คดีข้อพิพาทระหว่างบิ๊กซีกับเทสโก้: คดีประเดิมกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไทย

ผู้เขียนได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามาเป็นเวลากว่า 15 ปีตั้งแต่ก่อนที่จะมีการตรา พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ในปี พ.ศ. 2542  และได้เห็นความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายนี้ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา  เนื่องจากสำนักแข่งขันทางการค้า ซึ่งสังกัดกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ไม่มีการดำเนินคดีกับธุรกิจรายใดแม้แต่รายเดียว ปล่อยให้พฤติกรรมผูกขาดและกีดกันการแข่งขันที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในตลาดดำเนินไปได้อย่างเสรี  ส่งให้ราคาสินค้าหรือบริการหลายประเภทปรับตัวสูงเกินควร  หากแต่กลับเลือกที่จะไปควบคุมราคาข้าวแกงตามฟูดคอร์ทและขายของแข่งกับเอกชนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

เหตุผลหลักของความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ คือ ประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งคือ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์หลายรายที่ผ่านมาไม่เคยให้ความสนใจแก่การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ซึ่งมุ่งในการควบคุมพฤติกรรมทางการค้าของธุรกิจขนาดใหญ่  ที่มักมีเส้นสายโยงใยทางการเมือง   ดังนั้น  เมื่อได้ทราบข่าวว่า บริษัทเอกชนรายหนึ่งได้ตัดสินใจฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำของคู่แข่งที่เห็นว่าเป็นการละเมิดกฎหมายฉบับนี้เป็นครั้งแรก  ผู้เขียนจึงขอแสดงความเห็นในเชิงวิชาการกับกรณีดังกล่าว
 
คดีที่กล่าวถึง คือ บิ๊กซีได้กล่าวหาว่า เทสโก้ซึ่งเป็นผู้มี ‘อำนาจเหนือตลาด” มีพฤติกรรมทางการค้าที่เป็น “การแทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่น โดยไม่มีเหตุผลอันควร” ตามมาตรา 25(4) และที่ไม่เป็นการ “แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” ตาม มาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เนื่องจากเทสโก้  (1) ประกาศรับคูปองของห้างคาร์ฟูร์มูลค่า 80 บาท โดยเพิ่มมูลค่าส่วนลดบนคูปองให้เป็น 2 เท่าคือ 160 บาทต่อคูปองเพื่อซื้อสินค้าในห้างเทสโก้   และ (2) โฆษณาให้ผู้บริโภคที่ถือบัตรสมาชิก คาร์ฟูร์ไอวิช ส่งข้อความสั้นไปยังเทสโก้เพื่อรับบัตรกำนัลมูลค่า 200 บาท  โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นสมาชิกบัตร Club Card ของเทสโก้โลตัส 
 
ผู้เขียนมีความเห็นว่า  การกระทำของเทสโก้มุ่งเป้าไปในการแย่งชิงลูกค้าของคู่แข่งอย่างชัดเจน   หากแต่ว่า  พฤติกรรมดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการละเมิดมาตรา 25(4) ว่าด้วยการใช้อำนาจเหนือตลาดในการ “แทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” เนื่องจากเหตุผลสองประการ  ประการแรก  ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่าเทสโก้เป็นผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด  ซึ่งหมายถึงการมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50  ตามเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศหรือไม่ 
 
ตามหลักที่เป็นสากล  การกำหนดขอบเขตของตลาดสินค้าหรือบริการหนึ่งใดเพื่อคำนวณส่วนแบ่งตลาดนั้น  จะต้องเริ่มจากการทดสอบว่า  หากเทสโก้ขึ้นราคาสินค้าในห้างร้านของตนร้อยละ 5 เป็นระยะเวลาหนึ่ง (โดยส่วนมากประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี) ลูกค้าจะยังคงซื้อสินค้าของเทสโก้ต่อไป หรือ หันไปซื้อสินค้าที่ร้านค้าอื่นๆ  หากลูกค้าตอบว่าจะไปซื้อสินค้าที่อื่น ไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซี ร้านขายของชำข้างบ้าน ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าออนไลน์ ฯลฯ ก็จะต้องนำรายได้ของแหล่งที่จำหน่ายสินค้าเหล่านั้นมารวมอยู่ในขอบเขตของตลาด และนำรายได้มารวมกันในการคำนวณหาส่วนแบ่งตลาดของเทสโก้ด้วย 
เนื่องจากสินค้าที่เทสโก้ขายมีความหลากหลายทั้งที่เป็นสินค้าอาหาร อุปกรณ์ไฟฟ้า เสื้อผ้า ฯลฯ การวิเคราะห์ขอบเขตของตลาดของเทสโก้จะต้องแยกตลาดตามประเภทของสินค้าจะเหมารวมกันไม่ได้อีกด้วย เช่น ในกรณีของสินค้าเครื่องเขียน จะต้องนับรวมการแข่งขันของ Office Depot ด้วย หรือในกรณีของอาหารอาจต้องนำรายได้ของร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น ท๊อปส์ หรือ โฮมเฟรชมาร์ท มารวมด้วย เป็นต้น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของร้านค้าขนาดใหญ่อาจไม่ได้สูงมากนัก โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่มีช่องทางจำหน่ายปลีกที่หลากหลาย เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
 
ประการที่สอง  มาตรา 25 เป็นเรื่องของพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดที่มุ่งในการจำกัดการแข่งขันในตลาด   เช่น การขายพ่วงเหล้า เบียร์ ทำให้การแข่งขันในตลาดเบียร์มีจำกัดเพราะผู้ค้าปลีกถูกบังคับให้ซื้อเบียร์พ่วง จึงไม่สามารถขายเบียร์ยี่ห้อของคู่แข่งได้   แต่ในกรณีนี้  ยังไม่ชัดเจนว่า พฤติกรรมที่มีการร้องเรียนทั้งสองข้อจะทำให้เกิดการผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันในตลาดที่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคได้อย่างไร  เพราะผู้บริโภคมิได้ถูกบังคับให้ซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ ที่ไม่ต้องการ  หากแต่ได้รับส่วนลดเท่านั้น
 
ผู้เขียนเข้าใจว่า ประเด็นในการร้องเรียนดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องจริยธรรมหรือมาตรฐานทางการค้ามากกว่าการผูกขาด  ผู้บริหารของบิ๊กซีเองก็ให้ข่าวว่าที่ฟ้องก็เพื่อที่จะให้เกิด “กรณีศึกษาเกี่ยวกับจรรยาบรรณและมาตรฐานของการดำเนินการ ตลาด ที่ทุกบริษัทน่าจะมุ่งดำเนินการตลาดอย่างสร้างสรรค์ และให้เกียรติเพื่อนร่วมธุรกิจ”[i]  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว  อาจจะต้องพิจารณาว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้ามาตรา 29 หรือไม่ มิใช่มาตรา 25(4)
 
มาตรา 29 เป็นเรื่องของพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น  ไม่เกี่ยวกับการผูกขาดตลาด  จึงไม่ต้องมีการพิสูจน์ส่วนแบ่งตลาดดังเช่นในมาตรา 25  มาตรา 29 นี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “มาตราครอบจักรวาล” เนื่องจากมีใจความค่อนข้างกว้างและไม่มีหลักเกณฑ์ว่าพฤติกรรมลักษณะใดเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม  ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายจะต้องใช้ดุลยพินิจว่า  การกระทำที่มีการร้องเรียนนั้นดำเนินการไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการกลั่นแกล้งคู่แข่งหรือแย่งชิงลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม หรือ เป็นเพียงการแข่งขันในตลาดเสรีอันที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภค
 
นิยามของ “การค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practice)” ในกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าในต่างประเทศมักหมายถึงพฤติกรรมทางการค้าที่เป็นการสร้างความได้เปรียบทางการค้าโดยไม่ชอบธรรม เช่น การโฆษณาเท็จ การโจรกรรมข้อมูลของบริษัทคู่แข่ง การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่ง  การทำลายภาพพจน์ของคู่แข่ง ฯลฯ ซึ่งส่วนมากมีกฎหมายอื่นๆ ควบคุมอยู่แล้ว    นอกจากนี้แล้ว  ยังรวมถึงพฤติกรรมที่เป็นการใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเอาเปรียบคู่ค้า เช่น การที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เลือกปฏิบัติในการวางสินค้ายี่ห้อของตนเองกับสินค้ายี่ห้ออื่นๆ เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้มิได้ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง  หากแต่เป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบคู่ค้าที่มีอำนาจต่อร้องทางธุรกิจน้อยกว่าจึงไม่เป็นธรรม  พฤติกรรมของเทสโก้ที่มีการร้องเรียนมานั้นดูเหมือนจะไม่เข้าในนิยามที่กล่าวมาเพราะบิ๊กซีมิได้มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าเทสโก้ 
 
อนึ่ง  การรับคูปองส่วนลดของคู่แข่งเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศที่การแข่งขันในตลาดรุนแรง เช่นในสหรัฐอเมริกานั้น  ธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากมีนโยบายในการรับคูปองของคู่แข่งอย่างเปิดเผยเพียงแต่ท่านกูเกิ้ลคำว่า “redeeming competitors’ coupon”  ก็จะพบเวบไซต์จำนวนมาก  รวมถึงเวบไซต์ของ บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart ที่ประกาศชัดเจนว่าจะรับคูปองส่วนลดของคู่แข่ง  แต่ ไม่ยอมรับคูปองส่วนลดของคู่แข่งที่จำกัดสาขาที่สามารถใช้คูปองได้ [ii] ปั๊มป์น้ำมันบางแห่งไม่เพียงรับคูปองส่วนลดของคู่แข่ง  หากแต่จะเพิ่มส่วนลดของคูปองของคู่แข่งเป็นเท่าตัว[iii]  ในลักษณะเดียวกับพฤติกรรมของเทสโก้ที่ถูกร้องเรียน
 
ผู้เขียนเห็นว่า  พฤติกรรมในการใช้คูปองของคู่แข่งจึงควรถูกมองว่าเป็นการสะท้อนถึงการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในตลาดที่รุนแรงอันจะส่งผลประโยชน์ต่อผู้บริโภค  ซึ่งประเทศไทยไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าใดนัก  เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนมากมักหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบเผชิญหน้าดังกล่าว  โดยเฉพาะในตลาดที่มีผู้ประกอบการสองรายที่ใหญ่เท่าๆ กันมักจะฮั้วกันเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคมากกว่าที่จะแข่งขันกัน  ดังนั้น  เราควรส่งเสริมแทนที่จะตำหนิการแข่งขันของธุรกิจ  แม้วิธีการอาจดูจะไร้ความปราณีกับคู่แข่งบ้าง  แต่การผูกขาดก็ไม่เคยปราณีผู้บริโภคเช่นกัน  ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำกับให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างมีจริยธรรมตั้งแต่ต้นทางจึงจะเกิด”ราคา”ที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค.
 


[i] ยักษ์ค้าปลีกแลกหมัด “บิ๊กซี” ฟ้อง “เทสโก้” เรียกค่าเสียหาย 415 ล้าน  ASTV โดย  ผู้จัดการออนไลน์  14 สิงหาคม 2554
[ii] http://ingoodcents.com/stores/walmart
[iii]http://www.pocketyourdollars.com/2011/05/get-cheaper-gas-super-america-doubles-gas-coupons-save-0-15gallon-at-exxonmobil/

Comments

ส่วนตัว ผมมองว่า ก็แค่ ยักษ์

ส่วนตัว ผมมองว่า
ก็แค่ ยักษ์ สองตัวตีกันเล็กน้อย

หน่วยงานของรัฐ น่าจะจัดการ เรื่องความเป็นธรรม และธุระกิจกึ่งผูกขาดพวกนี้
คิดถึงความเท่าเทียม กับโชห่วย ด้วย ซึ่งจะเกิดผลกระทบ ต่อผู้บริโภคในระยะยาว
เมื่อธุระกิจ ที่มีทุนมหาศาล ฉวยโอกาศเข้ามา
จากการกระทำการ ที่ผิดปรกติ โดยการโจมตีค่าเงิน ของประเทศที่มีจุดออ่น
ทางการเมือง อย่างไทย BIBF
แล้วให้เปิดการ ให้การค้าพวก เหล่านี้ เข้ามาซื้อกิจการ ภายใต้ การช่วยเหือทางการเงิน ของ IMF
โดยข้อเท็จจริง กิจการพวกนี้ ก็น่าจะมี จุดร่วม ในการแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน
จะเห็น ได้จากรูปแบบทั่วๆไป สมาคม ต่างๆ
แต่ก็สงวนจุดต่างในการแข่งขัน และกันพวกที่เข้ามาใหม่

โดยจัดกลุ่ม โซนนิ่ง ที่รัฐบาล ท่านจะทำ โชห่วยช่วยชาติ ผมเห็นว่า แค่จะเอาฐานเสียงเท่านั้นเอง

เห็น พวก Supper store พวกนี้เป็นห่วงลูกหลานไทย จัง