รายงานจากแอฟริกาใต้ เจรจาลดโลกร้อน: ไม่มีที่ยืนสำหรับภาคประชาชน

เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ / การประชุม COP17/MOP7 [1] ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ที่เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางแล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของทิศทางการดับร้อนของโลกใบนี้ เนื่องจากพันธะกรณีที่ 1 ของพิธีสารเกียวโต (ประเทศพัฒนาแล้ว ตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณร้อยละ 5 จากระดับที่ปล่อยในปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2551-2555) จะสิ้นสุดลงในปี 2555 หรือปีหน้า ดังนั้นหากการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ไม่สามารถหาข้อตกลงใดๆ ในการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการดับร้อนได้แล้ว อนาคตของโลกใบนี้จะยิ่งเข้าสู่สภาวะสุ่มเสี่ยงต่อหายนะภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เรื่องนี้ไม่ต้องดูอื่นไกล ประเทศไทยปีนี้ เกิดมหาอุทกภัยใหญ่ทั้งในภาคเหนือและภาคกลาง และในภาคใต้ก็ประสบกับอุทกภัยทั้งในช่วงต้นปี และช่วงปลายปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อทิศทางการดับร้อนให้กับโลก เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องหาข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นพันธะกรณีที่ 2 ของพิธีสารเกียวโต หรือข้อตกลงหรือพิธีสารใหม่) โดยที่หลายประเทศกำลังพัฒนา (กลุ่ม G77 และ จีน) เรียกร้องให้มีพันธะกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโต แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ตามพันธะกรณีที่ 1) เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ แคนาดา สหภาพยุโรปไม่ต้องการ หรือหากจะให้เกิดพันธะกรณีที่ 2 ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการที่เป็นการเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนา การเจรจาที่ Durban ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 อาจบอกได้เพียงว่า โลกจะมีข้อตกลงใหม่ที่มีผลทางกฎหมายได้หรือไม่ และเมื่อใด ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์ของคณะทำงานฯ หลายฝ่ายคาดว่าการเจรจาจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางกฎหมายใหม่ได้อย่างเร็วที่สุดอาจจะต้องรอถึงปี 2558 และกว่าที่แต่ละประเทศจะให้สัตยาบันก็อาจจะล่วงเลยไปจนถึงปี 2563 โลกจึงจะได้กฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งหากแนวโน้มนี้เป็นจริง โลกจะเกิดสุญญากาศของข้อบังคับทางกฎหมายเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยาวนานถึง 8 ปี และนั่นหมายถึงว่าเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5 ตามพันธะกรณีที่ 1 ของพิธีสารเกียวโตอาจไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้ ข้อสังเกตจุดยืนรัฐบาลไทยต่อเรื่อง REDD/REDD+ จากการประชุมวันแรก อย่างไรก็ตามเมื่อการประชุมเริ่มต้นขึ้นในวันแรก ผู้แทนประเทศปาปัวนิวกีนี ได้แถลงในนามพันธมิตรป่าเขตร้อน (Alliance of Rainforest Movement) ซึ่งประกอบด้วยหลายประเทศ เช่น ปาปัวนิวกีนี, เอกวาดอร์, มาเลเซีย, ลาว, เวียดนาม, ไทย เป็นต้น ประกาศจุดยืนในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 เรียกร้องให้การประชุมที่ Durban ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการดำเนินการนโยบาย REDD+ [2] โดยทันที โดยพื้นฐานแนวคิดเรื่อง REDD คือ การรักษาป่า เพื่อให้เป็นแหล่งเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้ว่า กระบวนการดำเนินการในเรื่องนี้จะเข้าสู่ระบบตลาดคาร์บอนหรือไม่ อย่างไรก็ตามเป็นที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ได้เริ่มต้นสนับสนุนการศึกษาวิจัยและเตรียมการเพื่อพัฒนา REDD ในประเทศกำลังพัฒนาไปแล้ว ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เรียกอีกชื่อว่า R-PIN (Readiness – Project Idea Note) ที่ผ่านมาในประเทศไทย