วันหนึ่งวันนี้...ว่าด้วยการฟื้นคืนความหมายของ “การปฏิวัติ 2475”

 

(1)
 
สำหรับคนทั่วไปแล้ว คงเรียกเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิ.ย. ของเมื่อ 77 ปีก่อนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ถูกพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน [1] ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เรียกเช่นนั้น
 
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้คราใด ความคิดในหัวช่วงประถม-มัธยมก็มักผูกโยงให้คิดถึงการ ‘ปฏิรูปการปกครอง’ และการ ‘เลิกทาส’ สมัย ร.5 กับการจัดตั้งเมืองจำลองประชาธิปไตย ‘ดุสิตธานี’ สมัย ร.6 และเป็นความประสงค์ของ ร.7 ท่านอยู่แล้วที่เตรียมจะ ‘พระราชทานรัฐธรรมนูญ’ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยในสักวันหนึ่งเข้าด้วยกันเสมอ ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดว่าทั้งสามเหตุการณ์เป็นผลเชื่อมโยงถึงกัน แต่ถึงกระนั้นก็มาเกิดการยึดอำนาจของ “คณะราษฎร” ขึ้นเสียก่อน ทว่าพระองค์ก็ยินยอมพร้อมใจและให้ความร่วมมือด้วยดี รูปธรรมคือรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั่นเอง [2]
 
พอโตขึ้นมาหน่อยได้เข้าเรียนด้านรัฐศาสตร์ ระดับ ป.ตรี อาจารย์แกก็พยายามอธิบายให้เห็นว่า นั่นถือเป็นประชาธิปไตยที่ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยัง ‘ไม่พร้อม’ มันจึงนำมาซึ่งการเมืองอันล้มเหลวในเวลาต่อมา[3] แน่ละ ผมเริ่มชักไม่แน่ใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ผมเคยรู้มาก็ระหว่างเรียน ป.โท นี่แหละ เนื่องจากอาจารย์วิชาการเมืองการปกครองไทยท่านนี้สั่งให้ไปอ่านหนังสือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475[4] บางบทมา ซึ่งต้องยอมรับว่างานชิ้นนี้ได้เปิดแง่มุมใหม่ๆ ให้ผมขบคิดมากมาย เป็นต้นว่ายืนยันว่าการปฏิวัติสยามเป็นสิ่งที่ควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น, สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการระดับกลาง คนชั้นระดับกลางและล่างว่าได้มีการเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในการเรียกร้องเพื่อบั่นทอนหลักการยึดถือ ชาติกำเนิด เป็นใหญ่ก่อนหน้านั้นมานานพอควร, ผลลัพธ์ที่ได้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกแยก และบาดหมางใจภายในผู้นำส่วนต่างๆ ตามมา
 
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นผมก็ยังคงเห็นว่าเหตุการณ์นี้นั้นเกิดขึ้นจากความพยายามโดยคนกลุ่มเดียว ซึ่งเป็น ชนชั้นนำ (Elite) โดยที่ ประชาชน (Followership) ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย คณะราษฎรมิได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศ แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็น ผู้นำ (Leadership) ในระบบราชการ (ทั้งข้าราชการทหารและพลเรือน) เป็นการดึงเอาอำนาจจากมือ ‘เจ้า’ มาเป็นของเหล่า ‘อำมาตย์’ เท่านั้น สอดคล้องกับเหตุผลของ ร.7 ในข้อความตอนท้ายๆ ของพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ เมื่อ 2 มี.ค. 2477 ความว่า“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…” ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็คงคุ้ยเคยกันดี [5]
 
และแม้นผมจะจดจำ “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ได้มานานแล้ว [6] แต่ผมก็ไม่เคยได้อ่าน ‘ที่มา’ แบบเต็มๆ เสียที จวบจนมาถึงยุคอินเตอร์เน็ตฟูเฟื่อง ผมถึงมีโอกาสได้ ‘อ่าน’ ในสิ่งที่ไม่มีทางจะได้เห็นใน ‘โลกจริง’ สมัยนี้เป็นอันขาด [7] ผมคล้อยตามสิ่งที่นครินทร์เคยย้ำ มันควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเข้าใจ ‘สาเหตุ’ ผลักดันว่าเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพราะความล้มเหลว ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์เองนั่นหล่ะที่เป็น ‘ตัวการ’ จริงๆ
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากการมาของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (คปค.) และผ่องถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ‘ดีที่สุด’ เรียบร้อยโรงเรียน “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) แล้วนั้น ความคิดผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านบทความขนาดยาว “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร”: การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” และ ‘อึ้ง’ กับประโยคจั่วหัวตรงไปตรงมาว่า “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน… ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่นาน [8]
 
(2)
 
เท่าที่พอจำได้ ผมมาได้ยินคำว่าปฏิวัติครั้งแรกก็เมื่อตอน 23 ก.พ. 2534 เข้าให้แล้ว จากข่าวด่วนทางโทรทัศน์ ซึ่งใช้คำนี้เรียกการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทว่าภายหลังผมถึงได้รู้ว่าการเรียกเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากเอาเข้าจริงแล้ว การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การผันแปรเปลี่ยนหลักมูล การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น ปฏิวัติอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารบ้านเมือง เช่น ปฏิวัติการปกครอง [9] (ทว่าปรีดี พนมยงค์ใช้คำว่า อภิวัฒน์ เรียกแทน) การปฏิวัติใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันของโลก ได้แก่ การปฏิวัติรัสเซีย ถึงสองครั้งในปีเดียว เมื่อช่วงปี ค.ศ.1917 การปฏิวัติจีน ปี ค.ศ.1949 การปฏิวัติคิวบา ในปี ค.ศ.1959 เป็นต้นดังนั้น สิ่งที่ รสช. กระทำ ในทางวิชาการถือเป็น การรัฐประหาร แค่นั้น ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Coup (อ่านว่า คู) ย่อมาจาก Coup d’ État (อ่านว่า คูเดะทา) ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง การใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน หรือการใช้กำลังยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล [10] รัฐประหารครั้งสำคัญๆ อย่างเช่น กรณีของยูกานดาโดยอีดี อามิน เมื่อปี ค.ศ.1971 หรือกรณีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟของปากีสถานในช่วงก่อนสหัสวรรษใหม่ เมื่อปี 1999 ฯลฯ
 
อาจกล่าวได้ว่า เรามักจะใช้คำว่าปฏิวัติปะปนกันกับคำว่ารัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง แม้อันที่จริง การปฏิวัตินับเป็น “ความรุนแรงทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติ ทั้งที่เป็นระบอบการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม เช่น เปลี่ยนจากราชอาณาจักร (Kingdom) ไปสู่สาธารณรัฐ (Republic) ขณะที่การรัฐประหารนั้น จะมีวัตถุประสงค์อยู่เฉพาะที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศ เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมาแทน จึงมีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง
 
ด้วยเหตุนี้เอง เหตุการณ์ในเช้าตรู่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงเพียงหนเดียวที่เคยเกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทยการยึดอำนาจโดยการใช้กำลังในครั้งต่อๆ มา ถือว่าเป็นเพียงการทำรัฐประหารทั้งนั้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 10 ครั้งในประเทศไทย [11] แต่มีข้อสังเกตคือ คณะผู้ก่อการรัฐประหารหลายๆ คราวถึงกับประกาศตัวเองว่าเป็นคณะปฏิวัติและออกประกาศคณะปฏิวัติให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายเลยทีเดียว อย่างในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งแง่หนึ่งย่อมเท่ากับเป็นการลดความสำคัญของคำนี้ลงอย่างราบคาบ จนกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่ใช้เรียกแทนการยึดอำนาจซะทุกครั้ง ทั้งที่คำๆ นี้ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก
 
(3)
 
หากเปรียบเทียบความสำคัญของ “การปฏิวัติ 2475” กับเหตุการณ์ ‘นองเลือด’ ทางการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา’16, 6 ตุลา’19, พฤษภาทมิฬ’35 คำตอบก็ยิ่งแจ่มชัดว่าวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์วันนี้ได้ถูกทำให้คลายความสำคัญลงและแทบจะหมดความหมายไปเลย ทั้งๆ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดเพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครอง และกำหนดให้กษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมายแท้ๆ ขณะที่ทั้งสามเหตุการณ์หลังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นข่าวเป็นภาพในสื่อสารมวลชนกระแสหลักทุกปี แต่กิจกรรมแด่วันที่ 24 มิ.ย. ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับ ‘น้อย’ และ ‘เงียบ’ ผิดกันลิบลับ ถ้าอธิบายโดยแผนภูมิเส้นกราฟก็คงเป็นเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นฮวบฮาบในช่วงต้น ค่อยๆ ตกลงมาเรื่อยๆ และราบแบนยาวนาน ก่อนที่มาเริ่มกระเตื้องขึ้นอีกครั้งในห้วงหลัง แบ่งเป็นยุคๆ ดังนี้
 
(1) 2475-2500 ในช่วงแรกที่คนของคณะราษฎรยังคงมีบทบาททางการเมือง วันที่ 24 มิ.ย. นับว่ามีความสำคัญ และแสดงนัยทางการเมืองหลายหลาก ถูกกำหนดให้เป็น วันชาติ ในสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา (หัวหน้าคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีเพลงชาติ (ฉบับ 24 มิถุนา) จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติยิ่งใหญ่ รวมทั้งกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย
 
(2) 2500-2549 หลังจากที่คนของคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง พร้อมๆ กับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการปฏิวัติ 2475 ซึ่งถูกทำลายลงโดยน้ำมือของเผด็จการทหารหลังจากนั้น เริ่มต้นจากการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจอมพลสฤษดิ์ทำการยึดอำนาจในปี 2500 ต่อมารัฐบาลได้ออกมติให้ยกเลิก วันชาติ ตามติดๆ ด้วยการประกาศยกเลิกการหยุดราชการในวันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปี กิจกรรมที่อาจจัดขึ้นบ้างเพื่อระลึกถึงวันๆ นี้ล้วนแล้วแต่รู้กันในวงแคบๆ ผู้คนสมัยนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราก็เคยมีวันชาติอย่างหลายๆ ประเทศมาแล้ว
 
(3) 2549-??? ภายหลังจาก คปค. ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาด้วยชัยชนะในการ ‘เลือกตั้ง’ ชนิดถล่มทลาย แน่ละ วันที่ 24 มิ.ย. เริ่มกลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตย และกลับมีพลังอีกครั้งในปีนี้ ดูได้จากกิจกรรมต่างๆ นานาที่กำลังจะเกิดขึ้นสารพัด [12] รวมทั้งยังมีข้อเสนอทำนองให้เปลี่ยนแปลง วันชาติ อีกด้วย เพราะอะไร? ถึงแม้นการสืบทอดอำนาจของ คมช. อาจสะดุดลงชั่วคราวระหว่างรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชต่อเนื่องรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ในที่สุดเกมอำนาจนี้สถานการณ์ก็พลิกกลับ กระทั่งตกมาถึงมือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งจนได้นั่นเอง
 
แน่นอนที่สุด การให้ความหมายและความสำคัญต่อวันๆ นี้ ย่อมผกผันไปตามสถานการณ์การเมือง ถ้าถามว่านัยของ 24 มิ.ย. 2475 ณ เวลานี้คืออะไร? หากตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงหมายถึง ความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ขณะที่อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) สำคัญที่สุดสำหรับประเทศนี้ ซึ่งเขา ‘กล้า’ ที่จะยืนยันหลักที่ว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย เป็นครั้งแรก เพื่อให้เราฝ่าข้ามไปให้ถึงในโลกแห่งความเป็นจริง แม้นประชาธิปไตยในแบบที่คณะราษฎรปรารถนาให้เกิดขึ้นนั้นจะไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทยมาก่อนเลยก็ตามที
 
(4)
 
ครั้งหนึ่งผมเคยถามยายว่า ตอนที่เขาปฏิวัติกันที่กรุงเทพฯ (พ.ศ.2475) ยายพอจะรู้เรื่องไหม (ตอนนั้นยายอายุราว 10 ขวบ) ยายตอบว่าไม่รู้เลย และไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ทั้งบอกว่าการติดต่อไปมาหาสู่กันสมัยนั้นยากลำบาก ถนนหนทางยังไม่ดีเหมืือนสมัยนี้จะไปกรุงเทพฯ ก็ต้องไปทางเรือ ใช้เวลาเป็นเดือนๆ
ยายผมเป็นคน อ.เถิน จ.ลำปาง เคยเป็นลูกเสือชาวบ้าน ยายติดข่าวตอนสองทุ่มมากๆ แกเคารพบูชาในสิ่งที่ได้เห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ และมักย้ำเตือนด้วยการแสดงออกให้ผมเห็นอยู่เสมอ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้ถ้ายายยังอยู่ แกจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อบ้างหรือไม่ และเข้าใจความสำคัญของการปฏิิวัติครั้งกระนั้นแล้วหรือยัง?
 
ยายจากผมไปเมื่อ 12 ก.ค. 2548 ก่อนที่การ “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในอีกหนึ่งปีเศษข้างหน้าจะมาถึง…
 
 
 
เชิงอรรถ
 
[1] จากการสำรวจแบบเร็วๆ พบว่าไม่มีหนังสือเรียนวิชาสังคม/ประวัติศาสตร์ในหลักสูตรปัจจุบัน (ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมต้นจนถึงมัธยมปลาย) แม้แต่เล่มเดียวที่เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้โดยใช้คำว่าปฏิวัติ แทบทั้งหมดใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองแทน
 
[2] ภายหลังจึงทราบว่า พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระในร่างธรรมนูญของคณะราษฎร แต่ขอแก้ไขเรื่องเดียว โดยเขียนคำว่า ‘ชั่วคราว’ เพิ่มเข้าไปก่อนจะทรงลงพระนามให้ใช้เป็น“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” โปรดดูประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากในบันทึกความทรงจำของ ยาสุกิจิ ยาตาเบ (เขียน), เออิจิ มูราชิมา และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (แปล), การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2550).
 
[3] อ่านข้อโต้แย้งที่มีต่อประเด็นนี้ของ ใจ อึ๊งภากรณ์: 24 มิ.ย. 2475 นิยายและความจริง http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24767
[4] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2535).
[5] พึงพิจารณาภูมิหลังของเอกสารคลาสิกชิ้นนี้จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7: ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง” ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, 2544), หน้า 20-30.
[6] ในตำราเรียนระดับมัธยมศึกษาบางเล่มที่เอ่ยถึงหลักข้างต้นก็ได้ตัดข้อความที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้ออก
ข้อ 4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
[7] โปรดดู ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ใน http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=19&d_id=19
 
[8] ณัฐพล ใจจริง, ““คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร”: การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2551, หน้า 104-146.
[9] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2546), หน้า 648.
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า 941.
[11] ดังเกิดขึ้นในปี 2476, 2490, 2494, 2500, 2501, 2514, 2519, 2520, 2534 และล่าสุดปี 2549 โดยพยายามจงใจที่จะ ‘ลืม’ รัฐประหารครั้งแรก ซึ่งพระยามโนปกรณ์นิติธาดาทำการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราในวันที่ 1 เมษายน 2476 ไป อ้างใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของการรัฐประหารในประเทศไทย” ใน ฟ้าเดียวกัน ฉบับพิเศษ รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2550), หน้า 221-228.
[12] ดู ปฏิทินกิจกรรมรำลึกวันชาติ 24มิถุนากระหึ่มทั้งประเทศ ใน http://thaienews.blogspot.com/2009/06/24_6825.html
 
 

หลังจากที่พลเอกเปรมพ้นจากการเ

หลังจากที่พลเอกเปรมพ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำจำกัดความในการ ปกครองประเทศนี้ว่า "เป็นการปกครองในระบบประชาธิปไตย แบบไท ไทย " หมายความว่าอย่างไร?
- คือต้องมีผู้มีบารมี นอกสภากำกับดูแล กะนั้นหรือ?.....:ซึ่งปัจจุบันกาลเวลามันก็พิสูจน์ให้ ปรากฎแล้วว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผู้คนรุ่นหลังที่อ่านหรือศึกษา

ผู้คนรุ่นหลังที่อ่านหรือศึกษาเหตุการณ์ช่วงนี้จากหนังสือหรือตำรับตำรา มักจะเข้าใจผิดเสมอว่า สิ่งที่คณะราษฎรทั้งพูดและทำนั้นคือ สร้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษำรทั้งหลาย ความเข้าใจผิดเช่นนี้มักเกิดจากคนรุ่นอายุต่ำกว่าสี่สิบปี ที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่อาวุโสเพียงพอหรือเคยอยู่ในตำแหน่งที่ให้ข้อมูลความเป็นจริงแก่ลูกหลานได้ถูกต้องกว่าตัวหนังสือทั้งหลาย ประกอบกับการขาดจิตวิเคราะห์และสอบหาข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งก็มีอยู่มากและเปิดเผย

บทความนี้เข้าใจจุดประสงค์และหลักการของคณะราษฎรผิดไปจากความเป็นจริง ในวันที่๒๔มิถุนายน๒๔๗๕มากมาย

ไม่ผิดครับที่ว่าเหตุการณ์นี้ เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งแรกของไทย
แต่ผิดครับที่จะเอาหลักการประชาธิปไตยไปใส่ไว้ว่าเป็นหลักการที่คณะราษฎรต้องการ และผิดครับที่จะโมเมเอาว่าราษฎรเข้าใจและสนับสนุนแนวทางของคณะราษฎร

หลักการที่แท้จริงของคณะราษำรนั้น แค่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบเจ้าเป็นใหญ่ มาเป็นระบบคณาธิปไตยที่บรรดาผู้ก่อการคณะราษฎรเป็นใหญ่ให้ได้ก่อนเท่านั้น ส่วนหลังจากนั้นจะปกครองกันด้วยระบอบใด ผู้ก่อการยังไม่ได้ตกลงกันเลยด้วยซ้ำ และไม่ได้กล่าวถึงคำว่าประชาธิปไตยสักคำในการก่อการครั้งนี้

ร่างธรรมนูญการปกครองฉบับแรก ที่ในหลวงร.๗ขอเติมคำว่าชั่วคราวคำเดียว และพระราชดำรัสเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยที่พระองค์ท่านต้องการเห็นและไม่ได้เห็นจากพฤติกรรมและระบอบการปกครองที่คณะราษฎรนำขึ้นมาใช้ ก็มีให้ศึกษาอยู่ทั่วไป สำคัญว่าอ่านแล้วคิดตามกันบ้างหรือเปล่าเท่านั้น

คุณตาผมเอง ก็ได้เป็นผู้แทนประเภทสองกับเขาด้วยในยุคนั้น ผมเคยถามแม่ว่าคุณตาทำความดีความชอบอะไรหรือเขาถึงตั้งให้เป็นผู้แทน แม่บอกว่าตาเป็นกำนันสร้างประโยชน์ให้ตำบลมากมาย ผมมันคนขี้สงสัยมาแต่เด็ก เลยถามแม่ว่าแล้วกำนันคนอื่นทำไมไม่ได้เป็นผู้แทนกับเขาด้วย แม่หัวเราะแล้วตอบผมว่า ก็กำนันคนอื่นเขาไม่ได้เป็นเพื่อนรักกับจอมพลป.มาแต่เด็กเหมือนตาแกนี่หว่า...ผมเลยเข้าใจประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร กับราษฎรในความหมายของคณะราษฎรมาแต่ครั้งที่ถามปัญหานี้กับแม่แล้วครับ

ความเห็นผมนั้นระบอบประชาธิปไตยในไทยมาเริ่มตั้งไข่เอาตอนหลังตุลา๑๖ ก่อนหน้านั้นถึงจะมีพรรคการเมืองการเลือกตั้งกันหลายครั้ง แต่ก็ล้วนเป็นเกมชิงอำนาจกันในหมู่ผู้ก่อการและสมุนบริวารที่ยึดอำนาจจากกลุ่มผู้ก่อการไปในสมัยสฤษดิ์ทั้งสิ้น......

๒๔ มิถุนายน เป็นวันชาติของระบอบคณาธิปไตย นั้นพอได้....

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว (คนอายุกว่า 40 ก็จำได้แน่) สมัยยังเรียนประถมศึกษา ก็มีการพร่ำสอนกันแล้วว่าหลังจาก 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบบประชาธิปไตย แล้ว หมายความาอย่างไร?

--- แสดงว่าประชาชนและราษฎร โดนหลอก โดยรัฐฐะ กับพวกอำมาตย์ และคนที่มีอำนาจชนชั้นปกครองมาตลอด 77 ปี ว่ามันเป็นประชาธิปไตยเพียงแต่มันเป็นเพียงประชาธิปไตยแต่ เปลื่อก.... ใส้ในมันไม่ใช่ซิถ้างั้น (จากความเห็นที่ 2)

อดีตคือบทเรียนประชาชาติ ใช่ชน

อดีตคือบทเรียนประชาชาติ
ใช่ชนชั้นผูกขาดความถูกต้อง
ประวัติศาสตร์ใส่สีตีไข่จอง
จดมุมมองชนชั้นนำให้ร่ำเรียน

จึงเป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม
เพาะบ่มความคิดที่ผิดเพี้ยน
ความจริงอีกด้านมิได้เรียน
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จึงยากเย็น

มองชาติเห็นบุญคุณคนชั้นนำ
คนต้อยต่ำคล้ำหมองมองไม่เห็น
ไพร่ทาสสร้างบ้านเมืองเบี่ยงประเด็น
โชว์ให้เห็นเป็นผลงานชนชั้นนำ

คนที่เขียนตำราเรียนให้คนอายุส

คนที่เขียนตำราเรียนให้คนอายุสี่สิบกว่าปีที่แล้วอ่านนั้น ในช่วงที่แกเป็นนักเรียนก็เรียนจากตำราที่เขียนโดยคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปีแก่กว่า แกก็คงสงสัยเหมือนกันครับว่าไอ้ที่แกเรียนมากับที่แกเขียนสอนเด็กรุ่นหลังนี่มันใครหลอกใครกันแน่ อย่าไปเอานิยายกับตำราเรียนที่อนุมัติให้ใช้โดยผู้มีอำนาจการเมืองแต่ละสมัยเลยครับ ถ้ารู้ตัวว่าถูกหลอกก็ไปไล่กันเอาเองครับว่าตำราเรียนยุคที่คุณเรียนนั้น อำมาตย์,ทหาร หรือนักการเมืองสามานย์มันมีอำนาจอยู่....ที่คุณได้เรียนก็คือสิ่งที่เขาอยากให้คุณเชื่อ

ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องไทยปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยแบบไหนเมื่อไหร่เท่าใดนัก อดีตมันผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่ผมสนใจก็คือไอ้การที่ยังตะบี้ตะบันสอนให้คนเชื่ออยู่ว่าระบบประชาธิปไตยกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดเหมาะสมกับคนไทยที่สุด และนักการเมืองเป็นชนชั้นเดียวที่ควรได้ สิทธิอำนาจแบบให้แล้วให้เลยไปสี่ปีในการปกครองบริหารบ้านเมือง โดนหลอกกันมาเจ็ดสิบเจ็ดปีแล้ว ยังไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข....

เพ้อเจ้อเรื่องราวในอดีต

เพ้อเจ้อเรื่องราวในอดีต มันจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อวันเวลาเหล่านั้นมันผ่านมาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว มองในเหตุการณ์ปัจจุบันซิครับว่าสภาพข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ปัญหาหลักในปัจจุบันนี้คือนายทุนนักธุรกิจการเมือง เอาประชาธิปไตยมาบังหน้าแล้วเข้ามาทุจริตเชิงนโยบาย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ แทรกแซงสือและองค์กรอิสระ ก็เลยโดนทำรัฐประหาร นี่คือความจริงในปัจจุบันนี้ เมื่อนายทุนคนนั้นพ่ายแพ้จากการถูกทำรัฐประหาร ก็หันมาผลักดันตั้งกลุ่มเสื้อแดงภาคประชาชนที่หนุนตนเองมาต่อสู้ แล้วอ้างประชาธิปไตยบังหน้าอีกเช่นเคย โดยการลากโยงสถาบันต่างๆเข้ามาโจมตีเกี่ยวข้องกันให้มั่วไปหมด ทั้งๆที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย นี่จึงเป็นที่มาของกรณีหมิ่นสถาบัน สรุปแล้วคือกลุ่มทุนพยายามเข้ามาต้องการอำนาจรัฐ เพื่อผลประโยชน์แล้วถูกต่อต้านจากคนเสื้อเหลืองที่รู้ทัน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างประชาธิปไตย บทสรุปคือกัดกันไม่เลิกเพราะต่างก็ต้องการผลประโยชน์ คนที่ซวยคือประชาชนที่โดนปั่นให้ลุกขึ้นมาราวีกันเอง สรุปแล้วประชาชนคือควายดีๆนี่เอง ทั้งสอง หรือ สามสี นั่นแหละ ควายทั้งนั้น เมื่อก่อนผมควายเหมือนกันแต่พอพันธมิตรตั้งพรรคก็รู้ทัน เฮ้อก็ว่ากันไป กัดกันต่อไปเถอะจะนั่งดูเฉยๆ

yes i think so

yes i think so

เรียน คุณบางกอก

เรียน คุณบางกอก ครับ

ตามประกาศของคณะราษฎร ฉบับที่๑ ได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่ามีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบอำนาจจอยู่ในมือกษัตริย์ มาเป็นอำนาจอยู่ในมือของราษฏร ("... ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง...")

และแน่นอน มีการใช้คำว่าประชาธิปไตยระบุอย่างชัดเจนในประกาศฉบับดังกล่าวครับ

"... และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด..."

ซึ่งในบทความของคุณณัฐกรนี้ก็ได้ลิงก์ไว้ให้ด้วยในเชิงอรรถ หากคุณบางกอกสนใจที่จะอ่านและคิดตาม ขอเชิญอ่านฉบับเต็มได้ครับ ผมขออนุญาตแปะลิงก์ไว้อีกครั้งในที่นี้
http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=19&d_id=19

ความเป็นจริงปัจจุบันยังเบี่ยง

ความเป็นจริงปัจจุบันยังเบี่ยงเบน
ได้แต่เห็นพูดไปอาจตายได้
บางลูกท่านประพฤติตัวกลั้วอบาย
ไร้ยางอายไร้ค่าควรเคารพ

เสมือนอยู่ในยุคสมบูรณาฯ
เห็นตำตาแต่ปากต้องสงบ
ถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้นอบนบ
จ้อประจบสอพลอต่อต่อกัน

ตั้งแต่ตั้งประเทศมา

ตั้งแต่ตั้งประเทศมา ไม่เคยเห็นผู้นำหรือผู้ปกครองที่มีอำนาจคนใด ที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ล้วนแต่ทำเพื่อตนเองและพวกพ้องทั้งสิ้น ทั้งกลุ่มทุน นักธุรกิจ สื่อ นักการเมืองและข้าราชการ คนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆก็คือประชาชนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงและ มีอำนาจต่อรองอะไรเลย

ลูกมันไม่ดีก็ต้องเล่นงานลูกมั

ลูกมันไม่ดีก็ต้องเล่นงานลูกมันซิครับ พ่อมันไม่เกี่ยว เพราะคนละคนกัน ต้องจับเป้าหมายให้ถูก เมื่อใดลูกมันจะมารับตำแหน่งแทนพ่อมันแล้วค่อย เต๊ะให้ตกเก้าอี้ไปก็แค่นั้น ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย ต้องลำดับเป้าหมายให้ถูกคน ดีก็ต้องยอมรับในความดี ไม่ดีก็ไม่เอาให้มาเป็นเสนียด เข้าใจ๋

@..อภิวัฒน์จัดแล้ว.....นานมา

@..อภิวัฒน์จัดแล้ว.....นานมา
ยี่สิบสี่มิถุนา.............เจ็ดห้า
คณะราษฎรพา………….แปรเปลี่ยน.......ยิ่งใหญ่
ขอเชิดชูความกล้า.....แห่งผู้เปลี่ยนสยาม

@..นามปรีดีท่านนี้.........ดีงาม
ยังหมิ่นยังเหยียดหยาม.....อย่างร้าย
คนดีย่อมมิทราม...........ตามที่......หยามเอย
ยังอยู่ยืนยงได้..............อย่างผู้ควรจำ

@..นำไทยแปรเปลี่ยนให้.....เปลี่ยนสมัย
สู่ประชาธิปไตย................เติบกล้า
ปวงชนย่อมอาลัย..............รักท่าน.......จริงนา
นามท่านปรีดีอ้า...............อวดอ้างอวดสยาม

@..นำไทยให้ผ่านพ้น.........ผองภัย
ผู้ก่อเสรีไทย...................ต่อสู้
พาไทยร่วมมีชัย................ชนะต่าง.......ชาติเอย
เป็นที่ยอมรับรู้.................ท่านกู้ชาติไทย

***การศึกษาประวัติศาสาตร์เป็น

***การศึกษาประวัติศาสาตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการปลูกฝังความรักชาติ และประโยชน์ของชาติ

***ผมเริ่มศึกษา ฯพณฯปรีดี ผมก็เถียงกับพระที่ท่านเป็นสมาชิกหนังสือที่สุพจน์ ด่านตระกูลเขียน ผมเถียงว่า
ปรีดี เป็นคอมมุนิสต์ พระรูปนั้นเรียนมหาจุฬาฯ ผมเรียนครู ซึ่งก็ไม่เคยรู้เรื่อง 24 มิย75 เป็นพื้อนฐานเลย
***หลัง14 ตค016 ที่ผมร่วมขบวนการ ผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมืองทุกเรื่อง และมาเรียนนิติฯจนจบ
และเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญดีขึ้น แต่ก็ยังไมใตกฉาน แม้ผมจะเรียนกับ ดร.วิษณุ เครืองาม

***การเรียนประวัติศาสตร์จำเป็นตั้งแต่ประถมจนตลอดชีวิต ผมศึกษาพงศาวดารไทย พม่า จีน ซ้องกั๋ง ซึ่งทำให้ผมเกิดความคิดที่ละเอียดเรื่อย ๆ

***การปฏิวัติ 19 กย49 และรัฐธรรมนูญใหม่ที่เราได้ ผมอ่านแตกว่าเขาร่างเพื่อใคร เพื่อประชาชนสากล
หรือเพื่อสกัดอำนาจของประชาชนสากล ถ้าเล่นไพ่กันก็ซ่อนกันได้แนบเนียนมาก

***ผมกำลังศึกษาคำพิพากษาศาลพิเศษสมัยจอมพล ป. ตั้ง เพื่อฆ่านักโทษการเมือง

***ดูแล้วมันก็ เหมือน คตส. แต่รัฐธรรมนูญนี้ฉลาด ไม่ทำเป็นแบบ พ.ร.บ.สาลปกครองพิเศษ แต่เอาใส่ไว้ในรัฐ
ธรรมนูญว่า อะไรที่พวก คมช. ทำไว้ ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

***ตรงจุดนี้ผมก็เห็นไพ่ฝ่ายตรงข้ามชัดเจน ถ้าเป็นหมากรุก ก็เป็นแบบประชาชน หรือขุนแดงอยู่ในตาอับ เล่นอะไรไม่ได้ ฝ่ายดำเดินฝ่ายเดียว เดินกินหมากแดงเกือบจะหมดกระดาน

***ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอย ก็เหมือนกับการตั้งหมากรุกกกระดานใหม่ ประชาชนอยู่ตาอับเหมือนเดิม เพราะ
ฝ่ายถือปืนมาทำให้อยู่ในตาอับ

***ถึงเวลาที่ประชาชนทั้งหลายจะต้องปลดเปลื้องตนให้พ้นตาอับ และประวัติศาสตร์กก็บอกอีกเช่นกันว่าประชาชน
ต้องเสียเลือดบ้างจึงจะได้ชัยชนะ มิเช่นนั้นก็จะไม่ชนะเลย เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องออกแรง

***ประวัติศาสตรขาดคนสนใจ จึงทำให้เผด็จการครอบงำได้ง่าย ดังเช่นเด็กไทยมัวเมาอยู่กับสื่อที่เขาจัดให้ลุ่มหลงทุกวันนนี้ ละคร เสาร์ ๕ กำลังสร้างให้เห็นว่า ทหารเป็นวีรบุรุษ ปราบเสือร้าย ประชาชนกำลังชื่นชมทหารผู้กล้า
ทำไมไม่มีละครผู้กล้าแบบตายเพื่อประชาธิปไตยบ้าง เขาโอบล้อมพวกเราประชาธิปไตยทุกสื่อ

***2475 ถึงวันนี้ ประชาธิไตยถูกบอนไซ โตไม่ได้ และอำนาจ จะอยู่ในกลุ่ม จปร.ทั้งนั้น ดูเอาเถิด นายกที่มา
จาก จปร.มีกี่คนแล้ว ออกฟอร์ดก็สามคนแล้ว เสนีย์ คึกฤทธิ์ อภิสิทธิ์ จะไปจากมหาชีวิตก็น้อยคน

***ขอให้พวกเราอย่าเป็นเหลืองเป็นแดง แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยอย่างแน่แท้

***ผมชอบให้พวกเรารักกันดีกว่าชังกัน เพราะถ้าเราชังกัน มันก็เข้าสูตรเขา คือแบ่งแยกแล้วปกครอง พวกมึงตีกันไปกูก็ครองอำนาจสบาย ครัคบผม

สรุปประเด็นง่ายที่สุดให้คุณเข

สรุปประเด็นง่ายที่สุดให้คุณเข้าใจว่าโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบทุนนิยมหรือระบบเผด็จการมีการทุจริตทั้งสิ้นเพราะอำนาจอยู่ในมื่อแล้วไซ้ผู้ใช้จะนำไปใช้เช่นใด แต่ๆๆๆๆ ระบบทุนนิยมมีการตรวจสอบการทุจริตได้ง่ายกว่า ระบบเผด็จการจะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายๆ ในการกระทำทุจริตของตนเอง เช่นเดียวกับประเทศพม่า ....ใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ....หรือว่ารัฐบาลทหารประเทศนี้ไม่มีการทุจริตเลยที่ผ่านมา ....ลองให้คำตอบหน่อยซิ!

***2475 ถึงวันนี้

***2475 ถึงวันนี้ ประชาธิไตยถูกบอนไซ โตไม่ได้ และอำนาจ จะอยู่ในกลุ่ม จปร.ทั้งนั้น

ไม่จริง...อำนาจอยู่ที่อำมาตย์ที่ไม่จบปริญญาตรีต่างหาก

***ขอให้พวกเราอย่าเป็นเหลืองเป็นแดง แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยอย่างแน่แท้ .....

ให้พวกเราเป้นน้ำเงินนะ ก็คงได้ประชาธิปไตยกันทุกคนนะ

มิน่าพวกเสื้อน้ำเงินมันไม่ถูกจับเลย..เพราะมันมีประชาธิปไตยน่เอง

เป็นน้ำเงินจะมีประชาธิปไตยเท่าเทียมอำมาตย์เลยนะ

***ผมชอบให้พวกเรารักกันดีกว่าชังกัน เพราะถ้าเราชังกัน มันก็เข้าสูตรเขา คือแบ่งแยกแล้วปกครอง พวกมึงตีกันไปกูก็ครองอำนาจสบาย ครัคบผม

อ้อ เราต้องสามัคคีกันเอง...เราต้องแตกแกกับอำมาตย์

เพราะอย่าตีกันเอง ให้โจมตีแต่อำมาตย์ก็พอ

เขาชอบแบ่งแยกแล้วปกครองเน๊าะ

มิน่าเล่า ทางภาคใต้ที่จะแยกดินแดน นี่ก็คงเป็นฝีมืออำมาตย์

ที่ชอบแบ่งแยกแล้วปกครอง

ชอบแบ่งให้พวกหนึ่งมีกระสุนจริง พวกหนึ่งมีกระสุนกระดาษ

พวกหนึ่งมีรถแก็ส

อีกพวกไม่มีรถแก๊ส

...
มันคงอยากใหภาคใต้แบ่งแยกเร็วๆ มันจึงส่งทะหารไปช่วยประชาชนแบ่งดินแดน

***นับแต่ปี2475-2552 ***โอ้ว่

***นับแต่ปี2475-2552

***โอ้ว่าอนิจจา อำนาจจากเจ้า มาอยู่ในมืออำมาตย์ทั้งฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋น ประชาชนได้แต่นั่งดูตาปริบๆ

แล้วเขาจะมอบให้เมื่อไรนี่ คงต้องรอถึงชาติหน้าป่าว ไอ้ที่ได้นี่มันของปลอม เหมือนคอมผมนี่ มีไวรัสเยอะเลย

มันบอกว่าไม่ใช่วินโดว์แท้ มีไวรัสขึ้นเต็มจอ ต้องแก้ มันให้ไปซื้อโปรแกรมมาแก้

***รัฐธรรมนูญซ่อนไวรัสไว้ เราจะไปซื้อโปรแรมที่ไหนมาแก้น้อ

***ช่วยด้วยครับผม

ดวงตาของณัฐกรเห็นธรรมแล้ว และ

ดวงตาของณัฐกรเห็นธรรมแล้ว
และถูกต้องแล้วที่แยกแยะได้ออกระหว่างคำว่าคูเดทากับคำว่าเรโวลูชั่นที่มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่ทว่าตอแหลแลนด์โดยเศษกระดาษเปื้อนหมึกเน่าจอตู้เน่านั้นส่วนใหญ่ล้วนกราบือที่ใช้รวมกันแบบจงใจเพราะควาย
ส่วน ไอ้กราบือบางกอก ก็ยังคงความเป็น ควาย ได้อย่างไม่บันยะบัีนยัง(ความจริงคำว่าบางกอกนั้นในยุคแมงสาปเน่า
ดิคชันนารีของลองก์แมน ได้ให้ความหมายของคำว่าบางกอก หมายถึง นครหลวงของโสเภณี หรือฝรั่งถ้าจะมาเที่ยวซ่องก็ให้มาที่บางกอก เป็นคำแสลงที่มีความหมายที่มันเน่้าเละเทะ จนรัดทะบวมในยุคนั้นทำหน้าบางประท้วงจะแบนไม่ให้ขายดิคชันนารีของลองก์แมนในไทย)
หัดศึกษาประวัติศาสตร์บ้างนะกราบือที่ใช้ชื่อคำแสลงในดิคลองก์แมน แล้วก็ต้องศึกษาอ่านข้อความในกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือกฏหมายธรรมนูญปกครองประเทศ ที่มันมีตั้งแต่2475 จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี2550 ไำล่มาทุกฉบับ ก็จะสามารถเห็นความลับดำมืดของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศนี้อย่างถึงแก่น
ส่วนการทำคูเดทาและรวมทั้งสภาโจ๊กนั้นแค่ตัวละคร
กฏหมายรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับรวมทั้งธรรมนูญการปกครองแต่ละฉบับ มันจะสามารถบอกความเป็นตัวตนของคนร่างว่าร่างขึ้นมาจากพื้นฐานทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไร และทำไมถึงร่างออกมาอย่างนั้น

*วันที่ ยี่สิบสี่

*วันที่ ยี่สิบสี่ มิถุนา
วันคนกล้า อภิวัฒน์ จัดสมัย
วันเปลี่ยนแปลง การปกครอง ประเทศไทย
วันเริ่มต้น ประชาธิปไตย ของปวงชน

*เลิกระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์
โดยประกาศ หลักการ บันดาลผล
เสรีภาพ ทั่วหล้า พามงคล
ประชาชน มีสิทธิ์ เท่าเทียมกัน

*การเปลี่ยนแปลง สู่ประชาธิปไตย
ยังเป็นไป ลำบาก ยากสร้างสรรค์
อภิสิทธิ์ อภิชน ด้นดึงดัน
มุ่งกีดกัน กั้นสิทธิ์ ประชาชน

*มีผู้รักษ์ ประชาธิปไตยหัวใจแดง
คิดสู้อย่าง กล้าแกร่ง ทุกแห่งหน
สู้เพื่อชู ศักดิ์ศรี ความเป็นคน
สู้พวกปล้น ประชาธิปไตย

*ยี่สิบสี่ มิถุนา วันชาติไทย
สื่อสายใย อภิวัฒน์ จัดสมัย
รำลึกการ เปลี่ยนแปลง ประเทศไทย
เชิดชูความเป็นใหญ่ ของปวงชน

*ลุกขึ้นเถิด ประชาชน คนรักชาติ
ร่วมประกาศ ยืนยัน มั่นหมายผล
ให้วันที่ ยี่สิบสี่ มิถุนายน
เป็นวันชาติ วันมงคล ดังก่อนมา

ขอให้คำตอบก็คือทุจริตเหมือนกั

ขอให้คำตอบก็คือทุจริตเหมือนกันครับผม นี่น้อง M 1 พี่จะเล่าให้อ่าน ( เรียกน้องก่อนแหละเพราะพี่อายุ 40 กว่าแล้ว แก่กว่าจีรนุช แน่นอน ) ปัจจุบันพี่มีอาชีพรับราชการ สิ่งที่ได้เห็นในขณะทำงานในกรมที่ทำงานอยู่ มันมีแต่เรื่องทุจริต คนภานนอกไม่รู้หรอก แต่ผมรู้เพราะทำงานอยู่ ได้เห็น ได้รู้ โครงการที่ข้าราชการชั่วๆ มันทุจริต จากการสั่งการของนักการเมือง มันสั่งด้วยวาจา หาหลักฐานเอาผิดมันยากมาก ข้าราชการระดับสูงก็สนองนโยบายนักการเมืองสารเลว เพื่อตำแหน่ง ความก้าวหน้า และเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการทุจริต วงเงินที่เห็นมันทุจริตกันนะ 10 ล้านขึ้นไป บางโครงการก็ 30 ล้าน บางโครงการก็เป็น 100 ล้าน นี่คือความจริงในสิ่งที่รู้ คนที่วิ้งเต้นเป็นอธิบดี ถ้ากรมฯ เล็กหน่อย ค่าตำแหน่งก็น้อย กรมที่ผมทำงานอยู่แค่หลัก 10 ล้านเอง ส่วนกรมฯอื่นๆ ในกระทรวงเดียวกัน ใหญ่หน่อยก็ 30 ล้านขึ้นไป เงินที่ใช้จ่ายในการวิ่งเต้น ลูกน้องในระดับต่างๆมีการลงขันกันส่งส่วยให้นาย ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงนะมิได้โม้ให้ร้ายป้ายสีใคร นี่คือปัญหาที่แท้จริงที่ยากจะแก้ไข ใครที่ไม่ยอมลงทุนก็ไม่ก้าวหน้า เสื้อแดงสายไข่แม้ว อย่ามาบอกเลยว่ารัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุด อย่ามาอ้างเลยว่าโปร่งใส ไม่ว่ารัฐบาลไหนมันก็เหมือนกัน ก็เพราะผมเห็นเช่นนี้ การทุจริตมันฝังรากลึกในระบบราชการมานานแล้ว ถ้ากลุ่มทักษิณได้อำนาจกลับมาก็เหมือนเดิม ถ้าสายอำมาตย์กุมอำนาจก็เหมือนเดิมเช่นกัน คือทุจริต ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือการแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างสายอำมาตย์กับ สายนายทุน ประชาชนทั้งสองสีทั้งแดงและเหลือง เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมากรุกเท่านั้นเอง ไม่ว่าฝ่ายใหนจะชนะประชาชนก็รับกรรมอยู่ดี การแก้ปัญหาให้ถูกจุดคือสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ดี โดยประชาชนต้องเลือกนักการเมืองที่ดีๆเข้ามามากๆ ในระบบราชการต้องเขียนกฎหมายปราบปรามการทุจริตให้รัดกุมกว่านี้ คัดกรองแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานอย่างเป็นธรรม แต่งตั้งคนดีเข้ามาบริหาร มิใช่ตั้งพวกของตัวเองเข้ามาสนองนโยบายการทุจริต แต่มันคงจะยาก เพราะสังคมไทย คนไทย ยังไม่ใส่ใจในการเลือกคนดีเข้ามาเป็นตัวแทน

เรียนคุณtokumei ประชาธิปไตยหน

เรียนคุณtokumei

ประชาธิปไตยหนึ่งคำ ในประกาศฯฉบับที่๑นั้น เหมือนคำโฆษณาขายยา คำหนึ่งในข้อความโฆษณาเพื่อขายยา

โปรดอ่านสลากสรรพคุณและส่วนประกอบยาด้วยทุกครั้งก่อนซื้อยา

จากลิงก์ที่คุณอ้างมา โปรดอ่าน พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม๒๔๗๕ และร่างโครงสร้างเศรษฐกิจที่นายปรืดีร่างไว้ช่วงเดียวกัน ไม่ใช่ให้หาคำว่าประชาธิปไตยว่ามีกี่คำ แต่ให้ใช้วิจารณญานของคุณตอบว่า มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ถ้าเอาไปใช้ร่วมกันควรจะเรียกระบบปกครองและระบบเศรษฐกิจว่าอะไร

สมควรไหมครับที่ร.๗ท่านไม่แก้ไขอะไรเลยแค่ให้เติมคำว่าชั่วคราว และทิ้งคำวิจารณ์ไว้ และสมควรไหมครับที่ เอกสารทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในคณะผู้ก่อการ

ผมวิเคราะห์สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฯ๒๔๗๕ ไว้ในเวปนี้หลายครั้งแล้ว ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจและการที่อำมาตย์อยากได้อำนาจของเจ้าไปใช้เอง ราษฎรหรือตัวประชาธิปไตยไม่เกี่ยวสักนิด นอกจากใช้เอามาอ้างกัน ผู้คนรุ่นตายายผมนั้นที่มีการศึกษาหน่อยก็รู้เท่าทันเรื่องนี้ดีและเล่าขานให้ลูกหลานต่อกันมา คนรุ่นใหม่เสียอีกที่มักรู้มากวิเคราะห์มาก เอาประชาธิปไตยไปใส่ในที่ๆมันไม่ได้อยู่จริงมาแต่ต้น ผมไม่ได้ว่าที่ปรีดีเขียนไว้มันไม่ดีหรือดีอย่างไร ผมแค่บอกว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างที่อ้างไว้หนึ่งคำ

บ่อนี้ผมขุดมานานแล้วครับในหลายความเห็นในอดีต อยากทราบว่าถ้ามีใครเห็นค้านผมจะมีใครกลับไปอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่๑ แล้วเอามาแย้งไหม ปรากฏว่ามีความเห็นค้านผมมากมายหลายรูปแบบ แต่พึ่งจะมีคุณtokumeiนี่แหละครับที่เอาเรื่องนี้มาแย้ง ต้องขอชมเชยในความละเอียดรอบคอบ

อย่าลืมไปเปิดอ่านตามที่ผมแนะนำไว้ด้วยนะครับ...

ยี่สิบสี่มิถุนาประชาราษฎร์ ปร

ยี่สิบสี่มิถุนาประชาราษฎร์
ประกาศศักดิ์ศรีเสรีสิทธิ์
แผ่ดินนี้แผ่นฟ้านี้แลชีวิต
ถือเป็นสิทธิ์ประชาสิ้นแสนยินดี

FFFFFFF FFFFFFF _____________

FFFFFFF
FFFFFFF

_____________________
LONG LIVE
REVOLUTION:REVOLUTION
R R
E E
V V
O O
L 2475 !! L
U U
T T
I I
O O
N N
REVOLUTION:REVOLUTION:
_____________________

:)
FFFFFFF
FFFFFFF

คำว่าประชาธิปไตย

คำว่าประชาธิปไตย เต็มใบหรือไม่เต็มใบก็ยังกินไม่ได้ ถ้ายอมเป็นเบี้ย
คำว่าประชาธิปไตยเต็มใบหรือไม่เต็มใบ กับการรวมตัวกันเพื่อขับไล่คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เป็นเรื่องข้ามลำดับข้ามขั้นตอนของประชาชนระดับล่าง ใช่หรือไม่เก็บคำตอบไว้ในใจ ก่อนอื่นต้องปรับฐานความเข้าใจคำว่า
1 รัฐธรรมนูญคือ กฎ กติกา ใช่หรือไม่
2 สภาผู้แทนราษฏรคือพื้นที่ต่อรองใช้หรือไม่
3 โครงสร้างทางชนชั้นที่แท้จริงของประเทศที่ประกอบไปด้วย
3.1 ชนชั้นสูงพวกศักดินา ข้าราชการบำนาญ ใช่หรือไม่
3.2 ชนชั้นนายทุน พ่อค้า นักธุระกิจ ใช่หรือไม่
3.3 ชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา ชาวสวน คนรับจ้างทั่วไป ใช่หรือไม่
ถ้าใช่ทั้งสามชนชั้นเป็นส่วนสำคัญในการประกอบเป็นประเทศสยาม และเปลี่ยนมาเป็นประเทศไทยจน เจริญรุ่งเรืองมาอย่างถูกๆผิดๆแล้วแต่ผู้นำ แต่ละยุคที่แย่งอำนาจได้จากพระเจ้าแผ่นดิน และต่อมาพวกของพระเจ้าแผ่นดินก็มาแย่งคืน โดยใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ มีเพียงสองกลุ่มใหญ่เท่านั้น คือชนชั้น3.1และ3.2 ส่วนชนชั้น3.3 จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา77ปี ยังเป็นเพียงคนดูคนสองกลุ่มแย่งความอุดมสมบูรณ์ที่เป็นสมบัติของคนทุกชนชั้นในประเทศ จึงชี้ให้เห็นว่าพอถึงพื้นที่แบ่งปันผลประโยชน์ของประเทศ โดยมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นพื้นที่ของการต่อรองกลับมีเพียงสองกลุ่มเท่านั้นคือกลุ่มพรรคการเมืองของพวกศักดินา ข้าราชการบำนาญ และพรรคการเมืองของนายทุน-นักธุรกิจ ทั้งสองกลุ่มยังแอบอ้างการเป็นผู้แทนของชนชั้นที่สาม

การกระทำของพรรคการเมืองทั้งสองประเภท ไม่ต่างกับการรวมหัวกันฮุบเอาพื้นที่ต่อรองของชนชั้นกรรมาชีพไปใช่หรือไม่
พวกเขารวมหัวกันกำหนดกฎกติกาที่ยุ่งยากเกินกว่าศักยภาพของคนจนจะปฏิบัติได้ คำว่าสิทธิและความเท่าเทียมกันในรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องโกหก พื้นที่ต่อรองของชนชั้นกรรมาชีพได้ถูกยึดครองอย่างต่อเนื่องยาวนานจนคิดว่าไม่มี ความจริงมี

เป็น เพราะการเมืองภาคประชาชนอ่อนแอ และเราไม่เคยมีผู้แทนที่เราเลือกขึ้นไปได้เองต่างหาก ทำให้พรรคการเมืองทั้งสองกลุ่ม กล้ากลับออกมาบอกกับชนชั้นกรรมาชีพอีกว่ามาเป็นพวกฉันแล้วต้องรวมพลังขับไล่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามออกไป ทั้งๆที่ฮุบพื้นที่ต่อรองของชนชั้นกรรมาชีพไว้แล้วยังมุ่งยึดพื้นที่ต่อรองของแต่ละฝ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก โดยอาศัยกำลังของชนชั้นกรรมาชีพที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าของทั้งชนชั้น กลางและชนชั้นบน

ความจริงเป็นอย่างนี้หรือไม่ ?
ถ้าใช้ และเป็นความจริงดังที่กล่าววิธีการรวมพลังคนเสื้อแดงขับไล่ชนชั้นก็ใช้ไม่ได้
ปัญหาเรื่อง รัฐธรรมนูญไม่เต็มใบ เป็นเรื่องการทำใบเบิกทางให้สะดวกขึ้น
เรื่อง มติของประชาชนเป็นเรื่องสร้างเครื่องมือให้สะดวกยิ่งขึ้น

แล้วประชาชนชั้นกรรมาชีพนั้นได้อะไร พื้นที่ต่อรองผลประโยชน์ที่ฮุบไว้นับตั้งแต่ปี พ.ศ 2475 จะคืนให้ชนชั้นกรรมาชีพหรือไม่?

หากการรุกไล่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสำเร็จ พวกเขาก็จะซ่องสุมเอาผลประโยชน์ที่เคยได้คืน นั่นหมายถึงการต่อสู้
ใครกลุ่มไหนกันแน่ที่ละโมบโลภมากกะกินต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า 77 ปีแห่งการละโมบโลภมากจากความมั่งคั่งจากความสมบรูณ์ของประเทศ

ตราบใดก็ตามหากพื้อที่ต่อรองผลประโยชน์ยังไม่จัดสรรให้ตรงตามโครงสร้างข้างต้นประเทศนี้ เมืองนี้จะรุกเป็นไฟ และสุดท้ายใครก็ไม่ได้อะไร

ถึงเวลาแล้วพื้นที่ต่อรองผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพที่ฮุบไว้ต้องคืนมา หมายถึงรัฐสภาต้องประกอบด้วยพื้นที่ตัวแทนของชนชั้นศักดินา-ข้าราชการบำนาญ ชนชั้นนายทุน-นักธุรกิจ ชนชั้นกรรมาชีพ ผลประโยชน์ของชาติถูกจัดสรรผ่านผู้แทนแต่ละชนชั้นอย่างลงตัว ย่อมจะนำเสถียรภาพ ความมั่นคงที่แท้จริงสู่สังคมไทยได้

กราบขอโทษอาจไม่โดนใจแต่นี้คือหลักการและเหตุผล ของคนที่ต่างฝ่ายต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงแค่เกลี่ยความมั่งคั่งนั้นให้ชนชั้นกรรมาชีพพอได้สัมผัสบ้างพวกเราจนเหลือทนแล้วครับ ในโอกาสครบ77แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผมขอฝากหลักการนี้ให้กับคนหัวใจประชาธิปไตยทุกท่านครับ

เรียน คุณบางกอก ขอบคุณครับ

เรียน คุณบางกอก

ขอบคุณครับ ผมจะพยายามไปหาเอกสารที่คุณแนะนำมาอ่าน

เรียนคุณบางกอกครับ

เรียนคุณบางกอกครับ

ผมได้กลับไปอ่านเอกสารฉบับดังกล่าวดังที่คุณแนะนำมาแล้ว มีความคิดเห็นดังนี้ครับ

จากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม๒๔๗๕ และร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ปรืดีร่างไว้ ผมใช้วิจารณญาณดูแล้ว(โดยไม่ได้ใส่ใจว่าเขาใส่คำว่าประชาธิปไตยไปกี่คำ) เท่าที่คติและความเชื่อที่ผมยึดถืออยู่ตอนนี้จะอำนวย ผมก็ว่ามันเป็นประชาธิปไตยนะครับ ก่อนอื่นเลยคือในแง่ที่ว่ามนุษย์ควรมีสิทธิ เสรีภาพและความเป็นอยู่ในเรื่องปากท้องเสมอกันโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ แต่ไม่ว่าคุณบางกอกจะเรียกหลักการความคิดดังกล่าวว่าอย่างไร (ผมเดาว่าคุณคงคิดว่ามันโน้มเอียงไปทางสังคมนิยมหรือคอมิวนิสต์มากกว่าประชาธิปไตย) จุดประสงค์ของการก่อการนั้นก็คือการลดทอนอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วในสมัยนั้นว่าไม่ได้ช่วยให้ปากท้องของราษฎรอิ่มเหมือนปากท้องของพวกเจ้า

ส่วนอำนาจที่ลดทอนมาจากกษัตริย์ จริงๆแล้วคณะราษฎรต้องการจะให้มาอยู่ในมือราษฎรจริงหรืออยากอุ๊บอิ๊บไว้เองนี้ ผมก็มิอาจทราบได้(และผมคิดว่าเราไม่สามารถชี้ขาดในเรื่องนี้ได้เลย เพราะต่างมีคำอ้างกันไปต่างๆ นานา) เนื่องเพราะผมเห็นด้วยกับคุณว่าในคณะผู้ก่อการนั้นก็ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน (ผมเชื่อว่าพิบูลสงครามและปรีดีคิดไม่เหมือนกันตั้งแต่ในตอนแรก)

แต่อย่างน้อย คณะราษฎรก็ได้พยายามเสนอสิ่งที่ช่วยให้เกิดความเสมอภาคทั้งในเรื่องปากท้องและสิทธิของราษฎร โดย

1.ในเรื่องปากท้องนั้นทำผ่านการเสนอร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายนิยมเจ้าและศัตรูทางการเมืองของปรีดีได้ป้ายสีตลอดมาว่ามีแนวฝักใฝ่เป็นคอมิวนิสต์ ซึ่งปรีดีก็ได้ตระหนักดีในข้อนี้จึงได้มีการระบุไว้แต่ต้นในเค้าโครงการเศรษฐกิจว่า

"ความคิดที่ข้าพเจ้าได้มีอยู่เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นด้วยข้าพเจ้าได้มีอุปาทานผูกมั่นอยู่ในลัทธิใดๆ ข้าพเจ้าได้หยิบเอาส่วนที่ดีของลัทธิต่าง ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมแก่ประเทศสยามแล้ว จึงได้ปรับปรุงยกขึ้นเป็นเค้าโครงการ......ฉะนั้นผู้อ่านคำชี้แจงของข้าพเจ้า ขอได้โปรดตั้งใจเป็นกลาง หลีกเลี่ยงจากเหตุชั่วร้ายดังกล่าวข้างต้นนี้และวินิจฉัยว่า เค้าโครงการที่ข้าพเจ้าคิดอยู่นี้จะช่วยราษฎรได้ตามที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้นั้นได้หรือไม่"

2. ในเรื่องสิทธิอันเสมอภาคของราษฎรนั้นก็ได้ทำผ่านการเสนอให้มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ(หรือพระธรรมนูญ) ที่จำกัดอำนาจของพวกเจ้าーมากกว่าฉบับที่พวกเจ้าได้อ้างว่า"จริงๆ แล้วตนก็เตรียมรัฐธรรมนูญไว้ให้สยามอยู่แล้ว"ーท่ามกลางแรงต้านทานในรูปแบบต่างๆ ของฝ่ายนิยมเจ้า(รวมทั้งการเติมคำว่า"ชั่วคราว"ด้วย)

ซึ่งในพระธรรมนูญดังกล่าวได้เสนอแนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจนคือ จัดให้มีสภาผู้แทนราษฎร และมีผู้แทนราษฎรโดยแบ่งเป็น ๓ สมัย ซึ่งอำนาจอธิปไตยในการเลือกผู้แทนนั้นค่อยๆ ผ่องถ่ายไปยังราษฎรโดยลำดับ จนในท้ายที่สุดแล้วผู้แทนราษฎรในสมัยที่ ๓ จะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งสิ้น

"...สมัยที่ ๓ เมื่อจำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตได้สอบไล่วิชชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่ เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ ๒ เป็นอันไม่มีอีกต่อไป" ←ผมควรกล่าวด้วยว่านี่ยังเป็นการปฏิรูปการศึกษาให้ราษฎรได้ร่ำเรียนด้วย

และในท้ายที่สุดพระธรรมนูญของคณะราษฎรฉบับนี้ก็เป็นจุดกำเนิดของวิวัฒนาการที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย(ไม่ใช่สังคมนิยมคอมิวนิสต์) ผมไม่ได้หมายความว่าพอมีเลือกตั้งแล้วก็คือประชาธิปไตยนะครับ แต่ผมหมายความว่ามีการพยายามให้เกิดการกระจายถ่ายอำนาจจากเจ้าไปยังราษฎรจริงโดยผ่านเทคนิควิธีคือการเลือกตั้งของประชาชนในท้ายที่สุด(ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้โดนฉีกไปเสียก่อน) ซึ่งการพยายามจะกระจายถ่ายอำนาจจากเจ้าไปยังราษฎรนี้แหละที่เป็นหลักการที่คณะราษฎรต้องการจึงได้ลงมือก่อการ และผมเชื่อว่าเราสามารถเรียกหลักการนี้ว่า"ประชาธิปไตย"ได้ นอกจากนี้ จากการที่ไม่มีการลุกฮือของราษฎรหลังการก่อการ เราจะพูดได้ไหมครับว่า"ราษฎรเข้าใจและสนับสนุนแนวทางของคณะราษฎร"

แต่หากคุณจะบอกว่าสิ่งที่ผมรู้และใช้เป็นวัตถุดิบในการใคร่ครวญพิจารณานั้นคลาดเคลื่อนเพราะมีแต่ข้อมูลเอกสาร ในขณะที่สิ่งที่คุณรู้นั้นสิของจริงเพราะได้รับการบอกเล่า(จากคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายของคุณ) มาโดยตรง ผมก็คงไม่มีอะไรแย้งอีกต่อไปครับ เพราะผมเกิดไม่ทันจริงๆ ในจุดนี้ ก็คงต้องหาคำตอบต่อไปว่าอะไรกันแน่ที่เป็นทองแท้และอะไรกันแน่ที่เป็นทองปลอม แต่ผมควรกล่าวด้วยว่าสมมติว่าตอนนี้ผมมีลูกมีหลานที่อายุยังน้อยเกินกว่าจะประสาว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองทุกวันนี้ แล้วผมบอกลูกบอกหลานว่าเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองทุกวันนี้เป็นเพราะชาวรากหญ้าโง่ แล้วก็เลยโดนทักษิณหลอก แล้วก็เลยรวมกันเป็นกลุ่มเสื้อแดงเที่ยวก่อความไม่สงบโดยเอาประชาติปไตยมาอ้างน่ะลูก ผมว่าลูกผมมันก็ต้องเชื่อผมสืบต่อไปอีกหลายสิบปีหรืออาจจะตลอดอายุขัยของมันเลยก็ได้ตราบใดที่สังคมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรนั้นก็อย่างที่เห็นอยู่ คือเป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจอันเป็นเรื่องที่ไร้คำตอบที่ลงตัว และยากที่จะตัดสินหรือชี้นิ้วอย่างอหังการ์ว่าใครหรืออะไรผิดถูก)

อย่างไรก็ดีผมขอขอบคุณที่คุณได้ตอบความคิดเห็นของผมอย่างชี้แนะ อย่างน้อยก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ร่วมกันกับคุณครับ

คำพิพากษายกฟ้องคดี “ทักษิณ”

คำพิพากษายกฟ้องคดี “ทักษิณ” ฟ้องหมิ่น “สุเทพ” แฉอยากกลับมาเป็นประธานาธิบดี ศาลชี้ชัดมีหลักฐาน พฤติกรรมโจทก์อันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์-จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ อ้างผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตย พร้อมยอมรับคนเสื้อแดงเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญของโจทก์ โดยมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำ อ.425/2552 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา จำเลยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทำนองว่า “โจทก์ไม่ยอมแพ้ทางการเมือง และต้องการจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี”

โดยคดีนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวให้สัมภาษณ์เป็นการติชมโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ไม่ได้มุ่งใส่ความให้โจทก์ได้รับวามเสียหาย คดีจึงไม่มีมูล พิพากษาให้ยกฟ้อง

และทันทีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ประชาชนจำนวนมากต่างให้ความสนใจต่อคดีดังกล่าว โดยเฉพาะพยานหลักฐานในคดีเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ (ทักษิณ) เป็นไปอย่างไร จึงทำให้ศาลเชื่อว่า จำเลย(สุเทพ) ติชมโดยสุจริตใจ

ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เกิดความกระจ่างในคำพิพากษามากขึ้น “ทีมข่าวอาชญากรรม เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์” จึงขอนำเสนอ ย่อคำพิพากษา ในคดีดังกล่าวดังนี้ ...

... คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา สืบเนื่องจากนายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีและยังได้กล่าวอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า “ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบระบอบประธานาธิบดีในจิตใจส่วนลึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นประธานาธิบดี” จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและได้นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (22 มิ.ย.2552) เวลา 09.00 น.ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544 ถึง 2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์เหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี รายละเอียดปรากฏตามหนังสือฯ เอกสารหมาย ล.4 และในส่วนตัวโจทก์เองก็ได้แสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ คือ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์ได้พูดกลับกลุ่มบุคคลที่หอประชุมอินดอร์สเตดียมหัวหมาก ด้วยข้อความไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้พูดในรายการนายกทักษิณ คุยกับประชาชน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์ โดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้พูดต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่ามีผู้บารมีเหนือรัฐธรรมนูญมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป จนทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การกระทำของโจทก์ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าโจทก์ไม่ปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏตามหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย ล.26 และ ล.27

วิธีการอ่านเอกสารเก่าๆและตีคว

วิธีการอ่านเอกสารเก่าๆและตีความเพื่อทำความเข้าใจความคิดพื้นฐานของผู้เขียนเอกสารและผู้ได้รับผลกระทบจากเอกสาร รวมถึงการทำความเข้าใจปฎิกิริยาตอบรับต่อเอกสารนั้นๆ ปัจจัยสำคัญคือผู้อ่านเอกสารในยุคหลังต้องตัดความรู้ความเข้าใจทั้งทางทฤษฎีและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นหลังจากวันเดือนปีของเอกสารออกเสียก่อน

สมมติตัวเองเป็นทั้งผู้ร่างเอกสาร ในที่นี้คือนายปรีดี และสมมติตัวเองเป็นผู้อ่านคนสำคัญของเอกสารนั้นคือร.๗ อีกทั้งต้องพยามจำลองวุฒิภาวะและความรอบรู้สถานะการณ์โลกในช่วงนั้นเท่านั้นประกอบไปด้วย อีกทั้งต้องเข้าใจว่าอำนาจการตัดสินใจจริงๆในเวลาขณะนั้นอยู่ในมือของใคร ปรีดี ร.๗ หรือกลุ่มทหารที่ก่อการสำเร็จ หรือกลุ่มทหารฝ่ายนิยมเจ้าที่รอเวลาเอาคืน

คุณลองอ่านอย่างที่ผมแนะนำแล้วไตร่ตรองดู ผมบอกใบ้ไว้นิดๆว่า เจ้ายุคนั้นกลัวคอมมูนิสต์แบบรัสเซียและกลัวฟาสซิสต์ด้วยและไม่รู้เรื่องรัฐสวัสดิการดีนัก ปรีดีนั้นนักวิชาการไม่มีกำลังทหารในมือ ส่วนทหารก็กำลังแตกแยกระหว่างกลุ่มผู้ก่อการกลับกลุ่มเจ้ามีการแปรพักตร์กลับขั้วกันอยู่ เหตุการณ์โลกนั้นเผด็จการฟาสซิสต์กำลังเริ่มมีบทบาทในยุโรปทั้งในสเปนและอิตาลี

ลองจำแลงตนเป็นคนยุคนั้นที่ได้อำนาจอยู่ในมือ แล้วถามตัวเองว่ายุคนั้น มีใครเห็นหัวราษกรอยู่ที่ไหน และทั่วโลกทั้งฟาสซิสต์ทั้งคอมมูนิสต์เขาเอาคำว่าราษฏรไปใช้ทำอะไรกัน

คุณจะได้คำตอบ โดยไม่ต้องให้ปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังเหมือนผมเช่นกันครับ....

กลอนเพลงยาว

กลอนเพลงยาว ***ตำนานรักคนไพร่***

***กลอนลำนำคนไพร่ได้ทุกขา
เป็นอักขระอนุสรณ์ย้อยเวลา
ปีสองสีเก้าห้ามาเกิดกาย

นับแต่ปีเจ็ดห้ามาถึงเกิด
มิแจ่มเจิดจิตราษฎร์ที่มาดหมาย
ประชาธิปไตยตกต่ำติดตมตาย
ปู่ย่ายายยลหยิบยี่สิบปี

มโนปกรณ์นิติธาดาพระยาพหล
อีกหลายคนจนถึงแปลกแปลกถ้วยถี่
เป็นนายกปกครองป้องธานี
ล้วนแต่มีปฏิวัติรัดรอนราน

ราษฎรยากไร้ได้เข็ญขุก
ระทมทุกข์ชีวาตม์ไม่อาจหาญ
สงบเสงี่ยมเจียมจนทนกันดาร
คอยกราบกรานหมู่อำมาตย์ประหลาดฤทธิ์

ผู้ว่าใหญ่นายอำเภอเห่อยศยิ่ง
ประสงค์สิ่งสินทรัพย์รับประสิทธิ์
ราษฎรน้อมนำน่าหน่ายนิจ
หวังชีวิตวันหน้าพาพ้นภัย

นครราชสีมานัครากว้าง
ทุกเถื่อนทางท่องเที่ยวเหลียวหลงใหล
แม่โมมิ่งเมืองมนต์สากลไกล
ทุกท้าวไทน้อมนบจบจิตรด

จะกล่าวถึงตำนานหมู่บ้านป่า
พิศพรรณาเอาไว้ให้ปรากฎ
บ้านหนองกราดกุดพิมานด่านขุนทด
ในวงกตราชสีมาธานีไกล

แวดล้อมล้วนพฤกษาดาระดาด
ปักษาชาติน่าชมสมป่าใหญ่
คืนวันผ่านผันเพี้ยนเปลี่ยนแปรไป
หลงเหลือให้ชมว่าประสาจน

ในป่าดอนดงดุ่มพุ่มพงพฤกษ์
มีไม้ซึกไม้ซาดเกลื่อนกลาดกล่น
ระดะดาดดงไผ่ใช้แก้จน
ลำโตต้นตัดทำเป็นหนามรั้ว

ที่ลำงามทำตะกร้ากระบุงบุญ
เป็นตนทุนทำกำไรมิใช่ชั่ว
เป็นคู่สุขทุกข์ยากมิพรากตัว
ทุกเมียผัวครัวบ้านท่านสานใช้

สะเดาดอกดกดื่นทั่วผืนป่า
ใช้ทำยาผักจิ้มอิ่มเอมได้
มะสังสดหอมนาสาพฤกษาไพร
ดอกผลใบใครกินลิ้นรื่นรส

ดอกพงป่านำมามัดทำปัดกวาด
เอี่ยมสะอาดบ้านเรือนเหมือนกันหมด
ประชาชนหนละหานด่านขุนทด
กรรมกำหนดเกิดตายในพนา

เอาล้อเกวียนเฆี่ยนเข็นข้าวขึ้นยุ้ง
ทั้งป้าลุงร่วมแรงแบ่งทุกขา
เด็กเด็กเลี้ยงวัวควายของยายตา
มีบิดามารดาดูเผ่าพันธุ์

ในจังหวัดมีสัตว์ป่าคณานก
โผผินผกวกวนบนเวหา
เรไรหริ่งจิ้งหรีดกรีดกรีดมา
เป็นชีวาชนบทงดงามครัน

นกเขาขันครวญครางคอยคู่เคียง
เสนาะเสียงเพลงป่าพนาสวรรค์
จู้ฮุกกรูกู่ก้องร้องเรียกกัน
ทุกวี่วันกู่เพรียกเรียกคู่ครอง

นกกิ้งโคลงครองโครงคุ้มต้นตะคอง
บางตัวร้องโคลงโลงเพราะขุ่นข้อง
คู่ของตัวกลัวใครเขาไปครอง
จึงปลุกป้องคู่โคลงโข่งขับพลัน

นกอีเอี้ยงเลี้ยงควายขวนขวายขรม
พาคู่ชมกลับรังหลังอิ่มอั้น
โอ้ออดอ่อยอี๋เอียงอิงแอบกัน
ค่ำขลุกกันผัวเมียเคียงเคลียคลอ

นกแขกเต้าตัวเขียวบินเที่ยวป่า
เวียนว่อนหาอาหารไม่คร้านขอ
สายัณห์เย็นเห็นรังลูกร้องรอง
เข้าพะนอป้อนปลูกเลี้ยงลูกรัก

นกกระแตแต้แว้ดร้องแผดเพ้อ
หากแก้วเกลอกลัวกลุ้มคนรุมกัก
บินว่อนวนวิ่งหว่างทางที่พัก
เสนาะนักเสียงกระแตแต้แว้ดแว้ด

เรไรร้องไรไรกล่อมไพรพฤกษ์
อนาถนึกนางนอนคู่ฟอนแฝด
เคยคลึงเคล้าเยาวภาบ้านป่าแมด
ผิวสวยแสดครวญครางรางรางไร

จิ้งหรีดกรี๊ดกรีดเสียงจำเรียงเรื่อย
มิพักเมื่อยมุ่งหมายคู่กรายใกล้
เราร้อนจิตคิดดูเล่าเขาร้อนใจ
ด้วยร้างไร้คู่ครองที่ร้องคราง

จะเล่าประวัติอัตโนไม่โป้ปด
ตันขุนทดสกุลดีมีแบบอย่าง
แม้นรักเหมือนเพื่อนแพงอย่าแคลงคลาง
ทักถามบ้างต่างเมตตาอารีกัน

เจ็ดมิถุนเก้าห้าชาตาเกิด
สุดประเสริฐสุชาตินามงามเฉิดฉันท์
พ่อเป็นครูรู้อบรมบ่มรำพัน
ให้เชิดชั้นชูชักรักสกกุล
....ฯลฯ.....

เกิดในยุคยุ่งยากลำบากเมือง
สฤษดิ์เรืองอำนาจเด็ดขาดสุด
ถนอมประภาสพ่นพิษฤทธิรุด
อุตลุตสิบสี่ตุลาประชาแค้น

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน