ปัญหา “คนดีเหนือหลักการ”

มีคำที่ผมคิดว่าสำคัญและได้ยินบ่อยมากเลยในชีวิต แต่ผมไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงของคำๆนั้นคืออะไร นั่นคือคำว่า “คุณธรรม” กับ “จริยธรรม”

จนวันหนึ่งผมได้มาอ่านหนังสือจริยศาสตร์ตะวันตก จึงพอจะรู้ความหมายอย่างที่จะขอแลกเปลี่ยนต่อไปนี้

“คุณธรรม” (virtue) หมายถึง บุคลิกภาพ (character) หรือนิสัย (habit) ที่ดีเลิศ (excellence) เช่น บุคลิกภาพ/นิสัยที่ดีเลิศด้านปัญญา ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ ความรักเพื่อนมนุษย์ ฯลฯ

คุณธรรมเกิดจากการฝึกฝนตนเอง หรือการปฏิบัติเช่นนั้นจนเป็นบุคลิกภาพหรือนิสัยที่ดีเลิศประจำตัวบุคคล เช่น คนที่มีคุณธรรมคือความยุติธรรม ได้แก่คนที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมและประพฤติปฏิบัติตนจนเป็นที่ประจักษ์ว่า บุคคลผู้นี้มีนิสัยยุติธรรมหรือ “เป็นคนยุติธรรม” อย่างคงเส้นคงวา

ส่วน “จริยธรรม” หมายถึง หลักการ (principle) หรือ กฎ (rule) ที่มนุษย์พึงยึดถือปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน เช่น หลักจริยธรรมสากล ได้แก่หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม เป็นหลักการหรือกฎสากลที่มนุษย์พึงยึดถือปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน

จริยธรรมอื่นๆ ก็มีลักษณะเป็นหลักการ หรือกฎในการอยู่ร่วมกันทั้งสิ้น เช่น จริยธรรมของศาสนา (เช่นศีล 5) จริยธรรมวิชาชีพครูอาจารย์ จริยธรรมแพทย์ จริยธรรมนักการเมือง ฯลฯ

ในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรม เราพิจารณาที่ “ตัวบุคคล” (agent-based) โดยพิจารณาว่า เขามีบุคลิกภาพหรือนิสัยที่ดีเลิศในด้านใด ส่วนการตัดสินเรื่องจริยธรรม เราพิจารณาจาก “ตัวการกระทำ” (action-based) ว่า การกระทำนั้นๆถูก/ผิดกฎจริยธรรมอะไร

จากเกณฑ์ตัดสินทั้งสองนี้จะเห็นได้ว่า เรื่องคุณธรรมเน้นไปที่ “ปัจเจกบุคคล” คือเป็นเรื่องที่ปัจเจกบุคคลจะต้องเข้มงวดกับตัวเองในการฝึกฝนตนเองให้เป็น “คนมีคุณธรรม” หรือเป็น “คนดี” (virtuous person) สังคมไม่อาจเรียกร้องหรือบังคับให้ปัจเจกบุคคลมีคุณธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ (เช่น ให้มีปัญญา ความกล้าหาญ ความเมตตา ฯลฯ)

แต่จริยธรรมเป็นเรื่อง “สาธารณะ” หรือเป็นเรื่องที่สังคมอาจเรียกร้องปัจเจกบุคคลได้ว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎจริยธรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่น ต้องไม่ละเมิดศีลข้อ 2 โดยการลักขโมยหรือทุจริตคอรัปชัน ต้องไม่ละเมิดจริยธรรม หรือจรรยาบรรณวิชาชีพครู แพทย์ นักการเมือง องคมนตรี ฯลฯ

ฉะนั้น สาระสำคัญของจริยธรรมจึงมีลักษณะเป็น “พันธะ” (moral obligation) หรือข้อผูกพันที่เราต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นและสังคม พูดอีกอย่างคือจริยธรรมเป็นหน้าที่ที่เราต้องปฏิบัติเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปในทางที่ปกป้องคุณค่าของมนุษย์ สิ่งที่ดีอื่นๆ เช่น สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และประโยชน์สุขในการอยู่ร่วมกัน

จากความหมายดังกล่าว หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “สาธารณะ” เราไม่มีหน้าที่เรียกร้อง “คนมีคุณธรรม” หรือ “คนดี” (แต่เราอาจส่งเสริมการศึกษาหรือกิจกรรมที่เอื้อต่อการที่ปัจเจกบุคคลจะมีโอกาสพัฒนาตนเองให้เป็นคนมีคุณธรรมหรือเป็นคนดี) หน้าที่ของเรา คือต้องปกป้องหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง

แต่ในสังคมไทยกลับเกิด “ภาวะกลับหัวกลับหาง” คือ เราให้ความสำคัญกับการเรียกร้องคนมีคุณธรรมหรือคนดี เหนือกว่าการปกป้องหรือเรียกร้องให้ปฏิบัติตามหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง หรือให้ความสำคัญกับคนมีคุณธรรมหรือคนดี ยิ่งกว่าให้ความสำคัญกับหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง ฉะนั้น สังคมจึงยอมรับรัฐประหารที่เกิดจากคนมีคุณธรรมหรือคนดีได้ ทำให้สังคมไทยไม่อาจพ้นไปจากวงจรอุบาทว์รัฐประหารล้มประชาธิปไตยเสียที

นี่คือปัญหาที่สังคมให้ “อภิสิทธิ์” กับ “คนมีคุณธรรม” หรือ “คนดี” ให้สามารถละเมิด หรือแม้กระทั่งล้มหลักการหรือกฎที่ถูกต้องได้

นอกจากนี้การที่สังคมให้ความสำคัญกับการเรียกร้อง “คนดี” มากกว่าการเรียกร้องให้ปฏิบัติตาม “หลักการ” หรือ “กฎ” ที่ถูกต้อง ยังทำให้เกิดปัญหาเรื่อง “สองมาตรฐาน”

เพราะเมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติผิดกฎเดียวกันระหว่างคนที่สังคมมองว่าเป็น “คนดี” กับ “คนไม่ดี” สังคมย่อมโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าคนดีไม่ทำ(หรือไม่มีเจตนาที่จะทำ)ผิด หรือแม้กระทั่งเห็นใจหรือเอาใจช่วยคนดีให้พ้นผิด แต่กลับเชื่อ(โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์)ว่า คน(ที่สังคมมองว่า)ไม่ดีทำผิดและเรียกร้องเร่งรัดให้นำตัวมารับผิด ทั้งที่ในทางที่ถูกแล้วคนดีและคนไม่ดีต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์การกระทำผิดกฎตามกระบวนการที่ถูกต้องโปร่งใสอย่างเสมอภาคกันทั้งสองฝ่าย

อันที่จริง โดยทั่วไปแล้วคุณธรรมกับจริยธรรมเป็นสิ่งที่สนับสนุนกัน กล่าวคือ คุณธรรมหรือบุคลิกภาพ/นิสัยที่ดีเลิศย่อมทำให้บุคคลมีความโน้มเอียงที่จะปฏิบัติตามหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หลักไตรสิกขา “ศีล” คือหลักจริยธรรม ส่วน “สมาธิ” และ “ปัญญา” คือคุณธรรม คนที่ฝึกฝนให้ตนเองมีคุณธรรมคือสมาธิและปัญญาย่อมทำให้เขาเข้าใจความมุ่งหมาย เห็นคุณค่าและปฏิบัติตามหลักศีลหรือหลักจริยธรรมในการอยู่ร่วมกันทางสังคมได้อย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกันในเรื่องจริยธรรมสากล หลักจริยธรรมสากลเป็น “จริยธรรมภาคสาธารณะ” (public morality) ในฐานะที่เป็นหลักการหรือกฎที่ถูกต้องที่สังคมพึงปกป้องและยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ส่วน “จิตสาธารณะ” (public spirit) เป็นคุณธรรมของปัจเจกบุคคลที่ทำให้เขามีบุคลิกภาพ/นิสัยโน้มเอียงไปในทางที่จะปกป้องและยึดถือปฏิบัติตามหลักจริยธรรมภาคสาธารณะอย่างเป็นปกติ

จึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าเป็นเพราะอะไร การสอน การศึกษาอบรม การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในบ้านเรา จึงทำให้เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมกลายเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องที่เน้นการสร้าง “คนมีคุณธรรม” หรือ “คนดี” แต่ให้ความสำคัญน้อยกับการทำความเข้าใจความหมาย/คุณค่าของ “หลักการ” หรือ “กฎ” ที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดวัฒนธรรม “ยึดคนดีเหนือหลักการ” ให้อำนาจแก่คนมีคุณธรรมหรือคนดีเป็นผู้ตัดสินดี ชั่ว ถูก ผิดในสังคมแทนคนทั้งประเทศ กระทั่งให้อภิสิทธิ์แก่คนพวกนี้ละเมิดหรือกระทั้งล้มหลักการหรือกฎที่ถูกต้อง

"สองมาตรฐาน" คำนี้

"สองมาตรฐาน" คำนี้ ควรจะอยู่ในกลุ่ม คุณธรรม หรือ จริยธรรม

"มากมาตรฐาน"ดีกว่า หรือ"มาตรฐานเดียว" ดีกว่า

สังคมไทยเรากำลังมีปํญหาที่เรื

สังคมไทยเรากำลังมีปํญหาที่เรื้อรังมานาน มีกฏไม่เคารพกฏ แต่อ่อนไหวและลู่ไปตามอารมณ์ เราก็ต้องร่วมมือกันสังคยานากันแล้ว คงต้องขอบคุณสุรยุทธ์ที่ดื้อตาใส หวังว่าคนไทยในสังคมจะช่วยกันโหมกระแสนี้ จนเกิดประกายให้เกิดการแปลี่ยนแปลงในสังคมนี้ให้ได้

ถ้าคนในสังคมเคารพกฏอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าผู้มีอำนาจที่ไหนก็ไม่สามารถที่จะหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองได้ แล้วเราชนชาวไทยก็จะกลายเป็นเครื่องมือตรวจสอบที่เข้มแข็งด้วย

หลักคิดแบบ "แยกซ้าย แยกขวา"

หลักคิดแบบ "แยกซ้าย แยกขวา" (Extremity)

แก้ปัญหาสังคมไม่ได้หรอก ครับ

"คนดี ระบบไม่ดี" ก็อยู่ไม่ได้ หรือ

"คนไม่ดี ระบบดี" ก็พังอยู่ดี

ทำไมเราไม่ทำ "สมดุล" (Balance) ระหว่างทั้งสองสิ่งให้ได้ ครับ

การคิดแบบ "แยกซ้าย แยกขวา" รังแต่จะสร้างปัญหา

มั่วมานั่งเถียงกันอยู่ได้ว่า...

ร้อน หรือ เย็น ดีกว่ากัน

สูง หรือ ต่ำ ดีกว่ากัน

ผมว่ามันเหมือนกับ..

"คนบ้า" หรือ "คนปัญญาอ่อน" มานั่งเถียงกัน

ดูแล้ว "น่าขำ" ครับ

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ ในแนวที่ว่าสังคมไทยดูจะสร้างเสริมพัฒนา เฉพาะไปที่ปัจเจกเป็นส่วนมาก แต่กับเชื่อมโยงกับคนและหน่วยอื่นๆในสังคมที่ขยายออกไปกว่าตนเอง เริ่มไม่แข็งแรง

ในมุมหนึ่ง สาเหตุผมมองว่า เราคนไทย ยังมีบางส่วนที่มีความรู้สึกอ่อนแอฝังอยู่ เหมือนรหัสพันธุกรรม
เราเป็นคนเอเชีย เราตัวเล็ก เราสุภาพ และเราถูกสอนมาให้นอบน้อม ต่อผู้ที่'ใหญ่กว่า'

..เราจึงมักไม่กล้าตั้งคำถามกับครูหรือคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า
..เราจึงมักไม่กล้าต่อยกับเพื่อนนักเรียนที่ตัวใหญ่กว่า
..เราจึงมักมีท่าทีสุภาพต่อฝรั่งที่เราคิดว่าเขาคงศิวิไลซ์กว่า
..เราจึงมักยำเกรงต่อผู้ที่มีสิทธิ์หรือเสียงที่มากกว่า
..เราจึงมักเกรงใจผู้ที่มีเงินกว่า
..เราจึงมักไม่เอาเรื่องเอาความ เวลาถูกล่วงละเมิด โดยคนที่มีอิทธิพลมากกว่า

ซึ่งบางกรณี ก็ทำเราจำต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย (หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องปลอบประโลมใจเมื่อต้องพ่ายแพ้) ด้วยสิ่งที่เรียกว่า การเป็นผู้มีคุณธรรม ไม่ถือสา และให้อภัยเสีย ก็ถือว่าได้ทำความดี (คืออภัยทาน)

แต่ในบางกรณี (ซึ่งจะนำไปสู่ข้อที่ผมไม่ค่อยแน่ใจกับอาจารย์นัก) 'การเป็นผู้มีคุณธรรม' ก็เป็นเพียงประโยคสำหรับกล่อมให้กับการกระทำของตนเองที่แท้จริงอาจไม่ถูกต้องทางจริยธรรม ซึ่งหลายครั้งมันอาจได้ผลเพียงการพยายามโฆษณาตนเองกับคนอื่นๆ

คือ คิดว่าคนที่เที่ยวประกาศตนเอง ที่พูดบ่อยๆ ว่ามีคุณธรรม ว่าทำเพื่อชาติ เป็นเพียงการกล่อมคนอื่นเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้มีคุณธรรมจริง หรือไม่ก็ ดีแตก(คือเคยทำประโยชน์มาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ตลอด และพอไปทำชั่วเข้าก็อ้างผลงานเก่าๆ)

จึงไม่แน่ใจว่า อาจารย์มองในลักษณะข้างต้นเหมือนกันจึงเพียงเป็นคำถามเชิงประชดต่อบุคคลเหล่านั้น หรือ มองว่า'คุณธรรม' มีคุณค่าน้อยกว่า 'จริยธรรม' ซึ่ง'สังคมควรจะเน้นไปที่จริยธรรมก่อน' จึงเป็นที่มาของประเด็นคำถามจริงๆ

รบกวนเรียนถามด้วยครับ

สรุปแล้วไม่ผิดเพราะขาดเจตนางั

สรุปแล้วไม่ผิดเพราะขาดเจตนางั้นหรือ

จริยธรรมที่กรอกหูแบบ..ล้างสมอ

จริยธรรมที่กรอกหูแบบ..ล้างสมอง..สุดท้ายก็แค่คำพูดลอยตามลมเท่านั้น

เห็นด้วยคนไทยชอบคนดีที่เกิดจา

เห็นด้วยคนไทยชอบคนดีที่เกิดจากการสร้างภาพ โดยไม่ดูตรรกที่แท้จริง เช่นเปรม หรือ มาร์ค ถ้าดีจริงทำไมคนรอบข้างโกงกินมากมาย ตรรกที่ถูกต้องคือ นายก ไม่ร่วมโกง ก็โง่ ไม่สมควรบริหารบ้านเมือง

เกือบแปดสิบปีมาแล้ว

เกือบแปดสิบปีมาแล้ว ประชาชนคนไทยถูกคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าคณะราษฎรปลูกฝังให้เชื่อว่าระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบอบที่มีจริยะเหมาะสมที่จะคัดเลือกผู้มีคุณธรรมด้วยการเลือกตั้ง ให้เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองอย่างมีจริยะธรรมได้

จากประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยของจริงมาเกือบแปดสิบปี ผ่านวิวัฒนาการอันเป็นปรกติของระบอบกาปกครองต่างๆ มหาประชาชนเรียนรู้และตระหนักได้ว่า ระบอบที่เคยถูกเชื่อได้ว่าสามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณธรรมเข้าไปบริหารชาติบ้านเมืองได้นั้นล้มเหลวในขั้นตอนการกำจัดคนเลวทรามออกไปจากการได้อำนาจบริหารบ้านเมือง ทั้งยังอาจถูกดัดแปลงเป็นเปลือกหอยหรือโล่กำบังให้กลุ่มผู้หวังผลประโยชน์ส่วนตนจากอำนาจการบริหารแผ่นดิน ในลักษณะเผด็จการรัฐสภา

ในภาวะการณ์เช่นนี้ ระบบเชื่อถือเสียงส่วนใหญ่ไม่อาจ นำไปสู่เป้าหมายด้านจริยะธรรมและคุณธรรมของคณะผู้บริหารได้แน่นอน.....เพื่อประโยชน์สุขของมวลมหาประชาชน ก็ไม่แปลกที่จะมีคณะบุคคลหรือปัจเจกบุคคลที่จะคิดและดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อให้ กลับไปสู่หลักการที่จะได้คณะผู้ปกครองที่มีทั้งคุณธรรมและจริยะธรรมและสืบทอดเป็นหมายหลักในการอำนวยประโยชน์สุขให้กับมหาประชาชนและชาติแห่งตน

วลีที่ว่า แมวจะสีอะไรก็ได้ไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เท่านั้นเป็นพอ สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารแบบมุ่งสู่เป้าหมายผลประโยชน์ของมหาประชาชนเป็นวัตถุประสงค์หลัก ระบอบประชาธิปไตยนับถือเสียงส่วนใหญ่นั้นเป็นแค่กระบวนการที่อาจเลือกใช้ได้กระบวนการหนึ่งเท่านั้น...... แต่มิใช่ตัวเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หลัก......

นักการเมืองและนักวิชาการนั้นขี้มักจะมอมเมามหาประชาชนให้หลงเข้าใจผิดว่า การได้มาซึ่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นเป้าหมายหลักของการบริหารชาติ

ส่วนนักบริหารอาชีพและนักการปกครองอาชีพนั้น เข้าใจชัดเจนมานานแล้วครับว่าเป้าหมายหลักนั้นคือ ประโยชน์สุขที่สัมผัสได้บริโภคได้ขับถ่ายได้ของมหาประชาชน จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้....ด้วยความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั้น...ไม่ได้มีความหมายแตกต่างจากระบบอื่นอย่างใด.... แต่ไม่มีวันไปถึงเป้าหมายนั้นได้แน่นอนถ้าไม่ได้ผู้ที่มีคุณธรรมและระบบที่มีจริยะธรรมเข้ามาทำหน้าที่บริหาร

กรณีของประเทศไทยนั้น ผมเห็นว่า เราเสียเวลาไปกับระบอบประชาธิปไตยมาเกือบเจ็ดสิบปี มากเกินไปแล้วครับ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเซียที่ใช้ระบบพรรคเดี่ยว และใช้เวลาแค่สามสิบกว่าปีในการยกระดับ ประโยชน์สุขของมหาประชาชนของเขา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักและเกณฑ์วัดความสำเร็จที่แท้จริงของคณะและระบบการปกครอง ใครทำได้ถึงจุดนั้น มหาประชาชนก็ยอมรับและยกย่องว่ามีประสิทธิภาพในการบริหาร.......ส่วนผู้บริหารจะมีคุณธรรมและจริยะธรรมหรือไม่นั้น ระบบตรวจสอบวิพากษ์วิธีและมาตรการการคานอำนาจดุลย์อำนาจในการบริหารนั้น คัดกรองให้ได้เองครับ....

*ยึด “คนดี” เหนือหลักการ

*ยึด “คนดี” เหนือหลักการ พาลตกต่ำ
ไร้หลักค้ำ ความดี ศรีหม่นหมอง
ยิ่ง “คนดี” หักหลักการ พาลลำพอง
ตอบสนอง แต่พวกเขา เหล่า “คนดี”

*เมื่อ “คนดี” ปฏิบัติ รัฐประหาร
เลวยิ่งกว่า อันธพาล รานศักดิ์ศรี
พาประเทศ เสื่อมถอย ด้อยเต็มที
เพราะ “คนดี” ทำชั่วตัวทำลาย

*คนดี” ..เหนือหลักการคือมารร้าย
คิดแบบขวา พิฆาตซ้าย ให้เสียหาย
ก่อเกิดสอง มาตรฐาน ผลาญวอดวาย
พาประเทศ เสียหาย ร้ายเลวนัก

*ลุกขึ้นเถิด ประชาชน คนธรรมดา
รวมกันกล้า ต่อสู้ ผู้หาญหัก
ให้คืนคง สิทธิ์เสรี ที่หวงนัก
กอบกู้หลัก ประชาธิปไตย

ผมคิดว่าคุณสุรพศ

ผมคิดว่าคุณสุรพศ พยายามชี้ให้เราเห็นว่า มีความพยายามสร้างวาทกรรมมาตรฐานในสังคมไทยว่า คนที่"เชื่อ"ได้ว่า(suppose to be)เป็นคนดี มีคุณธรรม นั้น มีความดี มีคุณธรรม แบบสัมบูรณ์ (ดีแม่งทุกกระเบียดนิ้ว จากหัวจรดเท้า) ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบเขา เพราะเขาเป็นคนดี ถ้าทำผิดไปบ้าง ก็เป็นการ"พลาด"มากกว่า ไม่เคยมีเจตนาจะคิดทำผิด เพราะเขาเป็นคนดี

ส่วนคนชั่ว, ทุนสามานย์ นั้น ก็ชั่วบริสุทธิ์ หาความดีเจือปนไม่ได้เลย ถึงพยายามทำดี มันก็ต้องมีhidden agendaอยู่เบื้องหลัง

คนดีสำคัญกว่าระบบดี ดังนั้นขอเพียงได้คนดีมา ทุกอย่างจะดีเอง ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างระบบที่ดี ไว้รอ พอคนดีมากองรวมกัน ระบบจะดีเอง(ตรรกะนรกแบบไทยๆ) คนดีมันดีทุกอย่าง ดังนั้นพอlabelว่าดี ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ

จุดอ่อนของตรรกะ(ห่วยๆ จนไม่ควรถือว่าเป็นตรรกะ)

คนดีเปลี่ยนใจ ภายหลังไม่ได้?

คนดี ดีสัมบูรณ์เสมอไป?

ที่สำคัญที่สุด ใครเป็นคนตัดสินว่าดีหรือไม่ดี?

ขณะที่คนทั้งโลกเขาสนใจระบบ เขาสนใจสิ่งที่คนแสดงออกมาว่า เป็นไปตามกฏเกณฑ์(จริยธรรม, กฏหมาย ฯลฯ)หรือไม่ และตัดสินไปตามกฏเกณฑ์โดยไม่สนใจว่าใคร เขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ เขาให้ความสำคัญกับการดำรงสิทธิพื้นฐาน ความเสมอภาค

หรือว่าคนทั้งโลกมันงี่เง่า เลยคิดไม่เหมือนคนตอแหลแถวๆนี้

ตอแหลจงเจริญ ตอแหลเท่านั้นครองโลก

ก็ต้องให้คะแนนบทความนี้ 11

ก็ต้องให้คะแนนบทความนี้ 11 จากเต็ม 10 ฮิฮิ แถมต้องขอบคุณที่เขียนประเด็นนี้ออกมาได้แบบไม่ตื้นๆพื้นๆ

คุณธรรมน่าจะรวมเมตตากรุณาเอาไว้ด้วยนะ ถ้าไม่มีความเมตตากรุณาเราจะมีความเกลียดชังมากเกินไป แล้วให้อภ้ยกันได้ยากเกินไป

คุณธรรมเรื่องความ'ยุติธรรม'นี่คือคุณธรรมสุดยอด มันละลายความเห็นแก่ตัวลงได้เยอะมากเพราะถ้าเรารักตัวเองมากเกินไปแต่รักคนอื่นน้อยไป หรือรักของรักของเรามากเกินไป เอาง่ายๆลูกตัวเองถูกเสมอลูกคนอื่นมันหาเรื่องลูกเราก่อนแน่ๆ หรือเวลาเถียงกันยังไงก็ยอมไม่ได้ผิดไม่ได้ คนอื่นนั่นแหละผิด คนที่มีคุณธรรมยุติธรรมมันจะก้าวพ้นอัตตาการยึดติดมีใจเป็นธรรม พวกเดียวกันผิดก็ว่าผิด สามารถให้ความยุติธรรมแก่ตัวเองได้เท่ากับที่สามารถให้แก่คนอื่น

จะว่าไปแล้วพื้นฐานของสิ่งพวกนี้คุณธรรม-ศีลธรรม-จริยธรรม มาจากธรรมชาติประการหนึ่งของ'ความเป็นมนุษย์' ที่เป็น'สัตว์สังคม'ที่จะมีหลักประกันความอยู่รอดในโลกนี้ก็ด้วยการสมัครสมานสามัคคีในสังคม

แรกสุดคุณธรรมเกิดขึ้นในระดับชนเผ่า ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ความรักและเมตตา ทำให้ชนเผ่าแข็งแกร่งอยู่รอด

เมื่อมนุษย์มีมากขึ้นศาสนากำเนิดขึ้นมา ศาสนาเน้นกฎที่หนักแน่นมากขึ้นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ศาสนาพุทธเห็นชัดในศีล5ให้ละเว้น'การละเมิดผู้อื่น'และครองตนให้ดี คริสตศาสนาเน้นความรักต่อเพื่อนบ้าน

เมื่อมนุษย์ประหัตประหารกันอย่างไพศาลด้วยสาเหตุจากพวก'พ้องนิยม'เช่น ชาตินิยม ผิวนิยม ชาติพันธุ์นิยม ศาสนานิยม ลัทธินิยม หลักการร่วมระดับโลกจึงเกิดขึ้นเพื่อละลายความเห็นแก่ตัวใน'ระดับพวกพ้อง'หรือ'ระหว่างกลุ่มชนที่แตกต่าง' ความเมตตาจึงสามารถแจกจ่ายไปยังทุกแห่งของโลก ไม่ว่าจะประเทศไหน ผิวสีไหน ศาสนาใด ลัทธิการเมืองใด ก็เป็นมนุษย์โลกเหมือนกัน ให้ปฎิบัติกันเหมือนเหมือนที่ปฎิบัติต่อกลุ่มพวกเดียวกัน

'ความเป็นมนุษย์'ในที่สุดก็วัดกันทีคุณธรรมสากลที่เรียกว่า'ความเสมอภาค'กินความตั้งแต่เราทั้งหลายเป็น ปุ ถุ ช น ค น ธ ร ร ม ด า ที่อุดมด้วยกิเลสเหมือนกัน และเราทั้งหลายสามารถเป็น ม นุ ษ ย์ ที่ป ร ะ เ ส ริ ฐ ได้เหมือนกัน

จขบค สุรพศ

จขบค สุรพศ ได้ตีความและเข้าใจคำจำกัดความของคำว่าจริยธรรมและคุณธรรมตามความหมายของนักปรัชญาแห่งโลกตะวันตกยุคทองของกรีก(ความจริงไม่ว่าอารยธรรมของตะวันออกตะวันตกรวมทั้งอารยธรรมอิยิปต์โบราณอินเดียโบราณ มันต่างถ่ายเทสืบทอดผ่านไปมาซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่มีการเคลื่อนย้ายเดินทางของมนุษย์) ที่ได้พยายามหาความหมาย
พยายามที่จะทำความเข้าใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้เหลือความจริงแท้ที่สูงสุดเพียงหนึ่งเดียว นั้นขัดเจนแล้ว

คน นั้นพยายามที่จะพัฒนา ตนเองให้สูงขึ้นไปกว่าสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆที่อยู่ร่วมอาศัยในโลกนี้นั่นคือสัตว์
และสิ่งที่จะพัฒนาและใช้เป็นตัวชี้วัด ว่าคนมีความสูงกว่าสัตว์ นั่นคือการพัฒนาด้านจิตใจ ซึ่งย่อมประกอบไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนากลายไปเป็นศีลธรรมจนสู่ความจริงแท้สูงสุด

ไม่ว่าทั้งปรัชญาตะวันตกหรือตะวันออกต่างล้วนหาสิ่งจริงแท้เดียวกัน นั่นคือความจริงแท้สูงสุด

ทว่าปัญหาของตอแหลแลนด์นั้น มันก็เหมือนกับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบทรราชทุกประเภท ไม่ว่าจะทรราชจากระบอบกษัตริย์ศักดินา หรือทรราชจากระบอบเผด็จการทรราชไม่ว่าจะขวา(นาซี ฟาสต์ซิสต์ ขุนศึกจุนตา พวกคลั่งศาสนาสุดขั้ว)
ซ้าย(คอมมิวนิสต์สตาลิน เขมรแดงพลพต)
ประเทศที่ยังคงมีระบอบดังกล่าว(พบมากในเอเซียอาฟริกาเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้)
ประเทศเหล่านี้มักจะมีเส้นทางที่เดินมาแบบเดียวกัน นั่นคือตัวผู้นำมักคิดว่า ตนเองคือคนดีมีคุณธรรม เป็นคนที่ได้รับการมอบหมายมาจากพระเจ้า(ตามความเชื่อแล้วแต่ละศาสนา)ว่าให้มาปกครองเหล่าประชาชนผู้โง่เขลา
พวกผู้นำของประเทศเหล่านี้ มักจะตั้งตนตัวเองว่า ข้าคือกฏหมาย สิ่งที่ข้าพูด คือกฏหมาย ข้าสั่งให้ใครอยู่ก็ต้องอยู่
ข้าสั่งให้ใครตาย ก็ต้องตาย
ให้ดูได้จากประวัติศาสตร์โลก ตั้งแต่ยุคก่อนก่อก่อตั้งแผ่นดินจีน ก่อนยุคสามก๊ก(แค่ยุคสามก๊กนี่ก็มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว)
ซึ่งมีมากว่า8พันปี จนกระทั่งเรื่อยมาที่มีราชวงค์ต่างๆไม่ว่าจะเว่ย จิ๋น ซ้อง หมิง หยวน ฮั่น ชิง9ล9
หรืออย่างอิยิปต์ที่มีอารยธรรมนับหมื่นปีที่มีราชวงค์ยาวต่อเนื่องติดต่อกันมาแบบชนิดที่มีบันทึกชัดเจน
หรือพวกอารยธรรมลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีส ที่มีการออกกฏหมายขึ้นบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว นั่นคือกฏหมายฮัมมูราบี ที่ออกเป็นกฏหมายชัดเจน ที่ใช้บังคับใช้กับคนอื่น ยกเว้นตนเองที่เป็นกษัตริย์

ส่วนประเทศในยุโรปไม่ว่าจะยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก ต่างก็ล้วนเคยมีสภาพเช่นนี้ นั่นคือเหมือนกับอารยธรรมอื่นๆ
ที่กษัตริย์อยู่เหนือกฏหมาย เพราะจากคำพูดที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ที่ว่า ข้าคือกฏหมาย ข้าคือฝรั่งเศส นั้นมาจากปากของหลุยส์ที่13สุริยกษัตริย์

การจะเปลี่ยนแผ่นดินเปลี่ยนกษัตริย์เปลี่ยนผู้ปกครองแต่ละครั้งมักล้วนนองเลือด นั่นคือยกพวกฆ่ากันสถานเดียว
ไม่ว่าจะเปลี่ยนราชวงค์ หรือแม้นแต่เปลี่ยนรัชกาล ประวัติศาสตร์มันแสดงให้เห็นได้ชัดเจน
ประชาชนไม่ได้ไปรู้เรื่องอะไรด้วย เพราะต่างล้วนถูกปกครอง

แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ พวกยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อผ่านยุคแห่งการแสวงหา ผ่านยุคมืดยุคถดถอยแห่งภูมิปัญญาเพราะคลั่งศาสนาตีความคำภีร์คำสอนแบบผิดๆเข้าข้างตนเอง เอาคำพูดของตนเองไปยัดใส่ปากว่าเป็นคำพูดของพระเจ้า
วิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการพิสูจน์ให้เห็นจริง ไม่ใช่ ให้เชื่อแบบความคิดโบราณเดิมๆที่ปลูกฝังกดขี่กันมา ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า พวกคนยุโรปมีความกล้า กล้าที่จะออกมาชนกับปัญหา เพื่อแก้ปัญหา และไม่ยอมถูกกด ให้ยอมรับปัญหานี่คือลักษณะนิสัยที่แตกต่าง ที่แตกต่างไปจากคนเอเซียหรือพวกอาฟริกา ที่พยายามถูกโยนให้ยอมรับในเรื่องของกรรม หรือยอมรับในเรื่องของโชคชะตา การที่ทำให้ยอมรับในเรื่องของกรรมหรือโชคชะตา มันย่อมทำให้ง่ายต่อการที่พวกทรราชจะใช้วิธีนี้ในการปกครองเหล่าพวกทาส(ประชาชน)โดยการอาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือ ทั้งๆที่ศาสดาที่ตั้งศาสนาขึ้นมาไม่ได้ต้องการเช่นนั้นแต่ทว่าดันถูกเหล่าที่เรียกตนเองว่าเป็นสาวกที่ได้สร้างพิธีกรรมให้มันซับซ้อนมากขึ้น นำไปใช้ร่วมมือกับพวกกษัตริย์ในการควบคุมปกครองประชาชน(ยุโรปยุคมืดยุคกลางนี่ชัดเจน)นั่นคือแบ่งกันรับประทานว่างั้นเถอะ
เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญงอกงามมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุค วิทยาศาสตร์สังคม9ล9ที่ได้เจริญงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปทันที่ที่มีการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำ ค้นพบสนามแม่เหล็ก ค้นพบความจริงบางอย่างทางดาราศาสตร์ว่ามันไม่ใช่เป็นไปตามดังที่คำภีร์ไบเบิ้ลกล่าว
นักคิดรวมทั้งประชาชนในยุโรปเริ่มตั้งคำถามต่อตนเองและตั้งคำถามไปถึงชนชั้นปกครอง ว่าทำไมมันถึงไม่เท่าเทียมกัน
ทำไมมันถึง ใช้กฏหมายไม่เหมือนกัน จะว่าชนชั้นสูงหรือแม้นกระทั่งศาสนจักร จะมีคุณธรรมศีลธรรมจริยธรรมเหนือกว่าประชาชนคนธรรมดาเดินดินทั่วๆไป มันก็ไม่ใช่ เพราะประชาชนทั่วไปก็ได้เห็นความฟุ่มเฟือยเหลวแหลกในราชสำนัก
การใช้เงินภาษีมาก่อสงครามเพื่อเพิ่มบารมีเพิ่มความมั่งคั่ง(ปล้นชาวบ้านเขานั่นแหละ)ให้กับตนเองจนประชาราษฎร์เดือดร้อนมันทั้งแผ่นดิน สังคมเกิดความย่อยยับเป็นสังคมคนกินคน ด้านได้อายอด สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกและตะวันออก(ไม่ต้องพูดถึงทวีปอื่นเพราะทวีปอื่นๆที่เหลือนั้นประชาชนล้วนสาหัสหนักหนาปานวัวควายอยู่แล้ว)

แต่พวกคนในยุโรปตะวันตกไม่ยอม มันจึงได้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าปฏิวัติโลกของจริง เกิดขึ้น ตอนที่สหรัฐ ทำสงครามประกาศอิสรภาพออกจากอังกฤษ
และตามด้วย การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ที่ตามมาด้วยการสูญสิ้นของระบอบศักดินาในฝรั่งเศส อย่างเด็ดขาด แล้วก็กระจายไปยังทั่วยูโรป เกิดการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย จากนั้นก็แพร่ไปยังทุกทวีปทั่วโลก นั่นคือเกิดการปฏิวัติใหญ่ในจีน
ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบศักดินามาเป็นระบอบสาธารณรัฐ(คำว่าสาธารณรัฐหมายถึงการปกครองที่มาจากประชาชน) นั่นคือ ทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน การสืบทอดการบริหาร นั้นไม่ใช่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการสืบทอดทางสายโลหิต แต่ทว่ามาจากการคัดเลือกนั่นคือการเลือกตั้งจากประชาชนเข้าไปให้ทำหน้าที่แทนชั่วคราว นั่นคือมีระยะเวลาการบริหาร การออกกฏหมายที่แน่นนอน เช่น4ปีครั้งหรือ6ปีครั้งต้องเลือกตั้งใหม่ไม่ใช่นั่งเก้าอี้จนรากงอกจนตาย และไม่ใช่แบบสมบัติผลัดกันชม แถมผู้บริหารติดคุกได้ถ้าทำความผิด นิรโทษกรรมตนเองไม่ได้
เป็นระบบที่คัดเลือกคนที่มีความสามารถ ความเหมาะสมตามที่ประชาชนในช่วงระยะเวลานั้นๆมองเห็นว่าทำให้ประเทศชาติสังคมพัฒนาไปในทางที่เป็นบวกดีขึ้นความเหลื่อมล้ำลดลงหรือหายไป

แต่ทว่า ตอแหลแลนด์ของเรานั้น ยังคงเปรียบประดุจเช่น เวลา ในขวดโหล ของจิมโครเช่ นั่นคือแม้นว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะเวลามันไหล ทว่าตอแหลแลนด์พยายามที่จะดอง เวลา เอาไว้ในขวดโหล ไม่ให้เปลี่ยน โดยอาศัย การโฆษณาชวนเชื่อทุกรูปแบบเท่าที่จะจินตนาการหามาตรการคิดมันขึ้นมาได้ โดยอาศัยเศษสื่อเน่านักวิชาเกินเ่น่า
อาศัย กองกำลังติดอาวุธ รวมทั้งหามาตรการปลดอาวุธทุกชนิดของประชาชนโดยใช้สิ่งที่เรียกว่ากระบวนการดับเบิ้ลแสตนดาร์ด

จงมีความกล้า เดินออกมาเถิด เหล่าพี่น้องเพื่อนร่วมชาติที่รักความยุติธรรม พี่น้องเพื่อนร่วมชาติที่ต้องการ เสรีภาพ
ความเสมอภาค และภราดรภาพ
จงมีความกล้าที่จะปฏิเสธอำนาจนอกระบบ จงมีความกล้า ที่จะต่อกรกับพวกอำนาจเถื่อน อำนาจมืด
จงอย่ายอมศิโรราบหรือก้มหัวให้กับอำนาจนอกระบบหรืออำนาจมืด
ต้องมีความกล้าหาญที่จะปฏิเสธการทำรัฐประหาร

การรัฐประหารล้มกระดาน มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้อีกเลย ถ้าหากประชาชนจะร่วมใจกันใช้อาวุธ เข้าต่อสู้ ปราบปราม
ตีมันที่หัว ตีมันที่ตัวของผู้บงการมันตรงๆ อย่าไปเสียเวลากับลิ่วล้อ
ประวัติศาสตร์โลก มัีนชี้ให้เห็นอย่างนั้นจริงๆมันทั่วโลกนับแต่อดีตจนปัจจุบัน

ความจริงคำว่า ไท หรือไทย ในความหมายของตัวมันเองนั้นหมายถึง ผู้ที่มีอิสรภาพ ผู้ที่มีเสรีภาพ ผู้ที่มีความเสมอภาค และภราดรภาพ อยู่แล้ว

ถูกต้องครับ doctorJ

ถูกต้องครับ doctorJ เมืองไทยเราชอบยึด "หลักกู" มากกว่า"หลักการ" ความพิการทางสังคมจึงเด่นชัดขึ้นดังทุกวันนี้แล

วลีที่คุณว่ามา

วลีที่คุณว่ามา แมวสีอะไรก็ไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ... แล้วแมว...แม่ว...แม้ว ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีกว่าทุกวันนี้เนี่ย เห็นรังเกียจกันจริงนะ ได้โปรดอย่าเอ่ยวลีนี้มาใช้กับเมืองไทยเลยคุณ ที่ถูกต้องบอกว่า

"แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้เลียกูเป็นพอ"

BC543 นั้นเก่าแก่กว่า AD

BC543 นั้นเก่าแก่กว่า AD 220-280 อยู่ อยู่กว่าเจ็ดร้อยปีนะครับ แปลว่าสามก๊กเกิดหลังศาสนาพุทธแน่นอน

การปฎิวัติใหญ่ของอเมริกานั้น เกิดจากความขัดแย้งของคนอเมริกาชั้นนายทุนกับรัฐบาลและรัฐสภาอังกฤษ ไม่ได้ขัดแย้งกับระบบกษัตริย์อังกฤษ

ส่วนที่ฝรั่งเศสนั้น จากปีที่ปฎิวัติใหญ่ ฝรั่งเศสก็ยังมีระบบกษัตริย์เข้ามาปกครองเป็นช่วงๆต่อมาอีกเกือบร้อยปี คนหนึ่งในนั้นก็คือนโปเลียน จำได้ไหมครับ

ส่วนความเห็นอื่นก็ว่ากันไปเถอะครับ ผมขอให้ความเห็นเฉพาะส่วนที่ทำให้ประวัติศาสตร์โลกมันเพี้ยนก็พอ.......

วลีนั้นผมไม่ได้ว่าเองครับ

วลีนั้นผมไม่ได้ว่าเองครับ เป็นของเติ้งเสี่ยวผิง ไอ้แมวตัวที่คุณว่านั้นถ้าไปอยู่ในมือเติ้ง ก็คงได้รับรางวัลการจับหนูเป็นกระสุนปืนที่ต้นคอหลังกระโหลกทั้งครอบครัวบุตรบริวารยกแก๊งค์ ไปนานแล้วครับ....

ปัญหาคนเก่งแต่ไม่มีจริยธรรม

ปัญหาคนเก่งแต่ไม่มีจริยธรรม น่ากลัวกว่าค่ะ

ท่านนายกทักสิน กากค่ะ

อ๋อ

อ๋อ แต่คนที่ชอบท่านนายกทักสินก็ชั่วเหมือนกันเพราะ
มองความเลวเป็นเรืองเล็กน้อย
ใช่มั้ยคะพวกเรากากแดง

กากเดน

ปัญหาคนดีเหนือหลักการไม่น่าสน

ปัญหาคนดีเหนือหลักการไม่น่าสนใจหรอก (แล้วรู้ได้ไงว่ายุทธเต่าเขายายเที่ยงเป็นคนดี)

ปัญหามันอยู่ที่ คนเลวบริสุทธิ์ที่ยังอยู่เหนือหลักการ นี่ดิ้ปัญหาใหญ่ (เพราะคนเลวอย่างไอ้แม้ว ยังเสือกอ้าง 2 มาตรฐานแล้วทำตัวอยู่เหนือหลักการทุกอย่างนี่แหละ ทำประเทศชาติมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้)

แล้วที่แย่ก็คือเรื่องแบบนี้ในต่างประเทศที่ประชาชนกินหญ้ามีน้อย ปัญหาแบบนี้ขี้ปะติ๋ว เพราะประเทศที่คนฉลาดมากกว่าคนโง่ เขาไม่ปล่อยให้คนๆ เดียวมาลอยตัวเหนือหลักการแล้วสร้างปัญหาให้ประเทศนานเป็นทศวรรษแบบตะกวดทักษิณหรอก

แต่ที่ทุกวันนี้ต้องมานั่งยันกันอยู่อย่างนี้เพราะประเทศไทยคนโง่แบะแบน แถมคนเลวชอบเงินเหลี่ยมๆ ก็เยอะ คนเลวจึงอยู่เหนือหลักการได้เพราะคนพวกนี้บูชาคนๆ เดียวให้อยู่เหนือหลักการ แถมไม่รู้ตัวอวดดีด่าว่าคนอื่นๆ ไปซะฉิบ

คุณค่าพอๆ กันทั้งตะกวดตัวพ่อ และ ขบวนการตะกวดเรนเจอร์ (ใส่แต่ชุดแดงนะ อย่าลืม อิอิอิ)

กระเทยตัวใหม่มาแปลกแฮะ เป็นอะ

กระเทยตัวใหม่มาแปลกแฮะ
เป็นอะไรกะนังเปรมสี่เสา

กากน่ะต้องไปผู้จัดกากแถวนั้นกากเยอะ
พอกากมานี่ก็เลยมีมาหนึ่งกาก..

หลักปรัญญาอะไรน่ะดีโหมด แต่ถ้าคุยกับโจร
หรือสมุนโจร คุยยังไงก็ไม่มีทางจะเข้าใจ
ต้องใช้กฎโจรคุยถึงจะเข้าใจกันได้
ถ้าคุยเข้าใจคงไม่ต้องมีคุก
เพราะโจรเหมาะที่จะอยู่คุกมากกว่าเสวนาหาเหตุผล

เพราะใช้คนละมาตรฐาน..มาตรฐานโจร
ยึดสนามบินก็เป็นผู้ก่อการดี
ฉุดกระชากลากถูผู้หยิงกลางวันแสกๆ
ไม่อายใคร และไม่เสียใจ เพราะใช้หลักโจรคิด...จบ อิอิ

ตอบให้แล้วนะไปหาอ่านเอง..อิอิ

ตอบให้แล้วนะไปหาอ่านเอง..อิอิ

เปดตัวนี้เป็นเอามากหลงตัวเอง

เปดตัวนี้เป็นเอามากหลงตัวเอง
เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง เห็นใครเก่งเกินหน้าไม่ได้
ต่อมอิจฉาแตก..เกลียดอิจฉาแบบไม่มีเหตุผล

จะคุยจะด่าใครไม่ยากหรอก แค่เห่าเป็นก็ด่าเป็น
ถามจิงๆสักครั้งเถอะ ไอ เปด ในชีวิต
เคยสร้างประโยชน์อะไรให้ประเทศสักข้อ
ที่พอจะเทียบกับทักษิณได้ คุยให้ฟังหน่อยซิ
เวลาตาย จะได้มีประวัติไว้อวดลูกหลาน

...อย่าบอกนะเคยยึดสนามบิน
ถ้าไปเจอพระยามัจจุราช..อยากรู้พวกนี้
จะได้รางวัลอะไร จากพระยายม..ขนลุก..อิอิ

กรณีของประเทศไทยนั้น

กรณีของประเทศไทยนั้น ผมเห็นว่า เราเสียเวลาไปกับระบอบประชาธิปไตยมาเกือบเจ็ดสิบปี มากเกินไปแล้วครับ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเซียที่ใช้ระบบพรรคเดี่ยว และใช้เวลาแค่สามสิบกว่าปีในการยกระดับ ประโยชน์สุขของมหาประชาชนของเขา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักและเกณฑ์วัดความสำเร็จที่แท้จริงของคณะและระบบการปกครอง ใครทำได้ถึงจุดนั้น

เอาแบบ คิม ?

หรือจะยกย่องจีนแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วทำไมนับสามสิบปี คุณบางกอก ไม่ันับ great leap forward เหรอครับ

เกาหลี ญี่ปุ่น พรรคเดียว ?

จีนเค้ามีทุนวัฒนธรรมเฉพาะ อยู่ ถ้าเค้าใช้ระบบตลาดเมื่อไหร่ โดยการเมืองนิ่งไม่ว่าแบบไหน ก็นับว่ามั่งคั่งได้ทั้งนั้น
ไม่ว่า คนจีนไปที่ไหน ก็ทำแบบนี้ ได้ วัฒนธรรมกลุ่มตะเกียบ ก็มีแตกสายแบบนี้ทั้งนั้น

ไทยเราก็ได้อานิสงค์ไปด้วย ตอนนี้ไทยควรได้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว

"การปฎิวัติใหญ่ของอเมริกานั้น

"การปฎิวัติใหญ่ของอเมริกานั้น เกิดจากความขัดแย้งของคนอเมริกาชั้นนายทุนกับรัฐบาลและรัฐสภาอังกฤษ ไม่ได้ขัดแย้งกับระบบกษัตริย์อังกฤษ"

มาจากการขัดแย้งกับ การปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรม ของระบบ "อังกฤษ" กล่าวในองค์รวม ความขัดแย้งจริง ๆ แนวคิดเรื่องศักดินา รูปหนึ่ง นั่นคือ การที่คนอังกฤษแผ่นดินแม่ มอง คนใน อาณานิคม เป็นประชากร ชั้นสองชั้นสาม จ่ายภาษี แต่ไม่ให้มีผู้แทน แล้วรีดเอาภาษีเพื่อมาหล่อเลี้ยงความมั่งคั่ง ซึ่งสุดท้าย เค้าก็มองออก
ถึงรากฐานของปัญหา เอาว่า มีปัญหากับระบบที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งสุดท้ายเขาก็เ้ข้าใจปัญหาได้ถึงต้นขั้วจนได้

ตอนแรกเค้าก็ไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง จนเขาได้รู้ในที่สุดแหละครับ และนั่นทำให้สุดท้ายเขาตัดสินใจอย่างนั้น

มันคล้าย ๆเหตุการณ์ หลาย ๆ เหตุการณ์ คนที่เข้าใจแต่ต้นโดยตรงมีน้อย (ระดับนักคิด) แต่คนที่เริ่มเคลื่อนไหวจากผลกระทบมาก่อน

=> แล้วก็จบลง ด้วย ท่อนนึงของ คำประกาศอิสรภาพ นี้

We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness.

สนทนาตอบ doctor j ถ้าเช่นนั้น

สนทนาตอบ doctor j

ถ้าเช่นนั้น จะกล่าวได้ไหมครับ ว่า
- จริยธรรม ..วัดได้ ตรวจสอบได้(เช่นในกรอบของการไม่ละเมิดจรรยาบรรณในวิชาชีพหรือที่ถูกกำหนดขึ้นในหน้าที่การงานต่างๆ)
- แต่ คุณธรรม ..วัดหรือตรวจสอบไม่ได้ และคำว่า 'คนดี' ก็ตีความไม่เหมือนกัน เพราะมักเป็นการตีความเอาตามที่ตนคิดว่าถูก ในขณะที่ จริยธรรมหรือจรรยาบรรณ สามารถหาอ่านเอาได้ง่ายกว่า

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ผมมองว่าเป็นสาระที่ว่าด้วย'สิ่งดีๆ' ในมิติที่ต่างกันเท่านั้นเอง ซึ่งที่แท้ก็ควรส่งเสริมให้บุคคลควรพัฒนาขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร

..ปัญหาน่าจะอยู่ที่ " เรา(หรือบางคน)ไม่มีทั้งสองอย่างเลย"ต่างหากครับ

คำว่าคุณธรรม(คนดี)ที่เอามาใช้กันพร่ำเพื่อในขณะนี้ จึงเป็นเพียงตุ๊กตาให้เราหลงประเด็น ไปยึดที่ศัพท์ ไปจำวาทกรรม(อย่างที่คุณ doctor j กล่าว)แล้วเอามาโยงกับสิ่งที่เราเองก็ไม่แน่ใจความหมาย

ซึ่งถ้าอย่างนั้น ผมก็เห็นด้วย ที่ควรปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ๆมาให้ความสำคัญกับ 'บรรทัดฐานที่วัดได้' มากขึ้นครับ

ถ้าจะมองอย่างนักคิด

ถ้าจะมองอย่างนักคิด ก็ต้องพิจารรามุมมองของรัฐบาลอังกฤษด้วยว่าเพื่อประโยชน์สุขของชาวอาณานิคม อังกฤษต้องลงทุนไปกับการสงครามเพื่อปกป้องและรักษาอาณานิคมแห่งนี้จากฝรั่งเศสและเสปนไปมากมายเท่าไร เมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็ต้องรบกันซึ่งผลก็คือ อเมริกันชนชนะประกาศอิสระภาพสำเร็จ

มองในมุมนักสิทธิมนุษยชน คำประกาศอิสระภาพและรัฐธรรมนูญแรกเริ่มของอเมริกานั้นจงใจหลีกเลี่ยงปัญหาขัดแย้งหลักของยุคนั้นจนอาจมองได้ว่าจงใจปกป้องการค้าทาสและระบบการใช้แรงงานทาส ซึ่งขัดกับประโยคที่คุณยกมาอ้างมาซึ่งอยู่ในย่อหน้าที่๒ของคำประกาศอิสระภาพ อย่างเต็มใบ...นักวิชาการอเมริกันเอง เขาถกเรื่องนี้กันมาเป็นร้อยปีแล้วครับ

ต่อมาสมัยลินห์คอนก็ได้อ้างประโยคที่ว่านั้นอีกเพื่อแก้ไขยกเลิกระบบทาสซึ่งต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย และครั้งนี้ผลประโยชน์ขัดกันระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้จนเกิดสงครามการเมือง เพราะฝ่ายอยากคงระบบทาสไว้ต้องการทำเหมือนตอนอเมริกันชนทำกับอังกฤษคือ ขอแยกประเทศออกไป

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ความคิดคำคมอุดมการณ์ของนักคิดนักปรัชญานั้น ด้วยความสละสลวยสวยงามมาตรฐานคุณธรรมจริยะธรรมของมันเอง ไม่สามารถทำให้ทุกผู้ทุกคนยอมรับนับถือไปปฏิบัติร่วมกันโดยสันติวิธีได้ เพราะทุกเรื่องจะมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียผลประโยชน์ กฏเกณฑ์การคัดเลือกทางธรรมชาติผู้ชนะและผู้ที่เข้มแข็งกว่าเป็นผู้เลือกกฎเกณฑ์ที่จะใช้ในสังคม เป็นกฏเกณฑ์ที่เหนือกว่ามายาคติเสียงข้างมากเสมอไปครับ

สงครามและผู้ชนะสงครามอันเกิดจากความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ มักเป็นฝ่ายถูกต้องเสมอครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักคิด

นักคิดนักปกครองสายตะวันออกอย่างเติ้งเสี่ยวผิงนั้น คิดแค่ว่าทำอย่างไรจะให้ผู้มีความสามารถและมีคุณธรรมและจริยะธรรมได้เป็นผู้ชนะและได้อำนาจปกครองบริหารเพื่อประโยชน์สุขของมหาประชาชน และทำอย่างไรที่จะรักษาระดับประสิทธิภาพการบริหารและมาตรฐานจริยะธรรมของผู้บริหารให้สามารถยืนยาวผ่านอุปสรรคสำคัญที่สุดคือช่วงเวลานับสิบปีที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เติ้งได้รับคำตอบส่วนหนึ่งจากปรัชญาเก่าแก่ที่สุดของจีนไงครับ ปรัชญาด้านวินัยในสังคมของขงจื๊อ แค่เปลี่ยนคำว่า ฟ้า ไปเป็น พรรค ทำได้สำเร็จก็ไร้ต้าน บูรพาไม่แพ้แล้วครับ.........ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า เติ้งนั้นถือว่าปฎิบัติตามกฎเกณฑ์การคัดเลือกทางธรรมชาติได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

ผมชอบคำว่าวัฒนธรรมกลุ่มตะเกีย

ผมชอบคำว่าวัฒนธรรมกลุ่มตะเกียบของคุณครับ พอทราบไหมครับว่าการใช้ตะเกียบที่ถูกต้องนั้นนั้น ตะเกียบตัวล่างนั้นต้องนิ่งในขณะที่ตัวบนจะเคลื่อนไหวไปหนีบไปคีบอาหาร

ผมเห็นว่า การเมืองจีนเกาหลีญี่ปุ่นนั้น ตะเกียบตัวล่างที่นิ่งแน่นเป็นฐานนั้นมีความหมายแตกต่างกันไป จีนนั้นรัฐบาล ญี่ปุ่นนั้นคือกลุ่มทุนอุตรสาหกรรมและธนาคาร ส่วนเกาหลีนั้นทันสมัยกว่าเพื่อนคือการเมืองภาคประชาชนอันเข้มแข็ง ตะกียบตัวบนจะดิ้นรนหนีบจับคีบอะไร ตัวล่างไม่เล่นด้วยไม่มีวันเข้าปากท้องของประชาชนได้........ส่วนเวียตนามนั้น ผมว่าใช้ตะเกียบผิดวิธี ตัวล่างตัวบนไม่แน่นจะคีบจะหนีบจะโกยมั่วไปหมด ไม่นานเกินรอจะเจอพิษฟองสบู่แตก

คำถามอื่นผมว่าคุณแกล้งทำเป็นไม่รู้ ผมไม่ตอบครับ ไปหาอ่านศึกษาเอาเองเถิดครับ บางเรื่องมันหลงยุคไปผมบอกใบ้ให้...

"ถ้าจะมองอย่างนักคิด

"ถ้าจะมองอย่างนักคิด ก็ต้องพิจารณามุมมองของรัฐบาลอังกฤษด้วยว่าเพื่อประโยชน์สุขของชาวอาณานิคม อังกฤษต้องลงทุนไปกับการสงครามเพื่อปกป้องและรักษาอาณานิคมแห่งนี้จากฝรั่งเศสและเสปนไปมากมายเท่าไร"

นักคิดแบบไหน ผมว่าไม่เกี่ยวหรอกครับ มันมาจากแนวคิดเชิงศักดินา ซึ่งมองคนเป็นคนไม่เท่ากัน
ดูอย่างอินเดีย ซึ่งถูกสูบกินทรัพยากรไปหล่อเลี้ยงประเทศตัวเอง จนมีความมั่งคั่งมหาศาล มันก็อ้างได้ทั้งนั้นเรื่องลงทุนไปเท่าไหร่

เพียงแต่อินเดียไม่มีรากฐานทุนทางวัฒนธรรมสมัยใหม่แบบชาวอาณานิคมในอเมริกา จึงเกิดเหตุการณ์ไปสู่ความคลี่คลายได้ช้า

เบื้องหลังของอาณานิคมแก่นแท้คือการ พยายามสูบกินทรัพยากร และความมั่งคั่ง ผลประโยชน์ทางการค้าพิเศษเชิงผูกขาด
การครอบงำตลาด รูปแบบต่าง ๆ การใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เลวร้ายเป็นพิเศษ ในอาณานิคมเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินแม่
มันคือ old world order มันก็ไม่ได้ต่างจาก ที่ประเทศต่าง ๆ ไปตีเมืองจีนในสมัยโบราณแล้วคิดว่าจะทำยังไงกับผู้แพ้ก็ได้

ภายหลังการลงทุนข้ามชาติและการผ่อนคลายการค้าเสรีข้ามชาติทำให้เกิด world order แบบใหม่ ซึ่งเกิดความมั่งคั่ง
ยิ่งกว่าแนวคิดเชิงศักดินา อาณานิคม

ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ เราช่วยกันนิยามความดีงาม ผ่านยุคสมัยมาเรื่อยๆ

"กฏเกณฑ์การคัดเลือกทางธรรมชาติผู้ชนะและผู้ที่เข้มแข็งกว่าเป็นผู้เลือกกฎเกณฑ์ที่จะใช้ในสังคม เป็นกฏเกณฑ์ที่เหนือกว่ามายาคติเสียงข้างมากเสมอไปครับ"

ความเข้มแข็งอาจไม่ได้มาจากความเหนือกว่า ลักษณะดีไม่ดี มีหลายแง่มุม ไม่ใช่แง่มุมเดียว คำว่าดี เฉย ๆ มันล้าหลังเสียแล้ว
มันมีเรื่องของสภานการณ์ เวลา โอกาส สถานที่ เข้มแข็ง ก็เช่นกัน ทุกนิยาม ถูกตีความตามบริบท ถ้าเราคิดอย่างละเอียดรอบคอบ

ถ้าระบบขงจื้อและจีนดีหนักหนา ตลอดยุคของจีน เกิดความไม่สงบและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย
ทำไมต้องตามฝรั่งในร้อยปีที่แล้ว ทำไมต้องตกต่ำครั้งใหญ่
แม้แต่คนจีนในแผ่นดินใหญ่เอง ยังไม่โง่งมและบูชาหลงไหล แนวคิดเก่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา เขาได้ผ่านเหตุการณ์และบทเรียน
มามาก การมองแบบคุณบางกอก ไม่ใช่แนวคิดในจีนแผ่นดินใหญ่ที่เขากำลังใช้อย่างแน่นอน

" แค่เปลี่ยนคำว่า ฟ้า ไปเป็น พรรค ทำได้สำเร็จก็ไร้ต้าน"

ผมเห็นเค้าพูดกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่า แนวคิดเกี่ยวกับรัฐในจีน มีแต่คำว่าประชาชนเต็มไปหมด
ของเรา ก็มี ฟ้า ไม่ใช่หรือ พูดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

"ต่อมาสมัยลินห์คอนก็ได้อ้างประโยคที่ว่านั้นอีกเพื่อแก้ไขยกเลิกระบบทาสซึ่งต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย และครั้งนี้ผลประโยชน์ขัดกันระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้จนเกิดสงครามการเมือง เพราะฝ่ายอยากคงระบบทาสไว้ต้องการทำเหมือนตอนอเมริกันชนทำกับอังกฤษคือ ขอแยกประเทศออกไป"

บางทีเรื่องที่ยากที่สุดก็คือเรื่องความรู้สึก และกลไกทางจิตวิทยาของคนนั่นเอง คนจบ ดร ด้านประชาธิปไตย
มีความรู้ทุกอย่าง แต่ไม่สามารถมีความเชื่อได้ ฉันใดฉันนั้น เหมือนที่บ้านเมืองเราเป็นอยู่ทุกวันนี้
และประวัติศาสตร์ก้มักเป็นเช่นนั้น มนุษย์ค้นพบธรรมชาติภายนอกก่อนธรรมชาติภายในตัวเอง
เราจึงค้นพบ สมการซับซ้อนที่อธิบายธรรมชาติ หลาย ๆ อันก่อนที่จะค้นพบ เรื่องจิตวิทยา

เรื่องพวกนี้มันแตะยากเหมือนเราพยายามแฮกตัวเอง มันต้องมีความซื่อสัตย์ เพียงพอ
อย่างที่ซิกมุน ฟรอยด์ทำไว้ เขากล้า อธิบายคนแบบ สัตว์ ไม่ใช่วิญญาณวิเศษวิโส

"ผมชอบคำว่าวัฒนธรรมกลุ่มตะเกี

"ผมชอบคำว่าวัฒนธรรมกลุ่มตะเกียบของคุณครับ พอทราบไหมครับว่าการใช้ตะเกียบที่ถูกต้องนั้นนั้น ตะเกียบตัวล่างนั้นต้องนิ่งในขณะที่ตัวบนจะเคลื่อนไหวไปหนีบไปคีบอาหาร"

ผมใช้เป็นปกติ

"ผมเห็นว่า การเมืองจีนเกาหลีญี่ปุ่นนั้น ตะเกียบตัวล่างที่นิ่งแน่นเป็นฐานนั้นมีความหมายแตกต่างกันไป จีนนั้นรัฐบาล ญี่ปุ่นนั้นคือกลุ่มทุนอุตรสาหกรรมและธนาคาร ส่วนเกาหลีนั้นทันสมัยกว่าเพื่อนคือการเมืองภาคประชาชนอันเข้มแข็ง ตะกียบตัวบนจะดิ้นรนหนีบจับคีบอะไร ตัวล่างไม่เล่นด้วยไม่มีวันเข้าปากท้องของประชาชนได้........ส่วนเวียตนามนั้น ผมว่าใช้ตะเกียบผิดวิธี ตัวล่างตัวบนไม่แน่นจะคีบจะหนีบจะโกยมั่วไปหมด ไม่นานเกินรอจะเจอพิษฟองสบู่แตก"

อันนี้เป็นการพยายามเปรียบเปรย เรื่องเวียดนามเดี๋ยวเขาก็เข้าที่เข้าทาง ส่วนของไทยจะล้าหลังสุดเพราะได้ส่วนผสมที่แย่
ทุนวัฒนธรรมจีนเก่า ๆ ดีดี ถูกกลืนไปมาก จากนโยบายกดทับ เหยียดหยามต่าง ๆ นานา

"คำถามอื่นผมว่าคุณแกล้งทำเป็นไม่รู้ ผมไม่ตอบครับ ไปหาอ่านศึกษาเอาเองเถิดครับ บางเรื่องมันหลงยุคไปผมบอกใบ้ให้...

ผมรู้ครับและอ่านมาพอสมควรแล้ว และคิดว่าคุณก็รู้ ผมยกมาเป็นข้อโต้แยัง เฉย ๆ เหมือนคุณจะพยายามละเลยหลาย ๆ เหตุการณ์

คาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเศษสา

คาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเศษสากดินาย่อมต้องยกนโปเลียน ขึ้นมาอ้าง เลยทิ้งค้างเอาไว้ให้คิดต่อเช่นนั้น
ไม่ผิดที่หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส มันจะมีเด็กหนุ่มจากเกาะคอซิก้า เข้ามาเป็นทหารของกองทัพฝรั่งเศษ
ที่ช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่รัฐบาลปฏิวัติที่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่แผ่นดินฝรั่งเศส กำลังวุ่นวาย
เพราะมันเกิดสภาวะที่เรียกว่า ยุคแห่งการไร้ขื่อไร้แป หรือยุคทมิฬ อังกฤษซึ่งก็เป็นมหาอำนาจเช่นกันในยุคนั้น ก็ฉกฉวยโอกาศเข้าทำสงครามกับฝรั่งเศษ เพราะเห็นว่าโอกาศกำลังเหมาะ นโปเลียน นายร้อยหนุ่มที่ได้รับการเลื่อนขึ้นมาเป็นนายพลอย่างรวดเร็ว เพราะว่าสามารถนำกองทัพฝรั่งเศสที่ขวัญกำลังเสีย เข้ายันการบุกตีของอังกฤษเอาไว้ได้

นโปเลียน ได้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนชาวฝรั่งเศสโดยแทบจะทันที เขาได้กลายเป็นความหวังว่าจะนำพาประเทศชาติไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ปลดแอกระบอบศักดินา ขนาดคีตกวีเอกของโลกชาวเยอรมันอย่างบีโธเฟ่น ก็ยังชื่นชมสนับสนุนนโปเลียนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเพราะคิดว่านโปเลียนจะเป็นนักประชาธิปไตย แต่ทว่าบีโธเฟ่นต้องผิดหวังอย่างหนักและช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของบีโธเฟ่น เขาจงเกลียดจงชังนโปเลียนมาก นั่นเพราะนโปเลียนได้หักหลังประชาชนชาวฝรั่งเศส
นโปเลียนหลังจากที่สามารถรบชนะยันกองทัพอังกฤษได้ เขาก็เริ่มมีอำนาจทางทหารมากขึ้น และมากขึ้นจนสามารถควบคุมกองทัพฝรั่งเศสเอาไว้ได้ นโปเลียน ตั้งตนเองเป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์(เรียกว่ายวนซีไขของจีนตอนที่ล้มราชวงค์ชิงร่วมกับซุนยัดเซน ยวนซีไขก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์จีน) ตั้งตนเองเป็นกฏหมาย ตั้งตนเองเป็นฝรั่งเศส ความทรราชได้แสดงขึ้นมาโดยการนำพากองทัพฝรั่งเศส ก่อสงครามไปทั่วยุโรปและอัฟริกาเหนือ ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายล้านศพ
จนนโปเลียนถูกจับขังคุกที่เกาะเซ็นต์เฮเลน่าและตายนั่นแหละ ความสงบสุขของยุโรปมันถึงกลับคืนมา

สิ่งนี้มันคือการตอกย้ำถึงความเลวร้ายของระบอบศักดินาหรือก็คือระบอบเผด็จการทรราชนั่นเอง
ระบอบศักดินา นั้นไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ เพราะทำตัวอยู่เหนือกฏหมาย

" แค่เปลี่ยนคำว่า ฟ้า ไปเป็น

" แค่เปลี่ยนคำว่า ฟ้า ไปเป็น พรรค ทำได้สำเร็จก็ไร้ต้าน"

ข้อความข้างบนนี้เติ้งเสี่ยวผิงไม่เคยพูด ผมพูดเองครับ โดยอาศัยรากฐานการศึกษาจีนมานานพอสมควร เติ้งนั้นเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนทะลุปรุโปร่ง จนถึงยุคจักรพรรดิเหมาผู้อ้างอิงลัทธิคอมมูนิสต์มาปกครองมหาประชาชน ทฤษฎีการเมืองใหม่ของจีนที่เติ้งสร้างขึ้นนั้น ผมเห็นว่ามีพื้นฐานจากการเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีตกว่าสี่พันปีของชนชาติจีน และอารยะธรรมจีน

ประวัติศาสตร์จีนนั้นมีฮ่องเต้หรือโอรสสวรรค์ผู้ได้รับบัญชาจากฟ้าหรืออ้างว่าได้รับปกครองประเทศมาแล้ว สี่ร้อยกว่าองค์ นักประวัติศาสตร์จีนพิจารณาแล้วมีผลงานแก่ชาติและประชาชนเพียงสี่สิบกว่าองค์ ทุกองค์ที่มีผลงานนั้นต่างมีโอกาสครองราชย์ยาวนาน และมีคุณธรรมจริยะธรรมประจำตัวรวมถึงมีความมั่นใจในตัวเองสูงส่ง ประกอบกับมีที่ปรึกษาและอัครเสนาบดีชั้นเยี่ยมไว้ใช้งาน เรียกได้ว่า บุคคลที่เป็นผู้นำนั้นคุมระบบการบริหารทั้งงานและคนของชาติไว้ได้ และยอมรับเรียกใช้บุคคลากรที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน ส่วนฮ่องเต้กากๆใต้อำนาจขุนนางหรือขันทีนั้น ได้อำนาจขึ้นมาทีไรประเทศใกล้ฉิบหายทุกทีไป เมื่อกากๆฮ่องเต้สิ้นอำนาจ ผู้ได้อำนาจใหม่ก็อ้างว่าเป็นประกาศิตสวรรค์ที่เลือกตนเข้ามาแทนที่ รัฐบาลของฮ่องเต้นั้นคนจีนเขาเปรียบเหมือนเรือที่ลอยอยู่บนน้ำ ซึ่งน้ำก็คือมวลมหาประชาชน น้ำนั้นสามารถทั้งยกเรือให้ลอยอยู่ได้ และสามารถล่มเรือได้เช่นกัน ประชาชนกับรัฐก็เช่นกัน แต่ทุกชีวิตในน้ำและเรือนั้นต่างอยู่ใต้ลิขิตสวรรค์ของฟ้า

หากฟ้าหรือพรรคนั้นสามารถคัดเลือกคนดีมีความรู้ความสามารถสุจริตยุติธรรมเข้ามาบริหารชาติได้ เรือที่กัปตันและคณะก็ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่โดนน้ำทำลายไป อย่างที่เคยเกิดขึ้นตลอดมา

ในยุคฮ่องเต้นั้น ฟ้าถูกอ้างว่าถ่ายอำนาจให้ทั้งบุคคลและทายาททางสายโลหิตของบุคคลเป็นราชวงศ์ไป ซึ่งเป็นจุดอ่อนเนื่องจากความสามารถในการบริหารงานและจริยะธรรมคุณธรรมของปัจเจกนั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นและเรียนรู้จากประสบการณ์หลังกำเหนิดไม่สามารถถ่ายทอดทางดีเอ็นเอได้

ในยุคที่ฟ้าเปลี่ยนเป็นพรรค หรือพรรคเปลี่ยนเป็นฟ้า ก็ว่าได้ ฟ้าหรือพรรคนั้นต้องทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ไปทำหน้าที่ควบคุมเรือหรือรัฐด้วย และรวมถึงหน้าที่ตรวจสอบลงโทษ ซึ่งจะทำให้เรือลอยไปบนน้ำได้อย่างสงบราบคาบขึ้น และเนื่องจากมีเรืออยู่ลำเดียว และฟ้าหรือพรรคอยู่พรรคเดียว หากฟ้าทำงานของตนได้ดี เรือทำงานของตนได้ดี โอกาสที่น้ำจะอาละวาดไปถึงเรือและทำฟ้าเปียกไปด้วยก้มีน้อยลงมาก

ระบบการเมืองการปกครองของจีนนั้น บนลงล่าง ยึดคุณภาพจริยะธรรมคุณธรรมของปัจเจกผู้นำเสมอมา ประชาชนนั้นถูกใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้นครับ สังเกตุดูได้ทุกชาติที่มีพรรคเดียว มักใช้คำว่าประชาชนในชื่อเต็มอย่างเป็นทางการเสมอ.......

เติ้งแกเป็นคนจีนครับ คิดอะไรอกมาก็ไม่พ้นกรอบจีนที่มีประสบการร์มาแล้วแต่วัยเด็ก ถูกต้องตามทฤษำจิตวิทยาสายฟรอยด์ ที่คุณอ้างไว้...

พวกท่านผู้นำคุณธรรมนำประเทศ ห

พวกท่านผู้นำคุณธรรมนำประเทศ

หลอกให้เขามาร่วมเป็นพวกปราบคนไร้คุณธรรม

เหมือนท่านเชื้อพระวงศ์ลำดับที่500

ตกอับเป็นคนทอเสื่อ

มีคนเชื่อคารมเป็นพวกด้วย

ถึงขนาดสาบานเป็นพี่น้อง

มีขงเบ้งเป็นคนจัดทูลให้ทุกอย่าง

เมื่อน้องรักเตียวหุยถูกลอบฆ่าตาย

ลืมหมดทุกอย่าง

ยกทัพเป็นล้านไปเพื่อแก้แค้น

ก็มันโง่เลยแพ้ศึก

ทหารตายไปเป็นแสน

หมดสิ้นในพริบตา

นี่แหละคนมีคุณธรรม

จำเอาไว้ชื่อว่า

เล่าปี่

รู้แล้วว่าใครทำตัวเช่นนี้

อย่างไรหลงคารมจมหัวด้วย

อย่าให้มันเอาประเทศไปเป็นตัวประกัน

คนประเภทนี้ฆ่าทิ้งได้ต้องฆ่า

อ๋อ! ง่ายมาก

อ๋อ! ง่ายมาก ผมไม่เคยขวยชาติแบบทักษิณ

กับ

ผมไม่เคยเลี่ยงภาษีแบบทักษิณ

แค่นี้ก็ดีกว่าไอ้แม้วบานเบอะ

ส่วนคุณจั่นเจานั้น ดูก็รู้แล้วว่าเลวกว่าผมแน่นอนเพราะนับถือทักษิณ แถมผิดหนักที่โง่เชื่อว่าทักษิณดี

สรุป เป็นคนไร้ค่าเลวได้ 2 มตราฐาน คือ โง่ และ เลว

อ้อ! เกือบลืม ที่ถามว่าผมเคยทำอะไรเพื่อชาติบ้าง เอาเป็น 2 ระดับนะ (นี่ก็ 2 มาตรฐานเหมียนกัลล์ อิอิอิ)

มาตรฐานปกคิ

ตลอดชีวิตผมประกอบอาชีพโดยไม่เคยเลี่ยงภาษี (ตรงนี้ชนะทักษิณขาดลอย ขอขยายคนเลี่ยงภาษีในประเทศที่เจริญแล้วเขาจัดเป็นคนที่เลวทรามที่สุด เลวทรามกว่าหมา เอ๊ย! ไม่ใช่ หมาเอาเปรียบเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องเปรียบว่าเลวกว่าอาชญากร) เอาอย่างเดียวก็พอแล้ว

มาตรฐานฮาร์ดคอร์

ผมคือ พธม. ตลอดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของ พธม. ผมเข้าร่วมอย่างโคตรภูมิใจ ด้วยการเป็นการ์ด จ. ชมัยฯ นานนับเดือน (อย่าถามว่าแล้วไม่ทำมาหากินหรือ? ก็ต้องโทดที พอดีที่บ้านพอมีตังค์ เลยปิด รง. ไปชั่วคราว ทำได้ปะ ตะกวดเรนเจอร์ทั้งหลาย ฮี่ฮี่ฮี่)

Mission ล่าสุดที่มันเป็นบ้า (แต่ไม่บ้า ที่บ้าคือ ไอ้แม้วกับฮุนเซน ฮิฮิ) ก็คือบุกเขาพระวิหารไปกดดันให้สุดท้ายต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งส่งผลให้ กพ. 53 มรดกโลกไม่ผ่านให้ฮวยเซ็งแน่ เราก็ไม่เสีย พท. ทับซ้อนในอ่าวไทย สบายใจได้แล้วคนไทย

(ที่ตะกวดเรนเจอร์ยังหลงโง่มาด่า พธม. บอกให้ไปทวงคืนเขาพระวิหาร นั่นแสดงถึงความโง่อย่างไร้ที่สิ้นสุดของตะกวดเรนเจอร์ เพราะเขาพระวิหารเฉพาะตัวปราสาทเราเสียให้เขมรตามศาลโลกไปแล้ว เราจะทวงคืนต้องทำอะไรอีกมากเอาไว้ทีหลัง แต่ตอนไอ้นพดลมันทำไว้นั้น เขมรมันเข้ามายึด พท. ใน อ. กันทรลักษณ์ บริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งเป็นของไทย เรา (นั่นคือ พธม.) เข้าไปกดดันให้สังคมจับตาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น จนในที่สุดสถานการณ์คลี่คลายไปเป็นว่า แนวโน้มที่เขาพระวิหารจะได้มรดกโลกน่าจะไม่ได้แล้ว นี่คือ ภาระกิจการทวงคืน อธิปไตยของชาติ แต่พวกตะกวดไม่ได้ทำอะไรในเรื่องนี้เลย นอกจากออกมาเห่าว่า นพดล ไม่ผิด ทักษิณ ไม่ผิด เรื่อง เขาพระวิหาร และ พท. ทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งขอบอกว่า โง่หลายสู ให้ไอ้แม้วมันหลอกอยู่ได้ กลับไปกินขี้อย่างเดืม ไป๊ อิอิอิ)

เอาแค่นี้ก็คงเห็นแล้วมั๊ง ไอ้จั่น ว่า ผมทำอะไรให้ชาติมากกว่าไอ้แม้วและไอ้จั่นรวมกันมากโข (รวมถึงเอาพี่น้องเอ๊ย! ของผมคนไหนมาวัดเทียบกับ เอ็งนายจั่น และ ไอ้ตัวห่านั่นนายแม้ว ก็ชนะแดกขาดแน่นอน อิอิอิ)

นั่นดิ้ ยึดหนามบินน่ะไม่ดี

นั่นดิ้ ยึดหนามบินน่ะไม่ดี เลว!

ต้องตะกวดเรนเจอร์นี่ดิ้ ดีระดับเมพ เพราะปิดอนุเสาวรีย์ชัยฯ โดยไม่สนใจคนไข้จะเข้า รพ. ได้หรือไม่ นี่แหละหลักการของตะกวดชั้นดี

แล้วต้องศึกษากระบวนการตะกวดเรนเจอร์จริงๆ ว่าเป็นม็อบแบบมีอารยะจริงๆ เพราะเคลื่อนขบวนไปที่ไหนก็ไปลักของกินเขาไปทั่ว แมนสมเป็น ตะกวดเรนเจอร์ ที่ซู๊ดดดด สุดยอด เรยยยย

ที่สำคัญการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างตะกวดเรนเจอร์ (นามเดิม นปช.) ประเทศแถวยุโรปต้องมาศึกษาดูงานให้ดี เพราะไม่เคยมีการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไหน ที่ใช้รถแก๊สเป็นอุปกรณ์ประกอบ ใช้วิธีเผารถเมล์เป็นยุทธวิธี และใช้การข่มขู เข่นฆ่าผู้บริสุทธ์เป็นยุทธศาสตร์ เยี่ยมจริงๆ นับเป็นกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าแบบนึกไม่ถึงจริงๆ

อ้อ! ก่อนไป ที่ไหนๆ ก็มีกากไม่เยอะเท่าที่ๆ นปช. ผ่านไปหรอก รวมตัวกันหนไหน กาก เต็มพื้นทุกเที่ยว เราเลยต้องมาจัดกากที่นี่ก่อนไง อิอิอิ (ตอนเขายายเที่ยง เราก็นึกว่าจะพัฒนาตนเองแล้ว ที่ไหนได้พอเลื้อยคลานกลับบ้านไปแล้ว ก็ยังคายกากไว้ข้างหลังเหมือนเดิม ผ่านปีใหม่มา ตะกวด ก็ไม่เคยเปลี่ยนไป ฮิฮิ)

เห็นด้วยกับประโยคสุดท้ายที่คุ

เห็นด้วยกับประโยคสุดท้ายที่คุณว่า"ซึ่งถ้าอย่างนั้น ผมก็เห็นด้วย ที่ควรปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่ๆมาให้ความสำคัญกับ 'บรรทัดฐานที่วัดได้' มากขึ้นครับ

สังคมควรจะชัดเจนกับกติกาที่จับต้องได้วัดได้ เป็นสิ่งเดียวที่จะยุติความขัดแย้งโดยไม่ต้องอาศัยความรุนแรง(ทุกรูปแบบ)

ส่วนเรื่องคุณธรรมเป็นเพียง"ค่านิยม" ที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ควรส่งเสริมให้ประพฤติ แต่ไม่ไช่สิ่งที่นำมาชี้ขาดว่า ใครถูก ใครผิด เพียงเพราะกล่าวอ้างว่ามีคุณธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่มีมาตรฐานตายตัว จึงไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องตัดสินข้อขัดแย้งของสังคม

แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณธรรมไม่มีความหมายนะครับ ไม่เช่นนั้นนักการเมืองในโลกที่ศิวิไลซ์แล้วเขาทำไมจึงแคร์กับความรู้สึกของประชาชนต่อระดับคุณธรรมในตัวเขา ทั้งๆที่กฏหมายก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นความผิด แต่มันย่อมส่งผลถึงความนิยม ความเชื่อถือของประชาชนต่อตัวนักการเมือง มีแต่คะแนนเสียงของประชาชนเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องมือ"สั่งสอน"คุณธรรมของนักการเมือง

ต้องแยกประเด็นความเป็น/ไม่เป็นไปตามกฏหมาย กับประเด็นที่ไม่ไช่ประเด็นของกฏหมาย นั่นคือประเด็นระดับนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองล้วนๆ ที่ไม่อาจเอากฏหมายมาจับมาวัด แต่เอาความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายมาวัด

มีคนพยายามเอาสองเรื่องนี้มาผสมกัน และทำให้ประชาชนสับสนอยู่ทุกวัน

ลองเขียนเรื่อง

ลองเขียนเรื่อง นโปเหลี่ยมออฟไทยแลนด์ กับทฤษฎีจิตวิทยาของฟรอยด์ Ego,Super Ego and ID.ประสานกับ Defense Mechanism ดูบ้างนะครับ....คงมีผู้อยากอ่านสำนวนคุณคนไทยคนที่๒หลายคนอยู่...........

ไอ้ควายที่ใช้ชื่อIpadนี่นับวั

ไอ้ควายที่ใช้ชื่อIpadนี่นับวันจะโกหกตอแหลหนักข้อขึ้น สงสัยสันดานโคตรตระกูลของไอ้ควายสถุลIpadมันคงเต็มไปด้วยดีเอ็นเอเบสที่แสดงพฤติกรรมตอแหลอยู่ในยีนหรือโครโมโซม

ไอ้ควาย แหกตาไปดูที่อนุสาวรีย์ชัย9และแถบโรงพยาบาลแถวนั้นหรือไม่ ในวันนั้นตอนที่เกิดเหตุการณ์เมษาเลือดที่พวกทหารทรราชได้จงใจกระทำผิดกฏหมายเอาอาวุธสงครามมาฆ่าประชาชนที่ไร้อาวุธ
สุนัขตัวไหนหรือที่กล้าบอกว่ามีการห้ามหรือปิดกั้นไม่ให้คนไปโรงพยาบาลแถวอนุสาวรีย์ในวันนั้น
ทั้งๆที่เป็นวันที่ไอ้รัดทะบวมโจรจู่ๆมันก็สั่งประกาศให้หยุดแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งๆที่ระบบการทำงานของโรงพยาบาลนั้นคือระบบนัดหมายล่วงหน้า ดังนั้นในวันนั้นประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆหรือรอบนอก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดตรัง พัทลุง พิษณุโลกอุทัยธาน๊9ล9 ต่างก็ยังคงเดินทางมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแถบอนุสาวรีย์จำนวนมากเหมือนดังวันปรกติเหมือนกับเป็นตลาดนัด
ไอ้ควายที่ใช้ชื่อ Ipad ได้ไปแหกตาสำรวจดูหรือเปล่า หรือมัวแต่แดกหญ้า จากโจรเจ๊กกาบดโกเต็กซ์เหลืองขี้สดพันธมิตรชั่วขายชาติมันหลอกก็เลยเชื่อ

จงหัดดูของจริงที่มันได้เกิดขึ้น ไม่ใช่ควายมันดักดาน
อ้อแล้วไอ้พวกควายที่บอกว่าคนเสื้อแดงเผาเมือง ต้องถามว่าเผาตรงไหน คนเสื้อแดงเขาอยากให้จับไอ้มือเผาที่ว่า ทำไมไม่ไปจับ สงสัยที่ไม่ไปจับ ก็เพราะมันคือพวกเดียวกับไอ้พวกที่สั่งฆ่าประชาชนนั่นแหละที่วางแผนที่ชั่วๆมา

จะเดือดร้อนไปใย ทนนอีกนิดเถอะ

จะเดือดร้อนไปใย
ทนนอีกนิดเถอะน่า
นายเปรม ไม่อยู่ค้ำฟ้าดอก
ตายเมื่อใด
ความห่วยแตกในบ้านเมืองแบบนี้
ก็จบเมื่อนั้น

ผู้ใส่หน้ากาก

ผู้ใส่หน้ากาก "คนดี"
มักมีธาตุแท้ "ไม่ใช่คนดี"
หากแต่พยายามใช้คำว่า "ความดี" เป็นเครื่องมือ
ใช้วิชามารพร่าผลาญฝ่ายตรงข้าม

ผู้อ้าง"จริยธรรม" มัก "ไร้จริยธรรม"
แต่มักใช้คำว่า "จริยธรรม" เป็นเครื่องมือ
ทำลายผู้อื่น

คนดีและผู้มีจริยธรรมไม่มีความจำเป็นใด ๆ
ต้องโฆษณา ป่าวประกาศตัวเอง

เพชรแท้ย่อมเป็นเพชรฉันใด
(เว้นเสียแต่มิใช่เพชร)

คนดีแท้ก็ไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากาก "ความดี" ฉันนั้น

ก่อนจะเรียกใครว่าควาย!!!!

ก่อนจะเรียกใครว่าควาย!!!! ถอยออกมาจากหน้ากระจกเงาก่อน

ส่วนคำถามควายๆ ที่นายถามนะเด็กชายควายไทยตัวที่ 2 (แต่ความโง่ระดับหนึ่ง) ไปหลอกถามแถวเขายายเที่ยง กับ เขาสอยดาวเหอะ เผื่อมีควายหางแดงหลงเชื่อ!

เหอ เหอ นี่ปี 53 แล้วยังมาถามหาว่าใครเผาบ้านเผาเมืองตอนสงกรานต์ สมกับที่เป็นขบวนการตะกวดเรนเจอร์ ไปหาดูใน ยูตุ๊ป เหอะ เขามีออกเยอะแยะ (แต่ก็สงสัยนะว่าเขาโง้อย่างนี้เข้า ยูตุ๊ป เป็นปะวะ? อิอิอิ)

เอ! แต่อ่านคำตะแบงของเอ็งแล้วเอ็งนี่เป็นหนักเนาะ

เอางี้! ก่อนออกจากบ้านนะใส่เสื้อ 'ตุ๊ด ทูเดย์' แล้วนั่งรถเมล์ไปลงแถวตลาดนางเลิ้งแล้วไปตะโกนถามคนแถวนั้นเอาเลยว่า "ใครกล่าวหาคนเสื้อแดงก่อเหตุตอนสงกรานต์วะ? มาเจอกันหน่อย" รับรอง เด๋วมีคนมาสาธยายให้ฟังเอง

สุดท้าย ทำเป็นรู้ดีถามนั่นถามนี่ กรูถามมึงกระทู้ก่อนว่าใครคือ ไมเคิล แอลเยลโล่ กับ เฮ็นรี หมู่เฮาเกาแตรด ตอบได้ยัง? ฮ่ะฮ่ะฮ่า

บักงั่ง เอ๊ย! ข้ามปี 53 มาแล้วก็ยังงั่งเท่าเดิม

ปล. วันไหนเขาสั่งทำสงครามครั้งสุดท้ายก็ทำพินัยกรรมก่อนออกจากบ้านนะ ยกเว้นจะไม่ออกมาก็ไม่เป็นไร? อิอิอิ

ขออนุญาตเล่าความฉลาดล้ำของ

ขออนุญาตเล่าความฉลาดล้ำของ ควายไทยSecondHand หน่อย

ใครรู้จัก Micheal Angelo บ้าง! ถ้ารู้จักช่วยไปบอกนาย ควายไทยSecondhand หน่อยนะ ว่าคนๆ นี้ชื่อเขาคือ ไมเคิล แอนเจลโล หรือ อ่านแบบอิตาเลียนก็ได้ว่า มิเก ลันเจโล เพราะนาย ควายไทยมือสอง ตัวเนี๊ยเคยมาปล่อยของ (บางทีก็เรียกว่า โชว์โง่, โชว์ควาย ก็เรียก อิอิอิ) จะอวดภูมิโม้สะบัดแต่ดันเสือกเรียกชื่อ Micheal Angelo ว่า ไมเคิล แอลเยลโล่ เฉื่อยเลย เป็นหนักมากหมอนี่

แถมอีกที แต่คงต้องเป็นคนมีความรู้ระดับพอประมาณหน่อยนะครับ ใครรู้จัก Henry Mouhot มั่งครับ ใช่แล้วครับ คนเดียวกับที่ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งแขมร์วิทยาชาวฝรั่งเศสคนนั้นนั่นแหละครับ ถ้าคุณรู้จักท่านก็คงรู้ว่าต้องอ่านชื่อท่านว่า อองรี มูโอต์ แต่นาย กระบือมือสอง ตัวนี้ปล่อยของออกมาเต็มๆ เลยว่าท่านชื่อว่า เฮ็นรี มูเฮ๊าส์ (นายกระบือมันพิมพ์อย่างนี้จริงๆ ครับผมไม่ได้บิดเบือนแบบ นปช. แต่อย่างใด อิอิอิ) ตื้นตันกับสติปัญญาของกระบือไทยSecondhand อีหลีจริงๆ ครับ

เนี่ย! เลยทำให้ผมตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องพากเพียรมา "สีซอ" ให้กระบือ นปช. ทั้งหลายได้ตาสว่างซักตัวก็ยังดี เพื่ออนาคตของชาติ ฮิฮิ

เมื่อก่อนมีอีกตัวนะครับที่ชอบมารับฟังการสีซอจากผมมันชื่อ ชาละวันกลายพันธุ์ แต่ผมตั้งชื่อใหม่ให้มันว่านาย จก สกปิ๋ม (หรือบางทีเรียก จก หลายเขา สาเหตุก็เพราะมันชอบอวดรู้ ศศ. แต่เสือกตอบ GDP ผิด)

คำถาม - Michael Angelo

คำถาม

- Michael Angelo อ่านว่ายังไง?

- Henry Mouhot อ่านว่ายังไง

ตอบให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปโชว์โง่อย่างอื่นต่อไป

แต่ทักษิณจะรอไหวหรือ? แล้วถ้า

แต่ทักษิณจะรอไหวหรือ?

แล้วถ้าสักวันโดนต่างชาติส่งกลับมาติดคุกในประเทศไทยล่ะ?

อย่าตอบว่าคนเสื้อแดงจะลุกฮือมาช่วยทักษิณนะครับ เพราะคนเสื้อแดงเจอของจริง ก็คงคิด "ทักษิณก็ชั่งทักษิณ มันเหอะ กรูเอาตัวกรูรอดก่อน"

อิอิอิ (ไม่ได้ดูหมิ่น แค่ดูถูก เพราะเชื่อได้ที่พูดเนี่ย เถิกอีหลี)

OBpvSF kFwyHQlh

OBpvSF kFwyHQlh

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน