ปาฐกถา ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรง

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ปาฐกถา 60 ปีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ครั้งที่ 9 วันที่ 21 ก.ย. 2552 ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ หัวข้อ “เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรง” ระบุ สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกกระแทก ถ้าสังคมไทยเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งเรื่องทักษิณหรือไม่ทักษิณนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกสกัดอย่างรุนแรง และวางอยู่บนฐานของ เศรษฐธรรม (Moral Economy) ที่ต่างกัน โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างเศรษฐธรรมที่แตกต่างกัน กรณีของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งเหลืองและแดง ว่าจะต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจของฝ่ายเสื้อเหลืองไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์แต่เป็นความโกรธทางศีลธรรม กลับกัน เสื้อแดงก็เช่นเดียวกัน คือเมื่อเขาบุกขึ้นมาคัดค้านเสื้อเหลืองก็เพราะความโกรธทางศีลธรรม สังคมไทยถ้าไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหาความเป็นธรรมที่กระทบกระเทือนอย่างหนักคงแก้ปัญหายาก
หมายเหตุ ประชาไทรายงานโดยย่นย่อเนื้อความบางส่วน
000
เศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเป็นความพยายามที่จะเข้าใจความรุนแรงในสังคมไทยและโลกในฐานะที่เป็นความโกรธในทางศีลธรรม อันเป็นผลมาจากสำนึกแห่งความเป็นธรรมที่ถูกโยกคลอนกระทบอย่างรุนแรง และความรุนแรงเหล่านี้วางอยู่บนฐานของชุดเศรษฐธรรม เมื่อสำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกกระแทก ถ้าสังคมไทยเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งเรื่องทักษิณหรือไม่ทักษิณ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดแต่มันเป็นเรื่องที่สำนึกแห่งความเป็นธรรมถูกสกัดอย่างรุนแรง และวางอยู่บนฐานของ Moral Economy ที่ต่างกัน
สิ่งที่ผมจะพูดนั้น ได้รับอิทธิพลของ E.P. Thomson และ James C.Scott โดยทอมสันพูดเรื่องเศรษฐธรรมของฝูงชนชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 คือ พยายามจะดูว่า เมื่อผู้คนชาวอังกฤษมีปฏิกิริยาต่อการขึ้นราคาขนมปังและราคาข้าวโพด ชาวอังกฤษในเวลานั้นก็ก่อจลาจล ทอมสันอธิบายว่าการก่อจลาจลต่อปัญหาเรื่องอาหาร เหมือนเป็นการประท้วงความไม่เป็นธรรมที่มีต่อชนชั้นล่าง ทอมสันอธิบายต่อไปว่า การจลาจลในศตวรรษที่ 18 เป็นการจลาจลซึ่งมีวินัยและมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เขาทำการจลาจลเพราะเขามองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อพวกเขาคือการขึ้นราคาอาหารนั้นเป็นการกระทำผิดต่อเขา ความเป็นธรรมถูกกระทบกระเทือน เขากำลังต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีในอดีต ชุมชนที่กำลังเป็นอยู่และเศรษฐธรรมของเขา
เจม ซี สกอตต์ ศึกษากรณีของชาวนาในพม่าและเวียดนาม โดยคิดว่า ความพยายามที่จะอยู่ให้รอดของชาวนาไม่ได้เป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว แต่เป็นเหตุผลทางการเมืองและทางศีลธรรมด้วย พยายามจะดูว่าทั้งหมดนี้เวลาที่ชาวนาลุกขึ้นมาโต้ตอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจโดยมีเหตุมีผล โดยเลือกทางรอดความมั่นคงยิ่งกว่าความเสี่ยง เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบัญชาทางศีลธรรม คือเวลาที่สิทธิที่จะมีชีวิตของตนเองถูกกระทบกระเทือน การโต้ตอบก็ถือเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผล
ความน่าสนใจของสกอตต์ คือ ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้นศตวรรษที่ 20 เขาอธิบายว่า ตอนที่ลัทธิอาณานิคมเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับชาวนา ซึ่งดั้งเดิมนั้น แม้จะมีการขูดรีดอยู่บ้าง แต่ก็มีหมอนหนุนบางอย่าง ไม่ได้ขูดรีดเกินไป
แต่รัฐอาณานิคมเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้บนฐานของกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในเรื่องของภาษี มองไม่เห็นปัจจัยอื่นๆ เช่นฤดูกาล ความสัมพันธ์เดิมที่ก็เป็นการกดขี่ที่เข้มแข็ง เมื่อชาวนาโดนกระแทกด้วยความผันผวนของธรรมชาติและแรงกดขี่ของชนชั้นนำที่มีเจ้าอาณานิคมเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ชาวนาทำก็คือลุกขึ้นมา โดยที่การลุกขึ้นมาของชาวนาเป็นความโกรธในทางศีลธรรม คือทำอย่างนี้กับเราได้อย่างไร ชาวนาไม่สามารถจะอดทนต่อสิ่งเหล่านี้ได้
ผมกำลังบอกว่า สิ่งที่ผมอยากจะทำวันนี้ เหมือนและต่างจากทอมสัน ที่เหมือนคือ ผมคิดถึงเศรษฐธรรมในฐานะการตัดสินใจที่มีเหตุผลของผู้คนบนฐานของจริยธรรม เช่น ถ้าผมอยากจะเข้าใจฝ่ายเสื้อเหลือง ผมก็จะต้องเข้าใจว่า การตัดสินใจของฝ่ายเสื้อเหลืองไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ แต่เป็นความโกรธทางศีลธรรม กลับกัน เสื้อแดงก็เช่นเดียวกัน คือเมื่อเขาบุกขึ้นมาคัดค้านเสื้อเหลืองก็เพราะความโกรธทางศีลธรรม ถ้าสังคมไทยไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหาความเป็นธรรมที่กระทบกระเทือนอย่างหนัก คงแก้ปัญหายาก
นี่คือการมองปัญหาบนฐานของจริยธรรมที่มีเหตุผล ผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนถูกผลักดันโดยแกนนำฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ คนยังสามารถตัดสินใจบนฐานของเหตุผล มนุษย์เป็นคนมีเหตุมีผล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน จะเห็นด้วยกับสีอะไร จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหาร เหล่านี้สามารถคิดในฐานะที่คนเหล่านั้นเป็น Moral Agent ได้ทั้งสิ้น
สิ่งที่ไม่เหมือนก็คือ นักวิชาการทั้งสองท่านนั้น โฟกัสที่ฐานของผู้คน แต่ผมพูดถึงเศรษฐธรรมของความรุนแรง ไม่ใช่ ตัวคน
ความรุนแรงในความเห็นผมมันเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ด้วย ต้องย้อนไปคิดเรื่องความหมายของการเป็นอุปกรณ์ เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes) พูดถึงความรู้ว่า “ความรู้ที่ข้าพเจ้าพอใจ คือความรู้ที่สามารถเป็นประโยชน์ในชีวิตนี้และเป็นปรัชญาที่นำมาทดแทนปรัชญาฝันเฟื่องที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้ในสำนักต่างๆ เราต้องการความรู้ที่เป็นความรู้เชิงปฏิบัติที่เราจะเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของ ไฟ น้ำ อากาศ ดวงดาว และโลกกายภาพทั้งหลายที่ล้อมรอบเราอยู่ เราต้องการเข้าใจทักษะของคนงานของเรา เราสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับจุดหมายที่เหมาะสมกับมัน และจุดหมายที่เหมาะสมกับมันทำให้เราในฐานะมนุษย์กลายเป็น “เจ้า” และ “เจ้าของธรรมชาติ” สำหรับเดส์การ์ตส์ โลกกลายเป็นของที่จะถูกนำมาใช้ เราก็รับมรดกนี้มาก็ไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นว่าทรัพยากรเอาของเหล่านี้มาใช้ ความเห็นนี้ก็อยู่บนฐานของการคิดว่าเราจะจัดการกับธรรมชาติอย่างไร
อีกคนที่สำคัญในการคิดเรื่องอุปกรณ์ คือจอร์ช ซิมเมล เขียนใน “ปรัชญาของเงิน” ว่า “การรู้จักสร้างเครื่องมือคือเครื่องบ่งบอกความเป็นมนุษย์” ความสามารถของมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์อื่นก็คือการที่เราสามารถใช้มือ ถ้าเป็นอย่างนั้นการสร้างเครื่องมือในทัศนะของซิมเมลก็คือสิ่งที่แสดงว่านี่คือการแสดงความเป็นมนุษย์
กรณีของเครื่องทรมานนักโทษเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์เพราะต้องรู้เหลายอย่างเช่น ถ้าจะหยดน้ำจะหยดตรงไหนจะเกิดผลมากที่สุด คุณต้องรู้จักร่างกายและธรรมชาติของสัตว์ ต้องรู้ว่ามันจะส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร
ความรุนแรงในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อยู่ที่ความรุนแรงมีลักษณะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ การดำรงอยู่ของเครื่องมือต้องการเหตุผลรองรับ คือถ้าปากกาและดินสอเขียนไม่ได้ก็หมดความเป็นเครื่องมือ ปัญหาของความรุนแรงจึงอยู่ที่จะใช้ความรุนแรงไปเพื่ออะไร
ปัญหาเรื่องการก่อการร้ายก็มีการเสนอว่าเป็นไปได้ที่จะคิดถึงแง่มุมทางศีลธรรมของการก่อการร้าย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะเปิดมุมมอง
ถ้าความรุนแรงเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีเป้าหมาย เช่น การก่อการร้าย มีตัวอย่างคำสัมภาษณ์ผู้นำฮามาส ว่าไปวางระเบิดศูนย์การค้าทำไม คำตอบคือเพราะอยากให้คนอิสราเอลรู้ว่าเรามีชีวิตอย่างไร ชีวิตที่อยู่กับความกลัวตลอดเวลาเป็นอย่างไร
ความรุนแรงทุกชนิดต้องการเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าทำไปเพื่ออะไร ในแง่นี้ความรุนแรงอย่างสงครามหรือการก่อการร้ายเป็นเครื่องมือที่ดำรงอยู่ได้ด้วยเป้าหมายสุดท้ายมาเป็นเหตุผลรองรับ ซึ่งอะไรก็ตามที่อาศัยสิ่งอื่นมารองรับมันไม่ได้มีความหมายอะไร
ถ้าคิดอย่างนี้ส่งผลอย่างไร
สิ่งที่ผมอยากจะทำคือทำความเข้าใจศาสตร์และศิลป์แห่งการยิงธนู ซึ่งมีคำสอน 3 กรณีคือ มหาภารตะ อรชุนฝึกยิงธนูโดยเมื่อเล็งธนูแล้วเห็นแต่หัวนก
ในบทหนึ่งของเรื่อง เจ้า โดยมาคิอาเวลลี ระบุว่า การใช้ธนูต้องตั้งเป้าสูงกว่าเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อให้เล็งสูง แต่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และต้องขึ้นกับคุณธรรมความสามารถของคันธนู ถ้าคิดอย่างมาคิอาเวลลี เกณฑ์ของการใช้ธนูก็ต่างไปจากสิ่งที่อรชุนคิด คือเล็งเห็นแต่หัวนก
ในคัมภีร์หลุนอี่ว์ ขงจื่อเห็นการทำเรื่องอื่นสำคัญกว่าการยิงธนู ทั้งกล่าวว่า “ในการประลองธนูนั้น ไม่เน้นว่าธนูเข้าเป้าลึกเพียงใด ทั้งนี้กำลังของคนไม่เท่ากัน นี่คือวิถีแห่งอดีต”, “ถ้าเราเปรียบการต่อสู้เป็นการแข่งขัน มิตรภาพมีอยู่ก่อนและหลัง วิญญูชนไม่มีอะไรต้องแก่งแย่ง แม้จำเป็นต้องยิงธนูก็คำนับแล้วเดินขึ้นไป พอเสร็จแล้วก็คำนับ แม้ในการแข่งขันก็ยังเป็นวิญญูชน”
สำหรับขงจื่อ การยิงธนูสำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่น เป้าที่จะยิงต้องมีโอกาสป้องกันตัว การยิงไม่ต้องใช้กำลัง และยิงแล้วต้องคำนับ สำหรับมาคิอาเวลลี โฟกัสของการทำงานอยู่บนความเข้าใจว่าอาวุธและอุปกรณ์นั้นมีความสามารถแค่ไหน และเวลาที่ตั้งเป้าหมายก็ตั้งเป้ามากกว่าที่เป็นจริง 
ทำไมต้องคิดถึงเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเวลานี้
ทำไมต้องคิดถึงเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงเวลานี้ ผมคิดว่า วันนี้ ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ เปลี่ยนไปแล้วจริง เราไม่เคยอยู่ในสภาวะนี้เลย คือมีการเคลื่อนของมวลชน สองกลุ่มใหญ่ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ โดยมีรัฐอยู่ตรงกลาง ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีเลย เมื่อก่อนมีมวลชนและรัฐเอามาใช้ แต่ขณะนี้มวลชนมีตัวตนของตัวเอง มีความโกรธในทางศีลธรรมของตัวเอง และไม่อยู่ใต้รัฐ และรัฐอ่อนลงเรื่อยๆ สถานการณ์แบบนี้เราไม่เคยเป็น ผมไม่พูดเรื่องพรรคการเมืองเลยนะครับ เพราะมันมีความสำคัญน้อยมาก
อีกประการที่เปลี่ยนคือ โครงสร้างความคาดหวังของสังคมได้เปลี่ยนไป ก็หมายความว่าถ้าลำพังอย่างใดอย่างหนึ่งโอกาสที่สังคมนี้จะปะทะกันมากกว่านี้คงน้อย แต่เวลาที่มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องรอปัจจัยใหญ่มาก แต่อาจจะปะทะกระแทกหนักมาก ปัญหาขณะนี้คือ เรากำลังเผชิญกับความขัดแย้งในสังคมไทยและสังคมโลก ปัญหาภาคใต้ก็ด้วยในความหมายนี้ ผมคิดว่ามันมีความโกรธทางศีลธรรมอยู่ เช่น ถ้าเป็นชาวพุทธในภาคใต้ก็โกรธทั้งต่อรัฐและคนมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ คนมุสลิมก็เกิดความโกรธอย่างเดียวกัน คือแผ่นดินนี้อยู่มาตั้งนาน ร้อยปีที่แล้วก็ถูกยึดโดยกรุงเทพฯ แล้วตอนนี้ก็มีแต่ด่านตรวจอาวุธ สิ่งที่เราพบก็คือการปะทะกันของความโกรธทางศีลธรรมแบบนี้ และวิธีการปะทะก็ต่างกัน
ศรีสะเกษก็แบบนี้ ชาวบ้านแถวนั้นก็คงโกรธพอสมควรเพราะชีวิตประจำวันของเขาถูกกระทบ อีกฝ่ายก็กลัวเสียอธิปไตย เสียจริงหรือเปล่าไม่รู้แต่มันเป็น Sense of Anger ทั้งนี้ความโกรธก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม เช่น ชาวเอสกิโมถือว่าความโกรธเป็นมารยาทที่ไม่ดี แต่ชาวโรมันถือว่าเป็นการแสดงอารมณ์ที่ดี
ขณะนี้ สิ่งที่เราเผชิญก็คือความโกรธ ด้านหนึ่งก็คือทักษิณเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อีกสิ่งหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในระยะเวลา 15 ปีมานี้ ได้จัดความสัมพันธ์ทางอำนาจเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วรัฐธรรมนูญนี้จัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เปลี่ยนแล้วได้อย่างไร ซึ่งเราน่าจะพอหาทางออกจากความขัดแย้งได้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตจิตวิญญาณต่อสังคมไทย ถ้าไม่สนใจเศรษฐธรรมแห่งความรุนแรงสังคมไทยก็อยู่ในความเสี่ยงทั้งต่อปัจจุบันและอนาคต
 
ช่วงถาม-ตอบ
ถาม: ถึงแม้ว่าจะเข้าใจแต่ก็ยังต่างกันอยู่ดี
คือแม้ว่าเราจะต่างกันในแง่ของวิธี ก็ควรจะไม่ทำให้เราตายกันไปข้างหนึ่ง ทำไมเราจึงปล่อยให้ “ข้อไม่ตกลงเรื่องวิธี” เป็นเจ้าเรือนกระทั่งเราตกลงกันไม่ได้ในเรื่องของเป้าที่ควรจะเป็น ผมคิดว่าสังคมไทยมีเรื่องอื่นที่ต้องคุยกันในเรื่องของเป้าหมาย ผมคิดว่าถึงเวลาที่สังคมไทยต้องคุยกัน เราต้องการประชาธิปไตยแบบไหน เราต้องการการดำรงอยู่ด้วยกันในลักษณะไหน
ถาม: ถ้ามองว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือ คนมักจะบอกว่าเราไม่มีทางที่จะบรรลุความรุนแรงด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง ถ้าอย่างนั้น ทำไมคนถึงจะใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ทำไมยิ่งใช้ความรุนแรงมากขึ้นๆ ทำไมเขาไม่ใช่วิธีการที่ไม่รุนแรง หรือเขาเคยใช้มาแล้วไม่บรรลุเป้าหมาย
ผมคิดว่ามันมีมายาคติเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงหลายข้อ เช่น สันติวิธีมันช้า มันไม่เวิร์ก ถ้าเราคิดอีกทางหนึ่ง เราอาจจะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะผลประโยชน์ของใครหลายๆ กลุ่ม เพราะความรุนแรงนั้นไม่ใช่ฝ่ายผู้ก่อการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ทำเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมที่คนในพื้นที่ถูกหล่อเลี้ยงให้ใช้ความรุนแรงเท่านั้น ขณะนี้เราเห็นการใช้ระเบิดมากขึ้นเราเห็นวัดวาอารามมีทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่มากขึ้น เพราะวัดไม่ใช้พื้นที่ทำบุญแต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง
ตัวความรุนแรง บังเหตุของปัญหา และบังเหยื่อ และบังทางเลือกอื่นๆ ในชายแดนภาคใต้แทนที่จะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ก็คิดไม่ออก
ทำไมคนถึงมักคิดว่ามุสลิมใช้ความรุนแรง
อิสลามต่างกับศาสนาอื่น เรื่องใหญ่มากสำหรับศาสนาอิสลามคือเรื่องความไม่เป็นธรรมและการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเป็นหน้าที่ของคนมุสลิม ฉะนั้นหากเขารู้สึกว่าไม่มีความเป็นธรรม ไม่ใช่เรื่องยากที่มุสลิมจะรวมตัวกัน การไปนอนโดยรู้ว่าเพื่อนบ้านยังหิวอยู่อย่าเรียกตัวว่าเป็นมุสลิม จากคำสอนนี้ บอกว่า ความอดอยากเป็นปัญหา ความอดอยากของคนอื่นเป็นปัญหาของเราทางจิตวิญญาณ ฉะนั้นต้องทำอะไรบางอย่าง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง เป็นศาสนาที่ทุกคนต้องทำอะไรบางอย่าง กิจการในโลกนี้เป็นกิจการที่สำคัญพอๆ กับโลกหน้า
ถาม: กรณีเขาพระวิหาร ภาคใต้ และเสื้อเหลืองเสื้อแดง มีลักษณะที่ต่างกันมาก กรณีของเสื้อเหลืองเสื้อแดง แต่ละฝ่ายมีเหตุผลต่างกัน ซึ่งความดีถูกมองอย่างแยกส่วน เสื้อเหลืองมองความดีแบบหนึ่ง เสื้อแดงมองความดีแบบหนึ่ง หรือความถูกต้องที่แตกต่างกัน และเมื่อนึกถึงความยุติธรรม ดูเหมือนว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ความดีถูกแยกส่วน ความรุนแรงก็มองเป้าหมายคนละตัว ดูเหมือนไม่สามารถหาข้อยุติหรือธรรมะที่ยุติความขัดแย้งได้ อาจารย์มองธรรมที่ยุติความขัดแย้งอย่างไร
ผมไม่คิดว่าจะมีธรรมอะไรมายุติความขัดแย้งได้ ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ และความขัดแย้งอาจจะไม่ใช่ไม่ดี แต่ปัญหาคือ ทำอย่างไรไม่ให้ความขัดแย้งที่มีอยู่มันตกไปอยู่ในภาวะที่เป็นความขัดแย้งที่ทำให้เราถึงตาย ทำอย่างไรให้เราขัดแย้งแบบโตไปด้วยกัน คิดขัดแย้งอย่างรู้ อย่างตื่น อย่างเบิกบาน ถ้าจะมี มันอยู่ตรงไหน ซึ่งความขัดแย้งมันไม่เป็นไร
แต่ปัญหาคือ การจัดการความขัดแย้งด้วยความรุนแรง การหมดความสามารถที่จะเห็นคนที่ขัดแย้งกับเราในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ อะไรที่ทำให้ความสามารถของเรา ที่จะมองคนอื่นในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์มันหายไปเรื่อยๆ อะไรทำให้เราเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเรามองฝ่ายตรงข้ามไม่เป็นมนุษย์ และมองว่าความรุนแรงของเราเป็นสิทธิที่เราจะโกรธ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะอยู่กันอย่างไร ผมไม่สนใจเรื่องเป้า แต่ผมสนใจวิธี จะทะเลาะกันก็ไม่เป็นไร คุณจะไปคาดหวังให้คนในสังคมนี้เห็นด้วยกับคุณทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ไหมที่จะมีสถาบันการเมืองแบบนั้นคือเป็นสถาบันการเมืองของทุกคน ว่าด้วยวิธีการขัดกันฉันท์มิตรอย่างไร
ถาม: เราจะจัดการอย่างไร มีสถาบันไหนไหม
ผมตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมรู้แต่ว่า สิ่งทีเป็นพิษของสังคมไทยมีสองเรื่องคือ ความเกลียดชัง ผมไม่เสนอว่าเราต้องมารักกันนะ ไม่ต้องรักก็ได้ แต่จะทำอย่างไรจะอยู่โดยไม่เกลียด อีกอันคืออย่าเห็นความรุนแรงเป็นเครื่องมือ ผมไม่รู้ว่าจะมีสถาบันอะไรทำเรื่องนี้หรือเปล่าสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องมีบทวิพากษ์ หรือเมื่อความเกลียดชังถูกผลิตมาในสังคมนี้
ถาม: ความขัดแย้งที่เกิดจากเศรษฐธรรมที่แตกต่างกัน มันต้องการการจัดการที่แตกต่างกับกรณีอื่นๆ ไหม
นี่ยากหน่อยเพราะเราไม่ได้พูดถึงเหตุ เวลาที่ก่อรูปให้เกิดความขัดแย้งคือสาเหตุ แต่เมื่อไหร่ที่ความขัดแย้งกำลังจะเปลี่ยนเป็นความรุนแรงต้องการคำอธิบายอื่นเช่น ทำให้อีกฝ่ายไม่เป็นมนุษย์ เมื่อเราคิดถึงเศรษฐธรรมของความรุนแรงมันจึงต่าง
ถาม: ปัญหานี้แก้ด้วยการอดทนอดกลั้นได้หรือไม่
ไม่ครับเพราะอดทนไปนานๆ มันจะระเบิด เช่นกรณีชาวนา เมื่อกลับไปที่เวียดนาม คือระบบไม่อนุญาตให้ทำอะไรเลย ก่อนหน้านั้นไม่เกิดเพราะมันมีช่องทาง ความรุนแรงมันไม่ใช่ทางออกในความหมายทั่วๆ ไป มันเป็นการหมดปัญญาไม่มีทางเลือก
ถาม: การแก้ปัญหาจะถูกดีไซน์ออกมาแบบไหน โดยใคร และเมื่อรัฐอ่อนแอ ถ้าไม่ใช่รัฐทำ มันจะดีได้อย่างไร
ความโกรธเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องโกรธให้ถูกที่ คือต้องแยกโกรธ ไม่ใช่โกรธคน คือโกรธความชั่ว ไม่ใช่โกรธคนชั่ว ส่วนเรื่องความอ่อนแอของรัฐนั้น มีกรณีตัวอย่างคือผู้ชายคนหนึ่งในรัฐซานดิเอโก อายุ 20 ปี ทำงานส่งพิซซ่า ถูกแก๊งที่จะปล้นพิซซ่าและเงินยิงเสียชีวิต เมื่อจับคนยิงได้ พบว่าคนยิงอายุ 14 ศาลซานดิเอโกตัดสินคดีในฐานะผู้ใหญ่ แล้วโดนลงโทษจำคุก 25 ปี พ่อของผู้ตายนั้นขณะที่เอาลูกไปฝัง ก็มีคนถามว่าโกรธไหม พ่อบอกว่าโกรธเพราะว่าประเทศนี้มีปืนเต็มไปหมด ปืนมีเหยื่อสองทางคือ เหยื่อที่ปลายปืนและเหยื่อที่ไกปืน สิ่งที่พ่อของผู้ตายทำก็คือไปหาตาเด็กที่เป็นคนยิงปืนแล้วยื่นมือให้ แล้วบอกว่าเราสองคนเสียทั้งคู่เลยนะ เราไม่อยากให้คนอื่นเจอแบบนี้เราต้องมาร่วมมือกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง ปืนอยู่ในมือคนเต็มไปหมด และรัฐก็ไม่มีอำนาจจะจัดการ
สำหรับรัฐที่อ่อนแอในทางเศรษฐกิจมันดี แต่ในทางการเมืองมันดีหรือเปล่า ไม่แน่ว่ารัฐที่อ่อนแอจะดีเสมอไป 
ถาม: กรณีของอองซาน ซูจีซึ่งเราก็เห็นว่าถูกกระทำ แต่ว่าถ้าเราทำความเข้าใจว่า รัฐบาลทหารพม่าก็มีเศรษฐธรรมของตนเอง แล้วจะนำไปสู่อะไร หรือกรณีที่สังคมมีสามหรือสี่ฝ่ายและแต่ละฝ่ายก็เห็นประโยชน์ของการใช้ความรุนแรง ต่างกัน ฝ่ายที่เข้าใจว่าความรุนแรงเป็นปัญหาก็พยายามหลีกเลี่ยง แต่อีกฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรงอยู่เรื่อยๆ แล้วทางออกคืออะไร
ในสังคมที่มีฝ่ายที่เข้าใจความรุนแรง แต่อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงอยู่เรื่อย และเวลาที่เราบอกว่าความโกรธเหล่านี้ อยู่กับเศรษฐธรรมหลายชุด แล้วเศรษฐธรรมเหล่านี้เท่ากันหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ เช่นกรณีของ SPDC กับอองซานซูจี สองส่วนนี้ไม่เท่ากัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเห็นว่ามันเป็นอำนาจโดยชอบธรรมในการกดขี่คนอื่น แต่ถามว่า มันมีวิธีอื่นไหมที่จะทำ ไม่ใช่ว่ายอมรับสิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าทำกับอองซานซูจี มันก็มีขบวนการประชาชนในพม่า ผมคิดว่าน้ำหนักมันไม่เท่ากัน
ถาม: มีตัวอย่างไหมที่ความรุนแรงมันหยุดตัวเอง
มีครับ ผมพยายามคิด มีกรณีที่สู้ๆ ไปมันเหนื่อยๆ และที่น่าสนใจคือความเหนื่อย แต่ความเหนื่อยที่อยู่บนฐานะของความโกรธทางศีลธรรมนั้นมันเหนื่อยยาก ความรุนแรงนั้นถ้าอยู่ในโลกที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าไรก็จะเหนื่อยและหยุดได้ แต่เวลาที่ความขัดแย้งไปสัมพันธ์กับเรื่องศักดิ์สิทธิ์มันเหนื่อยลำบาก
ความขัดแย้งเงียบๆ เย็นๆ เดี๋ยวมันก็จบไปเอง....มันก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เรามีความสามารถที่จะอดทนกับมันแต่ก็จำกัด
ถาม: ถ้าความรุนแรงมีมูลค่า เช่นสองสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าว่ามีทหารพรานมอบตัวว่าเขาถูกว่าจ้างให้ไปเผา ร.ร. ในภาคใต้โดยมีคนว่าจ้างเป็น อบต.
นี่คือ Economy of Violence คือมีการใช้ความรุนแรง แล้วมีมูลค่ามันก็จะถูกใช้ ถ้าคิดว่าคนถูกจ้างมาให้มาม็อบ ก็จ้างให้เขากลับสิ แต่ถ้าจ้างแล้วไม่กลับแปลว่ามันมีอะไรอย่างอื่น ผมกำลังจะบอกว่าสังคมไทยอาจจะอยู่ตรงนี้

Comments

อ่านแล้วก็เป็นงงๆ มึนๆ

อ่านแล้วก็เป็นงงๆ มึนๆ สงสัยต้องปรินต์ไปอ่านในส้วมหลายๆ ครั้ง เพราะเล่นอธิบายปรากฎการณ์เหลือง-แดงเชิงแนวศีลธรรม ยิ่งเอาไปเข้าคู่กับวัฒนธรรม มาอธิบาย "เหตุ" มันยิ่งมีแต่นามธรรมอ่านกันให้มึนกันไปข้าง

เท่าที่พยายามอ่านทำความเข้าใจกับแนวทางชัยวัฒน์ ณ ตอนนี้ (อนาคตอาจเข้าใจมากกว่านี้) พอเห็นภาพเพียงว่า สมดุลย์ทางศีลธรรมที่ชัยวัฒน์ว่า เมื่อมันตั้งอยู่บนฐานนามธรรม เลยทำให้มันดูยังไงก็ "พร่ามัว" เพราะไม่รู้จะเริ่มเผชิญหน้ากับศีลธรรมกันยังไง จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้สมดุลย์ศีลธรรมทั้งสองฝ่ายมันอยู่ตรงจุดไหน และจะผลักดันไปทางทิศไหน รวมทั้งจะรู้ได้อย่างไรว่า สมดุลย์มันเคลื่อนไปอยู่ตรงจุด Equilibrium หรืออยู่ในจุด Balance แล้ว เลยทำให้ค่อนข้างงงกับแนวคิดของชัยวัฒน์บ้าง

แต่ที่แน่นอนว่าชัยวัฒน์ไม่ได้พูดถึงคือ "ศีลธรรม" ที่ว่าน่ะเป็น"ของใคร" และ"ใครเป็นคนกำหนด" ทำไมต้องกำหนดแบบนี้ ทำไมไม่กำหนดแบบอื่น และใครได้ประโยชน์จากศีลธรรมที่กำหนดขึ้นมา นอกจากนี้ ยังไม่ได้แตะเรื่องการครอบงำ (Hegemony) เชิงโครงสร้าง ขณะที่ศีลธรรมยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ที่ในสังคมยังมีมิติทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจ เป็นองค์ประกอบเคียงคู่กันไปด้วย

ถ้าจะเผชิญหน้ากับปัญหาแบบชัยวัฒน์ว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่เราควรต้องทำแบบนั้น ขณะในรายงานยังไม่มี คำอธิบายวิธีการเผชิญหน้ากับปัญหา ว่า ต้องเผชิญกันยังไง เผชิญแล้วจะแก้อย่างไร โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสังคม จะไปแบบปฏิวัติ ปฏิรูป หรือยังไง และถ้าผลของการเผชิญหน้ามันยังไปเกี่ยวข้องกับระบบความสัมพันธ์กันในสังคม เช่น กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก่อนและหลังการรัฐประหาร จะทำยังไงจึงจะไปให้ทันกับความต้องการทุกฝ่าย

ผมเห็นพ้องด้วยว่า เราควรต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้ และต้องวิพากษ์กันอย่างถึงกึ๋น(Radical) ทุกมิติที่มีคำถาม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม โดยยึดความสุขผู้ยากไร้ในประเทศเป็นหลัก

ผมว่าชัยวัฒน์ใช้ทฤษฎีเศรษฐธรร

ผมว่าชัยวัฒน์ใช้ทฤษฎีเศรษฐธรรมอธิบายสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งได้ดีมากครับ ไม่ยาก่กินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ถึงความเป็นธรรมชาติของความขัดแย้ง ส่วนการเล็งเป้าหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งไปที่ประโยชน์สุขของมหาชนก็ไม่ผิดแต่อย่างไร ประเด็นวิธีการที่จะแก้ไขควาขัดแย้งนั้นเริ่มต้นไว้ว่าต้องเข้าใจเศรษฐธรรมของทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งเสียก่อนก็ถูกอีกไม่ผิดอะไร

การรอให้อารมณ์ในความขัดแย้งนั้นบรรเทาไปเองตามธรรมชาตินั้นเป็นวิธีที่ธรรมชาติใช้จัดการกับความขัดแย้งของพลังของธรรมชาติเองอยู่แล้ว แต่ธรรมชาติมีเวลานับพันล้านปีที่จะรอภาวะสมดุลย์ทางธรรมชาติ และมีความอดทนสูงยิ่งต่อปฏิกกริยาที่เกิดจากความขัดแย้งของพลังทุกด้าน

มนุษย์นั้นไม่มีทั้งเวลาและช่วงชีวิตอันสั้นไม่อนุญาติให้อดทนได้เช่นนั้น มนุษย์จำเป็นต้องหาวิธีการกำจัดความขัดแย้งที่ให้ผลได้รวดเร็วกว่าการอดทนและรอคอยเสมอ

ความรุนแรงเช่นสงครามจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มนุษย์เท่านั้นในโลกใบนี้เลือกใช้เสมอเมื่อเกิดความขัดแย้งระดับสังคมเศรษฐกิจการเมืองของกลุ่มชนขนาดใหญ่ เป้าหมายของวิธีการใช้ความรุนแรงที่จำเป็นนั้นก็คือ การขจัดผู้นำแกนนำของกระแสความคิดที่เป็นคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม ขจัดความชอบธรรมที่พึงมีของฝ่ายตรงข้ามจากการได้อำนาจปกครองและนำทางความคิดประชาชน ทั้งนี้พื้นฐานที่ใช้ก็คือการนำเสนอว่าความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่เป็นความชอบธรรมอันเป็นสากล ส่วนที่เป็นความชอบธรรมสากลสากลก็คือสิ่งที่ฝ่ายชนะในการยุติความขัดแย้งด้วยความรุนแรงนำเสนอ

มุขนี้ถูกนำมาใช้กันสม่ำเสมอตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและเป็นมุขเด็ดที่ได้ผลทุกครั้งไป

การเรียกใช้มุขนี้โดยตั้งข้อสมมติฐานว่าหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงต่อสังคมและมหาประชาชนให้มากที่สุด มีวิธีการอยู่ไม่กี่วิธี ตั้งแต่การใช้การใช้มวลชนสัมพันธ์ประชาสัมพันธ์เพื่อลดบทบาทแนวความคิดฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงการกำจัดหัวโจกแกนนำผู้สนับสนุนแนวความคิดตรงข้ามเสียก่อนที่จะสามารถสร้างมวลมหาชนแนวร่วมได้ถึงระดับต้องก่อสงครามเพื่อยุติความขัดแย้ง

ความขัดแย้งในประเทศไทยปัจจุบัน ก็มีรากฐานที่มาและวิธีแก้ไขไม่แตกต่างจากนี้ ผู้ครองอำนาจรัฐตัวจริงนั้นได้เปรียบในการเลือกใช้วิธีการยุติข้อขัดแย้งเสมอไป ตราบใดที่ยังครองอำนาจรัฐและศรัทธาของมหาชนไว้ได้

การอดทนและการรอเวลาให้ความขัดแย้งลดทอนลงเองนั้น ในวงการเมืองเศรษฐกิจสังคมของเหล่ามนุษยชาตินั้น มักเป็นความโง่เขลาของผู้ที่ในอนาคตอันใกล้จะเสียอำนาจรัฐและศรัทธาของมหาชน.........

ตั้งแต่มนุษย์โฮโมซาเปี่ยนพัฒนาขึ้นมาเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตไฟลั่มอื่นๆในโลกธรรมชาติใบนี้ไม่กี่แสนปีมานี่เอง หลายไฟลั่มหลายเผ่าพันธ์ต้องสูญสลายไปเพราะเป็นเหยื่อเทคโนโลยี่ที่มนุษย์พัฒนาขึ้น ดังนั้นการกำจัดบนุษย์ด้วยกันเพื่อการดำรงอำนาจปกครองในสังคมมนุษย์เล็กๆประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น ธรรมชาติไม่ได้มองมนุษยืดีขึ้นหรือเลวลงมากน้อยสักเท่าไหร่หรอกครับ.....

อ่านแล้วก็เป็นงงๆ มึนๆ

อ่านแล้วก็เป็นงงๆ มึนๆ สงสัยต้องปรินต์ไปอ่านในส้วมหลายๆ ครั้ง

...... ขอโทษครับ ผมเชื่อว่าท่านก็เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และเป็นผู้ใฝ่ดี ท่านหนึ่งเช่นกัน แต่คำว่า "ส้วมนั้น เค้าใช้สำหรับ เก็บสิ่งปฏิกูล มิใช่สำหรับ เป็นที่เก็บความรู้ หรือสร้างเสริมปัญญา " จึงขอร้อง และขอเตือนกันด้วยความรัก

อาจารย์กำลังพยายามอธิบายเรื่อ

อาจารย์กำลังพยายามอธิบายเรื่องง่าย ๆ ให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจยากไปหรอป่าว ?

ปัญหาการเมืองไทยตั้งแต่ในอดีตร้อยกว่าปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์กบฎ 9 กันยาที่ผ่านมา เกิดจากผู้มีอำนาจเบื้องบนปั่นจิ้งหรีดให้ชนกัน เพื่อตะเองจะได้เสวยสุขบนบัลลังก์ต่อไป ยิ่งเหตุการณ์ เหลือง - แดง ยิ่งชัดยิ่งกว่าชัด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาศีลธรรม ผมไม่ปฏิเสธว่าประเทศนี้ขาดไร้การเมืองเรื่องศีลธรรมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

จะไปหาศีลธรรมจากใคร เบื้องบน ? นักการเมือง ? องคมนตรี ?

เพราะประเทศนี้เขามีศาสนาเป็นสโลแกนแค่เพียงลมปากกับพวกพระที่อยู่ในวัดในโบสถ์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองการปกครองแต่อย่างใด

ประเทศนี้เขาลอกเลียนแบบการเมืองแบบเซคคิวลาร์ของพวกตะวันตกที่กำลังป่วยเป็นโรคขาดศีลธรรมอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้

*เมื่อฝ่ายหนึ่ง คอยพิฆาต

*เมื่อฝ่ายหนึ่ง คอยพิฆาต ความเป็นคน
เที่ยวด่าก่น ด่าประณาม หยามหยัน
ใส่ความเท็จ เสร็จสม อารมณ์มัน
ทุกวี่วัน ทุกเวลา ทุกนาที

*อีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องหัน มาต่อสู้
บอกให้รู้ ว่ากูสู้ อยู่ไม่หนี
สู้เพื่อความ ถูกต้อง ครองความดี
สู้ให้มี ประชาธิปไตย

*การใส่ร้าย ป้ายสี ที่เนิ่นนาน
ฝังกมล สันดาน สาวกได้
สื่อ เอ เอส ทีวี ที่ยิ่งใหญ่
พาสาวก คลั่งไคล้ ถึงฆ่าคน

*เมื่อฝ่ายหนึ่ง ทำได้ ไม่เป็นไร
แล้วทำไม ให้อีกฝ่าย เพียงหมองหม่น
ถึงยากแค้น ชั่วดี ถึงมีจน
ต่างเกิดมา เป็นคน เหมือนเหมือนกัน

*เมื่อฝ่ายหนึ่ง มี เอ เอส ทีวี
อีกฝ่ายก็ต้อง พี .แชลแนลลั่น
หากให้สื่อ ข้างเดียว เที่ยวปลุกปั่น
แยกชนชั้น ไม่อาจกั้น ความรุนแรง

*ขอคืนความ เป็นคน ให้กับคน
อย่าเพียรก่น เพียรด่า หาทางแกล้ง
คนทั้งนั้น ทั้งน้ำเงิน เขียว เหลือง แดง
อย่าให้แสง เทียนอธรรม นำมืดมิด

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ ถ้าจะเ

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ

ถ้าจะเอาความคิดเรื่อง Moral Economy ไปใช้นอกบริบทของ Food Riot แล้ว

มันจะต้องปรับแต่งหลายอย่าง

อันนี้ธอมป์สันเปรบยไว้ในกรณีที่ Scott เอางานของเขาไปใช้

แต่จริงๆ ผมว่า EPT กำลังจะบอกว่า แนวคิดนี้มันเหมาะแค่การอธิบายกรณีเรื่อง Food Riot เท่านั้น

เป็นการโต้ตอบกับภาวะการกักตุนสินค้า การหาประโยชน์กับความเป็นความตายของคนอื่น

นั่นล่ะจึงเกิดการบุกยึดตลาดเพื่อตั้งราคาขายใหม่ให้เป็นธรรม การไล่กระทืบพ่อค้าคนกลางเพื่อเป็นการสั่งสอนที่มาค้ากำไรกับสินค้าจำในยามอดอยาก

แบบนี้มันจะเห็นว่า มันเป็นเรื่อง Moral Economy จริงๆ .. พอเอามาพูดเรื่องปัญหาการเมือง มันเลยสงสัยว่า ทำไมต้องใช้ concept นี้ ทั้งๆ ที่พูดกันแบบ common sense ก็ได้แล้วมั้ง

อ้อ เพิ่มเติม ถ้าจะให้ได้ spirit แบบ EPT จริงๆ ก็ควรจะต้องเอาแนวคิดเรื่อง Moral Economy มาอธิบายช่วงเดือน เมษาจลาจลว่า สิ่งที่เสื้อแดงทำ ไม่ใช่ อาชญากรรม แต่ ไม่ใช่การเผา ประท้วง อย่างโง่เขลา แต่นั่นคือ moral economy ของคนจน นั่นคือสัญญาณการก่อตัวเชิงระบบการจัดตั้งและอุดมการณ์ใหม่ของคนจนที่สืบต่อจากความคิดเก่าผนวกกับอุดมกาณ์ใหม่ที่กำลังเริ่มชัดเจนขึ้น

ที่สำคัญคือ ผี EPT คงสะดุ้ง ถ้าเราบอกว่าพวกเสื้อเหลือง PAD มันเป็น Moral Economy ด้วย

อย่าลืมว่า EPT โปรประชาชน และเขาพูโถงการต่อสู้ทางการเมืองแบบเลือดตก ยางออก จริงๆ ไม่ใช่แบบ Non-Violence

เพราะยิ่ง Non-Violence ยิ่ง neutralize คนจนครับ

ก็นั่นแหละ คนจนไม่มีอะไร ไม่มีรถถัง มีแต่มือ ตีน มีด และไม้เท่านั้นแหละ

จะเอาอะไรไปมากกว่านี้ล่ะ

ทดสอบ

ทดสอบ

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับไชยวัฒน์ในเ

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับไชยวัฒน์ในเรื่องนี้ รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับศาสตราจารย์ทางโฑลิติคอลไซเอิ้นส์แห่งเยล นั่นคือเจมส์ซีสก๊อต ที่พยายามอธิบาย ปรากฏการณ์ทางการเมืองหรือสงครามเวียตนามในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เอาเรื่องMoral
economy มาอธิบายปรากฏการณ์ ของสงครามหรือความรุนแรง

เดวิดครอสบี้ และเกรแฮมแนชโฟลค์ร๊อค ที่ได้แต่งเพลง Southbound trainและนำออกมาร้องเมื่อราวต้นทศวรรษที่70ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาของความดุเดือดของสงครามเวียตนาม บุปผาชน และเริ่มเข้าสู่บทสุดท้ายของมหากาพย์ของสงครามที่กินระยะเวลานานเกือบครึ่งศตวรรษ(นับรวมสงครามเวียตนามครั้งที่1ด้วย) ที่แสดงถึงความเจ็บปวด ความผิดหวัง ที่แลกมาด้วยชีวิต ของอเมริกันชน จำนวนมากที่ร่างที่ไร้วิญญานต้องถูกบรรจุใส่โบกี้รถไฟ เพื่อนำสู่บ้านเกิด ด้วยความเชื่อในดินแดนแห่งมาตุภูมิ เชื่อในเสรีภาพสันติภาพและภราดรภาพ แต่ทว่าก็เหมือนกับถูกหลอกให้ไปตายในดินแดนอื่นโดยอ้างว่าเพื่อรักษาระบอบโลกเสรี
ครอสบี้แอนด์แนช คงไม่ได้แต่งมันขึ้นมาอย่างส่งๆเดชๆหรือไร้ความหมาย

ถ้าหากเชื่ออย่างที่เจมส์ซีสก๊อตกล่าวในหนังสือของเขา แล้วมันจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทำไมสหรัฐถึงล้มเหลว ทั้งๆที่ได้นำปรัชญาความเชื่ออย่างที่ซีสก๊อตได้กล่าวถึงเอาไว้นั่นคือเรื่องMoral economy ว่าคือสาเหตุสำคัญแห่งการลุกขึ้นมาต่อสู้ของคนเวียตนาม(ความจริงไม่ใช่แค่ชาวนาชาวไร่เท่านั้นที่ลุกขึ้นสู้) โดยที่สหรัฐ ได้นำวิธีการที่เรียกว่า เวียตนามไมเซชั่น
มาใช้ในการสู้รบกับเหล่าบรรดาเวียตกงและเวียตมินห์ แต่ทว่าก็ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สหรัฐไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของเวียตนาม ไม่เข้าใจถึงจิตใจของประเทศที่เคยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของจีนนานกว่าสองร้อยปี แล้วก็ต้องมาตกเป็นเมืองขึ้นของ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น แล้วก็ฝรั่งเศส โดยที่คนเวียตนามเองนั้นต่างก็ถูกกดขี่โดยระบบศักดินาอำมาตยาทรราช ซึ่งต่อมาระบอบศักดินาอำมาตยาทรราชของเวียตนามก็มาแพ้ต่อจีน และเมื่อได้เอกราชจากจีนมาก็รบแพ้ฝรั่งเศสรวมทั้งญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่2
ประชาชนคนเวียตนามกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องงุนงง ที่เห็นกษัตริย์ของตน ยอมศิโรราบต่อฝรั่งเศสเพียงเพื่อรักษาอำนาจแห่งตน
ซึ่งคนเวียตนามกลุ่้มใหญ่นั้นเห็นว่ากษัตริย์ของตนทรยศต่อชาติ(ฝรั่งเศสตั้งจักรพรรดิเบาได๋เป็นกษัตริย์หุ่น)
มันไม่ใช่เรื่องMoral economy แต่ทว่ามันคือเรื่องของศักดิ์ศรีและระบอบการปกครองที่ขาดความยุติธรรมไร้เสรีภาพและเต็มไปด้วยคอรับชั่นต่างหาก

สหรัฐได้เข้าข้างคนผิด คือฝรั่งเศส และต่อมายังเข้าข้างเบาได๋และเข้าข้างตระกูลโงห์(โงห์ ดินเดียม)และทหารข้าราชการที่คอรับชั่นอย่างหนัก นี่ต่างหาก ที่ทำให้สหรัฐต้องแพ้ สงครามเวียตนาม(ทั้งๆที่สหรัฐไม่ได้แพ้ในการรบแบบที่ฝรั่งเศสแพ้ที่เดียนเบียนฟู) ทั้งๆที่สหรัฐติดอาวุธให้ทหารเวียตนามใต้แบบชนิดเต็มพิกัด แถมยังจ้างนักรบรับจ้างจากไทย เกาหลีใต้9ล9 เข้าไปช่วย แต่ทว่าก็ไร้ผล นั่นเพราะการคอรับชั่น แบบมโหราณของนายทหารเวียตนามใต้

ไม่แน่ใจว่าลัทธิล่าอาณานิคมจะทำให้ชาวนาโกรธว่าถูกขูดรีดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทว่าชาวนาหรือชาวไร่ ดวงตาของพวกเขาอาจเห็นธรรมแล้วว่า ความหมายที่แท้จริงของคำว่าชาติคืออะไร ชาติมันคงไม่ได้หมายถึงกษัตริย์อำมาตยาหรือศาสนาแน่ๆ
เพราะทั้งสองสิ่งนี้เปลี่ยนแปลงได้ หรือสูญหายไปได้ แต่ทว่า ประชาชนที่ประกอบเป็นชาติจะต้องดำรงค์อยู่ นี่ถึงจะหมายถึงคำว่าชาติหรือประเทศที่แท้จริงนี่ต่างหากที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากลัทธิล่าอาณานิคม

