กานดา นาคน้อย เศรษฐศาสตร์สามัญสำนึก : จากหนองงูเห่าสู่ที่ราบสูง

วิกฤตอุทกภัยไทยปีนี้โด่งดังในระดับนานาชาติ เพราะสื่อมวลชนต่างชาติแพร่ภาพนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งจมน้ำไปทั่วโลก คนไทยได้เรียนวิชาภูมิศาสตร์นอกหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯพร้อมกับชาวต่างชาติผ่าน สื่อมวลชน ได้รู้ว่าไทยมีนิคมฯ ในพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากมาย ได้เห็นภาพน้ำท่วมถึงท้องเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง ทำให้ต้องลุ้นกันว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะจมน้ำไหม? กำเนิดสนามบินสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรม โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเริ่มต้นเมื่อ 50 ปีที่แล้วในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ [1] กระทรวงคมนาคมเริ่มเวนคืนที่ดินในบริเวณที่เรียกกันว่า“หนองงูเห่า”ตั้งแต่ยุครัฐบาลสฤษดิ์ สนามบินแห่งใหม่จึงได้ชื่อว่า“สนามบินหนองงูเห่า” หลังเวนคืนและการก่อสร้างระยะแรกก็มีการทบทวนว่าจะสร้างสนามบินหนองงูเห่ากันจริงๆหรือไม่ ในที่สุดการก่อสร้างจริงจังก็เริ่มต้นในยุครัฐบาลอานันท์ 1 หรือรัฐบาลรสช.ซึ่งเป็นรัฐบาลชั่วคราวหลังคณะรสช.ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลชาติชาย การก่อสร้างแล้วเสร็จในยุครัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อต้นรัฐบาลทักษิณ 2 สนามบินใหม่ได้รับพระราชทานชื่อทางการว่า“สนามบินสุวรรณภูมิ” สนามบินใหม่เปิดบริการเต็มรูปแบบเพียง 9 วันหลังจากที่รัฐบาลทักษิณ 2 โดนรัฐประหาร ภูมิศาสตร์ของหนองงูเห่าคือแอ่งน้ำ ความหมายของ“หนอง”อ้างอิงได้จากสุภาษิตที่ว่า“เรือล่มในหนองทองจะไปไหน” [2] แม้จะถมที่ดินก่อนสร้างสนามบินแล้ว สนามบินใหม่ยังเสี่ยงต่ออุทกภัยถ้าไม่ทำกำแพงกั้นน้ำสูงๆด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เพราะที่ดินรอบสนามบินเป็นที่ต่ำซึ่งรองรับน้ำตามธรรมชาติ ทำให้เกิดคำถามว่าในอดีตบรรดาสถาปนิกไทยไม่ต่อต้านโครงการสนามบินใหม่กันหรือ? ดิฉันคิดว่าสถาปนิกจำนวนมากไม่น่าจะเห็นด้วยกับโครงการสนามบินหนองงูเห่าแต่ไม่กล้าต่อต้านเพราะหวาดกลัวอำนาจของรัฐบาลทหาร ไม่ว่าภูมิศาสตร์ของสนามบินใหม่เป็นอย่างไร โครงการสนามบินใหม่เป็นจุดขายสำคัญของผู้พัฒนานิคมฯตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้างสนามบิน ด้วยเหตุนี้นิคมฯยุคแรกจึงอยู่ไม่ไกลจากหนองงูเห่า ผู้พัฒนานิคมฯคือบริษัทเอกชนและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลถนอม นิคมฯแห่งแรกของไทยคือนิคมฯนวนครของเอกชนในจ.ปทุมธานี (เปิดปี2514) [3] นิคมฯต่อมาเป็นนิคมฯของกนอ. กล่าวคือ นิคมฯบางชันที่เขตคันนายาวและมีนบุรี (เปิดปี 2515) นิคมฯบางปูทีจ.สมุทรปราการ (เปิดปี 2520) ส่วนนิคมฯภาคตะวันออกเริ่มจากนิคมฯแหลมฉบัง (เปิดปี 2525) ซึ่งพัฒนาควบคู่กับท่าเรือแหลมฉบังในจ.ชลบุรี [4] นโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนานิคมฯที่สุดคือสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งถือกำเนิดในรัฐบาลสฤษดิ์ อาทิ นโยบายยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล นโยบายยกเว้นหรือลดหน่อยอากรขอเข้าสำหรับเครื่องจักร ฯลฯ [5] ความสำเร็จของนิคมฯรุ่นแรกทำให้ราคาที่ดินใกล้นิคมฯรุ่นแรกปรับตัวสูงขึ้นและผลักดันให้นิคมฯรุ่นหลังห่างไกลจากหนองงูเห่ามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีนิคมฯในหลายจังหวัดจากเหนือลงใต้ดังต่อไปนี้ ลำพูน พิจิตร อยุธยา นครราชสีมา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี ราชบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทราสาคร สงขลา และปัตตานี มีทั้งนิคมฯที่พัฒนาโดยกนอ. นิคมฯเอกชน และนิคมฯที่กนอ.พัฒนาร่วมกับเอกชน นิคมอุตสาหกรรมในภาคอีสาน ปัจจุบันภาคอีสานมีนิคมฯแห่งเดียวคือนิคมฯสุรนารีที่จ.นครราชสีมาซึ่งเป็นนิคมฯเอกชน ในอดีตกนอ.เคยพัฒนานิคมฯที่จ.ขอนแก่นร่วมกับเอกชนแต่กนอ.ถอนตัวไปเพราะขาดทุน เอกชนทำนิคมฯต่อไปแต่กลายเป็นนิคมฯร้าง โครงการนิคมฯของกนอ.มักโดนเอ็นจีโอต่อต้านด้วย 2 เหตุผล หนึ่งคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สองคือเรียกร้องให้คนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจ ดิฉันเห็นด้วยกับเหตุผลที่สอง ส่วนเหตุผลแรกนั้นดิฉันคิดว่าเอ็นจีโอตัดสินใจแทนคนท้องถิ่นไม่ได้ ผลดีจากนิคมฯที่ชัดเจนคือการสร้างงาน ถ้านิคมฯขอนแก่นประสบความสำเร็จก็อาจจะทำให้คนขอนแก่นบางกลุ่มเลิกเห็น“เขยฝรั่ง”เป็นบันไดไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต [6] [7] ดิฉันไม่ทราบว่านิคมฯ(ร้าง)ที่ขอนแก่นจมน้ำเหมือนนิคมฯโรจนะและนิคมฯนวนครหรือไม่ แต่ขอนแก่นก็ไม่ได้รอดพ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ จังหวัดอื่นในภาคอีสานที่รอดพ้นจากวิกฤตอุทกภัยน่าจะเหมาะต่อการสร้างนิคมฯมากกว่า เช่น สกลนคร และจังหวัดบนที่สูงระหว่างภาคอีสานและภาคเหนืออย่างเลยหรือเพชรบูรณ์ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากต่อความสำเร็จของนิคมฯคือระบบขนส่งสินค้า ขอนแก่นได้เปรียบสกลนคร เลย และเพชรบูรณ์ตรงที่สนามบินมีเทียวบินมากกว่า แต่ดิฉันคิดว่าไม่ควรใช้สนามบินเป็นจุดขายของนิคมฯเพราะขนาดของไทยไม่ใหญ่โตแบบสหรัฐฯและการขนส่งสินค้าด้วยเครื่องบินราคาแพง รถไฟฟ้ารางคู่แบบญี่ปุ่นเหมาะสมต่อการขนส่งสินค้าบนบกมากกว่าเครื่องบินและจะช่วยสร้างชุมชนด้วย ปัจจุบันสหรัฐฯอาศัยทั้งเครือข่ายรถไฟฟ้าและรถบรรทุกเพื่อขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือ นอกจากนี้จีนซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับสหรัฐฯก็พัฒนาระบบขนส่งระหว่างภูมิภาคด้วยรถไฟฟ้าเช่นกัน ทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลญี่ปุ่นสนใจสนับสนุนด้านทุนถ้าไทยหันมาพัฒนาเครือข่ายรถไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคอย่างจริงจัง อิทธิพลของสงครามต่อภูมิศาสตร์การพัฒนา กองทัพญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟที่กาญจนบุรีเพื่อลำเลียงทหารและอาวุธไปตีพม่าในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉันใด รัฐไทยก็สร้างทางรถไฟและทางหลวงแผ่นดินสู่ภาคอีสานเพื่อรวมศูนย์อำนาจการเมืองฉันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางรถไฟไปโคราชหลังเซ็นสนธิสัญญาเบาวริง หรือการสร้างทางหลวงแผ่นดินสู่ภาคอีสานในยุคสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ สนามบินมากมาย (ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งการเป็นสนามบินพาณิชย์แต่บางแห่งก็กลายเป็นสนามบินร้าง) ถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นเพื่อลำเลียงปัจจัยให้กองทัพสหรัฐฯ แต่ในยุคสงครามเย็นสกลนคร เลยและเพชรบูรณ์ไม่มีบทบาททางเศรษฐกิจมากเพราะมีเขตที่จัดเป็น “พื่นที่สีแดง”ทำให้มีความเสี่ยงสูงและไม่ดึงดูดการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน สงครามเย็นจบลงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่รัฐไทยโดยเฉพาะกองทัพไทยยังไม่ปรับตัวเข้ากับสมดุลใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก การก่อสร้างสนามบินใหม่ที่หนองงูเห่าซึ่งเป็นมรดกจากรัฐบาลเผด็จการทหารในอดีตและหยุดไประยะหนึ่งได้เริ่มต้นอีกครั้งด้วยมติครม.รัฐบาลอานันท์ 1 หรือรัฐบาลรสช.ซึ่งเป็นรัฐบาลชั่วคราวหลังรัฐประหาร ปัจจุบันทหารอากาศยังร่วมบริหารสนามบินสุวรรณภูมิในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการบริหารสนามบินดอนเมือง การบริหารดังกล่าวแตกต่างจากการบริหารสนามบินพาณิชย์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะกองทัพในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ร่วมบริหารสนามบินพาณิชย์ มาสายดีกว่าไม่มา (Better late than never.) บทบาทของกองทัพในการประสานงานกับรัฐบาลให้ทหารเกณฑ์และพลทหารระดับนายสิบช่วยบรรเทาวิกฤตอุทกภัยนั้นเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่นั่นเป็นเพียงก้าวเล็กๆสู่การปรับตัวของกองทัพในยุคหลังสงครามเย็นที่จบไปตั้ง 20 ปีแล้ว ปัจจุบันกองทัพยังไม่มีท่าทีว่าจะเลิกใช้ทหารเกณฑ์ต่อรองผลประโยชน์จากกระทรวงการคลัง สัปดาห์นี้กองทัพบกเพิ่งเสนอให้กระทรวงการคลังขึ้นเบี้ยเลี้ยงรายวันของทหารเกณฑ์ที่ปฎิบัติการบรรเทาวิกฤตอุทกภัย [7] โปรดสังเกตว่ากองทัพไม่พยายามลดงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ทหารเกณฑ์ และกองทัพไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิกระบบทหารเกณฑ์เพราะทหารเกณฑ์เป็นฐานอำนาจต่อรองที่สำคัญ (ดิฉันจะอธิบายถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของระบบทหารเกณฑ์แบบไทยๆในโอกาสหน้า) สงครามเย็นจบไปแล้วดังนั้นไทยไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ไม่สายเกินไปที่ไทยจะเลิกนโยบาย“กรุงเทพฯคือประเทศไทย”ด้วยการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้ารางคู่เพื่อเชื่อมภาคอีสานกับท่าเรือแหลมฉบังในภาคตะวันออก โครงการดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายขนส่งสินค้าจากภาคเหนือและประเทศลาว(ซึ่งเชื่อมต่อกับจีน)ในอนาคต ปัจจุบันสนามบินเชียงใหม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างเชียงใหม่และเกาหลีใต้ เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติที่ไม่น้อยหน้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะเที่ยวบินเข้าทวีปอเมริกา การขยายสนามบินเชียงใหม่ควบคู่กับการสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคตะวันออกน่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากกว่าสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าไทยจะขุดคอคอดกระในอนาคตก็ใช้เรือเชื่อมท่าเรือแหลมฉบังกับคอคอดกระได้ นอกจากนี้การพัฒนาระบบขนส่งภาคอีสานจะช่วยถ่ายเทพลเมืองและความแออัดออกจากกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่สำคัญที่สุด บีโอไอควรเลิกสนับสนุนการลงทุนเพิ่มในพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยโดยเฉพาะพื้นที่รอบๆสนามบินสุวรรณภูมิ พื้นที่ตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ใต้เขื่อนขนาดใหญ่ บีโอไอน่าจะหันมาให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนโครงการรถไฟฟ้ารางคู่เพื่อเชื่อมภาคอีสานกับท่าเรือที่ภาคตะวันออก และให้สิทธิประโยชน์เพื่อการพัฒนานิคมฯที่จังหวัดทีมีพื้นที่สีแดงในอดีตแต่มีภูมิศาสตร์เหมาะสม ดิฉันไม่สนับสนุนให้ทั้งกนอ.และเอ็นจีโอเป็นผู้ตัดสินใจสร้างหรือไม่สร้างนิคมฯ พลเมืองในแต่ละจังหวัดควรมีสิทธิพิจารณาข้อเสนอจากกนอ.และตัดสินใจกันเอง เราย้าย“มรดกเจ้าคุณปู่”อย่างสนามบินสุวรรณภูมิและนิคมฯในเขตอุทกภัยไปที่อื่นไม่ได้ ทำได้อย่างมากแค่ป้องกันอุทกภัยเพื่อทำกำไรจากสนามบินสุวรรณภูมิและนิคมฯให้นานพอที่จะคุ้มทุน ต้องคำนวณว่าค่าป้องกันอุทกภัยเท่าไรและต้องทำกำไรจาก“มรดกเจ้าคุณปู่”อีกกี่ปีถึงจะคุ้มทุน ส่วนนิคมฯเก่าที่คุ้มทุนแล้วบีโอไอควรให้สิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนให้บริษัทในนิคมฯย้ายไปนิคมฯอื่นที่ปลอดอุทุกภัย หมายเหตุ [1] ประวัติความเป็นมาของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ [2] พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถานฉบับปี พศ. 2542 ซึ่งเกิดหลังสุภาษิตไทยให้คำจำกัดความของคำว่า”หนอง”ว่า (1) แอ่งน้ำ หรือ (2) นํ้าเลือดเสียกลายเป็นสีขาวข้นที่กลัดอยู่ตามแผลและฝี [3] นิคมฯนวนคร [4] ข้อมูลนิคมฯที่กนอ.มีส่วนร่วมพัฒนา [5] สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน [6] กนอ.รุดรับฟังเหตุผลขอจัดตั้งนิคมฯขอนแก่น (19 มีนาคม 2553) [7] \เขยฝรั่ง\" มาร์ติน วีลเลอร์ เปิดอกโต้ข้อกล่าวหาต่างด้าว \"แย่งที่ดิน\" (30 มิถุนายน 2554) [8] กองทัพเล็งเพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหารช่วยน้ำท่วมเป็น 214บาทต่อวัน (1 พฤศจิกายน 2554)"

Comments

หรือคือ เศษแห่งศาสตร์

หรือคือ เศษแห่งศาสตร์ ไร้สำนึก
ยิ่งลงลึก ยิ่งตลก ยิ่งตกหลุม
ยิ่งยามนี้ ชาติวิกฤต สุดควบคุม
ยังตีขรุม ยื่นหน้า สาระแน

ใยยกคำ มรดก เจ้าคุณปู่
หรือความรู้ แท้จริง ลิงแก้แห
คล้ายยิ่งดิ้น ก็ยิ่งรัด เขี้ยวกัดแจ
แต่เจ้าแห ก็ยังมัด ฟัดกับลิง

เศรษฐศาสตร์ คล้ายติดลบ เริ่มจบเห่
ยังทำเท่ วางท่า สง่ายิ่ง
ลุ้นให้รวย ด้วยความรู้ บอกหรูจริง
สิ่งแวดล้อม แน่นิ่ง ก้อช่างมัน

สร้างสะพาน สร้างเรื่องดึง ถึงสฤษดิ์
อีกถนอม บอกต้นคิด หรือครับท่าน
หรือเพียงบอก สนอง ความต้องการ
ชังทหาร แล้วหาเหยื่อ ทำเพื่อใคร?

ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมบทความน

ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมบทความนี้ของกานดาเป็นอย่างยิ่ง...

การนำแฟคเตอร์ของกาลเวลาที่แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่นักเขียนบทความประเภทเดียวกันนี้ มักจะละเลยและทำให้เกิดการสับสนในการเรียงลำดับทั้งปัญหาและการแก้ไขปัญหา ผู้อ่านเองก็เข้ามาเมนทืกันแบบเอามันในอารมณ์ และความจำส่วนบุคคล และปัจจัยใครเกิดทันหรือไม่กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีควาสัมพันธืกันในช่วงเวลาหลายสิบปี.......ที่กานดาทำเป็นตัวอย่างนี้ ดีมากครับ

สำหรับต่างชาตืกับการลงทุนในนิคมอุตรสาหกรรมในประเทศไทยนั้น ในฐานะที่พอจะอยู่ในวงการนี้อยู่บ้าง ผมเห็นข้อสรุปหลังน้ำลดดังนี้...

การลงทุนใดที่มีฐานอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว และความชำนาญงานของคนงานไทยมีความสำคัญสูงต่อกำลังผลิต ต่างชาติจะยังอยู่ต่อโดยจะปรับปรุงอาคารสิ่งก่อสร้างให้สามารถรับสถานะการณ์น้ำท่วม โดยใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นมาตรฐานกำหนดเสปคการก่อสร้างและซ่อมแซม....ไม่ย้ายแน่นอน

ส่วนการลงทุนใหม่ๆที่ แรงงานมีความสำคัญน้อยกว่าและสามารถใช้เครื่องจักรอัตโนมัติทำงานได้ และหรือ สามารถฝึกปรือพนักงานขึ้นมาใหม่ได้ ปัจจัยความมั่นคงทางการเมืองและฝีมือบริหารวิกฤติของรับบาลมีผลต่อการลงทุนมากมาย.......โครงการลงทุนใหม่ๆใหญ่ๆ จะเบนความสนใจไปที่ ภาคกลางของลาวหรือเวียตนามแทนโดยเฉพาะการลงทุนที่ผลิตเพื่อส่งออก ตลาดอเมริกาเหนือซึ่งการขนส่งจากเมืองท่าดานังไปอเมริกานั้นใกล้กว่าถูกกว่า การเมืองของสองประเทศนั้นนิ่งกว่า....เวียตนามนั้นเตรียมตัวรับการลงทุนถึงระดับเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูหลายโรงไว้แล้วนะครับ

และที่สำคัญมากๆก็คือ ไม่มีนักลงทุนคนไหนในโลกที่จะสนใจลงทุนในพื้นที่ ที่มวลชนนั้นอ่อนไหวต่อการปลุกปั่นโดยนักปลุกม็อบมวลชน และขาดวุฒิภาวะที่จะเข้าใจว่า วินัยและหน้าที่นั้นมีความสำคัญเท่ากับสิทธิและเสรีภาพ.....

เอาแค่สร้างโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูสักหนึ่งโรงในภาคอีสานให้ได้สักโรงก่อนเถิดครับ...ค่อยไปคิดดึงนักลงทุน....

ดังนั้น นิคมอุตรสาหกรรมใหม่ๆในภาคอีสานของเรานั้น ลืมไปได้เลยครับ...........

"เวียตนาม"

"เวียตนาม" สร้างโรงงานนิวเคลียร์แล้ว

บัดนี้ "ประเทศไทย" ของเรา ก็ได้เข้าไปอยู่ใน Nuclear zone เรียบร้อยแล้ว

ถึงคุณจะ สร้างหรือไม่สร้าง คุณก็จะโดนผลกระทบอยู่ดี (if any)

เมื่องไทย กับ เมืองเหงียน อยู่ห่างกันแค่คืบ...

น่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นน๊ะ

บางกอก

[quote=บางกอก]ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมบทความนี้ของกานดาเป็นอย่างยิ่ง...

การนำแฟคเตอร์ของกาลเวลาที่แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่นักเขียนบทความประเภทเดียวกันนี้ มักจะละเลยและทำให้เกิดการสับสนในการเรียงลำดับทั้งปัญหาและการแก้ไขปัญหา ผู้อ่านเองก็เข้ามาเมนทืกันแบบเอามันในอารมณ์ และความจำส่วนบุคคล และปัจจัยใครเกิดทันหรือไม่กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีควาสัมพันธืกันในช่วงเวลาหลายสิบปี.......ที่กานดาทำเป็นตัวอย่างนี้ ดีมากครับ

สำหรับต่างชาตืกับการลงทุนในนิคมอุตรสาหกรรมในประเทศไทยนั้น ในฐานะที่พอจะอยู่ในวงการนี้อยู่บ้าง ผมเห็นข้อสรุปหลังน้ำลดดังนี้...

การลงทุนใดที่มีฐานอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว และความชำนาญงานของคนงานไทยมีความสำคัญสูงต่อกำลังผลิต ต่างชาติจะยังอยู่ต่อโดยจะปรับปรุงอาคารสิ่งก่อสร้างให้สามารถรับสถานะการณ์น้ำท่วม โดยใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นมาตรฐานกำหนดเสปคการก่อสร้างและซ่อมแซม....ไม่ย้ายแน่นอน

ส่วนการลงทุนใหม่ๆที่ แรงงานมีความสำคัญน้อยกว่าและสามารถใช้เครื่องจักรอัตโนมัติทำงานได้ และหรือ สามารถฝึกปรือพนักงานขึ้นมาใหม่ได้ ปัจจัยความมั่นคงทางการเมืองและฝีมือบริหารวิกฤติของรับบาลมีผลต่อการลงทุนมากมาย.......โครงการลงทุนใหม่ๆใหญ่ๆ จะเบนความสนใจไปที่ ภาคกลางของลาวหรือเวียตนามแทนโดยเฉพาะการลงทุนที่ผลิตเพื่อส่งออก ตลาดอเมริกาเหนือซึ่งการขนส่งจากเมืองท่าดานังไปอเมริกานั้นใกล้กว่าถูกกว่า การเมืองของสองประเทศนั้นนิ่งกว่า....เวียตนามนั้นเตรียมตัวรับการลงทุนถึงระดับเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูหลายโรงไว้แล้วนะครับ

และที่สำคัญมากๆก็คือ ไม่มีนักลงทุนคนไหนในโลกที่จะสนใจลงทุนในพื้นที่ ที่มวลชนนั้นอ่อนไหวต่อการปลุกปั่นโดยนักปลุกม็อบมวลชน และขาดวุฒิภาวะที่จะเข้าใจว่า วินัยและหน้าที่นั้นมีความสำคัญเท่ากับสิทธิและเสรีภาพ.....

เอาแค่สร้างโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูสักหนึ่งโรงในภาคอีสานให้ได้สักโรงก่อนเถิดครับ...ค่อยไปคิดดึงนักลงทุน....

ดังนั้น นิคมอุตรสาหกรรมใหม่ๆในภาคอีสานของเรานั้น ลืมไปได้เลยครับ...........[/quote]

ขอบคุณค่ะ

ขอแย้งเรื่อง"พื้นที่ที่มวลชนอ่อนไหวต่อการปลุกปั่นโดยนักปลุกม็อบ"นิดนะคะ ดิฉันคิดว่าพื้นที่ที่คุณว่าคือทั้งประเทศไทยค่ะ

คนไทยปลุกระดมง่ายทุกภาคไม่ใช่แค่ภาคอีสาน เผอิญเอ็นจีโอนิยมไปภาคอีสานมากกว่าภาคอื่น ก็เลยดูเหมือนว่าคนภาคอีสานโดนปลุกระดมง่าย ไม่ต้องดูอื่นไกลค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเดินทางไปไหนก็ปลุกระดมบนเฟซบุ๊คได้เลย "ไทยมุง"และพวกมากลากไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยนะคะ พันธมิตรก็ยุจนปัญญาชนกทม.หลงคารมไปปิดสนามบินกันมาแล้ว ขึ้นเวทีพันธมิตรกันจนเรตติ้งตกกันหลายราย ภาคใต้ก็มีโครงการที่เอ็นจีโอเข้าไปปลุกมวลชนเหมือนก้ันค่ะ

ดังนั้น ดิฉันคิดว่าเรื่องปลุกม็อบไม่ปลุกม็อบไม่ได้สำคัญกะภาคอีสานมากกว่าภาคอื่น ที่สำคัญกว่านั้นคือส่วนได้ส่วนเสียจากการลงทุนมากกว่า ประเทศไทยได้เปรียบเวียดนามตรงที่ตลาดในประเทศใหญ่กว่าเวียดนาม ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่ได้ลงทุนเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯหรือญี่ปุ่นหรือยุโรปเท่านั้น ลงทุนเพือขายคนไทยด้วย ถ้าสร้างรถไฟฟ้าและชุมชนขยาย ตลาดก็ขยายก็จะทำให้น่าลงทุนมากขึ้น อีกอย่างที่ไทยได้เปรียบคนเวียดนามคือคนไทยใจดีกะคนต่างชาติค่ะ ฝรั่งเดี๋ยวนี้มาอยู่ไทยเยอะมาก ฝรั่งในบริษัทข้ามชาติแย่งกันมาประจำเมืองไทยยิ่งกว่าไปประเทศไหนในเอเชียแม้แต่ญี่ปุ่นนะคะ เพราะว่าคนไทยใจดี ชอบพูดภาษาอังกฤษด้วย ยิ่งฝรั่งกะญี่ปุ่นที่มีครอบครัวตามมาอยู่ด้วยก็อยากอยู่เมืองไทยมากกว่าเวียดนามค่ะ โรงเรียนอินเตอร์ในไทยดีกว่าเวียดนาม (หมายถึงโรงเรียนอินเตอร์ที่ฝรั่งกะญี่ปุ่นส่งลูกเีรียนนะคะ ไม่ใช่อินเตอร์คนไทย)

เรื่องสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ยกตัวอย่างญี่ปุ่นนะคะ ญี่ปุ่นสร้างได้เพราะเขตโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับการชดเชยสมน้ำสมเนื้อ เขาก็พอจะทำใจได้ว่าผลิตไฟฟ้าให้รถไฟฟ้าใช้ให้โรงงานอุตสาหกรรมและสังคมเมืองใช้แล้วชุมชนได้ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย ในกรณีของไทย ที่ไม่ไปไหนซะทีเพราะว่าไม่ชดเชยให้สมน้ำสมเนื้อน่ะค่ะ ได้ไม่คุ้มเสียแล้วใครจะอยากให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มาอยู่ใกล้บ้านล่ะคะ

ถ้าไม่เชื่อลองทำสำรวจดูก็ได้ค่ะ ว่ามีใครอยากให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งอยู่ใกล้บ้านบ้าง แล้วมีเงื่อนไขยังไงถึงจะยอมให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งอยู่ใกล้บ้าน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือผู้ใช้ไฟฟ้าต้องชดเชยให้ชุมชนอย่างไร

แถวบ้านดิฉันที่เมืองไทยมีโรงผลิตไฟฟ้านะคะ เห็นชัดว่ามีผลกระทบกะสิ่งแวดล้อม อากาศร้อนขึ้นมากกว่าก่อนมีโรงไฟฟ้า มีฝุ่นละอองในอากาศมากกว่าแต่ก่อน แต่คนแถวบ้านก็ยอมรับว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเองก็ชอบชีวิตแบบใ้ช้ไฟฟ้า ไม่ได้อยากมีชีวิตแบบสมัยไอ้ขวัญกะอีเรียม ของดีของฟรีไม่มี ก็้ยอมรับกันไป แต่ถ้าโรงไฟฟ้านั่นกลายเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมา ไม่คิดว่าคนจะยอมรับง่ายๆ อย่างน้อยก็ต้องชดเชยให้ชุมชนมากกว่าแ่ต่ก่อน

ิดิฉันคิดว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยสร้างรถไฟฟ้าออกต่างจังหวัดยากก็ตรงที่ว่าสายการบินและกองทัพอากาศยังพยายามโปรโมทสนามบินตามต่างจังหวัดน่ะค่ะ กลุ่มธุรกิจด้านการบินไม่อยากให้มีรถไฟฟ้ามาแข่งค่ะ

ขอคัดค้านการสร้าง

ขอคัดค้านการสร้าง โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

นำเงินมาพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์กันดีกว่า
พัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์
และพัฒนาแนวทางใหม่ๆเพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์

ประเทศไทยมีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์เก่งๆมากมาย
ควรสนับสนุนงบประมาณให้พวกเขาคิดสร้างสรรค์งานวิจัย

และสนับสนุนให้พวกเขาทำงานวิจัยได้
ด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารที่มีกึ๋นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน.

เพลินครับ

เพลินครับ เข้ามาอ่านงานของคุณกานดาที่ไรได้ความรู้และความเพลิดเพลินจำเริญใจจังครับ ขอบคุณที่เขียนบทความดี ๆ มาอย่างสม่ำเสมอครับ

ชอบครับ และเพิ่งค้น

ชอบครับ

และเพิ่งค้น และกลับไปอ่านบทความเกียวกับการให้ทุนเรียนต่อของรัฐ คิดไว้นานมากแล้ว และเห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่
สุดท้ายจะมีใครทำอะไรหรือไม่
เฮ่อ

ชาวบ้าน-1

[quote=ชาวบ้าน-1]ขอคัดค้านการสร้าง โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

นำเงินมาพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์กันดีกว่า
พัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์
และพัฒนาแนวทางใหม่ๆเพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์

ประเทศไทยมีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์เก่งๆมากมาย
ควรสนับสนุนงบประมาณให้พวกเขาคิดสร้างสรรค์งานวิจัย

และสนับสนุนให้พวกเขาทำงานวิจัยได้
ด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารที่มีกึ๋นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน.[/quote]

ไอ้หมอนี่ ไม่มีความรู้ด้านพลังงานเลย...

ดิฉันคิดว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให

ดิฉันคิดว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยสร้างรถไฟฟ้าออกต่างจังหวัดยากก็ตรงที่ว่าสายการบินและกองทัพอากาศยังพยายามโปรโมทสนามบินตามต่างจังหวัดน่ะค่ะ กลุ่มธุรกิจด้านการบินไม่อยากให้มีรถไฟฟ้ามาแข่งค่ะ

ส่วนตัวคิดว่ารถไฟฟ้าออกต่างจังหวัดยากเพราะกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ถ้ามีรถไฟฟ้าจริงวิ่งไปโคราชใน1 ชั่วโมงคงมีคนจำนวนมากยอมจอดรถไว้ดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าเหนื่อย ค่าความเสี่ยง

ผู้ที่มักแสดงกริยาโอหัง

ผู้ที่มักแสดงกริยาโอหัง สามหาว ดูถูกดูหมิ่นคนอื่น
มักเป็นพวกกบในกะลาครอบ ไร้สติปัญญา และมีผลประโยชน์แอบแฝง

วันๆ แช่มดีแต่ยุแหย่ให้คนไทยแตกกัน เพื่อให้ตัวเองยังคงอำนาจอยู่ได้

สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว แช่มรวยจากค่าคอมมิชชั่น มากมั้ย??
มหาอำนาจให้ค่าปิดปากแช่มเท่าไร??

ยังไงก็นหนีมันไม่พ้นเพราะทางต

ยังไงก็นหนีมันไม่พ้นเพราะทางตอนเหนือของเราก็มีจีน รัสเซีย ตะวันตกก็มีอินเดียกับปากีสถาน ตะวันออกก็มีญีปุน แถมเวียดนามอีก ถ้าจะสร้างจริงๆไปสร้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นล่ะดีที่สุด
-ภาคเหนืออยู่ใกล้แนวเคลือนของเปลือกโลกอาจเกิดแผ่นโลก
-ภาคใต้ทรัพยากรทางทะเลมีเยอะและเป็นแหล่งท่องเทียวควรที่จะเก็บไว้อย่าเอาอุตสาหกรรมหนักไปลง
-ภาคกลาง มันแน่นเกินไปและภาคกลางน้ำท่วมหนักทุกๆปี
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือดีที่สุด อีสานเหนือ1โรง อีสานใต้1โรง อีสานตอนกลาง1โรง แค่นี้ประเทศไทยก็มีพลังงานไฟฟ้าใช่ชั่วลูกชั่วหลาน เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มันยังราคาแพงครับ

ตามความห็นของผมนะ...พลังงานแส

ตามความห็นของผมนะ...พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมคงทดแทนไม่ได้ทั้งหมดเพราะพลังงานมันไม่สม่ำเสมอครับ มัน intermittent อย่างฝรั่งว่า และข้อจำกัดของประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมเอง ผมไม่แน่ใจว่าพลังงานเหล่านี้จะตอบสนอง Base Demand เสียด้วยซ้ำ

ไม่นับพื้นที่ที่ต้องใช้นะ ไม่แน่ใจว่าโรงไฟฟ้าเหล่านี้ขนาด 500 Mw (ชิวๆ) ต้องใช้ พท เท่าไร ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้สม่ำเสมอหรือไม่ (ไม่มีแดด ฟ้ามีเมฆ ฝนตก ลมอ่อน ลมมรสุมมาต้องปิดกังหัน ฯลฯ)

แม้แต่ในต่างประเทสเขายังคงต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นตัวแบ๊คคัพ ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นี่เข้าข่ายใช้หมดไปครับ และมันมียุทธศาสตร์การเมืองมาเกี่ยวเพราะในอนาคต ชาติต่างๆคงไปรุมแย่งแหล่งยูเรเนียมในแอฟริกากัน คล้ายๆแย่งน้ำมันในอิรักหรือลิเบียในทุกวันนี้

ผมไม่ได้กลัวมันระเบิดนะ...ทุกวันนี้เทคโนโลยี่มันปลอดภัยมาก ถ้าไม่ซวยหนักแบบญี่ปุ่น หรือชุ่ยแบบเชอร์โนบิล อย่างลืมว่าเรือดำน้ำรัสเซียก็ระเบิดและจมนะ โดยไม่เกี่ยวกับเรือดำน้ำไม่ปลอดภัยหรือเปล่า เพราะเห็นไทยเองก็อยากมีเรือดำน้ำ

ทางเลือกก็มีธอเรียม แต่ผมว่ามัน hype มากไป คือถ้าเทคโนโลยี่มันดีขนาดนี้แล้วหลายสิบปีที่ผ่านมา...ฝรั่งทำอะไรอยู่ และที่ออกมาเชียร์ธอเรียมแต่ละราย คุยฟุ้งไปหมด

ส่วน Fusion ก็คุยกันเยอะมามาแน่ๆ แต่กว่าจะมาจริง สงสัยคงกลางศตวรรษนี้ ปัญหาใหญ่กว่านี้คือเห็นพี่ไทยเถียงกันไปมา...อย่างโน้น อย่างนั้น อย่างนี้ ทว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี่ครับ เราต้องซื้อ (อีกแล้ว) และไม่แน่ใจว่าของเหล่านี้เขาจะถ่ายทอดเทคโลโนโลยีให้จริงๆจัง

สำหรับแนวทางการพัฒนาต่างๆคนไทย (ย้ำคนไทย) ต้องตัดสินใจครับ จะให้ภาครัฐหรือ NGO มาพูดแทนไม่ได้ ประมาณว่าคนไทยไม่เอาตัวเอง (คนไม่เอามันก็คนพุดนั่นหละ ยังจำคนกรุงเทพไม่เอารถไฟลอยฟ้าได้ไหมครับ...คนไม่เอาก็คนพูดเหมือนกัน)

"ปัจจุบันกองทัพยังไม่มีท่าทีว

"ปัจจุบันกองทัพยังไม่มีท่าทีว่าจะเลิกใช้ทหารเกณฑ์ต่อรองผลประโยชน์จากกระทรวงการคลัง สัปดาห์นี้กองทัพบกเพิ่งเสนอให้กระทรวงการคลังขึ้นเบี้ยเลี้ยงรายวันของทหารเกณฑ์ที่ปฎิบัติการบรรเทาวิกฤตอุทกภัย [7] โปรดสังเกตว่ากองทัพไม่พยายามลดงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ทหารเกณฑ์ และกองทัพไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิกระบบทหารเกณฑ์เพราะทหารเกณฑ์เป็นฐานอำนาจต่อรองที่สำคัญ"

เพิ่มเบี้ยเลี้ยง ไอ้เณร ปลดเกณฑ์แล้ว
ยังมิแคล้ว แนวคิด ดิสเครดิส
ค่าน้ำใจ เพียงน้ำเงิน อันน้อยนิด
นำมาคิด เล็กคิดน้อย พลอยรำคาญ

ให้กองทัพ หลับใหล ไร้เขี้ยวเล็บ
เพิ่งตายเจ็บ ศึกป้อง เขาวิหาร
ปล่อยล้าหลัง ทั้งอาวุธ ยุทธการ
ด้วยรอบบ้าน ปัญหาล้วน ควรคำนึง

อย่าให้เหมือน น้ำหลาก ขาดความพร้อม
ข้าศึกล้อม ค่อยมาฝึก ค่อยนึกถึง
ทัพระดม พร้อมรับใช้ ไม่พรั่นพรึง
ยังมิซึ้ง ครึ่งแสนคน พลกะเกณฑ์ !

เรื่องพลังงานนี่มีคนถกเถียงกั

เรื่องพลังงานนี่มีคนถกเถียงกันเยอะนะครับ
ก็แล้วแต่ว่าใครมีข้อมูลอย่างไร เชื่ออย่างไร

ผมเชื่อว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พลังงานนิวเคลียร์ได้รับการปรับปรุงไปเรื่อยๆ มีความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ
เห็นในบทความของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคฉบับภาษาไทยมีลงเรื่องนี้ไว้
เกี่ยวกับเตาปฏิกรณ์ปรมาณูรุ่นทดลองที่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในจีน
เขาใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นตัวถ่ายเทพลังงานแทนน้ำ และมีการใช้กราไฟต์ช่วยยับยั้งปฏิกิริยานิวเคลียร์ไม่ให้รุนแรง
เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าสนใจนะครับ ผมเชื่อว่าอนาคตของนิวเคลียร์ยังยาวไกล เรายังสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก

อันที่จริงประเทศไทยเราก็มีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูมาตั้งนานหลายสิบปี แต่ไม่รู้ว่าวิจัยพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว
หรือว่าเรามองมันเป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่เราเพียงซื้อมาประดับประเทศเท่านั้น มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ

ปีกซ้าย ไร้เดียงสา

[quote=ปีกซ้าย ไร้เดียงสา]"ปัจจุบันกองทัพยังไม่มีท่าทีว่าจะเลิกใช้ทหารเกณฑ์ต่อรองผลประโยชน์จากกระทรวงการคลัง สัปดาห์นี้กองทัพบกเพิ่งเสนอให้กระทรวงการคลังขึ้นเบี้ยเลี้ยงรายวันของทหารเกณฑ์ที่ปฎิบัติการบรรเทาวิกฤตอุทกภัย [7] โปรดสังเกตว่ากองทัพไม่พยายามลดงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ทหารเกณฑ์ และกองทัพไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิกระบบทหารเกณฑ์เพราะทหารเกณฑ์เป็นฐานอำนาจต่อรองที่สำคัญ"

เพิ่มเบี้ยเลี้ยง ไอ้เณร ปลดเกณฑ์แล้ว
ยังมิแคล้ว แนวคิด ดิสเครดิส
ค่าน้ำใจ เพียงน้ำเงิน อันน้อยนิด
นำมาคิด เล็กคิดน้อย พลอยรำคาญ

ให้กองทัพ หลับใหล ไร้เขี้ยวเล็บ
เพิ่งตายเจ็บ ศึกป้อง เขาวิหาร
ปล่อยล้าหลัง ทั้งอาวุธ ยุทธการ
ด้วยรอบบ้าน ปัญหาล้วน ควรคำนึง

อย่าให้เหมือน น้ำหลาก ขาดความพร้อม
ข้าศึกล้อม ค่อยมาฝึก ค่อยนึกถึง
ทัพระดม พร้อมรับใช้ ไม่พรั่นพรึง
ยังมิซึ้ง ครึ่งแสนคน พลกะเกณฑ์ ![/quote]
ช่องทางทำมาหากินของนายทหารใหญ่ทั้งหลายช่องทางหนึ่ง

ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ

ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ ขอตอบประเด็นสำคัญ

1. รถไฟฟ้าออกต่างจังหวัดเป็นคู่แข่งของการคมนาคมแบบไหน?

1.1 รถไฟฟ้าไปต่างจังหวัดใกล้ๆกทม.อย่างโคราชจะแข่งกับรถยนต์และรถตู้ในตลาดขนส่งคน และแข่งกับรถบรรทุกในตลาดขนส่งสินค้า

1.2 รถไฟฟ้าไปต่างจังหวัดไกลๆแข่งกับเครื่องบินในตลาดขนส่งคนในระดับบน(คือราคาแพง) แข่งกับรถบขส.ในตลาดระดับกลางและล่าง ส่วนในตลาดขนส่งสินค้านั้นแข่งกับรสพ.มากกว่ารถบรรทุก ดิฉํนเข้าใจว่ารสพ.ซื้อบริการจากรฟท.อีกที คิดว่าปัจจุบันรสพ. โดนยุบไปรวมกะรฟท.แล้ว ถ้าเข้าใจผิดก็บอกกันด้วยนะคะ

ขออภัยที่อธิบายไม่ละเอียด พอดีบทความนี้พูดถึงสนามบินในฐานะที่เป็นจุดขายของนิคมอุตสาหกรรมในอดีตน่ะค่ะ ก็เลยพยายามอธิบายว่ารถไฟฟ้าแข่งกะเครื่องบินยากยังไง ในตลาดที่รถไฟฟ้าแข่งกับเครื่องบิน profit margin ของอุตสาหกรรมการบินสูงค่ะ เพราะคู่แข่งน้อยและโก่งราคาขายนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง การบินไทยต้องอาศัยนักท่องเที่ยวนะคะ เพราะข้าราชการสารพัดสังกัดและนักการเมืองใช้อภิสิทธิ์ขึ้นฟรีกันมาก ก็ได้นักท่องเที่ยวช่วยจ่ายเงินแทนคนพวกนี้

ส่วนในตลาดที่แข่งกับรถตู้และรถบขส. รถไฟฟ้าก็เกิดยากเพราะกิจการด้านคมนาคมเป็นกิจการที่นักการเมืองท้องถิ่นทำกันมานานแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคิวรถบขส. หรือคิวรถตู้ (คิวรถตู้มีมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าระบบรถร่วม)

ส่วนในตลาดที่แข่งกะรถยนต์ก็ต้องผ่านด่านล็อบบี้ของอุตสาหกรรมรถยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ก็ผลิตรถตู้ด้วย ดิฉันกลับไปไทยคราวที่แล้วลองนั่งรถตู้ชมเมือง 3-4 สาย ไปคิวรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยพบว่ามีแต่รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ไม่พบรถตู้ยี่ห้ออื่นเลย ก็แปลว่าถ้าจะทำรถไฟฟ้าก็ต้องผ่าน"ด่านโตโยต้าไทย"ก่อน

ส่วนในตลาดที่แข่งกับบขส.ก็ต้องผ่าน"ด่านเจ๊เกียว"เจ้าแม่บขส.และนักการเมืองท้องถิ่นที่มีกิจการคิวรถบขส.อีก

สุดท้ายคือตลาดที่แข่งกะรฟท. ก็ต้องผ่าน"ด่านรฟท."

ด่านทุกด่านคือด่านอรหันต์ !!!

รฟท.ทำรถไฟฟ้าไปสนามบินสุวรรณภูมิแล้วยังไม่ได้กำไร ก็จะไม่ทำรถไฟฟ้าสายใหม่ไปอีกนาน ต้องรอเอกชนแข่งทำรถไฟฟ้าไปตจว.แทนรฟท.ซึ่งนั่นก็ยาก ยากทีจะมีเอกชนทีไ่หนมาเสี่ยงทำรถไฟฟ้าเพื่อพัฒนาประเทศไทย?

จริงๆตัวโครงการรถไฟฟ้าไปสนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการที่ดี ดิฉันไปลองขึ้นมาแล้ว ดูแล้วเข้าท่าพอๆกะรถไฟฟ้าที่วิ่งไปสนามบินในต่างประเทศ แต่ที่แย่และต้องปรับปรุงมากคือทางเข้า city terminal ที่สถานีมักกะสัน ทางเข้าสถานี่หายาก ยิ่งไปตอนค่ำๆก็มืดมาก ป้ายบอกทางก็ไม่ชัดเจน เข้าไปแล้วก็วกวนไม่ชัดเจนว่าทางเข้าไปส่งคนอยู่ตรงไหน ดูน่ากลัวมากค่ะ รถส่วนตัวเข้าไปส่งคนก็น่าหวาดเสียวว่าไม่แน่ใจว่าจะโดนจี้ที่ลานจอดรถไหม? ถ้าปรับปรุงทางเข้าและพัฒนาเขตรอบๆสถานีมักกะสันให้มีร้านอาหารร้านกาแฟร้านหนังสือ ก็จะมีคนใช้บริการมากขึ้น

2. ประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ดิฉันเห็นด้วยกะการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

2.1 ดิฉันไม่เห็นด้วยถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งๆที่ไม่ยอมสร้างรถไฟฟ้า ถ้าจะทำเพื่อแค่ป้อนไฟฟ้าให้นิคมอุตสาหกรรมแบบที่เป็นอยู่ก็อย่าสร้างเลยค่ะ แบบนั้นประชากรส่วนใหญ่ประเทศไม่ได้อะไร ในปัจจุบันการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยก็ทำผลประโยชน์ให้คนไม่กี่กลุ่ม จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซักสิบโรงแต่ถ้าไม่ทำรถไฟฟ้าออกต่างจังหวัดก็ไม่มีประโยชน์

2.2 ดิฉันเห็นด้วยถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อสร้างรถไฟฟ้าไปตจว. ถ้าไม่ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไทยไม่มีไฟฟ้าพอที่จะสร้าืงเครือข่ายรถไฟฟ้าได้

ตราบใดที่เอ็นจีโอไม่นั่งเกวียนหรือปั่นจักรยานไปภาคอีสาน เอ็นจีโอก็ต้องเลือกระหว่าง รถยนต์รถตู้รถบขส.และเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และรถไฟฟ้าจากไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์

000000000000 wrote:ปีกซ้าย

[quote=000000000000][quote=ปีกซ้าย ไร้เดียงสา]"ปัจจุบันกองทัพยังไม่มีท่าทีว่าจะเลิกใช้ทหารเกณฑ์ต่อรองผลประโยชน์จากกระทรวงการคลัง สัปดาห์นี้กองทัพบกเพิ่งเสนอให้กระทรวงการคลังขึ้นเบี้ยเลี้ยงรายวันของทหารเกณฑ์ที่ปฎิบัติการบรรเทาวิกฤตอุทกภัย [7] โปรดสังเกตว่ากองทัพไม่พยายามลดงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ทหารเกณฑ์ และกองทัพไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิกระบบทหารเกณฑ์เพราะทหารเกณฑ์เป็นฐานอำนาจต่อรองที่สำคัญ"

เพิ่มเบี้ยเลี้ยง ไอ้เณร ปลดเกณฑ์แล้ว
ยังมิแคล้ว แนวคิด ดิสเครดิส
ค่าน้ำใจ เพียงน้ำเงิน อันน้อยนิด
นำมาคิด เล็กคิดน้อย พลอยรำคาญ

ให้กองทัพ หลับใหล ไร้เขี้ยวเล็บ
เพิ่งตายเจ็บ ศึกป้อง เขาวิหาร
ปล่อยล้าหลัง ทั้งอาวุธ ยุทธการ
ด้วยรอบบ้าน ปัญหาล้วน ควรคำนึง

อย่าให้เหมือน น้ำหลาก ขาดความพร้อม
ข้าศึกล้อม ค่อยมาฝึก ค่อยนึกถึง
ทัพระดม พร้อมรับใช้ ไม่พรั่นพรึง
ยังมิซึ้ง ครึ่งแสนคน พลกะเกณฑ์ ![/quote]
ช่องทางทำมาหากินของนายทหารใหญ่ทั้งหลายช่องทางหนึ่ง[/quote]

@ ตัดงบลงลดช่องทางคอร์รัปชั่น
ใช่แค่หั่นงบประมาณทหารแน่
ทุกกระทรวงเป็นเฉกเช่นมิเว้นแล
เสนอแก้ แย่เหมือนน้ำ ขำฮาโคตร

@ หรือที่ตัดเพราะไม่เอื้อเพื่อแดงเปล่า
ด้วยคิดเอา การเมืองที่เคืองโกรธ
ทั้งตัดงบ ตัดแข้งขา มาลงโทษ
จัดคนโปรดโปรประจบงบอาจดี

@ ข้าราชการ ประจำหรือการเมือง
ต่างสิ้นเปลืองงบประมาณเงินภาษี
ที่ปรีกษา เทกระโถนรัฐมนตรี
ตั้งมากมี เปลืองภาษี บ้างไหมเธอ !

ข้อด้อยของนักวิชาการ

ข้อด้อยของนักวิชาการ ก็คือ..

"ฉลาดลึก" แค่บางเรื่อง แต่ "โง่กว้าง" ในหลายๆ เรื่อง

ทำให้การเสนอความคิดเห็นในบางครั้ง เป็น "การสร้างปัญหา" หรือ "สร้างความสับสน"

มากกว่าจะเป็น "การแก้ไขปัญหา" ครับ

จะย้ายนู่นย้ายนี้ ต้องดูซะก่อ

จะย้ายนู่นย้ายนี้

ต้องดูซะก่อนว่า ใครเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ในเมืองหลวง

เขาคงไม่อย่ากย้ายมั้ง

อย่ากรู้เหมือนกันว่า ถนนในกรุงเทพที่มันเลื้อยไปมาประหลาดๆเนี่ย

มันไอเดียใคร เผื่ออาจารย์จะรู้ แค่ตัดถนนตรงๆยังไม่ได้

academoir

[quote=academoir]จะย้ายนู่นย้ายนี้

ต้องดูซะก่อนว่า ใครเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ในเมืองหลวง

เขาคงไม่อย่ากย้ายมั้ง

อย่ากรู้เหมือนกันว่า ถนนในกรุงเทพที่มันเลื้อยไปมาประหลาดๆเนี่ย

มันไอเดียใคร เผื่ออาจารย์จะรู้ แค่ตัดถนนตรงๆยังไม่ได้[/quote]

เท่าที่ทราบคือไอเดียเจ้าของที่ดินค่ะ สมัยอเมริกันเข้าไปช่วยทำถนนในกทม. (เพื่อขายรถยนต์อเมริกันและเครื่องจักรอเมริกัน) อเมริกันเสนอให้ตัดเป็นบล็อกๆแบบสากล แต่เจ้าของที่ดินไม่ยอมยกที่ดินให้สาธารณะเยอะๆ ยกที่ดินให้ทำทางแค่พอเข้าที่ดินตัวเองแค่นั้น กทม.ก็เลยมีถนนคดเคี้ยวและตรอกซอกซอยแคบๆเต็มไปหมดแบบในปัจจุบัน อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะกทม.มีคลองมากมายด้วย คลองมีมาก่อนถนน เมืองเวนิซที่อิตาลีก็ถนนคดเคี้ยวเยอะค่ะ

นิคมฯจะย้ายหรือไม่ย้ายก็ขึ้นอยู่ว่าจะรับมือกะอุทกภัยในอนาคตกันยังไงด้วยค่ะ ถ้าเจอน้ำท่วมแบบนี้บ่อยขึ้น ก็ต้องเลือกว่าจะย้ายนิคมฯหรือให้นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามแทน ที่จริงเอ็นจีโอน่าจะชอบที่นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามนะคะ เพราะเห็นเอ็นจีโอชอบนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแบบอนุรักษ์นิยมและไม่พอใจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนใช้แรงงานราึคาถูก

ตอนนี้นิคมฯบางชันยังไม่จมน้ำ พยายามสูบน้ำออกและประตูน้ำคลองสามวายังไม่เปิดเต็มที่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าชุมชนคลองสามวาจะมีปฎิกิริยาอย่างไรต่อไปในอนาคต?

ใสหัว wrote:หรือคือ

[quote=ใสหัว]หรือคือ เศษแห่งศาสตร์ ไร้สำนึก... ชังทหาร แล้วหาเหยื่อ ทำเพื่อใคร?[/quote]

นี่เรียกว่า พอเขาพูดเรื่องข้อมูล เรื่องทฤษฎีทำเป็นเข้าใจ ใส่ภาษากลอนพาไป ยิ่งว่ายิ่งมั่ว นอนบนหอคอยจ้องหน้าจอ ทำการบ้านนิดๆ ผสมประสบการณ์หน่อยๆ ใส่ลงไปในลีลาวรรณศิลป์ แต่พอหนังสือไม่อ่านการบ้านไม่ทำ เลยไม่รู้ว่า พื้นที่หนองงูเห่า ถ้าสภาพัฒน์จัดไม่จัดแจง ทำโครงสร้างเมือง ตัดถนนหนทาง เวนคืนที่ดิน เพื่อรองรับโครงการ? เอาไว้ มายุคหลัง ใครจะไปอยากทำ ทำไมตามบันทึก ก็เห็นแล้วว่าทหารเป็นกำหนด อ.กานดา ยกข้อมุลมาอ้าง ไม่เห็นต้องแขวะอะไร จะเป็นจะตายนึักรึไง ถ้าใครด่าทหาร

แช่ม

[quote=แช่ม]ข้อด้อยของนักวิชาการ ก็คือ.. "ฉลาดลึก" แค่บางเรื่อง แต่ "โง่กว้าง" ในหลายๆ เรื่อง ทำให้การเสนอความคิดเห็นในบางครั้ง เป็น "การสร้างปัญหา" หรือ "สร้างความสับสน" มากกว่าจะเป็น "การแก้ไขปัญหา" ครับ[/quote]

นี่ก็เป็นข้อด้อยของนักวิชาเกิน ชอบฟอร์มเป็นรู้ดี ทั้งที่ "โง่ลึก" หลายเรื่อง แถม "ฉลาดแคบ" แค่บางเรื่อง ท่า่นมองเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญได้อย่างไร การขาดวิธีคิด ข้อเสนอ และข้อมูล นั่นต่างหากเป็น "การสร้างปัญหา" ท่าน "สับสน" เพราะท่านมาเนียนๆ ตามหน้าที่ เลยขาดกระบวนคิดพิจารณา การวิเคราะห์ และการประมวลผล

การมีวิธีคิด มีข้อเสนอ และข้อมูล ครอบคลุมหลากหลายมุม ล้วนดีอยู่แล้ว เพราะทุกปัญหา จะแก้วิธีไหน ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า การมองเหตุ การมองเป้าหมาย การใช้งบประมาณ วิธีดำเนินการ ยังไง ผลที่ได้รับ ว่าคุ้มไม่คุ้ม คุ้มจากการตีความยังไง ไม่คุ้มเพราะตีความแบบไหน ขณะผลกระทบกับกลุ่มคนที่เจอปัญหาโดยตรง กับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยว รวมไปถึงกลุ่มคนแก้ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลของแต่ละวิธีมันล้วนต่างกัน

เป็นใครไม่สำคัญ wrote:แช่ม

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ][quote=แช่ม]ข้อด้อยของนักวิชาการ ก็คือ.. "ฉลาดลึก" แค่บางเรื่อง แต่ "โง่กว้าง" ในหลายๆ เรื่อง ทำให้การเสนอความคิดเห็นในบางครั้ง เป็น "การสร้างปัญหา" หรือ "สร้างความสับสน" มากกว่าจะเป็น "การแก้ไขปัญหา" ครับ[/quote]

นี่ก็เป็นข้อด้อยของนักวิชาเกิน ชอบฟอร์มเป็นรู้ดี ทั้งที่ "โง่ลึก" หลายเรื่อง แถม "ฉลาดแคบ" แค่บางเรื่อง ท่า่นมองเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญได้อย่างไร การขาดวิธีคิด ข้อเสนอ และข้อมูล นั่นต่างหากเป็น "การสร้างปัญหา" ท่าน "สับสน" เพราะท่านมาเนียนๆ ตามหน้าที่ เลยขาดกระบวนคิดพิจารณา การวิเคราะห์ และการประมวลผล

การมีวิธีคิด มีข้อเสนอ และข้อมูล ครอบคลุมหลากหลายมุม ล้วนดีอยู่แล้ว เพราะทุกปัญหา จะแก้วิธีไหน ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า การมองเหตุ การมองเป้าหมาย การใช้งบประมาณ วิธีดำเนินการ ยังไง ผลที่ได้รับ ว่าคุ้มไม่คุ้ม คุ้มจากการตีความยังไง ไม่คุ้มเพราะตีความแบบไหน ขณะผลกระทบกับกลุ่มคนที่เจอปัญหาโดยตรง กับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยว รวมไปถึงกลุ่มคนแก้ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลของแต่ละวิธีมันล้วนต่างกัน[/quote]

ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านยอมรับใน "ประเด็น" ที่ผมเสนอ

(ตามที่ท่านได้กล่าวใน Paragraph ที่ 2 ของท่าน)

แต่ท่านต้องไม่ดึงดันว่า ความคิดตัวเอง ถูกต้องเสมอไป น๊ะ ต้องรับฟังผู้อื่นด้วย

ซึ่ง ก็เป็นข้อด้อยของนักวิชาการ อีกข้อหนึ่ง...(Ego)

ส่วนในเรื่องตัวของกระผมเอง (ตามที่ท่านได้กล่าวใน Paragraph ที่ 1 ของท่าน)

ผมไม่ใช่นักวิชาการ เป็นแค่ ชาวบ้านธรรมดา จริงๆ คงคิดได้เท่านี้

ขนาดนักวิชาการที่ ฉลาดนัก ฉลาดหนา ยังคิดได้แค่บางเรื่อง

แล้วจะไปหวังอะไรกับชาวบ้านอย่างกระผม ที่จะคิดได้ทุกเรื่อง

หรือ จะไปปราชญ์เปรื่องอะไร เท่ากับพวกท่าน ได้ล่ะ ขอรับ

แช่ม wrote:เป็นใครไม่สำคัญ

[quote=แช่ม][quote=เป็นใครไม่สำคัญ][quote=แช่ม]ข้อด้อยของนักวิชาการ ก็คือ.. "ฉลาดลึก" แค่บางเรื่อง แต่ "โง่กว้าง" ในหลายๆ เรื่อง ทำให้การเสนอความคิดเห็นในบางครั้ง เป็น "การสร้างปัญหา" หรือ "สร้างความสับสน" มากกว่าจะเป็น "การแก้ไขปัญหา" ครับ[/quote]

นี่ก็เป็นข้อด้อยของนักวิชาเกิน ชอบฟอร์มเป็นรู้ดี ทั้งที่ "โง่ลึก" หลายเรื่อง แถม "ฉลาดแคบ" แค่บางเรื่อง ท่า่นมองเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ กลายเป็นเรื่องไม่สำคัญได้อย่างไร การขาดวิธีคิด ข้อเสนอ และข้อมูล นั่นต่างหากเป็น "การสร้างปัญหา" ท่าน "สับสน" เพราะท่านมาเนียนๆ ตามหน้าที่ เลยขาดกระบวนคิดพิจารณา การวิเคราะห์ และการประมวลผล

การมีวิธีคิด มีข้อเสนอ และข้อมูล ครอบคลุมหลากหลายมุม ล้วนดีอยู่แล้ว เพราะทุกปัญหา จะแก้วิธีไหน ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า การมองเหตุ การมองเป้าหมาย การใช้งบประมาณ วิธีดำเนินการ ยังไง ผลที่ได้รับ ว่าคุ้มไม่คุ้ม คุ้มจากการตีความยังไง ไม่คุ้มเพราะตีความแบบไหน ขณะผลกระทบกับกลุ่มคนที่เจอปัญหาโดยตรง กับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยว รวมไปถึงกลุ่มคนแก้ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลของแต่ละวิธีมันล้วนต่างกัน[/quote]

ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านยอมรับใน "ประเด็น" ที่ผมเสนอ

(ตามที่ท่านได้กล่าวใน Paragraph ที่ 2 ของท่าน)

แต่ท่านต้องไม่ดึงดันว่า ความคิดตัวเอง ถูกต้องเสมอไป น๊ะ ต้องรับฟังผู้อื่นด้วย

ซึ่ง ก็เป็นข้อด้อยของนักวิชาการ อีกข้อหนึ่ง...(Ego)

ส่วนในเรื่องตัวของกระผมเอง (ตามที่ท่านได้กล่าวใน Paragraph ที่ 1 ของท่าน)

ผมไม่ใช่นักวิชาการ เป็นแค่ ชาวบ้านธรรมดา จริงๆ คงคิดได้เท่านี้

ขนาดนักวิชาการที่ ฉลาดนัก ฉลาดหนา ยังคิดได้แค่บางเรื่อง

แล้วจะไปหวังอะไรกับชาวบ้านอย่างกระผม ที่จะคิดได้ทุกเรื่อง

หรือ จะไปปราชญ์เปรื่องอะไร เท่ากับพวกท่าน ได้ล่ะ ขอรับ[/quote]
จะเป็ฯนักวิชาการหรือประชาชนธรรมดาแนวความคิดของคนทุกคนมันก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยทั้งนั้นล่ะครับทั้ง2ท่าน ขนาดจอมปราช์ญของไทยที่ว่าตัวเองเก่งกาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ้มน้ำภาคกลางได้เลยตลอดมา มีแต่บอกว่าต้องให้บางชุมชนบางจังหวัด บางอำเภอ ยอมเสียสละตัวเองเป็นที่รับน้ำแทนกรุงเทพ บริหารน้ำแบบนี้มีแต่จะทำให้ประชาชนแตกแยกและไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่เขาต้องรับภาระหนักแทน และมันเห็นได้ชัดเจนจริงๆก็ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี54นี้ล่ะท่าน

กานดา นาคน้อย wrote:academoir

[quote=กานดา นาคน้อย][quote=academoir]จะย้ายนู่นย้ายนี้

ต้องดูซะก่อนว่า ใครเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ในเมืองหลวง

เขาคงไม่อย่ากย้ายมั้ง

อย่ากรู้เหมือนกันว่า ถนนในกรุงเทพที่มันเลื้อยไปมาประหลาดๆเนี่ย

มันไอเดียใคร เผื่ออาจารย์จะรู้ แค่ตัดถนนตรงๆยังไม่ได้[/quote]

เท่าที่ทราบคือไอเดียเจ้าของที่ดินค่ะ สมัยอเมริกันเข้าไปช่วยทำถนนในกทม. (เพื่อขายรถยนต์อเมริกันและเครื่องจักรอเมริกัน) อเมริกันเสนอให้ตัดเป็นบล็อกๆแบบสากล แต่เจ้าของที่ดินไม่ยอมยกที่ดินให้สาธารณะเยอะๆ ยกที่ดินให้ทำทางแค่พอเข้าที่ดินตัวเองแค่นั้น กทม.ก็เลยมีถนนคดเคี้ยวและตรอกซอกซอยแคบๆเต็มไปหมดแบบในปัจจุบัน อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะกทม.มีคลองมากมายด้วย คลองมีมาก่อนถนน เมืองเวนิซที่อิตาลีก็ถนนคดเคี้ยวเยอะค่ะ

นิคมฯจะย้ายหรือไม่ย้ายก็ขึ้นอยู่ว่าจะรับมือกะอุทกภัยในอนาคตกันยังไงด้วยค่ะ ถ้าเจอน้ำท่วมแบบนี้บ่อยขึ้น ก็ต้องเลือกว่าจะย้ายนิคมฯหรือให้นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามแทน ที่จริงเอ็นจีโอน่าจะชอบที่นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามนะคะ เพราะเห็นเอ็นจีโอชอบนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแบบอนุรักษ์นิยมและไม่พอใจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนใช้แรงงานราึคาถูก

ตอนนี้นิคมฯบางชันยังไม่จมน้ำ พยายามสูบน้ำออกและประตูน้ำคลองสามวายังไม่เปิดเต็มที่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าชุมชนคลองสามวาจะมีปฎิกิริยาอย่างไรต่อไปในอนาคต?[/quote]

ถนนกทม ไม่ควร เอาอย่างเวนิส หรือเมืองเก่าอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง
เวนิสนั้นเป็นศูนย์การค้า ตั้งแต่ บางกอกยังเป็นสวนผลไม้อยู่เลย
แต่กทม นั้น มาโตจริง หลังยุครถยนต์แล้ว ควรจะต้องทำได้ดีกว่านั้น
เมื่อห้าหกสิบปีนี่เอง สุขุมวิทนี้เขาว่ายังเป็นทุ่งนาอยู่เลย
ส่วนพวกที่สร้างปัญหา ก็คือพวกเจ้าที่ดินอย่างที่ว่าแหละครับ (ใครหว่า)

academoir wrote:กานดา นาคน้อย

[quote=academoir][quote=กานดา นาคน้อย][quote=academoir]จะย้ายนู่นย้ายนี้

ต้องดูซะก่อนว่า ใครเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ ในเมืองหลวง

เขาคงไม่อย่ากย้ายมั้ง

อย่ากรู้เหมือนกันว่า ถนนในกรุงเทพที่มันเลื้อยไปมาประหลาดๆเนี่ย

มันไอเดียใคร เผื่ออาจารย์จะรู้ แค่ตัดถนนตรงๆยังไม่ได้[/quote]

เท่าที่ทราบคือไอเดียเจ้าของที่ดินค่ะ สมัยอเมริกันเข้าไปช่วยทำถนนในกทม. (เพื่อขายรถยนต์อเมริกันและเครื่องจักรอเมริกัน) อเมริกันเสนอให้ตัดเป็นบล็อกๆแบบสากล แต่เจ้าของที่ดินไม่ยอมยกที่ดินให้สาธารณะเยอะๆ ยกที่ดินให้ทำทางแค่พอเข้าที่ดินตัวเองแค่นั้น กทม.ก็เลยมีถนนคดเคี้ยวและตรอกซอกซอยแคบๆเต็มไปหมดแบบในปัจจุบัน อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะกทม.มีคลองมากมายด้วย คลองมีมาก่อนถนน เมืองเวนิซที่อิตาลีก็ถนนคดเคี้ยวเยอะค่ะ

นิคมฯจะย้ายหรือไม่ย้ายก็ขึ้นอยู่ว่าจะรับมือกะอุทกภัยในอนาคตกันยังไงด้วยค่ะ ถ้าเจอน้ำท่วมแบบนี้บ่อยขึ้น ก็ต้องเลือกว่าจะย้ายนิคมฯหรือให้นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามแทน ที่จริงเอ็นจีโอน่าจะชอบที่นักลงทุนต่างชาติย้ายไปเวียดนามนะคะ เพราะเห็นเอ็นจีโอชอบนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแบบอนุรักษ์นิยมและไม่พอใจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนใช้แรงงานราึคาถูก

ตอนนี้นิคมฯบางชันยังไม่จมน้ำ พยายามสูบน้ำออกและประตูน้ำคลองสามวายังไม่เปิดเต็มที่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าชุมชนคลองสามวาจะมีปฎิกิริยาอย่างไรต่อไปในอนาคต?[/quote]

ถนนกทม ไม่ควร เอาอย่างเวนิส หรือเมืองเก่าอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง
เวนิสนั้นเป็นศูนย์การค้า ตั้งแต่ บางกอกยังเป็นสวนผลไม้อยู่เลย
แต่กทม นั้น มาโตจริง หลังยุครถยนต์แล้ว ควรจะต้องทำได้ดีกว่านั้น
เมื่อห้าหกสิบปีนี่เอง สุขุมวิทนี้เขาว่ายังเป็นทุ่งนาอยู่เลย
ส่วนพวกที่สร้างปัญหา ก็คือพวกเจ้าที่ดินอย่างที่ว่าแหละครับ (ใครหว่า)[/quote]
พูดตรงๆก็ของอำมาตส์ฬหญ่นั้นล่ะครับท่านทั้งหลาย และที่ดินส่วนใหญ่ในกรุงเทพก็เป็นของท่านอำมาตส์ใหญ่นั้นล่ะ ถ้ากล้าพูดความจริงเราจะมองเห็นปัญหาได้ชัดขึ้น