ถอดบทเรียนกรณีชาวบ้านปางแดงกับผืนป่า : มองหาสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ในสังคมไทย (3)

 

เมื่อเอ่ยถึง ‘ปางแดง’ เชื่อว่าหลายคนที่สนใจในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชน คงจะรู้จักและคุ้ยเคยกันดี เนื่องจากเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดเหตุการณ์ เมื่อชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐหลายร้อยนาย ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงซ้ำซาก 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งทำให้สังคมมองว่า เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห และถือว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

และเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2552 ที่ผ่านมา ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีเวทีสาธารณะนำเสนอประสบการณ์และบทเรียนการแก้ไขปัญหาชุมชนบ้านปางแดง ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ น่าศึกษาวิเคราะห์และหาทางออกร่วมกัน ‘ประชาไท’ จึงขอนำมารายงานไว้ตรงนี้
 
 
 

ตัวแทนป่าไม้แจงทางออก ปางแดง
โดยโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 

นายวีระวัฒน์ ฉินทกานันท์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยาการป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) กรมป่าไม้ กล่าวในเวทีถอดบทเรียนกรณีปางแดงในวันนั้นว่า ตนเป็นข้าราชการป่าไม้ มีหน้าที่หลักๆก็คือ ดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้ให้เหลือให้มากที่สุด เพื่อที่จะให้ป่าไม้ได้ทำหน้าที่ของป่าให้ประโยชน์กับประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม

“และยังมีบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ระเบียบกฎหมายและนโยบาย ในเรื่องของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าก็จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 อยู่โดยถูกต้องตามกฎหมาย ลักษณะนี้ก็จะเป็นขออนุญาตเข้ามาก่อนที่จะมีการอนุญาตแล้ว และก็เข้ามาอยู่ ส่วนนี้ก็จะเป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติก็จะเป็นไปตามมาตรา 13, 16,17,18,19 ก็ว่ากันไป ส่วนลักษณะที่ 2 คือ อยู่โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางป่าไม้มีการแก้ไขตามที่พลเอกสุรินทร์(พิกุลทอง)ได้นำเรียน ว่ามีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทางที่ 1)ผลักดันออก มีกฎหมายระบุอยู่แล้วว่า ถ้าเข้ามาโดยไม่ได้รับการอนุญาตถือว่าเป็นการบุกรุก ทางที่ 2)ให้อยู่อย่างถูกต้องโดยกฎหมาย นั่นก็จะเป็นเรื่องของทางนโยบาย”

นายวีระวัฒน์ ยังได้ยกกรณีตัวอย่าง ถึงการให้อยู่อย่างถูกต้องโดยกฎหมาย โดยอาศัยนโยบายรัฐจากข้างบนว่า เรื่องนโยบายถ้าดูจากประวัติศาสตร์ บางครั้งก็จะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับสัญชาติเหมือนกัน อย่างเช่น กองพล 93 นั้นก็ขึ้นอยู่ตามนโยบาย เพราะฉะนั้น ถ้านโยบายกำหนดมา ทุกอย่างทำได้หมด เหมือนกับนโยบายจัดการป่าก็อาศัยกฎหมายที่มาจากนโยบายเหมือนกัน ถ้าเป็นนโยบายไม่เข้มแข็ง ก็ต้องมีการเปลี่ยนกฎหมายโดยการที่นำเอาเข้าสภาเพื่อผลักดันลงมาเป็นกฎหมายได้ 

“สำหรับในพื้นที่ปางแดง ก็เนื่องจากว่าทางออกของกฎหมาย ถ้าจะอยู่อย่างถูกต้องโดยกฎหมายก็จะมีหลักเกณฑ์เรื่องของโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยใช้แนวทางที่เป็นไปตามนโยบายตั้งแต่มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมตินี้เป็นการแก้ไขปัญหาราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ป่า...ก็เลยได้ใช้โครงการนี้มารองรับที่จะทำโครงการบ้านมั่นคง”

 

เผยแนวโน้มการจัดการป่าไม้ของกรมป่าไม้ หันมาเน้นเรื่อง ‘ป่าชุมชน’

ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ เปิดเผยด้วยว่า แนวโน้มในการจัดการป่าไม้ของกรมป่าไม้ ช่วงหลังก็จะเน้นในเรื่องของการจัดการป่าชุมชน แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ป่าชุมชนยังไม่คลอดออกมา ดังนั้น กรมป่าไม้จึงต้องใช้ พ.ร.บ.ป่าสวนแห่งชาติมาตรา 19 ซึ่งกำหนดให้พนักงาน เจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำ เพื่อที่จะมารองรับการส่งเสริมกิจกรรมการจัดการป่าชุมชน

“ซึ่งอาจดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยที่จะเต็มรูปแบบมากสักเท่าไหร่ แต่แนวโน้มก็จะเป็นการส่งเสริมการจัดการป่าชุมชนเรื่อยๆ และมีการจัดตั้งกลุ่มป่าชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะเป็นพี่เลี้ยงออกมาห่างๆ ในพื้นที่ป่าชุมชน ถ้าทุกคนมีการเคารพกฎกติกาและไม่ทำลายป่าจนเสียสภาพ เพราะว่าการใช้ประโยชน์จากป่าในเรื่องของป่าชุมชนนี้ค่อนข้างจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่าปกติ ก็อยู่ที่ว่าชุมชนจะมีการกำหนดกฎกติกากันอย่างไร”

ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ในเรื่องของการจัดการป่าทางกรมป่าไม้ มีปัญหาคือ การขาดกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลพื้นที่ป่าประมาณ 40% ของประเทศ ประมาณร้อยกว่าล้านไร่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลก็ไม่สามารถที่จะดูอย่างทั่วถึงได้

“ฉะนั้น ก็จำเป็นต้องมีการพึ่งพาทางชุมชนให้เห็นความสำคัญของป่า”

 

ยอมรับมีกลุ่มคนไม่ใช่ผู้เดือดร้อน แต่กลับมีชื่อครอบครองในพื้นที่ป่า

ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ ยังได้กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า มีคนบางกลุ่มซึ่งไม่ใช่ผู้เดือดร้อน แต่กลับมีชื่อครอบครองในพื้นที่ป่า

“ในเรื่องของการจัดการที่ดินป่าไม้ ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากลายเป็นผู้ที่ไม่น่าจะเดือดร้อนในเรื่องของที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน กลับมีชื่อครอบครองในพื้นที่ป่าในปัจจุบัน แต่ก็เป็นระเบียบที่กำหนดไว้ก็เลยต้องให้สิทธิ เพราะฉะนั้น ก็ต้องอยู่ที่ชุมชนเอง ถ้าได้สิทธิมาและไม่ขายต่อ ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าได้สิทธิมาแล้วใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ ให้คุ้มค่า โดยใช้ทฤษฎีใหม่ ใช้ทฤษฎีเกษตรพอเพียง เข้ามาช่วย ก็น่าจะมีการแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยได้”

 

นพ.นิรันดร์ ชี้ ปางแดง คือบทเรียนสำคัญเรื่อง สิทธิความเป็นคน

ด้าน นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นอีกผู้หนึ่งที่รับทราบปัญหาปางแดง มาตั้งแต่ครั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวในเวทีวันนั้นว่า บทเรียนและสิ่งที่ทุกคนได้รับตลอดระยะเวลาที่ร่วมกันต่อสู้มานานนับ 20 ปี เป็นบทเรียนที่มีความหมายสำหรับชาวดาระอั้ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ เป็นบทเรียนเรื่องการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน นั่นคือ สิทธิของความเป็นคน คนซึ่งมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนจะต้องมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความแตกต่าง เรื่องเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม อย่างที่โบราณเขาบอกว่า “คนเห็นคนเป็นคนนั้นแหละคน ถ้าใครเห็นคนไม่ใช่คนก็ไม่ใช่คน”

 

ย้ำจะอยู่ในสังคมนี้ต้องต่อสู้ กับ 2 ส่วน : ความรุนแรง กับ อำนาจทุน

นายแพทย์นิรันดร์ กล่าวว่า นอกจากการที่เรารู้หลักกรอบสิทธิมนุษยชน คือ สิทธิของความเป็นคนแล้ว เราต้องต่อสู้ใน 2 ส่วน ที่จะมาละเมิดและจะมาทำร้ายเรา นั่นคือ ความรุนแรง กับ อำนาจทุน

“ส่วนที่1 คือ ส่วนที่เราเจอแล้ว เจ็บปวดเสียทั้งเลือดเนื้อ น้ำตา เสียทั้งความเศร้าโศก ก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เราต้องสอนลูกสอนหลานว่ามันเป็นความรุนแรงที่เกิดจากใช้อำนาจรัฐ หรือใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น การใช้อำนาจรัฐ ที่ใช้ความรุนแรงเกินเลย ที่จะมาทำร้ายเรา เราต้องสอนให้เห็นว่ากฎหมายบังคับไม่เป็นธรรม อำนาจรัฐบางส่วนก็ไม่เป็นธรรม เราก็เป็นส่วนหนึ่งของกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ...ดังนั้นอย่าไปคิดว่ากฎหมายและอำนาจรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ถูกเสมอไป สิ่งที่ถูกต้องมากกว่ากฎหมายคืออำนาจรัฐ คือ เรื่องหลักของความเป็นคน เรื่องของสิทธิเป็นเรื่องของความถูกต้อง เรื่องความเป็นธรรม ไม่ได้ยึดหลักกฎหมาย เราคิดว่าคน ๆ หนึ่งนั้นควรจะได้รับความเป็นธรรม แต่กฎหมายมันเขียนขึ้นด้วยคน กฎหมายบังคับทำร้ายคนฆ่าคนได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับคนใช้กฎหมาย ถ้าคนที่ใช้กฎหมายลุแก่อำนาจ ก็ใช้กฎหมายทำร้าย หรือละเมิดคนดี ๆ คนที่บริสุทธิ์ นี่คือ บทเรียนที่เราต้องรับรู้”  

นพ.นิรันดร์ บอกอีกว่า ส่วนที่ 2 ที่ชาวบ้านปางแดงยังไม่เจอ หรืออาจจะต้องเจอ ก็คือ “ทุน” 

“ทุนในท่ามกลางกระแสโลกาวิวัฒน์ กระแสโลก ทุนที่ร่วมอยู่ในระบบธุรกิจการเมือง เราอาจยังจะไม่เจอ แต่สิ่งที่เราเจอตอนนี้ คือเรื่องของทุนที่จะเข้ามาทำร้ายเรา ผมอยู่ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี มีปัญหากับทุนและแนวคิดในการพัฒนาโดยนักการเมือง เราน่าจะได้ยินกรณีเขื่อนปากมูน ตอนนี้ก็จะสร้างเขื่อนที่ข้ามแม่น้ำโขงที่บ้านกูดจังหวัดอุบลราชธานี นี่คือกระแสของการพัฒนาที่กำหนดโดยนักการเมือง และทุนในระบบอุตสาหกรรมที่ต้องการจะพัฒนา เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเราได้...” 

นพ.นิรันดร์ กล่าวอีกว่า สิ่งนี้ยังไม่เกิด แต่ต่อไปอาจจะเกิดที่ปางแดง เพราะคนอื่นอาจอยากจะได้ อยากจะทำรีสอร์ท ต้องการทำเรื่องป่ายูคาลิปตัส ป่าสวนยางพารา ป่าสวนปาล์ม หรือจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมบางอย่าง นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และจะต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า มันมีเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนเท่านั้นที่ต้องต่อสู้ในเรื่องของความรุนแรง และเรื่องกระแสทุนกับการเมืองที่จะมาละเมิดเรา เราจะสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร บทเรียน 20 ปีมานี้เราสู้จึงชนะ และมันก็ต้องสู้ต่อ เพราะเราอยู่ในโลกของอำนาจรัฐ ที่จะใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลาที่จะรังแกเรา ทุนก็จะมาข่มเหงเรา แต่ถ้าเรารู้ตัวและเท่าทันมันก็จะมีอำนาจ

นพ.นิรันดร์ ยังยกตัวอย่างกรณี นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ชาวบ้านและชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลกระทบของระบบทุน

“เพิ่งไม่นานมานี้เอง ที่คนทั่วประเทศหรือทั่วโลก ถึงจะรู้ว่าชาวมาบตาพุดที่เป็นคนไทยแท้ ๆ ที่ จ.ระยองนั้นถูกทำร้ายมายี่สิบกว่าปี โดยนายทุนอุตสาหกรรมตักตวงรายได้ไปเป็นแสน ๆ ล้านบาท แต่คนในพื้นที่ไม่ได้อะไรเลย กลับได้ความเจ็บป่วย เป็นโรคมะเร็ง ภาคการเกษตรล่มจมวายวอด ขนาดรัฐบาลต้องตั้งกรรมการสี่ฝ่าย ก็ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องสอนลูกสอนหลาน และสอนพวกเราว่า จงรักสิ่งที่ถูกต้อง ในสิ่งที่จะสู้กับความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ นี่คือบทเรียนบทแรก ที่ชาวดาระอั้งต้องสอนให้คนในสังคมไทยได้รับรู้ เพราะกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ” 

 

เสนอทางออกปางแดง ยึดหลักสิทธิชุมชนและภูมิปัญญาชนเผ่า

ในตอนท้าย นพ.นิรันดร์ ได้เสนอทางออกให้ชาวบ้านปางแดง หลังจากมีการดำเนินการ โครงการบ้านมั่นคงของ พอช.เสร็จเรียบร้อยแล้ว ว่า ขอให้ยึดหลักเรื่องของสิทธิชุมชน ในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 และ 2550 โดยในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2550 ซึ่งกล่าวไว้ในมาตรา 66 และ 67 คือ สิทธิชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งในเรื่องสิทธิในเรื่องการจัดการ และการใช้ประโยชน์ฐานทรัพยากร การดึงเอาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมชนเผ่ามาปรับใช้ในวิถีชีวิตให้อยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ดังนั้น พี่น้องปางแดงจะต้องช่วยกันคิดจากภูมิปัญญาของพวกเรา ความรู้จากตัวเรา ว่าจะอยู่อย่างไรให้รู้ว่ามีชาวดาระอั้งอยู่ในสังคมไทย เหมือนกับเรามีไทยมลายู ไทยปัตตานี มีไทยนครศรีธรรมราช ไทยพัทลุง อดีตซาไก คือ แสดงให้เห็นว่าคนไทยนั้นมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม” นพ.นิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย.

 

เคยมีใครถามพวกป่าไม้ไหมว่า

เคยมีใครถามพวกป่าไม้ไหมว่า ชาวปางแดงใครพาเข้ามาอยู่ที่แห่งนั้นไม่มีใครรู้แต่
คนอำเภอเชียงดาวรู้ทำหรือ
ค่าจ้างแรงงานไง จ้างครึ่งหนึ่ง
เข้ากระเป๋าครึ่งหนึ่ง
พวกปลูกป่าไงครับทุกพื้นที่ จะไปขนแร็งพม่าเข้ามา
แล้วไม่นำเขากลับถิ่นฐานเดิม
ปล่อยให้เป็นปัญหาของบ้านเมือง
ต้นตอมาจากพวกเขาทั้งนั้นโกงกินค่าแร็งงานสร้างปัญหาสะสม
แล้วไปจับเขาอีกใครไม่รู้
คิดว่าพวกนี้ปกป้องป่า
แท้ที่จริงเรื่องทั้งหมดมาจากพวกป่าไม้ทั้งนั้น
ทุกพื้นที่ที่มีการปลูกป่าพวกก็ไปขนแร็งงานพม่ามาทั้งนั้น
กล้าให้หน่วยงานกลางสอบไหม

ffWNMpwx jPKZHT

ffWNMpwx jPKZHT

JyEldyn Buy Cialis Cheap

qkdxiUV Ambien Buy

Oxutjsf Cheap Tramadol Valium

pvrCQj Ultram Ativan Cheap

HlpVIu Cheap Tramadol Ambien

YWOBOYs Phentermine Buy

http://www.pantown.com/board.

http://www.pantown.com/board.php?id=10993&name=board1&topic=290&action=view

คำถามถึงชาวเขากับป่าชุมชน

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านปกากะญอ (กะเหรี่ยง หรือ karen) แห่งหนึ่งที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับป่าชุมชนและความร่วมมือของชาวเขาในการรักษาป่า ซึ่งนับเป็นความพยายามที่ดี แต่ก็มีคำถามบางประการที่อาจ “มองต่างมุม” เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา พรบ.ป่าชุมชนที่กำลังอยู่ในสภาในขณะนี้

ชาวเขารักษาป่า
หมู่บ้านที่ผมไปเยี่ยมมี ชาวเขาราว 100 คนใน 20 หลังคาเรือน ชาวเขาเหล่านี้ร่วมกันรักษาป่า โดยทำ “แนวกันไฟ” บนสันเขาด้วยการถางป่ากว้าง 6 เมตรยาวนับสิบกิโลเมตรแล้วคอยปัดกวาดใบไม้เพื่อควบคุมไฟป่า เมื่อใดที่เกิดไฟป่า ชาวบ้านจะร่วมกันดับไฟ และในยามค่ำคืนก็ยังมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเฝ้าระวังไฟป่า
หมู่บ้านนี้ดูแลป่าถึง 10,000 ไร่ และหากรวมหมู่บ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันอีก 6 หมู่บ้าน ก็จะมีพื้นที่ภายใต้การดูแลของชาวเขาเหล่านี้ถึง 60,000 ไร่ (96 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งนับว่ากว้างพอสมควรเพราะเทียบได้ถึง 1 ใน 16 ของขนาดของกรุงเทพมหานคร และนอกจากป้องกันไฟป่าแล้ว ชาวเขาเหล่านี้ยังคอยระวังไม่ให้บุคคลภายนอกอื่นเข้ามาหาของป่าในพื้นที่ที่ตนเองดูแลอยู่ด้วย
ในพื้นที่ 10,000 ไร่ของชาวเขา 20 หลังคาเรือนนี้ ได้รับการถากถางเป็นไร่นาประมาณ 600 ไร่เศษ โดยนำที่ราบเชิงเขามาปลูกข้าวนาปี ส่วนพื้นที่ลาดชันไหล่เขา นำมาทำไร่-นาแบบหมุนเวียน คือจะหมุนกลับมาทำกินใหม่ทุกรอบ 7 ปี (ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยดังนั้นจึงไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม) ซึ่งนับเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ของชาวเขาเผ่านี้

ยังมีป่าอันอุดมให้รักษาอีกหรือ
ป่าที่ดูคล้ายสมบูรณ์นี้ ความจริงแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนหน้าการยกเลิกสัมปทานตัดไม้เมื่อปี 2532 นั้น ปรากฏว่ามีคนงานถึง 50 คนพร้อมเลื่อยยนต์และช้างมากมายเข้ามาตัดไม้กันทั้งวันทั้งคืนนานหลายปี ตัดต้นไม้ใหญ่ล้มลงหนึ่งต้น ก็ทำให้ต้นไม้ขนาดเล็กกว่าที่อยู่ใกล้เคียงล้มอีก 4-5 ต้น มาถึงวันนี้ทางราชการคงไม่คิดให้สัมปทานทำไม้อีก แต่หากสมมติว่าให้ ก็ใช่ว่าจะมีผู้สนใจ เพราะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าเชิงพาณิชย์ได้ถูกตัดโค่นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ยิ่งกว่านั้นป่าก็ไม่ได้รับการปรับปรุง ตั้งแต่ยกเลิกสัมปทานทำไม้ ชาวเขาก็ไม่ได้ปลูกป่าเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งต้นไม้เล็กขึ้นแซมต้นไม้ใหญ่ที่ยังพอมีอยู่บ้าง จึงทำให้ดูคล้ายกับว่าป่ายังสมบูรณ์อยู่ แม้แต่สัตว์ป่าก็ไม่กลับมา ชาวบ้านเล่าว่า สัตว์ป่าที่มีอยู่มากมายในช่วงก่อนให้สัมปทานป่าไม้ก็หายไปแทบหมดแล้ว เพราะป่าไม้ถูกตัดโค่นมากมาย ดังนั้นจึงเป็นข้อสงสัยว่า ยังจะมีป่าอันอุดมใดให้ชาวเขารักษาอีกหรือ

คนอื่นมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
การที่ชาวเขาครอบครองป่านับหมื่นไร่ ใช้ทำมาหากินกันเฉพาะคน 20 หลังคาเรือนนั้นมากไปหรือไม่ ชาวเขาทำตนเป็นอภิสิทธิชนหรือไม่ เพราะถ้าเป็นการปฏิรูปที่ดิน แต่ละครอบครัวจะได้เพียง 15 ไร่ รวมแล้วทั้งหมู่บ้านก็คงมีที่ทำกินไม่เกิน 300 ไร่เท่านั้น ถ้าบอกว่าชาวเขาเป็นแรงงานราคาถูกที่ช่วยรักษาป่า ก็คงต้องถามกันต่อว่า คนอื่นจะมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
1. ถ้ามีชาวบ้าน ชาวปกากะญอกลุ่มอื่น หรือชนเผ่าอื่นจะขอสิทธิอันนี้บ้างโดยขอเข้าประกวดอยู่แทนชาวเขากลุ่มนี้ (เพราะถือเป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มาบุกรุกอยู่ป่าเท่านั้น) จะได้หรือไม่
2. ถ้าชาวบ้านกลุ่มอื่นบอกว่าจะยินดีจ่ายภาษีมากกว่าชาวเขากลุ่มนี้ซึ่งไม่ได้เสียภาษีโดยตรงอยู่แล้ว จะคิดอย่างไร
3. ยิ่งถ้าธุรกิจเอกชนยินดีจะขอเช่าป่า (และรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม รวมทั้งปลูกป่าถาวรให้หนาแน่นยิ่งขึ้น) เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (คล้ายกับที่ชาวเขาทำ “โฮมสเตย์” ในปัจจุบัน) และยินดีจ่ายภาษี (อย่างงาม) ให้กับทางราชการเพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศและประชาชน จะได้หรือไม่
เราแน่ใจหรือว่า การที่ชาวเขาเผ่านี้จะดูแลได้ดีกว่าคนอื่นในประเทศนี้

ที่ดินนี้ของใคร
ชาวเขาอาจอ้างว่าพวกตนอยู่มาก่อนนับร้อยปีแล้ว น่าจะเป็นเจ้าของทรัพยากร อันนี้คงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การเป็นเจ้าของคงหมายเฉพาะถึงการอยู่ในหมู่บ้านของตน แต่การ “ตู่” เอาพื้นที่นับหมื่นไร่ไปใช้เสียเอง น่าจะมากเกินไป การที่เราจะอนุญาตให้ชนกลุ่มใดมา “ถูกหวย” ได้ทรัพยากรมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่น อาจเป็นแนวคิดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่ต้องทบทวน อย่างไรก็ตามหลายคนอาจคิดเพียงง่าย ๆ ว่าพวกเขาจน จึง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป โดยถือเสียว่าดีกว่าให้นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่โกงไป ทั้งที่ก็ต่างเป็นการโกงเหมือนกัน
ทรัพยากรที่ดิน-ป่าไม้เป็นของส่วนรวม เป็นของทุกคนที่รวมกันเป็นประเทศชาติ ใครครอบครอง ใครได้ประโยชน์ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมในรูปแบบหนึ่ง กา
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
รที่รัฐบาลในฐานะกลไกของประเทศชาติขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร เราก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอ ไม่ใช่หันหลังให้รัฐแล้วเข้าช่วงชิงทรัพยากรกันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม (ในนามของ “คนจน”) แนวคิดเช่นนี้อาจต้องทบทวนให้ดีเพราะจะเป็นการสร้างและผูกปมปัญหาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นก็ได้

ใครได้ ใครเสีย
การปฏิเสธรัฐเป็นแนวคิดที่อันตราย การส่งเสริมให้ชาวเขาหรือชาวบ้านไม่ยอมรับรัฐ สร้างกระแสต่อต้านรัฐในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่นำพาที่จะพัฒนาองคาพยพของรัฐให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว อาจถือเป็นวาระซ่อนเร้น หรือเป็นความพยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศชาติ ทำร้ายประชาชนไทยโดยรวม เพราะยิ่งเราหันหลังให้รัฐ ก็ยิ่งเหมือนเราเปิดช่องให้เกิดการโกงกินกันมากยิ่งขึ้นหรือไม่
การทำงานเพื่อประชาชนแบบนอกระบบนี้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เพราะสังคมและประเทศชาติไม่อาจปราศจากกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองโดยใครหรือระบอบไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะสังเกตได้ว่าผลของการเคลื่อนไหวในขบวนการนอกระบบนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จริงมักเป็นผู้นำนอกระบบที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องในมิติของการเมืองในระบบ เช่น ได้เป็น สส. หรือ สว. เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ป่าชุมชนเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน ผมจึงเห็นว่าในการจัดการปัญหานั้น เราคงต้องศึกษาวิจัยให้ละเอียด ให้มากและให้จริงจังกว่านี้ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีกว่าที่ผ่านมานี้ เราพึงสังวรว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานเพื่อประชาชนผู้ยากไร้ทุกวันนี้ มันอาจกลับกลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของชาติไทยและประชาชนไทยอย่างน่าใจหายอยู่หรือไม่

หมายเหตุ

<1> เป็นนักวิจัย-ประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA.co.th กรรมการสมาคมการวางแผนและเคหะแห่งอาเซียน ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์โลก (FIABCI) ประจำ ESCAP และผู้แทนของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน IAAO ประจำประเทศไทย Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรด้านเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

โฉนดชุมชน

โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด
http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25985

ดร.โสภณ พรโชคชัย

ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนาคต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:

1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาด จะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้ เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’

2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว

3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย

4. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา

5. พวกผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังถึงกับอ้าง ‘ชุ่ย ๆ’ ว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ

6. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดีบ้าง เป็นชุมชนพอเพียงบ้าง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง

7. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนดชุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน

8. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่น ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล

9. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น

10. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่างๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็ไม่มีโภคผลอะไรนัก และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล

ประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่

vEUDhpY Buy Phentermine Buy

qgTYqZB Xanax Valium Cheap

zMNsOsiA Valium Viagra

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน