การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยกฎหมายของประเทศไทย

(สาส์นถึงนักสิทธิมนุษยชนสากล เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล 10 ธันวาคม)

“ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”
                                                                                                         ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 19

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมการเมืองระหว่างประเทศได้พยายามจะหาทางป้องการความขัดแย้งระหว่างประเทศซึ่งได้เคยลุกลามกลายเป็นสงครามในระดับโลกถึง 2 ครั้ง องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 2488 เพื่อเป็นองค์กรระหว่างประเทศสำหรับไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างประเทศ 3 ปีภายหลังการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ที่ประชุมสามัญแห่งสหประชาชาติ (General Assembly) ได้ให้รับรอง “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” (Declaration of Human Rights) ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยายามครั้งแรกที่ให้การสนับสนุนแนวคิดด้านเสรีนิยมทางการเมืองและให้การยอมรับถึงความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยไม่มีข้อจำกัดทางเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นทางใด

ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีสมาชิกขององค์การสหประชาชาติก็ได้ให้การรองรับปฏิญญาฉบับนี้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2491 ด้วย แต่อย่างไรก็ตามภายหลังการลงนามในปฏิญญาดังกล่าวแล้วสภาพการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยก็ยังมีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมีลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์หรือไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของสังคมไทย คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สิทธิเสรีภาพของผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างก็มักจะถูกละเมิด กระทั่งในบางครั้งถึงขั้นที่นำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิตตนเองและคนใกล้ชิดได้

ในยุคสมัยปัจจุบันการทำลายล้างกันทางการเมืองโดยการใช้กำลังทหารนับว่าเป็นเรื่องล้าสมัย และไม่อาจเป็นที่ยอมรับจากสังคมโลก เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจบริหารโดยการใช้กำลังอาวุธ ซึ่งการรัฐประหารครั้งล่าสุดก็เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงโดยตรงอยู่แล้ว แต่ด้วยแรงกดดันจากโลก ได้ทำให้การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยกลุ่มเผด็จการและเครือข่ายได้แสดงออกในรูปแบบที่แนบเนียนยิ่งขึ้น

กระบวนการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนโดยรัฐไทยนั้น เกิดขึ้นมานาน และปรากฏในหลายรูปแบบ เช่น การควบคุมความคิดเห็นประชาชนให้คล้อยตาม โดยการใช้กลไกต่างๆ ของรัฐ เช่น การศึกษา กระบวนการยุติธรรม กฎหมายและการดำเนินงานของฝ่ายตุลาการ เพื่อเป็นการสร้างความหวาดกลัวและป้องปรามการคิดต่าง

ตัวอย่างรูปธรรมของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างหนึ่ง มาจากปัญหาความล้าหลังของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ตัวกฎหมายนี้ถูกนำใช้โดยขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรง สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการแสดงความเห็นของประชาชนยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ ภายหลังการรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งนับวันระบอบการปกครองโดยนิติรัฐ [1] ของไทย จะตกอยู่ในสภาพเสื่อมทรามลงเรื่อยๆ โดยผู้ที่มีอำนาจใช้กฎหมายเหล่านั้นนั่นเอง

ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ให้คำจำกัดความปรัชญาพื้นฐานของนิติรัฐอย่างสั้นแต่ได้ใจความว่า
“นิติรัฐคือ รัฐที่จำกัดตนเองอยู่ภายใต้กฎหมายโดยจะกระทำการก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจและกระทำไปได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย กฎหมายเช่นว่าต้องเป็นกฎหมายที่ดี และการกระทำเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรตุลาการ”

สำหรับในกรณีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งบัญญัติว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

การอ่านกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น จะเห็นได้ว่ามีการบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือและก่อให้เกิดการตั้งคำถาม เช่น การดูหมิ่น หรือการอาฆาตมาดร้าย หมายถึงอะไรบ้าง เพราะในบางกรณีแม้แต่การตัดต้นไม้ที่ปลูกโดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ก็ยังถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ [2]

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ กระบวนการยุติธรรมได้สร้างจารีตในการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นมาหลายประการเช่น ดำเนินคดีไว้ก่อนแม้ว่าข้อกล่าวหาจะคลุมเครือ การดำเนินคดีและการพิจารณาคดีเป็นการปิดลับ และสื่อมวลชนก็มักหลีกเลี่ยงที่จะรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีเนื่องจากกลัวว่าจะเป็นการเผยแพร่สิ่งที่หมิ่น ทำให้ในที่สุดแล้วสื่อสารมวลชนจึงทำการเซ็นเซอร์ตัวเอง ด้วยการไม่รายงานหรือรายงานโดยละใจความสำคัญซึ่งก่อให้เกิดความคลุมเครือต่อสถานการณ์

ผู้ที่โดนข้อหามาตรา 112 ในหลายๆ กรณีก็ไม่ได้มีการแสดงออกถึงการดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายแม้แต่น้อย ดังเช่น กรณีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ซึ่งถูกดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งที่สิ่งที่นายโชติศักดิ์ กระทำคือการนั่งนิ่งอย่างสงบโดยไม่ลุกขึ้นยืนในโรงภาพยนตร์ในขณะที่มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนที่จะมีการฉายภาพยนตร์ ซึ่งหากพิจารณาโดยสามัญสำนึกแล้วการนั่งนิ่งอย่างสงบโดยไม่ลุกขึ้นยืนย่อมไม่ได้เป็นการดูหมิ่น ทำร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากความคลุมเครือของกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว ในรอบสามปีที่ผ่านมามีชาวต่างชาติถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน หนึ่งในชาวต่างชาติที่ถูกดำเนินคดีคือนายแฮรี่ นิโคไลดส์ สิ่งที่เป็นมูลเหตุแห่งการดำเนินคดีของนายแฮรี่คืองานเขียนของเขาที่เป็นเพียงการกล่าวถึงเรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ของพระราชวงศ์ในลำดับที่ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยนามว่า เป็นพระราชวงศ์พระองค์ใด ข้อความที่เขียนนั้นยาวเพียง 2 ประโยค จากหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่เพียง 50 เล่ม [3]

หากมองโดยบรรทัดฐานของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเน้นหลักเสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชนเป็นสำคัญ บทลงโทษของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยการจองจำบุคคลเป็นเวลานานนับสิบปีเพียงเพราะการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นต่อบุคคลในที่สาธารณะ นับว่ารุนแรงยิ่งกว่าคดีอาชญากรรมบางคดีเสียอีก นอกจากนี้ กระบวนการกล่าวหาด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มักถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งหรือใช้เป็นอาวุธทางการเมืองอยู่เสมอ เพราะใครก็สามารถเป็นโจทก์ฟ้องร้องได้ทันที โดยเจ้าทุกข์หรือผู้ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องเป็นผู้ฟ้องร้องโดยตรง

สิ่งเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความเคลือบแคลงของประชาชนโดยทั่วไปต่อความชอบธรรมของข้อกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด และยังสร้างวัฒนธรรมแห่งความกลัวครอบงำสังคมมากกว่าที่ควรจะส่งเสริมเสรีภาพการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดของประชาชน นวัตกรรมทางกฎหมาย การเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงตั้งแต่สมัยรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 และหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด 19 ก.ย. 2549 ในยุคสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งพยายามจะเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นอีก ก็คงพอจะชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยว่าอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่พอกัน

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่มีการประกาศใช้ในยุครัฐบาลเผด็จการของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กำลังทำหน้าที่แทนหรือเป็นส่วนขยายของกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะที่ผ่านมารูปแบบของการดำเนินคดี และผู้ที่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีลักษณะไม่ต่างจากกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่าใดนัก

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีผู้ถูกดำเนินคดีตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์รวม 4 คนได้แก่นายคฑา ปาจริยพงศ์, น.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน, นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล, และ พญ.ธัศพร รัตนวงศา สิ่งที่เหมือนกันของที่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้ง 4 รายคือนำเข้าข้อมูลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และลักษณะการดำเนินคดีก็มีความคล้ายกันโดยทางตำรวจได้ให้เหตุผลว่าการโพสท์ข้อความของบุคคลทั้ง 4 ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจคนไทย และส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน

สำหรับข้อเท็จจริงที่รับทราบกันโดยการเปิดเผยในกรณีของ น.ส. ธีรนันต์ คือ น.ส.ธีรนันต์ได้ทำการ “แปล” ข่าวที่มีการรายงานในสำนักข่าวบลูมเบอร์ก

ทางด้านองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders) ได้ให้ความเห็นก่อนจะมีการจับกุม พญ. ธัศพร รัตนวงศา ว่าข้อกล่าวหาที่มีต่อบุคคลทั้ง 3 เป็นสิ่งที่ไร้หลักฐานและละเมิดสิทธิในการรายงานข่าวทางเศรษฐกิจหลังจากที่เหตุการณ์หุ้นตกได้เกิดขึ้นแล้ว [4] ทางด้านสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รายงานว่าการซื้อขายหุ้นของผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย (น.ส.ธีรนันต์และนายคฑา) ไม่พบสิ่งผิดปกติในการซื้อขายก่อนการปล่อยข่าวลือ แต่เป็นเพียงการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ [5]

ปัญหาของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์คือบทบัญญัติที่มีความคลุมเครือและเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ตีความอย่างกว้างและสามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันได้สร้างปัญหาให้กับประชาชนทั่วไป

เช่นในมาตราที่ 14 (2) ที่บัญญัติว่า
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชนซึ่งมีบทลงโทษจำคุกถึง 5 ปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทแต่กลับมีการบัญญัติอย่างคลุมเครือเช่น “น่าจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ”และ “ประชาชนตื่นตระหนก” [6]

ดังที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้วว่า การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประเทศไทย ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งหากทางรัฐไทยยังคงจะดำเนินรูปแบบของนโยบายแบบนี้ต่อไป ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเลิกหลอกลวงประชาคมโลกเสียทีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

หมายเหตุ สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้สรุปรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนถึงเดือนมกราคม 2552 มีดังนี้ [7]

นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายจักรภพ ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากถูกกล่าวหาในการบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

โจนาธาน เฮด นักข่าวบีบีซี ในกรุงเทพฯ ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หนึ่งในบทความที่เกี่ยวข้องบนเว็บไซต์บีบีซี ที่ไม่ได้เขียนโดย เฮด ซึ่งไม่ได้วางพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวด้านบนของเพจตามธรรมเนียมปฏิบัติในประเทศไทย

นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหนุ่มถูกกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเดือนเมษายน 2551 ในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพราะไม่ยอมยืนขึ้นถวายความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีที่จะเปิดขึ้นก่อนฉายภาพยนต์ในประเทศไทย

น.ส.จิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานและเพื่อนของนายโชติศักดิ์ น.ส.จิตราถูกนายจ้างไล่ออกเพราะเสื้อของเธอในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วที่ปรากฎบนโทรทัศน์ โดยเสื้อตัวนั้นเขียนข้อความ “ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร เห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม” ที่หมายถึงนายโชติศักดิ์ แต่ยังไม่ทราบเธอถูกกล่าวหาโดยตำรวจหรือไม่

นายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ อายุ 75 ปี ปัญญาชนชั้นนำและการวิจารณ์ยาวนานถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกนำตัวจากบ้านของเขาที่กรุงเทพฯ ในคืนหนึ่งของพฤศจิกายน2551 และขับรถไป 450 กม. ไปที่สถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น เขาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการบรรยายในเดือนธันวาคม หนึ่งปีก่อนหน้านั้น

แฮรี่ นิโคไลดส์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย ครูสอนภาษาอังกฤษ และผู้อาศัยในเมืองไทยมายาวนาน นิโคไลดส์ถูกลงโทษจำคุกสามปี สำหรับการทำลายชื่อเสียงพระมกุฎราชกุมาร ในนวนิยายปี 2548 ชื่อว่า “Verisimilitude” ที่ขายได้เพียงเจ็ดเล่ม

น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล รู้จักกันดีในชื่อ “ดา ตอร์ปิโด” นักเคลื่อนไหวสนับสนุนทักษิณถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม 2551 หลังจากการพูดรุนแรง 30 นาทีประนามรัฐประหาร 2549 และสถาบันกษัตริย์ เธอยังคงถูกจำคุก ถึงแม้ว่าเธอถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ เธอถูกตัดสินว่าผิดและจำคุก 18 ปีในเดือนสิงหาคม 2552

นายสุวิชา ท่าค้อ เขาถูกจับด้วยข้อสงสัยว่าเป็นผู้โพสต์ความเห็นบนอินเทอร์เน็ตที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจับกุมเขาเป็นเหตุการณ์ร่วมกับการพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่กล่าวว่ากฎหมายนี้ไม่อาจละเมิดได้ เขาถูกตัดสินจำคุก 10 ปีและอยู่ระหว่างขอพระราชทานอภัยโทษ

โอลิเวอร์ จูเฟอร์ ชาวสวิสถูกลงโทษจำคุก 10 ปี ในปี2549 จากการที่เขาเมาเหล้าและพ่นสเปรย์พระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษและเดินกลับหลังจากจำคุกสี่เดือน

นายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขากล่าววิพากษ์วิจารณ์รุนแรงว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นความเห็นที่แตกต่างและเสรีภาพในการพูด เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาเขาในเดือนมกราคม 2552

นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ อาจารย์ปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร เดือนกรกฎาคม 2550 พบว่าตัวเขาถูกสอบสวนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังจากตั้งคำถามการสอบนักศึกษาปีหนึ่งว่า “ท่านคิดว่าสถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับสังคมไทยหรือไม่ อย่างไร และต้องปรับตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย จงอภิปราย” [8]


เสรีภาพ! คือสิ่งซึ่งศิโรราบเพียงเหตุผล อำนาจคุกขื่อคามิจำนน เสรีชนไม่อาจค้อมยอมอธรรม

 

 

 

....................
[1] ปิยบุตร แสงกนกกุล, นิติรัฐ: ฉบับเข้าใจง่าย, ไม่ระบุวันที่,http://www.oknation.net/blog/print.php?id=41152
[2] กรณีนี้เกิดขึ้นกับพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือธรรมชโย แห่งวัดธรรมกาย ดูเพิ่มเติมในสมชาย ปรีชาศิลปกุล, “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” , ในฟ้าเดียวกัน ฉบับที่ 1 ม.ค.-มีนาคม พ.ศ. 2551: 156.
[3] ทีมข่าวการเมือง, Harry Nicolaides…บทที่ท้าทายของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ประชาไท, 4 มกราคม 2552, http://blogazine.prachatai.com/user/headline/post/1631
[4] Reporters Without Borders, Three Internet users arrested for blaming fall in stocks on king’s ailing health, 5 November 2009
[5] ประชาไท, ก.ล.ต. เผยไม่พบความเชื่อมโยง 2 ผู้ต้องหากับโบรกเกอร์ที่ได้ประโยชน์จากข่าวทุบหุ้น, 2 พฤศจิกายน 2552
[6] มุทิตา เชื้อชั่ง, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล, สัมภาษณ์ “สาวตรี สุขศรี”: ชำแหละ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อาวุธใหม่สั่นสะเทือนโลกไซเบอร์, 9 พฤศจิกายน 2552, http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26520
[7] อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสรุปนี้ ปรากฏรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพียงบางส่วนเท่านั้น ในความจริงมีผู้ถูกกล่าวหาด้วยกฎหมายนี้ต่างกรรมต่างวาระเป็นจำนวนมากกว่าจำนวนที่รอยเตอร์กล่าวถึง โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://lmwatch.blogspot.com
[8] Reuters, FACTBOX: Lese majeste cases in Thailand, January 20, 2009

 

ขอต้อนรับพวกควายแดงสู่บทความท

ขอต้อนรับพวกควายแดงสู่บทความที่จะชวนพวกควายๆอย่างท่านมาช่วยกันล้มเจ้า

พวกนักวิชาการสัดนรกของเราเป็นเหี้ยยยของแท้ๆ ไม่ใช่เหี้ยเทียมๆของรับประกัน

พร้อมที่จะทำให้พวกควายอย่างท่านมีความโง่ขึ้นมากกว่าเดิมสมกับที่ท่านเป็นควาย

รับรองท่านจะไม่มีวันผิดหวัง

หวังว่าท่านคงโง่มากขึ้นเมื่อได้มาอ่านบทความของเรา และความโง่ของท่านจะอยู่ไปจนตายครับ

*ไม่อาฆาต มาดร้าย

*ไม่อาฆาต มาดร้าย ไม่ดูหมิ่น
ไม่เล่ห์ลิ้น ลวงคำ ทำลายผลาญ
ไม่เคยคิด ปลุกปั่น อันธพาล
ไม่ต่อต้าน วรรณกรรม รามเกียรติ์

*ขอแต่เพียง สิทธิมนุษยชน
ให้ผู้คน พูดคิด ลิขิตเขียน
อยู่ในความ สว่างไสว ใฝ่รู้เรียน
ได้แลกเปลี่ยน ความคิด ผลิตปัญญา

*ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ คิดล้มล้าง
ไม่ใช่อารมณ์ค้าง สร้างปัญหา
ไม่ใช่ยักษ์ หักหาญ เทวดา
ไม่ใช่ลา โง่สนิท คิดไม่เป็น

*ขอสิทธิ เสรีภาพ จงเจริญ
และก้าวเดิน ไปข้างหน้า กว่าที่เห็น
คนกล้าพูด ความจริง สิ่งซ่อนเร้น
โดยไม่เป็น พิษภัย ทำลายล้าง

*แก้เถิด..กฎหมายหมิ่น ให้สิ้นโหด
การลงโทษ เหมาะควร ล้วนสรรค์สร้าง
เพื่อสังคม ประชาธิปไตย ไม่เลือนราง
อย่าให้เป็น สิ่งอ้าง ล้างทำลาย

The article 19 of The

The article 19 of The Universal Declaration of Human rights:

Everyone has the right to freedom of opinion and expression; this right includes freedom to hold opinions without interference and to seek, receive and impart information and ideas through any media and regardless of frontiers.

รบกวนท่านผู้รู้ทางภาษาศาสตร์ ช่วยแปลให้ได้ใจความกระชับและสละสลวยกว่าในบทความด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง

ประเด็นเรื่องม.112 และกฏหมายcomputer crime มีประเด็นสำคัญอยู่ที่

หนึ่ง เป็นกฏหมายอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรง อ.วรเจตน์ เคยให้ความเห็นเอาไว้นานแล้วว่า กฏหมายอาญาฯคือกฏหมายที่มุ่งจำกัดสิทธิบุคคล ว่า"ห้าม"ทำอะไรบ้าง ดังนั้นโดยหลักการ สิ่งที่กฏหมายจะ"ห้าม"มิให้ทำจะต้องชัดเจน ไม่คลุมเคลือ ใครอ่านก็ต้องตีความออกมาได้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา นักกฏหมาย หรือชาวบ้านโง่ๆอย่างผม ก็ต้องตีความออกมาได้ตรงกัน ว่าห้ามทำอะไรบ้าง อะไรเข้าข่าย อะไรไม่เข้าข่าย ดึงนั้น ต้องแก้ไขกม.ทั้งสองฉบับให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อมิให้มีการabusedกันอีก

การปล่อยให้"คลุมเคลือ" เท่ากับเปิดช่องให้มีการabuseกันได้ง่ายดาย แล้วแต่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องจะตีความอย่างไรก็ได้ เหมือนหมาป่ากับลูกแกะในนิทานอีสป จึงมองได้ว่าเป็นช่องทางที่จะเอาไว้intimidateประชาชนให้เกรงกลัว สร้างบรรยายกาศน่าสพรึงกลัว มัเจตนาจะปิดปากประชาชนมากกว่า

สอง กระบวนการกล่าวหาท่ำได้ง่าย จนใครจะฟ้องใครก็ทำได้ง่ายเหมือนร้านสะดวกซื้อ โดยไม่ต้องรับผิดชอบหากผู้ต้องหาไม่ผิด กระบวนการพิจารณาคดีก็ไม่โปร่งใส ขาดการตรวจสอบ ด้วยข้ออ้างเดียวคือ ผู้เผยแพร่ข้อความเดียวกันจะถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาเดียวกัน

ตัวอย่างเรื่องนี้มีมากมาย เช่นกรณีหนังสือ Coup for the Rich ของใจ อึ้งภากรณ์ (ไม่เกี่ยวกับกรณีRed Manifesto ซึ่งต่างกรรมต่างวาระ แต่กรณีหลังยอมรับว่าหมิ่นฯตรงไปตรงมา) ใครที่เคยอ่าน ถ้ามีใจเป็นกลาง คงจะเห็นได้ไม่ยากว่า เจตนาของผู้เขียนต้องการต่อว่าใคร และมีเจตนาหมิ่นฯหรือไม่ เหมือนกรณีของดา ซึ่งมีเจตนาอะไร ใครเคยฟัง และมีใจเปิดกว้างพอก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ดามีเจตนาจะ"ด่า"ใคร

อยากให้คนไทยทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีสีหรือไม่มีสีก็ตาม ลองย้อนคิดด้วยเหตุและผล ด้วยสติปัญญาอันปราศจากอคติ แล้วคงจะมองเห็นสิ่งที่บทความนี้พยายามจะสื่อ

ใครไม่เห็นด้วย จะโต้แย้ง ก็เชิญครับ ใครไม่พอใจจะด่าว่า ก็ตามสบาย คุณมี"สิทธิ"อยู่แล้ว

ความคลุมเคลือ

ความคลุมเคลือ เป็นกลอุบายอย่างหนึ่ง สำหรับตีความ ให้เข้าข้างใครก็ได้ตามปรารถนา แม้แต่กฏโจร อย่างรธน.๕๐ ก็มีคำ"เว้นแต่" มากมาย

** หากเรามีใจรักภักดีมั่น

** หากเรามีใจรักภักดีมั่น
อย่าหวาดหวั่นคดีหมิ่นสิ้นสงสัย
เพราะว่าเราเคารพรักทั้งกายใจ
จะมีใครไหนเล่าเขาเอาความ

การแสดงสิทธิเสรีภาพ
ทุกคนทราบกฏหมายให้ทำตาม
พุดในกอบกฏหมายให้ชอบธรรม
อย่าหมิ่นหยามคนอื่นให้ขื่นใจ

วลีใดใครเอ่ยให้ไตร่ตรอง
อย่ามาร้องเมื่อทำผิดกฏหมาย
ก่อนเอื้อนเอ่ยคิดรอบคอบค่อยบรรยาย
อย่าโวยวายเมื่อทำผิดคิดให้ดี

คนอื่นเขาเดือดร้อนกันหรือไม่
อยู่สบายไม่หมิ่นใครให้หมองศรี
อยู่ในกอบกฏหมายบ้านเมืองมี
ส่วนคนที่คิดชั่วย่อมกลัวเกรง

** หากเราไม่ทำผิดกฏหมาย กฏหมายฉบับไหนก้ไม่สามารถเอาผิดเราได้ คนส่วนมากในสังคมทำไม เขาไม่โดนข้อหานี้ กลับไปถามคนพูดสิว่าคิดอย่างไร ถึงได้เอ่ยเช่นนั้น **

ก้านบัวบอกลึกตื้น............

ก้านบัวบอกลึกตื้น................. ชลธาร

มารยาทส่อสันดาน................. ชาติเชื้อ

โฉดฉลาดเพราะคำขาน............ ควรทราบ

หย่อมญ่าเหี่ยวแห้งเรื้อ........... บอกร้าย แสลงดิน

...โคลงโลกนิติ..

** หากเราไม่ทำผิดกฏหมาย

** หากเราไม่ทำผิดกฏหมาย กฏหมายฉบับไหนก้ไม่สามารถเอาผิดเราได้ คนส่วนมากในสังคมทำไม เขาไม่โดนข้อหานี้ กลับไปถามคนพูดสิว่าคิดอย่างไร ถึงได้เอ่ยเช่นนั้น **

ข้อความข้างบนไม่ได้จริงเสมอไป อย่างเช่นคนที่ถูกเล่นงานด้วยLM โดยไม่ได้กระทำการที่หมิ่นประมาทฯเลยก็มี อย่างหนังสือCoup for the Richของใจ อึ้งภากรณ์ ก็ไม่ได้มีเนื่อหาหมิ่นฯแต่อย่างใด ก็ยังโดนเล่นงานด้วยม.112 ถ้าจะฟ้องร้องเอาผิดใจด้วยข้อที่แกเผยแพร่Red Manifesto ผมจะไม่คัดค้านสักคำ

ที่บอกว่าคนส่วนมากในสังคมไม่โดนข้อหานี้ ก็เพราะเขากลัวหัวหด กลัวจนขี้จะขึ้นสมองอยู่แล้ว ขนาดคนที่ไม่ได้ทำผิดยังโดนเล่นงาน ใครไม่กลัวก็บ้าแล้ว เขาก็เลยต้องกระซิบกระซาบกันใต้ดินยังไงเล่า

ส.ว.คำนูณ อภิปรายนอกสภา

ส.ว.คำนูณ อภิปรายนอกสภา ชำแหละ ฮุนเซนโมเดล ที่ นช.ทักษิณ กำลังเดินตาม ระบุนักโทษคดีดึงกำลังต่างชาติมาสนับสนุนตัวเอง ก่อนขึ้นคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ระดับผู้นำไทยไปขอพึ่งบารมีผู้นำกัมพูชา จับตา แม้ว ตั้งฐานที่มั่นในเขมร ก่อนปลุกม็อบยึดทำเนียบ แล้วจัดมวลชนเดินเท้าเข้าสมทบ พร้อมประสานเกมใต้ดินอดีตทหารแก่บางคน

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ภาควิชาการ อภิปรายนอกสภา บนเวทีรวมพลังรักชาติของประชาชนทั่วประเทศ ณ ท้องสนามหลวง ช่วงเวลาประมาณ 19.30-20.20 น. วันที่ 15 พ.ย.2552

กราบเรียน พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ….
ผม - นายคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง ของใช้สิทธิอภิปรายนอกสภา….

วันนี้ ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของ 2 ชาติ ชาติกัมพูชา และชาติไทย ด้านหนึ่ง สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นผู้นำผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ชาติกัมพูชา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ก็เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ชาติไทย ในด้านหลังนี้อาจจะรวมอดีตนายกรัฐมนตรีไทยอีก 2 คน คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ด้วย

นับจากสมัยสุโขทัยมาถึงบัดนี้กว่า 700 ปีมาแล้ว เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่ชนชั้นนำของไทยช่วงชิงอำนาจกันเองแล้ว ต้องไปขอพึ่งบารมีผู้นำกัมพูชา ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีแต่ผู้นำกัมพูชามาพึ่งบารมีผู้นำไทย

นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับประวัติศาสตร์กัมพูชาแล้ว สืบไปกาลเบื้องหน้า เหตุการณ์ครั้งนี้จะยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นการพลิกกลับหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ เป็นการประกาศศักดานุภาพผู้นำของเขา

หรือไม่ต้องย้อนไปไกลนัก แค่สัก 20 ปี รัฐไทยเคยหนุนกองกำลัง เขมรแดง ให้เป็นเสมือนรัฐกันชน Buffer State มาวันนี้ รัฐกัมพูชาในยุคสมเด็จฮุนเซนกำลังริเริ่มปฏิบัติการหนุนกองกำลัง ไทยแดง หรือ สยามแดง

แต่จะพัฒนาไปเป็นรัฐกันชน Buffer State หรือไม่ ยังไม่รู้

ทั้ง ไทยแดง และ สยามแดง ผมใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์!

ไทยแดง มีความหมายอย่างกว้างเพียงคนที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ สยามแดง ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มที่ก่อตั้งโดยนายใจ อึ๊งภากรณ์ จะมีความ หมายแคบลงมา คือไม่เพียงสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่มุ่งเปลี่ยนระบอบการปกครองเปลี่ยนรูปแบบสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

ที่รู้แน่ๆ คือ สมเด็จฯ ฮุนเซนได้เครดิตในประเทศเขาอย่างมหาศาล มากกว่าผู้นำคนใดในรอบ 700 ปี หากมองในมุมนี้

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ….

หัวใจหลักที่ผมจะขอใช้สิทธิอภิปรายนอกสภาในวันนี้คือ ฮุนเซนโมเดล หมายรวมถึง แนวทางการเข้าสู่อำนาจ, การหาประโยชน์จากอำนาจ, การต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจ ในแบบของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีตลอดกาลของกัมพูชา ซึ่งอาจจะเป็นที่ปรารถนาใคร่จะลอกเลียนแบบของอดีตผู้นำไทยบางคน อดีตผู้นำไทยบางคนนั้นจะรวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรด้วยหรือไม่ พี่น้องต้องใช้วิจารณญาณตอบเอง

แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้แล้วในวันนี้ คือ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองกลับคืนมาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ยกระดับจากการก่อการภายในประเทศมาสู่การดึงเอาอำนาจนอกประเทศมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้แล้วโดยสมบูรณ์

สมบูรณ์กว่าเดิมที่ตั้งแต่เมื่อหลัง 19 กันยายน 2549 ได้เริ่มใช้ยุทธศาสตร์ ชนบทล้อมเมือง โลกล้อมประเทศ ควบคู่กันมาโดยตลอด

สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถืออยู่และขึ้นเครื่องบินนำไปแลกกับการจับมือสร้างปัญหาให้ประเทศไทยก็คือ สิ่งที่รู้จักกันในนาม ทักษิโณมิกส์

ภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ นักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ มีสายตาแหลมคมในเรื่องการทำให้ตัวเองร่ำรวย สามารถใช้อำนาจรัฐอย่างแยบยล เล่นกับอำนาจและทรัพยากรเป็น แถมยังสามารถใช้นโยบายทางเศรษฐกิจสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนกลุ่มด้อยโอกาส - โดยเฉพาะในภาคอีสาน - ที่เป็นฐานใหญ่รองรับการขึ้นสู่อำนาจของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย เพราะมีจำนวน ส.ส.มากที่สุด

ในยุคเรืองอำนาจ ผู้นำอาเซียนชาติอื่นๆ ก็จับจ้องอยู่ บางคนอาจจะชอบบางคนไม่ชอบ คำว่า ทักษิโณมิกส์ ที่เราท่านคุ้นกันดีปรากฏเป็นครั้งแรกโดย นางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในสุนทรพจน์งานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) เมื่อปี 2546 นัยว่าเพื่อยกย่องให้เกียรตินายกฯไทย

แต่คำยกย่องในงานเลี้ยง กับความเป็นจริงที่คนไทยสัมผัสแตกต่างกัน

มีนักวิชาการหลายท่านแจกแจงลักษณะของ ทักษิโณมิกส์ ได้ลุ่มลึกชัดเจน แต่ขออ้างคำอธิบายของนายคณิณ บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร.ผู้ทำคลอดรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะวันนี้ท่านเป็นเสมือนหนึ่งในนักวิชาการสีแดง

นายคณิณ บุญสุวรรณ บอกว่า ทักษิโณมิกส์ มีลักษณะ 10 ประการ โดยบัญญัติศัพท์เรียกว่า ทศลักษณ์ทักษิโณมิกส์ ในหนังสือ รัฐธรรมนูญตายแล้ว ตีพิมพ์ในราวปี 2547 คำว่า รัฐธรรมนูญตายแล้ว ในความหมายนี้คือ รัฐธรรมนูญ 2540 ตายแล้ว ตายโดยการกระทำในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผมจะไม่ขอนำมาอธิบายต่อทั้งหมด เกรงจะยาวเกินไป ขอเพียงยกที่สำคัญ ๆ เช่น

- การบริหารประเทศไปด้วย ขยายอาณาจักรทางธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้องของตนไปด้วย,

- การใช้การตลาด การโฆษณาชวนเชื่อ และ… เงิน เป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ,

- การเล่นพรรคเล่นพวก การเลือกปฏิบัติ

- ไล่เรื่อยมาถึงประการสุดท้าย ประการที่ 10 คือ

สร้างนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของอาณาจักรทางธุรกิจ พยายามทำให้ตนเองและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของระบอบ โดยทำพรรคการเมืองให้เป็นเหมือน เปลือกหอยที่ห่อหุ้มอาณาจักรชิน ใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือเข้ายึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ตัดตอนการตรวจสอบถ่วงดุล จากนั้น ใช้ครอบครัวและวงศ์วานว่านเครือเป็นศูนย์ กลางคอยใช้อำนาจและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทั้งหมดผมไม่ได้ว่าเองนะครับ… เป็นนักวิชาการฝ่ายสีแดงในวันนี้ท่านว่าไว้ทั้งหมดในอดีต

ทักษิโณมิกส์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ผูกผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ากับการบริหารประเทศสร้างความพึงใจให้กับสมเด็จฯ ฮุนเซนมาตั้งแต่ต้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมีในสิ่งที่สมเด็จฯ ฮุนเซนไม่มี คือทักษะในการบริหารทุน โดยเฉพาะทุนเก็งกำไร ทักษะในการสร้างรัฐทุนนิยมสมัยใหม่

เหมือนกับที่อดีตสหายฝ่ายซ้ายไทยที่อกหักเปลี่ยนแปลงประเทศไม่สำเร็จในยุคสงครามเย็น เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้วตาลุกวาว เข้าไปร่วมเป็นมือเป็นเท้าเป็นสมองให้ เพราะมองว่าคนนี้แหละ ใช่เลย - คนที่จะมาสานฝันของพวกเราให้เป็นจริงเสียที

เผอิญแผ่นดินทางตะวันออก รวมทั้งท้องทะเลอ่าวไทย อยู่ในสายตาแหลมคมของ พ.ต.ท.ทักษิณมาแล้ว การบริหารประเทศชั่วไม่กี่ปีจึงสร้างความพึงใจให้สมเด็จฯ ฮุนเซนหลายประการ

การเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปที่ค้างคากันมานาน ตั้งแต่ปี 2515 2516 ที่กัมพูชาประกาศเส้นอาณาเขตทางทะเลเส้นหนึ่งเอาเปรียบไทยและขัดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ในปี 2515 ไทยไม่ยอมรับก็ประกาศอีกเส้นหนึ่งตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตอบโต้ในปี 2516 พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทราบดีอยู่ว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลในอ่าวไทย ก็เดินทางไปเยือนกัมพูชาและเจรจาแบ่งผลประโยชน์กันสำเร็จ ในปีแรก หรือไม่กี่เดือนแรก ที่เข้าบริหารประเทศนี้ คือ เมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2544 เกิดสิ่งที่เรียกว่า บันทึกความเข้าใจ 2544 หรือชื่อเต็ม บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544

แถมยังมีแถลงการณ์ร่วมผูกการเจรจาตามบันทึกความเข้าใจ 2544 นี้เข้ากับการเจรจาจัดทำหลักเขตแดนทางบกที่มีปัญหาเฉพาะด้วย เป็นผลให้มีการเร่งรัดเจรจา

โดยเฉพาะเขตแดนบริเวณรายรอบปราสาทพระวิหาร ที่กัมพูชายึดถือแผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000 ที่คณะกรรมการปักกันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสฝ่ายฝรั่งเศส กับนายทหารกัมพูชา ร่วมกันเดินสำรวจ และจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวในค.ศ. 1908 อันเป็นต้นเหตุให้ไทยเสียปราสาทพระวิหารในศาลโลกเมื่อปี 2505 และอาจจะเสียอีก 4.6 ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่านั้นอีกในอนาคต

การยอมรับให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ในปี 2551 ช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้นอีก เพราะเงื่อนไขทุกประการจะต้องเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553

ถ้าพี่น้องไม่คัดค้าน ถ้า ส.ว.กลุ่มพวกผมไม่คัดค้าน การถอนทหารไทยออกจากบริเวณนั้นก็คงเรียบร้อยไปแล้ว

แม้กระนั้น เราก็ยังเห็นท่าทีเสแสร้งสร้างภาพของกัมพูชา ถอนทหารออกจากบริเวณเขตแดนด้านปราสาทพระวิหาร

นอกจากนั้นยังการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค

การช่วยให้เพื่อนบ้านที่ยากจนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นเรื่องดี เรื่องควรสนับสนุน เพราะจะขจัดปัญหาแรงงานอพยพในบ้านเราไปได้ นี่เป็นข้ออ้างที่ยากจะคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ปัญหาคือมีร่องรอยผลประ โยชน์ทางธุรกิจของอาณาจักรธุรกิจของเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

เป็นที่ทราบชัดเจนว่า ก่อนที่ตระกูลชินวัตรจะขายชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กเมื่อต้นปี 2549 พวกเขากำลังวางแผนจะย้ายธุรกิจสื่อสารไปสู่การพลังงานที่มีอนาคตกว่า เราจะเห็น พ.ต.ท.ทักษิณใช้ฐานภาพความเป็นผู้นำประเทศคบหาสมาคมกับผู้นำประเทศที่มีแหล่งน้ำมัน นักธุรกิจในบรรษัทน้ำมันข้ามชาติ เราเห็นการแปรรูป ปตท.เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ เช่นกัน และเรายังเห็นร่องรอยความพยายามเข้าไปมีอิทธิพลเหนือกิจการทีพีไอผ่านปตท.และกระทรวงการคลังในช่วงต่อมา

ในปลายสมัย พ.ต.ท.ทักษิณแสดงความสนใจท้องทะเลอ่าวไทยทางด้านตะวันออก ถึงกับเคยไปพักที่เกาะช้าง ล่องเรือชมภูมิประเทศ สอดคล้องกับข่าวที่เขาติดต่อเขาเช่าเกาะกงเพื่อทำโครงการใหญ่ที่เกี่ยวกับธุรกิจพลังงานและเปโตรเคมี

และไม่แน่ เกาะกงอาจจะเป็นฐานในการโจมตีรัฐบาลไทยเพื่อกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณจึงถูกมองว่า มีเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของอาณาจักรชินคอร์ป ผูกพันอยู่อย่างแยกไม่ออก

จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่สมเด็จฯ ฮุนเซน จะถือหาง พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเต็มตัว ดำเนินการในสิ่งที่บาดตา บาดใจ หยามน้ำหน้าประชาชนคนไทยถึงเพียงนี้

พี่น้องครับ…

มองลึกลงไปในความสัมพันธ์ จะพบว่ามี การแลกเปลี่ยน เพื่อชดเชยจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีอำนาจ มีแต่เงินกับแนวคิดเรื่องประโยชน์ธุรกิจ และกำลังสู้เพื่ออำนาจ

สมเด็จฮุนเซน มีอำนาจ แต่ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารทุนสมัยใหม่ เพราะเติบโตมากับปากกระบอกปืน มิหนำซ้ำผลประโยชน์ที่เคยคิดจะได้จากนโยบายต่างประเทศสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกขัดขวางจากคนไทยและรัฐบาลปัจจุบัน

ประวัติศาตร์การเมืองจากของสังคมต่าง ๆ สอนเราว่า ลึกลงไปในความ สัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์กับอำนาจเป็นตัวตั้งนั้น ก็คือ การหลอกใช้ ซึ่งกันและกันนั่นเอง

ถามว่า สมเด็จฯ ฮุนเซนต้องการอะไร ที่จะเป็นประโยชน์ตอบแทน

- ต้องการให้เรายึดแผนที่ 1 : 200,000 ที่เขาผลักดันมาตลอดใช่ไหม และไทยเราก็ยอมรับชัดเจนเป็นครั้งแรกในทีโออาร์ปี 2546

- ต้องการให้เร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ไทยเสียเปรียบ เพื่อเร่งให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเดินหน้าเต็มรูป ใช่ไหม และเราก็เร่งทำเอ็มโอยูให้ในปี 2544 และถ้าพ.ต.ท.ทักษิณไม่พ้นจากอำ นาจไปเมื่อ 19 กันยายน 2549 เสียก่อน ป่านนี้เขาอาจจะถึงฝั่งฝันแล้ว

- ต้องการการลงทุนเพิ่มขึ้นในธุรกิจทรัพยากร ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคนในวงศ์ตระกูลผู้มีอำนาจในพนมเปญถือครองใช่ไหม

- ต้องการชดเชยจุดอ่อนของตนเองที่ไม่กล้าต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติกัมพูชากับเวียดนาม โดยสร้างเรื่องทะเลาะเป็นศัตรูกับประเทศไทยขึ้นมากลบ ใช่ไหม

ในประเด็นหลังนี้ พี่น้องควรทราบว่าสมเด็จฯ ฮุนเซนปากดีปากเก่งก็เฉพาะกับไทยเท่านั้น กับเวียดนามไม่กล้าหือ เพราะกองทัพเวียดนามหนุนเขาขึ้นสู่อำนาจ วันนี้แม้เวียดนามจะมีปัญหากับกัมพูชาเรื่องเขตแดน แม้จะมีประชาชนกัมพูชาผู้รักชาติทนไม่ได้ ถึงขนาดร่วมเดินขบวนกับนายสม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ไปถอนหลักเขตแดน 6 หลักบริเวณจังหวัดสวายเรียง ในช่วงใกล้ๆ กับที่สมเด็จฯ ฮุนเซนมาพูดจาสามหาวที่หัวหิน และเวียดนามประท้วงอย่างรุนแรง แต่สมเด็จฮุนเซนก็ไม่กล้าหือ

ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเอาเงินของตัวเองแท้ๆ ไปลงทุน แลกกับความคุ้มครองและตำแหน่งที่ปรึกษา ผมจะไม่วิจารณ์

แต่เมื่อย้อนดูประวัติแล้ว จะพบว่าคนคนนี้ก็เฉกเช่นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งมากหลายที่… ไม่เคยควักกระเป๋าตัวเอง

พี่น้องต้องตั้งคำถามครับว่า ในบรรดาเงื่อนไขแลกเปลี่ยน สิ่งที่สมเด็จฯ ฮุนเซน ต้องการนั้นเป็นผลประโยชน์ของชาติไทยเราจำนวนเท่าไหร่

พี่น้องต้องแสวงหาความรู้ครับ การแลกเปลี่ยนของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับสมเด็จฯ ฮุนเซนครั้งนี้ ได้เอาผลประโยชน์ของชาติไทยในอนาคตไปเป็นเดิมพันด้วยหรือไม่ และอะไรบ้าง

ขออนุญาตฟันธงว่า ความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน หรือเชิงหลอกใช้ซึ่งกันและกันระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับสมเด็จฯ ฮุนเซน ครั้งนี้….

ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ สมเด็จฯ ฮุนเซน

ผู้ที่ได้ประโยชน์รองลงมา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะแม้จะเสี่ยง แต่ฐานภาพของเขา ณ เวลานี้ก็คือไม่มีอะไรจะเสียมากกว่านี้อีกแล้ว

ขณะที่ฝ่ายที่เสียประโยชน์ที่สุดคือ ชาติไทย

สมเด็จฯ ฮุนเซน เป็นเสือเฒ่าที่ผ่านการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ รักษาอำนาจ และการต่อรอง มายาวนาน

ถ้าจะเข้าใจสมเด็จฯ ฮุนเซน ต้องเข้าใจการเมืองของกัมพูชา ที่เดิมมีกษัตริย์ แม้จะเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ก็ยังมีระบอบกษัตริย์ภายใต้อารักขาฝรั่งเศสอยู่ นั่นก็คือเจ้าสีหนุ

สมเด็จฯ ฮุนเซนเกิดเมื่อ 2494 ตอนนั้นกัมพูชาได้เอกราชใหม่ๆ ช่วงหลังสงครามโลก ตอนที่เป็นเด็กอยู่ในช่วงที่เจ้าสีหนุเปิดศึกฟ้องร้องเขาพระวิหารกับไทย เขาเป็นคอมมิวนิสต์คนหนึ่ง จึงแตกฉานในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์-ลัทธิเลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง สันทัดในยุทธศาสตร์ยุทธวิธีคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะระบบการจัดตั้ง ที่เขานำมาใช้กับพรรคการเมืองและการเลือก ตั้งในรูปแบบประชาธิปไตยวันนี้

ระบบสีหนุล่มสลายเพราะพรรคคอมมิวนิสต์ หรือเขมรแดง ภายใต้การนำของนายพอลพต เข้ายึดครองกัมพูชาระหว่างปี 2518 - 2522

สมเด็จฯ ฮุนเซน เดิมเป็นทหารชั้นผู้น้อยในสังกัดเขมรแดง แต่โลกคอมมิวนิสต์ขณะนั้นเกิดความแตกแยกระหว่างจีนกับรัสเซีย เวียดนามที่โดยปกติสนับสนุนเขมรแดง ตัดสัมพันธ์กับเขมรแดงที่นิยมจีน เหมือนกับที่เวียด นามและลาวตัดสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่นิยมจีนในช่วงเวลาเดียวกัน สมเด็จฯ ฮุนเซนและพรรคพวกจำนวนหนึ่งภายใต้การนำของนายเฮงสัมริน ที่บัดนี้เป็นสมเด็จเหมือนกัน สมเด็จอัครมหาปัญญาจักรีเฮง สัมริน เลือกยืนข้างเวียดนาม ต่อมาก็หนีไปอยู่กับเวียดนามยกเข้ามาไล่ตีเขมรแดงออกจากอำนาจไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.1978 หรือ พ.ศ.2521 และยึดครองอยู่ 13 ปีเศษ

สมเด็จฯ ฮุนเซนเริ่มต้นเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเป็น รมว.ต่างประเทศ เมื่อปี2522 จวบจนบัดนี้ เขาอยู่ในอำนาจเป็นเวลา 30 ปีพอดี

เมื่อปี 2535 เวียดนามถอนตัวออกจากกัมพูชา สหประชาชาติจัดการเลือก ตั้งซึ่งมีกลุ่มและฝ่ายต่างๆ กลับเข้ามาสู่สนามการเมือง

พรรคประชาชนกัมพูชา CPP แพ้พรรคฟุนซินเปคของเจ้านโรดมรณฤทธิ์ โอรสของเจ้าสีหนุ แต่สมเด็จฮุนเซนก็ยังได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 เพราะประกาศว่าหากไม่ให้อำนาจเขา ประเทศก็จะกลับเข้าสู่สงคราม เนื่องเพราะเขามีกองกำลังทหารเข้มแข็งที่สุด

พูดง่ายๆ ว่าเอาสันติภาพของประเทศเป็นตัวประกัน!

เหมือนใครครับพี่น้อง….

ประเทศกัมพูชาในยุคนั้นจึงมีกษัตริย์เป็นประมุข และลูกชายกษัตริย์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ส่วนสมเด็จฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2

จากนั้น สมเด็จฯ ฮุนเซนก็ใช้ยุทธวิธีหลากหลายรูปแบบสลายพรรคฟุนซินเป็ก ทั้งเงิน ทั้งอิทธิพล ส.ส.พรรคฟุนซินเป็คย้ายพรรคมา CPP ไม่น้อย

เจ้ารณฤทธิ์ ต้องการคานอำนาจทหารสายนิยมเวียดนาม จึงคิดจะดึงกองกำลังเขมรแดงกลับเข้ามาในกองทัพ จึงถูกสมเด็จฮุนเซนรัฐประหารเมื่อปี 2540 มีคนตาย 54 คน บาดเจ็บนับร้อย เจ้ารณฤทธิ์หนีไปต่างประเทศ

สมเด็จฯ ฮุนเซนผงาดเป็นผู้นำหนึ่งเดียวที่มีอำนาจมากที่สุดตั้งแต่บัดนั้น เพราะหลังจากนั้นอีก 1 ปีมีการเลือกตั้งรอบใหม่ เขาชนะอย่างถล่มทลาย

เป็นนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวมาตั้งแต่ปี 2541 ถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรก เขาขอให้เจ้าสีหนุสถาปนาเป็นสมเด็จฯ ฮุนเซนเฉยๆ แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงประมุขเป็นเจ้าสีหมุนี ที่อ่อนชั้นอ่อนเชิงกว่ามากนัก เขาจึงได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน เมื่อตุลาคม 2550

คุณไพศาล พืชมงคล เจ้าของนามปากกา เรืองวิทยาคม ผู้เขียน สามก๊ก : ฉบับคนขายชาติ เปรียบเทียบว่า ความสัมพันธ์ของระบอบกษัตริย์กัมพู ชา กับสมเด็จฮุนเซน ก็คล้ายๆ พระเจ้าเหี้ยนเต้ กับโจโฉ ในสามก๊ก

โจโฉต้องการอะไร พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ให้หมด เป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ในนาม พระราชอำนาจไม่มีแม้แต่น้อย

กษัตริย์สีหมุนีแตกต่างกับกษัตริย์สีหนุโดยสิ้นเชิง

สมเด็จฯ ฮุนเซนไม่ผิด เพราะสมาทานลัทธิคอมมิวนิสต์มาแต่ต้น ไม่ได้จงรัก ภักดี หรือเห็นความสำคัญของสถาบันกษัตริย์อยู่แล้ว แต่เลือกที่จะไม่โค่นล้มในทันทีแล้วตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดี หันมาใช้ยุทธวิธีเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวงขึ้นมาเป็นกษัตริย์ แล้วอวยยศให้ตนเป็นเจ้า

การที่ สมด็จฯ ฮุนเซน เลือกที่ให้เจ้าสีหมุนีทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของกัมพูชา เขาทำไปเพื่ออะไร และ พ.ต.ท.ทักษิณยินยอมเป็น ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย โดยฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ตนเองในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีไทยรู้ดี เพื่ออะไร และถือเป็นการปฏิบัติตนที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีเพียงพอแล้วหรือไม่ พี่น้องต้องใคร่ครวญให้ดี

ต้องเข้าใจนะครับว่า แม้แต่กษัตริย์สีหนุ ที่ไม่ชอบเมืองไทยเช่นกัน ก็ไม่เห็นด้วยที่สมเด็จฯ ฮุนเซนมาแทรกแซงกิจการภายในของไทยเช่นนี้

พี่น้องครับ….

ผมเล่าเรื่องของกัมพูชาโดยสังเขปเพื่อจะบอกว่า นี่แหละคือ ฮุนเซนโมเดล

- ใช้กองกำลังต่างชาติสนับสนุน
- สนับสนุนเชื้อพระวงศ์ที่ไม่พร้อมให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์
- ให้กษัตริย์ใหม่สถาปนาตนเป็นเจ้า
- ใช้ระบบจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์คุมพรรค คุมประชาชน เพื่อรักษาอำ นาจไว้ตลอดกาลภายใต้รูปแบบประชาธิปไตยตะวันตก การเลือกตั้ง
- เนื้อแท้ของระบอบคือเผด็จการรวมศูนย์อำนาจการเมือง-เศรษฐกิจ และเปิดประเทศจับมือกับกลุ่มทุนตะวันตกให้เข้ามาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรของชาติในทุกรูปแบบ

พี่น้องครับ…

การเล่นไพ่ทักษิณครั้งนี้ สมเด็จฯ ฮุนเซนได้มากที่สุด

หนึ่ง เสริมบารมีของผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาเซียน มองประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ย้อนลงไปตั้งแต่ครั้งสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาถึงรัตนโกสินทร์ ประวัติศาสตร์ของรัฐชาติในแถบนี้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ชิงอำนาจมาโดยตลอด น่าสนใจที่สุดว่า เวลารัฐชาติใดมีปัญหาการแย่งชิงกันภายในมักจะมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ไทยตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว ญวน หรือแม้กระทั่งล้านนา ไม่มีเคยมีประวัติศาสตร์บันทึกว่า เวลาเจ้านายของไทย ทั้งอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ เมื่อมีปัญหาแล้ว จะไปขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์กัมพูชา

นี่เป็นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์นะครับ ผมไม่ได้ปลุกความฮึกเหิมให้พี่น้องเข้าใจว่าเรายิ่งใหญ่จนกลายเป็นความรู้ สึกดูถูกเพื่อนบ้านว่าด้อยกว่า

ผมพูดในตอนต้นแล้วว่านี่เป็นครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับประ วัติศาสตร์กัมพูชาแล้ว สืบไปกาลเบื้องหน้า เรื่องนี้จะยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นการพลิกกลับหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ เป็นการประกาศศักดานุภาพผู้นำของเขา ซึ่งจะแปรเป็นคะแนนเสียงคะแนนนิยมมหาศาล

ขอพูดในตอนนี้ว่า สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็จะได้รับเกียรติบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เช่นกัน

แต่จะบันทึกอย่างไร ในฐานะอะไร ขึ้นอยู่กับพี่น้องครับ….

สอง เรื่องผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา ที่สมเด็จฮุนเซนมองว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวขัดขวางประโยชน์ของเขา การเลือกข้างประกาศตนเป็นศัตรูกับนายกรัฐมนตรีไทยเพราะเล็งผลลัพธ์ว่า อีกไม่นานกลุ่มการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับคืนสู่อำนาจแน่นอน ดังนั้นเรื่องที่ค้างคา หรือที่อาจจะถูกยกเลิกไป ทั้งเอ็มโอยู ทั้งเรื่องเงินกู้ ก็จะได้กลับคืนมาแน่นอน ทั้งยังได้น้ำใจ และบุญคุณ เพิ่มเป็นดอกเบี้ยด้วย

สาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ ที่จะนำไปใช้ในกัมพูชา จะได้มัดใจชาวรากหญ้าให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก เพื่อรับมือกับแนวคิดชาตินิยมกัมพูชาที่ไม่ยอมให้เวียดนามเอาเปรียบมากเกิน ไปของนายสม รังสีที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางในเมือง เติบโตขึ้นมาได้

สี่ ต่อเนื่องจากข้อสาม คือเป็นการลบปมด้อยที่หงอกับเวียดนาม และหากเกิดสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นทางชายแดนไทย ในอนาคตอาจเป็นช่องให้กองทัพเวียดนามเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้ง

ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณนั้นถือว่า เป็นคนที่ไม่มีอะไรจะเสียมากกว่านี้อีกแล้ว จึงจะยอมเป็นหมาก ยอมเป็นเบี้ย แลกกับการใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นฐานคืนสู่อำนาจในไทย แม้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องบุญคุณต่างตอบแทนในเชิงอำนาจ

อันที่จริง พ.ต.ท.ทักษิณแทบไม่มีหลักประกันใดเลยที่จะไม่ถูกหักหลัง

สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะได้อย่างเต็มที่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้คือ เปิดช่องทางที่เป็นกลยุทธ์การต่อสู้ชิงอำนาจคืนมากขึ้นในช่วงธันวาคม 2552 ต้นปี 2553 นี้ ที่เกมในสภาจะลดระดับลงเพราะมีสมัยประชุมนิติบัญญัติจะปิดลงในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้

เป็นไปได้ไหมว่า…..

- พ.ต.ท.ทักษิณจะมีฐานที่มั่นบัญชาการในกัมพูชา เหมือนเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2552 ที่สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยแล้วว่าเขาอยู่ที่นั่น
- พลพรรคจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนอย่างเอิกเกริก
- การชุมนุมมวลชนในประเทศจะรุกหนัก ล้อมทำเนียบ หรืออาจถึงขั้นยึดทำเนียบ
- อาจปัดฝุ่นแนวคิด เดินทัพทางไกล หรือ ลองมาร์ช ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้ามาจากกัมพูชา มีมวลชนจัดตั้งจำนวนมากไปห้อมล้อมและพากันเดินทางเข้ากรุง ประสานกับปฏิบัติการมวลชนที่ทำเนียบ และทั่วประเทศ
- อาจประสานกับยุทธวิธีใต้ดิน นอกระบบ ของอดีตนายทหารบางคนที่ขึ้นชื่อลือชาทางด้านนี้ที่หันไปสวามิภักดิ์

หวังผลขั้นแรกคือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุบสภา พรรคการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณได้รับเลือกด้วยเสียงข้างมากเกินครึ่ง นิรโทษกรรมทุกฝ่าย นำประเทศกลับไปสู่ช่วงก่อน 19 กันยายน 2549

หากไม่เป็นผล หรือสถานการณ์เอื้ออำนวย อาจถึงขั้นปฏิวัติประชาชน

พี่น้องครับ ผมไม่ได้จินตนาการเอาเอง แต่นี่คือร่องรอยที่สัมผัสได้จากการพูดโดยเปิดเผยของคนที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณเอง หรือบางกรณีจากการให้สัมภาษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณเอง

ลองมาร์ช เดินทัพทางไกล นอกจากจะเป็นเอกลักษณ์และตำนานการต่อสู้ของประธานเหมาเจ๋อตงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กองทัพแดงเดิน ทัพด้วยเท้า 25,000 ลี้ในช่วง 2 ปีระหว่าง ค.ศ.1934-1936 แล้ว ล่าสุดยังมีกรณีของนายมานูเอล เซเลยา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสผู้ถูกรัฐประหาร ที่เดินทางจากชายแดนนิคารากัวพร้อมคาราวานผู้สนับสนุนกลับประเทศประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อสองสามเดือนมานี้

พี่น้องครับ แต่คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต

ผมเชื่อในคำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าบ้านเมืองเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ผมเชื่อในบารมีพระแก้วมรกต ผมเชื่อในบารมีเจ้าพ่อหลักเมือง ผมเชื่อในกฎแห่งกรรม

ผมเชื่อในตัวพี่น้องทั้งหลายที่จะใช้วิจารณญาณไตร่ตรองและตัดสิน ใจทำหน้าที่ของตนเอง

ผมอยากจะจบด้วยสิ่งที่เป็นมงคลกับพวกเรา ในฐานะที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน และเป็นพลังของแผ่นดิน ผมขออัญเชิญบางส่วนของเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้ ที่ทรงประพันธ์ไว้ในช่วงที่เรากำลังเผชิญภัยคอมมิว นิสต์ ว่าการรักษาชาติบ้านเมืองเป็น หน้าที่ ของคนไทยทุกคนที่ต้องรักษาสืบไป

การที่เราออกมาในวันนี้เป็นการทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองครับ

…บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า
เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา….หน้าที่เรารักษาสืบไป….

เราทุกคนกำลังทำหน้าที่ของพสกนิกรแห่งพระองค์ท่านอยู่

นี่เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยทุกคน

*นักการเมืองลากตั้งหวังนั่งคร

*นักการเมืองลากตั้งหวังนั่งครอง
เพื่อสนองตนเองเร่งชูหาง
กลุ่มหัวเหลืองเหยียบย่ำทำทุกอย่าง
เพียงเพื่อสร้าง “การเมืองใหม่” ของตนเอง

*ไม่ฟังเสียงประชาชนคนส่วนใหญ่
เพียรปลุกความคลั่งไคล้ใฝ่ข่มเหง
ต้องพบการต่อต้านมิหวั่นเกรง
มาเถิดเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ...

*กฎหมายลิดรอนสิทธิ์คิดเห็นต่า

*กฎหมายลิดรอนสิทธิ์คิดเห็นต่าง
เป็นหนทางให้กลั่นแกล้งแทงกันป่วน
ใช้กฎหมายทำลายไม่สมควร
ขอทบทวนกันเถิดเกิดผลใด

*มีกฎห้ามวิจารณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ห้ามความคิดห้ามพะวงห้ามสงสัย
ผู้เฝ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมติดใจ
เหมือนยิ่งได้อำนาจเหิมเติมฤทธา

*ของดีจริงเป็นสิ่งที่ทนทาน
ถึงวิจารณ์อย่างไรไม่ไร้ค่า
ยังครองความเลื่อมใสไม่เสื่อมล้า
ไม่ต้องโหมโฆษณาก็มั่นคง

*เสรีชนคือคนมีชีวิต
ย่อมมีจิตมีใจไม่ไหลหลง
ถือเหตุผลเท็จจริงสิ่งดำรง
ทระนงในศักดิ์ศรีความเป็นคน

*เสรีชนเชื่อมีสิทธิ์ที่จะคิด
และมีสิทธิ์พูดจาหาเหตุผล
พาสังคมสดใสไร้มืดมน
เสรีชนคือหนทางประชาธิปไตย

*เผด็จการเชื่อในอำนาจนิยม
ชวนชื่นชมในอำนาจบาตรใหญ่
ลิดรอนสิทธิ์รอนค่าประชาไท
ชวนคลั่งไคล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แรงฤทธา

โถไอ้ควาย

โถไอ้ควาย ดันไปเอาสิ่งที่มันโกหกตอแหลจินตนาการเพ้อเจ้อของไอ้ควายคลำจนนูน แห่งพวกโจรเจ๊กกาบดโกเต๊กซ์เหลืองขี้สด จอมหน้าด้่านมาลงได้ เศษสถุลอย่างไอ้ควายคลำจนนูนที่ทำตนเป็นขี้ข้าพวกสากดินาอำมาตยาทรราชเน่าที่ทำลายฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งปิดประเทศปล้นนี่ยังจะสามารถนับว่ามันเป็นคนได้อยู่อีกหรือ
และไอ้การที่เที่ยวยกประวัติศาสตร์แบบมั่วๆยุคสุโขทัย700ปีโคตรบิดามารดาอะไรนั่น(ก็เพราะมันเที่ยวตอแหลอ้างแบบผิดๆส่วงๆเดชๆ ไม่รู้ว่ามันลอกข้อสอบเพื่อนหรือจบออกมาได้ยังไง) แล้วเอามาใส่ความคิดทาสแบบขี้ข้า เอามาหลอกลวงผู้คน
นี่มันยังคิดอีกหรือว่าจะมีใครไปเชื่อมันนอกจากพวกควาย ที่เอาแต่กินหญ้า
ไม่ต้องมาซี้ซั้วเที่ยวบิดเบือนประวัติศาสตร์ ไอ้ควายคลำจนนูน
คำถามมันมีอยู่ว่า ร5 ได้เสด็จไปยุโรปอย่างน้อยสองครั้งทำไมในยุคที่มีการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก
ทำไมพระองค์ต้องไปถ่ายรูปร่วมกับกษัตริย์ซาร์นิโคลัสที่2แห่งรัสเซีย ซึ่งลงตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วยุโรป คำถามว่าทำไม

ไอ้ควายคลำจนนูน นี่มันประเภทที่เรียกดว่าตอแหลแบบชนิดที่ใจกล้าหน้าด้าน มันทำแกล้งลืมไปว่า นับตั้งแต่ที่ไทยหรือสยามประกาศปักดินแดนที่สุวรรณภูมิสมัยสามหนุ่มแห่งลุ่มน้ำปิงวังยมน่านเพื่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยเมื่อ800ปีก่อน
อำนาจของขอมหรือเขมรก็หดหายไป
ประเทศมหาอำนาจน้อยที่เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิมันคือ พม่า(ที่ปราบปรามพวกมอญกระเหรี่ยงไทยใหญ่เอาไว้ได้)สยาม
และเวียตนาม มันมีเพียงสามชาติเท่านั้นจริงๆที่เป็นผู้เล่น นอกนั้น ไม่ว่าจะเป็นลาวเขมรหรือมลายูล้วนเป็นประเทศราช(ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือเมืองขึ้นนั่นเองเพียงแต่ใช้ศัพท์ให้มันฟังดูดีเท่านั้น)
ในยุคอยุธยา หรือแม้นแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อพม่าบุกไทย ไทยก็ยังพึ่งประเทศราชอย่างลาวให้ยกทัพมาช่วยกรุง
หรือว่าไม่จริงหืมไอ้ควาย
หรือแม้นแต่ตอนที่ฝรั่งเศสบุกจะยึดเขมรและลาว สยามก็ต้องใช้คนเขมรลาวเข้าช่วยรบกับพวกฝรั่งเศสก่อนหรือไม่จริง

การซี้ซั้วเที่ยวชุ่ยไปกล่าวหาทักษิณแบบส่งๆเดชๆเรียกได้ว่าเลวมากนะไอ้ควายคลำจนนูน ต้องบอกว่้าไอ้เฮี่ย ไอ้
แ้แสรด ต้องยอมให้มึงยกพวกรุมกันต่อยกรูแถมใช้อาวุธปล้นกรูข้างเดียวแถมยังจะใช้เชือกมัดมือของตรูไม่ให้สู้อีก มันถึงจะยุติธรรมใช่ไหมหืมไอ้ควายคลำจนนูน
ไอ้พวกที่้ทำรัฐประหาร นั้นก็มีแต่พวกที่เน่าๆและชั่วของพวกมรึงเท่านั้นแหละไอ้คลำจนนูน เพราะหลักฐานที่ปรากฏที่ผ่านมาสามปี มันชัดเจน
ชาติชั่วทำลายชาติทำลายประเทศจนพังพินาศแล้วยังไม่สำนึกผิด อย่างไอ้ควายคลำจนนูนนี่มันไม่ใช่คนแล้ว

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง ขอคารวะอย่างสูง.

ใครถามมึง

ใครถามมึง

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง ขอคารวะอย่างสูง. อันนี้เห็นด้วยครับ

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง

ว ณ ปากนัง สุดยอดกวีการเมือง ขอคารวะอย่างสูง. อันนี้เห็นด้วยครับ

เขาจะไปกลัวทำไมครับผม

เขาจะไปกลัวทำไมครับผม ไม่ได้ทำผิดและไม่ได้คิดชั่ว ชีวิตก็ปกติสุขดี คนเรานะหากพื้นฐานจิตรใจดีไม่คิดร้ายผู้อื่น ย่อมไม่เอ่ยวาจาที่ให้ร้ายผู้อื่น และไม่ทำร้ายผู้อื่น เขาก็ย่อมไม่ทำผิดกฏหมาย คนที่ทำผิด เริ่มจากจิตรที่ไม่ดีการพูดและการกระทำเลยตามมา

***คนไทยเขายังมีคติอยู่ในใจจำ

***คนไทยเขายังมีคติอยู่ในใจจำนวนมากว่า "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"

***คือพูดไป ได้มานิดเดียว อยู่เฉยๆ ไม่พูด ดีกว่า คนไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่า รัก หรือชัง หรือเห็นด้วย

ไม่เห็นด้วย

***คำพังเพยไทย มีอะไรที่เป็นสัจธรรมอยู่มาก เช่น กำแพงมีหู ประตูมีช่อง ทะลุกลางปล้อง ปั้นน้ำเป็นตัว

***แม้เราไม่หมิ่นเบื้องสูง แต่ตั้งข้อสอบ เพื่อดูว่านักศึกษาจะตอบอย่างไร ก็แค่อยากรู้ความคิด สติ ปัญญา ของนักศึกษาว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิ ก็ถูกมองว่าทำลายสถาบัน คนเป็นอาจารย์ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า จะออกข้อสอบแนวนี้ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษเท่านั้น แต่ก็ถูกปั้นน้ำเป็นตัว

***คำพูดที่จะไม่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทอย่างแน่นอน เห็นจะมีอยู่แต่คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ครับ

***การริดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยกฎหมายอาญา เป็นการทำให้คนอยู่ในปกครองง่ายหรือเปล่าครับ

***ถ้าเช่นนั้น ประชาธิปไตย ที่ว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ จุดพอดีมันอยู่ตรงไหน อยู่ตรงไม่พูด คือ นิ่งเสียตำลึงทอง เช่นนั้นหรือ

ในไทยมันเลวร้ายแค่ไหนไม่รู้

ในไทยมันเลวร้ายแค่ไหนไม่รู้ แต่ที่ลาว จักรกฤษณ์ นักยิงปืน แค่ตั้งโต๊ะ จะแถลงข่าวตามความเคยชิน คิดว่าทำได้เหมือนเมืองไทย ปรากฏว่า โดนจับ

เนี่ยนะ มึงมาเรียกร้องสิทธิในการแสดงความคิดเห็น โธ่ ไอ้ คอมมิวนิสต์ ตอนนี้ เราให้สิทธิ ในการแสดงความคิดเห็น อะไรที่เขาห้ามไว้ เล็กๆน้อยๆ ซึ่งมันก็ต้องมีบ้าง เป็นธรรมดา พวกมึงก็ พยายาม แสดงความคิดเห็นเลวๆในเรื่องนั้นๆ เอาทุกอย่าง เพื่อ ทำเรื่องเล็ก ให้เป็นเรื่องใหญ่ หวังจะป่วน ทำให้เห็นว่า ประเทศเราไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็น แต่ พอพวกมึง ได้อำนาจ มึงก็จะเอาซ่นตีนปิดปากคนอื่น ทำให้คน กลายเป็นวัวเป็นควายหมด ทั้งประเทศ มึงดูลาว เป็นตัวอย่าง ที่จริง ประเทศคอมมิวนิสต์ทุกประเทศนั่นแหละ มีเสรีภาพ ตรงไหน ไอ้เฮี่ย คอมมิวนิสต์ นี่ แม่งหน้าด้าน และตอแหลที่สุด ไอ้สาด มึงสามารถพูดเรื่อง สิทธิในการแสดงความเห็นได้ กูก็ นับถือ พวก มึงแล้ว ว่า เฮี่ย และ โกหกตัวเองที่สุด ไอ้ควายแดงเอ๊ย. อิ อิ อิ กร๊ากกกกกกกก กั่กกกกกๆๆๆๆๆ

อิ อิ ผมก็ เบื่อ

อิ อิ ผมก็ เบื่อ ที่พวกแม่งโง่อย่าง ควาย แต่ ชอบ พูดคำสูงๆ ชอบ อวดฉลาดอย่างสุดๆ ไอ้พวกโรคจิต พวกนี้ ระบอบของมัน เผด็จการ ปิดปากผู้คนยิ่งกว่าใครทั้งหมด แต่ มันสามารถ ด่าคนอื่นได้ว่า ไร้เสรีภาพ ไอ้พวกควายแดง เอ๊ย อิ อิ อิ

การที่ผู้ต้องหากฎหมายหมิ่นทั้

การที่ผู้ต้องหากฎหมายหมิ่นทั้งหลายต้องย้ายไปนอนในคุกกันเป็นแถวๆนั้น เป็นความอยุติธรรมแน่แท้ เพราะผู้ที่ต้องโทษทั้งหลายเพียงกล่าวหาว่า...เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งถ้าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความจริง ผู้ต้องโทษทั้งหลายก็ไม่ควรโดนต้องโทษ แต่ถ้าเป็นความเท็จ นั้นซิสมควรจะต้องไปนอนในคุก เพราะฉนั้นการส่งคนไปนอนในคุกสิบปี สิบแปดปี โดยไม่มีการชำระความผู้ถูกกล่าวหาเลย กฎหมายดังกล่าวก็เป็นความสุดยอดเผด็จการ เปรียบเสมือนการห้ามวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศที่ปกครองระบบดังกล่าว แล้วเราจะมาปกครองระบบประชาธิปไตยกันหา...ทำไม ?

คำนูน

คำนูน เป็นอดีตคนเดือนตุลาที่เรียกหาลัทธิคอมมิวนีส์ใช่คนๆนี้หรือไม่..เป็นสว. ลากตั้งตอบแทนให้กับ พธม. ใช่หรือไม่..
อ้อเรื่องที่พยายามโยงคดีปั่นหุ้น..เมื่อสองเดือนก่อนออกมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ..พยามยามยัดเยีียดให้เป็นฝีมือของฝ่ายเสื้อแดง..ตอนนี้หมดมุขหรือยังบักแมงอีนูน

เออันนี้ส่วนใหญ่จะได้ยินจากพว

เออันนี้ส่วนใหญ่จะได้ยินจากพวกขี้เหลืองนะ555

NmlFDv jyeggbgjrtif,

NmlFDv jyeggbgjrtif, [url=http://czjegoygwmmf.com/]czjegoygwmmf[/url], [link=http://ybounuhkqowy.com/]ybounuhkqowy[/link], http://gcprgwtnrreq.com/

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน