ปาฐกถา 'จอน อึ๊งภากรณ์' : พลังผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

22 ธ.ค. 52 โรงแรมรามาการ์เดนส์ วิภาวดีรังสิต สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จัดเวทีผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมปี 2552 โดยมีเครือข่ายผู้บริโภคฯ จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 600 คน

ในงานมี จอน อึ๊งภากรณ์ มาปาฐกถาพิเศษในเรื่อง 'พลังผู้บริโภคกับการพิทักษ์ประโยชน์ชาติในกิจการโทรคมนาคม' โดย กล่าวถึงการที่รัฐมีหน้าที่ทำให้คนยากจนหรือผู้อยู่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการด้านโทรคมนาคมได้เท่าเทียมกับคนในเมืองหรือคนมีเงิน และควรให้สัมปทานในระดับที่รัฐยังควบคุมได้ เพราะโทรคมนาคมถือเป็นสาธารณูปโภคเช่นเดียวกับ รถไฟ แต่ก็ต้องเอื้อการแข่งขันโดยไม่ให้มีการผูกขาด นอกจากนี้ยังต้องรณรงค์เรื่องเสรีภาพในเนื้อหา และเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้วย

ปาฐกถาพิเศษ “พลังผู้บริโภคกับการพิทักษ์ประโยชน์ชาติในกิจการโทรคมนาคม”  โดย จอน อึ๊งภากรณ์
อันที่จริงผมไม่ค่อยมั่นใจในการคุยเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง แต่อย่างไรก็ยังรู้สึกสบายใจ เพราะมองรอบตัวเห็นเพื่อนเก่าๆ หลายคน คงให้อภัยผม เวลาผมปล่อยไก่ เมื่อสักครู่ผมถามคุณสารีว่า เดือนหนึ่งเสียค่าโทรศัพท์มือถือเท่าไร เพราะเขาอยู่กับโทรศัพท์ทั้งวัน เขาบอกว่าเดือนละ 900 บาท ผมก็ตกใจเพราะใช้เครือข่ายเดียวกัน และใช้น้อยกว่าเขา ผมจึงมีข้อสังเกตว่าเรามักคิดไม่ทันแพคเกจมือถือ ดังนั้น เวลาบิลมา บิลนี้ควรบอกด้วยว่า ถ้าผมเลือกแพคเกจอื่น ผมจะเสียเท่าไร ผมจะได้รู้ว่าผมเลือกผิด

สิ่งที่ตั้งใจบอกว่าวันนี้คือ บริการด้านโทรคมนาคมต้องถือเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งมีหลักการว่าเมื่อมันเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิตคนเราในยุคสมัยนี้ ทุกคนก็ต้องเข้าถึง เมื่อทุกคนต้องเข้าถึง รัฐมีหน้าที่ที่จะเอื้ออำนวยให้เข้าถึงได้โดยทั่วถึง หมายความว่ารัฐต้องมีระบบอุดหนุน หรือการช่วยทำให้คนที่ยากจนหรืออยู่ไกลมีโอกาสเท่าเทียมกับคนที่อยู่ในเมืองหรือคนมีเงิน ตอนนี้คนจนมีรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี แต่ไม่มีมือถือฟรี บริการอินเตอร์เน็ตฟรี โดยเฉพาะโทรศัพท์บ้านในชนบทยังไม่ทั่วถึง ทั้งที่มีความสำคัญเพราะมันเป็นทางเลือกจากโทรศัพท์มือถือ ก่อให้เกิดการแข่งขันข้ามประเภทของสื่อ

ประเด็นต่อมา  เมื่อรัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและรัฐต้องเป็นเจ้าของด้วย ระบบสัมปทานต้องไม่ทำให้เอกชนคุมโครงสร้างนั้นได้  เอกชนสามารถเปิดบริการแข่งขันกันได้บนพื้นฐานที่เป็นบริการสาธารณะ เหมือนรางรถไฟต้องเป็นของสาธารณะ แต่สำหรับผมถ้าจะมีเอกชนจัดบริการรถไฟแข่งขันกันเหมือนสายการบิน มีโปรโมชั่น ราคาถูก ก็เป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับผู้บริโภค แต่หากรางรถไฟเป็นของเอกชนเมื่อไร เสร็จเมื่อนั้น เหมือนกับที่อังกฤษผิดพลาดมาแล้ว สมัยนายกรัฐมนตรี มากาเร็ต แทตเชอร์ ที่ให้สัมปทานไปหมดจนระยะหลังเกิดรถไฟอุบัติเหตุบ่อยและราคาแพงด้วย

