เปิดคำอุทธรณ์ ‘ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล’ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 
บทคัดย่อ
คำอุทธรณ์นี้อาจแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ การโต้แย้งการพิจารณาคดี และ การโต้แย้งการตีความในคำปราศรัยตามโจทก์ฟ้อง
สำหรับการโต้แย้งการพิจารณาคดี เริ่มต้นตั้งแต่การที่จำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อสู้คดีในชั้นสอบสวน ทำให้ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานของฝ่ายโจทก์เนื่องจากอยู่ในเรือนจำ ไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยเนื่องด้วยขากรรไกรอักเสบได้ ทำให้ขาดโอกาสสู้คดีและทำให้กระบวนการพิจารณาในคดีนี้เสียความยุติธรรม
ประการต่อมาคือ คัดค้านการสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ และศาลไม่มีอำนาจยกคำร้องของทนายจำเลยที่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าศาลมีอำนาจสั่งพิจารณาคดีลับที่กระทบกับสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นพร้อมทั้งส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อชี้ขาดประการใดแล้ว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่โดยเปิดเผย
อีกประเด็นคือ การคัดค้านพยานหลักฐาน ซีดีบันทึกเสียงคำปราศรัยของพนักงานสอบสวน โดยอุทธรณ์ระบุว่า ซีดี วจ.1 วจ.2 ที่เป็นวัตถุพยาน จำเลยไม่มีโอกาสตรวจสอบเนื่องจากกฎของเรือนจำไม่ให้นำซีดีเข้าไปเปิดฟัง ส่วนซีดี วจ.3 ก็เพิ่งมาเพิ่มเติมหลังจากสืบพยานโจทก์แล้ว รวมทั้งศาลยังสั่งให้มีการเปิดซีดีวจ.1-วจ.3 ในห้องพิจารณาคดีและให้ถือว่าเป็นการพิจารณาต่อหน้าจำเลย รวมไปถึงประเด็นที่ว่า ซีดี วจ.2 และ วจ.3 ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้บันทึก จึงนับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มุ่งลบล้างข้อบกพร่องในพยานหลักฐานของโจทก์ และเป็นกระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบธรรม จึงขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้
นอกจากนี้ยังยกคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยเบิกความว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยมาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร และจำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้อง จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยหรือไม่ และปราศรัยประเด็นใดบ้าง แสดงว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยหลายครั้งและจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจกท์ฟ้อง เพียงแต่อ้างจำเลยจำไม่ได้เท่านั้น เห็นว่าเป็นการวินิจฉัยโดยใช้การสันนิษฐานว่าเมื่อจำเลยไม่ให้การปฏิเสธเท่ากับยอมรับ ขัดกับหลักการดำเนินคดีอาญาที่ต้องถือว่าการที่จำเลยไม่ให้การยอมรับเท่ากับปฏิเสธ
ในส่วนของเนื้อหาคำปราศรัยที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่าถ้อยคำตามฟ้องมิได้ดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ แต่มุ่งโจมตีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดึงเอาสถาบันเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง และโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ที่คาดว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร 2549 ซึ่งผู้พูดเห็นว่ารัฐประหารว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เป็นการทำลายประชาธิปไตย
ถ้อยคำตามที่โจทก์ฟ้องสามารถตีความหมายได้หลายนัย ทั้งไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยชื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชินี ถ้อยคำที่กล่าวถึงคดีสวรรคตของรัชการที่ 8 เป็นเพียงการกล่าวว่านายปรีดี พนมยงค์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคตเท่านั้น
คำอุทธรณ์ระบุอีกว่า มูลคดีนี้เกิดจากการปราศัรัยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งไม่มีผู้ฟังการปราศรัยของจำเลยคนใดรู้สึกว่าเป็นการจาบจ้วงเบื้องสูง เว้นแต่นายสนธิ ซึ่งนำไปพูดขยายความเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 18 ปีจึงเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินเหตุ ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษไว้ด้วย เพราะการรักษากฎหมายหาใช่เพียงการรักษากฎหมายสาระบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือกระบวนการพิจารณาคดีอันเป็นส่วนวิธีสาระบัญญัติ
 
อย่างไรก็ตาม คำอุทธรณ์ยืนยันด้วยว่ามูลเหตุที่แท้จริงของการปราศรัยของจำเลย เป็นความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองระหว่างกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่จำเลยร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย การกล่าวปราศรัยของทั้ง 2 กลุ่มจึงเป็นสิ่งปกติธรรมดาในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหัวใจหลักที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย
 
อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552
คดีหมายเลขดำที่ อ.3959/2551
คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552
วันที่ 27 ตุลาคม 2552
ความอาญาระหว่าง โจทก์-พนักงานอัยการฯ   จำเลย-นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
ข้อหาหรือฐานความผิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ
 
ข้อ 1    - censor – (อ้างถึงคำฟ้องของโจทก์)
 
ข้อ 2. ในระหว่างพิจารณาคดีนี้ ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา สั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ สั่งยกคำร้องขอให้รอการพิพากษาและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ที่ศาลใช้ในการสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นคดีลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อจำเลยคัดค้านการรับฟังแผ่นซีดี หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นพยานหลักฐาน ศาลได้สั่งให้เปิดแผ่นซีดี หมายวจ.1 ถึง วจ.3 ในห้องพิจารณาดี จากนั้นศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์โดยรับฟังว่าแผ่นซีดีทั้ง 3 ดังกล่าวเป็นแผ่นซีดีบันทึกเสียงการปราศรัยของจำเลยจริง ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยกล่าวคำพูดตามที่โจทก์ฟ้องจากการรับฟังแผ่นซีดี หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นพยานหลักฐานและพิพากษาลงโทษจำเลย
 
ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อสู้คดี
ข้อ 3. จำเลยยังไม่เห็นด้วยกับการดำเนินกระบวนการพิจารณา คำสั่ง ตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จึงขออุทธรณ์การดำเนินการกระบวนพิจารณา คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังต่อไปนี้
จำเลยขออุทธรณ์ว่า การที่ศาลสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ อันเป็นการดำเนินคดีที่ไม่ชอบ และการไม่อนุญาตให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีทั้งที่จำเลยมีเหตุเจ็บป่วยเป็นการดำเนินคดีไม่ชอบธรรม
- การที่จำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณา ทำให้จำเลยไม่สามารถตรวจสอบพยานหลักฐานของโจทก์ก่อนเริ่มการพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์ได้ โดยเฉพาะแผ่นซีดีที่โจทก์อ้างว่าบันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลย วัตถุพยาน หมาย วจ.1 และ 2
- การที่จำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณา ทำให้จำเลยไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานมาหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ไม่ว่าจะเป็นพยานเอกสารหรือพยานบุคคล และแม้ว่าจำเลยจะมีทนายความแก้ต่างแทน แต่ทนายความเป็นเพียงตัวแทนจำเลยผู้มีความรู้กฎหมายในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีแทนจำเลย ข้อเท็จจริงต่างๆ ในคดีย่อมอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะ หาใช่ทนายความไม่ ทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของจำเลยหลายอย่าง ก็มีแต่ตัวจำเลยที่สามารถแสวงหาหรือติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับทนายจำเลยได้ การที่จำเลยต้องถูกคุมขังในระหว่างพิจารณา จำเลยย่อมไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานหรือแจ้งข้อมูลให้ทนายจำเลยแสวงหาพยานหลักฐานแทนได้ เพราะระเบียบข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ ไม่อนุญาตให้จำเลยนำสิ่งใดเข้าไปในเรือนจำด้วย แม้แต่กระดาษบันทึกชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปราศรัยของจำเลย
- การที่จำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา ทำให้จำเลยไม่ได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วย เนื่องจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีเครื่องมือในการรักษาอาการของจำเลย ทำให้จำเลยต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วย จึงรบกวนสมาธิทำให้จำเลยไม่สามารถพิจารณาข้อต่อสู้และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานได้ ขณะที่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ มีทั้งเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐาน และมีอำนาจออกหมายเรียกพยานหลักฐาน นำมาปรักปรำจำเลย จำเลยกลับต้องต่อสู้คดีอยู่ในคุก ไร้ซึ่งเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐาน ขาดอิสระในการตรวจสอบพยานเอกสารของโจกท์เพราะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ ไม่สามารถติดต่อบุคคลซึ่งอาจเป็นพยาน ไม่อาจแสวงหาพยานเอกสาร ทั้งยั้งต้องต่อสู้คดีท่ามกลางความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยในอาการขากรรไกอักเสบ จนขากรรไกรยึดติดกัน การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการะบวนการพิจารณาอย่างไม่ชอบธรรม
ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงขออุทธรณ์ว่า การที่จำเลยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา ทำให้จำเลยจาด
โอกาสในการต่อสู้คดีนี้ ทำให้การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีนี้เสียความยุติธรรม
ขอให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่ โดยให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณา เพื่อให้จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีนี้
 
สั่งพิจารณาคดีลับ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ข้อ 4. จำเลยขออุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นในการพิจารณาคดีนี้เป็นการลับ ตามกระบวนพิจารณาคดีลงวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ตามหลักกฎหมายสากล การพิจารณาคดีจะต้องกระทำโดยเปิดเผย เพื่อเป็นหลักประกันว่าจำเลยจะได้การพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม การตีความประมวลกฎหมาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับนั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้จำเลยถูกฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 อนุญาตให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับได้
-ต้นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นการปราศรัยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของจำเลย ข้อกล่าวหาที่จำเลยถูกฟ้องเกิดจากการพูดปราศรัย ถ้อยคำที่กล่าวหาว่าจำเลยพูดจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการเข้าฟังการพิจารณาคดีนี้จึงรู้ข้อความที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าพูดจาบจ้วงพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว การพิจารณาคดีโดยเปิดเผยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีนี้เป็นการลับ
ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับของศาลชั้นต้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอศาลอุทธรณ์โปรดพิจารณาเพิกถอนคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่โดยเปิดเผย
 
ข้อ 5. จำเลยขออุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอให้รอการพิพากษาคดีและส่งเรื่องตามทางการไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาคดีลงวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้โดยไม่รอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน เป็นการพิพากษาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ คำสั่งศาลชั้นต้นให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ เป็นคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 เป็นการใช้บทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อย่างชัดแจ้ง บทบัญญัติมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ศาลนำมาบังคับใช้นี้จึงใช้บังคับมิได้ ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
-ตามมาตรา 40 และมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้มีบทบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา 40 บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้
………………………………………………………………………………
(2) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง
…………………………………………………………………………………
“มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม”
- ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 40(2) ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติชัดเจนว่า ในการพิจารณาคดี หลักประกันขั้นพื้นฐานคือ การได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นในการบัญญัติกฎหมายให้ลบล้างหลักการดังกล่าวได้เลย ดังนั้น การที่มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งให้อำนาจศาลสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับได้ จึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 40(2) ของรัฐธรรมนูญฯ อย่างชัดแจ้ง กรณีจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งกระทำมิได้ ตามมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญฯ และจึงต้องด้วยบทบัญญัติมารตรา 6 ของรัฐธรรมนูญฯ จึงเป็นอันบังคับใช้ไม่ได้
- การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นการใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งขัดแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงใช้บังคับมิได้ และกรณีนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้
- เหตุผลที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าว เนื่องจากศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 177 มิได้มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของจำเลย เนื่องจากจำเลยมีทนายความเข้ามาแก้ต่างให้ และสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของตนและหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ คำโต้แย้งของจำเลยจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 211 ยกคำร้อง
จากเหตุผลของศาลชั้นต้นดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยว่ามาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจวินิจฉัย การวินิจฉัยว่าการกระทำหรือกฎหมายบทใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯ หรือไม่ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทั้งบทบัญญัติมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญฯฯ ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณามีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ส่งยกคำร้องขอให้ส่งความเห็นจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และส่งความเห็นของจำเลยตามทางการไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย เมื่อชี้ขาดประการใดแล้ว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญฯ

 
คัดค้านพยานเอกสาร และแผ่นซีดี
ข้อ 6. จำเลยนขออุทธรณ์ว่า พยานเอกสาร หมาย จ.1 ถึง จ.4 และแผ่นซีดี หมายวจ.1 และ วจ.2 ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานคดีนี้ กล่าวคือ ตัวจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ทนายจำเลยจึงได้ส่งสำเนาพยานเอกสารในคดีนี้ที่โจทก์อ้างทั้งหมดพร้อมทั้งแผ่นซีดีให้กับจำเลยในเรือนจำทัณฑสถานหญิงกลาง แต่ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังเปิดแผ่นซีดีฟัง ตัวจำเลยจึงไม่สามารถเปิดแผ่นซีดีดังกล่าวฟังข้อมูลที่ถูกบันทึกนั้นได้ ทำให้จำเลยไม่สามารถทราบได้ว่าแผ่นซีดี หมาย วจ.1 และ วจ.2 บันทึกข้อความเสียงอะไรบ้าง เสียงที่ถูกบันทึกเป็นเสียงของใคร พูดอะไรบ้าง จำเลยจึงไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแผ่นซีดี หมาย วจ.1 และวจ.2 ได้
เมื่อจำเลยไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลในแผ่นซีดี หมาย วจ.1 และ วจ.2 ดังกล่าว จำเลยย่อมไม่สามารถตรวจสอบข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ซึ่งเป็นเอกสารการถอดข้อความจากแผ่นซีดีได้เช่นกัน ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างวัตถุและพยานเอกสารดังกล่าวได้
ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงขออุทธรณ์การรับฟังแผ่นซีดี หมาย วจ.1 และ วจ.2 และพยานเอกสาร หมาย จ.1 ถึง จ.4 ว่าไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้
 
ข้อ 7. จำเลยขออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับแผ่นซีดี หมาย วจ.3 เป็นพยานหลักฐาน กล่าวคือ โจทก์ได้อ้างส่งแผ่นซีดีบันทึกเสียงจำนวน 1 แผ่น และศาลชั้นต้นได้สั่งรับไว้เป็นวัตถุพยาน หมาย วจ.3 การอ้างส่งแผ่นซีดีดังกล่าว เป็นการอ้างวัตถุพยานเพิ่มเติม หลังจากมีการสืบพยานโจทก์แล้ว อันเป็นการอ้างพยานหลักฐานปรักปรำจำเลยในลักษณะจู่โจม ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ไม่มีโอกาสตรวจสอบวัตถุพยานดังกล่าวมาก่อน จำเลยจึงขออุทธรณ์ว่าแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.3 ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
 
ข้อ 8. จำเลยขออุทธรณ์ว่า การเปิดแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมายวจ.1 ถึง วจ.3 เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีมิชอบ กล่าวคือ คดีนี้ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา ก่อนถึงวันนัดสืบโจทก์ ทนายจำเลยได้ส่งแผ่นซีดี หมายวจ.1 และ วจ.2 ให้จำเลยตรวจสอบก่อนแล้ แต่จำเลยไม่สามารถเปิดแผ่นซีดีได้เพราะระเบียบกรมราชทัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังเปิดฟัง ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านการรับฟังแผ่นซีดี วัตถุพยานหมาย วจ.1 และวจ.2 เป็นพยาน ในวันนั้นเองศาลชั้นต้นได้สั่งด้วยวาจาให้โจทก์นำเครื่องเล่นซีดีมาเปิดแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมายวจ.1 และ วจ.2 ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อเนื่องตามที่ได้นัดไว้ก่อนแล้ว วันต่อมาโจทก์จึงได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมาศาลเพื่อเปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยานหมาย วจ.1 และวจ.2 พร้อมกับขออ้างส่งแผ่นซีดีต่อศาลเพิ่มอีก 1 แผ่น โดยอ้างว่า พันตำรวจโทพรศักดิ์ เลารุจิราลัย ส่งแผ่นซีดีให้พนักงานอัยการผิดแผ่น ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้รับแผ่นซีดีที่โจทก์อ้างส่งเพิ่มเติมเป็นพยานวัตถุหมาย วจ.3 และสั่งให้โจทก์เปิดเล่นแผ่นซีดีทั้ง 3 แผ่นในห้องพิจารณาคดีในช่วงบ่ายของวันที่ 24 มิถุนายน 2552 หลังจากสืบพยานโจทก์ในช่วงเช้าแล้ว โดยถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าจำเลย
การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้เปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 ต่อหน้าจำเลยดังกล่าวนั้น เป็นความดำริของศาลชั้นต้นหลังจากทนายจำเลยแถลงคัดค้านมิให้รับฟังแผ่นซีดีเป็นพยานหลักฐานเนื่องจากตัวจำเลยไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกในแผ่นซีดีได้ เป็นการสั่งให้เปิดหลังจากโจทก์ไม่สามารถหาพยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานมายืนยันในสิ่งที่จำเลยพูดได้ เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานบุคคลอื่นใดมายืนยันว่าจำเลยพูดถ้อยคำตามที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทั้งหากไม่สามารถรับฟังแผ่นซีดีเป็นพยานหลักฐานยืนยันการกระทำ (การพูดถ้อยคำที่ถูกกล่าวหา) คดีนี้ก็จะไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยพูดถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวหาในคำฟ้อง การเปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 ในห้องพิจารณาต่อหน้าจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มุ่งลบล้างข้อบกพร่องในพยานหลักฐานของโจทก์ และต่อมาศาลชั้นต้นก็ได้ใช้การเปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กล่าวคำพูดถ้อยคำตามที่โจทก์ฟ้องจริง และพิพากษาลงโทษจำเลย นอกจากนี้ การเปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นดำริของศาลชั้นต้น โดยสั่งด้วยวาจาให้โจทก์นำเครื่องเล่นมาเปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 และ วจ.3 แต่กลับจดรายงานกระบวนการพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้แถลงขอเปิดแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3
ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงขออุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้เปิดเล่นแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 ในห้องพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย เป็นกระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบธรรม ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ และมีคำสั่งว่าแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมายวจ.1 ถึง วจ.3 ไม่สามารถรับฟังได้
 
ข้อ 9. จำเลยขออุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก จำเลยไม่ได้กล่าวคำพูดตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพูดจาจาบจ้วงเบื้องสูงเป็นคดีนี้
- คดีนี้โจทก์ไม่มีพยานบุคคลใดมายืนยันว่าจำเลยพูดถ้อยคำตามฟ้องโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำบางส่วนหรือทั้งหมด แม้แต่จ่าสิบตำรวจลัทธชัย กลิ่นบรรยงค์ ที่โจทก์นำสืบว่าเป็นผู้บันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ต่อเนื่องถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ตามแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมายวจ.1 ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยพูดถ้อยคำตามฟ้อง ไม่ทราบแม้ถ้อยคำเพียงบางส่วนบางคำ ผิดวิสัยของผู้ที่ทำหน้าที่บันทึกเสียงที่ต้องได้ฟังถ้อยคำการพูดปราศรัยบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ลักษณะของการบันทึกมีทั้งต่อเนื่องและหยุดเป็นระยะ ส่วนแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมายวจ.2 และ 3 ก็ไม่ปรากฏว่าใครหรือบุคคลใดเป็นผู้บันทึก
- นอกจากนี้ การตรวจพิสูจน์แผ่นซีดีวัตถุพยานของพันตำรวจโทธนสิทธิ แตงจั่น ก็เป็นเพียงการตรวจความต่อเนื่องของคลื่นเสียงว่ามีความต่อเนื่องกันเท่านั้น ซึ่งหากมีการตัดต่อถ้อยคำโดยใช้เครื่องเล่นซีดี 2 เครื่องเล่นสลับกันตามข้อความที่ต้องการ โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงอีกเครื่องคอยบันทึกก็ย่อมปรากฏคลื่นเสียงที่ต่อเนื่องตามกันเช่นเดียวกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทบรรยง แดงมั่นคง พยานโจทก์เองว่า ไม่ได้ส่งแผ่นซีดีบันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลยที่ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ไปที่กองพิสูจน์หลักฐาน แผ่นซีดีบันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลยที่ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 จึงไม่มีการตรวจพิสูจน์ว่ามีการตัดต่อเสียงหรือไม่
- นอกจากนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยมาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงจำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้อง จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยหรือไม่ และหากขึ้นพูดประเด็นอะไรบ้างก็จำไม่ได้ แสดงว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยหลายครั้ง และจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจกท์ฟ้อง เพียงแต่จำเลยอ้างว่าจำไม่ได้เท่านั้น เป็นการวินิจฉัยโดยใช้การสันนิษฐานว่าเมื่อจำเลยไม่ให้การปฏิเสธเท่ากับยอมรับ ขัดกับหลักการดำเนินคดีอาญาที่ต้องถือว่าการที่จำเลยไม่ให้การยอมรับเท่ากับปฏิเสธ คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้กล่าวคำพูดตามที่โจทก์ฟ้อง หาใช่คำรับตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษว่า จำเลยพูดถ้อยคำตามฟ้องโจกท์ ศาลชั้นต้นอาศัยเพียง แผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึงวจ.3 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานบุคคลมายืนยันว่าจำเลยพูดถ้อยคำตามฟ้องโจทก์ ทั้งแผ่นซีดี วัตถุพยาน หมาย วจ.1 ถึง วจ.3 เป็นวัตถุพยานที่ไม่สามารถรับฟังได้ดังที่จำเลยอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้น คดีจึงยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกล่าวคำพูดถ้อยคำตามฟ้องโจกท์ กรณีจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดอาญา ชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้อง
 
ข้อ 10. จำเลยขออุทธรณ์ว่าถ้อยคำของคำพูดตามฟ้องโจทก์ ไม่ใช่คำพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี ดังนี้
ถ้อยคำมที่โจกท์กล่าวหาว่าจำเลยพูดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 เป็นถ้อยคำที่มุ่งโจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า นายสนธิแอบอ้างว่า กลุ่มของตนมีสถาบันกษัตริย์หนุนหลัง เป็นเพียงการแสดงถึงความไม่เกรงกลัวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของนายสนธิ แม้นายสนธิจะแอบอ้างว่าได้รับการหนุนหลังจากสถาบันกษัตริย์
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสาร หมาย จ.4 แผ่นแรก เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่ามีการนำประกาศของคณะปฏิวัติมาใช้แทนกฎหมาย มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม โดยองค์กรที่ตั้งใหม่เหล่านี้มีการนำผู้พิพากษามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเหล่านี้ด้วย
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่สอง เป็นการพูดโจมตีว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ส่วนที่กล่าวถึงลายเซ็นต์นั้น หมายถึงการลงพระปรมาภิไธย และโดยปกติของการทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารมักจะดึงความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ เพื่อมาอ้างอิงในความชอบธรรมของตน ผู้พูดต้องการตั้งคำถามกับคณะรัฐประหารเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่สาม ข้อความที่ว่าพร้อมจะรับออร์เดอร์จากมือที่มองไม่เห็น หมายถึง รับคำสั่งจากพลเอกเปรม
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่สี่ต่อเนื่องถึงแผ่นที่ห้า เป็นการโจมตีพลเอกเปรม ข้อความทั้งหมดเชื่อมโยงกับข้อความก่อหน้านี้ แสดงว่าผู้พูดตั้งใจจะกล่าวต่อต้านการรัฐประหารว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เป็นการทำลายประชาธิปไตย และผู้พูดต้องการจะสื่อให้เห็นว่า การปฏิวัติที่เกิดขึ้นนั้นมีมือที่มองไม่เห็นหรือเบื้องหลัง นั่นก็คือ พลเอกเปรมและคณะองคมนตรี และที่พลเอกเปรมต้องการให้เกิดการรัฐประหารนั้นเกิดจากการที่พลเอกเปรมไม่ชอบคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่การหมิ่นและกล่าวอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่หนึ่ง เป็นการโจมตีการปฏิวัติที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด และต่อว่าผู้นำการปฏิวัติเหล่านั้นว่าแย่งอำนาจประชาชน
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมาย จฐ.2 แผ่นที่สอง เป็นเรื่องที่ผู้พูดพยายามเล่าถึงเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 และพยายามเล่าว่าการพยายามโจมตีท่านปรีดี พนมยงค์ ว่าเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะท่านปรีดีไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และข้อความที่ว่า ณ วันนี้ยังตามหาฆาตรกรมือเปื้อนเขม่าปืนในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 อยู่เลยว่าเป็นใครกันแน่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่เรายังไม่ทราบว่าใครเป็นฆาตรกรกันแน่ แต่ท่านปรีดีไม่ได้เป็นฆาตรกรในคดีดังก่าว
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมายเลข จ.2 แผ่นที่สามต่อเนื่องถึงแผ่นที่สี่ เป็นการโจมตีพลเอกเปรมว่าเป็นคนไม่ดี โจมตีผู้ที่มีส่วนในการทำลายประชาธิปไตยนั่นคือ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน พลเอกเปรมอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติ และโจมตีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการปฏิวัติ
ถ้อยคำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพูด ตามเอกสารหมายเลข จ.2 หน้าสุดท้าย คำว่า ชนชั้นปกครองก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 กับหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมีความหมายต่างกัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง ชนชั้นปกครองในที่นี้จึงหมายถึงผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงเท่านั้น ได้แก่ คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามบริบททางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งบุคคลที่อยู่ในองค์กรต่างๆ เหล่านี้มักจะอ้างอิงถึงสถาบันกษัตริย์เพื่อความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจของตน เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส เนปาล ต่างก็เคยเกิดเหตุการณ์กลุ่มขุนนาง หรือรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจปกครองที่แท้จริง อ้างอิงสถาบันกษัตริย์ แต่กลับใช้อำนาจปกครองไปในทางกดขี่ข่มเหงประชาชนในประเทศของตน ทำให้สถาบันกษัตริย์ของประเทศเหล่านั้นเสื่อมเสีย ที่สุดเมื่อประชาชนในประเทศนั้นทนไม่ไหวก็เกิดการโค่นล้มกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจปกครองประเทศที่แท้จริง ซึ่งในหลายประเทศเหล่านั้นได้มีการโค่นล้มระบบกษัตริย์ด้วย เพราะกลุ่มบุคคลผู้ปกครองที่แท้จริงได้อ้างอิงสถาบันกษัตริย์ จนทำให้สถาบันกษัตริย์ของประเทศเหล่านั้นเสื่อมเสียดังกล่าว คำพูดเหล่านั้นของผู้พูดจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจปกครองที่แท้จริงของประเทศ หาใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ไม่
ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยขออุทธรณ์ว่าถ้อยคำของคำพูดตามฟ้องโจทก์ ไม่ใช่คำพูดดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี ชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้อง
 
ข้อ 11. จำเลยขอกราบเรียนศาลอุทธรณ์ว่า การรักษากฎหมายหาใช่เพียงการรักษากฎหมายสาระบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือกระบวนการพิจารณาคดีอันเป็นส่วนวิธีสาระบัญญัติ คดีนี้กฎหมายส่วนสาระบัญญัติ คือ การคุ้มครองประมุขของประเทศมิให้ถูกล่วงละเมิดแน่นอนว่า พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเป็นที่เคารพรักของประชานทั่วไป แม้แต่ผู้พิพากษาในอีกด้านก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน การพิจารณาคดีข้อหานี้จึงยิ่งต้องกระทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง
ประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ลักษณะ 1 หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองประมุขของรัฐ ในขณะที่รัฐธรรมนูญฯ ระบุว่า อำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุด เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์จึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่กรใช้อำนาจอธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจบริหารทางรัฐบาล ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา ทรบงใช้อำนาจตุลาการทางศาล พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นประมุขของประเทศ แต่ขณะเดียวกันในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเป็นของประชาชน ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติจึงต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
การรักษากฎหมายนสาระบัญญัติเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความสงบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ขณะเดียวกันการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกก่าวหาว่าล่วงละเมิดกฎหมายส่วนสาระบัญญัติก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่า ซ้ำยังมีความสำคัญมากกว่าการรักษากฎหมายส่วนสาระบัญญัติเพราะศาลไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์การกระทำตามที่มีการกล่าวหา อันเกิดเป็นสุภาษิตกฎหมายว่า “ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว” ดังนั้นจึง “ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิด” และ “ก่อนศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อจำเลยเฉกเช่นผู้กระทำความผิดไม่ได้” ทั้งพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย จะต้องเป็นพยานหลักฐานที่บริสุทธิ์ เชื่อถือได้ อันเป็นที่มาของหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้ตรวจสอบพิสูจน์พยานหลักฐานที่ได้ปรักปรำตน รวมทั้งการที่จำเลยมีโอกาสได้ตรวจสอบที่ใช้ปรักปรำตนยังเป็นการให้โอกาสจำเลยหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างพยานหลักฐานที่ปรักปรำตน จากหลักการดังกล่าว นำไปสู่หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งจะแสดงความโปร่ใสของศาลตลอดจนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบขบ ทั้งการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยยังแสดงถึงความบริสุทธิ์ ยุติธรรมของการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม สามารถตัดคำครหาได้ หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดีอาญา การมุ่งรักษากฎหมายส่วนสาระบัญญัติโดยลงโทษจำเลยด้วยพยานหลักฐษนที่ยังมีข้อชวนสงสัย จะนำไปสู่การลงโทษทุกคนที่ควรสงสัยว่าได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ท้ายสุดจะกลับกลายเป็นการ “ลงโทษคนบริสุทธิ์ 10 คน ดีกว่าปล่อยคนผิดเพียงคนเดียว” อันขัดกับหลักการดำเนินกระบวนยุติธรรมอย่างร้ายแรง
 
ข้อ 12. จำเลยขอกราบเรียนศาลอุทธรณ์อีกว่า มูลเหตุที่แท้จริงของการปราศรัยของจำเลย เป็นความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองระหว่างกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำ กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่จำเลยร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย การกล่าวปราศรัยของทั้ง 2 กลุ่มจึงเป็นสิ่งปกติธรรมดาในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหัวใจหลักที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการคัดครองคนให้มาเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศเพื่อบริหารประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การยอมรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างจากตน
ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าว มีการกล่าวปราศรัยโจมตีซึ่งกันและกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ที่สำคัญกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้ดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนก่อน ด้วยการถวายฎีกาของให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลดนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และขอให้ทรงตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเรียกกันว่า “นายกพระราชทาน” จนแม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววยังได้ตรัสว่าทำไม่ได้ พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นการพยายามดึงให้สถาบันฯ มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือเป็นการแอบอ้าง แอบอิง ใช้สถาบันกษัตริย์อยู่ร่วมฝ่ายเดียวกับตนในการต่อต้านกับบุคคลที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง
ในอดีตได้มีการแอบอ้างสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่านายปรีดี ปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 หรือการแต่งรูปในหนังสือพิมพ์จนนำไปสู่การสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนี้ เพราะสถาบันกษัตริย์เป็นที่รักของประชาชน การโจมตีฝ่ายตรงข้ามในประเด็นนี้จึงส่งผลรุนแรง
คดีนี้สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าว่า ถ้อยคำที่โจทก์ฟ้องเป็นถ้อยคำจาบจ้วงเบื้องสูงหรือไม่ คือ เหตุที่มีการกล่าวถ้อยคำเหล่านั้น การลงโทษผู้พูดเป็นการห้ามมิให้คนแสดงออก ห้ามมิให้คนจาบจ้วงล้วงเกินสถาบันอันเป็นที่รัก แต่การห้ามมิให้คนกระทำ เป็นการปกป้องสถาบันได้จริงหรือ การทำให้ไม่อยากพูด ไม่อยากแสดงออก ถึงการจาบจ้างล้วงเกินสถาบันอันเป็นที่รักไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกว่าหรือ ถ้อยคำตามฟ้องข้อ 1 (ก) ไม่มีการสอบสวนตรวจสอบมูลความจริงในคำพูดดังกล่าว หากคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่างหากที่เป็นผู้จาบจ้วงเบื้องสูง แต่ไม่มีการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวน คนที่สร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันกษัตริย์คือคนที่แอบอ้างสถาบันมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
จากความขัดแย้งและการพูดโจมตีกันดังกล่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำถ้อยคำตามฟ้องข้อ 1(ค.) ไปพูดขยายความในวันรุ่งขึ้น ดังที่ พ.ต.ท.บรรยง แดงมั่นคง เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำเอาคำพูดของจำเลยไปขยายความ จากนั้นจึงได้มีการดำเนินคดีกับจำเลยเป็นคดีนี้
พฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าวบ่งชี้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่างหากที่มีพฤติกรรมแอบอ้างเอาสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตน การที่พนักงานสอบสวนซึ่งมีหน้าที่สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐษน เพื่อส่งฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม มุ่งแต่ดำเนินคดีกับจำเลยโดยไม่ตรวจสอบถึงมูลเหตุแห่งการพูด จึงไม่ต่างจากการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้แอบอ้างสถาบันกษัตริย์หาผลประโยชน์ทางการเมืองที่แท้จริง
ถ้อยคำตามที่โจทก์ฟ้องสามารถตีความหมายได้หลายนัย ทั้งไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยชื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชินี ถ้อยคำตามฟ้องข้อ1.(ก) เป็นการโจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าแอบอ้างว่าสถาบันกษัตริย์ให้การหนุนหลังตน ถ้อยคำที่กล่าวถึงคดีสวรรคตของรัชการที่ 8 เป็นเพียงการกล่าวว่านายปรีดี พนมยงค์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคตเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นตีความว่าผู้พูดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เป็นการตีความขยายความคำพูดเช่นกัน ซึ่งความจริงแล้วเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงมีคนอื่นอยู่ในพระบรมมหาราชวังอีกมาก ทั้งคนที่มีอำนาจมากที่สุดขณะนั้น ก็ไม่ใช่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ส่วนการถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็มิได้มีเพียงแต่ผู้พิพากษาเท่านั้น หากแต่องค์กรอื่นอีกมากก็ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา
นอกจากถ้อยคำตามฟ้องจะตีความหมายได้หลายนัยดังกล่าวข้างต้น และดังกล่าวในอุทธรณ์ข้ออื่นข้างต้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นตีความไปในทางเป็นผลร้ายกับจำเลย อันเป็นการตีความตามฟ้องโจทก์ ซึ่งนำมาจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำคำพูดไปขยายความแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานที่มีข้อตำหนิ พยานหลักฐานที่มีข้อสงสัย พยานหลักฐานที่จำเลยไม่สามารถตรวจสอบก่อนพิจารณาคดี ตลอดจนการไม่ให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี การเปิดเล่นแผ่นซีดีในห้องพิจารณาโดยบังคับให้จำเลยอยู่ฟังด้วย การสั่งให้พิจารณาคดีลับ ล้วนเป็ฯการดำนินกระบวนพิจารณาโดยมิชอบ ทั้งการที่ศาลชั้นต้นรับฟังแผ่นซีดีวัตถุพยาน หมายวจ.2 แผ่นแรก และ วจ.3 เป็นการอนุมานเอาจากการที่ศาลชั้นต้นเชื่อพยานโจทก์ว่า แผ่นซีดีวัตถุพยานวจ.1 เป็นการบันทึกเสียงของจำเลยจริง จึงเชื่อแผ่นซีดีที่เหลือว่าเป็นการบันทึกเสียงของจำเลยจริงด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏบุคคลผู้บันทึก จึงเป็นการใช้การสันนิษฐานมารับฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย อันเป็นการขัดต่อหลักการดำเนินคดีอาญาอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าว ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษายกฟ้องโจทก์
 
ข้อ 13.จำเลยขออุทธรณ์อีกว่า มูลคดีนี้เกิดจากการปราศรัยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งไม่มีผู้ฟังการปราศรัยของจำเลยคนใดรู้สึกว่าเป็นการจาบจ้วงเบื้องสูง เว้นแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งนำไปพูดขยายความเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 18 ปีจึงเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินเหตุ ขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษไว้ด้วย

ครับ สู้ สู้ สู้ ครับคุณดา

ครับ สู้ สู้ สู้ ครับคุณดา ขอให้กำลังใจ ต่อสู้ต่อไปจนถึงที่สุด ครับผม

"ก่อนพูด" เราเป็นนาย "คำพูด"

"ก่อนพูด" เราเป็นนาย "คำพูด"

"พูดแล้ว" คำพูดก็เป็น "นายเรา"

มาถึงตอนนี้...

"น้องดา" ต้องมานั่ง "นับคำพูด" ของตัวเอง

พวกมึงเป็นพวกเดียวกันก็ต้องยุ

พวกมึงเป็นพวกเดียวกันก็ต้องยุให้สู้ๆซิว่ะ แล้วมึงไปเยี่ยมมันบ้างหรือปล่าวล่ะ แต่ก็เป็นเรืองของพวกมึงแหละนะไม่เกี่ยวกับกู

อ่านคำอุธรณ์แล้วรู้สึกว่าแถได

อ่านคำอุธรณ์แล้วรู้สึกว่าแถได้ไม่ค่อยเก่งเลยอ่ะครับ ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือครับเอาคำโกหกปลิ้นปล้อนของนักโทษมาลงแบบนี้

1. เขาไม่ให้ประกันก็เพราะหนีไม่ใช่หรือครับ เขาตามจับมาได้ให้ประกันก็หนีไปอีกดิ่ครับ พวกเสื้อแดงมันยิ่งชอบหนีคดีอยู่ด้วย ทั้งเจ้านาย ทั้งลูกสมุน ทั้งขี้ข้า เหมือนกันหมด ไว้ใจไม่ได้หรอกครับ

2. โต้แย้งว่าไม่ได้หมิ่น อันนี้ยิ่งทุเรศใหญ่ คลิบเสียงของดาอุนจิยังอยู่ใน youtube อยู่เลย เรื่องที่พูดทุกเรื่องแกโยงไปเพื่อที่จะหมิ่นทุกเรื่องนั่นแหละ อย่างนี้มันไม่โกหกหน้าด้านๆ ไปหน่อยเหรอครับ ไหนๆ ประชาไทเขายกให้เป็นวีรสตรีแล้ว กล้าๆ หน่อยครับ ทำอะไรก็รับว่าทำ ไม่ใช่มาแถไถแบบนี้ เสียชื่อประชาไทหมด

3. ตกลงประชาธิปไตยของพวกคุณนี่ไม่ต้องเคารพกฏหมายหรือครับ ไม่รู้หรือครับว่าการพูดเช่นนี้มันผิดกฏหมาย สิ่งที่ดาอุนจิพูดมันก็เข้าข่ายการให้ร้าย ดูถูก เหยียดหยาม ไม่ใช่การแสดงออกทางความคิดปรกติ หรือ freedom to speech ตามปรกติ และก็ไม่ใช่การแสดงความเห็นทางวิชาการแต่อย่างใด เป็นประชาธิปไตยก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็อ้างประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ แต่ทุกคำที่อ้างออกมาไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย รู้อย่างเดียวประชาธิปไตยคือเลือกตั้ง อบรมกันมาดีเจงเจง ประชาธิปไตยแบบมั่วถั่วแบบนี้

ไม่ว่าจะเป็นพวกไหน เหลือง

ไม่ว่าจะเป็นพวกไหน เหลือง หรือแดง ....กฎหมายหมิ่น 112 ที่ล้าหลัง และเผด็จการแบบนี้ ก็ไม่ควรถูกใช้อีกแล้วภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตยปก

กฎหมายที่บทลงโทษหนักยิ่งกว่าอาชญากรรม

เอาแค่กฎหมายหมิ่นประมาทเพียงอย่างเดียว ก็ฟ้องได้แล้ว

คนเสียหาย ควรเป็นผู้ฟ้องร้องเอง หรือมีองค์กรที่ดำเนินการชัดเจน ไม่ใช่ให้ใครก็ฟ้องได้

โทษ จากการแสดงความคิดเห็นในกรณีต่อต้านรัฐประหาร ก็ไม่สมควรเป็นโทษจำคุก ...มีแต่ประเทศที่เผด็จการ ที่ผู้ปกครองกลัวโฉมหน้าน่าเกลียดของตัวเองจะเปิดเผยเท่านั้น ที่จะคงกฎหมายล้าหลังแบบนี้เอาไว้

กฎหมายที่ทำลายหลักสิทธิ เสรีภาพประชาชนแบบนี้ สมควรประณาม และยกเลิกไปเสีย

แต่พวกทาสที่ปล่อยไม่ไป ยังเอาไว้ใช้ เพื่อเล่นงานคนที่คิดต่างจากตน

สิทธิมนุษยชน ต้องไม่เลือกหน้า ไม่ว่าเป็นใครสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในฐานะมนุษย์

ประเด็นคือ

ประเด็นคือ ในขณะนี้มันยังไม่เลิกไงครับ ถ้าทำผิดก็ยังคงมีความผิดไงครับ

ส่วนเราวิจารณ์กฏหมายว่าล้าหลังอย่างไร ก็วิพากษ์วิจารณ์กันในเชิงวิชาการ แต่การออกมาพ่นๆๆๆ แบบคุณดาอุนจินี่ ไม่ใช่การแสดงความเห็นทางวิชาการแน่ๆ หรือคุณคิดว่าเป็น ก็ลองไปเปิด youtube ดูดิครับ กรณีไปแสดงความเห็นหน้าบ้านพระอาทิตย์นี่ ผมว่าถ่อยสุดๆ

ถ้าตัดว่าไม่ใช่การแสดงความเห็นทางวิชาการแล้วนะ คือ เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม อาฆาตมาดร้าย คุณคิดว่ามันต่างจาก ก.ม.หมิ่นประมาททั่วไปอย่างไร

ประชาธิปไตยของไทยเป็นแบบกษัตริย์เป็นประมุข การหมิ่นสถาบันมันกระทบต่อการปกครองของไทย หรือความเป็นรัฐของไทย มันต่างจาก ก.ม.หมิ่นประมาทบุคคลที่ผู้เสียหายเป็นปัจเจกบุคคล ถ้าคุณบอกว่ามันคล้ายกันมันไม่คล้ายกันแน่

ผมอยากแลกเปลี่ยนลองพิจารณาดูนะครับ

**เห็นด้วยนะครับ

**เห็นด้วยนะครับ ขอเพิ่มเติมว่า คนที่พูดนะจิตรใจเขาคิดอะไร ถึงได้พูดแบบนั้น หรือพูดไม่คิด พูดตามอารมย์ ณ เวลานั้น กฏหมายบางประเทศ แค่ลักโขมยเขาจับตัดมือเลยนะครับ ผูหญิงดื่มเบียร์ ยังถูกโบย ผมว่ากฏหมายบ้านเราไม่หล้าหลังหรอกครับ แคนที่ที่ทำผิดแล้วชอบออกมาโวยวาย ทั้งที่ผู้คนส่วนมากก็อยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน แต่เขาไม่ทำผิด ไม่ว่ากฏหมายฉบับไหน เราเสมอภาคกันหมดครับผม เพราะเราอยู่ในกฏระเบียบเดียวกัน **

**

** โอ้วว........โดนใจจริงๆๆครับ สนับสนุน ( แต่ผมไม่ได้ว่าสีไหนนะครับ ) แค่สนับสนุนความคิดเห็นนี้ **

ที่แน่ๆ คุณความคิดล้าหลัง

ที่แน่ๆ คุณความคิดล้าหลัง ไม่พัฒนามากกว่า

สนับสนุน ด้วย

สนับสนุน ด้วย

** เอาอะไรมาวัด ครับผม

** เอาอะไรมาวัด ครับผม ว่าผมไม่พัฒนา คุณรู้หรือครับผม ว่าตอนนี้ผมคิดอะไรเรื่องอะไร แค่การสื่อสารเป็นตัวหนังสือ หรือแค่ผมสนับสนุนความคิดคนอื่น คิดว่าผมล้าหลังเลยหรือ ผมว่าด่วนสรุปไปนะครับ การแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยนี่มันล้าหลังหรือ ..ขอรับ แหม๋ คิดได้ไง..**

อ้าวๆๆๆ

อ้าวๆๆๆ เข้าใจผิดครับ

เขาตอบความเห็นคุณข้างบนนู้นครับ

ช่องมันต่อๆ กันมาเลยอาจทำให้งงได้ครับ แหม๋ๆๆๆๆๆ 555

ขอบคุณที่สนับสนุนความเห็นผมนะครับ

*****

***** อย่าหวังว่าจะมีความยุติธรรม ในประเทศไทย *****

พลเอกพัลลภแฉว่า

ประธานศาลฎีกา(นายชาญชัย)
ประธานศาลปกครอง(นายอักขราทร)
ร่วมประชุมกับองคมนตรี(พลเอกสุรยุทธ) ที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา

มีการถามว่า ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณหายไปได้หรือไม่(อุ้มฆ่า)

"ไม่เลิก"

"ไม่เลิก" หมายความยังไง???

กรณีของคุณดา ตอนนี้อยู่ในคุกไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินในศาลชั้นต้น

แต่ในบทความนี้เป็นการ "อุธรณ์" ซึ่งก็ยังคงดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอยู่ดี คุณเรียกร้องให้เคารพกฎหมาย แล้วสิ่งที่เขาอุธรณ์ไม่ดำเนินการตามกฎหมายตรงไหน? หรือคุณจะให้เขาอุปากยอมรับเท่านั้น?

กระบวนการแบบนี้เป็นความยุติธรรมหรือเปล่าไม่ทราบ

คดีของคุณดา ยังไงก็เป็นคดีความการเมือง มีความซับซ้อน ถ้าใช้มาตฐานเดียวกัน คุณสนธิ ก็อาจจะถูกดำเนินการเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะเป็นคนเผยแพร่ด้วย

กรณีกฎหมายหมิ่นที่คุณมองไม่เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาท เพราะคุณเอาบรรทัดฐานอื่นไปจับ โดยเฉพาะข้ออ้าง "ความมั่นคงแห่งรัฐ" ซึ่งไม่รู้หมายถึงความมั่นคงของใครกันแน่

ถ้าคุณจะยึดตามบรรทัดฐานของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสังคมประชาธิปไตยทั่วไปใช้กัน แน่นอนว่ากฎหมายนี้ล้าหลังไปแล้ว

นอกจากว่าคุณจะอ้างว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประชาธิปไตยและคนไทยควรต้องยอมรับ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ถ้าคุณบอกว่ากฎหมายบ้านเมืองเร

ถ้าคุณบอกว่ากฎหมายบ้านเมืองเราโอเคแล้ว ผมขอถามกรณีการเลือกปฏิบัติระหว่างคุณดากับคุณสนธิ

รวมทั้งการยึดเอ็นบีที, ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ, การรัฐประหาร ฯลฯ

เราอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันจริงหรือครับ???

*ยิ้มโมนาลิซ่า

*ยิ้มโมนาลิซ่า ยิ้มดารณี
ยิ้มไมตรี ต่อโลก ไม่โศกศัลย์
ยิ้มเป็นนัย ให้เห็น เป็นสำคัญ
ยิ้มไม่หวั่น ชีวิตสู้ ชูสองนิ้ว

*ถึงอย่างไร ดายังมี ชีวิตอยู่
มีคนรู้ คนเข้าใจ ไม่โหยหิว
คนมากมาย ยังเป็นมิตร ไม่บิดพลิ้ว
ชูสองนิ้ว ให้กัน อย่างมั่นใจ

*ดาเหมือนดั่ง ดารณี ที่ลอยล่อง
อยู่กลางท้อง มหาสมุทร สุดกว้างใหญ่
ขอนาวา มีชีวิต พิชิตชัย
กลับถึงฝั่ง ปลอดภัย ตั้งใจคอย

** ครับผม นึกว่า

** ครับผม นึกว่า ...มาว่าหรือมาด่าผม เพราผมโดนด่าบ่อยในห้องนี้ ผมจะไม่ค่อว่าสีไหนนะครับ แต่จะหาข็อมูลมา ถามเพื่อหาคำตอบ เราคนไทย อภัยกันเสมอครับผม **

ไม่สนับสนุน

ไม่สนับสนุน ต่อให้เป็นใครใหญ่มาจากไหนก็ต้องมีสิทธิ์วิจารณ์ได้ ถ้าการวิจารณ์นั้นนำไปสู่ความจริงที่ถูกปกปิด(เพื่ออะไร) และเพื่อแก้ไขสิ่งนั้นให้ดีขึ้น

เวลาโต้แย้งกัน

เวลาโต้แย้งกัน แล้วจับประเด็นไม่ได้ นี่มันเหนื่อยครับ ลองฟังดีๆ ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตาเถียงนะครับ

ผมกำลังบอกว่า "กฏหมายหมิ่นยังมีอยู่" (ยังไม่ถูกยกเลิก) ถ้าใครละเมิดกฎหมายข้อนี้ก็จะมีความผิด ซึ่งโต้แย้งกับความเห็นของคุณก่อนหน้าที่ว่า กฏหมายนี้ไม่ดี ล้าหลัง หรืออะไรทำนองนั้น

แต่ผมบอกคุณว่า เรารู้ว่ามันมีกฏหมายนี้อยู่ เราทำผิด เรามาบอกว่ากฎหมายไม่ดี เพราะฉะนั้นเราไม่ผิดไม่ได้ จริงมั้ยครับ ไม่อย่างนั้นทุกคนพอทำผิดกฏหมายก็อ้างได้หมด ว่ากฏหมายไม่ดี อย่างนี้จะมีกฏหมายไปทำไม

กฏหมายนี้จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าทำผิดแล้ว ไปบอกว่ากฏหมายไม่ดี ล้าหลัง เพราะฉะนั้นเลยไม่ผิด อย่างนี้ไม่ได้ไงครับ

คุณไปพูดเรื่องอุธรณ์ กระบวนการยุติธรรมอะไร ประชาธิปไตยต้องเป็นยังไง มันนอกประเด็นที่ผมจะพูดเลยครับ ถ้าอยากจะสนทนากันเรื่อ'นี้ กลับมาคุยกันให้ตรงๆ เรื่องดีกว่าครับ ผมสรุปประเด็นให้คุณแบบนี้ เผื่อคุณยังจับประเด็นไม่ได้อีก

ผมถามว่า "การทำผิดกฏหมายแล้วอ้างว่ากฏหมายล้าหลัง แสดงว่าการกระทำนั้นไม่ผิด หรือคนที่กระทำไม่ต้องรับโทษ จริงหรือ" ตอบหน่อย ถ้าบรรทัดฐานนี้ใช้ได้ จะได้เอาไปใช้มั่ง 555

สุรยุทธ จุลานนท์

สุรยุทธ จุลานนท์ ไปนั่งวางแผนปฏิวัติกับพวกคมช.ที่บ้านสี่เสา
บ้านสี่เสานี่บ้านพักของเปรม
เปรมกับสุรยุทธ เป็นองคมนตรี
ทำไมสำนักพระราชวังจึงเงียบเฉยต่อการอ้างสถาบันของพันธมิตร
ทำไมราชินีไปงานศพน้องโบว์
ทำไมในหลวงออกเงินค่ารักษาให้พธม.ที่บาดเจ็บ

คุณดาพูดไม่ผิด แค่พูด"ไม่ถูกใจ"ก็เท่านั้น
คนเสื้อเหลือง กับ คนเสื้อแดง พูดเรื่องเดียวกัน
คนเสื้อเหลืองกลายเป็นคนปกป้องสถาบัน
แต่คนเสื้อแดงโดนคดีหหมิ่น

We Love The King Of Pop,Rock And Soul !!

ก็ เชิญไปเขมร เลยครับ ไปด่าไอ

ก็ เชิญไปเขมร เลยครับ ไปด่าไอ สมเด็จ ขี้หมาฮุนเซ็น มันเลย ที่นี่ ประเทศไทย ไม่พอใจก็ไม่มีใครเชิญ อยู่นะ

คิดกัน ด้ายเนอะ

คิดกัน ด้ายเนอะ เหมือนเคยด้ายยิน ไอแม้วมันพูดไหมประโยค นี้คนเสียหายให้ไปฟ้องเองประชาธิปไตย แต่เข้าใจเหอะนะคับว่า ประเทศนี้ เค้าระบบ (ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) อยากประชาธิปไตยกันเสรี ย้ายตามมันไปเลยคับ และก็บอก นช.แม้วด้วย ไปใช้สิทธิให้เต็มที่ไม่ต้องมาเลยประเทศนี้ด้ายเจริญ ซะที ถ้าให้ดีก็เขมรเลย คับสิทธิมนุษย์ชนเต็มที่ รีบๆๆนะคับ ก่อนจะไปอยู่ รวมในคุกกระเจ๊ดา

สิ่งที่ดาพูดนั้นเป็นเรื่องจริ

สิ่งที่ดาพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด เรื่องจริงเหล่านั้นไม่มีผลร้ายต่อสังคมหรือประเทศชาติเลย ตรงกันข้ามกับเป็นการช่วยให้สังคมได้รับรู้ความมิดีมิร้ายต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตย เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกต่างหาก ทำไมเธอจึงถูกถีบเข้าคุกถึงสิปแปดปี ?

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน