ถอดบทเรียนกรณีชาวบ้านปางแดงกับผืนป่า : มองหาสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ในสังคมไทย (1)

 
 
 
เมื่อเอ่ยถึง ‘ปางแดง’ เชื่อว่าหลายคนที่สนใจในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชน คงจะจำและคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ ทหาร ป่าไม้ อส.ฯลฯ ร่วม 200 นาย สนธิกำลังเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงถึง 3 ครั้งติดต่อกัน โดยครั้งหลังสุด เมื่อปี 2547 มีการจับกุม 48 ชีวิต ไม่เว้นแม้คนพิการขาขาด ตาบอด และหญิงท้องแก่ ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ขณะพักอยู่ในกระท่อมของตนเอง ภาพการจับกุมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนั้น ทำให้สังคมมองว่า นี่เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห และถือว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
กระนั้น เหตุการณ์ปางแดงที่ผ่านมา ก็ได้สร้างกระแสการตื่นตัวในเรื่องของสิทธิมนุษยชนขึ้นอย่างมาก ซึ่งดูได้จากมีหยิบยกนำเอากรณีปัญหาบ้านปางแดง ไปเป็นวิทยานิพนธ์ รวมทั้งงานข่าว งานสารคดี รวมทั้งทำให้ชาวบ้านได้ตื่นตัว ตระหนัก เกิดการเรียกร้องไปยังหลายๆ หน่วยงาน อาทิ อำเภอ จังหวัด ป่าไม้ วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาที่ปรึกษา รวมทั้งสหประชาชาติ เป็นต้น
และเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2552 ที่ผ่านมา ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีเวทีสาธารณะนำเสนอประสบการณ์และบทเรียนการแก้ไขปัญหาชุมชนบ้านปางแดง ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง ‘ประชาไท’ จึงขอนำมารายงานไว้ตรงนี้...
0 0 0 0 0
อนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ช่วย รัฐไทยยังมีอคติต่อชนเผ่า
นายวสันต์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสเข้าไปในคุกครั้งแรก ก็เมื่อตอนที่พี่น้องปางแดงถูกจับและติดคุก ซึ่งได้เข้าเยี่ยม พร้อมกับอาจารย์เสน่ห์ จามริก อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน พร้อมสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องประชาชนหรือชนเผ่าหรือใครก็แล้วแต่ ในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ได้รับรองและบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ที่บอกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ก็หมายความว่า ใครที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นชนเผ่า หรือนับถือศาสนาใดๆ ก็ต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกันหมดเลย และพี่น้องชนเผ่าก็เหมือนกับคนทั่วไป และปี 2550 มีการแก้ข้อความเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือศักดิ์ศรีความเป็นคน ได้รับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยมีคำว่า “เสมอภาค” เข้ามา 
“นอกจากนั้น เมื่อปีพ.ศ.2546 ประเทศไทยเราก็เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการปฏิบัติและเลือกขจัดทางเชื้อชาติโดยทุกรูปแบบ โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีนายทหารจากรัฐธรรมนูญมา ขณะนั้น นายสัก กอแสงเรือง เป็นสมาชิกวุฒิสภา มาให้ความเห็น และมี ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ(อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)ได้มาให้ข้อมูลความเห็นทางกฎหมาย ผลสรุปในวันนั้น ก็คือ พี่น้องปางแดงเขาอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่ขณะเดียวกัน วันนั้นมีการเข้าจับกุมชาวบ้านตอนเช้ามืด และมีการสนธิกำลังโดยมีการระดมกำลังทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามา เหมือนกับการยกทัพเพื่อที่จะไปออกรบเข้าไปจับพี่น้อง และไล่ลงมาเพื่อมาทำบัญชี แต่ในที่สุดแล้ว มาระบุความผิดที่เกิดขึ้น คือ การแผ้วถางป่า ทั้งที่บ้านนั้นเขาได้มาอยู่นาน แล้วเข้าไปจับข้อหานี้ได้อย่างไร อุตริหรือเปล่า ไปตั้งข้อหา ยังไม่พอ การเข้าไปวันนั้น ถ้ามามีหมายจับแล้ว เขาจะหาข้ออ้างอะไรมาเป็นตัวกำหนด เป็นตัวช่วย และปรากฏว่าเขามีการอ้างว่าใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และมีการส่งสำเนาให้กับทางอัยการ…”
นายวสันต์ ยังวิเคราะห์ต่อว่า ที่ผ่านมา สายตาของภาครัฐ ยังคงมองชาวเขาหรือชนเผ่า ด้วยสายตา และความคิดที่มีอคติอยู่เสมอ มักมองว่า ชนเผ่าค้ายาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า
“และสิ่งเหล่านี้ถูกสั่งสมและสั่งสอนมา มีการถูกฝังแนวความคิดมาอย่างนี้กี่ยุคกี่สมัย ก็ออกมาแนวนี้ พอเป็นอย่างนี้ การที่มองต่อกลุ่มชาติพันธ์จึงมองในความรู้สึกที่เป็นอื่น ทั้งที่โดยหลักสิทธิมนุษยชนก็คือ... มนุษย์ทั้งปวงคือผองเพื่อน”
 
ทำไมถึงจับกุมซ้ำซากถึง 3 ครั้ง?
ในขณะ นายสุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ทนายความที่ใช้ตำแหน่งประกันตัวชาวบ้านปางแดงทั้ง 47 คนออกมา ได้ให้ข้อมูลเบื้องหลังว่า กรณีชาวบ้านปางแดง ถูกจับกุม กระทั่งญาติชาวบ้านปางแดง ต้องมาชุมนุมอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ยืดเยื้อนานร่วม 2 เดือน กระทั่ง ศาลให้มีการประกันและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา จนนำไปสู่การเจรจาเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหา
นายสุมิตรชัย กล่าวว่า อยากเสริมข้อมูลต่อจากทางคุณวสันต์ พานิช กรณีที่มีการส่งสำเนาให้กับอัยการด้วยว่าทำไมต้องมีการส่งสำเนาให้กับอัยการ ประเด็นคือว่า เขาต้องการให้อัยการไปคัดค้านกับการประกันตัว คือตอนที่ชาวบ้านปางแดงถูกจับกระบวนการของการฝากขัง จับกุม หรือส่งมาฝากขังที่เรือนจำนั้นเหมือนกับว่ามีการถูกออกแบบไว้พอสมควร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาก็เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว และพี่น้องชาวบ้านปางแดงก็ถูกขังที่เชียงดาวคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็มีการฝากขังที่ศาล กระบวนการก็ต้องเป็นอย่างนั้น 
“ตอนที่ถูกชาวบ้านปางแดงถูกจับนั้น ผมอยู่ที่ห้องประชุมโรงแรมในเมืองเชียงใหม่ มีการจัดประชุมเกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชน โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งวันนั้นเองอาจารย์เสน่ห์ จามริก มาด้วย ตอนที่ชาวบ้านถูกจับทุกคนก็วิ่งเข้ามาในเวทีนี้ เพราะส่วนใหญ่ NGOs ก็จะอยู่ตรงนั้นทั้งหมด และมีการพูดคุยกันด้วยว่า ชาวบ้านปางแดงถูกจับและก็มีการพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชนกันอยู่ ซึ่งอาจารย์เสน่ห์ จามริก ก็พูดขึ้นในเวทีเลยว่า...นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องของการละเมิดสิทธิชุมชน หลังจากนั้นก็มีการลงพื้นที่หลังจากเสร็จเวที ทุกคนก็ตรงไปที่บ้านปางแดง ที่ อ.เชียงดาว ซึ่งพี่น้องบ้านปางแดงเองก็อยู่ที่โรงพักทั้งหมด และทนายที่อยู่ในพื้นที่ก็ลงพื้นที่ตรงนั้น สภาทนายความฯ ทุกคนมีการรู้เรื่องของบ้านปางแดงทั้งหมดเลย ก็ต้องเลยลงมาช่วยกัน นี่เป็นที่มาของกระบวนการตอนที่ถูกจับ...” 
นายสุมิตรชัย ได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจและชวนคิดกันต่อ...ว่าทำไมถึงมีการจับกุมซ้ำซากถึง 3 ครั้ง?
“...สิ่งที่ผมรู้สึกเลยตอนนั้น คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมชาวบ้านปางแดงถึงมีการถูกจับเป็นครั้งที่3 เพราะว่าผมเองได้ศึกษาและติดตามคดีของปางแดงตั้งแต่ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2541 มีโอกาสได้อ่านสำนวนคดี สอบถามข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะมีทั้งนักวิชาการ นักวิจัย ที่ลงไปทำงานในพื้นที่นั้นมากมาย ในช่วงนั้นมีโครงการร่วมกันกับป่าไม้ เจ้าหน้าที่ในท้องที่ ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ที่เป็นโครงการร่วมกัน...แต่แล้วทำไมถึงมีการถูกจับกันเป็นครั้งที่ 3 และประเด็นคำถามต่อมา ก็คือ ทำไมถึงจับ จับแล้วกำลังสนธิ ระหว่างทหาร ตำรวจ อ.ส. ป่าไม้ ลักษณะเหมือนกับครั้งที่1และครั้งที่2 ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนกับว่า ยังไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย ครั้งแรก ชาวบ้านก็ถูกจับ ถูกติดคุกอยู่บางส่วน แต่ครั้งที่ 2 หลายองค์กรเริ่มมีประเด็นของการเคลื่อนไหว และตอนนั้นได้เข้าไปร่วมในการต่อสู้ มีการตั้งองค์กรเพื่อที่จะเข้ามาทำในเรื่องของกฎหมายโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องปางแดง มีสภาทนายความเข้ามาช่วย”
ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเครื่องมือในการต่อสู้                                                                           
นายสุมิตรชัย กล่าวต่อว่า และครั้งนั้นเองก็มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญครั้งหนึ่ง โดยมีการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ มีประเด็นเรื่องของการจับกุมมิชอบ ในเรื่องของการเข้าไปสนธิกำลังจับครั้งที่ 2 ก็บอกว่าเป็นการจับกุมมิชอบ มีการยืนคำร้องต่อศาลในการต่อสู้คดี
“คดีปางแดงจึงเป็นบทเรียนชิ้นหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมสมัยนั้นเอามาถกกันเรื่องของการจับกุมมิชอบ และมีท่านหนึ่งที่เขียนออกมาเป็นตำรา โดยท่านได้อ้างถึงคดีของบ้านปางแดง ในปี 2541 กระทั่งมีการจับกุมครั้งที่ 3 อีกครั้ง อย่างที่พวกเรานั้นรู้กันอยู่”
ส่วนราชการอ้าง ‘กฎอัยการศึก’ แต่ทหารที่เข้าร่วมสนธิกำลังปัดไม่ใช่                                                                                     
นายสุมิตรชัย ยังได้วิเคราะห์ถึงประเด็น การจับกุมชาวบ้านปางแดงนั้นเป็นเรื่องของการจับกุมโดยมิชอบ แต่ในช่วงเวลานั้น ทางส่วนราชการ ที่นำกำลังเข้าจับกุมกลับออกมาอ้างต่อสื่อมวลชน ว่าได้ใช้ ‘กฎอัยการศึก’ จนกลายเป็นประเด็นร้อน และมีการเชิญตัวแทนฝ่ายทหารมาสอบถาม
“ตอนนั้น ทางส่วนราชการได้อ้างต่อหลายฝ่าย รวมทั้งมีการอ้างต่อกรรมาธิการของสมาชิกวุฒสภา(ส.ว.)ด้วยซ้ำไปที่ว่าเขาได้ใช้ ‘กฎอัยการศึก’ ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เรียกหน่วยงานทางทหารมาสอบถามว่า เป็นการใช้กฎอัยการศึกจริงหรือไม่ ซึ่งก็มีตัวแทนทหารมาให้ข้อมูล เขาก็มีการตอบไว้ว่า ‘ไม่ใช่กฎอัยการศึก’ ที่ทหารเข้ามาร่วม ก็เพราะทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องนั้นขอความร่วมมือมา และประเด็นเรื่องของกฎอัยการศึกก็มีความชัดเจนในเวทีครั้งนั้นว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการใช้กฎอัยการศึก นั่นก็หมายความว่า การจับกุมครั้งนั้นเป็นการจับกุมโดยไม่ชอบโดยกฎหมาย ถ้าไม่ใช้กฎอัยการศึก”
นายสุมิตรชัย กล่าวต่อว่า เพราะว่าในขณะนั้น ยังไม่มี พ.ร.บ.ฉุกเฉิน นั่นหมายความว่า การจะจับกุมผู้ใดในบ้าน ในที่รโหฐาน ก็ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับของศาลตามรัฐธรรมนูญ แต่กรณีปางแดง ไม่มีหมายศาล เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนมาก และเป็นประเด็นที่ออกสื่อสารมวลชน ต่อหน้าสาธารณะออกไป ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
“อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนั้น หลายฝ่ายหลายองค์กรพยายามจะหาเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านปางแดง แต่ก็ไม่ทันการ เมื่อชาวบ้านนั้นอยู่ในเรือนจำไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง ไม่สามารถที่จะประกันตัวได้ เพราะว่าพี่น้องชาวบ้านปางแดงนั้นไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพย์สิน และตอนนั้นก็ไม่สามารถที่จะหาผู้ที่มาประกันตัวได้”
 