ความจริงสิ่งที่เรเนส์เดคาร์ท กล่าวนั้นมันไม่แปลก เพราะมันก็เป็นหลักการแบบที่ชารล์ส์ดาร์วิน ที่พูดถึงเรื่องวิว้ฒนาการ
ดังนั้นมนุษย์เพื่อที่จะอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ไำด้ มนุษย์ย่อมต้องหาทางที่จะปรับตัวหรือหาทางที่จะนำธรรมชาติทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธ์ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์โลกชนิดอื่นๆ ใครที่ปรับตัวได้ย่อมอยู่รอดได้นานที่สุด

จอร์จซิมเมลที่บอกว่าการรู้จักสร้างเครื่องมือ(ความจริงก็คือการที่รู้จักสร้างเทคโนโลยี่)นั้นคือเครื่องบ่งบอกของความเป็นมนุษย์ นั่นเพราะมนุษย์สามารถใช้มือได้ ความจริง จอร์จซิมเมล อาจหมายถึง ว่าสิ่งที่มีชีวิตที่สามารถสร้างเทคโนโลยี่ได้ คือสิ่งที่มีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาที่รู้จักนำสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรมาใช้สร้างเป็นเครื่องมือให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ สัตว์ชนิดต่างๆบนโลกนี้ก็สามารถที่จะมีสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยี่เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเรดาห์โซน่า
ที่มนุษย์เลียนแบบจากสัตว์ หรือกระทั่งฝ่าเท้าที่สามารถปีนป่ายเพดานห้องได้แบบจิ้งจกตุ๊กแก นี่ก็ต้องถือว่า เป็นเทคโนโลยี่ ที่สัตว์เหล่านี้มี หรือแม้นกระทั่งนก ที่สามารถรู้จักสนามแม่เหล็ก ที่บ่งบอกขั้วโลกเหนือใต้โโยที่นกสามารถบินย้ายถิ่นฐานในรยะทางหลายพันกิโลเมตรโดยไม่ผิดพลาด

จริงๆแล้ว สัตวใช้มือได้ แต่ทว่า ไม่ดีเท่ากับของคน อย่างเช่นลิง ที่หัวแม่มือของลิงนั้น ไม่สามารถที่จะทำงานได้ละเอียดเท่ากับหัวแม่มือของคน แต่ถึงกระนั้นลิงก็ยังสามารถที่จะเอากิ่งไม้ยาวๆแหย่เข้าไปในรูมดเพื่อดึงเอามดออกมากินได้

ถ้าหากว่า ลิง มีหัวแม่มือที่ทำงานได้ดีเหมือนกับอย่างหัวแม่มือที่มนุษย์มี ลิงก็จะสามารถที่จะพัฒนาสมองรวมทั้งสร้างเครื่องยนตร์กลไกแบบมนุษย์ได้ ลองคิดดู ถ้าสมองปรกติ แต่ทว่าใช้มือไม่ได้ แล้วมันจะสร้างเทคโนโลยี่ได้ยังไง

พวกโจรก่อการร้าย ไม่เคยมีศีลธรรม คำว่าศีลธรรม ไม่อาจนำมาใช้กับพวกโจรก่อการร้ายได้
ไม่ว่าจะฮามาส ตอลีบัน อัลกออิดะห์ ไออาร์เอ กองทัพแดงน้อยเยอรมัน กองทัพแดงน้อยญี่ปุ่น อาบูนิดาล กองโจรแบล็คแพนเธ่อ9ล9 พวกนี้ ศีลธรรมไม่มีอยู่ในพจนานุกรม เพราะถ้ามี พวกกองโจรก่อการร้ายย่อมไม่สามารถที่จะทำการก่อการร้ายได้
ถ้ามีศีลธรรม พวกเขาจะไม่สามารถวางระเบิดคาร์บอมบ์ ยิงจรวดใส่กระบานชาวบ้านตาดำๆ
พวกเขาไม่สามารถที่จะเหนี่ยวไกปืนฆ่าคนบริสุทธิ์ได้ พวกเขาไม่สามารถที่จะทำระเบิดพลีชีพได้
เพราะนี่เป็นกฏของพวกโจรก่อการร้าย นั่นคือ ต้องไม่มีศีลธรรม
ให้ดูภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง ไม่ว่า จะ เรื่อง เช
มิวนิค
fifty dead walking man(ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกองโจรไออาร์เอ)
ดูยูทิวป์ที่โจรก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ใช้มีดปังตอ ตัดคอเหยื่อออกโชว์
ถ้าพวกนี้มีศีลธรรมก็จะทำอย่างนี้ไม่ได้ แล้วแถมยังจะถูกฆ่าตายอย่้างง่ายๆ จากฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

เรื่องทุกเรื่องไม่ว่าจะสงคราม ศาสนา สงครามภูมิภาค สงครามโลก สงครามกองโจร ต่างล้วนมาจากปัญหาเดียว
นั่นคือ ความอยุติธรรม เพราะถ้ายุติธรรม มันก็ต้องไม่มีการเอาเปรียบกัน ปฏิบัติต่อกันในฐานะที่เท่าเทียมกันเคารพซึ่งกันและกัน
เพราะถ้ามีความยุติธรรม มันก็ต้องมีความยุติธรรมต่อธรรมชาติ ยุติธรรมต่อสิ่งแวดล้อม เคารพต่อธรรมชาติ เคารพต่อสิ่งแวดล้อมไม่เอาเปรียบต่อเหล่าสรรพสัตว์พืช
แม้นกระทั่งลมฟ้าอากาศน้ำผืนดิน ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมันมากกว่า Moral economy

พวกโจรก่อการร้าย

พวกโจรก่อการร้าย ไม่เคยมีศีลธรรม คำว่าศีลธรรม ไม่อาจนำมาใช้กับพวกโจรก่อการร้ายได้
ไม่ว่าจะฮามาส ...................... ศีลธรรมไม่มีอยู่ในพจนานุกรม เพราะถ้ามี พวกกองโจรก่อการร้ายย่อมไม่สามารถที่จะทำการก่อการร้ายได้

ฮา่มาสนี่นะเป็นโจรก่อการร้าย ? ? ?

ลอกเลียนคำพูดตามเมกากับอิสราเอลได้เหมือนเปี๊ยบจริง ๆ

พูดโดยไม่ต้องคิด พูดโดยไม่ต้องไตร่ตรอง พูดโดยไม่ต้องหาที่มา - ที่ไป

เจ้าของบ้านที่่มีจำนวน 10 กว่าล้าน ต้องระเหเร่ร่อนราว 6 ล้านคนมาเป็นเวลากว่าครึ่งค่อนศตวรรษ

ที่มีอยู่ในประเทศอีก 4 ล้านคน ต้องถูกเข่นฆ่าทุกเมื่อเชื่อวันไม่เว้นทั้งลูกเล็กเด็กแดง สตรี คนชรา

มิหนำซ้ำ ล่าสุด อิสราเอลยังตัดอวัยวะสำคัญบางส่วนของพวกเขาไปขายให้พวกเดียวกันเองไว้เป็นชิ้นส่วนสแปร์

คนที่ต่อสู้เพื่อช่วงชิงแผ่นดินของตนกลับคืนมา ถูกเรียก "ผู้ก่อการร้าย"

ส่วนรัฐเถื่อนที่อพยพมาจากยุโรป รัสเซีย อัฟริกา กลับกลายเป็นผู้ดีในสายตาอเมริกาและอังกฤษ ? ? ?

มาตรฐานเดียวกันหรือป่าวครับกับการเมืองในประเทศสารขัณณ์ ณ วันนี้ ?

และนี่แหละคือมาตรฐานของอเมริกา มาตรฐานของจักรวรรดินิยม

ยังไงก็ขอบคุณครับ

ยังไงก็ขอบคุณครับ คนไม่รักกันก็คงไม่ว่ากัน ไม่ตำหนิติติงกัน แต่เรายังคิดต่างกันอยู่นั่นแหละ

คุณมองว่าส้วมคือแหล่งสกปรก ไม่ควรนำสิ่งที่คิดว่าศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งความรู้ ความคิด เข้าไปในนั้น หรือ แม้กระทั่งพูดถึง แต่ผมไม่ได้ติดยึดแบบคุณ สำหรับผมแล้ว "ส้วม" มันเป็นแดนสวรรค์ ที่ผมขาดมันไม่ได้เลยในชีวิตนี้ มันเป็นแหล่งให้ความสุข ให้ความรู้ เป็นแหล่งเก็บหนังสือบางเล่ม เป็นแหล่ง ในการเริ่มต้นค้นคว้า ขบคิด ตีความของผม หลายความคิดดีๆ ได้มาจากในส้วม

อาคิมิดีส นักปราชญ์ชาวกรีกก่อนคริสตกาล ก็ค้นพบวิธีคำนวณหาปริมาณทองคำ และเงิน ด้วยการแทนที่ด้วยน้ำ ระหว่างอาบน้ำ จนถึงกับร้องว่า "ยูเรกา (eureka)" ซึ่งแปลว่า "ฉันพบแล้ว" ไม่ว่า ห้องน้ำของอคิมิดีส จริงๆ จะเป็นยังไง แต่จินตนาการของผมเห็นว่าห้องน้ำอาคิมิดีส เหมือนห้องน้ำคนไทยทุกวันนี้ ที่อ่างอาบน้ำกับส้วมอยู่รวมกัน

ดังนั้นคุณอาจมองผมสกปรก ยิ่งมาพูดแบบนี้ยิ่งเหมือนลบหลู่ อะไรประมาณนั้น แต่สำหรับผมการที่ผมพูดแบบนี้ หรือทำแบบนั้น ไม่ได้มีนัยยะหรือความหมายอะไรในเชิงการลบหลู่ใครแต่อย่างใด จริงน่าจะรู้สึกว่า ผมให้เกียรติ เพราะไม่บ่อยนักที่ ผมจะติดใจงานคิดของใครขนาด ต้องหิ้วเข้าไปตีความตอนนั่งส้วม แล้วเก็บมานั่งคิดคำนึงถึงต่อไปแบบนี้

อันนี้ไม่ได้ตอบโต้นะครับ แต่อธิบาย

คุณบางกอก อาจเข้าใจ

คุณบางกอก อาจเข้าใจ แต่ผมไม่รู้ว่าคุณเข้าใจแบบไหนนะ เท่าที่อ่านความเห็นคุณมันดูราวกับเราก็ไม่ต้องทำอะไร ราวกับกฎการฟื้นตัวกลับโดยธรรมชาติ (Law of Recovery) ที่ธรรมชาติจะฟื้นสมดุลโดยตัวมันเองโดยเราไม่ต้องไปทำอะไร ซึ่งผมคิดไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจคุณถูก หรือ คุณอาจอธิบายได้ไม่ตรงกับที่ชัยวัฒน์คิดนัก สำหรับผมก็ไม่เคลียร์ แบบที่แสดงความคิดเห็นในช่วงแรกนั่นแหละ

แต่ว่าไปแล้วถ้าจะเข้าใจความขัดแย้งในสังคมไทย อาจไม่จำเป็นต้องใช้ทฤษฎีสมดุลทางศีลธรรมแบบชัยวัฒน์ก็ได้มั้ง

ผมก็คิดคล้ายคุณ Amnat

ผมก็คิดคล้ายคุณ Amnat นั่นแหละ มันดูเหมือน "ศีลธรรม1" VS "ศีลธรรม2" ไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ที่ขัดแย้งกัน โดยทำให้มองข้ามเรื่อง "ชนชั้น" ว่า "ศีลธรรม1 กับ 2" เมื่อมันมี 2 อย่าง ก็แสดงว่ามันเป็นคนละมาตรฐาน จะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร หรือ มันเป็นศีลธรรม ของใครกำหนด กำหนดให้ใครยึดถือ และใครเป็นคนตีความว่า อันไหนถูก เวลาต้องเผชิญหน้ากัน หรือถึงที่สุดก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน แบบ "บางกอก" ว่า เอิ๊กๆ บอกตรงๆ มึนตึ๊บ

ขอบคุณ ddt

ขอบคุณ ddt อ่านของคุณแล้วผมค่อยเริ่มมองเห็นเค้าอะไรขึ้นมาบ้าง

ขอเฉลยเสียหน่อย

ขอเฉลยเสียหน่อย ความเห็นของผมนั้นคีย์เวอร์ดอยู่ที่คำว่า .กำจัด. ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็เป็นใครไม่สำคัญแล้วครับ.....

เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับคำว่า

เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับคำว่า "ส้วม" ที่คุณพูดถึงน่ะคุณจินตนาการไปถึง "บ่อเกรอะ" ตามความหมายผมนะครับ ไม่ใช่กิจกรรมในส้วมแบบสร้างสรรค์ที่ผมพูดถึง คุณอาจเตือนผมด้วยความหวังดีว่า ไม่ควรเอาความเห็นนี้ไปทิ้งบ่อเกรอะ หรือลบหลู่ความเห็น ซึ่งผมก็น้อมรับด้วยใจแบบที่ว่า ไม่รักกันจริงก็ไม่เตือนไม่ว่า และจากที่ผมอธิบายคุณก็พอเข้าใจแล้วว่า ผมไม่ได้ทำแบบนั้น ยังดีที่เราไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ ในมโนทัศน์ (Concept) ว่าเอาความเห็นนี้ไปเช็ดตูดเลยซึ่งนั่นคือการพูดจาลบหลู่กันชัดๆ

เอาเป็นว่าผมไม่ได้ลบหลู่ชุดความคิดของชัยวัฒน์แม้แต่น้อย แต่เรื่องนี้ยังเข้าใจยากสำหรับผม ขณะเพื่อนบางคนในนี้ ได้เชื่อมโยงให้ผมพอเห็นภาพลางๆ ขึ้นบ้างบางอย่าง แต่ยังมีคำถามอีกหลายคำถามที่ผมไม่เคลียร์ ผมเลยมีแต่ความมึนงงสงสัย ต้องเก็บไปขบต่ออีกพอสมควร ไม่ได้ทิ้ง

ขอบคุณ "คุณบางกอก"

ขอบคุณ "คุณบางกอก" ที่ช่วยไขความว่าหัวใจอยู่ที่ "กำจัดแกนนำศูนย์กลางความขัดแย้ง" ที่หมายถึง "คน" แล้วถ้าพุ่งเป้ามามองที่ประเด็นนี้ ผมไม่คิดว่ามันจะได้ผลอะไร เพราะแค่ทำลายคน แต่ระบบมันยังอยู่

เช่น สมมุติศัตรูคู่ขัดแย้ง ถล่มผู้นำสูงสุดของจีน หรือ สหรัฐ ตายไป แต่ระบบเขายังอยู่ ในที่สุดเขาก็เลือกคนอื่นขึ้นมาแทน ในละครจีนกำลังภายในก็พูดถึง ผู้รักชาติ ลอบฆ่าลอบทำลายกงกงกังฉิน แต่ในเมื่อระบบกงกงยังอยู่ ในที่สุดก็มีกงกงกังฉินรายใหม่ขึ้นมาอีก

แม้กระทั่งสังคมไทย การขจัดทักษิณก็คือการทำลายล้างคู่ตรงข้ามแนวทางหนึ่ง ซึ่งก็อาจได้ผล แต่ก็เพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าทักษิณเกิดจากระบบสังคมแบบนี้ ในที่สุดก็จะเกิดทักษิณ 1-2-3-4... ไม่มีที่สิ้นสุด

เช่นเดียวกับสังคมอเมริกา ทำให้เกิดคนแบบร็อคกี้ เฟลเลอร์ ขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง บิลเกต แน่นอนว่าคนรวยแบบบิลเกต ในอนาคตจะเกิดขึ้นในสังคมแบบนั้นอีกจำนวนมาก

หรือคนดังเช่น ไทเกอร์ วูด นักกอล์ฟชื่อดังของโลก คุณคิดว่ามดลูกสังคมไทยสามารถให้กำเนิดอัจฉริยะแบบนั้นได้มั้ย ถ้าเอาไทเกอร์ วูด มาเติบโตไต่เต้าในเมืองไทย จะไปได้ขนาดไหน หรือ วาเนสซ่า เมย์ นักไวโอลินระดับโลก ถ้ามาเติบโตในเมืองไทย จะไปได้ขนาดนั้นมั้ย

เรามาลองตั้งคำถามกันดูหน่อยซิว่า อะไรมันเป็นอุปสรรค ที่สังคมบางสังคม ส่งเสริมให้เกิดคนแบบหนึ่ง แต่ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดคนอีกแบบหนึ่ง และเราจะแก้กันที่การขจัดตัวบุคคลเท่าจะได้หรือไม่