อย่างไรก็ตาม  การเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันต้องเป็นไปโดยเสรี ซึ่งประเด็นนี้ก็มีการเถียงกันเยอะสมัยผมเป็นส.ว.ต่อต้านทุนต่างชาติ แต่ผมเห็นว่าทุนไทยกับทุนต่างประเทศขูดรีดได้เหมือนกัน ดังนั้น อย่าเอาความเป็นชาตินิยมมาเป็นตัวกำหนด เรื่องนี้อาจมีหลายคนเถียงและเห็นว่าไม่เข้าท่าก็ได้ แต่ผมมองว่าต้องเปิดการแข่งขันให้มากที่สุด

นอกจากการแข่งขั้นแล้วเราต้องกีดกัน  ป้องกันการผูกขาดทุกรูปแบบ  การผูกขาดอาจไม่ใช่ในบริการเดียวกันแต่ผูกขาดข้ามบริการก็ได้ เช่น ระบบ 3G ที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่คู่กันคือ Content Provider เช่น ภาพยนตร์ เพลง เป็นต้น เราควรป้องกันไม่ให้บริษัทที่จัดบริการกับบริษัทที่จัดเนื้อหา กลายเป็นบริษัทเดียวกันหมด

ผมคิดว่าพลังผู้บริโภคจะเกิดขึ้น เมื่อสถาบันที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านต้นทุนได้ กทช. ต้องมีข้อกำหนดด้านราคาที่เป็นธรรม และต้องพยายามป้องกันวิธีการต่างๆ ที่เอาเปรียบ สิ่งสำคัญ คือ สังคมไทยต้องสร้างทางเลือกหลายๆ ทางในการสื่อสาร และไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีใหม่ต้องนำหน้าเสมอ เพราะบางทีมันราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่เทคโนโลยีเก่าอาจทำให้คนเข้าถึงการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วถึงมากกว่า จึงอยากให้พลังผู้บริโภคกดดันว่า รัฐจะต้องจัดสายโทรศัพท์พื้นฐานทุกบ้าน เพราะมันหมายความว่าการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตราคาถูกน่าจะเกิดขี้นได้  และจะทำให้เด็กวัยรุ่นไม่ต้องใช้มือถือมากเท่าปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายหลักของครอบครัวอีกอย่าง

ใครจะเป็นผู้ผลักดันถ้าไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้

เรื่องการสื่อสารทางโทรคมนาคม  อาจแบ่งเป็นประเด็นโครงสร้างและเนื้อหา พวกเราอาจไม่ค่อยได้ทำเรื่องเนื้อหาเท่าไร แต่ผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่พวกเราต้องรณรงค์ด้วยคือ เสรีภาพในเนื้อหา เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ความหลากหลายของข้อมูล ความรู้ ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับที่จำกัดเสรีภาพ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และมาตรา 112 ผมไม่ได้หมายความว่าไม่ควรมีความผิดในการหมิ่นสถาบัน แต่ความผิดนั้นต้องมีระดับเดียวกับการหมิ่นบุคคล ไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นทั่วไปก็ผิด หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ

 

ครับ โดยนายทุน นายทาส

ครับ โดยนายทุน นายทาส ประชาธิปไตยนายทุน
ทางตันทีทาสสู้ เพื่อรอวันตาย

ทาสที่ไม่มีทางสู้

สู้ได้

สู้ได้ ...เขาไม่ต้องการให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากและฉลาดขึ้นหรอก เขาพยายามจะเลี้ยงเอาสไว้ เขาพยายามจะให้เงินทองเวลาจะเลือกผู้แทน ให้การจัดเลี้ยง เขารู้จุดอ่อนของคนรากหญ้าหมดแล้ว

เมื่อไรคนรากหญ้าเก่งและฉลาดขึ้นเขาก็หากินลำบากหะน่ะ ชาวรากหญ้าต้องเห็นความสำคัญของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กราบไหว้ ปฏิบัติตนมิให้เสื่อมเสีย เคารพเทิดทูนพ่อแม่ บรรพบุรุษ ผู้ให้ชีวิต ไร่นา ควรใช้ลัทธิเอาอย่างแบบคนจีน มาแผ่นไทยเสื่อผืนหมอนใบ สามารถสร้างอาณาจักรใหญ่โต ร่ำรวย แต่ก่อนใช้แรงงาน ต่อมาคนจีนเขาใช้สมอง ไม่ใช้แรงงานมากนัก คิดเคาะตัวเลข

ก็ขอภาวนาให้คนรากหญ้าติดจาทีวีเยอะๆ อ่านหนังสือบ่อยๆ อ่านมากๆ ส่งลูกเรียนสูงๆ ตัวเองก็เรียนอ่านหนังสือมากๆ เรียนให้สูงๆ ปลูกยางพาราทั่วภาคเหนือ อีสาน ฐานะจะดีขึ้น จงรวมกลุ่มชาวไร่ชาวนา ต่อรองราคา ตั้งโรงสีข้าวชุมชน นำข้าวสารออกขายเอง เมื่อไรส่งลูกเรียนแล้วเรียนบริหารธุรกิจ เรียนเศรษฐศาสตร์ การตลาด การบัญชี ไปฝึกงานเป็นลูกน้องพ่อค้า นักธุรกิจก่อน แล้วผันตัวเองให้ไปเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ดำเนินกิจการเอง และต้องเป็นคนประหยัด อดออม ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ลุ่มหลงอบายมุขที่เขาวางกับดักเอาไว้ หวยโปไฮโล เหล้า เที่ยวกลงคืน คบคนชั่ว เกียจคร้าน ต้องฉลาดรู้เท่าทัน ใช้วิจารณญาณในการชม ฟังโฆษณาชวนเชื่อหรือสิ่งมอมเมาต่างๆ เมื่อนั้นประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินตัวจริง เสียง จริง

ปล. คงอีกไม่นานเป็นแน่แท้

คุณรากหญ้าความคิดของคุณดี

คุณรากหญ้าความคิดของคุณดี ที่ต้องการให้คนรากหญ้าพัฒนาตนในทุกๆด้าน ทั้งเรื่องการเรียนรู้ด้านหนังสือก็ดี การตลาดก็ด้วย ส่งเสริมให้ลูดหลานได้รับการศึกษาเล่าเรียนสูงๆ ให้ดูแบบอย่างคนจีนในการในการดำรงชีพ ฯลฯ ดีมากครับเห็นด้วยทุกประการ

แต่ความเป็นจริงของคนรากหญ้าเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก และค่อนข้างจะยากที่จะเป็นจริง ตามที่คุณมีเจตนาอยากให้เป็น เพราะรากจริงๆพวกเขาขาดแคลนทุกทาง ตามที่คุณอยากให้เป็น ยากจนแทบไม่มีเงินเหรียญบาทติดตัว ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตเลย ว่าอย่างเถอะ เป็นเรื่องจริงที่ผมพูดมาให้ฟังนะครับ พวกคนจนรากหญ้าจริงๆในชีวิตแทบไม่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิต ที่ไม่ต้องกินข้าว ยังมีอยู่จริงในพศนี้

หากประเทศไทยมีรัฐบาลอย่างพรรคการเมืองทรท ตั้งแต่สมัยเมื่อประเทศนี้มีรัชธรรมนูญ ประเทศนี้คงจะไม่มีใครยากจนแล้ว เหมือนอย่างประเทศสิงคโปร์ เขาพัฒนาชาติ ด้วยการพัฒนาคนเป็นอันดับแรก เวลานี้คุณดูสิงคโปร์ ประชาชนของเขาอยู่ในอับต้นของโลกที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศของเรา ผู้มีอำนาจวาสนา กดทับประชาชนให้เป็นอยู่อย่างอนาถา โดยเฉพาะพวกคนไกลปืนเที่ยง การกระจ่ายการศึกษาก็ขาดแคลนไปหมด ภาครัฐไม่เคยสนใจชาวบ้านไกลปืนเที่ยง เช่นช่วยเหลือด้านการเกษตร การตลาดรองรับสินเกษตร และอื่นทั้งหมดไม่มีการเหลียวแลอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านมีแค่สองมือสองเท้าเปล่า ที่ทำได้แค่เลี้ยงชีพให้รอดก็เท่านั้นจริงๆ ***อำมาตย์มีแต่สร้างภาพลวง ไม่มีความรักชาติจากจิตใจ หากมีจิตวิญญาณต่อชาติจริง ประเทศนี้คงจะเจริญยิ่งกว่าชาติใดๆ*** ในเอเซียด้วยกัน

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน