ชำนาญ จันทร์เรือง: เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วไง

ผลพวงของการชี้มูลทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอของ ปปช.และข่าวลือเรื่องการใช้เงินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านนักการเมืองที่กระหน่ำประโคมข่าวกันถี่ยิบในช่วงหลัง ทำให้กระแสการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเริ่มมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกด้วยเหตุที่ว่าไหนๆตอนนี้ตำแหน่งดังกล่าวก็ผูกพันกับการเมืองอยู่แล้ว เรามาเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกันเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ
 
แต่ก่อนที่จะไปถึงข้อสรุปว่าควรหรือไม่ควร เรามาดูนานาอารยประเทศทั้งหลายว่ามีรูปแบบการปกครองกันอย่างไรบ้าง
 
ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) วิวัฒนาการของการปกครองประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐบาลหรือส่วนกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งเน้นหลักการรวมอำนาจและเอกภาพแห่งรัฐโดยถือว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มในการปกครองและบริหารประเทศ
 
ส่วนการปกครองและการบริหารท้องถิ่นเกิดจากการกระจายอำนาจของรัฐบาล โดยรัฐบาลมอบอำนาจบางประการให้แก่ท้องถิ่น ดังนั้น ท้องถิ่นจะมีอำนาจในการปกครองตนเองและมีความเป็นอิสระมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยเราได้ลอกเลียนแบบการปกครองของฝรั่งเศสมาอย่างยาวนานแต่ไทยเราแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดังเช่นของฝรั่งเศสที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว
 
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของฝรั่งเศสอยู่ที่การออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของเทศบาล จังหวัดและภาค 2 มีนาคม  ค.ศ. 1982 (The Law on the Rights and Liberties of Communes, Departments and Regions 2 march 1982) ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีฟรังชัวส์ มิตเตอร็องด์ (Francois Mitterrand) การออกกฎหมายฉบับนี้นำมาสู่การออกกฎหมายอื่น ๆ ตามมาอีกหลายฉบับ เพื่อให้การปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
 
เดิมจังหวัดจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1789 ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลาง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลกลาง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1830 จังหวัดได้กลายเป็นองค์กรปกครองที่มี 2 สถานะ คือ สถานะหนึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาลกลาง โดยเป็นส่วนราชการในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และอีกสถานะหนึ่งเป็นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยผู้บริหารยังคงมาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง
 
ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ ปี 1980 โดยเฉพาะเมื่อมีการออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของเทศบาล จังหวัดและภาคเมื่อ 2 มีนาคม  ค.ศ. 1982  จังหวัดเปลี่ยนสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมได้กลายเป็น“ผู้ตรวจการแห่งสาธารณรัฐ” (Commissioner of the Republic) อำนาจหน้าที่ซึ่งแต่เดิมเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดถูกถ่ายโอนไปเป็นของประธานสภาจังหวัดซึ่งเป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร
 
สมาชิกสภาจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีจำนวนตั้งแต่ 14 คน จนถึง 76 คน ขึ้นอยู่กับจำนวน “กังต็อง” หรือเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดว่าจะมีจำนวนเท่าใด โดยแต่ละกังต็องมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาจังหวัดได้ 1 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดใหม่จำนวนกึ่งหนึ่งของสภา สภาชิกสภาจังหวัดจะคัดเลือกสมาชิกคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจังหวัด และรองประธานสภาฯ อีก 4 – 10 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 3 ปี โดยประธานสภาฯ ยังดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารด้วยในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ สภาจังหวัดมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกิจการต่าง ๆ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของจังหวัด
 
ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีองค์พระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย ญี่ปุ่นจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
 
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะผู้ยึดครองของสหรัฐฯ ที่เข้ามาจัดระเบียบทางการเมือง การบริหาร และระบบเศรษฐกิจ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร
 
กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จัดระดับชั้นการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นออกเป็น 2 ชั้น (Two-Teir System) คือ ระดับบน (Upper Tier) ได้แก่ จังหวัด (Prefecture) และ ระดับล่าง (Lower Tier) ได้แก่ เทศบาล (Municipal) จึงมีผลทำให้จังหวัดมีพื้นที่ในการดำเนินงานครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหมดที่ขึ้นตรงต่อจังหวัดอย่างไรก็ตาม จังหวัดและเทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายความว่าเทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้สังกัดจังหวัด ดังนั้น จังหวัดจึงมีอำนาจเพียงให้คำแนะนำและแนวทางแก่เทศบาลเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจสั่งการเทศบาลได้
 
ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นมาจากการเลือกตั้งโดยอำนาจหน้าที่ที่สำคัญก็คือบริหารงานของจังหวัดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้  เสนอร่างกฎหมายต่างๆเพื่อให้สภาจังหวัดพิจารณา  เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้สภาจังหวัดอนุมัติและบริหารงบประมาณตามที่ได้รับการอนุมัติอย่างมีประสิทธิภาพ  จัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่างๆ(โดยมีหลักการว่าท้องถิ่นเก็บภาษีแล้วนำบางส่วนส่งส่วนกลางตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทยที่ส่งส่วนกลางก่อนแล้วจึงแบ่งบางส่วนมาให้ท้องถิ่น)  แต่งตั้งและปลดรองผู้ว่าราชการจังหวัด   อำนาจในการยุบสภาจังหวัด           
 
ที่สำคัญคืออำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลกลางเพื่อดำเนินกิจการบางอย่างแทนให้สำเร็จลุล่วงตามกฎระเบียบและแนวทางที่รัฐบาลกลางวางไว้
 
 
เกาหลีใต้
ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยวเช่นเดียวกับไทย มีการแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลางในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น แต่ประเทศเกาหลีได้กลับทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ
 
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในเกาหลีใต้ เพิ่งจะมีการปฏิรูปกันอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้มีบทบัญญัติรองรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเกาหลีใต้แปรเปลี่ยนตามสถานการณ์ทางการเมืองในระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามเกาหลีทีทำให้การปกครองท้องถิ่นของเกาหลีใต้ต้องหยุดชะงักลง หรือจะเป็นการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการของปัก จุง ฮี ก็ตาม
 
แต่อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ก็มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 (Local Autonomy Act in 1949) และได้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้การการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อปี ค.ศ. 1995 ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่ามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
 
อังกฤษ
อังกฤษเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป มีรูปแบบเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) เช่นเดียวกับฝรั่งเศส แต่มีความแตกต่างจากฝรั่งเศส ในขณะที่ฝรั่งเศสมีการจัดระบบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ระดับ คือ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แต่อังกฤษจัดระบบบริหารราชการเพียง 2 ระดับเท่านั้น คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
 
จากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นโดยมิได้กล่าวถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งมีรูปแบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่หลากหลายรูปแบบโดยไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแต่ว่าเป็นรูปแบบของรัฐรวมหรือสหรัฐซึ่งแตกต่างจากไทยเราซึ่งเป็นรัฐเดี่ยว โดยผมยกตัวอย่างเฉพาะที่เป็นรัฐเดี่ยวเช่นเดียวกับไทยเพราะเมื่อใดที่มีการยกประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมา ก็จะถูกยกประเด็นการเป็นรัฐเดี่ยวและการมีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศขึ้นมาโต้แย้งอยู่เสมอ และแน่นอนว่าผมมิได้ยกตัวอย่างประเทศพม่า ลาว กัมพูชา หรือประเทศในแถบอาฟริกาที่ยังคงมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอยู่เช่นเดียวกับไทยอยู่แล้ว
 
ประเทศไทยถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วหรือยัง
คำตอบของผมก็คือหากอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยเรายังเป็นเสมือนบุรุษไปรษณีย์ที่ไม่มีอำนาจและงบประมาณเป็นของตนเอง การตัดสินใจต่างๆ ล้วนแล้วแต่รวมศูนย์อำนาจอยู่แต่ในส่วนกลางคือตัวปัญหา การเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยยังคงมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเพราะผลที่ได้มาภายหลังการเลือกตั้งก็ยังคงเหมือนเดิม
 
การบริหาราชการส่วนภูมิภาคนั้นนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางด้านการเมืองและการปกครองเพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ไว้วางใจประชาชนในท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้เกิดความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อท้องถิ่น เพราะถูกบริหารจัดการจากเจ้าหน้าที่ที่มาจากที่อื่น ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจปัญหาของท้องถิ่นเท่ากับคนท้องถิ่นเอง
 
ฉะนั้น การมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั่นเองที่เป็นตัวปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน การยกเลิกเสียซึ่งการบริหารราชส่วนภูมิภาคต่างหากคือคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ว่าตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม
 
 
----------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 19 ตุลาคม 2553
 

Comments

การรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจไว

การรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจไว้ที่กรุงเทพ ถ้าแก้ให้มันกระจายออกได้ทุกอย่างจะไหลตามออกมาเอง ทั้งคนน่าจะอพยพกลับบ้านตนเอง อำนาจทางสังคม อำนาจทางการเมืองก็แน่นอนตามออกมาแน่ เช่นเมืองเจริญขึ้นใครจะยอมให้รัฐบาลกลางวางผังเมืองให้อีกหล่ะ

คนมันจะเริ่มอยากให้อำนาจผู้ว่ามาเป็นของนายก อบจ รวมๆ แล้วไม่มีทางเลี่ยงการกระจายออกไม่ช้าก็เร็วแค่นั้นเอง

ที่ญี่ปุ่น

ที่ญี่ปุ่น การปกครองส่วนท้องถิ่นเขารวมเมืองใกล้ๆกันเป็นกลุ่มเมือง เรียกว่า Prefectures หรือจะเรียกว่าจังหวัดก็พอได้ เพราะบางแห่งเล็กกว่าจังหวัดไทยอีก

จังหวัดเล็ก ขนาดเพียงห้าพันกว่าตารางกิโลเมตร มีประชากร ๗ล้าน๕แสนคน อย่างจังหวัดอิชิ นั้น จังหวัดเดียว มีขนาดเศรษบกิจ ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศหลายเท่า เพราะเป็นศูนย์กลางอุตรสาหกรรมหนัก รัฐบาลท้องถิ่นก็บริหารงานง่ายเพราะเงินภาษีมากมายมหาศาล แค่จากโตโยต้าบริษัทเดียวปีเดียวก็มากกว่ารัฐบาลไทยเก็บจากประชาชนชาวไทย หลายปีรวมกัน

กระนั้น รัฐบ่าลกลางญี่ปุ่นก็ยังมีปัญหากับ Perfectures อื่นๆที่ไม่ร่ำรวยเท่ากับ อิชิ อย่างเช่น ฮอกไดโดที่พื้นที่ใหญ่ที่สุด สิ้นเปลืองงบประมาณการบริหารรัฐบาลท้องถิ่นมากมาย แต่รายได้ทางตรงของรัฐบาลท้องถิ่นไม่เท่ากับอิชิ รัฐบาลกลางต้องจัดงบส่วนกลางไปดูแล

แนวทางแก้ไขปัจจุบันก็คือ เขาพยายามรวมPerfectures ที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณเข้าด้วยกัน ลดจำนวน เพิ่มขนาดเพิ่มรายได้

แต่ ปัญหาทางการเมืองก็จะเกิดตามมาทันที คือการสูญเสียโอกาสและอำนาจต่อรองของนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยควบคุมการบริหารPerfecturesทีจะถูกยุบ ในระบอบการเมืองแบบมุ้งย่อยในพรรคใหญ่ของญี่ปุ่นนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่

ก็เลย ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้ไปถึงไหน ในเมื่อการเมืองระดับรัฐบาลยังไม่นิ่ง ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าแตะ

ชำนาญ ลองย้อนกลับมาดูเมืองไทยซิครับ จังหวัดต่างๆของไทยนั้นมีจังหวัดไหนที่มีสถิติว่าเก็บภาษีพอเลี้ยงดูจังหวัดตัวเองได้บ้าง และถ้าให้ทุกจังหวัดเลือกผู้ว่าตั้งรัฐบาลท้องถิ่นเองแล้ว ปรากฎว่า เก้าสิบเปอร์เซนท์ รัฐบาลกลางต้องส่งงบไปช่วยเหลือให้บริหารกิจการกันได้ มันจะเป็นธรรมกับประชาชนของจังหวัดที่เลี้ยงตัวเองได้ตรงไหน รัฐบาลจะจัดสรรงบไปช่วยอย่างไร

ตามรัฐบาลท้องถิ่นร้องขอ หรือตามสส.ตัวแทนของจังหวัดในสภาร้องขอ หรือตามโครงการที่รัฐบาลกลางวางแผนพัฒนาประเทศไว้..........

คิดแค่นี้เป็น ก็ปวดกบาลแล้ว..

การละเมอเพ้อพก บ้าทฤษฎีมายาคติประชาธิปไตย กระจายอำนาจออกไปสู่ชนบท โดยขาดวิสัยทัศน์ด้านการจัดการ และการบริหารนั้น ถ้าเป็นสื่อเขียน หรือระดับนักศึกษาแสดงความคิดเห็นกันมา ผมพอยอมรับได้....

แต่ถ้าเป็นความเห็นระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ต้องเป็นห่วงอนาคตคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว

สอนวิชาอะไร ก็ตะบี้ตะบันคิดเห็นเป็นแต่วิชาที่สอนนี้ ประเทศชาติรอดยากนะครับ...

การบริหารรัฐกิจ ก้เหมือนบริหารธุรกิจ ในแง่การบริหารและการจัดการคนและงบประมาณ

หน่วยงานไหน ยังหารายได้เลี้ยงเป็นค่าใช้จ่ายคนและภาระกิจของหน่วยงานนั้นไม่ได้ หน่วยงานนั้นก็ไม่พร้อมที่จะแยกตัวออกไปเป็น บริษัทอิสระ หรือ Profit Center อิสระอีกหน่วยหนี่ง มีฐานะได้แค่เป็น expenses center ของหน่วยงานที่เลี้ยงดูตนเองได้เท่านั้น

ในประเทศไทยนั้น ผมไม่ได้เช็คข้อมูลแต่ขอเดาว่า จังหวัดที่มีรายได้จากภาษีอากรทุกชนิดที่เป็นภาษีท้องถิ่นพอเลี้ยงองค์กรของการบริหารส่วนท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคหลักของตนเองได้ ไม่น่ามีถึงสิบจังหวัดนะครับ แต่ละจังหวัดแค่ตำรวจอย่างเดียวบุคคลากรก็หลายพันคนแล้ว....ส่วนที่เหลือนั้นถึงเลือกตั้งไปก็แบมือของบส่วนกลาง โกงกินง่าย ควบคุมตรวจสอบยาก เละหนักขึ้นไปอีก

จังหวัดไหนใหญ่คนเยอะ ก็ของบได้เยอะ ผมรับรองว่านักการเมืองเสือหิวรายใหญ่ๆ จะหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นกันหมด ........เพราะได้งบแล้วมีอิสระภาพในการบริหารได้เอง.....

*เร่งกระจายอำนาจ...การปกครอง

*เร่งกระจายอำนาจ...การปกครอง
ให้ชนผอง เลือกได้ ใครผู้ว่าฯ
ตอบสนอง ประชาชน คนธรรมดา
ไม่พึ่งฟ้า พึ่งสวรรค์ อันเลื่อนลอย

*เร่งกระจาย โอกาส การศึกษา
คนพึ่งพา ตนได้ ไม่เสื่อมถอย
ความเข้มแข็ง กระจายไป ตามป่าดอย
คนไม่คอย รับแจก แบกบุญคุณ

*เร่งกระจาย โอกาส การหากิน
ให้ทุกถิ่น มีงานทำ ผลนำหนุน
เลือกวิถีชีวิตได้ ไม่ไร้ทุน
มีเงินหมุน ตามระบบ อันเสรี

*ให้ผู้ว่าฯ ตอบสนอง ประชาชน
ที่เป็นคน เลือกตั้งมา พาศักดิ์ศรี
ประชาชน ย่อมต้องเลือก คนดีดี
ทำหน้าที่ บริหาร บ้านเมืองตน

บางกอก wrote:ที่ญี่ปุ่น

[quote=บางกอก]ที่ญี่ปุ่น การปกครองส่วนท้องถิ่นเขารวมเมืองใกล้ๆกันเป็นกลุ่มเมือง เรียกว่า Prefectures หรือจะเรียกว่าจังหวัดก็พอได้ เพราะบางแห่งเล็กกว่าจังหวัดไทยอีก

จังหวัดเล็ก ขนาดเพียงห้าพันกว่าตารางกิโลเมตร มีประชากร ๗ล้าน๕แสนคน อย่างจังหวัดอิชิ นั้น จังหวัดเดียว มีขนาดเศรษบกิจ ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศหลายเท่า เพราะเป็นศูนย์กลางอุตรสาหกรรมหนัก รัฐบาลท้องถิ่นก็บริหารงานง่ายเพราะเงินภาษีมากมายมหาศาล แค่จากโตโยต้าบริษัทเดียวปีเดียวก็มากกว่ารัฐบาลไทยเก็บจากประชาชนชาวไทย หลายปีรวมกัน

กระนั้น รัฐบ่าลกลางญี่ปุ่นก็ยังมีปัญหากับ Perfectures อื่นๆที่ไม่ร่ำรวยเท่ากับ อิชิ อย่างเช่น ฮอกไดโดที่พื้นที่ใหญ่ที่สุด สิ้นเปลืองงบประมาณการบริหารรัฐบาลท้องถิ่นมากมาย แต่รายได้ทางตรงของรัฐบาลท้องถิ่นไม่เท่ากับอิชิ รัฐบาลกลางต้องจัดงบส่วนกลางไปดูแล

แนวทางแก้ไขปัจจุบันก็คือ เขาพยายามรวมPerfectures ที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณเข้าด้วยกัน ลดจำนวน เพิ่มขนาดเพิ่มรายได้

แต่ ปัญหาทางการเมืองก็จะเกิดตามมาทันที คือการสูญเสียโอกาสและอำนาจต่อรองของนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยควบคุมการบริหารPerfecturesทีจะถูกยุบ ในระบอบการเมืองแบบมุ้งย่อยในพรรคใหญ่ของญี่ปุ่นนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่

ก็เลย ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้ไปถึงไหน ในเมื่อการเมืองระดับรัฐบาลยังไม่นิ่ง ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าแตะ

ชำนาญ ลองย้อนกลับมาดูเมืองไทยซิครับ จังหวัดต่างๆของไทยนั้นมีจังหวัดไหนที่มีสถิติว่าเก็บภาษีพอเลี้ยงดูจังหวัดตัวเองได้บ้าง และถ้าให้ทุกจังหวัดเลือกผู้ว่าตั้งรัฐบาลท้องถิ่นเองแล้ว ปรากฎว่า เก้าสิบเปอร์เซนท์ รัฐบาลกลางต้องส่งงบไปช่วยเหลือให้บริหารกิจการกันได้ มันจะเป็นธรรมกับประชาชนของจังหวัดที่เลี้ยงตัวเองได้ตรงไหน รัฐบาลจะจัดสรรงบไปช่วยอย่างไร

ตามรัฐบาลท้องถิ่นร้องขอ หรือตามสส.ตัวแทนของจังหวัดในสภาร้องขอ หรือตามโครงการที่รัฐบาลกลางวางแผนพัฒนาประเทศไว้..........

คิดแค่นี้เป็น ก็ปวดกบาลแล้ว..

การละเมอเพ้อพก บ้าทฤษฎีมายาคติประชาธิปไตย กระจายอำนาจออกไปสู่ชนบท โดยขาดวิสัยทัศน์ด้านการจัดการ และการบริหารนั้น ถ้าเป็นสื่อเขียน หรือระดับนักศึกษาแสดงความคิดเห็นกันมา ผมพอยอมรับได้....

แต่ถ้าเป็นความเห็นระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมก็ต้องเป็นห่วงอนาคตคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว

สอนวิชาอะไร ก็ตะบี้ตะบันคิดเห็นเป็นแต่วิชาที่สอนนี้ ประเทศชาติรอดยากนะครับ...

การบริหารรัฐกิจ ก้เหมือนบริหารธุรกิจ ในแง่การบริหารและการจัดการคนและงบประมาณ

หน่วยงานไหน ยังหารายได้เลี้ยงเป็นค่าใช้จ่ายคนและภาระกิจของหน่วยงานนั้นไม่ได้ หน่วยงานนั้นก็ไม่พร้อมที่จะแยกตัวออกไปเป็น บริษัทอิสระ หรือ Profit Center อิสระอีกหน่วยหนี่ง มีฐานะได้แค่เป็น expenses center ของหน่วยงานที่เลี้ยงดูตนเองได้เท่านั้น

ในประเทศไทยนั้น ผมไม่ได้เช็คข้อมูลแต่ขอเดาว่า จังหวัดที่มีรายได้จากภาษีอากรทุกชนิดที่เป็นภาษีท้องถิ่นพอเลี้ยงองค์กรของการบริหารส่วนท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคหลักของตนเองได้ ไม่น่ามีถึงสิบจังหวัดนะครับ แต่ละจังหวัดแค่ตำรวจอย่างเดียวบุคคลากรก็หลายพันคนแล้ว....ส่วนที่เหลือนั้นถึงเลือกตั้งไปก็แบมือของบส่วนกลาง โกงกินง่าย ควบคุมตรวจสอบยาก เละหนักขึ้นไปอีก

จังหวัดไหนใหญ่คนเยอะ ก็ของบได้เยอะ ผมรับรองว่านักการเมืองเสือหิวรายใหญ่ๆ จะหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นกันหมด ........เพราะได้งบแล้วมีอิสระภาพในการบริหารได้เอง.....[/quote]

เห็นด้วยกับคุณ 80%
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต เทศบาล อบจ เหล่านี้ ฉันไม่ให้เครดิต เขาเข้ามาก็เพื่อผลประโยชน์ของพวกหรือกลุ่มของพวกเขาและของตัวเขาเอง พวกนายกฯ บางคนศีลธรรมไม่มีไม่นับเรื่องกินอย่างมุมมาม น่ารังเกียจ ไม่ใช่ดูถูก นักการเมืองท้องถิ่นพวกนี้ โดยส่วนใหญ่ ก็เป็นลูกน้องของนักการเมืองระดับชาติ ผลประโยชน์เป็นทอดๆ จัดอยุ่ในประเภท คดในข้องอในกระดูก ประเทศเรายังไม่พร้อมนะ ต้องใช้เวลาอีก แต่ถ้าเรารอเวลาพร้อม ก็คงไม่มีวันพร้อมหรอก ดังนั้นควรจะเริ่มต้นได้บางจังหวัดที่พร้อม ก็ควรทำก่อน ปัญหามีไว้แก้ ไม่งั้นเราจะก้าวไปข้างหน้าได้งัย

ขอแย้งคุณบางกอกสักนิด การแบ่ง

ขอแย้งคุณบางกอกสักนิด
การแบ่งที่ไม่เหมาะสมจะทำให้องค์กรท้องถิ่นไม่สามารถอยู่รอดได้ตัวตัวเอง อันนี้จริงค่ะ ดังนั้น การยุบรวม แตกออก ถึงเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ถ้ามองว่า จังหวัด จำเป็นต้องจังหวัดแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงมีหลายจังหวัดที่บริหารตัวเองไม่รอดแหละค่ะ
เรื่องนักการเมืองไม่ยอมเสียอำนาจ มองไปก็ไม่ต่างจากไทยหรอกค่ะ ทำให้มันไม่ไปไหนซักที ซึ่งก็ต้องแก้กันต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองครองอำนาจไปเรื่อยๆ

อีกส่วนที่ต้องทำ คือการปรับโครงสร้างภาษี ไม่ใช่รวบทั้งหมดเข้าส่วนกลางแล้วคืนกลับมาอย่างที่เป็นอยู่ ค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆก็น่าจะปรับได้อีกเหมือนกัน ถ้าคิดแค่ ก็ให้เลือกตั้งผู้ว่าก็พอ ก็ล่มแน่ค่ะ

เอ่อ..."จังหวัดอิชิ"

เอ่อ..."จังหวัดอิชิ" ของคุณบางกอกมันอยู่ตรงเกาะไหนของญี่ปุ่นเหรอครับช่วยบอกที (-_-;)

แต่แหม...ยังคงรักษาสไตล์ "เหมือนจะรู้แต่ก็ไม่ลึก" ไว้อย่างเหนียวแน่นเนาะ

หินบ้านป้อคิงหยัง?

[quote=หินบ้านป้อคิงหยัง?]เอ่อ..."จังหวัดอิชิ" ของคุณบางกอกมันอยู่ตรงเกาะไหนของญี่ปุ่นเหรอครับช่วยบอกที (-_-;)

แต่แหม...ยังคงรักษาสไตล์ "เหมือนจะรู้แต่ก็ไม่ลึก" ไว้อย่างเหนียวแน่นเนาะ[/quote]
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ใช้กูเกิ้ลเป็นไหมครับ ถ้าเป็น หาจากคำว่า Aichi Perfecture Japan

เมืองนาโกย่า เป็นเมืองเอกของจังหวัดนี้ ซึ่งประกอบด้วยเมืองย่อยๆอีกเจ็ดแปดเมือง.....แถวนั้นแหละ

ผมรู้เรื่องญี่ปุ่นไม่ค่อยลึก ไม่ค่อยทั่ว แต่แถวนาโกย่านี่ มีข้าวหน้าปลาไหลสองชั้นอยู่ร้านหนึ่งดังไปทั้งเกาะญี่ปุ่น เคยแวะไปกินมาหลายครั้งแล้ว อร่อยมาก........แถวโตเกียว เกียวโตหรือ เมืองใต้อย่างฟูกูโอกะ ก็พอหาของอร่อยกินเองได้ครับ แต่ที่อื่นไม่มีธุระปะปังอันใดจะไปอยู่นานๆ เพราะ ค่าครองชีพค่อนข้างแพง

ผมขอตำหนิ คุณ ชำนาญ

ผมขอตำหนิ คุณ ชำนาญ จันทร์เรือง

และ เห็นด้วยคับคุณ บางกอก

มองแต่ ประเทศ ชาวบ้าน ทำไม ไม่ มอง ประเทศเราก่อนล่ะคับ ว่าเราต้องการแบบไหน เหตุผล และความเหมาะสม

ผมว่า แค่ กำจัด การ โกง ของ พวกนักการเมืองได้ เราก้ จะ เจริญ แล้วคับ

5555555

ditt

[quote=ditt]ขอแย้งคุณบางกอกสักนิด
การแบ่งที่ไม่เหมาะสมจะทำให้องค์กรท้องถิ่นไม่สามารถอยู่รอดได้ตัวตัวเอง อันนี้จริงค่ะ ดังนั้น การยุบรวม แตกออก ถึงเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ถ้ามองว่า จังหวัด จำเป็นต้องจังหวัดแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงมีหลายจังหวัดที่บริหารตัวเองไม่รอดแหละค่ะ
เรื่องนักการเมืองไม่ยอมเสียอำนาจ มองไปก็ไม่ต่างจากไทยหรอกค่ะ ทำให้มันไม่ไปไหนซักที ซึ่งก็ต้องแก้กันต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองครองอำนาจไปเรื่อยๆ

อีกส่วนที่ต้องทำ คือการปรับโครงสร้างภาษี ไม่ใช่รวบทั้งหมดเข้าส่วนกลางแล้วคืนกลับมาอย่างที่เป็นอยู่ ค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆก็น่าจะปรับได้อีกเหมือนกัน ถ้าคิดแค่ ก็ให้เลือกตั้งผู้ว่าก็พอ ก็ล่มแน่ค่ะ[/quote]

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

แย้งผมจะนิดจะมากก็ทำได้ครับ ผมไม่ได้ถือสาหาความอะไร แต่ขอเพิ่มเติมให้หน่อยว่า

การยุบแยกแตกออกหรอรวมใหม่ขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยมักกำหนดไว้ว่า ต้องออกกฎหมายแก้ไข ซึ่งแปลว่า หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ พรรคการเมืองและนักการเมือง ต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็แน่นอนอยู่เองว่า ผงประโยชน์ของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องจะถูกให้ความสำคัญกว่า ระบบการจัดการและบริหารท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าแยกออกไปแล้วเอามารวมใหม่ถือว่ายากมากครับ หรือถ้ารวมกันแล้วจะไปแยกของเขา และนักการเมืองเขาสียผลประโยชน์ก็ยากมากครับ แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่มีพรรคการเมืองใหญ่แค่สองพรรค ยังไม่เคยรวมรัฐแยกรัฐกันได้เลย แต่เคยขอแยกประเทศแล้วเกิดสงครามกลางเมือง

ในระบอบพรรคเดี่ยวแบบจีนนั้น เรื่องอย่างนี้ง่ายกว่ามากครับ...คณะผู้บริการประเทสเห็นสมควร ก็ส่งต่อไปให้กรมการเมืองพรรคพิจารณากันไม่กี่คน แล้วส่งสภารับรอง เดิอนเดียวจบ แต่ไม่เป็นประชาธิปไตยนะครับ

ส่วนเรื่องภาษีท้องถิ่น ภาษีส่วนกลางนั้น ที่จริงแล้วปัจจุบันรับบาลโอนรายได้ในรูปภาษีท้องถิ่นไปให้ท้องถิ่นมากมายหลายอย่างแล้ว แต่ นักการเมืองท้องถิ่นเอง ผมกล่าวหาเลยว่าเอาอำนาจส่วนนั้นไปหารับประทานกันแทนที่จะเก็บเป็นภาษีใช้ทำนุบำรุงท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น

การอนุมัติให้ตั้งร้านค้าปลีกขนาดยักษ์
ในท้องถิ่น ทำลายร้านค้าเล็กๆในท้องถิ่น แต่อำนาจการอนุมัติสร้างรายได้ให้ผู้บริหารท้องถิ่น..

การเก็บภาษีป้ายโฆษณาอย่างถูกต้องตามกฏหมายสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้ท้องถิ่น แต่ผู้บริหารท้องถิ่นพอใจกับการต่อรองเหมาจ่ายกับเจ้าของป้ายมากกว่า..ป้ายแบนเนอร์ขนาด๘๐ซม.คูณ ๓.๕เมตรนั้น ภาษีป้ายที่ถูกต้อง ต้องเสียประมาณ ๑๕๐๐บาทต่อป้ายต่อปี มีแค่พันป้ายในท้องถิ่นไหน ก็เก็บภาษีป้ายได้ ๑.๕ ล้านบาทแล้วครับ เมืองใหญ่ๆอย่างเชียงใหม่ชลบุรีนั้น มีเป็นหมื่น เป็นแสนป้ายครับ แล้วไปขอดูซิว่าเก็บภาษีป้ายได้เท่าไหร่...

ตราบใดที่นักการเมืองไทยทุกระดับยังใช้วิสัยทัศน์มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็ไม่มีหวังหรอกครับว่า การบริหารจัดการบ้านเมืองระดับต่างๆมันจะดีกว่านี้

ทางแก้นั้น มันต้องลองเอาแบบ ไม่ประชาธิปไตยมาใช้กันบ้าง....

บางกอก

[quote=บางกอก][quote=หินบ้านป้อคิงหยัง?]เอ่อ..."จังหวัดอิชิ" ของคุณบางกอกมันอยู่ตรงเกาะไหนของญี่ปุ่นเหรอครับช่วยบอกที (-_-;)

แต่แหม...ยังคงรักษาสไตล์ "เหมือนจะรู้แต่ก็ไม่ลึก" ไว้อย่างเหนียวแน่นเนาะ[/quote]
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ใช้กูเกิ้ลเป็นไหมครับ ถ้าเป็น หาจากคำว่า Aichi Perfecture Japan

เมืองนาโกย่า เป็นเมืองเอกของจังหวัดนี้ ซึ่งประกอบด้วยเมืองย่อยๆอีกเจ็ดแปดเมือง.....แถวนั้นแหละ

ผมรู้เรื่องญี่ปุ่นไม่ค่อยลึก ไม่ค่อยทั่ว แต่แถวนาโกย่านี่ มีข้าวหน้าปลาไหลสองชั้นอยู่ร้านหนึ่งดังไปทั้งเกาะญี่ปุ่น เคยแวะไปกินมาหลายครั้งแล้ว อร่อยมาก........แถวโตเกียว เกียวโตหรือ เมืองใต้อย่างฟูกูโอกะ ก็พอหาของอร่อยกินเองได้ครับ แต่ที่อื่นไม่มีธุระปะปังอันใดจะไปอยู่นานๆ เพราะ ค่าครองชีพค่อนข้างแพง[/quote]

โธ่เอ๊ย นึกว่าที่ไหน เขาอ่านว่าจังหวัดไอจิน่ะคุณ ถ้าถอดคำอ่านแบบญี่ปุ่นไม่ออก ก็ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษทับศัพท์ไปเลยคงจะดูโง่น้อยกว่านี้เยอะนะครับคุณบางกอกผู้เชี่ยวชาญการใช้กูเกิล (สงสัยจะให้กูเกิลถอดคำอ่านให้ อิอิ)

โธ่เอ๊ย นึกว่าที่ไหน

โธ่เอ๊ย นึกว่าที่ไหน เขาอ่านว่าจังหวัดไอจิน่ะคุณ ถ้าถอดคำอ่านแบบญี่ปุ่นไม่ออก ก็ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษทับศัพท์ไปเลยคงจะดูโง่น้อยกว่านี้เยอะนะครับคุณบางกอกผู้เชี่ยวชาญการใช้กูเกิล (สงสัยจะให้กูเกิลถอดคำอ่านให้ อิอิ)

_______________________________________________________________

คือว่า เวลาคนญี่ปุ่นที่เขาคบค้าสมาคมกับผม เขาต้องการสื่อสารกับผม ให้ผมรู้เรื่องด้วยนั้น เขาจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษที่ผมรู้เรื่อง โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเหมือนลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น หรือคนงานไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เท่านั้นเอง........

ญี่ปุ่นด้วยกัน ถ้ามาจากต่างภูมิภาค ถ้าคุยกันเองแบบฟุลสปีดเสียงในฟิล์ม บางครั้งยังออกเสียงแตกต่างกันแบบคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็มีนะครับ มันเคยแซวกันเอง แล้วแปลให้ผมฟัง

คนงานพม่าคนไหน ร้องเพลงชาติไทยได้ชัดเจน ผมก็ว่ามันมีความพยายามดี......อิ อิ อิ

บางกอก wrote:โธ่เอ๊ย

[quote=บางกอก]โธ่เอ๊ย นึกว่าที่ไหน เขาอ่านว่าจังหวัดไอจิน่ะคุณ ถ้าถอดคำอ่านแบบญี่ปุ่นไม่ออก ก็ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษทับศัพท์ไปเลยคงจะดูโง่น้อยกว่านี้เยอะนะครับคุณบางกอกผู้เชี่ยวชาญการใช้กูเกิล (สงสัยจะให้กูเกิลถอดคำอ่านให้ อิอิ)

_______________________________________________________________

คือว่า เวลาคนญี่ปุ่นที่เขาคบค้าสมาคมกับผม เขาต้องการสื่อสารกับผม ให้ผมรู้เรื่องด้วยนั้น เขาจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษที่ผมรู้เรื่อง โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเหมือนลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น หรือคนงานไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เท่านั้นเอง........

ญี่ปุ่นด้วยกัน ถ้ามาจากต่างภูมิภาค ถ้าคุยกันเองแบบฟุลสปีดเสียงในฟิล์ม บางครั้งยังออกเสียงแตกต่างกันแบบคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็มีนะครับ มันเคยแซวกันเอง แล้วแปลให้ผมฟัง

คนงานพม่าคนไหน ร้องเพลงชาติไทยได้ชัดเจน ผมก็ว่ามันมีความพยายามดี......อิ อิ อิ[/quote]

นี่ใครครับ ถึงบอกว่า "เหมือนจะรู้แต่ไม่ลึก" ตามสไตล์บางกอก ก็เลยมาโชว์โง่ให้เห็นบ่อยๆ แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งเท่าที่เห็น ก็ยังไม่ยอมรับด้วยนะครับว่าโชว์โง่ อิอิ (คราวนี้ด้วยการแถไปแถมาถึงภาษาถิ่นยังออกเสียงไม่เหมือนกันนู่นนี่ ...ขอโทษ ไม่ว่าถิ่นไหนในญี่ปุ่นมันก็ต้องอ่านออกเสียงจังหวัดนี้ว่าไอจิว่ะ)

เอาแค่คิดว่าคนที่รู้ว่า Aichi มันจะอ่านว่าไอจิได้ก็จะต้องเป็นคนที่ร่ำเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแน่เลยวุ้ย หรือแค่คิดว่าคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมันก็จะต้องคือคนที่เป็นลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่นกับคนงานไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น...แค่นี้ก็ช่างตื้นเขินแล้ว...

บางกอก wrote:ชำนาญ

[quote=บางกอก]ชำนาญ ลองย้อนกลับมาดูเมืองไทยซิครับ จังหวัดต่างๆของไทยนั้นมีจังหวัดไหนที่มีสถิติว่าเก็บภาษีพอเลี้ยงดูจังหวัดตัวเองได้บ้าง และถ้าให้ทุกจังหวัดเลือกผู้ว่าตั้งรัฐบาลท้องถิ่นเองแล้ว ปรากฎว่า เก้าสิบเปอร์เซนท์ รัฐบาลกลางต้องส่งงบไปช่วยเหลือให้บริหารกิจการกันได้ มันจะเป็นธรรมกับประชาชนของจังหวัดที่เลี้ยงตัวเองได้ตรงไหน รัฐบาลจะจัดสรรงบไปช่วยอย่างไร

ในประเทศไทยนั้น ผมไม่ได้เช็คข้อมูลแต่ขอเดาว่า จังหวัดที่มีรายได้จากภาษีอากรทุกชนิดที่เป็นภาษีท้องถิ่นพอเลี้ยงองค์กรของการบริหารส่วนท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคหลักของตนเองได้ ไม่น่ามีถึงสิบจังหวัดนะครับ แต่ละจังหวัดแค่ตำรวจอย่างเดียวบุคคลากรก็หลายพันคนแล้ว....ส่วนที่เหลือนั้นถึงเลือกตั้งไปก็แบมือของบส่วนกลาง โกงกินง่าย ควบคุมตรวจสอบยาก เละหนักขึ้นไปอีก

จังหวัดไหนใหญ่คนเยอะ ก็ของบได้เยอะ ผมรับรองว่านักการเมืองเสือหิวรายใหญ่ๆ จะหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นกันหมด ........เพราะได้งบแล้วมีอิสระภาพในการบริหารได้เอง.....[/quote]

ข้อเสนอของคุณตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าโครงสร้างภาษีเหมือนเดิมค่ะ ถ้าเปลี่ยนโครงสร้างภาษีท้องถิ่นจะมีภาษีเยอะขึ้นมาก

1. นิคมอุตสาหกรรมอยู่ต่างจังหวัด ถ้าไทยห้นมาเก็บภาษีทรัพย์สินตามที่อยู่ของสถานที่ผลิต ไม่ใช่ที่บริษัทจดทะเบียน ภาษีจะไหลออกต่างจังหวัดอีกมากค่ะ จีนก็กำลังปรับปรุงระบบภาษีอยู่ อีกไม่นานภาษีทรัพย์สินที่จีนจะเข้ามามีบทบาทเยอะเพราะจีนกำลังปฏิรุปตลาดที่ดินให้เป็นเอกชนมากขึ้น

2. ถ้าเปลี่ยนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีบริโภค แบบที่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ภาษีส่วนนี้จะไหลเข้าต่างจังหวัดเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าภาษีเงินได้นะคะ

3. ปัจจุบันภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บตามสถานที่จดทะเบียน ทั้งไทยและเทศเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้เริ่มมีกระแสเรียกให้เปลี่ยนเป็นเก็บตามสถานที่ที่ทำการผลิต เพราะปัญหาการหนีภาษีของบริษัทอเมริกันที่ไปจดทะเบียนตามเกาะเล็กเกาะน้อยเพื่อหนีภาษี ไทยก็สามารถพิจารณากฎเกณฑ์การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคคลได้เหมือนกันนะคะ

ถ้าจะกระจายอำนาจการเมืองก็ต้องปฎิรุประบบภาษีด้วยค่ะ เรื่องของเรื่องคือระบบภาษีนั้นเป็นข้อตกลงสาธารณะที่รองรับโครงสร้างการเมืองค่ะ ถ้าโครงสร้างการเมืองเปลี่ยนระบบภาษีก็ต้องเปลี่ยนด้วยค่ะ

หินบ้านป้อคิงหยัง?

[quote=หินบ้านป้อคิงหยัง?][quote=บางกอก]โธ่เอ๊ย นึกว่าที่ไหน เขาอ่านว่าจังหวัดไอจิน่ะคุณ ถ้าถอดคำอ่านแบบญี่ปุ่นไม่ออก ก็ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษทับศัพท์ไปเลยคงจะดูโง่น้อยกว่านี้เยอะนะครับคุณบางกอกผู้เชี่ยวชาญการใช้กูเกิล (สงสัยจะให้กูเกิลถอดคำอ่านให้ อิอิ)

_______________________________________________________________

คือว่า เวลาคนญี่ปุ่นที่เขาคบค้าสมาคมกับผม เขาต้องการสื่อสารกับผม ให้ผมรู้เรื่องด้วยนั้น เขาจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษที่ผมรู้เรื่อง โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเหมือนลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น หรือคนงานไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เท่านั้นเอง........

ญี่ปุ่นด้วยกัน ถ้ามาจากต่างภูมิภาค ถ้าคุยกันเองแบบฟุลสปีดเสียงในฟิล์ม บางครั้งยังออกเสียงแตกต่างกันแบบคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็มีนะครับ มันเคยแซวกันเอง แล้วแปลให้ผมฟัง

คนงานพม่าคนไหน ร้องเพลงชาติไทยได้ชัดเจน ผมก็ว่ามันมีความพยายามดี......อิ อิ อิ[/quote]

นี่ใครครับ ถึงบอกว่า "เหมือนจะรู้แต่ไม่ลึก" ตามสไตล์บางกอก ก็เลยมาโชว์โง่ให้เห็นบ่อยๆ แล้วก็เหมือนทุกๆ ครั้งเท่าที่เห็น ก็ยังไม่ยอมรับด้วยนะครับว่าโชว์โง่ อิอิ (คราวนี้ด้วยการแถไปแถมาถึงภาษาถิ่นยังออกเสียงไม่เหมือนกันนู่นนี่ ...ขอโทษ ไม่ว่าถิ่นไหนในญี่ปุ่นมันก็ต้องอ่านออกเสียงจังหวัดนี้ว่าไอจิว่ะ)

เอาแค่คิดว่าคนที่รู้ว่า Aichi มันจะอ่านว่าไอจิได้ก็จะต้องเป็นคนที่ร่ำเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแน่เลยวุ้ย หรือแค่คิดว่าคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมันก็จะต้องคือคนที่เป็นลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่นกับคนงานไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น...แค่นี้ก็ช่างตื้นเขินแล้ว...[/quote]

คนญี่ปุ่นมีความเป็นชาตินิยมสูง เขาไม่เปลี่ยนมาเรียก "อิชิ"ตามแบบคุณบางกอกหรอกนะคะ สมัยนี้ญีปุ่นยังพูดภษาอังกฤษมากขึ้น สมัยดิฉันไปเรียนคนต่างชาติยังต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ คนญี่ปุ่นไม่เรียก"อิชิ" แต่เรียกว่า "ไอจิเคน"ค่ะ (Ken = Prefecture)