อ่านอัลกุรอาน (2) : พรมแดนของการวิจารณ์โลกศักดิ์สิทธิ์?

กรณีความขัดแย้งเรื่องการเผาอัลกุรอานและนิยายเรื่อง Satanic Verses ดังกล่าวนำมาสู่คำถามซึ่งชัยวัฒน์ทิ้งท้ายไว้ให้ผู้ร่วมเสวนาคิดต่อคือ การวิพากษ์วิจารณ์ควรมีขอบเขตหรือไม่ ชัยวัฒน์คิดว่า หากตอบง่ายๆ คือ “ไม่ควรมี”เพราะการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิและเป็นการท้าทายอำนาจ ก็อาจจะถูก แต่เขากลับเห็นว่าปัจจุบันโลกประกอบด้วยซีกสองซีก ซีกหนึ่งเป็นซีกของคนที่เชื่อว่ายังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ และอีกซีกหนึ่งเป็นซีกของคนที่โลกของเขาไม่มีความศักดิ์สิทธิ์แล้ว เราอยู่ในโลกใบนี้ โลกที่ไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง โลกซึ่งเผชิญหน้ากันอยู่ คำถามคือถ้าเป็นเช่นนี้ เราจะจัดวางสิทธิหรือปฏิบัติการของการวิพากษ์วิจารณ์ไว้ตรงไหนในโลกสองโลก ที่ปะทะกัน
สำหรับชัยวัฒน์ สิทธิของการวิจารณ์น่าจะอยู่ระหว่างโลกสองชนิดนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ โดยการ “อ่าน” ความหมายของอัลกุรอานให้ผู้ร่วมเสวนาฟัง ชัยวัฒน์กำลังชี้ให้เห็นว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ และดังนั้นแล้ว เขาจึงตั้งคำถามว่า อะไรคือเส้นของการวิพากษ์วิจาณ์ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ถึงกับเผาอัลกุรอานหรือเขียน Satanic Verses เชียวหรือ? หรือเรามีวิธีอื่นที่ดีกว่าในการดีลกับโลกที่ซับซ้อนแบบนี้?

ในช่วงสนทนาแลกเปลี่ยน นิธิ เอียวศรีวงศ์ ขอให้ชัยวัฒน์ขยายความข้อเสนอเรื่องท่าทีหรือจุดยืนที่พอดีของการวิพากษ์ วิจารณ์ระหว่างโลกที่มีความศักดิ์สิทธิ์กับโลกที่ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์
ชัยวัฒน์ตอบว่า แม้เขาคิดเรื่องนี้มาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบ เขาได้แต่สงสัยว่าจะมีกระบวนการทำให้มีอารยะขึ้นของการวิพากษ์วิจารณ์ (civilization process of critique) ได้ไหม กระบวนการวิจารณ์ที่ยังเน้นความคม เน้นความถูกต้อง เน้นการเอาความจริงมาเผยแพร่ แต่ขณะเดียวกันยังรักษามารยาทของการวิพากษ์วิจารณ์ไว้ได้ด้วย หรือมีความเข้าใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายหนึ่งที่เราวิพากษ์วิจารณ์ นั้นต่างจากเรา และมีความหมายสำหรับเขา
“ผมอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ผมรู้ว่ามีข้อจำกัดสำหรับตัวผมเอง วันนี้ก็วิจารณ์ในแบบที่ตัวผมเป็น ให้ผมวิจารณ์อัลกุรอานอย่างที่ผมวิจารณ์หนังสืออื่นๆ ผมก็บอกตรงๆ ว่าผมทำไม่ได้ เหตุผลก็คือเพราะว่าผมมีตัวตนของผมในฐานะคนมุสลิม และผมเชื่อในตัวตนนั้นของผม ผมคิดว่ามีคนแบบผมคือเชื่อเล่มโน้นเชื่อเล่มนี้ ทีนี้เราจะสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นอย่างไร ผมไม่อยากเห็นโลกที่มีแต่การหน้าไหว้หลังหลอกหรือพูดชมอย่างเดียว แต่ผมก็ไม่อยากเห็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่มันไม่คมคาย เพราะผมคิดว่ามันน่าเบื่อ นั่นหมายความว่าคนที่สนใจศิลปะของการวิพากษ์วิจารณ์จะต้องพัฒนาศิลปะของตน เอง โดยเพิ่มองค์ประกอบอย่างนี้เข้าไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก ทำอย่างไรจะไม่ลดความคม ความแม่นยำ ความจริง แต่ขณะเดียวกันก็เคารพคนอื่นได้ด้วย เหมือนตลก ตลกมีหลายแบบ บางแบบผมไม่รู้สึกขำเลย เพราะมันหยาบ แต่มีตลกบางแบบที่ผมคิดว่าเก่งเป็นบ้า เพราะมันพาเราไปอีกที่หนึ่ง แต่มันไม่ได้เหยียดเพศ ไม่ได้เหยียดเชื้อชาติ มันทำงานอีกแบบหนึ่ง แล้วมันก็เสียดสีด้วย ผมคิดว่าศิลปะการวิจารณ์มันอยู่ในที่แบบนั้น”
ต่อจากนั้น ภัควดี วีระภาสพงษ์ ได้ขอให้ชัยวัฒน์แสดงความคิดเห็นเรื่องการนำศาสนามาใช้ในการเมืองการปกครอง เช่น รัฐอิสลาม หรือการนำพุทธศาสนามาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญของไทย และตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ชัยวัฒน์พูดเรื่องสถาบันและความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทราบว่าชัยวัฒน์พยายามพูดเรื่องสถาบันศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นในสังคมไทย ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ ดูเหมือนชัยวัฒน์อาจจะพยายามบอกว่า ในการวิจารณ์ต้องคำนึงถึงคนที่ยังรักสถาบันฯ อยู่ด้วย ถึงแม้ภัควดีจะเห็นด้วยกับองค์ประกอบเรื่องความคมคายในการวิจารณ์ แต่คำถามสำคัญที่ภัควดีถามคือ
“อย่างที่อาจารย์เบน แอนเดอร์สัน เคยพูดไว้ว่าในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง บางทีเราจะเห็นว่ามีการใช้คำหยาบกันมาก และคำหยาบเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีเครื่องมืออื่นในการต่อสู้กับอำนาจนอกจากคำหยาบ แล้วเราจะเปิดหูไว้ฟังเขาบ้างหรือไม่ โดยไม่ตัดเขาทิ้งไป เพราะมันไม่ต้องรสนิยมของเรา ถ้าในนามของความเมตตา (แบบอิสลาม) เราก็ต้องฟัง เพราะก็เป็นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดเหมือนกัน เป็นเสียงของการเรียกร้องอะไรบางอย่างเหมือนกัน”
ต่อคำถามที่สอง ชัยวัฒน์อธิบายว่า ข้อเรียกร้องไม่ได้อยู่ที่คนฟัง แต่อยู่ที่คนพูด สมมติคนฟังเรียกร้องให้คนพูดพูดอีกอย่าง อาจจะเรียกร้องจากคนละสถานะ เขาเองก็รู้สึกว่าการเรียกร้องคนที่เสียเปรียบอยู่แล้วเป็นสิ่งที่แย่ เช่น การเรียกร้องให้คนที่ถูกน้ำท่วมต้องทนกับความทุกข์ทรมานในนามของอะไร บางอย่าง เขาเองก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง สำหรับเขา ข้อเรียกร้องจึงไม่ใช่ข้อเรียกร้องกับคนที่เสียเปรียบ แต่กลับกันคือ ต้องถามว่าคนที่ยังแห้งอยู่ต้องจ่ายอะไรบ้าง เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องคนฟัง แต่เรียกร้องกับคนวิจารณ์ คนวิจารณ์ต้องเรียกร้องกับตัวเองว่าอะไรคือมาตรฐานการวิจารณ์ที่ตัวเองต้อง ไปให้ถึง ชัยวัฒน์เห็นด้วยกับอาจารย์เบนว่าคำหยาบก็มีความหมาย โดยในโลกของวิชาสันติวิธี คำหยาบ คำนินทา ก็เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ เขาเข้าใจว่าคนจำนวนหนึ่งต้องใช้คำหยาบ และเขาเองไม่ได้เรียกร้องกับคนเหล่านั้น แต่เรียกร้องกับคนอื่นที่น่าจะมีวิธีอย่างอื่น เพราะเขาอยากเห็นการพัฒนาศิลปะของการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกระดับหนึ่งในบริบท โลกซึ่งมีคนนับถือของหลายอย่าง
ส่วนคำถามแรก “คิดอย่างไรกับการนำศาสนามาใช้ในการเมืองการปกครองและคิดอย่างไรกับรัฐอิส ลาม” ชัยวัฒน์อธิบายว่า ในศาสนาอิสลามไม่มีตรงไหนที่พูดเรื่องรัฐอิสลาม เพราะรัฐเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นใหม่ เพิ่งจะมีคนพัฒนาแนวคิดเรื่องรัฐอิสลามในยุค 40-50 แต่ถ้าถามว่าสังคมอิสลามมีไหม ก็ต้องตอบว่ามี และต้องเห็นความแตกต่างระหว่าง state (รัฐ) กับ society (สังคม)
ท้ายที่สุด ชัยวัฒน์เห็นว่าการนำศาสนามาโยงกับการเมือง โดยเฉพาะศาสนาที่เป็นสถาบันนั้น ก่อให้เกิดอันตรายสูงมาก และเกณฑ์ในการวัดความรุนแรงข้อหนึ่งที่เขาใช้พิจารณาคือ institutionalized religion หรือศาสนาที่มีการจัดสถาบันกับอำนาจรัฐ ยิ่งใกล้เท่าไร ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะมันกำลังทำให้รัฐซึ่งไม่ควรศักดิ์สิทธิ์กลับมีความศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาเป็นของมีคุณค่าแต่ก็อันตรายมากเช่นกัน เวลานี้เราอยู่ในโลกอย่างนั้น คือโลกที่ทำของบางอย่างซึ่งไม่ควรศักดิ์สิทธิ์ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา
........................................................................
Comments
ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายทุกอย่า
ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายทุกอย่างที่ อ.ชัยวัฒน์ได้อธิบายไว้ แต่เกรงว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ ดูได้จากความเห็นก่อนหน้านี้ที่บางทีไม่มีเนื้อหาจากบทความนี้เลย ข้าพเจ้าจึงอยากสรุปความแบบภาษาพูดง่ายๆเพื่อความเข้าใจ และไม่เยิ่นเย้อ แต่จริงๆแล้วข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเนื้อหาแบบนี้ ต้องการเวลาและเนื้อที่ในการอธิบายมากมาย ข้อสรุปของข้าพเจ้าอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด
วิธีง่ายๆที่จะสามารถเข้าใจวิถีอิสลาม คือ อย่าตั้งต้นวิธีการคิด ด้วยการนำศาสนาพุทธมาเป็นตัวแปรเพื่อเปรียบเทียบกับอิสลาม ถ้าคนไทยเริ่มวิธีคิดแบบนี้จะไม่มีวันเข้าใจอิสลาม เพราะ อิสลาม มิใช่เป็นเพียงศาสนา แต่อิสลาม คือ ศาสนาที่มีระบอบการปกครอง และระบอบเศรษฐกิจ ที่มีกฎหมายประกอบอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เป็นเพียงหลักปรัชญาที่ใครจะเลือกปฎิบัติหรือไม่ปฎิบัติก็ได้ ดังคำอธิบายจากบทความข้างต้น
"ในแง่ศาสนาเปรียบเทียบ ชัยวัฒน์คิดว่าอิสลามแตกต่างจากพุทธตรงที่ศาสนาอย่างอิสลาม คริสต์ ยิว เป็นศาสนาที่ “สัจธรรม” ทางศาสนาได้รับการเผยแสดงมาสู่ศาสดาเป็น “revelation” ในขณะที่ศาสนาพุทธ “สัจธรรม” ถูกค้นพบโดยพุทธองค์ นัยยะสำคัญคือ ในโลกของศาสนาที่สัจธรรมได้รับการเผยแสดง หมายถึงมีอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือกว่านั้น และศาสดาเป็นแค่ messenger หรือคนส่งสาห์น "
ให้ลองนึกเปรียบเทียบดังนี้ จะเข้าใจได้ง่ายกว่า คือ ลองเปรียบเทียบ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม กับระบอบเศรษฐกิจอิสลาม หรือ เปรียบเทียบ ระบอบประชาธิปไตย หรือ ระบอบคอมมิวนิสต์ กับ ระบอบการปกครองแบบอิสลาม น่าจะเห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่าการมองในมุมศาสนาอย่างเดียว
อยากจะแบ่งระดับความเข้าใจออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดับชาวบ้าน เพียงแค่ยิ้มและมีน้ำใจให้กัน โดยไม่มีการเมืองแอบแฝง ก็เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ
2. ระดับนักวิชาการ คือตามที่ข้าพเจ้าพยายามจะอธิบาย
3. ระดับนักปราชญ์ศาสนา คือ แบบที่ อ.ชัยวัฒน์ ได้กล่าวไว้ในบทความ โดยเฉพาะข้อสรุป เรื่อง State กับ Society ข้าพเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่า ระดับนักวิชาการที่ปฎิเสธธรรมะ จะไม่เข้าใจความหมายของความแตกต่างนี้ เนื่องจากนักวิชาการไทยส่วนใหญ่ จะมีวิธีคิดตามแบบตะวันตกที่ปฎิเสธศาสนา
การปฎิเสธศาสนา หมายถึงการละเลยบรรทัดฐานศีลธรรม ดังจะเห็นได้จากวิกฤติทุนนิยมในหลายๆระลอก แต่ละครั้งต่างก็มีสาเหตุมาจากความโลภส่วนตัว ที่ไม่มีนโยบายในเรื่องการแบ่งปันต่อสังคมรอบตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแตกต่างจากระบอบเศรษฐกิจอิสลามอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากสัจจะธรรมในศาสนาพุทธ มิได้มีรูปแบบ ในการกำหนดระบอบการปกครอง และระบอบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไทยจึงจำเป็นต้องนำระบอบประชาธิปไตย และระบอบทุนนิยมมาใช้อย่างไร้สิ้นทางเลือกอื่น เมื่อเกิดปัญหาทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ มากมายจาก 2 ระบบนี้ คนไทยจึงเลือกโทษไปที่ตัวบุคคล เพราะมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใดแล้ว ซึ่งในความเห็นของข้าพเจ้านั้น ปัญหาต่างๆที่รุมเร้าประเทศอยู่นี้ รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ระบอบประชาธิปไตย และ ทุนนิยม
อยากแนะนำให้จัดการสัมนาในหัวข้อเกี่ยวกับ การปกครองและระบอบเศรษฐกิจอิสลาม คุณจึงจะมองเห็นภาพรวมคร่าวๆได้ว่า ไทยควรแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจไปในทิศทางใด อย่างน้อยที่สุด ท่านจะได้มุมมองที่ต่างไปจากทางตัน ณ เวลานี้
กรุณาอย่าคิดง่ายๆแค่เพียงว่า ประเทศนี้ไม่ใช่อิสลามแล้วจะนำระบอบเศรษฐกิจอิสลามมาปรับใช้ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่ศึกศาสนา แต่เป็นเรื่องของวิธีปลดล๊อควิถีการเมืองและเศรษฐกิจไทย การแก้ปัญหาประเทศ ต้องมองอย่างบูรณาการ มิใช่มุ่งไปที่แก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงอย่างเดียวก่อน แล้วเรื่องอื่นๆค่อยว่ากันสมัยหน้า
บรรยากาศในร้านอาหารอิสลามดังๆหลายแห่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยพุทธที่ชื่นชอบความแซ่บแบบฮาลาล ประเด็นก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิมเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์กินอาหารฮาลาลได้ เหตุผลจริงๆแล้วอาหารฮาลาลนั้น มีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพ และ สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศน์ ส่วนเรื่องความชอบ หรือ รสนิยมส่วนตัวคงไม่มีน้ำหนักเท่ากับเหตุผลเรื่องสุขภาพ และ สิ่งแวดล้อม
ในกรณีของระบอบเศรษฐกิจ และ ระบอบการปกครองก็เช่นเดียวกัน ถ้าลองศึกษาดูแล้ว มีประโยชน์มากกว่าทุนนิยม ก็ควรจะนำมาใช้แก้ปัญหาประเทศ โดยไม่ต้องมีข้ออ้างเรื่องศาสนา หรือ แค่คำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นพุทธเท่านั้น ถ้าศึกษาอิสลามในทุกแง่มุมที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมา จะเข้าใจได้ง่ายกว่า การกล่าวถึงในมิติศาสนาเพียงด้านเดียว และถ้าเข้าใจถึงแก่นแท้จริงๆแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่า วิถีอิสลามนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปปฎิบัติ ไม่ว่าคุณจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม
แต่ถ้าท่านจะย้อนถามว่า ทำไมคนไทยพุทธต้องกินอาหารฮาลาล ท่านก็จะไม่ได้มุมมองในการแก้ปัญหาใดๆเลย เนื่องจากศาสนาพุทธไม่เคยกำหนดว่า ชาวพุทธไม่ควรกินอาหารฮาลาล แต่ในอิสลามมีข้อกำหนดที่มีคำอธิบายพร้อมเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นท่านสามารถนำอาหารฮาลาลไปเป็นตัวเลือกประกอบการพิจารณาได้ เช่นเดียวกับ ระบอบเศรษฐกิจ และ ระบอบการปกครอง
ส่วนท่านใดที่ยังคิดฝากอนาคตไว้กับระบอบทุนนิยม ว่างๆช่วยไปแนะแนวทางชีวิตให้กับ ยุโรป อเมริกา แก้ปัญหาประเทศให้จบสวยๆซะที มิใช่เลือกแก้ปัญหาด้วยการคิดแต่จะปล้นประเทศอื่นไปวันๆด้วยสงครามทุกรูปแบบ ถ้าเรายังเลือกที่จะเดินตามรอยเท้าฝรั่ง อนาคตคนไทยคงไม่พ้นตำแหน่ง ลูกสมุนท่านขุนโจร แทนที่จะได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีบนเวทีสากล
ถ้าใช้คำพูดแรงไป ข้าพเจ้าขออภัยไว้ด้วย แต่เป็นการยากมากที่จะอธิบายเรื่องที่มีเนื้อหาหนักๆแบบนี้ได้โดยการใช้คำพูดแบบกะทัดรัด และให้เข้าใจได้ง่ายๆ
ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายทุกอย่า
ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายทุกอย่างที่ อ.ชัยวัฒน์ได้อธิบายไว้ แต่เกรงว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ ดูได้จากความเห็นก่อนหน้านี้ที่บางทีไม่มีเนื้อหาจากบทความนี้เลย ข้าพเจ้าจึงอยากสรุปความแบบภาษาพูดง่ายๆเพื่อความเข้าใจ และไม่เยิ่นเย้อ แต่จริงๆแล้วข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเนื้อหาแบบนี้ ต้องการเวลาและเนื้อที่ในการอธิบายมากมาย ข้อสรุปของข้าพเจ้าอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด
วิธีง่ายๆที่จะสามารถเข้าใจวิถีอิสลาม คือ อย่าตั้งต้นวิธีการคิด ด้วยการนำศาสนาพุทธมาเป็นตัวแปรเพื่อเปรียบเทียบกับอิสลาม ถ้าคนไทยเริ่มวิธีคิดแบบนี้จะไม่มีวันเข้าใจอิสลาม เพราะ อิสลาม มิใช่เป็นเพียงศาสนา แต่อิสลาม คือ ศาสนาที่มีระบอบการปกครอง และระบอบเศรษฐกิจ ที่มีกฎหมายประกอบอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เป็นเพียงหลักปรัชญาที่ใครจะเลือกปฎิบัติหรือไม่ปฎิบัติก็ได้ ดังคำอธิบายจากบทความข้างต้น
"ในแง่ศาสนาเปรียบเทียบ ชัยวัฒน์คิดว่าอิสลามแตกต่างจากพุทธตรงที่ศาสนาอย่างอิสลาม คริสต์ ยิว เป็นศาสนาที่ “สัจธรรม” ทางศาสนาได้รับการเผยแสดงมาสู่ศาสดาเป็น “revelation” ในขณะที่ศาสนาพุทธ “สัจธรรม” ถูกค้นพบโดยพุทธองค์ นัยยะสำคัญคือ ในโลกของศาสนาที่สัจธรรมได้รับการเผยแสดง หมายถึงมีอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือกว่านั้น และศาสดาเป็นแค่ messenger หรือคนส่งสาห์น "
ให้ลองนึกเปรียบเทียบดังนี้ จะเข้าใจได้ง่ายกว่า คือ ลองเปรียบเทียบ ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม กับระบอบเศรษฐกิจอิสลาม หรือ เปรียบเทียบ ระบอบประชาธิปไตย หรือ ระบอบคอมมิวนิสต์ กับ ระบอบการปกครองแบบอิสลาม น่าจะเห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่าการมองในมุมศาสนาอย่างเดียว
