‘ปฏิทรรศน์’ ในคำสอนของพุทธศาสนา

คำสอนของพุทธศาสนามากไปด้วยลักษณะ “ปฏิทรรศน์” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า paradox หรือ ลักษณะย้อนแย้งในตัวเอง เช่น พุทธศาสนาบอกว่าสรรพสิ่งเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่อาจยึดถือได้ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา แต่พุทธศาสนาก็บอกว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” แต่ที่จริงลักษณะย้อนแย้งในตัวเองก็มีอยู่ในความรู้อื่นๆ ด้วย เช่นLeontief'sparadox คือ ปัญหาว่าทำไมประเทศที่อุดมด้วยปัจจัยทุนจึงมีการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเป็นหลัก Giffen'sparadox ปัญหาว่าทำไมบางสินค้า ยิ่งขึ้นราคา คนยิ่งซื้อ (เช่น ขนมปัง ในยามสงคราม) Diamond-waterparadox (paradox of value) ปัญหาว่าทำไมน้ำจึงถูกกว่าเพชร ทั้งๆ ที่คนต้องการน้ำมากกว่า ฉะนั้น ภาวะย้อนแย้งในตัวเองไม่ใช่ปัญหาที่อธิบายไม่ได้เสมอไป และนอกจากจะอธิบายได้แล้ว ดูเหมือนพุทธศาสนาจะยืนยันด้วยซ้ำไปว่า สัจธรรมหรือความจริงมันมีลักษณะปฏิทรรศน์ หรือย้อนแย้งในตัวเองเช่นนั้นเอง (ตถตา) เช่น โดยความจริงตามกฎธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) สรรพสิ่งเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่อาจยึดถือได้ว่าเป็นตัวฉัน หรือของฉัน เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น แปรเปลี่ยน และเสื่อมสลายไปตามวิถีทางของธรรมชาติ แต่ทว่าการที่จะเข้าถึงหรือรู้แจ้งความจริงตามกฎธรรมชาติดังกล่าวที่มีผลต่อการสลายความยึดถือว่ามีตัวฉัน ของฉันได้ จำเป็นต้องเดินตามหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” อย่างเข้มงวด ถึงตรงนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” ที่พูดถึงได้สามความหมายแล้ว 1) ในความหมายทางอภิปรัชญา หรือ “ปรมัตถสัจจะ” สรรพสิ่งเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนที่อาจยึดถือว่าเป็นตัวฉัน ของฉันได้ 2) ในความหมายตามสมมติ หรือ “สมมติสัจจะ” ตัวตนคือ “จินตภาพ” ที่เราสร้างขึ้น และเราก็ยึดมั่นว่าตัวตนตามจินตภาพนั้นคือตัวฉัน หรือตัวตนของฉัน และ 3) ตัวตนทางศีลธรรม (moral self) คือ ตัวตนในความหมายของ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ซึ่งได้แก่คุณลักษณะทางจิตปัญญาบางอย่าง ที่สามารถเข้าใจสัจธรรมตามกฎธรรมชาติ และสลายความยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกว่าเป็นตัวฉัน ของฉัน ได้ ตัวตนในสามความหมายนี้ มีลักษณะย้อนแย้งในตัวเองอย่างชัดเจน แต่ลักษณะย้อนแย้งมันคือความจริงตามกฎธรรมชาติใช่หรือไม่ เช่น ธรรมชาติสร้างชีวิตเรามาให้ต้องแก่ เจ็บป่วย และตาย อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ธรรมชาติก็สร้างจิตใจเราให้มีเสรีที่จะไม่ยอมรับความจริงนั้น ฝืน หรือต่อต้านความเป็นจริงนั้น คนเรานั้นรู้ทั้งรู้ว่าผลสุดท้ายของการดิ้นรนเพื่อที่จะมีจะเป็น หรือยื้อแย่ง แข่งขัน กดขี่เบียนเบียนกันและกันคือ “ความว่างเปล่า” แต่ชีวิตจริงก็ดำเนินไปเช่นนี้ ขัดแย้งกับวิถีของธรรมชาติเช่นนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย และโลกก็ถูกออกแบบให้เป็นเวทีแห่งการดิ้นรน แข่งขันกันเช่นนี้ตลอดมา ความจริงแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ก็ยิ่งมีลักษณะย้อนแย้งในตัวเองอย่างซับซ้อนยิ่ง มนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” จริงหรือ? ทำไมในนามของพระเจ้า ในนามของศาสนา ศีลธรรม เราจึงมีสงครามและการเข่นฆ่า บางครั้งมนุษย์ก็ทำสงครามในนามของความรักและสันติภาพ มนุษย์ปรารถนาความมั่นคงและสันติภาพ แต่เขาก็สร้างอาวุธและสิ่งที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและสันติภาพขึ้นมามากมาย มนุษย์อาจจะสาดห่ากระสุนและทิ้งระเบิดถล่มฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยม ขณะเดียวกันเขาก็หลั่งน้ำตาให้กับการบาดเจ็บและความตายของพวกเดียวกัน ภาวะย้อนแย้งในตัวเองแห่งธรรมชาติของมนุษย์ดังกล่าวเป็นต้นนี้ อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ภาวะขัดแย้งในตัวเอง” (self conflict) ที่พุทธศาสนาอธิบายว่าเป็น “ทุกขสัจจะ” ของชีวิตและโลก คือชีวิตและโลกมันก็เป็นของมันเช่นนี้ ดำเนินไปบนความทุกข์หรือความขัดแย้งเช่นนี้ แต่พุทธศาสนาก็มองว่า ทุกขสัจจะเป็นความจริงที่เราต้องเผชิญ เรียนรู้และอยู่กับมันหรือจัดการกับมันอย่างตรงตามเงื่อนไขหรือเหตุปัจจัย เช่น ทุกข์ในทางจิตใจเป็นเรื่องที่ปัจเจกบุคคลควรสร้างคุณลักษณะทางจิตปัญญาบางอย่างเพื่อสลายความรู้สึกยึดมั่นในตัวฉัน ของฉัน ทุกข์ทางสังคมเป็นเรื่องที่สังคมต้องสร้างระบบหรือกติกาที่ยุติธรรมในการอยู่ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม โดยที่พุทธศาสนามีพัฒนาการมาภายในบริบทของสังคมแบบราชาธิปไตย ซึ่งความมั่นคงของพุทธศาสนาขึ้นอยู่กับ “ราชูปถัมภ์” ในเรื่องการแก้ทุกข์ทางสังคม คำสอนพุทธศาสนาจึงถูกนำเสนอ และตีความสนับสนุนความสำคัญของ “ตัวบุคคล” มากกว่าความสำคัญของ “ระบบ” คือความสงบสุขของบ้านเมืองขึ้นอยู่กับคุณธรรมของตัวบุคคลที่เป็น “ธรรมราชา” หรือผู้ปกครองแผ่นดินโดยธรรม แต่เราอาจเข้าใจได้ว่า ในยุคที่พระราชามีอำนาจสูงสุด หรือมีสถานะเป็นเสมือน “รัฐ” นั่นอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่พุทธศาสนาจะเสนอหลักศีลธรรมสำหรับผู้ปกครอง เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองในยุคนั้นๆ เมื่อปัจจุบันนี้ โลกเปลี่ยนไปแล้ว สังคมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องการ “ระบบที่ดี” ที่สร้างขึ้นบนหลักเสรีภาพ และความเสมอภาค หากพุทธศาสนายังเสนอหลักศีลธรรมทางการเมืองเหมือนสมัยราชาธิปไตย คือเสนอเพื่อ “ยกย่องตัวบุคคลเหนือระบบ” เช่น อ้างเรื่อง “เผด็จการโดยธรรม” ที่ถือว่า ผู้ปกครองที่มีคุณธรรมหรือธรรมราชาสามารถใช้อำนาจเผด็จการเพื่อให้เกิดความถูกต้อง หรือเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนได้ เป็นต้น ก็จะกลายเป็น “ข้อเสนอผิดยุค” ที่อาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา ดังในความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นมา ฝ่ายพันธมิตรมีการอ้างวาทกรรม “เผด็จการโดยธรรม” ของท่านพุทธทาสเป็นวาทกรรมหลักอย่างหนึ่งในการต่อสู้เรียกร้อง “อำนาจพิเศษ” เข้ามาแก้ปัญหาการเมือง เป็นต้น แท้จริงแล้ว คำสอนของพุทธศาสนามีลักษณะปฏิทรรศน์หรือ “ย้อนแย้งในเชิงความหมาย” ในหลายเรื่องมาก หากไม่พิจารณาให้ดี เราอาจนำสิ่งที่ “ย้อนแย้งเชิงความหมาย” มาสร้าง “ความขัดแย้งกับโลกที่เป็นจริง” หรือ “โลกที่ควรจะเป็น” ได้ง่ายๆ หรืออย่างไม่มีเหตุผลได้เช่นกัน

Comments

ปฏิบัติการ

ปฏิบัติการ "ผิดยุค"

การนำเสนอคำสอนของพุทธศาสนา(ในแนวเถรวาทแบบไทย) ในประเด็นของ ธรรมราชา เพื่อชี้ชวนและสนับสนุนให้ประชาชนได้ซาบซึ้งถึงการที่ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระจริยธรรม พระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถอันเอกอุ อย่างท๊่เห็นกันอยู่แทบทั้งวันทางจอทีวี ... ผมเห็นว่าเป็นการนำเสนอที่ค่อนข้างจะล้นเกินเอามากๆ และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเป็นปฏิบัติการ "ผิดยุค" ... กลับกลายเป็นว่าการนำเสนอถูกมองว่าเป็นการโฆษณา (propaganda) และไม่น่าเชื่อถือ

หากผู้ที่รับผิดชอบในปฏิบัติการนี้ (ผมถือว่าการนี้เป็น operation) จะใช้ความแยบยลมากขึ้นกว่านี้ในการนำเสนอ ผมเชื่อว่าจะลดปฏิกริยาตอบรับในทางลบลงไปได้อย่างมากมายทีเดียว

ฺBukhok

....คุณสุรพศ ต้องลองมองเรื่อง

....คุณสุรพศ ต้องลองมองเรื่อง โลกุตระ และ โลกียะ เมื่อเข้าใจ2อย่างนี้แล้ว ก็จะทราบว่าไม่มี paradox อย่างที่คุณเข้าใจผิดไป....

sab wrote:....คุณสุรพศ

[quote=sab]....คุณสุรพศ ต้องลองมองเรื่อง โลกุตระ และ โลกียะ เมื่อเข้าใจ2อย่างนี้แล้ว ก็จะทราบว่าไม่มี paradox อย่างที่คุณเข้าใจผิดไป....[/quote]

การแบ่งโลกุตตรธรรมกับโลกียธรรม เท่าที่ทราบเพิ่งมีการแบ่งแบบนี้สมัย ร.4 นี่เอง
มองในแง่หนึ่งเหมือนตั้งใจจะทำให้มันชัดขึ้น แต่มองอีกแง่หนึ่งเหมือนทำให้มั่วมากขึ้น
พุทธศาสนาแบบพุทธกาลไม่แบ่งระดับสูง-ต่ำของธรรม

แต่พุทธแบบราชูปถัมภ์ต่างหากที่แบ่งระดับสูง-ต่ำของธรรมเพื่อรองรับการแบ่งระดับสูง-ต่ำของคน

เรื่องโลกุตระ กับ โลกียะ

เรื่องโลกุตระ กับ โลกียะ เป็น สัจจะต่างระดับ ซึ่งเป็นทั้งวิธีคิด กับ สารัตถะของสิ่งถูกคิด

แม้อาจเปรียบเทียบได้ดังสถานะของน้ำ บนโลก กับ บนอากาศ ที่เป็นไอ แต่ก็อาจถือเป็นเรื่องเดียวกัน ของความจริง

การขัดกันหรือไม่ ไม่น่าจะอยู่ในกลลวงของภาษา มากกว่า ถามว่า ความจริงมันคืออะไร
เช่น อนัตตา กับ การพึ่งตนเอง มันคนละเรื่องเดียวกันเลย

เพราะ ถ้าคุณไม่หิว คุณก็คงไม่ทุกข์จากการแสวงหาอาหารมาใส่ปากใส่ท้อง
ในขณะที่คุณกิน คุณก็อาจปฏิเสธความไม่มีตัวตนของจิต หยุดไว้แค่ การประทังท้อง ไม่เตลิดไปการลิ้มรสมากนัก

สุรพศ wrote:sab

[quote=สุรพศ][quote=sab]....คุณสุรพศ ต้องลองมองเรื่อง โลกุตระ และ โลกียะ เมื่อเข้าใจ2อย่างนี้แล้ว ก็จะทราบว่าไม่มี paradox อย่างที่คุณเข้าใจผิดไป....[/quote]

การแบ่งโลกุตตรธรรมกับโลกียธรรม เท่าที่ทราบเพิ่งมีการแบ่งแบบนี้สมัย ร.4 นี่เอง
มองในแง่หนึ่งเหมือนตั้งใจจะทำให้มันชัดขึ้น แต่มองอีกแง่หนึ่งเหมือนทำให้มั่วมากขึ้น
พุทธศาสนาแบบพุทธกาลไม่แบ่งระดับสูง-ต่ำของธรรม

แต่พุทธแบบราชูปถัมภ์ต่างหากที่แบ่งระดับสูง-ต่ำของธรรมเพื่อรองรับการแบ่งระดับสูง-ต่ำของคน[/quote]

สุรพศ ป่วงสนิท

"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"

"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เป็นปรมัตถ์สัจจะ เป็นความจริง เป็นกฎธรรมชาติ
"ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" "ตน" ในที่นี้เป็นสมมติบัญญัติ ใช้สื่อสารกันให้เข้าใจ
สมัย ร.4 เป็นการแบ่ง ธรรมยุต กับ มหานิกาย ไม่ใช่แบ่ง โลกุตร กับ โลกียะ

ริมฝั่งน้ำ wrote:"อนิจจัง

[quote=ริมฝั่งน้ำ]"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เป็นปรมัตถ์สัจจะ เป็นความจริง เป็นกฎธรรมชาติ
"ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" "ตน" ในที่นี้เป็นสมมติบัญญัติ ใช้สื่อสารกันให้เข้าใจ
สมัย ร.4 เป็นการแบ่ง ธรรมยุต กับ มหานิกาย ไม่ใช่แบ่ง โลกุตร กับ โลกียะ[/quote]

1.เป็นสัจจะเป็นความจริงตามกฎธรรมชาติ และเป็นสมมติบัญญัติแล้วไม่เป็น paradox อย่างไรไม่ทราบครับ?

2. ที่แยกโลกียะ กับโลกุตตระ หรือแยก "ทางโลก" กับ "ทางธรรม" ในการสอนพุทธศาสนาซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สมัย ร. 4 และชัดยิ่งขึ้นโดยผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ขอแนะนำให้อ่าน งานวิจัย "พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต" ของ พระไพศาล วิสาโล นะครับ

'ตัวเราทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตัวเรา'

'ตัวเราทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตัวเรา' นี่แหละ ที่จะนำเรา (ตามนัยแห่งพุทธธรรม) ไปสู่การหลุดพ้น กล่าวคือ ตัวเรา (คำแรก) คือ ภาษาคน ส่วน ตัวเรา (คำหลัง) คือ ภาษาธรรม ภาษาคนก็คือ สมมติกันขึ้นแล้วยอมรับ/ใช้กัน เพื่อให้รู้ความในหมู่สมาชิกร่วมสังคม (เพราะถ้าไม่ยอมรับในสมมติก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง อาทิ ทุกคนเรียก แก้วน้ำ ว่าเป็น แก้วน้ำ หากมีมนุษย์ไอ้บ้าคนไหนเรียก แก้วน้ำ ว่าเป็น โต๊ะ แล้วละก็ ตัวมันคงจะคุยกะใครไม่รู้เรื่อง อันนี้คือ สมมติบัญญัติหรือภาษาคนที่ใช้สื่อความกัน) แต่ไอ้ที่เรียกว่าสมมติบัญญัตินั้น หากพูดในภาษาธรรมหรือปรมัตถะสัจจะ สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่ (ไม่เป็นตัว หรืออนัตตา คงอยู่ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงจนไม่เป็นตัว) เช่นนี้แล้ว 'ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน' ก็เช่นกัน เขาใช้ในความหมายสมมติสัจจะ ยอมรับว่ามันมีโดยสมมติแต่ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ก็เท่านั้นเอง (ตถตา)

Although, there was an

Although, there was an attempt to make it clearer between Lokiya and Lokuttara dhamma in King Rama IV reign period, this distinction was already encrypted in the buddhism since it was annouced by Lord Buddha.

About the paradox that you have mentioned, I don't think there is such pardox existing. 'self' or 'knowing' element is called 'nama' or abtract thing. This is made up by other things: cells, substances, elements,atoms, quarks and energy which is interchangeable with the physical matter due to Einstein's Law and something that might be the emergence beyond physical theory. If these elements are separated, there are nothing even 'nama' or 'rub'

In the path of enlightenment, we tamed the mind or 'self' or 'knowing' element to understand and experience that the things surrounding us including the mind itself that were just the accompanied of elements and reasons and it always change and therefore, nothing should be held. Unless, the practicing buddhism understand that 'self' is actually 'nothing' but 'the composites', the self will be held as the real or 'Atta' or 'Tua-Gu, Khong-Ku' ASA the self is knowing their real surpassed, the self is then unheld and there is no such 'knowing' element. So there is no such paradox about 'self' and the 'non-self'

About the monarchy, it is irrelevant to the core of the buddhist development. Lord Buddha, himself promote the liberal democracy in Monk community. As the dominant politics at that time, monarchy is supported by Buddhisms if and only if the king rule the country by moral. In this era, the buddhist still work upon electoral democracy. If the leader who is elected by fraud, or stay in power and use that wrongly for themself benefit, it should not be supported by any moral systems including basic buddhisms moral, not to say about higher dhamma principles.

The writer is merely confused with his own ideas about he politics and basic moral system and mislead the reader who do not study the principle of buddhism.

I am sorry for my English comment as my work station here doesn't have Thai keyboards. I will comment in Thai ASAP.

คุณ joe ครับ

คุณ joe ครับ สิ่งที่คุณอธิบายมาก็อยู่ใน concept ของการแยกปรมัตถสัจจะ กับ สมมติสัจจะนั่นแหละครับ (ในบทความอธิบายย่อๆแล้ว)

แต่ในความหมายของภาษาทางตรรกะมันเป็น paradox อยู่แล้ว เมื่อคุณพูดว่า "คุณไม่มีตัวตนและคุณต้องพื่งตนเอง"

และตาม "ข้อเท็จจริง" เราก็สำนึกอยู่เสมอว่านี่คือตัวเรา เราแทบจะไม่เคยรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเราไม่มีตัวตนเลย แล้วเราก็ถูกสอนว่าถ้ารู้สึกว่าไม่มีตัวตนได้เราก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีตัวตนต้องเป็นทุกข์ ความรู้สึกว่ามีตัวตนไปขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ไม่มีตัวตน จึงทำให้เป็นทุกข์ใช่ไหม? ความขัดแย้งนี้คืออะไร คือผลงานอันย้อนแย้งของธรรมชาติใช่ไหม ที่สร้างเรามาให้ไม่มีตัวตนที่แท้จริงแต่กลับสร้างเราให้มีจิตใจยึดถือว่ามีตัวตนของเราจริงๆ

เรื่องที่คุณว่ามา ผมก็เข้าใจไม่ต่างไปจากคุณ แม้แต่เรื่องธรรมราชา ถ้าว่าตามหลักการแบบสูตรสำเร็จก็ต้องว่าแบบคุณ

เพียงแต่ผมมองต่างออกไปหน่อยว่า เรื่องอัตตา อนัตตา ผมชวนให้ลองคิดในเชิงข้อเท็จจริงที่เราประจักษ์ได้มากกว่าเพียงอธิบายตามสูตรสำเร็จว่าจริงๆ ชีวิตจริงๆ สดๆ มันย้อนแย้งไหม

และเรื่องธรรมราชาก็เช่นกัน ความคิดทางการเมืองของพุทธศาสนาไม่ใช่ของบริสุทธิ์จากบริบทหรอกครับ ไล่หัวข้อทศพิธราชธรรมมาแต่ละข้อซิครับ มันก็คือหัวข้อจริยธรรมตามบริบทของสังคมอินเดียโบราณทั้งนั้น (เป็นหลักจริยธรรมที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น) มันไม่สะท้อนคุณลักษณะสากลของมนุษย์เท่ากับหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือหลักสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำ (แล้วต้องดูด้วยนะครับว่าตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มีกษัตริย์พุทธกี่คนที่ปกครองตามหลักทศพิธราชธรรมได้อย่างแท้จริง)

ที่จริงลักษณะ paradox ในคำสอนพุทธศาสนามีมากมาย เช่น

"สุภูติ ที่เรียกพุทธธรรม คือทุกสิ่งที่ไม่ใช่พุทธธรรม" (ข้อความในหนังสือ "เพขรตัดทำลายมายา" โดย ติช นัท ฮันห์ หน้า65)

. ที่สร้างเรามาให้ไม่มีตัวตนท

.
ที่สร้างเรามาให้ไม่มีตัวตนที่แท้จริงแต่กลับสร้างเราให้มีจิตใจยึดถือว่ามีตัวตนของเราจริงๆ

เราอยู่ในร่างกาย
ร่างกาย เป็นหรือดำเนินตามกฏของโลก ขึ้นกับโลก และแปรผันไปตามครรลองของมัน

เราควบคุมร่างกายได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีหลายส่วนไม่อาจควบคุมมันได้ เพราะมันเป็นอัตโนมัตตามกลไกของมัน

จิตหรือตัวตนอาศัยกาย เพื่อ การค้นหา หรือพัฒนาตนเอง ไปสู่อะไร? ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

"จิตใจยึดถือว่ามีตัวตนของเราจริงๆ" ก็เพราะ จิตไม่อาจปราศจากร่างกาย เพื่อ การทรงความหมายในโลกจริง(กายภาพ)
ดังนั้น จิตจึงจำต้องยึดถือผนวกเอากายมาเป็นองค์ประกอบแห่งตัวตนในโลกจริง ที่มิอาจควบคุมได้ หรือได้บางส่วน

สังคมก็คือ ข้อตกลงจอมปลอม สมมุติ หรือเพื่อจำเป็นต่อการสร้างมัน เพื่อมัน กลายเป็น จิตใหญ่ หรือเจตจำนงร่วม

แต่อำนาจรัฐ บ่อยครั้งที่แปลกแยกต่อ จิตย่อย หรือตัวตนต่างๆ ที่โยงใยเกาะกลุ่มกัน เพราะผูกพันกันมายาวนานเพื่อความอยู่รอด

ความแปลกแยกนี้ จะเรียก ความอยุติธรรม หรือ ไม่มีมาตรฐานของ มนุษยชน ก็ตาม
มันแยกแปลกออกจากฐานมวลสมาชิกจิต ก็เพราะ ร่างกายย่อยที่เรียก อำนาจรัฐนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จิตฉลาดในกายเห็นแก่ตัว
โดยธรรมชาติของกายแต่ละกาย ได้ทำงานเพื่อตัวมันเอง ทางแก้มาตรฐาน คือ การสร้างระบบคานอำนาจหรือถ่วงดุล คือ
ทำให้เป็นรูปธรรม ของ การที่ต้องไม่แปลกแยกจากเจตจำนงร่วม

สรุป การย้อนแย้งมีได้เสมอ ระหว่าง โลกทางวัตถุกับ โลกของจิต หรือ ภววิสัยกับอัตวิสัยในความหมายใดๆที่มนุษย์เลือก

เรียนคุณสุรพศ ปรากฎการณ์ย้อนแ

เรียนคุณสุรพศ

ปรากฎการณ์ย้อนแยงที่คุณสุรพศกล่าวมาทั้งหมดนั้น หมายความว่าอย่างไร
1 คำสอน "อนัตตา" ขัดแย้งกับความเป็นจริง
2 ความคิดของมนุษย์ขัดแย้งกับความเป็นจริง

และอีกอย่าง การที่มนุษย์เราคิดอยู่เสมอว่าเรามีตัวตน นั่นเพราะว่าระบบความคิดมนุษย์มันเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว และพระพุทธเจ้าก็ชี้ทางให้เห็นว่า จริงๆ ไม่มีเลย สิ่งที่เรียกว่าตัวตน

คนที่จะออกจากความคิดที่ว่าไม่มีตัวตนโดยแท้จริง มีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นครับ ที่จะรู้แจ้งและเห็นชัดได้ในข้อนี้
อริยสาวกเหล่าอื่นอย่างโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นเพียงทิฎฐิเท่านั้น ที่จะเห็นว่าไม่มีตัวตน

ปุถุชนธรรมดา อย่าว่าแต่จะรู้แจ้งเลย เพียงหลุดออกจากทิฎฐิที่ไม่มีตัวตนยังทำไม่ได้เลย

เรียนคุณสุรพศ ปรากฎการณ์ย้อนแ

เรียนคุณสุรพศ

ปรากฎการณ์ย้อนแยงที่คุณสุรพศกล่าวมาทั้งหมดนั้น หมายความว่าอย่างไร
1 คำสอน "อนัตตา" ขัดแย้งกับความเป็นจริง
2 ความคิดของมนุษย์ขัดแย้งกับความเป็นจริง

และอีกอย่าง การที่มนุษย์เราคิดอยู่เสมอว่าเรามีตัวตน นั่นเพราะว่าระบบความคิดมนุษย์มันเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว และพระพุทธเจ้าก็ชี้ทางให้เห็นว่า จริงๆ ไม่มีเลย สิ่งที่เรียกว่าตัวตน

คนที่จะออกจากความคิดที่ว่าไม่มีตัวตนโดยแท้จริง มีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นครับ ที่จะรู้แจ้งและเห็นชัดได้ในข้อนี้
อริยสาวกเหล่าอื่นอย่างโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นเพียงทิฎฐิเท่านั้น ที่จะเห็นว่าไม่มีตัวตน

ปุถุชนธรรมดา อย่าว่าแต่จะรู้แจ้งเลย เพียงหลุดออกจากทิฎฐิที่ไม่มีตัวตนยังทำไม่ได้เลย

พระพุทธศาสนามีสองนัย 1.ศาสนาพ

พระพุทธศาสนามีสองนัย
1.ศาสนาพุทธในแง่ของการปฏิบัติ(มรรคแปด)การไปสู่ความดับทุกข์(นิพาน)
หลักของสัจจคือ อนิจจัง(NON STABLE) ทุกขัง(CHANGE)อนัตตา(NON SELF)
สามสิ่งนี้คือความจริงที่จริงแท้
2.ศาสนาพุทธในแง่วรรณคดี เป็นคำสอนที่เกิดจากการปรุงแต่ง(สังขาร) ความเชื่อของศาสนาเดิม ความศรัทธาเรื่องเล่า
ที่ส่งผ่านและแต่งเติมจากชนชั้นต่างๆของสังคมมานานถึง๒๕๕๔ปี จึงเต็มไปด้วยคำที่ขัดแย้งกับคำสอนที่เกิดจากการตรัสรู้
วิธีที่จะศึกษาศาสนาพุทธที่จะเข้าถึงแก่นจึงไม่ได้เกิดจากการอ่านหรือฟังและ ความเชื่อหรือศรัทธา แต่ต้องได้มาจากการตรัสรู้ด้วยตัวเอง(รู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจนตรัสรู้ด้วยตัวเอง)