"300 บาท ราชประสงค์ เขื่อนแม่วงก์ และเชคสเปียร์ต้องตาย"

อาจจะเพราะว่าตัวภาพยนตร์ไม่ได้ฉาย ปรากฏการณ์ของ "เชคสเปียร์ต้องตาย" เลยน่าจับตามองอาจจะยิ่งกว่าตัวภาพยนตร์เองอีก ถ้าพูดให้ง่ายและตรงที่สุด นี่คือหนังที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทาง "เสื้อเหลือง" สร้างมาเพื่อประณาม "เสื้อแดง" -- เท่าที่สอบถามผู้ไปดูมาแล้ว และฟังบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ ("มาถึงวันนี้ แทนที่จะเป็นอันธพาลคลั่งเจ้าที่เราต้องกลัว เรามีกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มอื่นที่ไร้เหตุผลและนิยมความรุนแรงอย่างแท้จริง อันเป็นผลงานมหกรรมปั่นหัวโดยเครื่องจักรทักษิณ") -- ถูกแบนภายใต้รัฐบาล "เสื้อแดง" และก่อนที่จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหญ่โต ก็เป็นคนเสื้อแดงอีกนั่นเอง ที่ร่วมลงนามแถลงการณ์และแสดงความคิดเห็นต่อต้านการห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง นี้ จนในที่สุด ปฏิกริยาล่าสุดของทีมงาน ออกไปในเชิงว่าหนังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

 

ในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์อยู่คำหนึ่งคือ "political platform" หรือ "เวทีการเมือง" หมายถึงพื้นที่หรือประเด็นที่ประชาชนอนุรักษนิยมฝ่ายขวา และหัวก้าวหน้าฝ่ายซ้าย นำมาใช้ถกเถียงกันได้ตลอด เช่นนโยบายเศรษฐกิจ ศาสนา จนถึงเรื่องปลีกย่อยอย่าง การทำแท้ง ภาวะโลกร้อน หรือการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน เวลาฝรั่งเขาพูดกันติดปากว่า "เพื่อนกันไม่ควรทะเลาะกันเรื่องการเมือง" เขาก็หมายถึงเรื่องล่อแหลมจำพวกนี้แหละ โดยอาจไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ต้องพาดพิงถึงนักการเมืองเลยก็ได้ เพราะในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก การเมืองนั้นแทรกอยู่ในวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น (เมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนบารัค โอบามากำชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี นักวิจารณ์การเมืองบางคนเรียกผลการเลือกตั้งนั้นว่า "ชัยชนะในสงครามวัฒนธรรม")

ปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสามสี่ปีให้หลัง เวทีการเมืองเวทีแล้วเวทีเล่าผุดขึ้นมาในสังคมที่แตกแยกเป็นสองสี -- ผู้เขียนไม่ขอเสียเวลาคร่ำครวญถึงความ "แตกแยก" นี้ เพราะผู้เขียนเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องปรกติในสังคมที่กำลังก้าวไปบนหนทางประชาธิปไตยสมัยใหม่แบบพหุนิยม (pluralism) -- ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือสี่แยกคอกวัวและราชประสงค์ ซึ่งเป็นทั้ง "พื้นที่" ในทางกายภาพ และเป็น "เวที" ในทางการเมืองด้วย ตั้งแต่เหตุสลายการชุมนุมปี 53 ประเด็นนี้ก็ถูกทั้งมวลชนและนักการเมืองสองฝ่ายหยิบยกมาขับเคี่ยวกัน (ปรากฏการณ์น่าสนใจคือเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เลือกใช้ราชประสงค์เป็นเวที ปราศรัยใหญ่ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เราเห็นได้ถึงความพยายามช่วงชิงการให้ความหมายทางการเมืองกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งจบลงที่ความพ่ายแพ้ย่อยยับของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดถ้าใครจะพูดว่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของผลการเลือกตั้ง ผู้เขียนจะไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย)

กรณีการห้ามฉายภาพยนตร์ "เชคสเปียร์ต้องตาย" ภายใต้รัฐบาลเสื้อแดง ก็เกือบจะกลายเป็นเวทีการเมืองเหมือนกัน และอาจจะเป็นเวทีแรกๆ ที่ฝ่ายเสื้อแดงเสียแต้มต่อ เนื่องจากแนวคิดอำนาจนิยมที่สั่งห้ามเผยแพร่งานศิลปะนั้น ไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางอยู่แล้ว ต้องขอบคุณความร่วมแรงร่วมใจของฝ่ายเสื้อแดง และสโลแกน "I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it" ทำให้กลายเป็นความลักลั่นอยู่ไม่น้อย ถ้าฝ่ายเสื้อเหลืองจะสร้างเวทีขึ้นมาจากประเด็นนี้

แทบเลตเอย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเอย ทั้งหมดล้วนเป็นเวทีการเมือง ที่จวบจนทุกวันนี้ ก็ยังเป็นประเด็นขับเคี่ยวกันอยู่

ที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นอีกเวทีการเมืองที่กำลังผุดขึ้นมา นั่นคือเรื่องของเขื่อนแม่วงก์ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าอย่างเป็นทางการ ต้นเรื่องนี้มาจากไหน กล่าวโดยสรุป (ตามที่ได้ยินมา) รัฐบาลประกาศจะสร้างเขื่อนบนพื้นที่ป่า ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติไม่เห็นชอบไปแล้วตั้งแต่ปี 2545 โดยเหตุผลเดียวของรัฐบาลคือเพื่อป้องกันอุทกภัย

ขณะนี้การสร้างเขื่อนแม่วงก์กำลังถูกต่อต้านโดยนักอนุรักษ์กลุ่มใหญ่

คงไม่ใช่เรื่องอะไร ถ้าไม่เป็นเพราะนักอนุรักษ์ คนที่ทำงานกับสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนใกล้ชิดกับเครือข่ายเอนจีโอหลายคนในบ้านเรา มักจะมีแนวคิดเอนเอียงไปในทางเสื้อเหลือง (แม้จะไม่ประกาศตัว หรือยอมรับโต้งๆ ว่าตัวเองเป็นเสื้อเหลืองก็ตาม) ดังนั้นเหตุผลของการต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ เลยเต็มไปด้วยวาทกรรมประเภทต่อต้าน "ทุนนิยมสามานย์" "ทุนนิยมข้ามชาติ" "เผด็จการรัฐสภา" -- ในที่นี้พวกเขาหมายถึงอำนาจประชาธิปไตยที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ -- และบางทีก็น่าคลื่นไส้ถึงกับ "โหยหารัฐประหาร"

ในภาวะ "สงครามวัฒธรรม" เช่นนี้ ผู้เขียน -- ในฐานะคนเสื้อแดง -- รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย ที่จะปล่อยให้เวทีนี้ พื้นที่นี้เป็นของคนเสื้อเหลืองเพียงฝ่ายเดียว คนเสื้อแดงควรออกมาสนับสนุนหรือต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ ถ้าคุณเห็นพ้องกันนโยบายนี้ของรัฐบาล ก็ออกมาแสดงความคิด แต่ถ้าคุณต่อต้าน คุณจะสามารถต่อต้านมันในฐานะ "คนเสื้อแดง" ได้ไหม ต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ ในขณะเดียวกัน ไม่เหยียบย่ำ "รัฏฐาธิปัตย์" ที่มาพร้อมกับเสียงส่วนใหญ่ ต่อต้านเขื่อนแม่วงก์โดยไม่ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ และที่สำคัญ ต่อต้านเขื่อนแม่วงก์โดยไม่เรียกร้องรัฐประหาร (แม้แต่วิธีคิดแบบคุ้มได้คุ้มเสีย ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งการพัฒนา ก็ยังนำมาใช้ตัดสินใจได้ว่า โอกาสซ้ำสองของการเกิดอุทกภัยระดับปี 2011 มากน้อยเพียงใด ถึงขนาดสมควรทำลายพื้นที่ป่า 13,000 ไร่หรือไม่)

ภายใต้สงครามวัฒนธรรมเช่นนี้ การที่เราเลือกจะขึ้นหรือไม่ขึ้นเวทีการเมือง (เลือกจะยอมหรือไม่ยอมให้อีกฝ่ายก่อเวทีการเมือง) มันคือการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองให้กับ "ฝ่าย" เราเอง ผู้เขียนไม่มีสิทธิพูดแทน "คนเสื้อแดง" และยิ่งไม่มีสิทธิพูดแทนปัจเจกที่เรียกตัวเองว่าคนเสื้อแดง ถ้าคุณเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง หรือถ้าคุณยอมรับได้กับบรรดาเหตุผลและวิธีการที่กำลังถูกนำมาใช้ต่อต้าน เขื่อน นั่นก็เป็นสิทธิของคุณอีกเช่นกัน แต่ถ้าคุณเชื่อในประชาธิปไตยในความหมายของคนเสื้อแดง อย่าปล่อยให้วาทกรรมไม่เอาเขื่อน ไปกระตุ้นหรือปลุกผีวาทกรรมต่อต้านประชาธิปไตยอื่นๆ ที่อาจตามมาเลย

 

Comments

เส้นขอบระหว่างอำนาจ

เส้นขอบระหว่างอำนาจ ความเป็นเสรี ต้องแบ่งให้ดีว่าจะเหมาะสมลงตัวอย่างไร หลายๆกิจกรรมที่ตัดสินไปต้องประเมินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินมิติแห่งเสรีหรือไม่

555 ขำอ่ะ

555 ขำอ่ะ เคยอ่านข่าวเก่าในเว็บนี้น่ะ เหมือนว่าพวกท่านอยากให้ฉายไม่ใช่หรอ ลองไปรื้อข่าวเก่าๆกูน่ะครับ เหอะ ๆ ๆ (เชคสเปียร์ต้องตาย)

งง กับความเห็นข้างบน

งง กับความเห็นข้างบน ก็เขาก็สนับสนุนให้ฉายอยู่แล้วนี่ ประเทศประชาธิปไตย ก็ต้องไม่ปิดกั้นเสรีภาพที่พึงมีอยู่แล้วนิ

หนังให้เขาฉายเถอะ

หนังให้เขาฉายเถอะ ประชาชนคนดูเขามีวิจารณญาณ, เขื่อน ฝลัดเวย์ แก้มลิง ต้องทำ เพราะถ้าน้ำท่วมใหญ่อีกรับรองได้โรงงานอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตเกลี้ยงแนะนอน ไอ้เราสงสารโรงงานอำมาตย์ไม่รู้จะย้ายหนีไปไหน เพราะเคยอยู่สูบในประเทศจนเคย ออกนอกประเทศไม่เป็น

ผมอ่านข้อเขียนของท่านแล้ว งง

ผมอ่านข้อเขียนของท่านแล้ว งง นิดๆ ผมเห็นว่าและไม่มั่นใจว่าเขือนมันจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้งได้จริงๆ ผมเป็นห่วงว่าผืนป่ามันจะหดหายไปกับการสร้างเขื่อน เพราะกว่าจะเป็นป่าที่สมบูรณ์ได้ต้องอาศัยหลายชั่วอายุคน ป่าไม้ช่วยน้ำท่วมได้ไหมๆ การแก้ปัญหาน้ำท่วมสามารถทำได้หลายทาง แต่การสร้างป่ายากกว่ามาก
ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนไม่ได้หมายความว่าจะต้องสร้างวาทกรรมนำไปสู่การ รัฐประหาร ถ้าใครทำเช่นนั้นเขาเรียกว่า พวกอีแอบ แอบแฝงอยู่กับกระบวนการประชาธิปไตย คนเราถ้าไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบ้านคนเล็กคนน้อย ประชาธิปไตยที่ได้มาจะต่างอะไรกับประชาธิปไตยของชนชั้นอำมาตย์หรือชนชั้นศักดินา ที่ฉันจะทำอะไรก็ได้ไม่แคร์เสียงของชาวบ้าน.
ส่วนการห้ามฉายหนังอะไรนั้นผมไม่ใส่ใจมันหรอก เพราะทั้งปีทั้งชาติก็ไม่เคยดูหนังยิ่งหนังไทยและละครไทยยิ่งไม่เคยอยากจะดูมันหางไกลกับชีวิตจริงของคนเรา ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนังและละครเป็นไหนๆ.

ช่วงน้ำท่วมทั่วประเทศ ภาพ

ช่วงน้ำท่วมทั่วประเทศ ภาพ ข่าวลงทุกวัน ความเดือดร้อน ชาวบ้านมีให้เห็นทั้งทางทีวี และ นสพ บรรดานักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ และอีกหลาย นัก ต่างพูดว่าต้องแก้น้ำท่วม พอหมด ภาพข่าว หมดกระแส ก็พูดกันอีกแบบ โดยสรุป นักวิชาการบ้านเรา เป็นพวกตามกระแส ติดยึดกับทฤษฎี มากกว่าที่จะมุ่งมั่นกับผลสำเร็จที่จับต้องได้ เป็นพวกเน้น ประชาธิปไตย ตามตำรา ตามข้ิอถกเถียงในห้องประชุม เพราะการเข้าประชุม ก็ได้เบี้ยประชุมแล้ว แต่ชาวบ้านต้องการประชาธิปไตยที่กินได้ ป้องกันน้ำท่วม เป็นไปเพื่อคนส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ ไม่สร้างเขื่อนเป็นเรื่องของคนเฉพาะท้องที่

thepostman

[quote=thepostman]ช่วงน้ำท่วมทั่วประเทศ ภาพ ข่าวลงทุกวัน ความเดือดร้อน ชาวบ้านมีให้เห็นทั้งทางทีวี และ นสพ บรรดานักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ และอีกหลาย นัก ต่างพูดว่าต้องแก้น้ำท่วม พอหมด ภาพข่าว หมดกระแส ก็พูดกันอีกแบบ โดยสรุป นักวิชาการบ้านเรา เป็นพวกตามกระแส ติดยึดกับทฤษฎี มากกว่าที่จะมุ่งมั่นกับผลสำเร็จที่จับต้องได้ เป็นพวกเน้น ประชาธิปไตย ตามตำรา ตามข้ิอถกเถียงในห้องประชุม เพราะการเข้าประชุม ก็ได้เบี้ยประชุมแล้ว แต่ชาวบ้านต้องการประชาธิปไตยที่กินได้ ป้องกันน้ำท่วม เป็นไปเพื่อคนส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ ไม่สร้างเขื่อนเป็นเรื่องของคนเฉพาะท้องที่[/quote]
ไม่มีทฤษฎี มันก็เหมือนตาบอดคลำช้างนั่นหละ ดุ่ยๆทำๆไป มึงรู้ได้ยังไงว่าทำอะไรแล้วจะเกิดผลได้จริง โดยที่มึงไม่ได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมา เป็นคนโง่ที่ต่อต้านความรู้เสียจริงๆว่ะ สันดานพวกแบนหนัง เผาตำรา

Tanapat wrote:thepostman

[quote=Tanapat][quote=thepostman]ช่วงน้ำท่วมทั่วประเทศ ภาพ ข่าวลงทุกวัน ความเดือดร้อน ชาวบ้านมีให้เห็นทั้งทางทีวี และ นสพ บรรดานักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ และอีกหลาย นัก ต่างพูดว่าต้องแก้น้ำท่วม พอหมด ภาพข่าว หมดกระแส ก็พูดกันอีกแบบ โดยสรุป นักวิชาการบ้านเรา เป็นพวกตามกระแส ติดยึดกับทฤษฎี มากกว่าที่จะมุ่งมั่นกับผลสำเร็จที่จับต้องได้ เป็นพวกเน้น ประชาธิปไตย ตามตำรา ตามข้ิอถกเถียงในห้องประชุม เพราะการเข้าประชุม ก็ได้เบี้ยประชุมแล้ว แต่ชาวบ้านต้องการประชาธิปไตยที่กินได้ ป้องกันน้ำท่วม เป็นไปเพื่อคนส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ ไม่สร้างเขื่อนเป็นเรื่องของคนเฉพาะท้องที่[/quote]
ไม่มีทฤษฎี มันก็เหมือนตาบอดคลำช้างนั่นหละ ดุ่ยๆทำๆไป มึงรู้ได้ยังไงว่าทำอะไรแล้วจะเกิดผลได้จริง โดยที่มึงไม่ได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมา เป็นคนโง่ที่ต่อต้านความรู้เสียจริงๆว่ะ สันดานพวกแบนหนัง เผาตำรา[/quote]

แค่นี้ ต้องขี้น มึง กู ด้วยเหรอ แล้วผม ก็ไม่พูดเรื่องหนัง ผมพูดเฉพาะ ประเด็น น้ำท่วม

"คงไม่ใช่เรื่องอะไร

"คงไม่ใช่เรื่องอะไร ถ้าไม่เป็นเพราะนักอนุรักษ์ คนที่ทำงานกับสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนใกล้ชิดกับเครือข่ายเอนจีโอหลายคนในบ้านเรา มักจะมีแนวคิดเอนเอียงไปในทางเสื้อเหลือง (แม้จะไม่ประกาศตัว หรือยอมรับโต้งๆ ว่าตัวเองเป็นเสื้อเหลืองก็ตาม) ดังนั้นเหตุผลของการต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ เลยเต็มไปด้วยวาทกรรมประเภทต่อต้าน "ทุนนิยมสามานย์" "ทุนนิยมข้ามชาติ" "เผด็จการรัฐสภา" -- ในที่นี้พวกเขาหมายถึงอำนาจประชาธิปไตยที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ -- และบางทีก็น่าคลื่นไส้ถึงกับ "โหยหารัฐประหาร"
ผู้เขียนลองยกตัวอย่าง"วาทกรรมประเภทต่อต้าน "ทุนนิยมสามานย์" "ทุนนิยมข้ามชาติ" "เผด็จการรัฐสภา" และการ"โหยหารัฐประหาร" ของคนที่ต่อต้านเขื่อนมาให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อยได้มั๊ยครับ? ผมเจอแต่เหตุผลในการต่อต้านเขื่อนประเภท ป้องกันน้ำท่วมได้ไม่มาก ไม่คุ้มกับความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ไม่เห็นว่าแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นแนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยมทางการเมืองหรือพวกเสื้อเหลืองแต่อย่างใด คนที่มีแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่น่าจะเกี่ยวกับสีเสื้อ ชาวบ้านรากหญ้าที่ต่อต้านเขือ่นเพราะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไม่มีเสื้อแดงหรือครับ? ทำไมต้องเอาสีเสื้อมาเป็นประเด็นเรื่องความเหมาะสมของการสร้าง/ไม่สร้างเขื่อน ผลกระทบจากน้ำท่วม หรือการสร้างเขื่อนมันเลือกสีเสื้อด้วยหรือครับ? คนที่มีความคิดต่อต้านเขื่อนเหมือนกันนี่ไม่สามารถร่วมมือกันได้เพราะสีเสื้อต่างกันหรือครับ? หรือเห็นว่าคนเสื้อแดงนั้นยิ่งใหญ่มากจึงสามารถผลักคนที่เห็นต่างแค่ในบางเรื่องไปเป็นศัตรูได้หมด?

จริงๆแล้วน่าจะให้หนังเฮงซวยเร

จริงๆแล้วน่าจะให้หนังเฮงซวยเรื่องอะไรนะ เชคสเปียร์ต้องตาย ออกฉายไปเหอะ จะไปเซ็นเซอร์ไปแบนมันทำไม จะได้ให้มันได้รู้สึกตัวเหมือนศรัญญู วงศ์กระจ่าง และบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์บ้าง ว่านับนิ้วได้กี่คนที่่จะไปดูหนังที่ผู้สร้างผู้กำกับยกยอตัวเองว่าทำได้ดีได้เจ๋ง เป็นหนังดี คนเราคิดได้เอง ไม่อย่างนั้น พรรคประชาธิปดและอำมาตย์ที่เฝ้าแต่ใส่ร้ายป้ายสีทักษิณ คงชนะเลือกตั้งไปแล้ว จริงมะ
ส่่วนเขื่อนแม่วงศ์ ยังไม่แน่ใจขอศึกษาให้มากกว่านี้ก่อน แต่ยังไงพวกเสื้อเหลืองก็ยังหน้าด้านใช้วาทกรรมเรื่องทุนสามานย์ โดยไม่ได้ดูเงาหัวตัวเองว่าทุกวันนี้ใครสามานย์กันแน่ พวกสื่อสามานย์ นักวิชาการสามานย์ ศาลสามานย์ยังมีเลยที่ตัดสินให้คนทำกับข้าวถูกปลดออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ทำอะไรกับพวกกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ

กลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวด

กลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการต่อต้านเขื่อนนั้นในระดับนานาชาติเขาทำเป็นเครือข่ายมาหลายสิบปีแล้ว
ในบ้านเราการต่อต้านเขื่อนเหมือนจะเกิดขึ้นครั้งแรกในโครงการเขื่อนน้ำโจนนะ ก่อนการเกิดสงครามสีเสื้อเป็นสิบๆ ปี และมันจะคงอยู่ต่อไปไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสีเสื้อแล้วก็ตาม

การเคลื่อนไหด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาจมองเป็นการเมืองแบบหนึ่งก็จริง แต่ถ้าเอามุมมองการเมืองสีเสื้อเหลืองแดงเข้าไปจับก็เอวังล่ะขอรับท่านพี่!