อยากจะแบ่งระดับความเข้าใจออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดับชาวบ้าน เพียงแค่ยิ้มและมีน้ำใจให้กัน โดยไม่มีการเมืองแอบแฝง ก็เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ
2. ระดับนักวิชาการ คือตามที่ข้าพเจ้าพยายามจะอธิบาย
3. ระดับนักปราชญ์ศาสนา คือ แบบที่ อ.ชัยวัฒน์ ได้กล่าวไว้ในบทความ โดยเฉพาะข้อสรุป เรื่อง State กับ Society ข้าพเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่า ระดับนักวิชาการที่ปฎิเสธธรรมะ จะไม่เข้าใจความหมายของความแตกต่างนี้ เนื่องจากนักวิชาการไทยส่วนใหญ่ จะมีวิธีคิดตามแบบตะวันตกที่ปฎิเสธศาสนา
การปฎิเสธศาสนา หมายถึงการละเลยบรรทัดฐานศีลธรรม ดังจะเห็นได้จากวิกฤติทุนนิยมในหลายๆระลอก แต่ละครั้งต่างก็มีสาเหตุมาจากความโลภส่วนตัว ที่ไม่มีนโยบายในเรื่องการแบ่งปันต่อสังคมรอบตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแตกต่างจากระบอบเศรษฐกิจอิสลามอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากสัจจะธรรมในศาสนาพุทธ มิได้มีรูปแบบ ในการกำหนดระบอบการปกครอง และระบอบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไทยจึงจำเป็นต้องนำระบอบประชาธิปไตย และระบอบทุนนิยมมาใช้อย่างไร้สิ้นทางเลือกอื่น เมื่อเกิดปัญหาทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ มากมายจาก 2 ระบบนี้ คนไทยจึงเลือกโทษไปที่ตัวบุคคล เพราะมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใดแล้ว ซึ่งในความเห็นของข้าพเจ้านั้น ปัญหาต่างๆที่รุมเร้าประเทศอยู่นี้ รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ระบอบประชาธิปไตย และ ทุนนิยม
อยากแนะนำให้จัดการสัมนาในหัวข้อเกี่ยวกับ การปกครองและระบอบเศรษฐกิจอิสลาม คุณจึงจะมองเห็นภาพรวมคร่าวๆได้ว่า ไทยควรแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจไปในทิศทางใด อย่างน้อยที่สุด ท่านจะได้มุมมองที่ต่างไปจากทางตัน ณ เวลานี้
กรุณาอย่าคิดง่ายๆแค่เพียงว่า ประเทศนี้ไม่ใช่อิสลามแล้วจะนำระบอบเศรษฐกิจอิสลามมาปรับใช้ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่ศึกศาสนา แต่เป็นเรื่องของวิธีปลดล๊อควิถีการเมืองและเศรษฐกิจไทย การแก้ปัญหาประเทศ ต้องมองอย่างบูรณาการ มิใช่มุ่งไปที่แก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงอย่างเดียวก่อน แล้วเรื่องอื่นๆค่อยว่ากันสมัยหน้า
บรรยากาศในร้านอาหารอิสลามดังๆหลายแห่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยพุทธที่ชื่นชอบความแซ่บแบบฮาลาล ประเด็นก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิมเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์กินอาหารฮาลาลได้ เหตุผลจริงๆแล้วอาหารฮาลาลนั้น มีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพ และ สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศน์ ส่วนเรื่องความชอบ หรือ รสนิยมส่วนตัวคงไม่มีน้ำหนักเท่ากับเหตุผลเรื่องสุขภาพ และ สิ่งแวดล้อม
ในกรณีของระบอบเศรษฐกิจ และ ระบอบการปกครองก็เช่นเดียวกัน ถ้าลองศึกษาดูแล้ว มีประโยชน์มากกว่าทุนนิยม ก็ควรจะนำมาใช้แก้ปัญหาประเทศ โดยไม่ต้องมีข้ออ้างเรื่องศาสนา หรือ แค่คำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นพุทธเท่านั้น ถ้าศึกษาอิสลามในทุกแง่มุมที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมา จะเข้าใจได้ง่ายกว่า การกล่าวถึงในมิติศาสนาเพียงด้านเดียว และถ้าเข้าใจถึงแก่นแท้จริงๆแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่า วิถีอิสลามนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปปฎิบัติ ไม่ว่าคุณจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม
แต่ถ้าท่านจะย้อนถามว่า ทำไมคนไทยพุทธต้องกินอาหารฮาลาล ท่านก็จะไม่ได้มุมมองในการแก้ปัญหาใดๆเลย เนื่องจากศาสนาพุทธไม่เคยกำหนดว่า ชาวพุทธไม่ควรกินอาหารฮาลาล แต่ในอิสลามมีข้อกำหนดที่มีคำอธิบายพร้อมเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นท่านสามารถนำอาหารฮาลาลไปเป็นตัวเลือกประกอบการพิจารณาได้ เช่นเดียวกับ ระบอบเศรษฐกิจ และ ระบอบการปกครอง
ส่วนท่านใดที่ยังคิดฝากอนาคตไว้กับระบอบทุนนิยม ว่างๆช่วยไปแนะแนวทางชีวิตให้กับ ยุโรป อเมริกา แก้ปัญหาประเทศให้จบสวยๆซะที มิใช่เลือกแก้ปัญหาด้วยการคิดแต่จะปล้นประเทศอื่นไปวันๆด้วยสงครามทุกรูปแบบ ถ้าเรายังเลือกที่จะเดินตามรอยเท้าฝรั่ง อนาคตคนไทยคงไม่พ้นตำแหน่ง ลูกสมุนท่านขุนโจร แทนที่จะได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีบนเวทีสากล
ถ้าใช้คำพูดแรงไป ข้าพเจ้าขออภัยไว้ด้วย แต่เป็นการยากมากที่จะอธิบายเรื่องที่มีเนื้อหาหนักๆแบบนี้ได้โดยการใช้คำพูดแบบกะทัดรัด และให้เข้าใจได้ง่ายๆ
วัฒนธรรมไทยไม่เชื่ออย่าลบหลู่
วัฒนธรรมไทยไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่ชอบก็ไม่ต้องพูดถึง ลืมๆไปบ้าง แต่โกรธก็จะยกขึ้นด่า
ส่วนมากประเทศอิสลามมักจะด้อยพัฒนากว่าประเทศที่นับถือคริสต์
ส่วนหนึ่งเพราะข้อจำกัดทางด้านศาสนา รวมถึงสิทธิมนุษยชนของสตรีอิสลามอีกด้วย
จะชอบอยู่อย่างเดียวคืออิสลามยอมให้มีเมียสี่คน ขณะที่ ศาสนาอื่นจะเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวทั้งสิ้น
ธรรมชาติชองสัตว์โลกเพศผู้ทุกช
ธรรมชาติชองสัตว์โลกเพศผู้ทุกชนิด ยากที่จะยอมรับกฎผัวเดียวเมียเดียวได้ แม้แต่ตัว คุณเมียมากดี เองก็เถอ่ะ ก็ยังยอมรับว่าชอบกฎเมียสี่ของอิสลาม เท่ากับยอมรับแบบฉลาดน้อยๆว่า คุณก็มีความมักมากในเรื่องแบบนี้เช่นเดียวกับสัตว์โลกเพศผู้ทั้งหลายในสากลโลก
ข้อกำหนดเรื่องเมียสี่ในอิสลาม มีไว้เพื่อป้องปรามให้เพศผู้ที่ชื่นชอบเรื่องผิดประเวณี รู้สึกเกรงกลัวการรับผิดชอบต่อการทำผิดในเรื่องแบบนี้ ด้วยการแต่งงาน มิใช่ทำผิดกับผู้หญิงแล้วก็ยังสามารถลอยนวล กิ๊กไปได้เรื่อยๆอย่างไร้ที่สิ้นสุด เหมือนกับที่สังคมไทยเป็นอยู่ จนศพเด็กเป็นพันๆต้องออกมา ก่อม๊อบเรียกร้องความเป็นธรรม สังคมไทยก็ยังคงไม่ได้สติอยู่ดี จะมีวิธีไหนบ้างที่สามารถทำให้คนไทยยอมรับความจริงกันได้ว่า สังคมนี้ไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายใดๆจะสามารถแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเพศหญิงและเด็กๆได้
ดังนั้นข้อกำหนดเรื่องเมียสี่นี้ จึงเป็นกฎหมายป้อมปรามที่ใช้ได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม เพราะธรรมชาติของเพศผู้นั้น กลัวการรับผิดชอบ เป็นการแก้ปัญหาแบบใช้ธรรมชาติด้านสว่างมากำหนดธรรมชาติด้านมืดของมนุษย์ เช่น ถ้าคุณเกิดอาการถูกใจสาวที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเองขึ้นมากะทันหัน กฎหมายการแต่งงานจะลอยมาในสามัญสำนึกของคุณ ถ้าคุณไปล่อลวงเขา คุณก็ต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน แต่ การแต่งงานใหม่ที่ภรรยาตัวเองไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกนั้น ย่อมต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นก่อนจะหน้ามืด มุสลิมจะมีกฎหมายนี้มาช่วยกลั่นกรองความคิดก่อนลงมือกระทำความผิด ย่อมดีกว่ามนุษย์สายพันธุ์เดียวกับ คุณเมียมากดี ที่ไม่มีกฎหมายใดๆสามารถบังคับให้เพศผู้รู้จักคำว่ารับผิดชอบได้
จำไว้ว่า ถ้าเมื่อใดที่เพศผู้ยังไร้ความรับผิดชอบต่อเพศหญิงและเด็ก ด้วยการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายกิ๊กไปเรื่อยๆโดยที่คนในสังคมก็นั่งดูกันเฉยๆและเห็นเป็รเรื่องธรรมดา นั่นคือ การก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อสถาบันครอบครัว แล้วปัญหาสังคมอื่นๆก็จะตามมาเป็นลูกโซ่
ประเด็นเรื่อง
ประเด็นเรื่อง ประเทศคริสต์เจริญกว่าอิสลามนั้น ขึ้นอยู่กับว่า คุณใช้มาตรฐานอะไรมาวัดกัน ถ้าใช้แค่เงิน เป็นค่าวัดความเจริญ แสดงว่าชีวิตคุณกำลังหลงทางในป่าดงดิบแบบกู่ไม่กลับ
แต่ถ้าใช้อัตราการทำแท้ง การหย่าร้าง อัตราอาชญากรรม ฯลฯ ในประเทศอิสลามมีสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศตะวันตกแน่นอน คนไทยชื่นชอบประเทศภูฐาน ด้วยเหตุผลเรื่องความเจริญทางวัตถุหรือ
ข้าพเจ้าจะไม่ใช้คำว่าประเทศคริสต์ เพราะแสดงออกถึงการศึกษาที่ยังไม่พอเพียง ประเทศตะวันตกคนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่เชื่อในระบอบทุนนิยม ซึ่งค้านกับธรรมมะในทุกๆศาสนา แม้ปากจะอ้างว่าเป็นประเทศคริสต์ แต่ก็เป็นเพียงเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น มิได้มีความศรัทธาในศาสนาคริสต์จริงๆ ถ้าคุณอ่านบทความของ อ.ชัยวัฒน์จะได้ความรู้คร่าวๆว่า ศาสนา ยิว คริสต์ อิสลาม นั้น มีพื้นฐานความเชื่อไปในทิศทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
แต่ในประเทศอิสลาม เราสามารถใช้คำนี้ได้ เพราะมีระบอบการปกครองประเทศแบบกฎหมายอิสลาม แต่ ประเทศคริสต์ ไม่ได้มีรูปแบบการปกครองแบบที่จะสามารถนำมาใช้เรียกเป็นชื่อประเทศได้ คนไทยยังคงสับสนในเรื่องนี้อีกมาก ยากที่จะอธิบายจริงๆ
ถ้าคุณเห็นว่าชาติตะวันตกมีความเจริญกว่าอิสลาม คุณก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ระบอบทุนนิยม นั้นดียังไง บนพื้นฐานความจริงจากวิกฤติเศรษฐกิจหลายๆเหตุการณ์ จริงๆแล้วธรรมชาติของทุนนิยมคือ อะไร และ นั่นเท่ากับว่าคุณก็เลือกปฎิเสธ วิถีแห่งความพอเพียง เพราะทฤษฎีทุนนิยม ไม่เคยให้ความสำคัญกับคำนี้
เมียมากดี
[quote=เมียมากดี]วัฒนธรรมไทยไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่ชอบก็ไม่ต้องพูดถึง ลืมๆไปบ้าง แต่โกรธก็จะยกขึ้นด่า
ส่วนมากประเทศอิสลามมักจะด้อยพัฒนากว่าประเทศที่นับถือคริสต์
ส่วนหนึ่งเพราะข้อจำกัดทางด้านศาสนา รวมถึงสิทธิมนุษยชนของสตรีอิสลามอีกด้วย
จะชอบอยู่อย่างเดียวคืออิสลามยอมให้มีเมียสี่คน ขณะที่ ศาสนาอื่นจะเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวทั้งสิ้น[/quote]
Do not forget Mormon.