แนวคิดเรื่องนโยบาย REDD ยังเป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ ความโปร่งใสในการบริหารจัดการการเงิน, การละเมิดหรือรุกรานสิทธิของคนที่อยู่ในป่า, ข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงด้วยกระบวนการดำเนินโครงการซึ่งกำหนดโดยรัฐฝ่ายเดียวภาครัฐ, และอาจเป็นเงื่อนไขให้ภาครัฐใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรมในการผลักดันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่าออกจากพื้นที่มากขึ้น ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญคือ แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก (โดยภาพรวมของโลก) ด้วย REDD เป็นแนวทางที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วใช้เงินซื้อเครดิตการปล่อยคาร์บอน โดยที่ไม่ลดการปล่อยมลพิษในบ้านตัวเอง แล้วอ้างว่าจ่ายเงินให้ประเทศกำลังพัฒนารักษาป่าเพิ่มขึ้นเพื่อดูดซับคาร์บอน (ในส่วนที่ตนปล่อยออกมา) แต่ในความเป็นจริง ถึงไม่มี REDD ชุมชนในป่าก็มีการจัดการรักษาป่า และป่าทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนอยู่แล้ว ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมจากประเทศไทย จึงมีความห่วงใยต่อถ้อยแถลงของตัวแทนประเทศปาปัวนิวกีนีในนามพันธมิตรป่าเขตร้อนซึ่งประเทศไทยมีจุดยืนร่วมนั้น เพราะในประเทศไทยเองยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมในเรื่องนี้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชนที่ดูแลรักษาป่าได้ ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ครั้งการประชุมโลกร้อนที่ โคเปญเฮเกน หรือ COP 15 เมื่อปี 2552 ในครั้งนั้น เครือข่ายภาคประชาสังคมไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยในแนวนโยบาย REDD ดังนี้ (1) ไม่เห็นด้วยกับการนำป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าที่มีชุมชนจัดการและดูแลอยู่ก่อนแล้ว เข้าไปอยู่ในกลไกตลาด (2) รัฐจะต้องให้การยอมรับ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดิน และป่าไม้ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ให้ชัดเจนก่อน (3) ประชาชนคนยากจน มิได้เป็นสาเหตุของการทำลายป่า และมิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม จุดยืนสนับสนุนการดำเนินการเรื่อง REDD+ ของรัฐบาลไทยที่พ่วงอยู่กับพันธมิตรป่าเขตร้อน ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนภายในประเทศครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการธรรมาภิบาล และละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง REDD+ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ “กรอบการเจรจา” นั้น ยังต้องมีคำถามใหญ่พ่วงท้ายอยู่ด้วยว่า เป็นกรอบการเจรจาที่ผ่านรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แล้วหรือไม่ หากยังไม่ผ่านรัฐสภา ก็มีความสุ่มเสี่ยงในภายหลังว่า การไปประกาศจุดยืนเช่นนี้ในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ จะสร้างความร้อนขึ้นมาเองภายในประเทศโดยไม่จำเป็น . เชิงอรรถ [1] COP 17 หรือ Conference of the Parties เป็นการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 17 และ MOP 17 หรือ Meeting of the Parties เป็นการประชุมภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ครั้งที่ 7 [2] REDD หรือ Reducing Emissions from Deforestation and Degradation คือแนวทางหรือนโยบาย “การลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า” ในประเทศกำลังพัฒนาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ REDD+ หรือ Reducing Emissions from Deforestation and Degradation, and the Role of Conservation, Sustainable Management of Forests and Enhancement of Forest Carbon Stocks ซึ่งก็คือ REDD ที่เพิ่มไปครอบคลุมประเด็นป่าไม้ในฐานะ “แหล่งเก็บกักคาร์บอน” ได้แก่่ การอนุรักษ์ การจัดการป่าอย่างยั่งยืน และการเพิ่มปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บโดยป่าไม้