ระวัง! การทูตเรื่องสิทธิของอาเซียน

 
 


ศุกร์ที่ผ่านมา ผู้แทนภาคประชาชนสังคม 10 ท่าน ได้เรียนรู้ว่า การริเริ่มดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคอาเซียนนั้น แท้ที่จริงแล้วลำบากยากเย็นเพียงใด

ผู้แทนทั้ง 10 ท่าน คาดหมายว่าจะได้พบปะกับผู้นำของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของชาติสมาชิก ชาติละ 1 คน เพื่อพูดคุยก่อนการเริ่มดำเนินการของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน 
 
แต่ทว่าในคืนก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม กล่าวว่า คณะผู้แทนภาคประชาสังคมทั้ง 10 ท่านนั้น จะมีเพียง 5 ท่านเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบผู้นำอาเซียน และเมื่อทั้ง 5 ท่าน มาถึงสถานที่ประชุม เจ้าหน้าที่กลับบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูด
 
ขอต้อนรับเข้าสู่การสนทนาเรื่องสิทธิมนุษยชน สไตล์อาเซียน
 
ในแถลงการณ์ของนักเคลื่อนไหวที่ถูกผู้นำอาเซียนปฏิเสธให้เข้าพบกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็น “การปฏิเสธทั้งภาคประชาสังคมและกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย” ซึ่ง “บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ” ของคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ ขณะที่รายงานของสื่อต่างๆ กล่าวพาดพิงถึงกลุ่มอื่นๆ ว่า “โจมตี” และ “ดูถูก” คณะกรรมาธิการฯ     
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นความวุ่นวายอย่างมากในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
 
เห็นได้ชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า วัตถุประสงค์ของหน่วยงานใหม่ของอาเซียนไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน วัตถุประสงค์ที่แท้จริงเป็นเรื่องตรงกันข้าม
 
อาเซียนได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลขึ้น เพื่อที่รัฐบาลและหน่วยงานด้านสิทธิที่ไร้ประสิทธิภาพของชาติสมาชิกจะสามารถผลักไสการร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิไปให้พ้นเขตแดนของตนเองได้ ในคณะกรรมาธิการฯ นี้ พวกเขาสามารถทำให้เรื่องร้องเรียนเหล่านี้อ่อนลงได้อย่างมืออาชีพ และดำเนินการผ่าน “ช่องทาง” และ “กลไก” ต่างๆ จนกระทั่งประเด็นเริ่มแรกถูกหลงลืม และเจ้าทุกข์ที่เกิดความท้อแท้ยอมเลิกราไป
 
ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการฯ นี้จะไม่ได้มีเจตนาที่จะส่งเสริมในเรื่องสิทธิ แต่ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงของประเทศสมาชิกเพื่อเข้าไปดำรงตำแหน่งในหน่วยงานระหว่างประเทศอันทรงเกียรติ เช่น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (U.N. Human Rights Council)
 
ประเทศไทยได้ประกาศแล้วว่าจะพยายามส่งคนเข้าไปดำรงตำแหน่งสูงสุดในคณะมนตรีฯ ให้ได้ในปีหน้า ผู้แทนในคณะมนตรีฯ คนปัจจุบันของไทยเคยดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้สั่งให้วิสามัญฆาตกรรมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติดหลายพันคน ในปี 2546
 
ในบทบาทใหม่ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียนนั้น เขาผู้นี้ได้ทำงานในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาล ซึ่งบางทีอาจจะด้วยความคาดหวังถึงตำแหน่งที่ใหญ่โตกว่าในห้องประชุมใหญ่ที่นครเจนีวา
 
การที่รัฐบาลของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหล่านี้กำลังดำเนินงานอย่างหนักในทางการทูตด้านสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจนัก กลุ่มผู้แทนภาคประชาสังคมที่ถูกต้มให้เข้าไปสู่วาระทางการทูตต่างหากที่โชคร้าย 
 
ไม่เพียงพิสูจน์ว่ามันเป็นการสูญเสียทั้งเวลาและเงินทองอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น แต่มันกำลังทำลายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเอเชียด้วย
 
การดำเนินงานทางการทูตด้านสิทธิมนุษยชนทำให้กลุ่มต่างๆ เหินห่างต่อการรณรงค์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง การดำเนินงานทางการทูตบังคับให้ต้องเจรจาต่อรองและประนีประนอม มันเป็นการแอบจับมือกันอย่างลับๆ ในที่รโหฐาน ในทางตรงข้าม การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนหมายความถึง การยืนหยัดในหลักการอย่างหนักแน่น ซึ่งจำเป็นต้องเปิดกว้างและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
นักการทูตด้านสิทธิกลัวการอ้าปากพูดออกมาอย่างเปิดเผย เพราะมันอาจจะไปทำให้เจ้าหน้าที่ขุ่นเคือง ไม่พอใจ หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียสถานภาพความเป็นมิตรกับนักการทูตคนอื่น พวกเขายอมทิ้งความสามารถในการสื่อสารในประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสาธารณะไป เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งอันน่าหวงแหนบนโต๊ะเจรจาไว้
 
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มจึงไม่เปิดปากคัดค้านการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยในการปิดปากและจับประชาชนเข้าคุก ในเมื่อตามหลักการแล้ว พวกเขาไม่สมควรแม้แต่จะลังเล
นักการทูตด้านสิทธิอาจจะหลงตัวเองด้วยการคิดว่า พวกเขาสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ผ่านการเจรจาต่อรองแบบเงียบๆ ราวกับว่าพวกเขากำลังตัดสินใจเรื่องข้อตกลงทางการค้า หรือกำลังตกลงซื้อขายอาวุธ ทั้งที่ความจริงแล้ว วิธีการเช่นนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อการรณรงค์ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่แท้จริง
 
นั่นเป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หนึ่งเดียวที่สำคัญที่สุดของการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนก็คือ ทำลายความเงียบที่ดำรงอยู่อย่างเปิดเผย และท้าทายต่อข้อห้ามทั้งหลายที่ปล่อยให้การละเมิดยังคงดำเนินอยู่ต่อไป งานด้านสิทธิมนุษยชนก็คือการยุติการเซ็นเซอร์การถกเถียงในปัญหาที่เป็นสาเหตุให้การละเมิดยังคงมีอยู่
 
การเซ็นเซอร์จะยุติลงได้ด้วยการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในทางตรงข้าม การทูตเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่เพียงแต่หนุนเสริมให้เกิดการเซ็นเซอร์ แต่ยังบีบให้ผู้ที่มีส่วนร่วมเข้าร่วมในการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วย
 
ใครที่เข้าร่วมการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการพูดจาหลอกลวงไม่ควรจะคาดหวังความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น ถ้าหากต่อมาภายหลังพบว่า ตัวเองตกเป็นเหยื่อของความพยายามทางการทูตของตนเอง แล้วออกมาร้องปาวๆ ว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
 
ได้แต่หวังว่า พวกเขาจะได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญว่า การทูตเรื่องสิทธิมนุษยชนกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ ใครก็ตามที่เลือกที่จะใช้วิธีการทางการทูตก็ต้องจ่ายต้นทุนด้วยการยุติการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน และการยุติการรณรงค์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็หมายความถึงการยอมเลิกราต่อจุดยืนในเรื่องสิทธิมนุษยชนไปในที่สุด
 
 
หมายเหตุ
(ออว์ซาร์ ธิ[Awzar Thi] เป็นนามปากกาของกรรมาธิการคนหนึ่งของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเอเชีย ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในฐานะนักส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและนิติรัฐในประเทศไทยและพม่า บล็อก Rule of Lords ของเขาสามรถเข้าไปอ่านได้ที่ http://ratchasima.net)


ที่มา: http://www.upiasia.com/Human_Rights/2009/10/29/beware_of_asean_rights_diplomacy/2062/

นักสิทธิมนุษยชนคือที่ทางสำหรั

นักสิทธิมนุษยชนคือที่ทางสำหรับนักต่อสู้ที่มีเกียรติจริงๆเพราะเข้าใจหลักการถ่องแท้และยอมรับทุกข์จากการยืนหยัดหลักการของสิทธิมนุษยชน เขา ไ ม่ ไ ด้ ต่ อ เ สื้ อ 'เ พื่ อ ป ร ะ ช า ช น' แต่เขา 'ต่ อ สู้ กั บ ป ร ะ ช า ช น' เพื่อขจัดความล้าหลังที่เป็นโทษต่อมนุษยชาติให้หมดไป โดยวิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมศิวิไลซ์ของมนุษยชาตินั่นคือการเอาชนะทางความคิดและปลดปล่อยการมีอคติที่อันตราย

ประเทศไทยคงจะมีแต่เด็กจบมหาวิทยาลัยเรียนแบบท่องจำเรียนวิชาชีพช่าง ไม่เข้าใจหลักการสิทธิมนุษยชนรวมทั้งหลักการและวิถีอารยะของสากล

-*---------------------------

-*------------------------------------

เพื่อไทย-เสื้อแดงสู้เพื่อใคร

--------------------------------------

10 เดือนที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยพรรคพันธมิตรอื่นๆ ร่วมเป็นรัฐบาล มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยซึ่งถูกพรรคประชาธิปัตย์จับขั้วใหม่ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร การต่อสู้ของพรรคฝ่ายค้านได้พยายามดำเนินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเก่า

แม้บางครั้งจะต้องใช้ม็อบคนเสื้อแดงกดดันก็ตาม เพราะสังคมรู้เท่าทันพรรคเพื่อไทยว่ามีเป้าหมายแฝงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้เริ่มที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ด้วยการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ โดยประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หลังจากไปประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างกลุ่มเพื่อนเนวินปฏิเสธไม่สนับสนุนพระราช บัญญัติดังกล่าว

แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยลดละความพยายาม โดย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ออกมาปล่อยข่าวว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เบื่อพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมกับเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งการแพลมเรื่องดังกล่าวของ ร.ต.ท.เชาวริน คล้ายกับการนำเสนอเรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

เกม นี้ผู้จัดการรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รู้เท่าทันและได้ออกมาปฏิเสธชนิดตัดเยื่อขาดใย แม้ว่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552

และอีกต่อมาหลายครั้งหลายคราม็อบกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งก็นำ โดยสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะได้นัดชุมนุมและเคลื่อนย้ายมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและขับไล่รัฐบาลตลอดมา

ไม้ตายที่ได้เห็นอีกก็คือการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วาง ใจรัฐบาล ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาขู่ว่าเป็นไม้ตายที่รัฐบาลหมดหนทางดิ้นแน่นอน เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับประเด็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ในวงเงิน 250 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์รับมาจาก ทีพีไอ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีอะไรและทุกอย่างก็ผ่านไปโดยคณะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายถูก โหวตให้ได้รับชัยชนะ

และก็ไม้ตายอีกนั่นแหละที่ย้ำว่าเป็นขั้นสุดท้ายม็อบเสื้อแดงจะชุมนุมยืด เยื้อเพื่อไล่รัฐบาลแบบไม่ชนะไม่เลิก

ออว์ ซาธิ

ออว์ ซาธิ พูดได้ถูกอย่างทิ่มแทง "พวกหากันด้านสิทธิ" ในไทยอย่างแท้จริง

ผมชอบประโยคนี้ "ในคณะกรรมาธิการฯ นี้ พวกเขาสามารถทำให้เรื่องร้องเรียนเหล่านี้อ่อนลงได้อย่างมืออาชีพ และดำเนินการผ่าน “ช่องทาง” และ “กลไก” ต่างๆ จนกระทั่งประเด็นเริ่มแรกถูกหลงลืม และเจ้าทุกข์ที่เกิดความท้อแท้ยอมเลิกราไป"

คณะกรรมาธิการกร๊วกของไทย นอกจากไม่ได้สนับสนุนเรื่องสิทธิ์ แต่ยังทำให้ประเด็นปัญหาอ่อนลง และถูกปิดปากเงียบไปในที่สุด

ผมถึงว่าคนพวกนี้ ไร้คุณค่ายิ่งกว่าผู้ประกอบอาชีพ "แมงดา"

แมงดายังยอมรับในความไร้เกียรติของตัวเอง แต่นักหากินด้านสิทธิ์ของไทย ยังหน้าด้านยกย่องตัวเองขณะที่หากินอยู่บนการละเมิดสิทธิของคนที่เป็นเหยื่อฯ

ทุเรศครับ ...สำหรับคณะกรรมาธิการสิทธิของไทย และอาเชียน ...ไร้ประโยชน์ เป็นเครื่องมือของเผด็จการ

"แมงดายังยอมรับในความไร้เกียร

"แมงดายังยอมรับในความไร้เกียรติของตัวเอง แต่นักหากินด้านสิทธิ์ของไทย ยังหน้าด้านยกย่องตัวเองขณะที่หากินอยู่บนการละเมิดสิทธิของคนที่เป็นเหยื่อฯ "

เหนือคำบรรยายครับ

คนไทยภูมิใจเถอะครับ

คนไทยภูมิใจเถอะครับ เพราะมี"สิทธิ"อยู่อย่างหนึ่งที่คนทั้งโลกเขาไม่มี คือ"สิทธิที่จะถูกละเมิดเสรีภาพการแสดงออก"โดยทั่วหน้า ไม่ว่าคุณจะอยากได้สิทธินี้หรือไม่ มันก็ติดตัวคุณมาแต่เกิดจนตายเป็นผี สิทธินี้ก็ยังติดตัวไป จนกว่าจะเกิดเป็นหมา สิทธินี้ก็จะติดตัวต่อไป เป็นหมาที่ถูกละเมิดอีก แถมยังจะมาบังคับให้เราก้มหน้ายอมรับการละเมิดด้วยความเต็มใจ? หมามันยังมีสิทธิเลือกว่ามันจะ"รัก"เจ้านายมันหรือไม่ แต่คนไม่มีสิทธิ

โคตรภูมิใจจริงๆ เกิดมาในประเทศตอแหลแบบนี้ uniqueจริงๆ

หมามันยังมีสิทธิเลือกว่ามันจะ

หมามันยังมีสิทธิเลือกว่ามันจะ"รัก"เจ้านายมันหรือไม่ แต่คน"ไทย"ไม่มีสิทธิ

หมามันยังมีสิทธิเลือกว่ามันจะ

หมามันยังมีสิทธิเลือกว่ามันจะ"รัก"เจ้านายมันหรือไม่ แต่คน"ไทย"ไม่มีสิทธิ

ถ้าผู้เขียนบทความหมายถึง

ถ้าผู้เขียนบทความหมายถึง "ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี" เธอไม่เคยยุ่งเกี่ยวใดๆ กับ ดร.ทักษิณ ชินวัตรค่ะ
อาจารย์ศรีประภาไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งกับนักการเมือง

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน