สุรพศ ทวีศักดิ์: ข้อสังเกต 'ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา' (ฉบับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)
หลังจากบันทึกเทปสนทนา “ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา” ในรายการ “คม ชัด ลึก” วิทยากรจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปรยขึ้นว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่รับผิดชอบกรณีของคำ ผกา อยู่ กำลังพิจารณากันว่าจะมีแง่มุมเอาผิดทางกฎหมายได้หรือเปล่า”
อันที่จริงนี่เป็นการ “สนทนานอกรอบ” โดยมารยาทแล้วผมไม่ควรนำมาเปิดเผย แต่ผม “สะดุด”กับคำพูดนี้มาก และเห็นว่ากรณีคำ ผกา เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว การดำเนินการใดๆ ในส่วนของผู้เกี่ยวข้องต่อจากนี้ย่อมเป็นเรื่องที่สาธารณะควรรับทราบเช่นกัน หาก “ท่านที่ถูกพาดพิง” ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ ย่อมสามารถโต้แย้งผ่านสื่อสาธารณะได้เช่นกัน
ผมเพิ่งทราบว่า “ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับ สนช.” ที่ผมวิจารณ์ในบทความชื่อ “ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาทำให้พระกลายเป็นอภิสิทธิชนยิ่งกว่าเจ้า” นั้นตกไปแล้ว ยังเหลือเพียงร่างของ พศ.กับของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปไตยเท่านั้นที่อยู่ระหว่างรอบรรจุวาระเพื่อพิจารณาของสภา
เฉพาะร่างของ พศ.เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปถัมภ์พุทธศาสนา ส่วนที่เป็น “บทกำหนดโทษ” ที่สำคัญมี 2 มาตราคือ
มาตรา 37 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเหยียดหยามพระศาสดาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามวรรคแรก เป็นการกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ หรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียงหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นต้องระวางโทษเป็นสองเท่า
มาตรา 38 ผู้ใดก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อสังเกตคือ อัตราโทษเท่ากับมาตรา 44 ทวิ แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ.2535 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช และมาตรา 44 ตรี ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก ซึ่งอัตราโทษดังกล่าวเท่ากับอัตราโทษในกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา (ที่จริงกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็ครอบคลุมสมเด็จพระสังฆราชและพระสงฆ์ทั่วไปอยู่แล้ว)
ส่วนเนื้อหา เมื่อย้อนกลับไปดูนิยามคำว่า “ศาสดา” (ในมาตรา 3) หมายถึง “พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา” ส่วน “ศาสนธรรม” หมายถึง “พระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก”
จะเห็นว่า “ศาสดา” หมายถึงพระพุทธเจ้าที่เป็น “บุคคล” ไม่ใช่ “พระพุทธรูป” เพราะ “พระพุทธรูป” น่าจะหมายถึง “วัตถุอันเป็นที่เคารพ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 206 “ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมการกระทำผิดต่อพระพุทธรูปจึงมีอัตราโทษสูงกว่าพระศาสดาซึ่งเป็นบุคคล?
ส่วนความผิดต่อ “ศาสนธรรม” นั้น ถ้าร่างกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้ วัดพระธรรมกายก็ต้องมีความผิด เพราะสอนว่า “นิพพานเป็นอัตตา” หรือบรรดาลูกศิษย์ที่ถือตามหลวงพ่อฤษีลิงดำที่สอนว่า “นิพพานเป็นอัตตา” ก็มีความผิด เพราะคำว่า “นิพพานเป็นอัตตา” ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก บรรดาลูกศิษย์ที่ยึดถือคำสอนของหลวงตามหาบัวที่อธิบายนิพพานเป็น “สถานที่” ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และพระอรหันต์ทั้งหมดที่ปรินิพพานแล้วไปสถิตอยู่ และวันดีคืนดีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เหล่านั้นก็มาปรากฏกายยังโลกมนุษย์ได้ ดังที่เคยลงมาแสดงความยินดี (อนุโมทนา) กับพระอาจารย์
เผลอๆ ถ้าใช้มาตรา 38 เพื่อ “คุ้มครองพระพุทธศาสนา” กันจริงๆ อาจต้องจับชาวพุทธกว่าครึ่งประเทศเข้าคุก เพราะมีเป็นจำนวนมากที่สอนผิดจากพระไตรปิฎก “ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน” มีในพระไตรปิฎกไหม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” มีในพระไตรปิฎกไหม หรือเอาเข้าจริงๆ “เผด็จการโดยธรรม” อาจไม่มีในพระไตรปิฎกเลย
เห็นหรือไม่ว่า “เจตนาดี” ที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา แต่กฎหมายที่เขียนออกมาแบบนี้แหละจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ชาวพุทธใช้ฟาดฟันกันเองจนเลือดท่วมจอ!
ที่สำคัญข้อความว่า “ผู้ใดก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา” นั้น สามารถตีความได้ “ครอบจักรวาล” มาก ย่อมเป็นไปได้ง่ายที่ข้อความตามหนังสือศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยที่ให้กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของสภาฯตรวจสอบเนื้อหารายการ “คิดเล่นเห็นต่าง กับคำ ผกา” ข้างล่างนี้จะถูกตีความให้เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 38
“ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบแล้วทำให้พบประเด็นการแสดงความคิดเห็นที่แสดงความไม่รู้จริงในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และมีการกล่าววาจาลบหลู่ต่อพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา มีการกล่าวให้ร้ายรัฐบาลต่อนโยบายซึ่งเป็นไปตามมาตรา 37 และมาตรา 79 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีการกล่าวพาดพิงถึงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาในพระราชพิธี ซึ่งประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะซึ่งปรากฏในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสถาบันหลักทั้ง 2 ของราชอาณาจักรไทย” (ดูเว็บไซต์ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย)
ซึ่งหมายความว่า มาตรานี้ย่อมกระทบต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน (นี่ขนาดกฎหมายนี้ยังไม่เข้าสภาผู้มีส่วนเกี่ยวรับผิดชอบกรณีคำ ผกา ยัง “กำลังพิจารณากันว่าจะมีแง่มุมเอาผิดทางกฎหมายได้หรือเปล่า”)
เราคงคุ้นกับคำว่า “รัฐคือความชั่วร้ายที่จำเป็น” หมายความว่า รัฐสามารถใช้ความรุนแรง เช่น กำกัดอิสรภาพ ริบทรัพย์ วิสามัญฆาตกรรมฯลฯ แก่บุคคลใดๆ ที่ละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ฯลฯ ของพลเมือง คำถามคือกรณี “ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม” เช่น สอนผิดจากพระไตรปิฎก ฯลฯ สมควรที่รัฐต้องใช้ “ความรุนแรง” เข้ามาจัดการเช่นนั้นหรือ?
ที่สำคัญตามหลักการของพุทธศาสนาจริงๆ นั้น พระพุทธเจ้ายอมรับได้กับการใช้ความรุนแรง เช่น การจำคุก ปรับ แก่การกระทำที่ “ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม” หรือไม่?
ผมนึกถึงข้อความที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามอนาถบิณฑกเศรษฐีที่ถามพระพุทธเจ้าว่า ควรปฏิบัติต่อพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะแตกแยกกันแล้วกลับมาปรองดองกันอย่างไรดี? ท่านตอบว่า “ให้ถวายทานและฟังธรรมจากทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน เมื่อฟังธรรมแล้วเห็นว่าฝ่ายใดเป็นธรรมวาที จงพอใจในความเห็นและเชื่อถือฝ่ายธรรมวาทีนั้น”
ความหมายง่ายๆ คือถ้าฝ่ายไหนสอนธรรมถูกต้องก็ให้พอใจและเชื่อถือฝ่ายนั้น ซึ่งหมายความว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้แนะนำให้ฆราวาสบัญญัติกฎหมายจำคุกแก่ฝ่ายที่ “ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม” (หากมีภิกษุที่สอนผิดก็อาจมีการเรียกมาซักซ้อมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง) และหมายความต่อไปว่า 1) พระพุทธเจ้าเคารพในวิจารณญาณชาวบ้านว่าตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตนเองได้ 2) พระสงฆ์ที่สอนถูกจะได้รับความเชื่อถือและสนับสนุนจากชาวบ้านเอง
ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาแตกแยกออกไปว่าร้อยนิกาย หลายนิกายที่ไม่ได้รับความเชื่อถือและสนับสนุนจากผู้คนก็สูญสลายไป ส่วนนิกายที่มีคนศรัทธาสนับสนุนก็คงอยู่ต่อมา จนกระทั่งยุคพระเจ้าอโศกมหาราชที่พุทธศาสนาถูกผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐ ในแง่หนึ่งก็เป็นยุคที่พุทธรุ่งเรืองสุดขีดเพราะมีอำนาจรัฐหนุนในการศึกษา การเผยแผ่ศาสนาธรรมทั้งในและนอกอาณาจักร แต่ในแง่หนึ่งก็สะท้อนถึงความอ่อนแอของคณะสงฆ์เองที่ต้องพึ่งพาอำนาจรัฐเข้ามาจัดการตั้งแต่ปัญหาความแตกแยกในวงการสงฆ์ การลงโทษพระที่ทำความผิดตั้งแต่การจับสึก กระทั่งประหารชีวิต การส่งเสริมการศึกษา การกำหนดนโยบายว่าพระสงฆ์ควรสอนอะไรแก่ประชาชน เป็นต้น
กลายเป็นว่า ความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระที่จะปกครองตนเองด้วยหลักพระธรรมวินัยที่เคยเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อนพระเจ้าอโศกย้อนไปถึงยุคพุทธกาลค่อยๆ ลดน้อยถอยลงโดยลำดับ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาในรัฐราชาธิปไตยในอุษาคเนย์ ต่างยึดถือ “โมเดลอโศกมหาราช” เป็นโมเดลในอุดมคติตลอดมา
สำหรับรัฐไทยได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐมาจนกระทั่งองค์กรสูงสุดของสงฆ์มีสถานะเป็น “บริวารของพระราชา” ในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ราชาคณะ” ซึ่งได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และการอุปถัมภ์จากพระราชา รวมทั้งพุทธศาสนาถูกผนึกรวมเป็นอุดมการณ์หลักของรัฐที่เรียกว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่มีความศักดิ์สิทธิ์หากใครไม่กตัญญูรู้คุณก็จะถูก “พระสยามเทวาธิราช” สาปแช่ง!
โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาดังกล่าวย่อมปรากฏใน “หลักการและเหตุผล” แห่งร่างฯของ พศ.ที่ว่า “...และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งต้องสนับสนุนการนำหลักธรรมของมาเพื่อใช้เสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”
หมายความว่า ต้องการให้ “รัฐประชาธิปไตย” ทำหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาเฉกเช่น “รัฐราชาธิปไตย” นั่นเอง!
ยิ่งไปดูใน “หมวดอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา” เห็นได้ชัดว่า รัฐมีบทบาททั้งกำหนดแนวนโยบายการศึกษา การสอนคุณธรรมจริยธรรม การบริหารของสงฆ์ และจัดงบประมาณสนับสนุน (ซึ่งปัจจุบัน พศ.ได้งบฯปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท นัยว่า 20% จ่ายเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงสวัสดิการแก่ข้าราชการเจ้าหน้าที่ของ พศ.80% สนับสนุนคณะสงฆ์ [ทั่วประเทศประมาณ 250,000 รูป บวก-ลบเล็กน้อย] ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจัดโครงการปฏิบัติธรรมของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ)
และยิ่งนึกภาพ “คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ และกรรมการอีก 18 คน ซึ่งในนั้นมีพระสงฆ์ที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง และพระสงฆ์ผู้แทนมหาเถรสมาคนอีก 3 รูป อยู่ด้วย ยิ่งมองเห็นภาพชัดว่า “อำนาจแห่งพระธรรมวินัย” ในการจัดการเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นขึ้นต่อ “อำนาจรัฐ” อย่างชัดเจน
ผมนึกถึงภาพรัฐมนตรีต้องออกมาให้สัมภาษณ์เป็นรายวันเกี่ยวกับการ “ทำผิดวินัยสงฆ์” ของนิกร ยันตระ กรณีสันติอโศกเรื่อง “อวดอุตตริมนุสสธรรม” ถูกหรือผิด กรณี “วิวาทะ” เรื่อง “นิพพานเป็นอัตตา-อนัตตา” และกรณี “รัฐมนตรีไปนั่งเถียงกับแม่ชีทศพร” ทั้งที่ตัวเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องพระธรรมวินัยและมีงานบริหารราชการแผ่นดินอื่นๆ ล้นมืออยู่แล้ว
ลองนึกดูนะครับ หากชาวพุทธเชื่อว่าอำนาจรัฐและกฎหมายมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาพุทธศาสนาดีกว่าพระธรรมวินัย ต่อไปถนนทุกสายอาจมุ่งสู่ “นายกรัฐมนตรี” เมื่อเปิดรายการข่าว “เรื่องเล่าเช้านี้” หรือ “เก็บตกจากเนชั่น” เป็นต้น เราอาจเห็นภาพผู้สื่อข่าวเอาไมค์ไปจ่อปากนายกฯ ถามปัญหาจิปาถะเช่น ในฐานะที่น่าเป็นประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเอายังไงกับเรื่องพระตุ๊ดไปแย่งผัวชาวบ้าน พระที่ถูกกล่าวหาว่าทำสีกาท้องจะให้พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือไม่ มีในพระไตรปิฎกเล่มไหนหรือเปล่าที่พระพุทธเจ้าสอนให้แขวนเปลือกหอยหน้าห้องนอนแก้กรรม ท่านนายกคะนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ฯลฯ (สมมติเล่นๆ แต่อย่าคิดว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเป็นไปไม่ได้ เพราะเคยเกิดมาแล้วดังตัวอย่างในอดีตที่ยกมา)
ถึงตรงนี้ผมนึกถึงคำพูดของ อาจรารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ว่า “ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของคณะราษฎรคือการไม่ยกเลิกระบบสมศักดิ์” และความผิดพลาดนี่แหละครับที่ทำให้ “รูปการณ์จิตสำนึก” ของคณะสงฆ์และชาวพุทธบ้านเรายังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกยุคประชาธิปไตยแล้ว
เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้
การกระทำที่ “ถูก” หรือ “ผิด” ต่อพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ มีผลในทางศีลธรรมเพียงแค่การเชื่อถือ/สนับสนุน หรือไม่เชื่อถือ/ไม่สนับสนุนของผู้คนและสังคมเท่านั้น ไม่มีโทษอาญา ทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น
เสียดายจริงๆ ครับที่หลักการของพระพุทธเจ้าดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นปรัชญาแห่งการดำรงอยู่ของพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน และสนับสนุนกับความเป็นสังคมอารยประชาธิปไตย!
Comments
ปัญหาทางวัฒนธรรมที่ยุ่งยากซับ
ปัญหาทางวัฒนธรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน เกิดจากปัญหาทางจิตที่ยุ่งยากซับซ้อน
ขออภัย " ยังเหลือเพียงร่างของ
ขออภัย
" ยังเหลือเพียงร่างของ พศ.กับของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปไตยเท่านั้น" แก้เป็น " ยังเหลือเพียงร่างของ พศ.กับของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น"
ขอถามคุณสุรพจน์เพราะอยากรู้ ม
ขอถามคุณสุรพจน์เพราะอยากรู้
มีสมาคมผู้พิทักษ์ศาสนาอื่นเสนอร่างพรบ.อุปถัมภ์ศาสนาอื่นไหม?
ถ้าไม่มี เราจะตีความว่าพรบ.อุปถัมภ์ศาสนาพุทธคือการสถาปนาให้ศาสนาพุทธมีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่นในรัฐธรรมนูญได้ไหม?
นั่นน่ะสิ
[quote=นั่นน่ะสิ]ขอถามคุณสุรพจน์เพราะอยากรู้
มีสมาคมผู้พิทักษ์ศาสนาอื่นเสนอร่างพรบ.อุปถัมภ์ศาสนาอื่นไหม?
ถ้าไม่มี เราจะตีความว่าพรบ.อุปถัมภ์ศาสนาพุทธคือการสถาปนาให้ศาสนาพุทธมีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่นในรัฐธรรมนูญได้ไหม?[/quote]
เท่าที่ทราบศาสนาอิสลามจะมีกฎหมายเกี่ยวกับศาสนาของเขาอยู่ แต่จะใช้ชื่อว่า "พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอิสลาม" หรือไม่ อันนี้ผมไท่ทราบครับ
ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลให้ความอุปถัมภ์ (เช่นจัดสรรค์งบประมาณ ฯลฯ)ทุกศาสนาในไทย (รวมทั้งบางเรื่องของพุทธศาสนา) คือ "กรมการศาสนา" สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม
ผมเข้าใจว่าแนวคิดที่พยายามผลักดันให้มี พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น อ้างอิง "เสียงข้างมาก" ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และอ้างอิงลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่พุทธศาสนากับสถาบันกษัตริย์ส่งเสริมกันและกันมาตลอด
แต่ก็มีปัญหาว่าข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับหลักการของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) หรือไม่? นี่เป็นประเด็นที่ฝ่ายเห็นต่างยังไม่มีการถกเถียงกันอย่างถึงที่สุด ยังเป็นลักษณะของ "การพูดคนละเวที" อยู่
http://en.wikipedia.org/wiki/
http://en.wikipedia.org/wiki/Multiculturalism
http://en.wikipedia.org/wiki/Diversity
ผมไม่ใช่ผู้รู้ในศาสนา
ผมไม่ใช่ผู้รู้ในศาสนา และก็ไม่ได้อยากจะรู้อะไรนักในศาสนา
ผมรู้แต่ว่าจุดประสงค์ของทุกศาสนา ก็เพื่อให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
แต่คนบางกลุ่มกลับทำศาสนาให้กลายเป็นเรื่องซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ
ทำให้ศาสนากลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้
กลายเป็นเรื่องมาทะเลาะเบาะแว้งกัน กลายเป็นต้องบัญญัติกฎหมายเพื่อเอาผิดกัน
แต่ละคนที่นับถือศาสนา แต่ตีความคำสอนต่างกันไป ก็ทะเลาะกันร่ำไป
แล้วสุดท้ายการมีศาสนาแล้ว จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสงบสุขได้อย่างไร
ดูๆไปแล้วมันก็จะขัดแย้งกับจุดประสงค์ของการมีศาสนาอย่างสิ้นเชิง
เพียงแค่คำว่า "นิพพาน" ยังตีความกันไปได้คนละทาง
ผมก็ไม่แน่ใจว่าคำสอน คำศัพท์อื่นๆ จะถูกตีความแตกต่างกันไปมากน้อนแค่ไหน
อย่างการบอกว่า "นิพพานเป็นอัตตา" ผมก็เห็นด้วยนะครับ
เพราะการทำให้ "นิพพาน" เป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม
ผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องมี "ความต้องการ" ที่จะไปสู่จุดหมายด้วยการตะกายหานิพพาน
การตะกายหานิพพานให้ได้ จึงอาจกลายเป็นกิเลสขึ้นมา
อันที่จริงผมไม่แน่ใจนักกับคำว่า "อัตตา" มันคงหมายถึงอีโก้ของฟรอยด์กระมัง
เมื่ออีโก้มันก็เป็นพวกกิเลส การตะกายหานิพพานจึงกลายเป็นอัตตาไปได้
เอ๊ะ...ยิงเขียนยิ่งงกับตัวเอง...น่าปวดหัว...
ปวดหัวนั้นเป็นทุกข์...เราต้องดับทุกข์ด้วยพาราเซตามอล
ถ้าจะบอกว่า "นิพพานเป็นอนัตตา" ก็น่าจะใช่อีกเช่นกัน
ก็ในเมื่ออนัตตามันหมายถึงการไม่มีอีโก้ ไม่มีความต้องการอะไรอีกแล้ว
และในเมื่อการนิพพานเป็นการดับสิ้นไม่ต้องการอะไรอีกแล้วเช่นกัน
มันขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเองต่างหาก ว่าเราจะมองจากมุมไหน
ถ้าเราไม่ยอมขยับที่ มุมมองของเราก็จะไม่ยอมเปลี่ยน
อย่างติ๊ก ชิโร่นะไม่ยอมขยับที่เลย รักของติ๊ก ชิโร่ก็เลยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
ไม่ควรเอาศาสนามายึกโยงกับ
ไม่ควรเอาศาสนามายึกโยงกับ ชาติ และกฏหมายเลยด้วยซ้ำ มันควรจะแยกขาดกัน ให้เหลือแค่ ศีลธรรม และความถูกต้อง ก็พอ
พรบ.ประเภทนี้หากผ่านสภาออกมาใ
พรบ.ประเภทนี้หากผ่านสภาออกมาใช้เมื่อไหร่ ก็จะทำให้ไทยกลายเเป็นรัฐพุทธศาสนาทันที ขัดทั้งหลักการสิทธิมนุษยชน และหลักการ Secular State ที่ไม่ยอมให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเข้ามามีส่วนในการปกครองประเทศหรือแม้แต่ได้รับการคุ้มครองจากอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการมากกว่าศาสนาอื่น...
ปัจจุบันเห็นมีแต่รัฐอิสลามอนุรักษ์เท่านั้นที่เขาทำกันเป็นเรื่องปรกติ....
หากมาตราที่สุรพศอ้างใว้มีบรรจุอยู่ในร่างของพรรคไหน กลุ่มไหน ผมว่า...
คณะผู้ร่างชุดนั้น จิตวิปริตไปแล้วครับ....ไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้กระทำกิจกรรมใดๆทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองการออกกฏหมายอีกต่อไป...
ไปเป็นที่ปรึกษามหาเถร หรือวัดจานบินน่าจะเหมาะสมกว่า....
ความเห็นผมนั้น...แม้แต่ก.มของเก่าที่มีอยู่ใช้อยู่ กม.ใดเอื้อหรือบังคับใช้เฉพาะกับศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง ควรยกเลิกไปทั้งหมดด้วยซ้ำ......
เสรีภาพในการนับถือศาสนานั้น...อยู่คู่กับ...เสรีภาพในการไม่นับถือศาสนา เสมอไปในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย...
ยกตัวออกจากความคิดที่ต่างกัน
ยกตัวออกจากความคิดที่ต่างกัน เพราะมองกันบนจุดยืนที่ต่างกัน มาปฏิบัติธรรมตามแนวทางแห่งไตรสิกขา เพื่อความปลอดภัยของชีวิตในสังสารวัฏ
ธรรมจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
เห็นตั้งกระทู้ไว้หลายวัน
เห็นตั้งกระทู้ไว้หลายวัน ยังไม่มีเวลาได้อ่านอย่างละเอียด(เพราะยาวผมมีเวลาน้อย) ดูเ้นื้อหาคร่าวๆบทวิเคราะห์นี้ของสุรพศ เห็นว่ามีคำถ้วงติงที่มีประโยชน์เลยไม่อยากแย้ง(ตอนแรก) แต่เมื่อได้ดูคมชัดลึก เมื่อคืน(แม้ไม่ได้มีเวลาดูทั้งรายการ) แต่พอจับประเด็นได้และมองเห้นความอันตรายและการพยายามบิดเบือนอย่างแยบยล ผ่านคนระดับผอ.ที่ซื่อบรือตอบไม่ตรงประเด็นไปเข้าทางเขา)
ผมขงลงความเห็นอย่างรวมๆ ไม่โคว๊ต บางข้อความของสุรพศ มาเป็นประเด็นแย้ง เพราะเนื้อหา มันคือสาธารณะ หรือเป็นส่วนรวมกว่านั้นมาก ผมไม่เข้าใจว่าระดับผอ.สำนักพุทธ(ในรายการชื่อจำไม่ได้)ในการให้เหตุผล ต่อประเด็นสุรพศตั้งไปแบบนั้นสะท้อนตัวตนว่าไม่เหมาะสมไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่เจตนารมณ์ และความหมายเนื้อหาและหน้าที่ในสิ่งที่ตัวเองรับผิดชอบ คือตอบไปข้างๆคูๆ จนเสียหายต่อเจตนารมณ์เรื่องนี้
ทั้งที่คำถามสุรพศมีประเด็นนิดเดียว และต้องตอบให้ตรงประเด็นด้วยในคำถ้วงติงวางยานั้น? (ทั้งในกระทู้นี้ และในรายการ)กับประเด็นยเรื่องนี้
""" “คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” """
คำถามคลาสสิคของสุรพศคือ มาตรการเหล่านี้ไปก้าวล่วงธรรมวินัยเกินเลยหรือไม่? บทลงโทษเกินเลยหลักแห่งพระวินัยหรือไม่? และที่สำคัญ ขัดหลักปชต.หรือไม่? โดยที่คุณสุรพศ ขาดความเข้าใจในมิติของสิทธิเสรีภาพต้องมี เนื้อหาความรับผิดชอบหรือ หน้าที่การกระทำตามกกระเบียบทางสังคมในการไม่เบียดเบียนกัน ทั้งทางศาสนากายวาจา และกกหมายบ้านเมือง ที่สำคัญหน้าที่ เช่นการคุ้มครอง หรืออีกหน้าที่หนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเป็น ไปตามตัวตนของคนที่เราคุ้มครอง เช่นทหารคุ้มครองพระใน3จว.ใต้ทหารต้องใช้ธรรมวินัยหรือปืนในการคุ้มครอง
เช่นการ์ด นายก ทำไมต้องถือปืนและหน้าที่ยิงผู้ต้องสงสัยเพื่ออารักษขานายก ทำเกินหน้าที่ตัวตนที่นายกเป็นไหม? ทำไมตำรวจ,ทหารต้องมีปืนในพื้นที่3จว.ใต้ เราเอาแค่ธรรมวินัยหรือระเบียบสงฆ์ บนความเข้าใจที่ตื้นเขินกระพรี้ปัญหา มองปัญหาของคุณสุรพศ มาจับประเด็นลวกๆมาสร้างเป็นประเด็นคำถามอย่างที่มองไม่รอบด้านแต่สร้างความเข้าใจที่สับสนไปแล้วในรายการวันนั้นจนผมทนไม่ได้?
แุถมเอาไปถามกับผอ. คนนั้น มันผอ.ที่แปลว่า"ผู้แอบอ้าง" หรือเปล่า?ทำไมมันซื่อบรื่อได้ขนาดนั้นจับฉลากมาไหม? จึงไม่เข้าใจเนื้อหาเจตนารมณ์,บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ว่าคืออะไร?แตกต่างจากที่สุรพศตั้งคำถามหรือจะอธิบายคำถามพื้นๆนี้อย่างไร?ทำไมตอบออกทะเลไปแบบนั้นเสียหายมหาศาลเพราะหน้างานตัวเองตอบไปแบบนั้น?
สรุปก็คือ สุรพศจับแพะชนแก?ะ แยกแยะไม่เป็น ว่าทุกคนมีบทบาทหน้าที่ แล้วถ้าแยกแยะเป็น จะเข้าใจว่าทำไ มทหารต้องถือปืน พระต้องถือศิล และทั้งพระทั้งทหาร ดูแลเกื้อกูลกันในต่างบทบาทหน้าที่อย่างไร? และถ้าไม่แยกแยะเรื่องนี้ แบบสุรพศ ทหารที่มาดูแลพระ ก็ต้องหันมาใช้วิธีการคุ้มครองพระ ด้วยศิลแทนปืนกับเงื่อนไขพื้นที่3จว ใต้สิ?(ต้องยกตัวอย่างให้ชัดแม้ภาระกิจเรื่องนี้ไม่ใช่ระดับนั้นแต่เทียบเคียงให้เห็นชัดๆ)
นั้นคือข้อเสนอขอสุรพศว่า ใช้แค่ธรรมวินัยของสงฆ์ก็พอแล้ว?ต่อภาระกิจนี้ บนเงื่อนไขสังคมที่มีความซับซ้อนไปเรื่อยๆ เนื้อหาหมิ่นพระศาสนามันจึงมีความรุนแรงซับซ้อน ทั้งในเจตนาแฝง,(ทำลายดีสเครดิตรจากบางศาสนาเพื่อทำลายบางศาสนาอย่างแยบยล) และแบบตรงๆ แบบรู้เท่าไม่ถึงกาลหรือรู้แต่แกล้งโง่บ้าเซ่อล้อกันแบบดูถูกจิตวิญญานความเชื่อที่มีที่มาที่ไปของคนพุทธอย่างบิดเบือน
เช่นกรณีพระพุทธรูปปางแม็คโดนัลนั้นมันเข้าข้อกกหมายหมิ่นที่ยอมรับระดับสากล และเป็นปชต.สากลนั้นคือภาระกิจนี้ไม่เป็นปชต.ตรงไหน?สรุพศ ประชาธิปไตยขาเดียวของคุณนั้น มันใช้ได้ที่ไหน?ที่มองแค่สิทธิ,เสรีภาพ แต่ไม่เอาหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบทบาทที่ไปเบียดเบียนสิทธิคนอื่นๆแบบนั้นมันปชตครบขาหรือไม่???
หรือแม้แต่กรณีคำ ผกา แม้ส่วนตัวผมเชื่อว่าเธอให้เหตุผลอย่างบริสุทธิใจ แต่เนื้อหาที่บิดเบือนหลายอันแม้แต่สุรพศเองก็หลายอันที่มีเนื้อหาทำลายศาสนาอย่างแยบย ลบนความเข้าใจที่บิดเบือนของตัวเอง เนื้อหาเรื่องแบบนี้ถ้าเทียบเคียงสมัยพุทธกาล ก็คือมาตรการ การ"คว่ำบาตร"(นั้นคือเจตนารมณ์วิธีการปกป้องตัวเองตามเงื่อนไขสังคมสมัยนั้น) แต่สมัยนี้ไม่พอแล้วคนมันด้านไปไกลแล้วต้องมีเครื่องมือแบบอื่นช่วยเช่นเงื่อนไขแบบ3จว.ใต้
การส่งสัญญญาน แบบการคว่ำบาตร นั้นคือมาตรการขั้นสูงในการปกป้องศักดิ์ศรี คดีหมิ่น แบบพุทธสมัยพุทธกาล แต่สมัยนี้มันซับซ้อนกว่านั้นมาก ระบบระเบียบสังคมมีหลายเครื่องมือตัวช่วย เช่น นิติศาสตร์ ,รัฐศาสตร์ หรือมีตำรวจทหารแล้ว สมัยพุทธกาลตัวช่วยแบบนี้ไม่มี จึงใช้มาตรการคว่ำบาตร เป็นเครื่องมือตัวช่วยแบบสมัยนั้น
ดังนั้นเนื้อหาการหมิ่นประมาท(ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจที่บิดเบือนเสียหายต่อศิลธรรมอันดีมันไปถึงระดับความมั่นคงของรัฐสังคมประเทศนั้นๆ ) เช่นกรณีเผาพระคำภีร์อัลกุระอาล หรือทหารอเมริกาล้อ อัลเลาะห์ฯ? ที่เป็นเนื้อหาเชิงหมิ่นศาสนา ที่เป็นเนื้อหาสากล เป็นหลักปชต.สากลในการคุ้มครองเนื้อหาการหมิ่นทำนองนั้น
กับเนื้อหาข้อโต้แย้งเด็กๆของสุรพศว่าแบบนี้ขัดหลักปชต. โดยความเข้าใจแค่กระพรี้ต่อหลักการณ์ทางปชต.ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิ,เสรีภาพ แต่ต้องครบทุกมิติในอีกด้านนั้นคือ ด้านบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาการใช้สิทธิเสรีภาพไปเบียดเบียนใค รหรือความสงบของบ้านเมือง หรือไม่?อย่างไร? ต้องมองหลักปชตให้ครบทุกมิติ? เพราะ เนื้อหาของกฎหมายหมิ่นฯทำนองนี้ ทั้งต่อบุคคลและพระศาสนา จึงเป็นภาษา เป็นเนเืื้อหาทา่งสากล ทั้งเนื้อหาที่ยึดโยงหลักปชต. สากลด้วย?มีกรณีตัวอย่างหลายอัน?
เพียงแต่สุรพศต้องเข้าใจให้ครบทุกมิติของการอ้างหลักปชต. ต้องครอบขา ไม่ใช่ปชต.ขาเดียวของสุรพศ ที่เข้าใจเพียงกระพรี้แค่มิติสิทธิ,เสรีภาพ แต่ขาดอย่างมากในการเอาแค่อวัยวะไม่เอามาครบตัวในมิติหน้าที่,ความรับผิดชอบ ในการใช้สิทธิเสรีภาพไปละเมิด คนอื่น หรือหมู่คณะอื่นๆ ในที่นี้หมายถึงพระศาสนา ที่มีเนื้อหาต่อกกหมายหมิ่นทางสากล ที่ามีได้ทุกๆสังคมทุกศาสนา
มันจึงไม่ได้ขัดทั้งหลักธรรมวินัย และปชตงใดๆเลยถ้าสุรพศแยกแยะบทบาทหน้าที่และวิธีัการใช้สิทธิเสรีภาพ และอำนาจไปตามบทบาทหน้าที่อย่างเข้าใจแยกแยะเป็นเรื่องนี้ไม่มีอะไรไปครอบงำอะไร หรือเกินเลยอะไร? ถ้าทำความเข้าใจแยกแยะให้ท่องแท้ ไม่ใช่จับแพะชนแกะแบบสุรพศทำ?
นี่ไงครับเงื่อนไขที่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายต่อพระศาสนาหลายอัน ที่ผมตั้งข้อสังเกตุไว้ ว่าสุรพศทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลือนบิดเบือนเสียหายหลายอย่างหลายอันจนผมต้องจับตาเป็นพิเศษ ว่าเจตนาเบื้องหลังคืออะไรกันแน่???
อ้อครับแม้ตัวเนื้อหาหลายอันที
อ้อครับแม้ตัวเนื้อหาหลายอันที่สุรพศติงไว้ ในเนื้อหากฎหมายนี้หลายอันต้องมีการทบทวนตามข้อท้วงติงของคุณสุรพศบ้าง แต่หลักการณ์ เจตนารมณ์กว้างๆ ที่ผมสรุปไปยังยืนยันตามน้ัน
"นี่ไงครับเงื่อนไขที่หวังดีแต
"นี่ไงครับเงื่อนไขที่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายต่อพระศาสนาหลายอัน ที่ผมตั้งข้อสังเกตุไว้ ว่าสุรพศทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลือนบิดเบือนเสียหายหลายอย่างหลายอันจนผมต้องจับตาเป็นพิเศษ ว่าเจตนาเบื้องหลังคืออะไรกันแน่???"
ผมชอบใจประโยคนี้ของอะตอม ที่แม้บ่อยครั้งจะเขียนอะไรที่อ่านไม่รู้เรื่อง แต่ครั้งนี้ ตรงๆ ชัดเจน ซึ่งทำให้ผมดีใจที่อย่างน้อย ก็มีสิ่งบ่งชี้ให้รู้ว่า ใครๆก็รู้ทันสุรพศกันทั้งนั้น อิ อิ อิ.
ส่วนเรื่อง พรบ. นี้ สำหรับผม ผมว่าไร้สาระ(คงจะพูดได้ว่า เห็นคล้ายๆกับสุรพศนั่นแหละ แต่ เฉพาะเรื่องนี้แค่นั้น )
ผมมั่นใจในพระศาสดาของผม และในพระธรรมขององค์พระศาสดา ว่า แข็งแกร่ง ยิ่งใหญ่ เกินกว่าจะต้องให้ใครต้องมาเดือดร้อน หรือต้องมาคอยปกป้อง มีแต่พวกเขลา งมงาย บ้าคลั่ง และสำคัญตนผิดเท่านั้น ที่คิดจะป้องศาสนาพุทธโดยการการบังคับ หรือโดยการใช้กฏหมาย ก็พระศาสดาไม่ได้บอกไว้หรือว่า ศาสนาพุทธจะเสื่อมไปก็เพราะพุทธบริษัทกันเอง ไม่ใช่จากบุคคลภายนอก แต่เพราะเหตุที่ไม่สนใจ ไม่ศึกษา ถ้อยคำของพระศาสดา แต่ไปเอาถ้อยคำของบุคคลอื่น คำของสาวกชั้นหลังๆ มาท่องจำ มาปฏิบัติ มันจึงยุ่งยากวุ่นวาย และผิดทิศผิดทาง และออกนอกแนวทางของพุทธไป กลายเป็นศาสนาอื่นไป ซึ่งเรื่องอย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วในอดีต กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต เป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าดูในปัจจุบัน จากสถานการณ์ที่เราดูเผินๆแล้ว ดูเหมือนจะเลวร้ายมาก แต่จริงๆแล้ว ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ศาสนาพุทธแท้ๆแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ครบถ้วน ทั้ังที่ถูกซ่อนเอาไว้ในพระไตรปิฎกเอง และในวิถีทางแห่งการปฏิบัติของพระสงฆ์บางหมู่บางคณะ โดยเฉพาะพวกสายพระป่า ท่านก็ยังคงสืบทอดวัตรปฏิบัติแบบอย่างครั้งโบราณกาลมาได้ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ปฏิบัติผิดก็มาก แต่ที่ปฏิบัติถูกก็มี สายที่สอนผิดๆ เดี๋ยวคนก็เลิกนับถือไปเอง สายที่สอนถูก เขาก็สอนถูก สืบทอดกันต่อๆไป เมื่อปฏิบัติถูก มรรคผลก็เป็นอันหวังได้ พระสุปฏิปันโน สายนั้นก็ต้องมีมาก ใครโชคดีก็ได้เจอ ใครบุญไม่ถึง ก็ไม่ได้เจอ เป็นไปตามกรรมของแต่ละคน.
เรื่องการปกป้องศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องเป็นห่วงหรือเอาไปใช้แอบอ้าง หาอำนาจเข้าตัวเอง ปล่อยให้พระท่านว่าของท่านไปเองเถอะ ในพระธรรม พระวินัย ท่านบอกสาเหตุและวิธีป้องกันไว้ครบถ้วนถูกต้องหมดแล้ว ห่วงแต่ตัวเองเถอะว่า ควรจะเลือกเชื่อ เลือกฟังธรรมมะจากที่ไหน จากใคร จึงจะมั่นใจได้ว่า นี่แหละ คือ ธรรมมะแท้ จากองค์พระศาสดา ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามแล้ว มั่นใจได้ อุ่นใจได้ ว่า นี่แหละคือของจริง ของแท้ ก็จะเป็นการช่วยปกป้อง และสืบต่อพระศาสนาไปได้โดยอัตโนมัติ อิ อิ อิ.
บางกอก
[quote=บางกอก]
หากมาตราที่สุรพศอ้างใว้มีบรรจุอยู่ในร่างของพรรคไหน กลุ่มไหน ผมว่า...
คณะผู้ร่างชุดนั้น จิตวิปริตไปแล้วครับ....ไม่ควรได้รับความไว้วางใจให้กระทำกิจกรรมใดๆทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองการออกกฏหมายอีกต่อไป...
ไปเป็นที่ปรึกษามหาเถร หรือวัดจานบินน่าจะเหมาะสมกว่า....
[/quote]
ให้โลงโทษ "ยุบพรรค" ไปเลยดีไหมครับท่าน?
[quote=บางกอก]
เสรีภาพในการนับถือศาสนานั้น...อยู่คู่กับ...เสรีภาพในการไม่นับถือศาสนา เสมอไปในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย...
[/quote]
ถ้าเป็นแบบนี้ทหารก็ตกงาน 33% ไปเลยนะครับท่าน
ก็ทุกวันนี้ทหารเขาบอกว่าเขามีหน้าที่รักษาปกป้อง ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์
นานๆจะได้ยินทหารพูดให้ชื่นใจ..ว่าทหารเป็นของประชาชน
...แต่ทหารยังไม่เคยบอกว่าจะรักษาปกป้องประชาชนเลยนิ
หลักฐานสนับสนุนคำพูดของอะตอมใ
หลักฐานสนับสนุนคำพูดของอะตอมในกรณีของสุรพศ มีอยู่มากมาย แม้ล่าสุดนี้
"เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้ "
ฟังแล้วพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป ก็คงจะต้อง พากันขัดอกขัดใจไปตามๆกัน เรียกว่า อกอีแป้นแทบแตก
ลองยกมาดูเป็นคำๆ ดูทีซิ
"สอนผิด สอนถูกได้" แปลว่า อะไรครับ อิ อิ อิ
ผมเดาเอาว่าสุรพศคงหมายถึงว่า ศาสดานั้นสอนผิด สอนถูกได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ ไม่ต้องเชื่อคำพูดศาสดาก็ได้ ศาสดา สามารถ ถูกวิจารณ์ได้ ถูกด่าได้ และซึ่ง เข้าใกล้มิจฉาทิฐิเข้าไปทุกที ทุกที
ซึ่งทำให้เราต้องประหลาดใจว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ (เอาสำนวนในพระไตรปิฎกมา อิ อิ) ทำให้สุรพศกล้าเสี่ยงนรกขนาดนั้น ผมเดาว่า คงเพราะสุรพสแปลคำว่ากรรมคือ เจตนา และสุรพศมีเจตนาที่ดี โดยต้องการทำให้ศาสนาพุทธนั้น สามารถ มีวิวัฒนาการได้ จะได้พัฒนาต่อไป เป็นศาสนาที่มีชีวิต ดำรงอยู่ได้ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่เป็นศาสนาตายทราก ดังนั้น ตนจึงกำลังประกอบกรรมดี และคิดเอาเองว่า สวรรค์นรกไม่มี ตายไปแล้วก็จบ ซึ่ง ต่อให้ไม่จบ ตนก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะทำกรรมดีเอาไว้ โดยการช่วยตีความให้ศาสนาพุทธมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ดูแล้วไม่งมงาย
อันนี้ คือสิ่งที่ใครๆก็รู้ทันสุรพศ ซึ่งแม้ที่สุดสุรพศก็อาจจะปฏิเสธว่า ไม่ได้หมายความแบบนี้ ไม่ได้คิดแบบนี้ หรือว่าถ้า ผีเข้าขึ้นมา สุรพศอยากจะแสดงความกล้าหาญเลียนแบบสมสาก สุรพศก็จะประกาศออกมาเลยว่า ฉันหมายความแบบนี้จริงๆนั่นแหละ มีปัญหาอะไรไหม อันนี้ ก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะคนพวกนี้ จะเอาแน่นอนอะไรคงไม่ได้ ความชัดเจนแน่นอนไม่ใช่วิถีชีวิตของเขา แต่ถ้า ความมั่ว ละก็ ใช่ อิ อิ อิ.
อ่านความเห็นของทุกท่านแล้วล้ว
อ่านความเห็นของทุกท่านแล้วล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น
แต่ถ้าจะให้ได้ความชัดเจนตรงเป้า ก็ควรเสนอความคิดเห็น(ในทัศนะของแต่ละท่าน)ไว้ด้วยว่าที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอตามร่าง พรบ. นั้นมีเหตุผลอย่างไร?(ซึ่งส่วนใหญ่ก็แสดงไว้แล้ว) และข้อเสนอแนะที่ดีกว่าควรเป็นอย่างไร?
ถ้าอาจารย์สุรพศ จะลองร่าง พรบ. ฉบับประชาชนให้เป็นทางเลือกด้วยก็น่าจะเป็นคุณแก่พระพุทธศาสนานะครับ
ผมเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ที่ละเมิดพระวินัยขั้นครุกาบัติขั้นปาราชิกนั้นหรือละเมิดกฎหมายอาญา(อลัชชี) ต้องถือว่าเป็นบุคคลที่ทำลายพระศาสนาโดยตรงด้วย ทำอย่างไรจึงจะมีมาตรการทางกฎหมายเอาผิดควบคู่ไปกับบทลงโทษทางพระวินัยด้วย?
อิ
อิ อิ
คุณปู่ครับ
พระปาราชิกมีมาแล้วมากมาย อลัชชีปลอมบวชก็มีมาแล้วมากมาย คนพยายามทำลายพระศาสนาก็มีมาแล้วมากมาย และเขาก็ยังพยายามทำลายกันอยู่จนทุกวันนี้ (โดยเฉพาะคนที่เคยบวชเรียนมาแล้ว แต่กลับ สอนให้คน ไม่เชื่อในคำศาสดา ไม่เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของศาสดา นี่แหละ คือ ตัวพยายามทำลายศาสนาตัวจริง อิ อิ) แต่..
ศาสนาพุทธเป็นของจริง ของแท้ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ ความพยายามของพวกเขาเหนื่อยเปล่า ไร้สาระ โดยเฉพาะในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างเช่นยุคนี้ เป็นไปได้ว่า ศาสนาพุทธจะยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์เสียด้วยซ้ำไป
ดังนั้น มาตรการทางกฏหมายไม่มีความจำเป็น ใครอยากทำลายศาสนาพุทธก็ปล่อยเขาไป พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ต้องไปเอาโทษอะไร เพราะ สิ่งเหล่านั้น เป็นกรรมของเขาเอง เขาต้องได้รับผลกรรมของตนอยู่แล้ว อาญาทางบ้านเมือง เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย เมื่อเทียบกับผลกรรมของเขา เราไม่เห็นจะต้องไปสนใจ ทางที่ดี ควรจะยิ่งต้องสงสาร ต้องช่วยกันแผ่เมตตาให้เขา ที่เขาหลงผิดเป็นมิจฉาทิฐิ จะไม่ได้พบกับความสุข ไม่ได้พบพระนิพพานไปอีกตลอดชั่วกาลนาน ซึ่งน่าเสียดายและน่าเสียใจแทนอย่างยิ่ง อิ อิ อิ.
ครับคุณ " รักเสื้อเหลือง"
ครับคุณ " รักเสื้อเหลือง" ครับ แม้จะให้ความเห็น สนับสนุนผม แต่เนื้อหา บางเรื่องมีความเห็นต่างในรายละเอียด ตรงที่"ทองแท้ไม่กลัวรนไฟ" ตรงนี้ใช่? สัจจธรรมของพระพุทธองค์ จริงเหนือกาลเวลา(อะกาลิโก) ไม่ต้องรอการพิสูจน์ใดๆ แม้แต่ สุรพศ ยัง ตั้งคำถามไปยัง สัจจะธรรม หรือธรรมที่เป็นอกาลิโกด้วยข้อความนี้ผมก้ผิดหวังมาก ในตัวตนเขา?
""เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้ "
สรุป ในสรุปคือสรุพศ ไม่เชื่อในสัจจจะธรรมหรือธรรมที่เป็น"อกาลิโก" (จริงเหนือกาลเวลา)เพราะต้องการการพิสูจน์ ตามจริตความเชื่อของตัวเองอยู่ เนื้อหาแบบนี้ไงครับ คุณ" รักเสื้อเหลือง" ครับ แม้ ทอง แท้ยังต้อง การ คำอธิบาย จากโจร? และจาก กิเลสมนุษย์ที่ยังวิ่งตามหาเส้นสุดขอบฟ้าหรือตามหาตัวเองอยู่ ?ในการตีความทองแท้แบบไหน?มันอันตรายตรงที่มันยังไม่ถึง(ธรรมที่เป็นอกาลิโก) มันยังเป็นธรรมแบบอะโก้โก้(ไม่ใช่อกาลิโก) หรือสัจธรรมที่ดิ้นได้ในความหมายแบบสุรพศ?
นั้นคือ จากนิยามคนที่เข้าใจศาสนาระดับนักวิชาการผู้เชี่ยวฃาญด้่านศาสนา ยังหลงทางไปไกลระดับนั้น? นั้นคือเงื่อนไขว่ากิเลสมนุษย์ที่พอกหนาให้พระบริสุทธิ์ขของศาสนา หรือจิตพุทธะ ไปไกลระดับนั้น? แม้คนที่มีต้นทุนระดับนี้ มันจะมอง เนื้อแท้ของทองเนื้อในให้เข้าใจลึกซึ้ง จนตีความ ความลึกซึ้งของศาสนาพุทธ ให้เข้าใจแบบไหนระดับใด
ถ้าเราไม่ใช้เงื่อนไขตัวช่วย ประคอง หรือช่วยกำหนดทิศทางไม่ให้มันไปไกลกว่านั้น นั้นคือหน้าที่บนเงื่อนไขแบบนี้ เหต ืเพราะพัฒนาการของเงื่อนไขความต่าง มักพอกหนาให้กิเลสมนุษย์ให้ตามหาเส้นสุดขอบฟ้าไปไกลมาก เงื่อนไขแบบนี้จึงต้องอาศัยตัวช่วยแบบอื่นๆ เครืองมือที่หยาบกว่ากลไกศาสนา มาประคองทิศทาง
นั้นคือหน้าที่ตรงนี้แบบนี้?ตามที่ผมชี้นี้ ตอนนี้จำเป็นมากครับ ไม่ใช่เงื่ือนไขสร้างเองแบบเลื่อนลอย แต่มันคือหน้างานที่เร่งด่วนโฆม่าในการช่วยพุทธศาสนา? คุณเข้าใจคำว่ากิ้งก่าได้ทองไหม? หรือลิงจ๋อได้แก้วไหม? มันต้องมีตัวช่วยในการ ประคองทิศทาง เพื่อเข้าถึงความหมายของสิ่งนั้น? สิ่งที่เป็นอมตะเลอค่าตรงนั้นไหม?ในสัจจะธรรมที่เป็น"อกาลิโก" เพราะถ้าตีความแบบคนโง่คนไม่เข้าถึง มันแค่ธรรมที่เป็น"อะโกโก้" (สัจจะธรรมที่ดิ้นได้)ตามความหมายของสุรพศในการจับผิดพุทธศาสนาเรา ด้วยวลีหรือข้อความนั้นที่คุณและผมยกมาโคว๊ตคำพูดนั้น เพื่อสะท้อนตัวตนเจาว่าได้แค่นั้น???
นั้นคือเขาตีความว่า"สัจธรรม"หรือธรรมที่เป็นอะกาลิโก เช่น"อนัตตา"ที่จริงเหนือกาลเวลาตั้งแต่การเกิดดับของรัสมีเส้นรอบกรรมระดกับอะตอม จนถึงจักรวาล
ล้วนเกิดในวัฎจักฎสงสารเดียวกัน ของกฎไตรลักษ์ มันจริงเหนือกาลเวลาเหนือการพิสูจน์ แต่มนุษย์ที่ยังต้องมีตัวช่วยตัวประคองทิศทางไม่ให้หลุดโค้งนอกลู่นอกทาง มันจึงคือหน้าที่แบบนี้ กระทู้นี้ที่ผมชี้ตรงนี้ครับ เพราะ มนุษย์เกิดมาไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงเลยต้องวใช้ตัวช่วยหลายทาง และระหว่างทางมีเงื่อนไขตัวแปรมากมายที่่ยังต้องมีตัวช่วย
ดังนั้นระหว่างทางในแรลลี่พุทธสาสตร์จึงต้องการตัวช่วยมหาศาลมากมาย อย่างกรณีแบบนี้ครับ เป็นสิ่งจำเป็นและมองข้ามสิ่งที่เป็นที่เป็นตัวแปรหลักปัจุบันไม่ได้ ก่อนที่จะมองไปถึง"ยูโธเปีย"แบบอืื่่่นๆที่ข้อเท็จจริง เรายังไปไม่ถึง จึงต้องอาศัยตัวช่วยแบบนี้ครับเป้นเรื่องจำเป้นในหน้างานเร่งด่วนครับไม่ใช่มาพูดเล่นๆไร้สาระแบบพุดทเ่ๆให้ไกลตัวตนความจริงในหน้างานปัญหาเข้าไว้แบบนี้ครับ???
ผมไม่เห็นด้วยกับข้อกฏหมายที่ย
ผมไม่เห็นด้วยกับข้อกฏหมายที่ยกขึ้นมา
แต่ให้มีบทบัญญัติลงโทษเฉพาะกรณีพระภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเท่านั้น ส่วนจะมีบทลงโทษเท่าใดก็ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาตามสมควร
ส่วนกรณีอื่น ๆ ควรใช้วิธีคว่ำบาตรแบบครั้งพุทธกาล เพียงแต่ต้องประกาศแก่สงฆ์และพุทธบริษัทให้ทราบว่า ผู้ใด มีที่พำนักอยู่ที่ใด และประกาศทางสื่อสาธารณะให้ชาวพุทธทุกคนทราบช่วยกันคว่ำบาตรอย่างจริงจังจนกว่าจะสำนึกและขอโทษต่อคณะสงฆ์
เบื่อพวก "นักตัดตอน" จัง
เบื่อพวก "นักตัดตอน" จัง ข้อความทั้งย่อหน้าดังนี้ครับ
เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้
ความหมายตามย่อหน้านี้คือ "...ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้ โดยไม่ต้องตกเป็น "นักโทษทางความคิด" (ที่ต้องติดคุกตามกฎหมายใดๆ หรือตามร่าง พ.ร.บ.นี้ คือติดคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งนี้เพราะ...พระศาสดาไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด
ถามหน่อยครับว่า มีตัวอย่างไหมว่าพระศาสดาให้เอาคนไปขังคุกเพียงเพราะโทษทางความคิด ไม่เชื่อ วิจารณ์ ด่า สอนผิด ถ้าทำเช่นนั้นท่านจะอธิบายคำสอนไม่ให้ยึดติดใน "โลกธรรม 8" อย่างไร จะอธิบายปัญญาคุณ วิสุทธิคุณ กรุณาคุณอย่างไร
ฟังสุรพศอธิบายแล้ว
ฟังสุรพศอธิบายแล้ว อดทึ่งไม่ได้ คิดได้ไง ตอนนี้กลายเป็นว่า พระพุทธเจ้า ปล่อย ให้สอนธรรมมะของพระองค์ แบบผิดๆถูกๆก็ได้ ซึ่ง ใครๆฟังแล้ว ก็รู้เลยว่าพูดมั่วแน่ๆ สำหรับผม ผมว่า นี่เท่ากับตอกตะปูปิดฝาโลงตัวเองแล้ว คงไม่มีอะไรต้องพูดต่อแล้ว อิ อิ อิ
"พระศาสดาไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) "
อ่านแล้ว มีความรูสึกว่าจะจับแพะชนแกะ ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย
พระพุทธองค์ทรงแสดง "กาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัย
หรือหลักความเชื่อ 10 ประการ"
(ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้
ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือ
โดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย
ตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า
ผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา )
ตามที่ตัดแปะมานี่ กาลามสูตรเป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อ มากกว่าจะแสดงว่า ส่งเสริมหรือให้เสรีภาพในทางความคิด
ที่จริงตามหลักกาลามสูตรนี่มันออกจะตรงกันข้ามกับเสรีภาพทางความคิดซะด้วยซ้ำ เพราะมีอยู่ที่ทรงห้ามว่า อย่าเชื่อเพราะคิดเอาเอง โดยเป็นข้อที่ทรงเตือนที่เกี่ยวกับความคิดราวๆสามสี่ข้อนี่แหละ ข้ออื่นๆที่เหลือก็บอกว่า ไม่ให้ฟังจากคนอื่นๆ
สรุปทั้งสิบข้อก็จะได้2ข้อใหญ่ว่า ไม่ให้เชื่อเพราะคิดเอาเอง และไม่ให้เชื่อเพราะตามคนอื่น ซึ่งเลยกลายเป็นว่า ทรงเตือนให้ระวังความคิดว่า อย่าเชื่อแม้ความคิดตนเอง (1.เดาเอา 2.คาดคะเนเอา 3.ตรึกเอา 4.ความเห็นตน)และไม่เห็นมีที่บอกว่า ให้คิดเอาเอง ถ้าเห็นว่าเข้าท่าแล้วให้เชื่อได้
แต่ให้เชื่อได้ เมื่อ มีองค์ประกอบสี่ข้อนี้ คือ
(เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม
เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้
บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน
ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ )
หลักในการเชื่อ มีสี่ข้อ คือ ต้อง"รู้"ได้ด้วยตนเองว่า
1.ธรรมนั้นเป็นกุศล
2.ธรรมนั้นไม่มีโทษ
3.ธรรมนั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ
4.ธรรมนั้นใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
กลายเป็นว่า โดนบังคับไปทั้งสิ้นสิบสี่ข้อ คือ ไม่ให้เชื่อเพราะคนอื่นบอกและคิดเอาเอง สิบข้อ แต่ให้เชื่อเพราะตนเองรู้ได้ด้วยตัวเองอีกสี่ข้อ จบเลย กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ไปเลย โดนเข้าไปสิบสี่ข้อ จะไปเหลืออะไรให้คุณคิดเองได้อีก อิ อิ อิ
โลกธรรม8 เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ใครต้องไปสนใจ หรือเอามาเกี่ยวข้องด้วย พระปัญญาคุณ วิสุทธิคุณ กรุณาคุณ ไปเกี่ยวอะไรด้วย ธรรมมะของพระพุทธเจ้ามีขึ้นมาเพื่อเยียวยาชาวโลกคือตัวเราเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครจะต้องไปคอยยกย่องพระพุทธเจ้า การจะสรรเสริญหรือนินทาพระพุทธเจ้าไม่มีผลอะไรกับธรรมมะหรือกับพระพุทธเจ้าเลย แต่มันมีผลกับตัวคนที่ไปด่าว่าพระพุทธเจ้ามากกว่า การไม่เชื่อ การไปด่า การนำคำของท่านไปสอนผิดๆ คือการกล่าวตู่ มันจะไปไหนได้นอกจากนรก จะให้ท่านต้องจับไปขังคุกทำไม คิดดูก็แล้วกัน การการด่า การเอาธรรมมะมาสอนผิดๆถูกๆ มันเป็นกุศลหรืออกุศล มันมีโทษหรือไม่มีโทษ ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่ สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพียงใด การทำแบบนี้เป็นเรื่องดี ตรงกับหลักกาลามสูตรมากเลยนะเนี่ย อิ อิ
อีกประการ การไม่ให้เอาคนไปขังคุก ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ทรงสนับสนุน เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธเจ้าเลย ไม่ว่าจะเอาเข้าหรือเอาออก มันเป็นเรื่องทางโลก ใครที่ทำกรรมกับพระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปลงโทษอะไร กรรมของเขานั่นแหละ จะลงโทษเขาเอง สำหรับเรื่องนี้นะ การเอาเรื่องพระพุทธเจ้าไม่เคยเอาใครไปขังคุก มาแปลว่า เป็นการให้เสรีภาพทางความคิดนี่ มันเกี่ยวกันเข้าไปได้ยังไง การถูกจับขังคุกมันเป็นเรื่องของบ้านเมือง ขนาดพระเจ้าพิมพิสาร ถูกจับติดคุก พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปยุ่ง จนพระเจ้าพิมพิสารต้องตายในคุก ต้องไปสนใจอะไรกับโลกธรรม8 จะบอกว่า (หรือนินทาว่า) พระพุทธเจ้าไม่มีพระกรุณาธิคุณ เพราะไม่ช่วยพระเจ้าพิมพิสารหรือ หรือจะ"ตีความ"กรณีนี้ว่า พระพุทธเจ้าสนับสนุนการรัฐประหารก็ดีเหมือนกันนะ อิ อิ อิ.
ครับคุณ "สุรพศ"
ครับคุณ "สุรพศ" (ข้อความล่าสุดคุณเน้นตรงคำว่า"ตัดตอน") ประเด็นไม่ใช่แค่ตีความ จากปุึถุชนคนธรรมดาในเงื่อนไงธรรมที่เป็น"อกาลิโก" หลักกาลามสูตร" มีไว้ เพื่อพิสูจน์ ศรัทธาความเชื่อทั่วไป? ไม่ใช่ธรรมะหรือสัจจะธรรมหรือที่เป็น"อกาลิโก"(พิสูจน์อย่างไรก้เป็นจริงเหนือกาลเวลา นั้นคือนิยามอะกาลิโก) ที่มีค่าเป็น"สัมบูรณ์"แล้วที่ไม่ต้องใช้ กาลามสูตร ไปตรวจสอบค่าความเป็น"สัมพัทธ" ด้วย"กาลามาสูตร"ของสิ่งนั้น
ดังนั้น กรณีจำคุก 1ปี ในเนื้อหา ของพรบ.นี้ แม้ต้องหาความลงตัวและเหมาะสม(ผมยังไม่ฟันธงว่ามันใช่?หรือไม่ใช่?บนข้อท้วงติงคุณสุรพศที่น่าสนใจในมิตินั้น) แต่จะเอามาก้าวล่วงสรุป เป็นจริตส่วนตน ในการไปฟันธงในเนื้อหาที่สุรพสนำเสนอผมไม่เห็นด้วย? เพราะเงื่อนไขที่ีมาจาก ความต่างของอัตตาแต่ละจริต(ที่สะสมผ่านผัสสะ,อายตนะส่วนตัว) มีเงื่อนไขต้องบริหารจัดการให้เป็นอย่าเหมาเข่งแบบนั้น?แยกแยะ ส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระของแก่นพระศาสนาที่เป็นอัตลักษณ์ หรือตัวตนสิ่งนั้นออกจาก เนื้อหา หมิ่น เชิงสากลที่ยึดโยงหลักปชต.สากลที่กหนดไว้ในการไปละเมิดตัวตนบุคลล หรือหมู่คณะ(ในที่นี้คือศาสนา) อย่างบิดเบือน และสร้างเงื่อนไขเชิงหมิ่นประมาทสากล
ที่ปริมณฑล เรื่องนี้ เจตนาตรงนี้คือตรงนี้ ส่วน เรื่องอะไร ที่ไปไกลกว่านั้น ต้องมาตรวจสอบอีกทีว่าแบบไหนอย่างไร?ตรงไหนไปก้าวล่วงหลักสิทธิเสรีภาพ สากลเกินกว่าเหตุไหม? แต่เนื้อหาเรื่องนี้ตรงนี้ มีเจตนา ไม่ใช่แบบนั้น ทั้งเนื้อหาวิธีการ(ถ้าแยกแยะเป็น)
เพราะ ต้นน้ำมาจาก เจตนาดี ตาม อัตวิสัย เพราะคนคิดคิดบนเงื่อนไข ฆารวาส ทีี่ต้องการเจตนา รักษา บำรุง ดูแลอารักษขา พระศาสนา ที่มีเงื่อนไขตัวแปรที่ซับซ้อนกว่าสมัยพุทธกาล(สังเกตุประเด็นผมตรงที่ ทำไมดาไลลามะ ผุ้นำทางจิตวิญญาน ทางพุทธต้องมีการ์ด ทั้งที่ตัวตนพระองค์ท่าน ใช้ธรรมะ เป้นเครื่องมือในการาตัดสินความต่าง ไม่ใช่ปืนแบบการ์ด
ดังนั้นวิธีคิด เช่นแค่การคว่ำบาตร (จากที่ผมจุดประเด็นว่าสมัยพุธะกาลก็มีวิธีการปกป้องตัวเองจากเ้งื่อนไขแบบนี้)ที่หลายคนเสนอ(มันไม่พอรวมคุณอานนท์ล่าสุด)ครับ สมัยนี้เงื่อนไขตัวแปรไปไกลมาก และมากจนพระพุทธศาสนาผมต้องมีตัวช่วย? เช่นกรณี3จว.ใต้(แม้มันเทีัยบเคียงอัตลักษณ์พุทธยากแต่ตอบโจทย์ปัญหาความต่างได้ชัดมาก) ว่าเราจะปกป้องรับมืออย่างไร?ต่อภัยคุกคามทางศาสนา ภายใต้เง
ื่อนไขแบบใหม่ๆ?ให้ทันเกมหรือทันสถานการณ์?
ดังนั้น วิสุทธิคุณ(ส่วนตัวเรียกบริสุทธิคุณ)ที่มาจากเจตนาบริสุทธิ ในการที่จะออกมาปกป้องศาสนา ที่ผมรับรู้ได้รู้สึกจากคุณ"สุรพศ" แต่เงื่อนไขคือ มันผสม"มิจฉาฐิทิ"ไหม? ถ้าใช่? มันยังนำไปสู่ การชี้นำอย่างอันตรายกว่าปกติบนต้นทุนที่น่าเชื่อถือครับ? ตรงนี้คือประเด็นที่ผมเป็นห่วงซีเรียสกว่าปกติ
จึงเหมืิอนตามมาแขวะคุณ"สุรพศ"เกินปกติ แต่เจตนาเบื้องต้นด้วยใน"กรณาธิคุณ" และ"บริสุทธิคุณ"(ไม่กล้าใช้คำว่า"ปัญญาธิคุณ"เพราะคุณสมบัติผมไม่ถึง) จึงใช้การเตือนตามน้ำ ตามเนื้อหาที่เห็น เพือยกแย้งสิ่งที่เป็นตามนั้น
ด้วยส่วนตัวไม่อคติใครเป็นการส่วนตัวยกเว้นเนื้อหาการเสิร์ฟที่คาดว่า"อันตราย" ต่อพระศาสนาผมเท่านั้นครับคุณสุรพศ???
รักเสื้อเหลือง
[quote=รักเสื้อเหลือง]ฟังสุรพศอธิบายแล้ว อดทึ่งไม่ได้ คิดได้ไง ตอนนี้กลายเป็นว่า พระพุทธเจ้า ปล่อย ให้สอนธรรมมะของพระองค์ แบบผิดๆถูกๆก็ได้ ซึ่ง ใครๆฟังแล้ว ก็รู้เลยว่าพูดมั่วแน่ๆ สำหรับผม ผมว่า นี่เท่ากับตอกตะปูปิดฝาโลงตัวเองแล้ว คงไม่มีอะไรต้องพูดต่อแล้ว อิ อิ อิ
"พระศาสดาไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) "
อ่านแล้ว มีความรูสึกว่าจะจับแพะชนแกะ ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย
พระพุทธองค์ทรงแสดง "กาลามสูตร ว่าด้วย วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัย
หรือหลักความเชื่อ 10 ประการ"
(ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้
ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือ
โดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดย
ตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า
ผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา )
ตามที่ตัดแปะมานี่ กาลามสูตรเป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อ มากกว่าจะแสดงว่า ส่งเสริมหรือให้เสรีภาพในทางความคิด
ที่จริงตามหลักกาลามสูตรนี่มันออกจะตรงกันข้ามกับเสรีภาพทางความคิดซะด้วยซ้ำ เพราะมีอยู่ที่ทรงห้ามว่า อย่าเชื่อเพราะคิดเอาเอง โดยเป็นข้อที่ทรงเตือนที่เกี่ยวกับความคิดราวๆสามสี่ข้อนี่แหละ ข้ออื่นๆที่เหลือก็บอกว่า ไม่ให้ฟังจากคนอื่นๆ
สรุปทั้งสิบข้อก็จะได้2ข้อใหญ่ว่า ไม่ให้เชื่อเพราะคิดเอาเอง และไม่ให้เชื่อเพราะตามคนอื่น ซึ่งเลยกลายเป็นว่า ทรงเตือนให้ระวังความคิดว่า อย่าเชื่อแม้ความคิดตนเอง (1.เดาเอา 2.คาดคะเนเอา 3.ตรึกเอา 4.ความเห็นตน)และไม่เห็นมีที่บอกว่า ให้คิดเอาเอง ถ้าเห็นว่าเข้าท่าแล้วให้เชื่อได้
แต่ให้เชื่อได้ เมื่อ มีองค์ประกอบสี่ข้อนี้ คือ
(เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม
เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้
บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน
ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ )
หลักในการเชื่อ มีสี่ข้อ คือ ต้อง"รู้"ได้ด้วยตนเองว่า
1.ธรรมนั้นเป็นกุศล
2.ธรรมนั้นไม่มีโทษ
3.ธรรมนั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ
4.ธรรมนั้นใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
กลายเป็นว่า โดนบังคับไปทั้งสิ้นสิบสี่ข้อ คือ ไม่ให้เชื่อเพราะคนอื่นบอกและคิดเอาเอง สิบข้อ แต่ให้เชื่อเพราะตนเองรู้ได้ด้วยตัวเองอีกสี่ข้อ จบเลย กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ไปเลย โดนเข้าไปสิบสี่ข้อ จะไปเหลืออะไรให้คุณคิดเองได้อีก อิ อิ อิ
โลกธรรม8 เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ใครต้องไปสนใจ หรือเอามาเกี่ยวข้องด้วย พระปัญญาคุณ วิสุทธิคุณ กรุณาคุณ ไปเกี่ยวอะไรด้วย ธรรมมะของพระพุทธเจ้ามีขึ้นมาเพื่อเยียวยาชาวโลกคือตัวเราเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครจะต้องไปคอยยกย่องพระพุทธเจ้า การจะสรรเสริญหรือนินทาพระพุทธเจ้าไม่มีผลอะไรกับธรรมมะหรือกับพระพุทธเจ้าเลย แต่มันมีผลกับตัวคนที่ไปด่าว่าพระพุทธเจ้ามากกว่า การไม่เชื่อ การไปด่า การนำคำของท่านไปสอนผิดๆ คือการกล่าวตู่ มันจะไปไหนได้นอกจากนรก จะให้ท่านต้องจับไปขังคุกทำไม คิดดูก็แล้วกัน การการด่า การเอาธรรมมะมาสอนผิดๆถูกๆ มันเป็นกุศลหรืออกุศล มันมีโทษหรือไม่มีโทษ ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่ สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพียงใด การทำแบบนี้เป็นเรื่องดี ตรงกับหลักกาลามสูตรมากเลยนะเนี่ย อิ อิ
อีกประการ การไม่ให้เอาคนไปขังคุก ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ทรงสนับสนุน เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธเจ้าเลย ไม่ว่าจะเอาเข้าหรือเอาออก มันเป็นเรื่องทางโลก ใครที่ทำกรรมกับพระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปลงโทษอะไร กรรมของเขานั่นแหละ จะลงโทษเขาเอง สำหรับเรื่องนี้นะ การเอาเรื่องพระพุทธเจ้าไม่เคยเอาใครไปขังคุก มาแปลว่า เป็นการให้เสรีภาพทางความคิดนี่ มันเกี่ยวกันเข้าไปได้ยังไง การถูกจับขังคุกมันเป็นเรื่องของบ้านเมือง ขนาดพระเจ้าพิมพิสาร ถูกจับติดคุก พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปยุ่ง จนพระเจ้าพิมพิสารต้องตายในคุก ต้องไปสนใจอะไรกับโลกธรรม8 จะบอกว่า (หรือนินทาว่า) พระพุทธเจ้าไม่มีพระกรุณาธิคุณ เพราะไม่ช่วยพระเจ้าพิมพิสารหรือ หรือจะ"ตีความ"กรณีนี้ว่า พระพุทธเจ้าสนับสนุนการรัฐประหารก็ดีเหมือนกันนะ อิ อิ อิ.[/quote]
1. คุณไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าผมกำลังบอกว่า "ไม่มีนักโทษทางคิด" หมายความว่าไม่มีการนำคนที่คิดผิด สอนผิด จาบจ้วงฯลฯ พระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์มา "ติกคุก" หรือให้มีโทษทางกฎหมาย
ถ้าคุณจะหักล้าง คุณต้องแสดง "หลักฐานมาตรงๆ" สิว่าพระพุทธเจ้าเคยให้รัฐออกกฎหมายเอาคนเข้าคุกเพราะเรื่องดังกล่าว
2. ถ้าใครสอนผิด บิดเบือน วิจารณ์ ด่า ฯลฯ พระพุทธเจ้าให้พุทธบริษัทมีสติ ไม่โกรธ ชี้แจงเหตุผลไปตามความเป็นจริง หรือถ้าชี้แจงไปแล้วไม่เลิกก็ใช้วิธีให้ "สังฆะ" หรือชุมชนุม "คว่ำบาตร" หรือตัดการคบค้าสมาคมด้วย ไม่ต้องไปจับเขาติดคุก
นี่คือวิธีปฏิบัติ "แบบอารยะ" ของผู้ไม่ยึดติดใน โลกธรรม 8 มีปัญญาคุณ วิสุทธิ คุณ กรุณาคุณ และให้เสรีภาพที่จะเชื่อ-ไม่เชื่อ (ซึ่งหมายถึงวิจารณ์โต้แย้งได้) ส่วนเรื่อง "ด่า" พระพุทธเจ้าไม่ใจเลย เช่นมีคนมาด่าซึ่งๆหน้าท่านบอกว่า "เหมือนคนเอาอาหารมาให้ ถ้าไม่รับอาหารก็เป็นของเขา เราไม่เอาคำด่า คำด่าก็เป็นของคนด่านั้นเอง" นี่คือแบบอย่างที่เป็นอารยะที่ชาวพุทธต้องปกป้อง
ไม่ใช่สร้างกฎหมายขึ้นมาจับคนเข้าคุกโดยอ้างอิงพระพุทธเจ้า
คำถามคือ ถ้าจะจับคนเข้าคุกเพราะทำผิดด้วยวาจา ข้อความ ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณจะอ้างอิงหลักการ "พระธรรมวินัย" จากพระไตรปิฎกเล่มไหนมารองรับ?
นอกจากจะอ้างความไม่พอใจ ความโกรธ ความอึดอัดขัดข้องหมองใจ ฯลฯ ของ "ชาวพุทธจารีตนิยมสุดโต่ง"อย่างคุณมารองรับ
แต่ชาวพุทธอนุรักษ์นิยมสุดโต่งอย่างคุณมี "ความชอบธรรม" อะไรที่จะใช้ความไม่พอใจ ความโกรธ (ต่อคนที่คุณคิดว่าเขาเป็นภัยต่อพุทธศาสนา)ของตนเองมาเป็นหลักอ้างอิงการออกกฎหมายจับคนเข้าคุก ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการ "ละเมิด" ต่อ "วิถีปฏิบัติแบบอารยะ" ที่พระพุทธเจ้าเองทำเป็นตัวอย่างเอาไว้ ซึ่งแสดงถึงการมีใจกว้างหรือ "ขันติธรรม" ต่อความเห็นต่าง อันสอดคล้องกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
[quote=รักเสื้อเหลือง] ตามที่
[quote=รักเสื้อเหลือง]
ตามที่ตัดแปะมานี่ กาลามสูตรเป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อ มากกว่าจะแสดงว่า ส่งเสริมหรือให้เสรีภาพในทางความคิด
ที่จริงตามหลักกาลามสูตรนี่มันออกจะตรงกันข้ามกับเสรีภาพทางความคิดซะด้วยซ้ำ เพราะมีอยู่ที่ทรงห้ามว่า อย่าเชื่อเพราะคิดเอาเอง โดยเป็นข้อที่ทรงเตือนที่เกี่ยวกับความคิดราวๆสามสี่ข้อนี่แหละ ข้ออื่นๆที่เหลือก็บอกว่า ไม่ให้ฟังจากคนอื่นๆ
สรุปทั้งสิบข้อก็จะได้2ข้อใหญ่ว่า ไม่ให้เชื่อเพราะคิดเอาเอง และไม่ให้เชื่อเพราะตามคนอื่น ซึ่งเลยกลายเป็นว่า ทรงเตือนให้ระวังความคิดว่า อย่าเชื่อแม้ความคิดตนเอง (1.เดาเอา 2.คาดคะเนเอา 3.ตรึกเอา 4.ความเห็นตน)และไม่เห็นมีที่บอกว่า ให้คิดเอาเอง ถ้าเห็นว่าเข้าท่าแล้วให้เชื่อได้
แต่ให้เชื่อได้ เมื่อ มีองค์ประกอบสี่ข้อนี้ คือ
(เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม
เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้
บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน
ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ )
หลักในการเชื่อ มีสี่ข้อ คือ ต้อง"รู้"ได้ด้วยตนเองว่า
1.ธรรมนั้นเป็นกุศล
2.ธรรมนั้นไม่มีโทษ
3.ธรรมนั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ
4.ธรรมนั้นใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
กลายเป็นว่า โดนบังคับไปทั้งสิ้นสิบสี่ข้อ คือ ไม่ให้เชื่อเพราะคนอื่นบอกและคิดเอาเอง สิบข้อ แต่ให้เชื่อเพราะตนเองรู้ได้ด้วยตัวเองอีกสี่ข้อ จบเลย กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ไปเลย โดนเข้าไปสิบสี่ข้อ จะไปเหลืออะไรให้คุณคิดเองได้อีก อิ อิ อิ
quote]
ถามว่าที่คุณอธิบายแบบนี้ไม่ใช่คุณคิดเอาเองหรือ? ไม่ใช่คุณใช้เสรีภาพทางความคิดอยู่หรือ? และคุณสรุปจากอะไรว่าคุณพูดถูกอยู่คนเดียว? (และถ้าคุณตีความผิด อธิบายผิดล่ะ จะถือว่าคุณทำลายพุทธศาสนาได้ไหม ต้องจับไปติดคุกไหม? ผมว่าพระพุทธเจ้าต้องตอบว่าไม่ควรจับไม่ติดคุกแน่ๆ)
ที่สำคัญท่านพุทธทาสภิกขุก็ยืนยันว่า "หลักกาลามสูตรคือหลักเสรีภาพอิสรภาพทางความคิดความเชื่ออย่างสูงสุด" (ในหนังสือธรรมะกับการเมือง) ศ.ดร.สมภาร พรมทา ก็ยืนยันว่า กาลามสูตรคือการให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด และ "ผู้รู้หรือปราศทางพุทธทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างสรรเสริญว่ากาลามสูตรให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด"
ส่วนที่ตีความแบบคุณว่ามา ผมยังไม่เห็นมี "ผู้รู้สรรเสริญ" แม้แต่คนเดียว
รักเสื้อเหลือง
[quote=รักเสื้อเหลือง]
โลกธรรม8 เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ใครต้องไปสนใจ หรือเอามาเกี่ยวข้องด้วย พระปัญญาคุณ วิสุทธิคุณ กรุณาคุณ ไปเกี่ยวอะไรด้วย ธรรมมะของพระพุทธเจ้ามีขึ้นมาเพื่อเยียวยาชาวโลกคือตัวเราเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครจะต้องไปคอยยกย่องพระพุทธเจ้า การจะสรรเสริญหรือนินทาพระพุทธเจ้าไม่มีผลอะไรกับธรรมมะหรือกับพระพุทธเจ้าเลย แต่มันมีผลกับตัวคนที่ไปด่าว่าพระพุทธเจ้ามากกว่า การไม่เชื่อ การไปด่า การนำคำของท่านไปสอนผิดๆ คือการกล่าวตู่ มันจะไปไหนได้นอกจากนรก จะให้ท่านต้องจับไปขังคุกทำไม คิดดูก็แล้วกัน การการด่า การเอาธรรมมะมาสอนผิดๆถูกๆ มันเป็นกุศลหรืออกุศล มันมีโทษหรือไม่มีโทษ ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่ สมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพียงใด การทำแบบนี้เป็นเรื่องดี ตรงกับหลักกาลามสูตรมากเลยนะเนี่ย อิ อิ
อีกประการ การไม่ให้เอาคนไปขังคุก ไม่จำเป็นต้องแปลว่า ทรงสนับสนุน เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธเจ้าเลย ไม่ว่าจะเอาเข้าหรือเอาออก มันเป็นเรื่องทางโลก ใครที่ทำกรรมกับพระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปลงโทษอะไร กรรมของเขานั่นแหละ จะลงโทษเขาเอง สำหรับเรื่องนี้นะ การเอาเรื่องพระพุทธเจ้าไม่เคยเอาใครไปขังคุก มาแปลว่า เป็นการให้เสรีภาพทางความคิดนี่ มันเกี่ยวกันเข้าไปได้ยังไง การถูกจับขังคุกมันเป็นเรื่องของบ้านเมือง ขนาดพระเจ้าพิมพิสาร ถูกจับติดคุก พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปยุ่ง จนพระเจ้าพิมพิสารต้องตายในคุก ต้องไปสนใจอะไรกับโลกธรรม8 จะบอกว่า (หรือนินทาว่า) พระพุทธเจ้าไม่มีพระกรุณาธิคุณ เพราะไม่ช่วยพระเจ้าพิมพิสารหรือ หรือจะ"ตีความ"กรณีนี้ว่า พระพุทธเจ้าสนับสนุนการรัฐประหารก็ดีเหมือนกันนะ อิ อิ อิ.[/quote]
ก็ในเมื่อทำผิดต่อพระพุทธเจ้า ท่านเองยังไม่แม้แต่จะเก็บมาใส่ใจเลย (เรื่องสอนถูกสอนผิดเป็นเรื่องที่สังคมตัดสินได้เอง เพราะมีคำสอนที่ถูกต้องเป็นหลักเทียบเคียงหรือเป็นมาตรฐานตัดสินอยู่) แล้วรัฐและชาวพุทธมีสิทธิอะไรจะออกกฎหมายจับคนที่ทำผิดต่อพระพุทธเจ้ามาขังคุก
ใช่กฎหมายเป็นเรื่องของรัฐ ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า แต่รัฐมีสิทธิอะไรที่จะอ้างเหตุแห่งการกระทำผิดต่อพระพุทธเจ้าเพื่อจับคนเข้าคุก ในเมื่อพระพุทธเจ้าเองมีเมตตาแม้ต่อเทวัตที่ลอบฆ่าท่าน หรืออภัยในความผิดทุกอย่างที่ใครก็ตามทำแก่ท่าน แล้วจะอ้างอิงท่านเพื่อออกกฎหมายเอาคนเข้าคุกได้อย่างไร
1. ผมคงไม่ต้องแสดงหลักฐาน
1. ผมคงไม่ต้องแสดงหลักฐาน เพราะผมไม่ได้หักล้างอะไรคุณในเรื่องนี้ ผมบอกไปตั้งนานแล้วว่าเห็นด้วยกับคุณ คุณต้องไปถามหาเอากับอะตอมมากกว่า
2. เช่นเดียวกับข้อ 1.
3. ผมแถมให้ ผมเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ผมคิดว่า รัฐ(ที่จริงข้าราชการ) ต้องการมีอำนาจ เพียงแต่เอาศาสนามาบังหน้า และแอบอ้างว่ากำลังปกป้องศาสนา ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่มีความสามารถหรือศักยภาพจะปกป้องใครได้ ลองกลับไปอ่านที่ผมเขียนมาให้ดีๆ ข้างบนนั่นน่ะ หายากหน่อย มันซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด น่ะ อิ อิ.
ดังนั้นที่คุณต่อว่าผมมานั่น หลงทางหมด คำด่านั้นไม่ใช่ของผมแล้วล่ะ ขอคืนให้ก็แล้วกันนะ อิ อิ.
"ถามว่าที่คุณอธิบายแบบนี้ไม่ใช่คุณคิดเอาเองหรือ? ไม่ใช่คุณใช้เสรีภาพทางความคิดอยู่หรือ? และคุณสรุปจากอะไรว่าคุณพูดถูกอยู่คนเดียว? (และถ้าคุณตีความผิด อธิบายผิดล่ะ จะถือว่าคุณทำลายพุทธศาสนาได้ไหม ต้องจับไปติดคุกไหม? ผมว่าพระพุทธเจ้าต้องตอบว่าไม่ควรจับไม่ติดคุกแน่ๆ) "
ผมจะไปคิดอะไร ผมแค่ก๊อปปี้เพรส คุณไม่รู้จักกาลามสูตรหรือ ผม แทบจะยกมาทั้งดุ้นอยู่แล้ว
คือท่านอาจารย์พุทธทาสท่านตีความ ท่านอาจารย์สมภาร และปราชญ์ชาวต่างชาติ ท่านก็ตีความ แต่ผมแค่อ่านๆเอา แล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรต้องตีความ ท่านไม่ให้เดาเอาก็คือไม่ให้จินตนาการเอาก็แล้วกัน ไม่ให้คาดคะเนเอา(อันนี้คิดแบบมีหลักการขึ้นมาหน่อย) ไม่ให้ตรึกเอา ไม่ให้คิดเอาจริงๆจังๆ ไม่ให้เชื่อตามความเห็นตน ไม่ให้ใช้ทรรศนะของตน แล้ว คุณจะเหลืออะไรให้ต้องคิดอีก คุณก็บอกมาก็แล้วกันว่า คุณจะคิดได้แบบไหนอีก คุณมีเสรีภาพแบบไหนอีก แล้วแม้คุณพบมาอีกหนึ่งวิธีหรือร้อยวิธี มันจะสูงสุดได้ยังไง ในเมื่อมันขาดไป สี่วิธี
วิธีตีความแบบนี้ ถ้ายังไม่มีใครตีความ งั้นผมขอจดลิขสิทธิ์เลยนะ ผมว่า กาลามสูตร เป็นสูตร ว่าด้วย วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัย ประกอบไปด้วย หลักเกี่ยวกับความไม่เชื่ออยู่สิบ และหลักความเชื่ออยู่อีกสี่ รวมเป็นสิบสี่
แต่เอ๊ะ.... เขาจะยอมให้ผมจดได้ไหมเนี่ย ก็มันเล่นลอกของพระพุทธเจ้ามาเด๊ะๆเลยแบบนี้น่ะ อิ อิ
มีอยู่ข้อหนึ่ง ที่น่าจะต้องสงสัยกันก็คือ ท่านผู้รู้นี่คือใคร เนื่องจากผมไม่มีความจำเป็นต้องตีความ ดังนั้น ท่านผู้รู้สำหรับผมคือพระพุทธเจ้า เพราะพุทธแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท่านอื่นๆผมไม่ได้มีญานไปหยั่งทราบได้ว่าท่านเป็นผู้รู้หรือเปล่า และท่านก็ไม่ได้ประกาศตัวเองว่าเป็นผู้รู้ อีกประการ ข้อนี้ ท่านไม่ได้หมายเอาว่าต้องไปให้ท่านผู้รู้รับรองให้ ท่านบอกแต่เพียงว่า
"เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า "
ให้เรารู้ด้วยตนเองว่า ท่านผู้รู้ สรรเสริญหรือไม่ ท่านหมายเอาตัวเราเองเป็นหลัก เราก็ถามตัวเราเองสิว่า เรื่องอย่างนี้ๆๆๆ น่ะ ท่านผู้รู้จะสรรเสริญหรือตำหนิ ถ้าเราตอบได้ก็จบ ไม่จำเป็นต้องเร่ไปเที่ยวถามท่านผู้รู้ที่ไหนเพราะเดี๋ยวจะมีปัญหาว่า ใครคือท่านผู้รู้ขึ้นมาอีก อีกอย่างพระพุทธเจ้า ก็บอกไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปพบท่าน ขอย้ำ ท่านไม่ได้บอกว่า ให้ไปไต่ถามท่านผู้รู้เอาว่า ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่หนอ ท่านบอกว่า ให้พึงรู้ด้วยตนเองว่า ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่ ขีดเส้นใต้ ตรงคำว่า "ด้วยตนเอง"ครับ สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ได้แล้ว อิ อิ ยกตัวอย่าง สอนผิดๆก็ได้ นี่น่ะ ท่านผู้รู้สรรเสริญหรือไม่
"แล้วรัฐและชาวพุทธมีสิทธิอะไรจะออกกฎหมายจับคนที่ทำผิดต่อพระพุทธเจ้ามาขังคุก"
อันนี้ ผมก็ไม่รู้ ผมไม่ได้สนับสนุนให้ออกกฏหมายนี้นะ ผมคัดค้านครับ แต่ถ้าถามเรื่อง สิทธิ ผมเดาว่าเขาคิดว่าเขามีสิทธิ เพราะเขาได้มา 15 ล้านเสียงไง อิ อิ อิ.
เพื่อไม่ให้สับสน
เพื่อไม่ให้สับสน ขออธิบายหน่อย
คือผมกับอะตอม เห็นต่างกันตรง ผมไม่เห็นด้วยกับการออก พรบ. ปกป้องศาสนาพุทธ ส่วนอะตอม ต้องการให้รัฐให้ความคุ้มครองในระดับใด ระดับหนึ่ง
ซึ่งผมดูๆ ตามที่อะตอมยกตัวอย่าง มันออกไปทาง ให้ความคุ้มครองบุคคลากรทางศาสนาพุทธ ซะมากกว่า คุ้มครองศาสนาพุทธ แต่ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าเข้าใจได้ก็แล้วกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะแค่ความเห็นต่างในเรื่องที่ไม่ได้ไปบิดเบือนคำสอนอะไร (เพียงแต่มีแนวโน้มว่าอาจจะให้มีอำนาจบางอย่างเข้าไปบิดเบือนได้ แต่ คงยาก การตรวจสอบ ต้องเข้มข้นและโดนโวยแน่นอน และเขาก็ยังไม่ได้ทำ ต่างจากบางคนที่ทำไปแล้ว) ผมมั่นใจว่าไม่จำเป็น ต้องมีกฏหมาย คนอื่นเห็นว่าจำเป็น ก็ว่ากันไป และมันก็เป็นเรื่องของรัฐ ถ้าอยากจะออกก็ออก ออกไม่ได้ก็ดี
ส่วนเรื่องที่เห็นตรงกันก็คือ ตามที่อะตอมกล่าวไว้
"ผมตั้งข้อสังเกตุไว้ ว่าสุรพศทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลือนบิดเบือนเสียหายหลายอย่างหลายอันจนผมต้องจับตาเป็นพิเศษ ว่าเจตนาเบื้องหลังคืออะไรกันแน่??"
อันนี้ผมเห็นด้วย และเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายต่อการทำความเข้าใจในศาสนาพุทธไม่น้อย
[quote=รักเสื้อเหลือง] แต่ให้
[quote=รักเสื้อเหลือง]
แต่ให้เชื่อได้ เมื่อ มีองค์ประกอบสี่ข้อนี้ คือ
(เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม
เหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้
บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่าน
ทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ )
หลักในการเชื่อ มีสี่ข้อ คือ ต้อง"รู้"ได้ด้วยตนเองว่า
1.ธรรมนั้นเป็นกุศล
2.ธรรมนั้นไม่มีโทษ
3.ธรรมนั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ
4.ธรรมนั้นใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
กลายเป็นว่า โดนบังคับไปทั้งสิ้นสิบสี่ข้อ คือ ไม่ให้เชื่อเพราะคนอื่นบอกและคิดเอาเอง สิบข้อ แต่ให้เชื่อเพราะตนเองรู้ได้ด้วยตัวเองอีกสี่ข้อ จบเลย กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ไปเลย โดนเข้าไปสิบสี่ข้อ จะไปเหลืออะไรให้คุณคิดเองได้อีก อิ อิ อิ
quote]
ข้อความในกาลามสูตรทั้ง 10 ข้อ และที่สรุป 4 ข้อ ที่คุณอ้างว่า "ยกมาทั้งดุ้น" นั้น แต่จริงๆใน "กาลามสูตร" ไม่มีข้อความว่า "บังคับ" เลยครับ(อย่าแถอีกล่ะ) ฉะนั้น ที่ว่า "โดนบังไปทั้งสิบสี่ข้อ" ก็เป็น "การตีความ" ของคุณเอง
ประเด็นก็คิอว่า ระหว่างพุทธทาส ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต สมภาร พรมทา (เพิ่มอีกก็ได้แม้แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าง สุชีพ ปุญญานุภาพ จำนงค์ ทองประเสริฐ วศิน อินทสระ ฯลฯ)และบรรดาปราชญ์ทางพุทธศาสนาทั้งชาวไทยและชาวต่างตีความว่า "กาลามสูตรคือหลักการที่ให้เสรีภาพอย่างสูงสุด" กับที่คุณตีความว่า "บังคับ" ใครกันแน่ที่ตีความถูก?
ก็อยู่ที่วิจารณญาณของ "วิญญูชน" แล้วครับ ผมเองคงไม่ตัดสิน
แต่...เอาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ผมก็สรุปแล้วว่าไม่ควร "เสียเวลา" ถกเถียงอะไรกับคุณอีกต่อไป
"บังคับ" เป็นคำพูดของผมเอง
"บังคับ" เป็นคำพูดของผมเอง อิ อิ
เป็นถ้อยคำที่ไม่ได้เน้นอะไร ผมแกล้งพูดเพื่อกระตุกคนเล่นๆ คุณจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้
เอาเป็นว่า "ทรงบอกให้" ก็ได้ " กำหนดให้" ก็ได้ "แนะนำให้" ก็ได้ "บัญญัติให้" ก็ได้ หรือคำอื่นใด ก็ได้ สุดแท้แต่ใจคุณเถอะ ผมจะถือเอาว่าคำนั้น เป็นคำของผมเอง
ผมให้เสรีภาพพอหรือยัง
แต่ยังไงซะนะ มันก็มีอยู่สิบสี่ข้ออยู่นั่นแหละ ที่คุณต้อง ทำความเข้าใจ และทำตามนั้น หากคุณ จะยึดหลักกาลามสูตร สาระมันอยู่ตรงไหน คุณมีเสรีภาพเพิ่มขึ้นตรงไหน อย่างไร และ คุณมีวิธีคิดแบบไหนอีกที่นอกจากสี่แบบที่ทรง ห้ามไว้ คุณยังไม่ได้ตอบเลย
ผมงง ใครๆก็งง ที่คุณบอกว่า มันเป็นเสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด สูงสุดจนทำให้คิดได้ว่าสอนผิดๆก็ยังได้ มันเป็นแบบนั้นได้ยังไงก็ว่ามา เราต่างก็เห็นๆกันอยู่ว่า คิดแบบนั้นก็ใช้ไม่ได้ คิดแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ แล้วมันต้องคิดแบบไหน ในที่นี้ดูเหมือนจะมีแต่คุณที่รู้ว่า มันให้เสรีภาพในการคิด คุณใช้วิธีคิดแบบไหน 1.เดาเอา 2.คาดคะเนเอา 3.คิดเอาเอง หรือ4.เห็นว่า (สามารถ ด่า พระศาสดาได้)ก็บอกมา ดูๆแล้ว คุณเองต่างหากที่แถ ไม่ตอบแต่กลับไปยกอะไรที่ไม่ใช่สาระมาเพื่อเลี่ยงคำถาม แล้ว คุณจำไม่ได้หรือ "อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรเชื่อได้" คุณจะเอาบิ๊กเนมมาข่มขู่คนอื่นทำไม คุยกันเรื่องกาลามสูตรยู่แท้ๆ คำพูดแบบนี้ มันไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ คำพูดผม ถามคุณและให้คุณตอบเอง ดูเหมือนผมจะให้เสรีภาพในการคิดแก่คุณอยู่นะ แต่คุณก็ไม่ใช้เสรีภาพนี้ กลับไปเอาความคิดคนอื่นมาตอบ ผมต้องเชื่อเพียงเพราะคำเหล่านั้นเป็นของครูบาอาจารย์หรือ สรุป คุณจะเอาแบบนี้ ใช่ไหม "วิญญูชน" ทั้งหลาย อิ อิ อิ.
เหนื่อยกันไหมทุกท่าน
เหนื่อยกันไหมทุกท่าน ถ้าเหนื่อยนักก็วางบ้างนะ เป็นห่วง
ไม่เหนื่อยครับ
ไม่เหนื่อยครับ ไม่ได้แบกอะไรนักหนานี่นา แค่สงสัย และถกเถียงกันนิดหน่อย
คุณไม่สงสัยหรือ
เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด คืออะไร ใครบัญญัติ มีลักษณะแบบไหน
ไม่เชื่อพระศาสดา ด่าพระศาสดา เอาคำสอนศาสดาไปสอนผิดๆก็ได้ มันเป็นบุญเป็นกุศลยังไง มีประโยชน์อย่างไร ผู้รู้สรรเสริญอย่างไร ทำให้มีความสุขได้อย่างไร
ความคิด มีได้กี่รูปแบบกันแน่ ความคิดแบบไหนที่เรียกว่าเสรีภาพสูงสุด
กาลามสูตร เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีหลักยึด หรือทำให้เราล่องลอยเคว้งคว้างกันแน่
ข้อที่ว่า ผู้รู้สรรเสริญนั้น หมายความว่าอย่างไร ใครคือผู้รู้ ฯลฯ...
คำถามของผม เป็นคำถามที่สมควรแก่เหตุให้ต้องถาม และสมควรแก่การตอบ ผู้รู้ไม่ติเตียน คนตอบจำเป็นต้องตอบ จะมาเลี่ยงไปๆมาๆแถๆไถๆ อ้างนู่นอ้างนี่ ไม่สมเหตุผล ไม่ใช่ วิสัยของ วิญญูชน แต่เป็นวิสัยของคนพาล คนขลาด คนปัญญาทราม คนที่ถูกถามแล้วตอบไม่ได้ แต่ไม่ยอมรับ มักจะเลี่ยงโดยประการต่างๆ ซึ่ง แน่นอน ผมมั่นใจว่า ไม่น่าจะใช่คนแถวๆนี้ นี่ผมไม่ได้บริภาษใครนะครับ เพียงแต่ระลึกขึ้นได้เลยรำพึงออกมาเฉยๆ เป็นเครื่องช่วยเตือนสติ ไม่อยากให้มีใครต้องเสียคน โดยไม่จำเป็น แค่นั้นเอง อิ อิ อิ.
สงสัย สุรพศ
สงสัย สุรพศ ยังคงพยายามไปหาคำตอบให้ตัวเองอยู่มั๊งว่า เสรีภาพทางความคิดสูงสุดคืออะไรกันแน่
อย่าเอาแค่เพียงจำขี้ฟันคนอื่นมา แล้วจะต้องเชื่อดายไป หากมีคนที่สงสัย หรือไม่เชื่อมาถามเข้า แล้วเกิดตอบไม่ถูก อธิบายไม่ได้ จะมีสภาพเช่นไร แสดงว่าที่พูดๆมานั้น เป็นแค่คำกลวงๆ เท่ห์ๆ หาความหมายแท้จริงไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของศาสนาพุทธ
"ประเด็นก็คิอว่า ระหว่างพุทธทาส ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต สมภาร พรมทา (เพิ่มอีกก็ได้แม้แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าง สุชีพ ปุญญานุภาพ จำนงค์ ทองประเสริฐ วศิน อินทสระ ฯลฯ)และบรรดาปราชญ์ทางพุทธศาสนาทั้งชาวไทยและชาวต่างตีความว่า "กาลามสูตรคือหลักการที่ให้เสรีภาพอย่างสูงสุด" กับที่คุณตีความว่า "บังคับ" ใครกันแน่ที่ตีความถูก?
ก็อยู่ที่วิจารณญาณของ "วิญญูชน" แล้วครับ ผมเองคงไม่ตัดสิน
แต่...เอาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ผมก็สรุปแล้วว่าไม่ควร "เสียเวลา" ถกเถียงอะไรกับคุณอีกต่อไป"
รู้สึกว่าจะมั่วไปหน่อย
ตกลงประเด็นก็แค่คำว่า"บังคับ" คำเดียวแค่นั้น
แค่คำว่า "บังคับ" หากกาลามสูตร นั้นให้เสรีภาพทางความคิดจริง คำพูดแค่คำเดียวของผม มันจะไปทำอะไรได้ มันจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และในทางกลับกัน เราสามารถปักใจเชื่อว่ากาลามสูตรให้เสรีภาพทางความคิดสูงสุด เพียงเพราะบรรดาครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นคนบอก แค่นั้นหรือ ไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร ว่าที่ว่าเสรีภาพสูงสุดนั้นเป็นอย่างไร
เราควรสนใจสาระ ของกาลามสูตรมากกว่า ตกลงที่สุรพศอ้างว่า สามารถ ไม่เชื่อศาสดาได้ ด่าศาสดาได้ สอนผิดๆก็ได้ เพราะกาลามสูตร ให้เสรีภาพเหล่านี้ไว้นั้น มันจริงหรือไม่ หากมันจริง เราก็จะได้ถือปฏิบัติกันต่อไป หากไม่จริง ก็แสดงว่าสุรพศเป็นมิจฉาทิฐิ ต้องทิ้งทิฐินั้นไปซะ กลายเป็นบุญเป็นกุศล งานนี้ ไม่มีใครเสีย มีแต่ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็อาจช่วยให้เรามองเห็นแง่มุมใหม่ๆในกาลามสูตรเพิ่มขึ้น ซึ่งพระสูตรนี้เป็นพระสูตรสำคัญ เราสามารถเอาไปใช้ได้แทบจะทุกโอกาส คิดอะไรไม่ออกก็หันมาหาพระสูตรนี้ไว้ก่อน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเรา จริงไม๊ อิ อิ อิ
อ่านทั้งรักเสื้อเหลืองและสุรพ
อ่านทั้งรักเสื้อเหลืองและสุรพศ เริ่ม จะมองถึงการออกทะเล ทั้งคู่? ที่ตีความบทบาทหน้าที่ (ที่ผมพยายามชี้ให่แยกแยะ)ไม่เป็น?ไปเข้าใจ ? พุทธ โดยหลักการ หรือเป้าหมายแบบพุทธองค์ มีบทบาทหน้าที่ เป้าหมาย,วิธีการหรือมีสเกลมีไม้บรรทัดส่วนตัวอย่างไรในเครื่องมือแบบพระ,สมณะหรือแบบพุทธ? ส่วนตัวอย่างไร ที่ต่างจากไปกับทหาร ,บอดี้การ์ด ,ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ(หมายถึงหน่วยงานที่กำลังพูดถึง)
ไม่เกี่ยวกับที่สรุพศพูดถึง(ข้อความแรกที่ตอบคุณ"รักเสื้อเหลือง") นั้นสะท้อนตัวตนที่มาจากการแยกแยะบทบาทหน้าที่ไม่เป็น,สับสน กับบทบาทหน้าที่วิธีการ แบบพระพุทธองค์? ที่ไม่มีหน้าที่ แบบทหารหรือตำรวจตลอดจน หน้าที่ทางสังคมอื่นๆที่จะไปสนับสนุนหรือ???ต่อการเอาผิดใครตามหน้าที่ทางฆารวาส ที่คนละบทบาทหน้ที่ของ"สมณะ" ที่พุทธใช้"ศิล" ไม่ใช่"กฎหมาย"ในมาตรการ?มันจึงเอาไปเทียบเคียงวหรือหาหลักฐานตามคำถามสุรพศไม่ได้???
แต่ทั้งหน้าทั้งบทบาท,หน้าที่"ศิล"และ"กฎหมาย"ในอีกบทบาทหน้าที่ต่างมีบทบาทหน้าที่ในทางเกื้อกูลหรือต่างตอบแทนไปตามบทบาทหน้าที่ ที่บางที สิ่งหนึ่งยังต้องอาศัยอีกสิ่งหนึ่ง? บนข้อจำกัดของเครืองมืออีกสิ่งหนึ่ง? ทำไม่ได้(พระพุทธองค์สั่งประหารหรือจำคุกหรือสนับสนุนอะไรอย่างไร)ในแนวทางนั้นไม่ได้ เพราะมาตรการทางพุทธคือ"ศิล" มากสุด"คว่ำบาตร"ไม่มีหน้าที่เชิงไต๋สวนเอาผิดในแบบนิติหรือศาล,บังคับคดีแบบตำรวจ
ซึ่งคนละแนวทางกับทางโลก(ที่สุรพสถามหาหลักฐานว่าพระพุทธองค์สนับสนุนให้ใครติดคุกหรือไม่ติดคุก) นั้นเท่ากับ สรุพศ เข้าใจในอีกบทบาทของพระศาสนาผิดไป? ในที่นี้หมายถึง"พุทธ" นั้นคือให้พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่ตำรวจฝ่ายปกครอง แต่ใช้มาตการทางพุทธ แทนเช่น ศิล หรือธรรมะ
ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้(ตามการให้หาหลักฐานแบบนั้นของสุรพศเพราะคนที่คิดแบบนี้ได้แสดงว่าเขาไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่,วิการของศาสนาพุทธจึงจับแพะชนแกะแบบนั้น) และหรือ ถ้าเป็นไปได้(ตามการท้าให้หาพยานหลักฐานแบบนั้น) ก็ไม่ใช่แนวทางศาสนาพุทธ หรือพุทธองค์ มันจึงเป็นการบรรจงเต็มบรรทัดจับแพะชนแกะในตรรกะแบบนั้น(ถามหาหลักฐานพระพุทะองค์สนับสนุนการเอาผิดให้ติดคุก)
เพราะมันไม่ใช่แนวทางแบบพุทธ เพราะแนวทางพุทธแค่"ศิล",.สูงสุดแค่"คว่ำบาตร" ไม่ใช่หน้าที่ทางนิติฯหรือรัฐศาสตร์ที่สุรพศจับแพะชนแกะมั่วๆเนื้อหาบทบาทหน้าที่ที่ต่างออกไป เครืองมือก็ต่างกันออกไป จะเอามาเหมารวมเป็นเรื่องเดียวกันแบบนี้ไม่ได้ แต่เกื้อกูลต่างตอบแทนกันได้ ถ้าคุณรักเสื้อเหลิองและสุรพสไม่เก็ต ให้ดูงานวัด ทำไมต้องมี ตำรวจสห.ในงานมากมาย ถ้าตรรกะที่ว่า ศาสนาหรือหน้างานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา มาตรการแค่"ศิล","ธรรมะ"เอาอยู่(คำถามนี้ตีแสกหน้าทั้งสุรพสและรักเสื้อเหลืองครับ ถ้าคิดตามเป็น)
ดังนั้นถ้าทั้ง"สุรพศ" และคุณ"รักเสื้อเหลือง" ยังแยกแยะเรื่องแบบนี้ไม่ออก? เหมือนบอดคลำช้าง เสียเวลาเสวนาด้วย? ทั้งคู่ออกทะเลทั้งคู่? และจับแพะชนแกะทั้งคู่? พูดหาเหตุผลกันให้ตายก็เหมือนกับหนวกกับบอดคุยกัน แบบไปไหนมา ตอบสามวาสองศอกมันพูดคนละเรื่องเดียวกัน แบบนี้ เสียเวลาในบทสนทนานี้มาก
ผมขอคนที่พูดจารู้เรื่องกว่านี้ได้ไหม ?เพราะประเด็นนี้สำคัญมาก สำคัญกว่านี้มากที่ต้องหาทางออกร่วม???
คุณอะตอม ใจเย็นๆ
คุณอะตอม
ใจเย็นๆ การไม่เห็นด้วยไม่ได้แปลว่า ไม่เข้าใจที่คุณพูด เสมอไป
ผมเข้าใจประเด็นของคุณดี ผมเห็นตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ยังนึกขำอยู่เลย ทำไมคุณไม่ยกข้อความของสุรพศขึ้นมาถามสุรพศดูเล่า
สุรพศบอกว่า
"คำถามคือ ถ้าจะจับคนเข้าคุกเพราะทำผิดด้วยวาจา ข้อความ ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณจะอ้างอิงหลักการ "พระธรรมวินัย" จากพระไตรปิฎกเล่มไหนมารองรับ?"
งั้นเราเปลี่ยนเสียหน่อย
"คำถามคือ ถ้าจะจับคนเข้าคุกเพราะปล้น ฆ่า ข่มขืน พระสงฆ์ คุณจะอ้างอิงหลักการ "พระธรรมวินัย" จากพระไตรปิฎกเล่มไหนมารองรับ?"
หากใช้หลักในศาสนาพุทธ งั้นฆ่าพระสงฆ์ก็คงไม่ต้องติดคุก จริงไหม อิ อิ อิ.
ถ้าสุรพศตอบเรื่องกาลามสูตรแปล
ถ้าสุรพศตอบเรื่องกาลามสูตรแปลว่าให้ เสรีภาพทางความคิดสูงสุด(สอนผิดได้) ไม่ได้ ข้ออ้าง ของสุรพศก็จะไม่เป็นความจริง คำพูดของสุรพศก็จะว่างเปล่าไร้สาระ ดังนั้น เหตุผลในการคัดค้าน พรบ. ของสุรพศก็จะไม่มีอะไรรองรับ ที่ผมว่ามานี่ จริงไหม? อิ อิ อิ.
หนังสือ ถ้ามองใกล้นักก็จะเบลอ
หนังสือ ถ้ามองใกล้นักก็จะเบลอ ถ้ามองไกลไปก็จะมองไม่เห็น ค่อย ๆ เลื่อนระดับเข้า แล้วจะรู้ว่าระยะไหนที่ชัดที่สุด
กาลามสูตรเป็นธรรมะในระดับสูง
กาลามสูตรเป็นธรรมะในระดับสูง ถ้าตีความผิด จะเห็นผิด ถ้าเห็นผิด จะทำผิด ถ้าทำผิด จะหลุดยากนะ
ครับ ไหนๆ
ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องไปยังท่านอื่นๆ(ที่เข้ามาอ่านที่อาจจะสบสนกับคำถามสุรพศ เรืองพระพุทธเจ้า ไม่เคยสนับสนุนการเอาผิดแบบให้ใครไปติดคุก) นั้คือคถามสรุพศไปยังคุณรักเสื้อเหลือง ต่อประเด็นนี้
เพื่อให้ชัดเจนอีกที ถ้าคำถามแบบนี้หลักฐานเจอ(แบบจริงจัง) ผมจึชี้ทันทีไม่ลังเลว่านั้นคือพุทธวจนะปลอม เหตุผมแห่งการทีทันขัดแย้งกับแนวทางวิธัการแบบพุทธ เครื่องมือแบบพุทธ หรือธรรมวินัย เพาะเนื้อหาในธรรมวินัย เนื้หาพูดไว้หรือบทลงโทษ จิงคือผิด"ศิล" ต้องอาบัติ หรือสูงสุดคือปาราชิก???
นั้นคือเงื่อนไขวิธีการในบทลงโทษแบบ สมณะ หรือในที่นีที่สุรพศถามหาหรือถามถึง(ใช้ธรรมวินัยก็พอในหลักการปกครองสงฆ์หรือ คุ้มครองพระศาสนา) จริงๆตรงนั้นชัดเจนแล้วและก้ใช้แล้วตอน้ตรงตามนั้นแล้ว แต่ สุรพศยังจับแพะชนแกะ ระหว่งมาตรการทาง"ฆารวาส" กับ"สมณะ"(ในที่นี้เอาแคบๆแค่พุทธ) มันเมีเงื่อนไขวิกรต่างกันอย่างไร
เช่น จากอาบัติ,ปาราชิก(มาตรการทางสงฆ์ขั้นสูงสุด) มีหลายกรณีที่สูงสุดที่รับงานต่อจากมาตรการทางศาสนา นั้น มาส่งต่อให้มาตรการทางสังคมเครื่องมือในสเกลที่หยาบกว่านั้นือ"นิติฯ" จนได้บทลงโทษต่อจาก"ปาราชิก" คือคุก ในอีกสถานะภาพหนึ่ง ที่มีรอยตอจากมาตการทางพุทธศาสนา
นั้นคือคำอธิบายที่ชัดเจนว่า นแยกแยะบทบาทหน้าที่ไปตามเครื่องมือการบริหารจัดการความต่างที่ต่างออกไป เช่นนิติฯ.สังคม,ศาสนศาสตร์,รัฐศาสตร์ จึงมีเงื่อนไขมาตรการ เครืองมือในการบริหารจัดการท่ต่างกันออกไป ในบริบททีสามารถเชิ่อมโยง เชื่อมต่อกันได้ไปตามเนื้อหาฐานความผิดและบทบาทหน้าที่
เช่นเฟส ต่อไปต่อจากปาราชิก ทางศาสนา ก็ส่งต่อฐานความผิดทางอาญา ต่อมายังนิติฯ หรือเครื่องมือบริหารจัดการความต่างที่หยาบกว่าศาสนาในการส่งต่อไปตามเคืองมือกลไกที่มีที่เป็นที่ยอมรับทางสังคม เกินกว่าบทบาทในหน้างานพระศาสนา หรือพุธศาสนา ในเนื้อหาความผิดแบบ"ฆาราวาส"(ถูกจับสึกเพราะปาราชิกต้องอาบัติ)ที่เป็นมาตรการทางสังคม ขั้ต้น ทางศาสนาต้นสังกัดที่คุณถามหาว่าขอบเขตมีอะไร? อย่างไร?มันตอบชัดไว้ในนี้แล้ว แยกแยะแยกย่อยไปตามบทบาทหน้าท่องแต่ละเครื่อง
นั้นคือบทสรุปให้เห็นรูปธรรมว่า บทบาทของแต่ล่ะหน้าที่มีปริมณฑล เฉพาะตัวอย่างไร ตอ่โย่งเชื่อมต่อ ผ่านเครื่องมือแยกย่อยขอแต่ละชั้นงานส่งต่อแบบใดไปตารมหน้างานของใครแบบใดอย่างไรแค่ไหน? นั้คือสาเหตุว่า แนวทางพุทธ ไม่มีหน้าที่ในการชี้ถุกชี้ผิดจนกำหนดบทลงโทษเกินกว่า"ศิล"(ธรรมวินัย) ที่ยังห่างไกลมาก เนื้อหาทางกฎหมายที่คุณสรุพศเอาไปจับแพะชนแกะมาโยงกันอย่างมั่วๆเป้ร่อเดียวกัน อย่างขาดความเข้าใจ หรือลึกซึ้งพอ มันจึงสร้างคำวิจารณืแบบเสียหายต่อพุทธศาสนาของผมแบบนั้น???
ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมายในรัฐ
ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมายในรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้นการจะกำหนดให้การกระทำใดมีความผิดต้องรับโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าการกระทำนั้นละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่? การกระทำนั้นเป็นภัยต่อรัฐหรือไม่เท่านั้น ไม่ควรกำหนดให้การกระทำใดที่ไม่ละเมิดหลักการ 2 ประการดังกล่าวเป็นความผิด แม้จะกระทำเพื่อปกป้องศาสนาก็ตาม ดังนั้น การกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดจึงไม่ควรนำหลักการของศาสนานั้นมาอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนานั้นหรือไม่ เช่น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก ควรจะบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับว่ามันเป็นไปตามหลักกาลามสูตรหรือไม่ เพราะถ้าเรานำหลักศาสนานั้นมากำหนดว่าการกระทำใดมีความผิด หากเป็นกรณีของศาสนาอื่น (เช่น อิสลาม) การกระทำดังกล่าวอาจมีโทษหนักกว่าศาสนาพุทธมากซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาค ดังนั้น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก จึงไม่ควรเป็นอาชญากรรมเพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ได้เป็นภัยแก่รัฐ
คุณอะตอม อย่างที่รู้ ผม
คุณอะตอม
อย่างที่รู้ ผม ไม่สนใจ พรบ.นี้อยู่แล้ว เข้าทำนอง ทองแท้ไม่กลัวไฟรน ตามที่คุณเข้าใจอยู่แล้ว ประเด็นของผม ตรงนี้ จบนะครับ.
แต่จะขยายความ ตรง การสอนผิด หรือการบิดเบือนคำสอน ก็แล้วกัน
สำหรับผม การเอาธรรมะไปสอนผิดๆนั้น ผมไม่เห็นด้วย และ ถือว่าเป็นความผิด แต่ก็เป็นความผิดแค่ การละเมิดลิขสิทธิ์แค่นั้น คุณเอาธรรมมะปลอมไปให้เขา ก็ คือคุณเอาของปลอมไปหลอกขายเขา ใครซื้อไปก็ซวยไป กฏหมายนี้ออกมา เพื่อจะจัดการพวกของปลอม แต่ก็อย่างที่รู้ๆ บ้านเราเมืองเรา มันก็ไม่ได้กวาดล้างของปลอมจริงๆจังๆหรอก แต่มันเอากฏหมายนี้ ไปรีดไถพวกขายของปลอมมากกว่า ของปลอมยังไงก็กวาดล้างไม่หมดเพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง มีกฏหมายออกมา ก็แค่เพิ่มตัวหารแค่นั้นแหละ คุณไปดูพวกแผ่นผี ซีดีเถื่อน ซอฟแวร์เถื่อน เสื้อไอ้เข้ปลอม กระเป๋า นาฬิกา ฯลฯ ดูเอาก็แล้วกัน เห็นวางกันเกลื่อน ของปลอมมีขายกลาดเกลื่อนฉันใด วัดเถื่อน ขายธรรรมะปลอมก็ฉันนั้น วัดแต่ละแห่งขายธรรมะกันจนพุงป่อง อีกอย่าง การตรวจของปลอมของแท้ มันยังง่าย แต่การจะให้อำนาจหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไปตรวจธรรมะปลอม ธรรมะแท้ นี่มันค่อนข้างสลับซับซ้อน มันจะไปไว้ใจเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือ เดี๋ยวจะกลายเป็นวิกฤติแบบใดแบบหนึ่งขึ้นมาได้ ทางที่ดี ปล่อยให้เป็นวิจารนญาน สติปัญญา สายตา และวาสนา ของพุทธศาสนิกชนแต่ละคน เอาเองก็แล้วกัน คู่มือดูพระของท่านพุทธทาสก็มีอยู่ ไปเอามาจับแป๊บเดียวก็รู้แล้ว พระจริงพระปลอม ธรรมะจริงธรรมะปลอม เดี๋ยวก็แพรมออกมาเอง สำคัญอยู่แต่ว่า สันดานมนุษย์นี่มันเลี้ยวลด ของจริงมันไม่ชอบ มันชอบของปลอมมากกว่า มันง่ายและสะดวกดี แถมถูกด้วย ธรรรมะจริงๆทำไมมันจะไม่รู้ แค่มรรคมีองค์8 ใครปฏิบัติตามเมื่อไร มรรคผล มันก็ต้องได้เมื่อนั้นเพียงแต่ได้ขั้นไหนเท่านั้นเอง ไม่ใช่จะต้องถึงขั้นบรรลุธรรมกันหมด เพียงแต่มันไม่เอากันเอง สู้ไปกราบพระเก้าวัด ไหว้พระธาตุ ราดน้ำมนต์ ดีกว่า พอทำเสร็จกลับถึงบ้านก็มานั่งหลอกลวงตัวเอง สบายใจแล้ว ทำบุญแล้ว ได้บุญแล้ว หมดเคราะห์หมดโศกแล้ว ต่อไปจะต้องโชคดี แล้วก็ออกไปห้ำหั่นกับชีวิตกันต่อ โกหกหลอกลวง เอาชีวิตรอดกันต่อไป ก็แค่นี้ ชาวพุทธไทย ไม่รู้จะโทษวัดหรือโยมดี หรือ พอๆกันนั่นแหละ
แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ยังมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะธรรมมะของพระพุทธเจ้านั้นละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง เข้าถึงได้ยาก ขนาดพระศาสดายังถอดใจไม่คิดจะสอน จนพรหมต้องมาอาราธนา ก็รู้ๆกันอยู่ จะไปหวังให้มีคนรู้ธรรมะนี้กันให้เกลื่อนกร่นนั้น ดูจะฝันเฟื่องไปหน่อย ฟังแล้วอย่าสับสนนะครับ ธรรมะนี้เข้าถึงได้ยาก แต่หนทางไปนั้นง่าย นะครับ แค่มรรค8 ก็ไปได้แล้ว ไปง่าย แต่ถึงค่อนข้างยาก คนเข้าถึงได้มีน้อยเปรียบเหมือนบัวสามสี่เหล่า ดังที่รู้ๆกัน เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ประเด็นของผมก็ไม่มีอะไร การสอนผิด การบิดเบือนคำสอน ผมถือว่า คืออาชญากรรม(เทียบเท่าละเมิดลิขสิทธิ์) เอาไว้ไม่ได้ ต้องจัดการ แต่ผมก็ไม่ใว้ใจบ้านเมืองให้จัดการเรื่องนี้ เพราะบ้านเมืองก็ไม่ใช่ย่อย เดี๋ยวจะผสมโรงหลอกลวงหนักยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธเอง ต้องรู้เอง ต้องศึกษาเอง อย่าโง่ อย่าปล่อยให้พวกคนทรามเหล่านี้ หลอกลวง แหกตา หรือชักจูงเอา ใครไม่สนใจ ใครมักง่าย ก็ตามใจ อยากเป็นบัวใต้น้ำ เป็นอาหารเต่า ปู ปลา ก็คงไม่มีใครช่วยได้ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน. อิ อิ อิ.
libra
[quote=libra]ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมายในรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้นการจะกำหนดให้การกระทำใดมีความผิดต้องรับโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าการกระทำนั้นละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่? การกระทำนั้นเป็นภัยต่อรัฐหรือไม่เท่านั้น ไม่ควรกำหนดให้การกระทำใดที่ไม่ละเมิดหลักการ 2 ประการดังกล่าวเป็นความผิด แม้จะกระทำเพื่อปกป้องศาสนาก็ตาม ดังนั้น การกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดจึงไม่ควรนำหลักการของศาสนานั้นมาอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนานั้นหรือไม่ เช่น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก ควรจะบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับว่ามันเป็นไปตามหลักกาลามสูตรหรือไม่ เพราะถ้าเรานำหลักศาสนานั้นมากำหนดว่าการกระทำใดมีความผิด หากเป็นกรณีของศาสนาอื่น (เช่น อิสลาม) การกระทำดังกล่าวอาจมีโทษหนักกว่าศาสนาพุทธมากซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาค ดังนั้น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก จึงไม่ควรเป็นอาชญากรรมเพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ได้เป็นภัยแก่รัฐ[/quote]
ครับ ประเด็นของคุณ"libra " นำเสนอน่าสนใจ แต่คุณต้องทำความเข้าใจเนื้อหา หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป หมู่คณะ หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด ที่มีที่มาที่ไป มีจิตวิญญานเชิงอัตลักษณ์ความเชื่อ หรือศิลธรรมอันดี จนถึงความสงบเรียบร้อยทางสังคม ซึ่งเนื้อหาแบบนี้มันนิยามแบบมักง่ายตาม คุณลัีกษณะการนิยามเสรีภาพ หรือปชต. ในแบบมักง่ายต่อเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่ได้
เพราะมันเกี่ยวโยงด้านความมั่นคงของรัฐนั้น ที่ยึดโยงศรัทธาความเชื่อในเชิงศิลธรรมอันดีความสงบเรียบร้อยทางอัตลักษณ์นั้นๆ ที่กฎหมายเชิงหมิ่นประมาท ที่มีเนื้อหาเชิงสากล เช่น กรณีมสุลิม แต่เรื่องที่ทหารอเมริกา หรือมีการ์ตูนล้อศาสนดาและพระคำภีร์ ถ้ามองในมิติ ที่อินโนเช้นท์(ปชต.จ๋า? หรือไม่จ๋า? แต่ขาดกาละเทศะเช่นการละเมิดเชิงหมิ่นประมาท อัตลักษณ์ที่มีที่มาที่ไป มีเงื่อนไขเชิงศรัทธาความเชื่อ และสร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีของสังคมนั้นอัตลักษณ์นั้น)ในการจัดระเบียบทางสังคมในสเกลละเอียดที่สุดนั้นคือลงลึกไปถึงระดับจิต วิญญานความเชื่อ จนได้สำนึกทางสังคมที่ดี ที่มันละเอียดอ่นเกินกว่ากลไกเครื่องมือแบบอื่นๆ จะวัดผลเชิงประจักษ์อย่างมักง่าย แบบนั้น???
แต่การละเะมิดสิ่งที่มีที่มาที่ไปแบบนั้น ถ้ามักง่ายมองมิติสิทธิ,เสรีภาพ ในปชต.ขาเดียวหรือสองขาไม่ครบสามขา(สามก้อนเส้า)คุณละเลยการนิยามสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลยขาของการเบียดเบียนหมิ่นประมาท กรณีแบบนี้(ที่ละเอียดอ่อนมาก) ที่ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขต่อสังคมรวม แต่เป็นเนื้อหาสากลที่ยอมรับ ทั่วไป ทั้งทางศาสนา(เช่นกรณีมุสลิมและเรื่องนี้) และหลักการแห่งเสรีภาพตามหลักปชต.ทั่วไป ที่ต้องประกอบ ไปด้วยเงื่อนไข หน้าที่ และความรับผิดชอบในเนื้อหาเชิงการเบียดเบียนบุคคล,คณะบุคคล,องค์กร(ในที่นี้หมายถึงพระศาสนาพุทธผม)หรือการหมิ่นอิสลามไปยังมุสลิมทัุ่วโลก ของบางงเื่อนไขความคิดต่างที่อ้างปชต. เช่นเผาพระคำภีร์อัลกุรอาน หรือพระปางแม้คโนัล
นั้นสะท้อนเสรีภาพแบบมักง่าย ไม่คำนึงถึงเงื่อนไขความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนเชิงอัตลักษณ์ที่สร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีทางสังคมในอีกเงื่อนไขศรัทธาความเชื่อหนึ่งที่ต่างไปจากคุณ จนเข้าข่าวหมิ่นประมาททางสากล นั้นคือที่มาของเจตนารมณ์เรื่องนี้มันไม่ได้คิดมักง่ายเด็กๆไร้สาระแบบพวกคุณ???
นั้นคือเสรีภาพต้องมีการกำกับมีปริมณฑลที่ชัดเจนว่ามันมีขอบเขตแบบไหน?อย่างไร? กระทบอะไรอย่างไร? แบบไหน? เช่นความมั่นคง เชิงศิลธรรมอันดี ที่มันคือ เนื้อหาทางจารีตประเพณี ที่ละเอียดอ่อนมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วดับไปจนถึงทำลายง่ายๆ แบบที่คุณเข้าใจในการใช้เสรีภาพตามนิยามนั้น ด้วยเงื่อนไขการหมิ่นประมาทไม่กี่คำ (ที่เกิดจากเนื้อหาที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ต่อสิ่งนั้น แต่เป็นการใช้เสรีภาพอย่างคึกคะนอง ขาดความรับผิดชอบจนไปสร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่นในเงื่อนไขหมิ่นประมาทศาสนนาและหมิ่นประมาทเชิงสากล หรือหลักนิติธรรมสากลด้วย?
แต่มันใช้อยากมักง่ายขาดสติ หรือมีการทบทวน ศึกษาอย่างลึกซึ้งก่อนจะ ใช้เสรีภาพในการทำลายสิ่งนั้น อย่างง่ายๆมักง่าย ที่เขาสร้างมาร่วมพันปี แต่มันทำลายได้แค่วินาทีเดียวบนความปากเสีย หรือคึกคะนองทางความคิด แบบปชต.สมาธิสั้น อย่างเรื่องนี้กรณีนี้ แบบนี้?
จนไปทำลายเนื้อหาตรงนั้น อย่างมักง่ายภายในวินาทีนั้น ด้วยการอ้างสิทธิเสรีภาพทางปชต.อย่างมักง่าย(ที่คนใช้ยังนิยามปชตแค่กระพรี้เดียว ไม่ครบอวัยวะ) แต่หยิบมันมาอย่างมักง่ายขาดความรับผิดชอบแค่มิติสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลย ความรับผิดชอบในเนื้อหาทางกกหมายเชิงการหมิ่ฯฯ แบบนั้นโดยละเลยเงื่อนไขในที่มาที่ไป ที่ผมพยายามนำเสนอ จากเงื่อนไขความละเอียดอ่อนตรงนั้น
ประเด็นที่จะต้องสรุปคือ นอกจากเนื้อหาทางศิล,ธรรมวินัย(ที่รองรับเงื่อนไขความต่างที่ำัพัฒนาการซับซ้อนเกินไปที่มาตรการทางศาสนาจะรับไหวอย่างที่ผมยกเหตุผลมา) นั้นคือที่มาเรื่องแบบนี้ เจตนารมณ์ตรงนี้ในเงื่อนไขที่มาที่ไปแบบนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการณ์นี้ แต่วิธีการในรายละเอียดที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตุ ทั้งสุรพศ และรักเสื้อเหลือง แม้จะมีเนื้อหาเหตุผลมุมมองที่น่าสนใจและต้องเอามาพิจารณาร่วมถึงความเหมาะสม?
แต่ ขาดความเข้าใจในเนื้อหาเจตนารมณ์ตรงนี้ อันนี้ อย่างเข้าใจและลึกซึ้งพอ จน สร้างเื่งื่อนไขลอยแพพระพุทธศาสนาผม เพราะตีความเข้าใจเจตนารมณ์นี้ผิดไป แม้หลายอย่างต้องช่วยกันออกแบบดูแลแม้ศาสนาผมไม่ได้อ่อนแอ แต่เงื่อนไขคือสังคมการตีความ ความเข้าใจบวกปัจจัยผสมหลายตัวแปรขณะนี้ ของผู้ที่เอาไปใช้ ใช้อย่างผิดๆถูกๆ(เอาเคาน์เตอร์เพนไปสีแทนยาสีฟัน)
นั้นคือเงื่อนไขที่ต้องอาศัยตัุวช่วย ทั้งที่เพชรหรือทอง จนถึงไข่มุกไม่ต้องไปเติมสีแต่งกลิ่น ในอมตะเลอค่าของ"สัจธรรม" ที่เป็นจริงเหนือกาลเวลา(อะกาลิโก) ที่คุณรักเสื้อเหลืองพยายามย้ำจุดนี้ และคือจุดเดียวกับผม? แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขความต่างของมนุษญ์ในการตีความ ทั้งเพชร ทั้งทองไข่มุก มันถูกนำไปใช้โดยคนที่มีเงื่อนไขความต่าง และพัฒนาการความต่างสมัยนี้ซับซ้อนกว่าสมัยพุทธกาลมาก
มันจึงมีเงื่อนไขใหม่ๆภาคเรียลไทม์ที่ต่างออกไปจากวิธีการเดิมๆในการรับมือตรงนี้ นั้นคือเนื้อหาสาระเจตนารมณ์ของเรื่องนี้ เพียงแต่เราอย่าคิดกันมักง่าย ลวกๆลกๆตามกระแสนี้ จนสร้างผลลัพธ์คือลอยแพ พระศาสนาผม ด้วยเงื่อนไขความหนาของกิเลสที่พอกหนาไว้ แล้วใช้กลไกตามน้ำ(ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน)นั้นในการ พอกความหนานั้นซ้ำด้วยการกระทืบ ซ้ำในการไหลไปตามกระแสนั้น(กระแสพอกให้หนา ไม่ใช่ล้างให้ไส) แบบมักง่ายลวกๆลกๆ ซกม๊ก ด้วยวิธีคิดตามน้ำแบบนี้ของคุณ,สุรพศ,รักเสื้อเหลือง นั้นคือกาลวิบัติของพุทธศาสนาเพราะวิธีคิดแบบนี้???
อะตอม wrote:libra
[quote=อะตอม][quote=libra]ผมคิดว่าการบัญญัติกฎหมายในรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้นการจะกำหนดให้การกระทำใดมีความผิดต้องรับโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าการกระทำนั้นละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่? การกระทำนั้นเป็นภัยต่อรัฐหรือไม่เท่านั้น ไม่ควรกำหนดให้การกระทำใดที่ไม่ละเมิดหลักการ 2 ประการดังกล่าวเป็นความผิด แม้จะกระทำเพื่อปกป้องศาสนาก็ตาม ดังนั้น การกำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดจึงไม่ควรนำหลักการของศาสนานั้นมาอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนานั้นหรือไม่ เช่น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก ควรจะบัญญัติเป็นความผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับว่ามันเป็นไปตามหลักกาลามสูตรหรือไม่ เพราะถ้าเรานำหลักศาสนานั้นมากำหนดว่าการกระทำใดมีความผิด หากเป็นกรณีของศาสนาอื่น (เช่น อิสลาม) การกระทำดังกล่าวอาจมีโทษหนักกว่าศาสนาพุทธมากซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาค ดังนั้น การปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดา การวิจารณ์ ด่า สอนผิดสอนถูก จึงไม่ควรเป็นอาชญากรรมเพราะไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่ได้เป็นภัยแก่รัฐ[/quote]
ครับ ประเด็นของคุณ"libra " นำเสนอน่าสนใจ แต่คุณต้องทำความเข้าใจเนื้อหา หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป หมู่คณะ หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด ที่มีที่มาที่ไป มีจิตวิญญานเชิงอัตลักษณ์ความเชื่อ หรือศิลธรรมอันดี จนถึงความสงบเรียบร้อยทางสังคม ซึ่งเนื้อหาแบบนี้มันนิยามแบบมักง่ายตาม คุณลัีกษณะการนิยามเสรีภาพ หรือปชต. ในแบบมักง่ายต่อเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่ได้
เพราะมันเกี่ยวโยงด้านความมั่นคงของรัฐนั้น ที่ยึดโยงศรัทธาความเชื่อในเชิงศิลธรรมอันดีความสงบเรียบร้อยทางอัตลักษณ์นั้นๆ ที่กฎหมายเชิงหมิ่นประมาท ที่มีเนื้อหาเชิงสากล เช่น กรณีมสุลิม แต่เรื่องที่ทหารอเมริกา หรือมีการ์ตูนล้อศาสนดาและพระคำภีร์ ถ้ามองในมิติ ที่อินโนเช้นท์(ปชต.จ๋า? หรือไม่จ๋า? แต่ขาดกาละเทศะเช่นการละเมิดเชิงหมิ่นประมาท อัตลักษณ์ที่มีที่มาที่ไป มีเงื่อนไขเชิงศรัทธาความเชื่อ และสร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีของสังคมนั้นอัตลักษณ์นั้น)ในการจัดระเบียบทางสังคมในสเกลละเอียดที่สุดนั้นคือลงลึกไปถึงระดับจิต วิญญานความเชื่อ จนได้สำนึกทางสังคมที่ดี ที่มันละเอียดอ่นเกินกว่ากลไกเครื่องมือแบบอื่นๆ จะวัดผลเชิงประจักษ์อย่างมักง่าย แบบนั้น???
แต่การละเะมิดสิ่งที่มีที่มาที่ไปแบบนั้น ถ้ามักง่ายมองมิติสิทธิ,เสรีภาพ ในปชต.ขาเดียวหรือสองขาไม่ครบสามขา(สามก้อนเส้า)คุณละเลยการนิยามสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลยขาของการเบียดเบียนหมิ่นประมาท กรณีแบบนี้(ที่ละเอียดอ่อนมาก) ที่ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขต่อสังคมรวม แต่เป็นเนื้อหาสากลที่ยอมรับ ทั่วไป ทั้งทางศาสนา(เช่นกรณีมุสลิมและเรื่องนี้) และหลักการแห่งเสรีภาพตามหลักปชต.ทั่วไป ที่ต้องประกอบ ไปด้วยเงื่อนไข หน้าที่ และความรับผิดชอบในเนื้อหาเชิงการเบียดเบียนบุคคล,คณะบุคคล,องค์กร(ในที่นี้หมายถึงพระศาสนาพุทธผม)หรือการหมิ่นอิสลามไปยังมุสลิมทัุ่วโลก ของบางงเื่อนไขความคิดต่างที่อ้างปชต. เช่นเผาพระคำภีร์อัลกุรอาน หรือพระปางแม้คโนัล
นั้นสะท้อนเสรีภาพแบบมักง่าย ไม่คำนึงถึงเงื่อนไขความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนเชิงอัตลักษณ์ที่สร้างให้เกิดศิลธรรมอันดีทางสังคมในอีกเงื่อนไขศรัทธาความเชื่อหนึ่งที่ต่างไปจากคุณ จนเข้าข่าวหมิ่นประมาททางสากล นั้นคือที่มาของเจตนารมณ์เรื่องนี้มันไม่ได้คิดมักง่ายเด็กๆไร้สาระแบบพวกคุณ???
นั้นคือเสรีภาพต้องมีการกำกับมีปริมณฑลที่ชัดเจนว่ามันมีขอบเขตแบบไหน?อย่างไร? กระทบอะไรอย่างไร? แบบไหน? เช่นความมั่นคง เชิงศิลธรรมอันดี ที่มันคือ เนื้อหาทางจารีตประเพณี ที่ละเอียดอ่อนมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วดับไปจนถึงทำลายง่ายๆ แบบที่คุณเข้าใจในการใช้เสรีภาพตามนิยามนั้น ด้วยเงื่อนไขการหมิ่นประมาทไม่กี่คำ (ที่เกิดจากเนื้อหาที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ต่อสิ่งนั้น แต่เป็นการใช้เสรีภาพอย่างคึกคะนอง ขาดความรับผิดชอบจนไปสร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่นในเงื่อนไขหมิ่นประมาทศาสนนาและหมิ่นประมาทเชิงสากล หรือหลักนิติธรรมสากลด้วย?
แต่มันใช้อยากมักง่ายขาดสติ หรือมีการทบทวน ศึกษาอย่างลึกซึ้งก่อนจะ ใช้เสรีภาพในการทำลายสิ่งนั้น อย่างง่ายๆมักง่าย ที่เขาสร้างมาร่วมพันปี แต่มันทำลายได้แค่วินาทีเดียวบนความปากเสีย หรือคึกคะนองทางความคิด แบบปชต.สมาธิสั้น อย่างเรื่องนี้กรณีนี้ แบบนี้?
จนไปทำลายเนื้อหาตรงนั้น อย่างมักง่ายภายในวินาทีนั้น ด้วยการอ้างสิทธิเสรีภาพทางปชต.อย่างมักง่าย(ที่คนใช้ยังนิยามปชตแค่กระพรี้เดียว ไม่ครบอวัยวะ) แต่หยิบมันมาอย่างมักง่ายขาดความรับผิดชอบแค่มิติสิทธิ,เสรีภาพ แต่ละเลย ความรับผิดชอบในเนื้อหาทางกกหมายเชิงการหมิ่ฯฯ แบบนั้นโดยละเลยเงื่อนไขในที่มาที่ไป ที่ผมพยายามนำเสนอ จากเงื่อนไขความละเอียดอ่อนตรงนั้น
ประเด็นที่จะต้องสรุปคือ นอกจากเนื้อหาทางศิล,ธรรมวินัย(ที่รองรับเงื่อนไขความต่างที่ำัพัฒนาการซับซ้อนเกินไปที่มาตรการทางศาสนาจะรับไหวอย่างที่ผมยกเหตุผลมา) นั้นคือที่มาเรื่องแบบนี้ เจตนารมณ์ตรงนี้ในเงื่อนไขที่มาที่ไปแบบนี้ ผมเห็นด้วยในหลักการณ์นี้ แต่วิธีการในรายละเอียดที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตุ ทั้งสุรพศ และรักเสื้อเหลือง แม้จะมีเนื้อหาเหตุผลมุมมองที่น่าสนใจและต้องเอามาพิจารณาร่วมถึงความเหมาะสม?
แต่ ขาดความเข้าใจในเนื้อหาเจตนารมณ์ตรงนี้ อันนี้ อย่างเข้าใจและลึกซึ้งพอ จน สร้างเื่งื่อนไขลอยแพพระพุทธศาสนาผม เพราะตีความเข้าใจเจตนารมณ์นี้ผิดไป แม้หลายอย่างต้องช่วยกันออกแบบดูแลแม้ศาสนาผมไม่ได้อ่อนแอ แต่เงื่อนไขคือสังคมการตีความ ความเข้าใจบวกปัจจัยผสมหลายตัวแปรขณะนี้ ของผู้ที่เอาไปใช้ ใช้อย่างผิดๆถูกๆ(เอาเคาน์เตอร์เพนไปสีแทนยาสีฟัน)
นั้นคือเงื่อนไขที่ต้องอาศัยตัุวช่วย ทั้งที่เพชรหรือทอง จนถึงไข่มุกไม่ต้องไปเติมสีแต่งกลิ่น ในอมตะเลอค่าของ"สัจธรรม" ที่เป็นจริงเหนือกาลเวลา(อะกาลิโก) ที่คุณรักเสื้อเหลืองพยายามย้ำจุดนี้ และคือจุดเดียวกับผม? แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขความต่างของมนุษญ์ในการตีความ ทั้งเพชร ทั้งทองไข่มุก มันถูกนำไปใช้โดยคนที่มีเงื่อนไขความต่าง และพัฒนาการความต่างสมัยนี้ซับซ้อนกว่าสมัยพุทธกาลมาก
มันจึงมีเงื่อนไขใหม่ๆภาคเรียลไทม์ที่ต่างออกไปจากวิธีการเดิมๆในการรับมือตรงนี้ นั้นคือเนื้อหาสาระเจตนารมณ์ของเรื่องนี้ เพียงแต่เราอย่าคิดกันมักง่าย ลวกๆลกๆตามกระแสนี้ จนสร้างผลลัพธ์คือลอยแพ พระศาสนาผม ด้วยเงื่อนไขความหนาของกิเลสที่พอกหนาไว้ แล้วใช้กลไกตามน้ำ(ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน)นั้นในการ พอกความหนานั้นซ้ำด้วยการกระทืบ ซ้ำในการไหลไปตามกระแสนั้น(กระแสพอกให้หนา ไม่ใช่ล้างให้ไส) แบบมักง่ายลวกๆลกๆ ซกม๊ก ด้วยวิธีคิดตามน้ำแบบนี้ของคุณ,สุรพศ,รักเสื้อเหลือง นั้นคือกาลวิบัติของพุทธศาสนาเพราะวิธีคิดแบบนี้???[/quote]
ผมพยายามทำความเข้าใจความเห็นยาวๆของท่าน ไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจความคิดของท่านถูกหรือไม่ แต่เข้าใจว่าท่านกลัวว่าหลักการสากลของสิทธิเสรีภาพจะลอยแพศาสนาพุทธของท่าน และปล่อยให้มีการหมิ่นประมาทศาสนาอย่างอย่างคึกคะนอง ซึ่งประเด็นนี้ผมเห็นว่าการที่กฎหมายไม่เอาผิดแก่การกระทำเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราส่งเสริมให้กระทำสิ่งเหล่านี้ แต่วิธีการที่ดีน่าจะเป็นวิธีการตอบโต้ ชี้แจง เรียกร้อง น่าจะเหมาะสมกว่าการลงโทษโดยกฎหมาย เพราะศาสนาไม่มีใครเป็นเจ้าของครับ ศาสดาก็ล้วนไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถอ้างลิขสิทธิ์ในคำสอนได้ ทั้งปัจจุบันก็มีผู้ตีความคำสอนทางศาสนาต่างก็อ้างว่าตนเป็นผู้ตีความที่ถูกต้องทั้งนั้น จนมีหลายนิกายหลายสำนัก แม้กระทั่งพระไตรปิฎกก็เป็นงานวรรณกรรมที่มีผู้เขียนหลายคน ยิ่งเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งยิ่งไม่ควรให้อำนาจรัฐเข้ามาตัดสินความถูกต้องในเรื่องนี้เพราะการบัญญัติกฎหมายให้ความคิดเป็นอาชญากรรมยิ่งเป็นการส่งเสริมให้รัฐมีอำนาจไม่จำกัด ลองนึกภาพดูถ้าหากเราให้รัฐมีอำนาจตัดสินดังกล่าวต่อไปผู้พิพากษานอกจากจะต้องศึกษากฎหมายแล้วคงต้องศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้งอ่านพรไตรปิฎก รู้จักทุกนิกายทุกสำนัก อาจพูดได้ว่าต้องรู้เรื่องศาสนายิ่งกว่าพระสงฆ์ จึงจะตัดสินเรื่องดังกล่าวได้ นอกจากนั้น ปัจจุบันเราไม่อาจบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของศาสนา แม้กระทั่งรัฐก็ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของศาสนาได้ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องข้ามรัฐครับ การดูหมิ่นศาสนาบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นแบบข้ามรัฐ หากรัฐใดคิดจะปกป้องศาสนาใดจะลงโทษผู้ดูหมิ่นศาสนาได้อย่างไรหากผู้กระทำไม่ใช่พลเมืองของตนและไม่ได้ทำในเขตอำนาจรัฐ และผู้เสียหายจากการดูหมิ่นศาสนาคือใครในเมื่อรัฐใดรัฐหนึ่งไม่ใช่เจ้าของศาสนา สิ่งที่ทำได้อย่างมากคือคนที่นับถือศาสนานั้นเรียกร้องให้ผู้ที่ดูหมิ่นขอโทษหรือไม่ก็เลิกคบหาสมาคมเท่านั้น เรื่องศาสนาจึงเหมาะสมที่จะใช้วิธีการอื่นในการปกป้องมากกว่าการใช้โทษทางกฎหมายครับ
สุรพศ แกกลัวซวยนะ ถ้า
สุรพศ แกกลัวซวยนะ ถ้า พ.ร.บ.นี้ผ่าน แกก็อดทำมาหาแดก ทุกวันนี้แกก็หาแดกไปวัน ๆ กับการด่าศาสนาพุทธ
วิชาการด้านอื่นแกไม่มีเลย วิเคราะห์ห่าไรก็ไม่เข้าเรื่องซักอย่าง แม้แต่พุทธที่แก่ถนัดก็ไม่เข้าเรื่อง ^^
แกเลยค้านสุดแรงไง