วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2556 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 นาที ที่ผ่านมา
เจ็บป่วยฉุกเฉิน 1 เม.ย.55 ก้าวแรกสู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
วันที่ 1 เมษายน 2555 รัฐบาลกำลังจะเริ่มต้นการโครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน” ทำให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพใดๆ สามารถเข้าถึงการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อย่างเท่าเทียมกัน เรื่องนี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในระบบสุขภาพของประเทศไทย หลังจากการมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อ 10 ปีก่อน และถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการไปสู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ที่ทำให้คนไทยที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลแตกต่างกันได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม บทความนี้จะนำเสนอรายละเอียดของเรื่องนี้ ใน 4 ประเด็นดังนี้
ประการที่ 1 ความเหลื่อมล้ำในระบบเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่ละกองทุนมีการบริหารจัดการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่แตกต่างกัน จึงความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้
ตารางที่ 1 ความแตกต่างด้านการแพทย์ฉุกเฉินของ 3 ระบบ ก่อน 1 เมษายน 2555
|
ระบบ
|
สวัสดิการข้าราชการ
|
ประกันสังคม
|
บัตรทอง
|
จำนวนผู้มีสิทธิ (ล้านคน)
|
4.9
|
9.9
|
47.7
|
ค่าใช้จ่าย/คน/ปี (บาท)
|
12,600
|
2,050
|
2,546
|
ที่มาของงบประมาณ
|
รัฐบาล
|
ผู้ประกันตน นายจ้าง รัฐบาล
|
รัฐบาล
|
การเกิดสิทธิ
|
ทันทีที่เป็นข้าราชการ
|
ต้องจ่ายสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ใน 15 เดือน
|
ทันทีที่ลงทะเบียน
|
การสิ้นสุดของสิทธิ
|
ไม่ได้เป็นข้าราชการ
|
ขาดส่งเงินสมทบ > 3 เดือน
|
ได้สิทธิอื่น
|
เงื่อนไข
|
ไม่จำกัด
|
จำกัด 72 ชั่วโมง จากนั้นส่งกลับร.พ.ต้นสังกัด
|
ไม่จำกัด
|
หน่วยบริการ
|
ร.พ.รัฐทั่วประเทศ เท่านั้น
|
ทั้งรัฐและเอกชนไม่จำกัด
|
ทั้งรัฐและเอกชนในเครือข่าย
|
การสำรองจ่าย
(ร.พ.ในเครือข่าย)
|
ไม่ต้อง
|
สำรองจ่ายก่อน
|
ไม่ต้อง
|
การสำรองจ่าย
(ร.พ.นอกเครือข่าย)
|
สำรองจ่ายก่อน
|
สำรองจ่ายก่อน
|
ไม่ต้อง
|
ตัวอย่างอัตราจ่ายร.พ.นอกเครือข่าย
|
-ค่ายาและค่ารักษาพยาบาลครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 4,000 บาท ทั้งผู้ป่วยนอก/ผู้ป่วยใน
-ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 600 บาท
|
-ผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 1,000 บาท
-ผู้ป่วยในปกติ ไม่เกิน วันละ 2,000 บาท
-ผู้ป่วยใน ICU ไม่เกิน วันละ 4,500 บาท
-ผ่าตัดใหญ่ ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท
-ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
หมายเหตุ อัตราสำหรับจ่ายร.พ.เอกชน
|
-ผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 700 บาท
-ผู้ป่วยใน ไม่เกิน 4,500 บาท
-ผ่าตัดใหญ่ < 2 ชม. ไม่เกิน 8,000 บาท
-ผ่าตัดใหญ่ > 2 ชม., ICU ไม่เกิน 14,000 บาท
|
ประการที่ 2 ดีขึ้นและเท่าเทียม จากระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว หลังจากที่รัฐบาลประกาศนโยบายนี้แล้ว ผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินทุกคน จะได้รับการดูแลดีขึ้นทุกสิทธิ อย่างเท่าเทียม โดยสามารถไปรับบริการที่ใดก็ได้ ไม่ว่าของรัฐบาลหรือเอกชน โดยไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน อีกทั้งเมื่อเลย 72 ชั่วโมงก็ไม่ต้องส่งตัวกลับโรงพยาบาลต้นสังกัด โดย สปสช.จะเป็นผู้ตามจ่ายให้กับโรงพยาบาลก่อน ในอัตราผู้ป่วยในตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม RW = 10,500 บาท
จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคนได้รับสิทธิการรักษาที่ดีขึ้นกว่าเดิม แม้แต่ข้าราชการซึ่งเดิมไม่สามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนได้ ต่อไปก็จะสามารถไปรับบริการได้ ส่วนผู้ประกันตน ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และไม่ต้องถูกส่งตัวกลับโรงพยาบาลต้นสังกัดหากรับการรักษาเกิน 72 ชั่วโมง เป็นต้น
ประการที่ 3 ยังไม่ทั่วถึงทุกคน จากนโยบายที่บอกว่า “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน” แต่วันนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่นโยบายนี้ยังไม่ครอบคลุม ได้แก่ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิกว่า 450,000 คน ที่ดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข, พนักงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และครูเอกชน เป็นต้น จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องนำกลุ่มคนที่เหลือเหล่านี้เข้าสู่นโยบายดังกล่าว ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าโครงการนี้ทั่วถึงทุกคน
และยังมีคำถามที่สำคัญต่อไปอีกว่า เมื่อเราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asian Economics Community) ในปี 2558 กลุ่มแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่จ่ายสมทบค่ารักษาพยาบาลอย่างถูกต้องตามระบบประกันสังคม ควรจะเข้าสู่ระบบนี้เช่นกันหรือไม่
ประการที่ 4 สิ่งท้าทายต่อไป ยังมีหลายประเด็นที่ควรปรับปรุงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมๆกับคุณภาพ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นการใช้เตียงที่มีเหลือในภาคเอกชนให้เป็นประโยชน์ และลดภาระของภาครัฐ ได้แก่ 1) ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวสำหรับ มะเร็ง เอดส์ ไต หัวใจ หลอดเลือด โรคค่าใช้จ่ายสูงต่างๆ ที่มีระบบบริหารจัดการเฉพาะ และยาราคาแพง
2) การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ในภาครัฐ และจำนวนเตียง (supply side) ให้เพียงพอกับปริมาณคนไข้ที่เข้าถึงบริการมากขึ้น เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้พัฒนาด้านหลักประกันสุขภาพ (demand side) ให้คนไข้สามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น แต่ทว่ายังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการเพิ่มกำลังคนและจำนวนเตียงในโรงพยาบาลให้เพียงพอแต่อย่างใด ลำพังทำแต่ด้านหลักประกันสุขภาพให้ดีก็ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ เพราะอัตรากำลังและจำนวนเตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอ
และ 3) รัฐบาลต้องไม่ลืมคือ ผู้ประกันตนอีก 10 ล้าน ที่ยังเป็นคนกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเงินสมทบค่ารักษาพยาบาล ในเมื่อทุกอย่างเหมือนกัน มาตรฐานเดียวกัน ทำไมยังเป็นคนกลุ่มเดียวที่ต้องจ่าย
Comments
ผู้ประกันตนในประกันสังคม
ผู้ประกันตนในประกันสังคม เป็นกลุ่มที่โชคร้ายที่สุด เพราะต้องจ่ายสมทบเพื่อดูแลตนเอง และก็เป็นกลุ่มที่น่าจะเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด เพราะมีรายรับชัดเจน
ในขณะที่ผู้ที่ใช้บัตรทอง กลับไม่ต้องจ่ายสมทบเลยแม้แต่บาทเดียว และเป็นกลุ่มที่อาจจะรายได้ไม่ถึงหรือนอกระบบที่จะต้องเสียภาษี มีการใช้บริการสาธารณสุขเกินจำเป็น เนื่องจากไม่ต้องจ่ายสมทบใดๆ เลย เป็นการบริหารระบบสาธารณสุขที่อันตราย เพราะเจ้าหน้าที่ และบุคลากรไม่พอ ดังที่กล่าวในบทความ อีกทั้ง งบประมาณ
ข้าราชการอาจถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง ความจริงควรดูว่า ข้าราชการเอง มักไม่ได้ใช้บริการ แต่เป็นพ่อแม่ ของข้าราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มสูงอายุ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ควรนำไปเปรียบเทียบกับคนในช่วงอายุัเท่ากันของที่ใช้สิทธิบัตรทองว่า มีค่าใช้จ่ายรายหัวตามจริงเป็นเท่าไร ระบบสวัสดิการของราชการ เป็นกำลังใจให้ปฏิบัติงาน เพราะฐานรายได้ต่ำกว่าภาคเอกชนโดยทั่วไป ถ้าขาดตรงนี้ ก็อาจหมดแรงดึงดูด คนหนีออกไประบบเอกชน ซึ่งก็แล้วแต่จะคิดว่า เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลประโยชน์จะกระจายไปทั่วถึง เหมือนภาครัฐหรือไม่ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ผู้บริโภคจะมีอำนาจต่อรองแค่ไหน
จึงควรมองในทุกมิติ ไม่ใช่มองแค่ประชาชนเข้าถึงระบบได้มากขึ้น แต่เข้าไปแล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพในการดูแล ใช้บริการโดยไม่จำเป็น ก็มี
สิ่งสำคัญคือควรทำด้านการป้องกัน ซึ่งประหยัดกว่า และส่งเสิรมสุขภาพดีกว่า มาซ่อม แก้ตอนป่วยแล้ว เป็นโรคแล้ว แต่สวัสดิการทุกรูปแบบนี้ ไม่มีอันไหน ครอบคลุมการป้องกันโรคเลย แม้แต่ยาคุมกำเนิด วัคซีนอะไรก็เบิกไม่ได้ ใช้สิทธิไม่ได้
ถ้าจะปรับให้สามบัญชีเหมือนกัน
ถ้าจะปรับให้สามบัญชีเหมือนกัน โดยผู้ประกันตนก็ไม่ควรต้องจ่ายมากเท่าเดิม แต่ควรมีการจ่ายสมทบบ้างในทั้งสามกลุ่ม และพัฒนาประสิทธิภาพการบริการภาครัฐให้ดีขึ้น บริหารงบประมาณให้เหมาะสม (ตอนนี้ขาดทุนทุกโรงพยาบาล เพราะกองทุนไม่จ่ายคืน ล่าช้าบ้าง อะไรบ้าง เบี้ยวบ้าง)
แต่การที่เอาเอกชนเข้ามาเกี่ยวมาก ๆ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้น อาจจะทำให้ระบบของกระทรวงสาธารณสุขหรือของรัฐล้มเหลว แทนที่จะประหยัดงบประมาณ ก็กลายเป็นเสียมากขึ้นไปให้เอกชน แม้จะมีแคบกำหนด แต่ละวิสิท ที่ไปพบ ก็มักถูกใช้จนเต็มที่จนหมด( เหมือน เวลาใช้ เงินจาก พรบ ประสบภัยบุคคลที่สาม หรือราชการ ที่แพทย์หรือโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มสั่งเต็มเท่าที่กำหนดได้ เพราะเป็นรายได้สำคัญที่จะเอามาบริหารโณงพยาบาล เพราะงบตามรายหัวไม่เพียงพอ) แต่ก็ต้องดูว่า กองทุนจะจ่ายให้เอกชนได้จริงหรือไม่ ทันความต้องการหรือไม่ เพราะโรงพยาบาลรัฐยังจ่ายกันล่าช้า ถ้าเป็นอย่างนั้น โรงพยาบาลเอกชน ก็อาจไม่ยอมเข้าร่วมโครงการ ก็คงต้องดูกันต่อไป
ในภาพรวม ประชาชนก็มีความคุ้มครอง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพไปมาก เมื่อเทียบกับในอดีต แต่ประสิทธิภาพของการบริการเป็นเรื่องน่ากังวล ยิ่งคนมาก ยิ่งข้อจำกัดน้อย และบุคลากรสาธารณสุขเป็นเป้านิ่ง เช่นฟ้องร้อง คนก็ยิ่งขาดแคลนหนักขึ้น คนไข้กับหมอทั่วไป ยังมีความสัมพันธ์ดีในระดับหนึ่ง วัฒนธรรมการฟ้องร้องจะมากขึ้นได้จากผลกระทบของโครงการนี้หรือไม่ ภาพรวมทั้งหมด จึงไม่น่าประทับใจนัก แต่ประชาชนทั่วไป ที่ไม่เคยมีสิทธิมาก่อน เมื่อมองแต่ตนด้านเดียวย่อมบอกว่าดี แต่มันไม่จีรัง ถ้าปัญหาเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ และบริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะอันตรายกว่าการดูแลตนเอง อย่างมีความรู้ และการป้องกัน ไม่เน้นแก้โรคแบบทุกวันนี้ น่าจะได้ประโยชน์กว่า