โปรดติดตามตอนต่อไป... 
 

พวกคอมมิวนิสต์

พวกคอมมิวนิสต์ มีความเชื่อว่าถ้าล้มระบบกษัตริย์ได้แล้วประเทศชาติจะเจริญได้ จึงร่วมมือกับทักษิณ(ที่ต้องการหนีคดี และทวงเงินที่ถูกอายัดคืน)ทำการปลุกปั่นชาวบ้านโดยการอาศัยอำนาจเงินทำประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลด้านเดียวที่ดูมีเหตุผลมาครอบงำความคิดของเยาวชนในมหาวิทยาลัย และชาวบ้านให้หลงเชื่อ แต่เบื้องหลังแล้ว มีคนเสื้อแดงเป็นจำนวนมากที่ออกมาพูดชัดเจนว่า “ทุนนิยมสามานย์ ก็ยังดีกว่าศักดินาล้าหลัง” ซึ่งเขาไม่ได้หมายถึง ข้าราชการระดับสูงหรือองคมนตรีหรอก ใครๆก็รู้ว่าเขามีความคิดที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ หรือทำให้ความศัทธาในสถาบันกษัตริย์ค่อยๆเสื่อมถอยไป โดยใช้วิธีการแยบยลไปเรื่อยๆ
ถ้าจะวิเคราะกันอย่างเป็นธรรมแล้ว การมีระบบกษัตริย์ หรือไม่มีนั้น มันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับความไม่เจริญของประเทศไทยซักเท่าไหร่เลย อยากให้พวกที่มีความเชื่อในแนวทางของคอมมิวนิสต์เปิดใจให้กว้างบ้าง ทุกวันนี้ปัญหาความไม่เจริญของประเทศไทย ส่วนใหญ่ มาจากความไม่มี ศีลธรรม ขาดจิตสำนึก และความเห็นแก่ตัวของบุคคลทุกระดับในสังคมไทย ไล่ลงมาตั้งแต่ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ข้าราชการระดับสูง ระดับกลาง ระดับล่าง แม้กระทั่ง ประชาชนทั่วไปบางกลุ่ม ดูอย่างประเทศฟิลิปปินส์ซิ เขามีระบบกษัตริย์หรือไม่ (ก็ไม่มี) แล้วทำไมประเทศของเขาล้าหลังไปเรื่อยๆล่ะ ที่ยกตัวอย่างนี้ก็เพื่ออยากย้ำว่า มันไม่เกี่ยวกับว่ามีระบบกษัตริย์หรือไม่มี แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ การคอรัปชั่น ความเห็นแก่ตัว การเอาเปรียบกัน หรือที่เรียกง่ายๆว่า"ความบาป"ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนต่างหาก ถ้าระบบกษัตริย์ไม่ดีจริง หรือ กษัตริย์ไม่มีทศพิธราชธรรม ก็จะเสื่อมถอยไปเอง แต่นี่เรามีกษัตริย์ที่ดี เป็นที่เคารพของประชาชน มันเป็นธรรมดาที่การกระทำที่มิบังควรของทักษิณและพวกคอมมิวนิสต์เสื้อแดง จะถูกต่อต้าน และเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทย
ดังนั้น อยากจะวิงวอนขอร้องพวกคุณที่มีความเชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์แบบบริสุทธิ์ใจว่า อย่าใช้ทักษิณ หรือยอมให้ทักษิณใช้ เพื่อมาล้มล้างสถาบันกษัตริย์ที่ยังเป็นที่รักของคนไทยส่วนใหญ่เลย
- คุณอาจคิดว่า ด้วยอำนาจเงินของทักษิณ มันอาจจะประชาสัมพันธ์เป่าหูประชาชนให้หลงผิด ใช้ความรักทักษิณมาบังหน้าไปเรื่อยๆจนมีเสียงสนับสนุนมากขึ้น และในที่สุดคุณก็จะชนะแบบพวกมาก ลากไป แต่คุณหารู้ไม่ว่าคุณกำลังจะทำให้ประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยเชียวนะ
- เพื่อแลกกับอิสระภาพของทักษิณ หรือซึ่งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์(ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ดีจริงหรือไม่) เราคนไทยจะต้องทะเลาะกัน ฆ่ากัน และนำมาซึ่งความหายนะของประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราเชียวหรือ
- และเมื่อได้อิสระภาพของทักษิณ หรือตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาแล้ว คุณมั่นใจหรือว่าจะแก้ไขให้ประเทศไทยเจริญขึ้นได้ คนจนจะหายจนตามที่ทักษิณโฆษนาไว้ได้ ใครนะ ชั่งเก่งจริงๆที่ทำให้คุณเชื่อว่าแก้ได้ แต่ยังมีคนอีกค่อนประเทศที่เขาไม่เชื่อว่าแก้ได้ และไม่เห็นด้วยกับคุณ เพราะรู้ชัดอยู่แล้วว่าทักษิณเป็นคนโกงประเทศไทย ไม่ใช่คนที่จะมาแก้ปัญหาประเทศไทย (ถ้าคุณไม่พยายามหรอกตัวเองแล้ว คุณจะไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ทักษิณ คือต้นเหตุแห่งปัญหาความแตกแยกครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วยซ้ำไป)
- ถ้าอย่างนี้แล้วยังไงล่ะ ถึงแม้จะไม่มีระบบกษัตริย์แล้ว ความคดโกงก็ยังสิงสถิตอยู่ในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งอยู่ดี จะบอกว่าให้ทักษิณกลับมาแก้หรือ ลึกๆแล้วคุณก็รู้อยู่ว่า เขาแก้ไม่ได้หรอก แต่คุณยินดีเป็นพวกเขาต่างหาก เพราะอะไรหรือ คุณตอบตัวเองในใจได้อยู่แล้วว่า คุณสนับสนุนทักษิณเพราะอะไร (ประโยชน์ส่วนตัว หรือส่วนรวม)
- มันคุ้มจริงหรือที่จะยอมให้เกิดความหายนะของประเทศ เพียงเพื่อแลกกับอิสระภาพของทักษิณ หรือให้ได้มาซึ่งอุดมการณ์ความเชื่อที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ของคุณ
- คุณแน่ใจแล้วหรือว่า ประเทศไทยควรจะต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นแบบเนปาล หรือฝรั่งเศส โดยเอาทักษิณ(ที่มีประวัติการโกงประเทศ)มาเป็นผู้นำ
- คุณแน่ใจหรือว่า ทักษิณจะช่วยคนจนได้ในระยะยาวจริง (หรือเขาจะหยอดน้ำข้าวต้มเลี้ยงคนจนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นฐานเสียงทางการเมืองของเขาตลอดไป อย่างที่บรรหารทำกับคนสุพรรณฯ)
- คุณมีความเชื่อหรือว่า การได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองการปกครองมาประเคนให้ทักษิณเท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาของปร้เทศไทยได้ หรือคุณไม่ใช่คนที่พยายามจะช่วยแก้ปัญหาของประเทศ แต่เป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ที่ทักษิณหยิบยื่นให้ โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติส่วนรวมจะเสียหายเท่าไร?
- คุณไม่คิดบ้างหรือว่า จะมีทางแก้ปัญหาความจน และความไม่เจริญของชาติด้วยวิธีอื่นๆ ที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ โดยไม่ต้องเอา ความแตกแยก และความหายนะของประเทศมาเป็นเดิมพัน เช่น การหาวิธีกล่อมเกลาจิตใจของคนไทยให้มีจิตสาธารณะ กลับใจใหม่จากความเห็นแก่ตัว ความคดโกง ความชั่วร้าย ทำไมเราไม่ดูแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้บ้างล่ะ ว่าประชาชนของเขา สามารถพัฒนาจิตใจ ให้มีวินัย และมีจิตสำนึกได้อย่างไร

โฉนดชุมชน

โฉนดชุมชน เรื่องวิบัติที่ต้องคัดค้านอย่างถึงที่สุด
http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25985

ดร.โสภณ พรโชคชัย

ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลจะออก ‘โฉนดชุมชน’ ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องวิบัติที่จะสร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในอนาคต เปรียบเสมือนการออกโฉนดชนเผ่าแบบประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่ประเทศไทยก็มีโฉนดที่ดินให้บุคคลและนิติบุคคลถือครองมานับร้อยปีอยู่แล้ว และถือเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขออนุญาต ‘มองต่างมุม’ เพื่อช่วยกันคิดและมองให้รอบคอบก่อน ‘โฉนดชุมชน’ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมขอคัดค้านด้วยเหตุผลเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้:

1. ป่าเสื่อมโทรมนั้น ไม่ควรให้ใครไปอ้างสิทธิ์เอาแผ่นดินของส่วนรวมไปครอบครองเป็นส่วนตัวอย่างเด็ดขาด จะอ้างความจนมาปล้นแผ่นดินไม่ได้ เราควรเอาป่าเสื่อมโทรม มาปลูกป่าในเชิงพาณิชย์เพื่ออนาคตของประเทศชาติในอีก 50-100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่กลายเป็น ‘ของโจร’ มา ‘แบ่งเค้ก’ กันไปโดยคนที่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าปลูกป่าแล้วมีคนบุกรุก หรือทุกวันนี้มีคนพยายามทำลายป่าสมบูรณ์ให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ก็ต้องป้องปราม ไม่ใช่ ‘ยกประโยชน์ให้จำเลยไป’ หรือกลับไปคิดให้คนบุกรุกดูแลป่า ซึ่งเท่ากับ ‘ฝากปลาไว้กับแมว’

2. คนจนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ควรทำไร่-นา เพราะไม่มีระบบชลประทาน น้ำท่าก็ไม่สมบูรณ์ ปกติคนชนบทส่วนมากก็มีรายได้จากเกษตรกรรมเป็นรอง รายได้นอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลักอยู่แล้ว การให้แต่ละครอบครัวครอบครองกันคนละ 5-30 ไร่ ขึ้นอยู่กับการจับจองตามอำเภอใจ คงเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ทุกวันนี้ บ้านชนบท ก็ไม่ค่อยได้ประกอบการอะไรมาก อยู่แต่เด็กและคนแก่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นเสมือน ‘รีสอร์ท’ ให้ญาติพี่น้องที่มาทำงานตามเมืองใหญ่ กลับไป ‘ชาร์ตแบตฯ’ เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว

3. ถ้าคนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ค่อยมีรายได้และยากจน รัฐบาลก็ควรหาทางสร้างงานทางอื่น ไม่ใช่ปล่อยให้ไปครอบครองที่ดินกันครอบครัวละมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจเป็นงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่น ๆ จะสงวนให้พวกเขาอยู่ตามอัตภาพเช่นนี้ในสภาพที่ไม่เหมาะสมและเป็นการไม่ควร สาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น โรงเรียนประถม สถานีอนามัย ก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด สิ้นเปลืองทรัพยากร เพราะคนใช้บริการก็น้อย

4. กรณีป่าสงวนออกมาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ที่ครอบครองไว้ก่อน ก็เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะแก้ไข จะถือมาเป็นข้ออ้างเพื่อสุมให้ดูมีปัญหามากมาย เพื่อจะได้ออกกฎหมายป่าชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ถือเป็นเล่ห์เพทุบายที่ไม่ตรงไปตรงมา

5. พวกผู้สนับสนุนเรื่องโฉนดชุมชน ยังถึงกับอ้าง ‘ชุ่ย ๆ’ ว่า คนจนที่บุกรุกอยู่ในเมือง ก็ควรจะได้รับโฉนดชุมชนเช่นกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดส่วนมาก ไม่ได้เป็นคนจน และโดยเฉพาะชุมชนประเภทบุกรุกอยู่ฟรีบนที่ดินของคนอื่นมา 2 ชั่วคนแล้ว ทำผิดกฎหมายและได้ประโยชน์มาโดยตลอด ยังจะถือโอกาสจะอ้างสิทธิ์ให้มีโฉนดชุมชนอีกหรือ

6. มีตัวอย่างชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่หลายฝ่ายที่ไม่รู้ก็ยกย่องว่าเป็นชุมชนที่ดี โดยรัฐบาลอนุญาตให้คนเหล่านี้ที่บุกรุกที่ดินของส่วนรวมอยู่ฟรีมา 2 ชั่วคน ได้รับสิทธิเช่าอยู่แบบถูก ๆ แบบถูกกฎหมาย แถมจัดระเบียบบ้านให้ดูสวยงาม มีสวนหย่อมน่ารัก แล้วสุดท้ายก็สรุปว่าชุมชนประเภทนี้ทำดีบ้าง เป็นชุมชนพอเพียงบ้าง ทั้งที่นี่คือการ ‘ปล้น’ สมบัติของชาติและส่วนรวมไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง

7. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับองค์กรชุมชนบางคนถึงขนาดเขียนบทความสนับสนุนโฉนดชุมชนว่า ชาวบ้านที่บุกรุกที่ดินของเอกชนควรได้รับโฉนดชุมชนบนที่ดินที่ตนบุกรุกอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นที่ดินที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ นี่เป็น ‘อาชญากรรม’ การปล้น การละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด การปล้นไม่ใช่การทวงถามความเป็นธรรม จึงเป็นบาป หากมีโฉนดที่ดินในลักษณะนี้ก็เท่ากับสร้างอนาธิปไตยให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้ก็จะลุกเป็นไฟ ประเทศก็จะมีแต่ความวิบัติ บรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ ข้าราชการ (ที่ดี) และประชาชนที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ก็คงต้องเสียใจกันขนานใหญ่แน่นอน

8. กรณีบ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราชที่ชาวบ้านครอบครองที่ดิน 1,600 ไร่มาตั้งแต่ปี 2491 นั้น รัฐบาลก็ควรแก้ไขปัญหาเฉพาะที่นี้ ไม่ใช่กลายเป็นต้นแบบการทำโฉนดชุมชนในบริเวณอื่น ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนไปใหญ่ ทางราชการมีโฉนดตราครุฑ แต่ที่นี่มี ‘โฉนดช้างดำ’ ถ้ามองให้ลึกซึ้งถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐซึ่งเป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ชอบกล

9. ถ้าหน่วยงานของรัฐบางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือ เช่น กรณีชาวบ้านบุกรุกป่าสงวน ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน นั้น ไม่ควรไปเพียงสร้างผลงาน และกลายเป็นการกึ่งรับรองสิทธิ์ของการบุกรุกไปเสีย เพราะการแก้ไขปัญหาในภายหลัง จะทำได้ยากขึ้น

10. ในบางกรณีถึงกับมีการอ้างอิงการแก้ปัญหาที่ดินชายฝั่งทะเลอันดามัน ภายหลังเกิดสึนามิ นั้น แต่เดิมชาวบ้านทั่วไปก็มีเอกสารสิทธิ์อยู่แล้ว ส่วนผู้บุกรุก ก็ควร ‘พอ’ เสียที ไม่ใช่ยังจะอ้างสิทธิ์ที่ไม่พึงได้ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากรณีสึนามิที่มีองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กร NGO และองค์กรอาสาสมัครต่างๆ เข้าไปมากมายนั้น เชื่อว่างบประมาณที่ใส่เข้าไป อาจรวมเป็นนับพันนับหมื่นล้านไปแล้ว แต่ก็ไม่มีโภคผลอะไรนัก และจนบัดนี้ก็ยังมีเรื่องให้ทำไม่มีวันจบสิ้น ประหนึ่งเป็นการ ‘หากิน’ กับสึนามิชอบกล

ประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน เวียดนาม เขาก็เลิกระบบนารวมกันไปแล้ว เรายังจะย้อนยุคไปถึงโฉนดชุมชนเสียอีก การแก้ไขปัญหาของชาตินั้น แน่นอน เราก็ควรฟังเสียงของผู้สูญเสียผลประโยชน์ และหากเขาได้รับผลกระทบ ก็ต้องชดเชยกันให้เต็มที่ แต่จะฟังแต่คนเดือดร้อน โดยไม่นำพาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติ ก็เท่ากับเรานำพาแต่กฎหมู่

http://www.pantown.com/board.

http://www.pantown.com/board.php?id=10993&name=board1&topic=290&action=view

คำถามถึงชาวเขากับป่าชุมชน

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านปกากะญอ (กะเหรี่ยง หรือ karen) แห่งหนึ่งที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับป่าชุมชนและความร่วมมือของชาวเขาในการรักษาป่า ซึ่งนับเป็นความพยายามที่ดี แต่ก็มีคำถามบางประการที่อาจ “มองต่างมุม” เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา พรบ.ป่าชุมชนที่กำลังอยู่ในสภาในขณะนี้

ชาวเขารักษาป่า
หมู่บ้านที่ผมไปเยี่ยมมี ชาวเขาราว 100 คนใน 20 หลังคาเรือน ชาวเขาเหล่านี้ร่วมกันรักษาป่า โดยทำ “แนวกันไฟ” บนสันเขาด้วยการถางป่ากว้าง 6 เมตรยาวนับสิบกิโลเมตรแล้วคอยปัดกวาดใบไม้เพื่อควบคุมไฟป่า เมื่อใดที่เกิดไฟป่า ชาวบ้านจะร่วมกันดับไฟ และในยามค่ำคืนก็ยังมีอาสาสมัครในหมู่บ้านคอยเฝ้าระวังไฟป่า
หมู่บ้านนี้ดูแลป่าถึง 10,000 ไร่ และหากรวมหมู่บ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันอีก 6 หมู่บ้าน ก็จะมีพื้นที่ภายใต้การดูแลของชาวเขาเหล่านี้ถึง 60,000 ไร่ (96 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งนับว่ากว้างพอสมควรเพราะเทียบได้ถึง 1 ใน 16 ของขนาดของกรุงเทพมหานคร และนอกจากป้องกันไฟป่าแล้ว ชาวเขาเหล่านี้ยังคอยระวังไม่ให้บุคคลภายนอกอื่นเข้ามาหาของป่าในพื้นที่ที่ตนเองดูแลอยู่ด้วย
ในพื้นที่ 10,000 ไร่ของชาวเขา 20 หลังคาเรือนนี้ ได้รับการถากถางเป็นไร่นาประมาณ 600 ไร่เศษ โดยนำที่ราบเชิงเขามาปลูกข้าวนาปี ส่วนพื้นที่ลาดชันไหล่เขา นำมาทำไร่-นาแบบหมุนเวียน คือจะหมุนกลับมาทำกินใหม่ทุกรอบ 7 ปี (ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอยดังนั้นจึงไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม) ซึ่งนับเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ของชาวเขาเผ่านี้

ยังมีป่าอันอุดมให้รักษาอีกหรือ
ป่าที่ดูคล้ายสมบูรณ์นี้ ความจริงแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว ชาวบ้านเล่าว่า ก่อนหน้าการยกเลิกสัมปทานตัดไม้เมื่อปี 2532 นั้น ปรากฏว่ามีคนงานถึง 50 คนพร้อมเลื่อยยนต์และช้างมากมายเข้ามาตัดไม้กันทั้งวันทั้งคืนนานหลายปี ตัดต้นไม้ใหญ่ล้มลงหนึ่งต้น ก็ทำให้ต้นไม้ขนาดเล็กกว่าที่อยู่ใกล้เคียงล้มอีก 4-5 ต้น มาถึงวันนี้ทางราชการคงไม่คิดให้สัมปทานทำไม้อีก แต่หากสมมติว่าให้ ก็ใช่ว่าจะมีผู้สนใจ เพราะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ต้นไม้ใหญ่ที่มีค่าเชิงพาณิชย์ได้ถูกตัดโค่นไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ยิ่งกว่านั้นป่าก็ไม่ได้รับการปรับปรุง ตั้งแต่ยกเลิกสัมปทานทำไม้ ชาวเขาก็ไม่ได้ปลูกป่าเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งต้นไม้เล็กขึ้นแซมต้นไม้ใหญ่ที่ยังพอมีอยู่บ้าง จึงทำให้ดูคล้ายกับว่าป่ายังสมบูรณ์อยู่ แม้แต่สัตว์ป่าก็ไม่กลับมา ชาวบ้านเล่าว่า สัตว์ป่าที่มีอยู่มากมายในช่วงก่อนให้สัมปทานป่าไม้ก็หายไปแทบหมดแล้ว เพราะป่าไม้ถูกตัดโค่นมากมาย ดังนั้นจึงเป็นข้อสงสัยว่า ยังจะมีป่าอันอุดมใดให้ชาวเขารักษาอีกหรือ

คนอื่นมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
การที่ชาวเขาครอบครองป่านับหมื่นไร่ ใช้ทำมาหากินกันเฉพาะคน 20 หลังคาเรือนนั้นมากไปหรือไม่ ชาวเขาทำตนเป็นอภิสิทธิชนหรือไม่ เพราะถ้าเป็นการปฏิรูปที่ดิน แต่ละครอบครัวจะได้เพียง 15 ไร่ รวมแล้วทั้งหมู่บ้านก็คงมีที่ทำกินไม่เกิน 300 ไร่เท่านั้น ถ้าบอกว่าชาวเขาเป็นแรงงานราคาถูกที่ช่วยรักษาป่า ก็คงต้องถามกันต่อว่า คนอื่นจะมาอยู่แทนบ้างได้ไหม
1. ถ้ามีชาวบ้าน ชาวปกากะญอกลุ่มอื่น หรือชนเผ่าอื่นจะขอสิทธิอันนี้บ้างโดยขอเข้าประกวดอยู่แทนชาวเขากลุ่มนี้ (เพราะถือเป็นคนไทยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มาบุกรุกอยู่ป่าเท่านั้น) จะได้หรือไม่
2. ถ้าชาวบ้านกลุ่มอื่นบอกว่าจะยินดีจ่ายภาษีมากกว่าชาวเขากลุ่มนี้ซึ่งไม่ได้เสียภาษีโดยตรงอยู่แล้ว จะคิดอย่างไร
3. ยิ่งถ้าธุรกิจเอกชนยินดีจะขอเช่าป่า (และรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม รวมทั้งปลูกป่าถาวรให้หนาแน่นยิ่งขึ้น) เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (คล้ายกับที่ชาวเขาทำ “โฮมสเตย์” ในปัจจุบัน) และยินดีจ่ายภาษี (อย่างงาม) ให้กับทางราชการเพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศและประชาชน จะได้หรือไม่
เราแน่ใจหรือว่า การที่ชาวเขาเผ่านี้จะดูแลได้ดีกว่าคนอื่นในประเทศนี้

ที่ดินนี้ของใคร
ชาวเขาอาจอ้างว่าพวกตนอยู่มาก่อนนับร้อยปีแล้ว น่าจะเป็นเจ้าของทรัพยากร อันนี้คงต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า การเป็นเจ้าของคงหมายเฉพาะถึงการอยู่ในหมู่บ้านของตน แต่การ “ตู่” เอาพื้นที่นับหมื่นไร่ไปใช้เสียเอง น่าจะมากเกินไป การที่เราจะอนุญาตให้ชนกลุ่มใดมา “ถูกหวย” ได้ทรัพยากรมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่น อาจเป็นแนวคิดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่ต้องทบทวน อย่างไรก็ตามหลายคนอาจคิดเพียงง่าย ๆ ว่าพวกเขาจน จึง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป โดยถือเสียว่าดีกว่าให้นักการเมืองหรือข้าราชการใหญ่โกงไป ทั้งที่ก็ต่างเป็นการโกงเหมือนกัน
ทรัพยากรที่ดิน-ป่าไม้เป็นของส่วนรวม เป็นของทุกคนที่รวมกันเป็นประเทศชาติ ใครครอบครอง ใครได้ประโยชน์ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการตอบแทนสังคมในรูปแบบหนึ่ง กา
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
รที่รัฐบาลในฐานะกลไกของประเทศชาติขาดประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร เราก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอ ไม่ใช่หันหลังให้รัฐแล้วเข้าช่วงชิงทรัพยากรกันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม (ในนามของ “คนจน”) แนวคิดเช่นนี้อาจต้องทบทวนให้ดีเพราะจะเป็นการสร้างและผูกปมปัญหาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นก็ได้

ใครได้ ใครเสีย
การปฏิเสธรัฐเป็นแนวคิดที่อันตราย การส่งเสริมให้ชาวเขาหรือชาวบ้านไม่ยอมรับรัฐ สร้างกระแสต่อต้านรัฐในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่นำพาที่จะพัฒนาองคาพยพของรัฐให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว อาจถือเป็นวาระซ่อนเร้น หรือเป็นความพยายามบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศชาติ ทำร้ายประชาชนไทยโดยรวม เพราะยิ่งเราหันหลังให้รัฐ ก็ยิ่งเหมือนเราเปิดช่องให้เกิดการโกงกินกันมากยิ่งขึ้นหรือไม่
การทำงานเพื่อประชาชนแบบนอกระบบนี้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เพราะสังคมและประเทศชาติไม่อาจปราศจากกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองโดยใครหรือระบอบไหนก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะสังเกตได้ว่าผลของการเคลื่อนไหวในขบวนการนอกระบบนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์จริงมักเป็นผู้นำนอกระบบที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องในมิติของการเมืองในระบบ เช่น ได้เป็น สส. หรือ สว. เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ป่าชุมชนเป็นเรื่องซับซ้อน ละเอียดอ่อน ผมจึงเห็นว่าในการจัดการปัญหานั้น เราคงต้องศึกษาวิจัยให้ละเอียด ให้มากและให้จริงจังกว่านี้ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีกว่าที่ผ่านมานี้ เราพึงสังวรว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานเพื่อประชาชนผู้ยากไร้ทุกวันนี้ มันอาจกลับกลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของชาติไทยและประชาชนไทยอย่างน่าใจหายอยู่หรือไม่

หมายเหตุ

<1> เป็นนักวิจัย-ประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ขณะนี้ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA.co.th กรรมการสมาคมการวางแผนและเคหะแห่งอาเซียน ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์โลก (FIABCI) ประจำ ESCAP และผู้แทนของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน IAAO ประจำประเทศไทย Email: sopon@thaiappraisal.org

<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรด้านเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน