างที่ไม่เคยมี หมา ตัวใหนเคยทำมาก่อนนอกจากไอ้ หมอหมา อาจารณ์ควาย และพวกที่สนับสนุน ยุให้ไอ้แป๊ะ โกเต๊กซ์ลิ้ม และทหารสมองหมาอย่างไอ้แขกสนธิ ไปดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ ลงมาให้มัวหมอง สมอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อทำร้ายประชาชนของพระองค์ โดยที่มีผู้พิพากษาควายๆ อย่างไอ้จรัล และไอ้ประธานศาลที่เป็นแขก ทำจัญไร รับมาทำลายความยุติธรรมของประเทศ ชนิดที่ไม่มีหมาตัวใหนเคยทำร้ายประเทศชาติ และสถาบันกษัตริย์ อย่างนี้มาก่อนเลย

พวกเอง (ไอ้ทหารสมองหมา ปัญญาควาย ไอ้หมอประเวศ และไอ้สุรพล) จงหยุดทำร้ายในหลวงของเรา และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้แล้ว หุบปาก(อมกระดอและกินอสุจิ) ที่กินคนไปทีละหลายล้านคนของพวกเองได้แล้ว สังคมระดับล่างของพวกรากหญ้า เขารู้ เขาเห็นพฤติกรรม ชั่วช้า เลวทราม ของพวกเองทุกคนแล้ว ว่าพวกเองนั้นแหละ คือ พวกทำลายสถาบันเบื้องสูงตัวจริง พวกรากหญ้าที่รักในหลวงจริง โดยมีเสแสร้ง จึงต้องออกมาใส่เสื้อแดงร่วมกันกับ เสธแดง ปกป้องในหลวง และสถาบันกษัตริย์ อันเป็นที่รักของพวกเขาไง

ขอเสียงสนับสนุนด้วยครับว่าที่ผมแสดงความเห็นมานี้เป็นความจริงหรือเปล่า

สุรพล นิติไกพจน์

สุรพล นิติไกพจน์ นี่เป็นใครครับ เป็นนักวิชาการ หรือนักการภารโรง โง่หรือแกล้งโง่ที่บอกว่า รธน.40 มาจากปฏิวัติ บิดเบือนจังเลย รธน.35 สิที่มาจากปฏิวัติ เพื่อดันสุจินดา เป็นนายกกินประเทศ จำไม่ได้หรือคนไทยทั้งประชาชน และนักศึกษาเอาเลือดไปนองแผ่นดินมา (เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ลืมหรือยัง)ไม่เชื่อถามมหาจำลองซิ ยืนยันได้ จึงได้มีการผักดันให้มี รธน.40 โดยมีตัวแทนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และป่าชวน เชื่องช้า ณ ประชาวิบัติ ยกธงฟ้าตะโกนเชียร์อยู่เหย็งๆ ไอ้ รธน.50 นี่ มันทหารล้วนๆ โดยมีผู้มีบาระมีเหนือรัฐธรรมนูญ เป็นผู้บอกให้เขียน และไอ้สงค์ฟันดำเขียนตาม วัตุถุประสงค์หลัก "ฆ่าแม้ว"

มีผู้มีบาระมีอยู่ตนหนึ่ง

มีผู้มีบาระมีอยู่ตนหนึ่ง เวลาให้สัมภาษข่าวมักอ้างเอาพระสยามเทวาธิราช จะลงโทษผู้คิดร้ายต่อประเทศ เขาไม่กลัวของจะเข้าตัวหรือปล่าวหนอ หรือว่านอกจากเขาจะมีบาระมีเหนือรัฐธรรมนูญไทยแล้ว เขายังมีอำนาจเหนือพระสยามเทวาฯ ปรื๊อ....น่าขนลุกจัง

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ

แบบนี้เรียกว่า "พูดดีมาก ตรงประเด็น ตีแสกหน้า " สำหรับคุณแช่มไช่มั๊ย

แต่ผมเห็นคนโดนตีแสกหน้าในบทความของคุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ชื่อสุรพล นิติไกรพจน์ ครับ

ถ้าคุณแช่มไม่เห็นด้วย ช่วยไปให้ความเห็นแย้งผู้เขียนด้วยครับ

ผมเห็นว่าเด็กนิติ มธ.คนนี้ มีความคิด วิจารณญาณดีกว่าคนที่เรียกตัวเองว่า"อาจารย์" ยืนเลคเชอร์อยู่หน้าห้องเรียนในธรรมศาสตร์ตั้งหลายคน รวมทั้งคุณสุรพล ด้วย

คุณแช่มช่วยไปแย้งด้วยว่า ความเห็นของพุฒิพงศ์ "แบบพิสดาร"อย่างไร

อีกอย่าง รธน.40 ไม่ได้เกิดจากรสช. (แต่รธน.50 เกิดจาก คมช.โดยตรง) แต่เกิดขึ้นหลังจากที่รสช.ถูกโค่นอำนาจลงไปเรียบร้อยแล้ว (โดยอำมาตย์ใหญ่ ที่เริ่มไม่ไว้วางใจ รสช.) เกิดจากการเรียกร้องของสังคม เกิดในขณะที่ยังมีรธน.ก่อนหน้าคุ้มครองอยู่ และได้รับการแก้ไขตามครรลองที่รธน.เดิมเปิดช่องทางไว้

คำพูดพล่อยๆของสุรพล ควรเก็บไว้หลอกเด็กที่ปัญญาอ่อนสุดขีด กับ เด็กปัญญาดีแต่เต็มไปด้วยอคติ(อย่างคุณแช่ม)เท่านั้น

ไม่ทราบว่า อย่างไหนจึงควรเรียกว่า"แถ"

รัฐธรรมนูญปี 40 เกิดหลังจาก

รัฐธรรมนูญปี 40 เกิดหลังจาก รชส ไม่ใช่จาก รสช ครับ กรุณาไปศึกษาข้อมูลใหม่ อย่าโง่ แล้วยังอยากเป็นอาจารย์ ...

ครั้งนั้นมีการทำสติ๊กเกอร์ ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ พื้นสีดำมีลายธงชาติ และผมก็ติดไว้ที่ตู้เสื้อผ้าทุกวันนี้
เตือนให้รู้ว่า รัฐธรรมนูญปี 40 ใครเป็นคนร่าง มาจากใคร ...

เอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมา อภิสิทธิ์ ออกไป

น่าจะเอา ประกาศของคณะราษฎร์

น่าจะเอา ประกาศของคณะราษฎร์ มาลงนะ ...

มีครับ เรียกว่า

มีครับ เรียกว่า พระผู้ช่วยให้รอด(จนมาถึงทุกวันนี้)

>>อัดพวกไม่ยอมรับรัฐประหาร

>>อัดพวกไม่ยอมรับรัฐประหาร จะยอมรับ 2475 หรือไม่<<<
Why do you want to stop there?
Go back further to King Taksin. In 2325. do you want it?

ปี้นี้ปี 2010 ใช้ Internet

ปี้นี้ปี 2010 ใช้ Internet ยุคคลื่นลูกที่สาม ติจิตอล Space
คนในยุคสมัยจับธุรกิจเป็นคลื่นในอากาศจนควายอิจฉาตัวสั่นได้

ใคร้ ใครจะไปงั่งกลับไปในอนาคต In 2325. do you stupid Guy !!
เขามีแต่จะก้าวหน้าสู่สังคมประชาธิปไตยการค้าเสรีประชานิยม อยู่ดีกินดี

ฟันธง พวกนี้เป็นพวกเหลืองแน่ๆ

ฟันธง พวกนี้เป็นพวกเหลืองแน่ๆ รัฐธรรมนูญปี ๔๐ มาจากประชาชนโดยแท้จริง ที่มาต่างกันมากกับปี๕๐ ซึ่งมีแต่หมาเป็นคนเข้าไปเขียน เขียนเพือจัดการศรัสตรูของตนเองเท่านั้นโดยไม่คำนึงว่าประเทศจะเสียหายขนาดไหน

นักวิชาการเหล่านี้ดูเสื่อมๆชอ

นักวิชาการเหล่านี้ดูเสื่อมๆชอบกล

ไม่ได้แกล้งโง่หรอก สุรพล

ไม่ได้แกล้งโง่หรอก

สุรพล ก็เป็นหนึ่งใน สนช. ที่ คมช. แต่งตั้งให้ไปรับเงินเดือน

ค่ายกมือ รับรอง ให้ รธน. 50 ฉบับนี้ผ่านออกมา

รวมทั้ง กม. เผด็จการทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะ พรบ. คอมพิวเตอร์ พรบ. มั่นคง ฯลฯ

นาย สุรพล

นาย สุรพล ปัญญาอ่อนหรือความจำสั้น

รัฐธรรมนูญ40 มาจาก รสช ได้อย่างไร?

รัฐธรรมนูญ ปี 40 มาจากคนเดือน พ.ค ต่างหาก(คู่ขัดแย้ง รสช)

ถ้ามาจาก รสช.........จริงอย่างที่บอก

รสช.....ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือเปล่า?เหมือน คมชไหม?

***** จะไปเอาอะไรกับ สุรพล

***** จะไปเอาอะไรกับ สุรพล แซ่ลี้ *****

มันแซ่ลี้ ต่อมาเปลี่ยนนามสกุลเป็น"ลี้ นิติไกรพจน์ "

ต่อมามันเห็นว่า ถ้าพวกอำมาตย์ อำนาจโบราณ รู้ว่ามันแซ่ลี้ มันคงไม่รุ่งแน่

มันจึงเปลี่ยนนามสกุลใหม่ โดยตัดคำว่า"ลี้"ออกไป

ไอ้คนแบบนี้ จะไปเอาอะไรกับมัน

มีกากเดน ของอำมาตย์อยู่มาก

มีกากเดน ของอำมาตย์อยู่มาก จะรอดูวันเวลาที่พวกนี้จะล่มสลาย
การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

อาจานอาจม คนอัปรีย์

อาจานอาจม คนอัปรีย์ เสียดายภาษี ส่งมันไปเรียนถึงประเทศอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่กลับมาเลียตีนเผด็จการ

มาถึงวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เร

มาถึงวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่าฉบับไหนระบอบอำมาตย์กดขี่ประชาชนยังอยู่ ยังไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย จากประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน แต่อย่างใด ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ระบอบเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ระบอบการปกครองที่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจอธิปไตยลอยตัวอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง และไม่มีที่มายึดโยงกับประชาชน และไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แต่เพื่อผลประโยชน์กลุ่มของตนอย่างเดียวโดยไม่สามารถตรวจสอบหรือแม้แต่พูดถึงได้ โดยมีอำนาจอธิปไตยทั้งสามเป็นเครื่องมือ และครอบครองอำนาจนั้นอย่างเบ็ดเสร็จ ที่สำคัญใช้กฎหมายตามที่ตนเองต้องการโดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมแต่อย่างใด พร้อมทั้งใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ ปิดข่าว ครอบครองซื้อโดยใช้ระบอบทุนผูกขาดศํกดินาเป็นเครื่องมือ

และสำหรับอาจารย์สุรพล

และสำหรับอาจารย์สุรพล ที่ไม่สามารถใช้คำนำหน้าว่าอาจารย์อีกต่อไปเพราะมีที่มาจากกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเผด็จการเอง ไม่ว่าคำพูด ความคิด และเหตุผล ก็เป็นทุกอย่างเพื่อกลุ่ม ไม่ใช่เพื่อความถูกต้อง อย่างรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ได้มีที่มาจาก รสช. แต่มีที่มาจากการโค่นล้ม รสช. คือ พฤษภาทมิฬ โดยมีนักประชาธิปไตย ฝ่ายเสรีนิยม เสียเลือดเนื้อแลกเอามา และนับเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับแรกของประเทศไทย หลังจากที่ฝ่ายอำมาตย์โดยหัวหน้าอำมาตย์ได้กดให้ประเทศไม่สามารถปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ตัวนายสุรพลเองก็ไม่เคยต่อต้านการออกกฎหมายย้อนหลังซึ่งผิดหลักกฎหมายโดยสิ้นเชิงทั้งๆที่ตนเองมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับการสอนระบบกฎหมายโดยตรงด้วยซ้ำไป
หากต่อไปมีศาลประชาชน นายสุรพล ต้องไปให้การต่อศาลประชาชน บอกได้ล่วงหน้าเลยว่า ทางที่ดีหาทางหนีไปอยู่ประเทศอื่นอย่างบิ๊กๆ ทั้งหลายตอนนี้ที่เตรียมตัวหนีกันเป็นการใหญ่แล้ว

พวกเดรัจฉานวิชาเกิน..แบบ..ทิ้

พวกเดรัจฉานวิชาเกิน..แบบ..ทิ้งเมียแก่ไปเอากิ๊กชั่ว(เมียคนอื่น)ที่สาวกว่าสำนักเดียวกัน.....สำนักหมาลัยมืดมิดเที่ยงคืน....งี้....ดีที่ซู้ดดด...อิอิ...
aaaa
ระยะทางพิสูจน์-ม้า กาลเวลาพิสูจน์-คน!

วันนี้..กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษหนีคุกที่ทำชั่ว..ได้เหนือจินตนาการแบบไร้พรมแดนจริงๆ

นักโทษชายหนีคุก “หน้าเหลี่ยม” กำลังใช้ทุกสรรพวิธี ทำลายล้างรัฐบาล “หล่อมะเขือเผา” อภิสิทธิ์อย่างหนัก และใช้ทุกวิถีทางทั้งลับและเปิดเผยเสียด้วยสิครับ

ต้องยอมรับว่า..ทักษิณได้สะสมประสบการณ์พ่ายแพ้มากว่าขวบปีแล้ว เพราะใช้เพียงพลพรรค 3 เกลอหัวขวด-ตะกวดเมินมาตลอด แต่ผลออกมาในทางกลับต้องควักกระเป๋าจ่ายแล้วจ่ายอีก จ่ายเงินมหาศาล..ทว่า..เผด็จศึกรัฐบาล “หล่อหลักลอย” ไม่ได้สักที

แถมอีตอน 12-13 เมษายน 2552 ทักษิณลงแรงขนาดป่าวประกาศปลุกระดมว่า หากมีเสียงปืนแตกขึ้นเมื่อใด ตนจะเข้ามายังภาคอีสานของประเทศไทย เดินนำหน้าคนเสื้อแดงสู้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในทันที

แต่คราครั้งนั้น..บรรดาแกนนำ 3 เกลอหัวขวด-ตะกวดเมิน เกิดอาการขี้ขลาดตาขาวกลัวตายแบบเฉียบพลัน ที่สำคัญ..กลัวไม่ได้ใช้เงินที่ปอกลอกหลอกทักษิณ จึง “ปอดลอย” ประกาศสลายม็อบเถื่อนที่ล้อมทำเนียบรัฐบาลลงอย่างกะทันหัน

วันนั้น..คนเสื้อแดงถูกทหารหาญของชาติ ยกพลสลายการชุมนุมด้วยการใช้กระสุนยางยิงขึ้นฟ้าเป็นระยะๆ เสียงปืนดังทั้งวัน..แต่ “เด็กเลี้ยงแกะทักษิณ” ไม่โผล่หัวมาให้เห็นแม้แต่เงา!

งาน “สงกรานต์เผาเมือง” ครั้งนั้น ทักษิณได้ใช้เงินจ้างอันธพาลกลุ่มหนึ่ง ผสมกับกำลังคนเสื้อแดงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอกให้ออกมาสู้ เพียงเพื่อหวังล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยทักษิณและแกนนำเสื้อแดงได้แสดงความขี้ขลาด-เห็นแก่ตัว ด้วยการโกหกและละทิ้งมวลชนคนเสื้อแดงให้เสี่ยงตายกันอย่างเลือดเย็น!

โชคดี..ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้สันติวิธีสลายการชุมนุม โดยให้สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์โดยตลอด แต่ทักษิณและแกนนำเสื้อแดงก็ยังโกหก ใส่ร้ายรัฐบาลไทยอย่างหน้าตาเฉยว่า

การสลายการชุมนุมครั้งนั้น ทหาร-ได้ฆ่าคนเสื้อแดงตายมากมายอย่างทารุณ ทั้งยังขนศพคนเสื้อแดงไปแอบทำลายอีกต่างหาก ทั้งที่ตั้งแต่วันนั้นตราบจนถึงวันนี้..ยังไม่มีญาติพี่น้องของคนเสื้อแดงไปแจ้งความเรื่องคนหายสักคนเลย

การใช้ความรุนแรงเผาบ้านเผาเมืองคราครั้ง “เมษาเลือด 52” ทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองของทักษิณติดลบ ทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนชอบใช้ความรุนแรง ที่ไม่สนใจว่าประชาชนคนไทยจะต้องบาดเจ็บล้มตายมากมายแค่ไหน? อีกทั้งไม่แยแสว่า..ชาติบ้านเมืองไทยจะเสียหายวายป่วงสักปานใด?

เหตุการณ์ครั้งนั้น..มิเพียงทำให้คนไทยทั้งชาติรับไม่ได้ หากแต่ผู้คนในสังคมโลกก็ไม่อาจยอมรับการกระทำอันชั่วร้าย ที่ทักษิณและพลพรรคเสื้อแดงใช้วิธีการ รุนแรง-ป่าเถื่อน-เผาบ้านเผาเมือง เข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์ไปอีกหลายคน ในช่วงเหตุการณ์ 12-13 เมษายน 2552

ดังนั้น..รัฐบาลและสื่อต่างชาติมากมาย จึงประณามการกระทำของทักษิณและพวกอย่างรุนแรง ทำให้ขบวนการอันธพาลสติแตกทักษิณและพวก ตกต่ำทางการเมืองลงชนิดจมดินดานไปเลย

แต่น่าเสียดาย..ที่รัฐบาล “มะเขือเผาอภิสิทธิ์” มิได้ใช้สื่อของรัฐระดมเผยแพร่เรื่องราวชั่วร้ายของทักษิณและพวกเสื้อแดงให้ประชาชนทั้งชาติได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง

ทักษิณกบดานเลียแผลทางการเมืองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะออกมาอาละวาดทำร้ายทำลายบ้านเมืองอีกครา ด้วยการตัดต่อคลิปเสียงของนายกฯ รูปหล่ออภิสิทธิ์ว่า เป็นผู้สั่งฆ่าคนเสื้อแดงที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 12-13 เมษายน 2552

แต่การตัดต่อคลิปเสียงในครั้งนั้น..ไม่เนียน การปลุกระดมความเคียดแค้นนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยคลิปเสียงโกหกจึง..แป๊ก..แป๊ก..และ..แป๊ก..

อย่างไรก็ตาม..วันนี้เหตุการณ์บ้านเมือง มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า.. “สถานการณ์ได้-เสีย” แล้วครับ

การตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณที่ได้มาโดยไม่โปร่งใส 76,000 ล้านบาท กำลังจะถูกชี้ขาดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เรียกว่าสังคมไทยและสังคมโลก..กำลังลุ้นกันว่า เงินก้อนโตของ “มิสเตอร์ตักขี้” จะถูกยึดหรือไม่ถูกยึด หรือจะถูกยึดมาก-ยึดน้อย นั่นเป็นปริศนาที่ยังไม่มีใครรู้

จะมีก็แค่ข่าวลือกันให้ว่อนว่า..ทักษิณ-ซื้อผู้พิพากษาได้เกินครึ่งแล้ว? ทักษิณ-ซื้อท่านเปาไม่ได้สักคน..เพราะท่านเปาคือท่านเปา จะมาเป่ามนต์ด้วยเงินตรานั้น..บ่ได้ดอก

แต่ปมปริศนาที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ทักษิณกระวนกระวายใจอย่างหนัก ยังผลให้คนหน้าเหลี่ยมเครียดจัด ตามด้วย..ตาขวาง..สุดท้ายก็ออกอาการ..สติแตก..เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนถึงกับประกาศก้องแบบ “สุนัขบ้า” ในทำนองว่า ใครหน้าไหน..อย่าบังอาจมาแตะต้องยึดเงิน76,000 ล้านบาทของกูนะโว้ย..ไม่งั้นเมืองไทยจะลุกเป็นไฟ!

หลังจากนั้น..นักโทษหนีคุกหน้าเหลี่ยม ยังวิดีโอลิงก์มาจากแดนดินถิ่นฮวยเซงเขมร ปลุกระดมให้คนเสื้อแดงที่ชุมนุมโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ณ เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรีว่า

หากมีรัฐประหารในเมืองไทย..ทักษิณจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันที!

อืมม..เปิดหน้าออกมาแบบนี้แหละดี เพราะทุกวันนี้ทักษิณก็ตั้งรัฐบาล “ส้นตีนแดง” พลัดถิ่นทางพฤตินัยอยู่แล้ว เพราะมีพลพรรคหนีคุกไปชุมนุมกันหน้าสลอนอยู่ที่กัมพูชาแล้วนี่นา

ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอย่างเป็นทางการเสียตอนนี้เลยสิ..ทักษิณ ซื้อแผ่นดินกัมพูชาที่เกาะกงไว้ 99 ปีแล้วนี่นา นั่นแหละที่ตั้งประเทศ “ส้นตีนแดง” แค่ทำภาพหน้าสี่เหลี่ยมในรอยส้นตีนแดง..ก็เป็นธงชักขึ้นเสาได้แล้ว ส่วนเพลงชาติน่ะหรือ..ทำนองเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ เนื้อร้อง..หมาจะเกิด...ชิงหมาเกิดฯ เท่านั้นแหละ..พลพรรคเสื้อแดงหนีคุกไปชุมนุมกันอยู่ ก็สามารถร้องเพลงชาติประเทศส้นตีนแดงกันได้อย่างสนุกสนานเลยหล่ะทักษิณเอ๋ย..

ส่วนผู้นำประเทศ “ส้นตีนแดง” น่ะ..ไม่ยาก คนหน้าเหลี่ยมจะเป็น “สมเด็จเจ้ามูลเมือง” แบบขแมร์ “ฮวยเซง” หรือเกิดของขึ้นอยากเป็นท่าน “ประธานาธิบดีส้นตีนแดง” ก็ตามใจ ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ นั้น..ก็เห็นตัวกันบ้างแล้วนี่

คนแรกที่นั่งหน้าเห่ยๆ ข้างทักษิณฉายา “ยุทธตู้เย็น” น่ะ เหมาะเป็นรองนายกฯดูแลความมั่นคงทั้งตำรวจ-ทหาร เพราะพลเมือง “ส้นตีนแดง” เห็นเมื่อไหร่..จะกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าหือกับท่านผู้นำหน้าเหลี่ยมอย่างแน่นอน ขืนหือ..รองฯ ยุทธจะสั่งตำรวจให้ยิงกระหน่ำชนิดไม่เลี้ยง รับรองทั้งคนทั้งตู้เย็นราบเป็นหน้ากลองแน่นอนครับ..

อยู่ในดินแดนเขมร..ต้องมีรัฐมนตรีกลาโหม ที่มีใจเป็นทั้ง “ขแมร์-ฮวยเซง” ผสมใจ “ส้นตีนแดง-แม้ว” ดูแล้ว “เสธฯ แดง ณ ปม.” มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งยังได้แสดงความกล้าหาญด้วยการด่าและจะกระทืบ ผบ.ทบ. ป๊อกแป๊กทุกเช้าเย็น ใจถึงใจสู้สะใจทักษิณอย่างนี้ จะไม่ยกเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมประเทศส้นตีนแดงได้ยังไงหล่ะ

อ้อ..อย่าลืม “พยัคฆ์ร้ายอีเพ็ญ” ที่นั่งหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อข้างทักษิณด้วยล่ะ ตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวน่ะ..เหมาะเหม็งเลย จะได้ส่งเสริมให้ประเทศ “ส้นตีนแดง” มีถนนกระเทยเดิน สร้างบรรยากาศกรี๊ดกร๊าดเกรี๊ยวกร๊าวดีจะตายไป อ้อ..พานทองเทียมก็ชอบบรรยากาศท่องเที่ยวแบบนี้อยู่แล้วนี่นา..ฮ่าฮ่าฮ่า..

ส่วนพวก 3 เกลอหัวขวด-ตะกวดเมินกับ “กี้ร์-อมฮอลล์” หากหนีรอดคุกจากประเทศไทยได้ ทักษิณก็ควรตบรางวัลตั้งให้เป็นรัฐมนตรีร่วมเสียเลย รัฐมนตรีพวกนี้มีหน้าที่นำพลเมือง “ส้นตีนแดง” เดินขบวนเชลียร์ท่านผู้นำ “หน้าเหลี่ยม” ทุกวี่วัน..ให้สวีวี่วีเลยล่ะ..ดีไหม?

กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นของใครไปไม่ได้ นอกจากสองคนนี้ “หมอโหวงเหวง” เป็นรมว. และ “แรมบ้า-สุพร” เป็น รมช.เน้นไปในทางกำกับโรงพยาบาล “คนบ้า” เพราะประเทศส้นตีนแดงนี้..ตั้งแต่ท่านผู้นำหน้าเหลี่ยมจนถึงรัฐมนตรีแต่ละคน..ดูสติจะไม่เต็มบาท ย่อมส่งผลกระทบให้ประชากรส้นตีนแดง มีโอกาสจะติดเชื้อบ้า และจะเป็นประเทศที่มีคนบ้ามากที่สุดในโลกไงล่ะครับ

รัฐมนตรีคลังควบเกษตร..คงหนีไม่พ้น ลูกชายผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน-การคลัง ที่ชื่อเล่นว่า “อุ๋ย-ปลื้ม” เพื่อนพานทองเขา ที่มีวิสัยทัศน์แคบเพราะตาตี่ เด็กหนุ่มบ๊องๆ ขี้เก๊กอีโก้สุดๆ คนนี้ จะได้ทำตามนโยบายท่านผู้นำหน้าเหลี่ยม ส่งเสริมให้พวกรากหญ้าในประเทศส้นตีนแดง ทำเกษตรปลูกหญ้าชนิดใหม่ที่มีรากสี่เหลี่ยม หญ้านี้มีไว้ให้พลเมืองส้นตีนแดงและท่านผู้นำต้มกินแทนข้าวไงล่ะครับ

ใครปลูกและกินรากหญ้าสี่เหลี่ยมของท่านผู้นำ ก็จะแจกเงินกองทุนแบบไม่อั้นให้ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรมเลยล่ะ แต่ไม่ต้องคิดจะทำส่งเป็นสินค้าออกหรอกนะ เพราะลำพังปลูกไว้กินเองก็คงจะยังไม่พอแล้ว

ยังมีพวกเสื้อแดงที่ทำลายสถาบันสูงสุดอีกหลายคน ที่เหมาะเป็นรัฐมนตรีในประเทศ “ส้นตีนแดง” ของคนหน้าเหลี่ยม ขึ้นกับทักษิณจะตั้งให้เป็นหรือไม่ให้เป็น เพราะในประเทศ “ส้นตีนแดง” นี้ ท่านผู้นำหน้าเหลี่ยมคนเดียวเท่านั้น..ที่จะชี้เป็น-ชี้ตาย-ชี้ขาด!

ว่าไปแล้ว..สำหรับทักษิณ..อยากได้-อยากทำอะไร ในประเทศกัมพูชา..ย่อมได้ดั่งใจนึก เพราะทักษิณซี้ย่ำปึ๊กกับนายกฯ ฮุนเซนยิ่งกว่าผีกับโลงเสียอีก ดังนั้น..การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น “ส้นตีนแดง” ในกัมพูชา เพื่อทักษิณจะได้เป็น “ประธานาธิบดี” หรือ“สมเด็จเจ้ามูลเมือง” จึงง่ายกว่าการกลับมายึดอำนาจในประเทศไทย เพื่อทักษิณจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง..จริงไหม?

แหม..ก็ที่ประเทศไทยนี่น่ะ..กองกำลังอันธพาลคนเสื้อแดง พากเพียรล้มรัฐบาล“หล่อหลักลอย” ที่อ่อนปวกเปียกยิ่งกว่ามะเขือเผามาตั้งปีกว่าแล้ว..ยังไม่สำเร็จเล้ย

ไปตั้งรัฐบาล “ส้นตีนแดง” ที่ดินแดนขแมร์ฮวยเซงน่ะ ทักษิณทำเมื่อไหร่..ก็ทำได้ทันทีมิใช่หรือ..ท่านประธานาธิบดีหน้าเหลี่ยม?

อย่าช้า! นักโทษชายหนีคุกราว “หมาพเนจร” ทักษิณ รีบๆ ตั้งรัฐบาล “ส้นตีนแดง” พลัดถิ่นโดยไว แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้นสักที..จริงไหมครับ???!!!
aaa

โฉมหน้ารัฐบาล “ส้นตีนแดง” พลัดถิ่น!

โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย 26 มกราคม 2553 15:16 น
aaa

โอ้ยยย...ขำจริงขำจัง55555

รัฐบาล “ส้นตีนแดง”

รัฐบาล “ส้นตีนแดง” พลัดถิ่นทางพฤตินัยอยู่แล้ว เพราะมีพลพรรคหนีคุกไปชุมนุมกันหน้าสลอนอยู่ที่กัมพูชาแล้วนี่นา
ฟฟฟ
โอ้ยย..ไม่ต้องไปซื้อขายหัวเราะมาอ่านแล้ววุ้ย..
5555
หัวเราะวันละนิจิตแจ่มใส(ไม่ใช่แจ่มใสบันหานนะยะ...อิอิ)

มันหมดแล้วหรือมหาวิทยาลัยในดว

มันหมดแล้วหรือมหาวิทยาลัยในดวงใจ อดีตสถาบันแห่งนี้คือศูนย์รวมแห่งการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย สมัยเรียนถึงจะเข้าไม่ได้ที่นี่ มีเพื่อนอยู่ก็ต้องขอเข้าไม่ร่วมกิจกรรมเพราะเข้าไปเดินแล้วรู้สึกมีพลัง คุยถึงเรื่องคนยากคนจน เราจะทำกิจกรรมอะไรดีเพื่อสังคม แต่บัดนี้นักศึกษาของสถาบันแห่งนี้ปล่อย อ.คนนี้อยู่ได้อย่างไร อุดมการณ์หายไปไหน การที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่หมายความว่าทักษิณจะยิ่งใหญ่ตลอดไป ทุกอย่างย่อมมีขึ้นมีลง พวกที่ระแวงและกลัว กลัวเพราะอะไร กลัวเพราะผลประโยชน์ตนเองจะเสียไปหรือไม่ 3 ปี มาแล้วมันพิสูจน์แล้วว่า ประเทศมันเสียหายขนาดไหน

ขอร่วมเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัต

ขอร่วมเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัติด้วยคน และจะระดมเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องร่วมกันต่อต้านปฏิวัติให้ถึงที่สุด ใครจะที่ร่วมต่อต้านปฏิวัติให้ช่วยกันชวนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องให้ร่วมมือกันให้มากที่สุด
ประชาชนจงเจริญ....... ปฏิวัติจงพินาศ...........

เป็นพีค ของยุคศรีธนนชัย

เป็นพีค ของยุคศรีธนนชัย ทุกพวกตอนนี้ ต้องใช้ความฉามาติ สุดๆตีความเข้าข้างตน เพราะเห็นแก่ความสุขในชาตินี้มาก (ไม่รอชาติหน้า) ha.....

สุรพล"

สุรพล" แขวะฝ่ายต้านรัฐประหารต้องไม่รับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

>>เข้าใจผิดเสียแล้วครับท่าน อาจารย์สุรพล

เรื่องราวแค่นี้ท่านก็จำไม่ได้เสียแล้ว //รัฐธรรมนูญที่มาจาก รสช. นั้นมันเป็นรัฐธรรมนูญ 2534 ครับ

ฉบับนี้ครับ
http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2534-a0002.pdf

ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2534 (ฉบับที่ 6 ) ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ

ซึ่งคือกฎหมายฉบับนี้ครับ
http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2539-a0001.pdf

.......................................................................................................

ดังนั้น ในความคิดเห็นของอาจารย์สุรพล ไว้ในกระทู้ข่าวนี้ ว่า>>>

"อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ คมช. ต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

จึงเป็นการแสดงความเห็นที่ผิดพลาดครับ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และประวัติศาสตร์ เสียภาพความเป็นนักวิชาการครับ

รัฐธรรมนูญ 2540 แม้มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีสัดส่วนตัวแทนประชาชนแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน และมีตัวแทนนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพียง 23 คน และรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มีการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดในอนาคต ผิดกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บทเฉพาะกาล มาตรา 309 ได้รับรองรัฐธรรมนูญ 2549 ไว้ และรัฐธรรมนูญ 2549 มาตรา 36 และมาตรา 37 ได้กำหนดให้เกิดกรณีสองมาตรฐานโดยกฎหมาย นิรโทษกรรมการกระทำความผิดในอนาคตของกลุ่มคนในมอบหมายของ คปค. และ คมช.

และท่านอาจารย์สุรพล ได้เห็นด้วยกับความในมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นความเลวร้ายของระบบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชนอย่างยิ่งครับ

อันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ครับ
http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2550-a0001.pdf

อันนี้ รัฐธรรมนูญ 2549 ครับ
http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2549-a0001.pdf

อ่านกฎหมาย ต้องอ่านเอาเนื้อหา

อ่านกฎหมาย ต้องอ่านเอาเนื้อหา สาระ เจตนารมณ์

ไม่ใช่ดูแต่เปลือกครับ

ควาย..เป็นถึงคณะบดีพูดแบบแก้ต

ควาย..เป็นถึงคณะบดีพูดแบบแก้ตัวให้ใครวะ..อยากให้ สสร.ปี40 ออกมาด่ามันหน่อย..ลาออกไปดีกว่าสุรพล..คุณไม่ควรมาเป็นอธิการบดี สถาบันที่มีประวัติต่อต้านเผด็จการ รักษาประชาธิปไตย อย่าแสดงความคิดเห็นชั่วๆออกมาเลย..คำพูดมึงไม่ได้ตีแสกหน้าใครหรอกมันตีแสกหน้าตัวเอง..

ไ อ้คนนี้มันเป็น

ไ อ้คนนี้มันเป็น อธิการบดีได้ยังไง ทำไมพูดบิดเบือนได้ขนาดนี้
อย่างนี้ นักศึกษารุ่นใหม่ๆ ก็เข้าใจประวัติศาสตร์ผิดเพี้ยนหมดซิ
พูดอย่างนี้กวนตีนนี่หว่า ถือว่า มีอำมาตย์หนุนหลัง จะพูดอะไรก็ได้ไม่มีใครทำอะไรมันได้
รสช ยึดอำนาจจาก รัฐบาล ชาติชาย
แล้ว รสช ถูกประชาชน โค่นล้มลงจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
แล้วประชาชน ก็ตั้ง สสร.ขื้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง โดยเขียน รธน.ปี 40 ขึ้นมาใช้เวลายาวนานมาก มาจบสมัย รัฐบาลบรรหาร
ต่างกันกับ รธน.ปี 50 คมช.ยึดอำนาจทักษิณ แล้วตั้ง รัฐบาลสรยุทธขึ้นมา เขียน รธน.กันเอง แล้วก็โกหก โดยทีวีหลักสื่อหลัก ให้ประชาชนเลือกผ่านไปก่อน แล้วแก้ภายหลังได้ แล้วเขียน รธน.กันขึ้นมาเพื่อทำลายล้างอย่างเดียวไม่มีการพัฒนาประเทศเลย และผลพิสูจน์เห็นชัดเจนว่า รธน 50 ไม่ได้แก้ไขเรื่องปัญหาขัดแย้งแตกแยกของประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการซื้อขายเสียง ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการโกงกิน แถมยังมีจุดออ่นในอำนาจจากองค์กรอิสระล้นเหลือจนเกิดปัญหาเหลื่อมล้ำในเรื่องมาตรฐานทางกฏหมายการตัดสิน ไม่ยึดหลักนิติธรรม ไม่ยึดหลักฐานประจักษ์พยานวัตถุพยาน ตัดสินตามอำเพอใจ ว่าเป้นใครฝ่ายไหน ถ้าเป็นแดง ก็เรียบร้อย ผิดตลอด ถ้าเป้็นเหลืองหลักฐานชัดเจนก็ดองเรื่องไว้้ แต่หลักฐานขาดก็รีบตัดสินให้ไม่ผิด ชอบใช้วิธีตีความตามอำเพอใจ มีปัญหามาก สังคม การเมือง เศรษฐกิจ การปกครอง เสียหายหมด
นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นายคนนี้ทำไมกวนตีได้ขนาดนี้ มันจะสอพลอประจบไปถึงไหน เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าหรือเข้าใจว่ากำลังจะช่วยใครหรือ ท่านกำลังทำลายเขามากกว่า ท่านอธิการฯ

FFFFFFF FFFFFFF ปู๊ธ่ !

FFFFFFF
FFFFFFF

ปู๊ธ่ ! เฮียๆเจ๊ๆ........
บรรดา "เฒ่าทารกตกรุ่น" เค้าอุตส่าห์รวมดาวโขยกไม้เท้าทองคำมาสุมหำกันโชว์ตลกให้ดูฟรีๆไม่เก็บตังค์.......
ถ้าแก๊กมันไม่ค่อยขำแถมยังดูงี่เง่านิดๆอีกต่างหาก ก็จะไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่เค้าทำม้ายย์......
บาปกรรมนะนั่น !..............

ก็รู้ๆกันอยู่ว่า ถ้าป๋า(ขวัญใจคนหลงป๋ารักขลาเปรม)สวมชุดตะหานแล้วเทศน์เรื่อง"โคตรบรมธรรม" แล้วมีบรรดาม้าๆไปยืนเอามือกุมหำล้อมวงเชลียร์กันตรึมเมื่อไหร่ละก็....
หลังจากนั้นเล็กน้อยก็จะมีระเบิดจากผู้ไม่ประสงค์จะออกเงิน+คณะตลก"เฒ่าทารกตกรุ่น"ออกมาแสดงหน้าม่านคั่นรายการซักหน่อยตามฟอร์ม....
พอพ่อยกแม่ยกเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
เลือดลมแห่งการรักชาติศาสน์กษัตริย์ชักร้อนวูบวาบไปถึงไข่ดัน....
จากนั้นก็...(เสียงปี่กลองเชิด!...แอ่น..แอ๊น..)...ถึงคิว "ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" กันซะที!!

เนี่ย ! มันเดินความตามท้องเรื่องยังเงียะทุกที...

เฮียๆเจ๊ๆก็รู้ๆอยู่มิชะเรอะ ?
แล้วงิยังจะไปถ่มถุยสาปแช่ง "คณะเฒ่าทารกตกรุ่น"กันให้บาปกรรมทำม้าย?.......
เตรียมกองกำลังอาวุธลุยกะมันให้แหลกกันไปข้างเลยดีกว่า (อ้าว !)........
-----------------------

คิกคัก คิกคัก
:)
FFFFFFF
FFFFFFF

ปัญหาของนายพลสุรยุทธ์ ณ

ปัญหาของนายพลสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแกล้งโง่ แต่อีกส่วนหนึ่ง คงเป็นเรื่องsemantic เรื่องท่างภาษา ของภาษาไทยเราเอง พวกเรา รวมไปถึงนายพลไทยเราด้วย มักจะนึกว่า ปฏิวัติ กับ รัฐประหาร เป็นเรื่องเดียวกัน ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลมาก็เรียกว่าปฏิวัติ ทหารด้วยกันเองแต่คนละพวก ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่เป็นทหารด้วยกัน ก็เรียกว่าปฏิวัติ (บางทีเรียก ปฏิรูป แต่มีหนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย) ที่จริงนัยของคำว่า ปฏิวัติหรือ revolution มันกว้างกว่านั้นมากมายมหาศาล ไม่ได้จำกัดเพียงการกระทำการรัฐประหาร หรือยึดอำนาจ คือ coup d' etat เท่านั้น อาจารยืปรีดีท่านจึงพยายามรณรงค์ให้ใช้คำว่า อภิวัฒน์ มาแปลคำว่า revolution

เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ของนานาประเทศ อาจมาจากการปฏิวัติได้จริงในหลายกรณี แต่การปฏิวัติในกรณีของเขาเหล่านั้น ไม่ได้หมายความเป็นการลากรถถังออกมายึดสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เหมือนที่ทหารไทยเอามาใช้ในภาษาไทย

ขอบคุณที่เอาบทความเก่ามาให้อ่านครับ และเศร้าใจกับชาวประชาคมธรรมศาสตร์ยุคปัจจุบันเหลือเกิน

กร๊ากกกกกกกกกกกกก ขำสุดๆๆๆๆๆ

กร๊ากกกกกกกกกกกกก

ขำสุดๆๆๆๆๆ ขำขี้แตกขี้แตนนนนน 555555555

ไงก้อขออนุญาติก๊อปไปเผื่อแผ่คนอื่นได้ขำมั่งซักหน่อยเด้อ 555555

คุณน้ำปิง อ่านดีๆ

คุณน้ำปิง อ่านดีๆ เขาค่อนแคะนายสุรพลและพวกเหลืองครับ

ผมอ่านแล้วเข้าใจครับ และหัวเราะก้ากเลยด้วย อยากถามสุรพลเหมือนกันว่า ทำไมต้องหยุดที่ตรง 2475 ล่ะเว้ย ถ้าจะย้อนกันแล้ว ใช้ตรรกะนี้ลากยาวย้อนกลับไปถึง 2325 ซะเลยไหมเล่า กล้าใช้ตรรกะเดียวกันนี้รึเปล่าถ้าไม่กลัวเข้าตัวเองหรือพวกตัว

ไม่อยากอธิบายชัดๆ เลย มันเหมือนอธิบายโจ๊ก ถ้าเก๊ตก็คือเก็ต ถ้าไม่เก็ต ยิ่งอธิบายยิ่งไม่ขำ เอาเป็นว่าเมื่อตอนตั้งกรุงเทพฯ ใหม่ๆ เมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้ มันตั้งขึนมาได้จากการกระทำอะไรเอ่ย?

โธ่ นึกว่าใครพี่ชัชนี่เอง

โธ่ นึกว่าใครพี่ชัชนี่เอง ฮะเหย ฮะเหย
อ่านแล้วน้ำตาซึม หัวเราะไม่หยุด

หากพวกสมุนแม้วมันไปตั้งประเทศแบบนี้จริงๆ มันไม่แดกเนื้อกันเองเหรอ ดูแม่งแต่ละคนไม่เห็นมันทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติเลย น่าจะเอาพวกบันหารไปด้วยนะ พวกขยะมนุษย์ทั้งนั้น ก็คงต้องแทะกระดูกกันเองจนไม่มีอะไรจะแทะ ประเทศนี้คงต้องเรียกว่า "ประเทศนรกภูมิ" มั้งงงง

ขอขอบคุณท่านผู้นำบทความดีๆมาให้อ่านครับ

ไอ้อี้ เขาเรียกว่า

ไอ้อี้ เขาเรียกว่า "พระผู้ที่ช่วยให้ประเทศชาติพ้นภัย"

มาวันนี้ ได้รู้ว่า อาทิตย์

มาวันนี้ ได้รู้ว่า

อาทิตย์ อุไรรัตน์/ วิทยากร เชียงกูล/ สุรพล นิติไกรพจน์ /ประเวศ วะสี

คนเหล่านี้เปิดเผยธาตุแท้ออกมาแล้วว่าดูถูกคนจน เทิดทูนระบบอุปถัมภ์
ไร้ราคาสำหรับคนรากหญ้า...ถึงวันนี้ก็ไม่มีใครสนใจ

เป็นศาสตราจารย์ได้ไงเนี่ยะ เร

เป็นศาสตราจารย์ได้ไงเนี่ยะ
เรื่องที่ชาวบ้านทั่วไปก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ไอ้ ศ. พวกกลับไม่รู้ ไปอยู่ในรูไหนมาเนี่ย

ถ้าบอกว่านักการเมืองเลว

ถ้าบอกว่านักการเมืองเลว แล้วพวกนักวิชากลวงบางตัวไม่เลวกว่าหรือ แล้วอีแอบมารหน้าขาวปากแดงชาติชั่้วตัวนั้นละ ไม่เลวชั่วบ้างหรือ???? สมเป็นประชาชนในตอแหลแลนด์จริงๆ

exactly what i tried to

exactly what i tried to say.
น้ำปิง didn't understand.
thanks,

ลองฟังความเห็นของ พุฒิพงศ์

ลองฟังความเห็นของ พุฒิพงศ์ หน่อยเป็นไง ก๊อปมาจากเวปไทยอีนิวส์

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
27 มกราคม 2553

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู การสัมมนาของสุรพล ที่ถูกวิพากษ์นี้ ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย"วันที่ 25 ม.ค.)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์(บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

๑.สุรพล ว่า

"พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี๔๐ ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด ๑๒ ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎]ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี๔๐" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี๕๐โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

๒.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า
"ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี๕๐ ที่ถูกสถาปนาโดย(เซ็นเซอร์)นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด

สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ ๕๐ ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา ๓๒ ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "(เซ็นเซอร์)"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน"เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการนึง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด"[Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes ๗, ๖๓(๖๙) ; ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ๕๐ เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช.ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว(หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี๔๙ มาตรา๓๒ วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา ๑ ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ในรธน ปี๔๙" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา๑๐๘a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น

การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๑๐๘a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไปของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ[คำวินิจฉัย BVerfGE ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐,๓๘๔)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่างรธน ปี๕๐ เป็นการ ละเมิดต่ีอสารัตถะของการ "วัด"เจตน์จำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่ สุรพล อ้างว่า "ประชามติ"ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง(ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

๓.ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า
"ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี ๒๔๗๕ คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์๒๔๗๕" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง ๒๔๗๕ จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย ๒๔๗๕ นั้น ต่างกับ ๒๕๕๐ โดยสิ้นเิชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา ๒ กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

๔."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร๑๙กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

๕.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า
"กรณี นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แต่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข่ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียม ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใ่ช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎีรธน (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัดรธน(สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่ารธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์(Conservative Judicial Activism) หรือตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน(แบบไทยๆ)ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทย ๆ เหล่านั้น

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๒ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แช่มเอ๊ย

แช่มเอ๊ย ฟังพุฒิพงศ์เขาหน่อยนะ นิสิตนิติศาสตร์ รามคำแหง ปี 2 VS ความเห็นทางกฎหมาย กับ ด๊อก มหาลัยธรรมสาด

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
27 มกราคม 2553

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู การสัมมนาของสุรพล ที่ถูกวิพากษ์นี้ ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย"วันที่ 25 ม.ค.)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์(บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

๑.สุรพล ว่า

"พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี๔๐ ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด ๑๒ ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎]ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี๔๐" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี๕๐โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

๒.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า
"ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี๕๐ ที่ถูกสถาปนาโดย(เซ็นเซอร์)นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด

สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ ๕๐ ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา ๓๒ ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "(เซ็นเซอร์)"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน"เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการนึง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด"[Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes ๗, ๖๓(๖๙) ; ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ๕๐ เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช.ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว(หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี๔๙ มาตรา๓๒ วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา ๑ ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ในรธน ปี๔๙" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา๑๐๘a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น

การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๑๐๘a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไปของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ[คำวินิจฉัย BVerfGE ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐,๓๘๔)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่างรธน ปี๕๐ เป็นการ ละเมิดต่ีอสารัตถะของการ "วัด"เจตน์จำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่ สุรพล อ้างว่า "ประชามติ"ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง(ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

๓.ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า
"ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี ๒๔๗๕ คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์๒๔๗๕" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง ๒๔๗๕ จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย ๒๔๗๕ นั้น ต่างกับ ๒๕๕๐ โดยสิ้นเิชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา ๒ กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

๔."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร๑๙กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

๕.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า
"กรณี นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แต่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข่ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียม ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใ่ช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎีรธน (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัดรธน(สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่ารธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์(Conservative Judicial Activism) หรือตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน(แบบไทยๆ)ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทย ๆ เหล่านั้น

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๒ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล 27

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
27 มกราคม 2553

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู การสัมมนาของสุรพล ที่ถูกวิพากษ์นี้ ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย"วันที่ 25 ม.ค.)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์(บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

๑.สุรพล ว่า

"พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี๔๐ ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด ๑๒ ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎]ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี๔๐" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี๕๐โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

๒.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า
"ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี๕๐ ที่ถูกสถาปนาโดย(เซ็นเซอร์)นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด

สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ ๕๐ ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา ๓๒ ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "(เซ็นเซอร์)"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน"เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการนึง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด"[Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes ๗, ๖๓(๖๙) ; ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ๕๐ เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช.ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว(หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี๔๙ มาตรา๓๒ วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา ๑ ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ในรธน ปี๔๙" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา๑๐๘a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น

การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๑๐๘a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไปของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ[คำวินิจฉัย BVerfGE ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐,๓๘๔)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่างรธน ปี๕๐ เป็นการ ละเมิดต่ีอสารัตถะของการ "วัด"เจตน์จำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่ สุรพล อ้างว่า "ประชามติ"ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง(ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

๓.ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า
"ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี ๒๔๗๕ คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์๒๔๗๕" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง ๒๔๗๕ จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย ๒๔๗๕ นั้น ต่างกับ ๒๕๕๐ โดยสิ้นเิชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา ๒ กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

๔."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร๑๙กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

๕.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า
"กรณี นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แต่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข่ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียม ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใ่ช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎีรธน (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัดรธน(สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่ารธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์(Conservative Judicial Activism) หรือตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน(แบบไทยๆ)ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทย ๆ เหล่านั้น

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๒ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

มันแถสีข้างแดง

มันแถสีข้างแดง จรัลยังหน้าด้านอยู่เลย สุรพลว่าไงวะ

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล 27

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
27 มกราคม 2553

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู การสัมมนาของสุรพล ที่ถูกวิพากษ์นี้ ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย"วันที่ 25 ม.ค.)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์(บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

๑.สุรพล ว่า

"พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี๔๐ ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด ๑๒ ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎]ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี๔๐" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี๕๐โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

๒.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า
"ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี๕๐ ที่ถูกสถาปนาโดย(เซ็นเซอร์)นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด

สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ ๕๐ ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา ๓๒ ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "(เซ็นเซอร์)"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน"เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการนึง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด"[Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes ๗, ๖๓(๖๙) ; ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ๕๐ เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช.ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว(หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี๔๙ มาตรา๓๒ วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา ๑ ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ในรธน ปี๔๙" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา๑๐๘a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น

การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา ๑๐๘a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไปของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ[คำวินิจฉัย BVerfGE ๖๖, ๓๖๙ (๓๘๐,๓๘๔)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่างรธน ปี๕๐ เป็นการ ละเมิดต่ีอสารัตถะของการ "วัด"เจตน์จำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่ สุรพล อ้างว่า "ประชามติ"ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง(ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

๓.ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า
"ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี ๒๔๗๕ คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์๒๔๗๕" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง ๒๔๗๕ จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย ๒๔๗๕ นั้น ต่างกับ ๒๕๕๐ โดยสิ้นเิชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา ๒ กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

๔."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร๑๙กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

๕.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า
"กรณี นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แต่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข่ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียม ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใ่ช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎีรธน (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัดรธน(สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่ารธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์(Conservative Judicial Activism) หรือตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน(แบบไทยๆ)ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทย ๆ เหล่านั้น

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ ๒ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เสียดายเกียรติภูมิลูกแม่โดม ท

เสียดายเกียรติภูมิลูกแม่โดม
ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาชน
ทิ้งศักดิศรีทางวิชาการประชาธิปไตย
มีตะกวดสุรพลไปซบรองเท้าทหารตุดเฒ่า
เพื่อหวังยศลาภ วีรชนเดือนตุลาคงเสียใจ
สมควรเอาชือตะกวดสุรพลไปสลักหนังหมาขี้เรื้อน
ปล่อยให้วิ่งในธรรมศาสตร์

เคยมีเพื่อน พี่ในธรรมศาสตร์ในสมัยก่อน
ที่เคยหยิ่ง มีความภูมิใจศักดิ์ศรีโดมผู้จองหอง
มาบัดนี้ชื่อเสียงนั้นหมดสิ้นแล้วเพราะตะกวดตัวนี้

เข้าไปที่ ลิ้งค์นี้

เข้าไปที่ ลิ้งค์นี้ ดูรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ 2475 ถึงปัจจุบัน

ให้นักวิชาการสอพลอทั้งหลาย ได้อ่านกันครับ

http://www.krisdika.go.th/wps/portal/general/!ut/p/c5/04_SB8K8xLLM9MSSzPy8xBz9CP0os3g_A2czQ0cTQ89ApyAnA0
__EIOAQGdXAwNDc6B8JG55dzMCuv088nNT9QtyI8oBX9cpBg!!/dl3/d3/
L2dJQSEvUUt3QS9ZQnZ3LzZfTjBDNjFBNDFJUUJSQjBJT1QwUFFDRTAwOTM!/

เผื่อจะเปลี่ยนความคิดเห็นมายืนข้างประชาชนกันบ้าง

เอาข่าวมาให้อ่าน

เอาข่าวมาให้อ่าน จะว่าเกี่ยวกัประเด็นก็คงเกี่ยวนะ

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:20:21 น. มติชนออนไลน์

ศาลดัทช์ตัดสิน"แมคโดนัลด์"ผิด หลังไล่พนักงานออกเพราะใส่ชีสเพิ่มในแฮมเบอร์เกอร์เพื่อนโดยไม่คิดเงิน

ศาลเนเธอร์แลนด์พิพากษาให้บริษัทแมคโดนัลด์ประจำประเทศดังกล่าวมีความผิด หลังจากร้านค้าสาขาหนึ่งของบริษัทได้ไล่พนักงานสาวรายหนึ่งออก เนื่องจากเธอเพิ่มชีสลงไปในแฮมเบอร์เกอร์ที่ขายให้แก่เพื่อนร่วมงาน ตามคำร้องขอของเขา โดยไม่คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด

แมคโดนัลด์ให้เหตุผลต่อศาลว่า การกระทำของพนักงานสาวรายนี้ส่งผลให้แฮมเบอร์เกอร์ที่เธอขายมีสถานะเปลี่ยนเป็นชีสเบอร์เกอร์ซึ่งมีราคาสูงกว่า ดังนั้น เธอจึงต้องเก็บเงินเพิ่มเติมจากเพื่อนร่วมงานที่มาซื้ออาหารในฐานะลูกค้า

ด้วยเหตุนี้ พนักงานสาวจึงกระทำผิดกฎของบริษัท ที่ห้ามพนักงานมอบสินค้าในร้านเป็นของขวัญให้แก่สมาชิกในครอบครัว, เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ศาลเนเธอร์แลนด์มีความเห็นว่า "การไล่พนักงานรายนี้ออกเป็นมาตรการลงโทษที่รุนแรงเกินไป เพราะสิ่งที่เธอใส่เพิ่มลงไปในแฮมเบอร์เกอร์ของเพื่อนร่วมงานโดยไม่คิดเงินเพิ่มนั้น เป็นเพียงชีส 1 แผ่น"

ศาลจึงพิพากษาให้บริษัทแมคโดนัลด์ประจำเนเธอร์แลนด์ต้องจ่ายเงินชดใช้ให้แก่อดีตพนักงานเป็นจำนวนประมาณ 4,200 ยูโร หรือราว ๆ 197,400 บาท ซึ่งเท่ากับเงินเดือน 5 เดือนสุดท้ายในสัญญาว่าจ้างทำงานของเธอ

คำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานนัก หลังจากที่มีรายงานว่าบริษัทแมคโดนัลด์มีผลกำไรเพิ่มขึ้นราว 25 เปอร์เซ็นต์ ใน 3 เดือนสุดท้ายของปี พ.ศ.2552

(ที่มา สำนักข่าวบีบีซี)

ที่จริงก็รู้สึกแสนจะรำคาญชิงช

ที่จริงก็รู้สึกแสนจะรำคาญชิงชังเหล่า "นักวิชาการแสนสามานย์" ทั้งหลายที่เริ่มออกมาแสดงตัวกันมากขึ้นอีกครั้ง

ถ้าจะมองว่าที่พวกมันพากันออกมาก็เพื่อหวังกลบกระแสการต่อสู้ของประชาชนก็ไม่น่าจะใช่ เพราะออกมาทีไรก็ทำให้คนโกรธเกลียดมากขึ้น และก็เป็นการตอกย้ำธาตุแท้ที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายประชาธิปไตย

ที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ เพื่อปลุกปลอบขวัญพวกเดียวกันเองที่กำลังเพี่ยงพล้ำ และหวังจะสร้างความสับสนทางความคิดแก่ประชาชนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจการเมืองอย่างลึกซึ้งซึ่งหากได้ผลอย่างที่พวกมันหวังไว้ก็จะลดกระแสต่อต้านการรัฐประหารที่พวกมันเตรียมจะทำได้ระดับหนึ่ง

จากนี้ไป อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะเผด็จการและอำมาตย์รู้สึกว่าฝ่ายประชาชนได้คุกคามสถานภาพของมันอย่างรุนแรงจนกระทั่งการตอบโต้ด้วยวิธีการและรูปแบบที่หลอกลวงเป็นหลักไม่สามารถจัดการได้อีกต่อไปแล้ว

ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนี้ ฝ่ายประชาชนต้องเคลื่อนไหวอย่างรัดกุม เร่งรุกเปิดโปงความชั่วช้าเลวทรามของพวกมันให้สังคมรับรู้มากขึ้นกว้างขึ้นและลึกยิ่งขึ้น เพราะประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองเท่านั้นจึงเป็นฐานกำลังและเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่ง

แม้ว่าฝ่ายประชาชนพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและไม่ใช่ฝ่ายที่เริ่มใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะตอบโต้ตามความจำเป็น อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามใช้วิธีการลดโอกาสการใช้ความรุนแรงของพวกมันให้ได้มากที่สุด (อย่างเช่่น ชาวแท็กซี่เสื้อแดงขับรถไปปิดล้อมรถถังไม่ให้เคลื่อนกำลังได้สะดวก เป็นต้น)

เราต้องเตรียมความคิดและเตรียมตัวเพื่อรับมือพวกมันที่พร้อมจะใช้กำลังอาวุธเข้าปราบ ต้องระลึกไว้เสมอว่าพวกมัน "ทำแน่"

และการต่อสู้อย่างสันติไม่ได้หมายความว่าต้องก้มหน้ายอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ เรามีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะตอบโต้เพื่อป้องกันตัวและเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการต่อต้านเผด็จการและอมาตยาธิปไตยและสร้างประชาธิปไตย

......หมา .......ควายโง่

......หมา
.......ควายโง่

ไอ้สุรพล ไม่อายท่านปรีดี ไม่อ

ไอ้สุรพล

ไม่อายท่านปรีดี

ไม่อายท่านป๋วย

ก็อายเด็ก

ลูกนักการใน

มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์บ้าง

ถึงบางอ้อเลย....ทำไม

ถึงบางอ้อเลย....ทำไม นักศึกษาไม่ค่อยสนใจบ้านเมืองเหมือนก่อน ใครทำอะไรก็ชั่ง เพราะได้ครูบาอาจารย์ที่ติงต๊องมาสอนนี้เอง อย่างนี้ประเทศไทยแย่เลยคง คงไม่ต้องหวังให้ปัญญาชนมาพัฒนาชาติหรอก เอาแค่เด็กแว๊น สก๊อย มาพัฒนาชาติคงดีกว่ามั๊ง

เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ สุรพล

เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ สุรพล จ้า....

ให้กำลังใจให้คนดีดี ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไปจ้า....

(คนดี พระคุ้มครอง ฟันธง!)

Suraphon, you are an SOB!!!!

Suraphon, you are an SOB!!!! Go to hell. Lick my ass.

ปรบมือให้ เลือดใหม่

ปรบมือให้ เลือดใหม่ นิติศาสตร์
ผู้สามารถ ผงาดกล้า ท้าผู้ใหญ่
ท้าคนแก่ แปรเปลี่ยน วิชชาไป
ให้สังคม คนไทย ได้รู้กัน

เห็นด้วยตรงไหนคุณ และก็ดีตรงไ

เห็นด้วยตรงไหนคุณ

และก็ดีตรงไหน เมื่อบิดเบือนเรื่องรัฐธรรมนูญ 2540 ว่ามาจากรสช.
ซึ่งไม่จริง ไม่ใช่ อย่างนี้เป็นครูบาอาจารย์ ได้อย่างไร

ตลกจริงๆ กับพวกสอพลอ

อะไรเท่าที่จำได้รธน 40

อะไรเท่าที่จำได้รธน 40 มาจากการสรรหาผู้ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเที่ยงธรรมและประชาชนยอมรับ แต่รธน50 มาจากพวกสอพลอโจรปล้นอำนาจ โจรปล้นอำนาจเลยแต่งตั้งพวกสอพลอให้ไปเขียนรธน เขียนเสร็จก็ข่มขู่บอกว่าให้รับๆไปก่อนบ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้แล้วค่อยมาแก้ทีหลัง แต่พอจะขอแก้พวกสอพลอนักวิชาการเสื้อเหลืองกับกบฏเสื้อเหลืองก็ข่มขู่ว่าห้ามแก้ อ้างว่าไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แล้วทำไมตอนฉีก ฉีกได้สะดวกง่ายดาย พอจะขอแก้บ้างทั้งๆที่รธน เขียนว่าให้แก้ได้ ทำเป็นโวยวายดัดจริต เอาแต่ใจพวกตัวเองเป็นใหญ่ หลงตัวเองว่ารักชาตินักหนา ทุเรศทั้งก๊วน

แหมเป็นความคิดที่ดี

แหมเป็นความคิดที่ดี ให้พวกแม่งไปตั้งเมืองใหม่เอาแบบสมัยสุโขทัยเลย เอาไอ้ ZEDANE ไอ้ นช.แม้ว ไอ้กูรักๆ และไอ้พวกบ้าระบอบทาสทั้งหลาย หรือพวกควายเหลือง ไปรับใช้พวกอำมาตย์แบบเปรม สุรยุทธ์ ไม่เที่ยง อนันต์ ไร้ปัญญา สุรพาล นิติๆ แล้วอยากทำอะไรในเมืองนั้น เอาให้พอ เพราะพวกทาสเหล่านี้ มันยินดีให้ทำทุกอย่างอยู่แล้ว

ขอโทษนะ ถ้าหากไอ้สุรพล

ขอโทษนะ ถ้าหากไอ้สุรพล มันมาอ่าน ข้อคิดเห็นของเพื่อนๆในประชาไทละก็ ถ้ามันยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง มันคงต้องลาออกจากอธิการบดี แล้วไปแขวนคอ หรือ ไช้มีดแขวะท้องตัวเองตาย เพราะแต่ละบทความแสดงให้เห็นถึงความไร้ยางอายและสิ้นคิดของคนที่เป็นถึงอธิกาบดี อายแทนจริงๆ ไอ้นี่มันอย่างหน้าจริงๆ

ถึง...Guest

ถึง...Guest ดำดิน

เห็นด้วยทุกตรงเลยจ้า....

เราจำได้ว่า รธ.40 (สำเร็จได้ยุคบรรหาญ หลัง รสช.ทอดยาว หลังพฤษภาทมิฬ )

หลายครั้งที่คนรุ่นเก่า หรือ สื่อเก่า วิพากย์ ว่า "บรรหาญ เขาไม่อยากให้สำเร็จหรอก แต่ก็ถูกบีบ ถูกกระตุ้นจนสำเร็จ"....สส.พรรคเขา ยังเอามาคุยโม้ เลยว่าสำเร็จยุคเขา

และถูกร่างโดย อุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธาน มี คนิณ บุญสุวรรณ ด้วย (สองคนนี้ คนชลบุรี บ้านเราทั้งคู่ ทำไมจะจำบ่ได้)
จุดเด่น ของ ปี 40 คือ องค์กรอิสระ

ที่นี้อ้าย "ตักขี้" มรันฉลาด ...ตังค์มันเยอะ มรันซื้อพรรค เซ้งพรรค ....มรันพยายามทำให้องค์กรอิสระไม่เป็นอิสระ...โดยเอาตำรวจ (ที่มีเชื้อสายของการรีดไถ และเป็นต้นทางของกฎหมายนี่แหละ) เป็นเครื่องมือ...ส่งให้เป็น กกต.ทั้งระดับประเทศ และ จังหวัด (สามหนา ห้าห่วง)...ให้คุมกองสลาก เพื่อ นโยบาย และ การควักเงินออกใช้ง่าย ไม่ต้องมีระเบียบ และ กฎเกณฑ์ (แถมยังเป็นรัฐบาลพรรคเดียวอีก ถลุงกันสบายแฮ....แถม โ ค ต ร เ ห ง้า ลูกเมีย รู้นโยบายของรัฐก่อนด้วย...ก็เอาเมียเข้าไปนั่งประชุมพรรค...เอาบอร์ด (คนผมขาว) เข้าไปนั่งในคณะรัฐมนตรี...เอาลูกเดินทางไปต่างประเทศเวลาติดต่อขายดาวเทียม...หรือซื้อ ขาย หุ้น ข้ามประเทศ (เพราะรู้กลไกแห่งรัฐ เช่น ปตท. ท่านกษิตได้ยิน เขาจึงเกลียดท่านกษิตไงเล่า...เพราะท่านกษิตเขารู้ว่า อ้ายคนคนนี้มรันไม่ได้ทำเพื่อประเทศ...มรันทำเพื่อธุรกิจของครอบครัวมรันเอง)

เอ๊ะ! มรันลากยาวมานี่ได้ไงนะ...ว่าจะเล่านิดเดียว

เอางี้ ท่านเหล่านี้ ที่มาสัมนา กับ อ.สุรพล...(ประวัติดีกันทุกท่าน เขาเป็นห่วงบ้านเมือง...เขาอยากส่งไม่ต่อให้ชนรุ่นหลัง ให้บ้านเมืองสงบสุข ให้ประชาชนดี มีศิลธรรม)

จะให้เราเห็นด้วยกับ "แกนนำมวลแดงรึ"...ก็ดูประวัติ แต่ละตรัวซิ มรันไม่น่ายกย่องเลยคุณ

เช่น หมอโหวง (ขอเรียกอย่างนี้นะเดี๋ยวโดนลบข้อความ)

พี่ชายเราเคยทำงาน ในบริษัท ส่งคนไปทำงานซาอุฯ....หมอโหวง นี่แหละ เป็นคนตรวจสุขภาพ...เขารีดไถเงินจากคนจนๆ (คนที่กู้หนี้เขามาเพื่อจะไปทำงาน)...ถ้าไม่ให้เงินตามเขาเรียกร้อง คือ ไม่ผ่านการตรวจ

แล้วคุณคิดว่านี่ คือ ของแท้ หรือ ของเทียม?

ไอ้ทหารทหารพวกนี้ทำเป็นแต่เรื

ไอ้ทหารทหารพวกนี้ทำเป็นแต่เรื่องชั่วๆๆๆ มันน่าไปกินเงินเดือน ไอ้ป๊อก ไม่ควรกินเงินเดือนประชาชน
หากมันออกมาปราบไอ้อัณฑมิตรแต่แลกบ้านเมืองก็ไม่วายป่วงขนาดนี้
ลูกพี่มันเป็นตัวอย่างเลว ขัดคำสั่งนายกรัฐมนตรี ไอ้ลูกน้องเลียไข่ตามอย่าง
โดยเฉพาะลูกทหารใหญ่ที่พ่อมันตาย แล้วมีเรื่องแย่งมรดกกันเป็นพันล้าน ไม่รู้ต้นตระกูลมันรวยมาจากไหน

ขอเชิญชวนชาว ธรรมศาสตร์

ขอเชิญชวนชาว ธรรมศาสตร์ ที่เห็นว่าสุรพลฯ ไม่เป็นกลางทางวิชาการร่วมลงชื่อขับไล่

ฮา ฮา... ขำกลิ้ง เยี่ยม ๆ

ฮา ฮา... ขำกลิ้ง เยี่ยม ๆ ๆ

คุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

คุณพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

นักศึกษานิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหงครับ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตลาดวิชาเพื่อพี่น้องประชาชน คนรากหญ้า

ในคำขวัญ รู้จักอภัย ตั้งใจศึกษา บูชาพ่อขุน สนองคุณชาติ

มร. ครับ ไม่ใช่ มธ.

คุณเข้าใจผิดแล้ว

คุณเข้าใจผิดแล้ว อย่าบิดเบือน

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน ที่ประชาชนทุกจังหวัดเป็นผู้ระดมความคิดเห็น

ที่คุณว่า รสช. ลากยาวมาถึงยุคบรรหาร นั่นก็ยิ่งผิดอีก

พวกคุณ ก๋วยเจ๋ง แช่ม pn ชูชกขายชาติ คุณนี่ช่างเป็นบัวใต้ตมจริงๆ

คุณลืมไปแล้วหรือว่า รสช. นั่นนะมันหมดไปตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2535

แล้วคุณสมญานามไข่ผง มาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นำชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี

แล้วเลือกตั้งใหม่ ปี 2535 ในเดือนกันยายน 2535 นายชวน หลีกภัย ประชาธิปัตย์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อนที่ปัญหารุมเร้าทางการเมือง จนกระทั่งนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และแก้ไข

เพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2534 (ฉบับที่ 6)

http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2539-a0001.pdf

ที่คุณให้ความเห็นว่า "เราจำได้ว่า รธ.40 (สำเร็จได้ยุคบรรหาญ หลัง รสช.ทอดยาว หลังพฤษภาทมิฬ ) "

มันเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ทางการเมือง เพราะ รสช. ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540

อย่างน้อยก็คั่นด้วยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รัฐบาลเลือกตั้งของนายชวน หลีกภัย

และมาจบงานในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา

.......................................................................................

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ที่กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลพวงที่สืบมาจาก รสช.

จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความจริง น่าละอายที่บิดเบือนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ใช่แล้วครับ รัฐธรรมนูญ 2540

ใช่แล้วครับ รัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการสรรหาตัวแทนประชาชนมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ

รสช. ยึดอำนาจ แล้วใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2534

http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2534-a0002.pdf

หลังจากนั้นแล้วมีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง

ใช้มาตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2534

อันนี้ครับ http://web.krisdika.go.th/data/law/law1/%c306/%c306-10-2534-a0002.pdf

ที่เปิดช่อง นายอานันทื ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2535 ได้

และประชาชนได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

และได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 5) ในปี 2538 ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

และกระแสการปฏิรูปการเมืองตามกระแสของประชาชน รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา

ได้ตอบสนองเรื่องนี้ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ

จึงได้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในโอกาสต่อมานับแต่ 11 ตุลาคม 2540 เป็นต้นมา

เข้าไปอ่านรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

เข้าไปอ่านรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ตั้งแต่ 2475 ถึงปัจจุบัน

ที่นี่ครับ http://www.krisdika.go.th/wps/portal/general/!ut/p/c5/04_SB8K8xLLM9MSSzPy8xBz9CP0os3g_A2czQ0cTQ89ApyAnA0
__EIOAQGdXAwNDc6B8JG55dzMCuv088nNT9QtyI8oBX9cpBg!!/dl3/d3/
L2dJQSEvUUt3QS9ZQnZ3LzZfTjBDNjFBNDFJUUJSQjBJT1QwUFFDRTAwOTM!/

jGbKHO yZJwiI

jGbKHO yZJwiI

ETkSGp Phentermine Cheap

rmXWpJcC Cialis Phentermine

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน