“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน1)
ในช่วงเกือบ 20 ปี ระหว่างต้นทศวรรษ 2510 ถึงกลางทศวรรษ 2520 เมื่อมีสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาล ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างถือเอาวันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันสำคัญ” โดยเฉพาะฝ่าย พคท. (ฝ่ายรัฐบาลถือเป็น “วันสำคัญ” ตามฝ่ายพคท.) คือ ถือว่าเป็นวันครบรอบการเริ่มต้นปะทะด้วยกำลังอาวุธระหว่างกัน เรียกตามสำนวนชาวบ้านภาคอีสานว่าวัน “แตกเสียงปืน” (หรือ “เสียงปืนแตก”) มีการจัด “งานรำลึก” ถึงวันนั้นทุกปีในเขต “ฐานที่มั่น” ของ พคท. ในปีหลังๆ ฝ่ายรัฐบาลเองก็จัด “งานรำลึก” บ้าง แต่ทำเป็นทำนอง “ข่มขวัญ” คือ ตั้งชื่องานว่า “วันเสียงปืนดับ” โดยจัดที่บริเวณจังหวัดนครพนม ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “ที่เกิดเหตุ” การปะทะกันครั้งแรกนั้น (หมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ทางฝ่าย พคท. มีการผลิตบทกวี และเพลง สดุดี “7 สิงหา” จำนวนมาก ในฐานะที่เป็น “วันเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” รวมถึงเมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลา ก็ไปแต่งบทกวีและเพลงทำนองนี้หลายชิ้น (เช่น เพลงที่ขึ้นต้นว่า “ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดัง 7 สิงหา ปลุกมวลประชาลุกขึ้นมาจับปืน หมู่บ้านนาบัวปืนรัวก้องอาจหาญ เป็นสัญญาณลุกขึ้นต้านหมู่มารไพรี . . .”)
ในความเป็นจริง ในขบวนของ พคท.เอง รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปะทะ 7 สิงหา น้อยมาก (เช่นเดียวกับเรื่องราวประวัติพรรคอื่นๆ เช่น สมัชชาครั้งแรกที่ว่าเป็นวันก่อตั้งพรรค หรือสมัชชาครั้งที่ 3 ที่ว่าเป็นการตัดสินใจเดินแนวทางชนบทล้อมเมือง ฯลฯ) ในเอกสารภายในเรื่อง “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคคนสำคัญ ก็มีกล่าวถึงเพียงว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั่นคือ กรณี ‘7 สิงหาคม’ เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูมาล้อม เราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูชั้นนายสิบตำรวจตาย 1 คน นายพันตำรวจโท ขาหัก 1 คน นี่เป็นกรณีใหญ่ ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ” (ดู ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, มกราคม 2546, หน้า 188) ในงาน “7 สิงหา” ปี 2525 ของฐานที่มั่นแห่งหนึ่ง วิรัช เล่าเพิ่มเติมว่า “กรณี 7 สิงหาคม . . . แน่นอนการปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว ก่อนหน้านั้นก็มี แต่ว่าครั้งนั้น เนื่องจากมีตำรวจตายคนหนึ่ง และบาดเจ็บ 2-3 คน โดยเฉพาะผู้บาดเจ็บเป็นรองผู้กำกับจังหวัด คือ พตท.สงัด โรจนภิรมย์ (ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นนายพลแล้ว) กรณีนี้จึงดังไปทั่วประเทศ” (จุลสารมหาชน ชุด “ประวัติบุคคล” อันดับ 1, โรเนียว ไม่มีเลขหน้า)
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการเล่ารายละเอียดของกรณีนี้ที่มากกว่านี้ แบบปากต่อปากตามฐานที่มั่น โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนเหนือ และโดยเฉพาะ เมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลาและไปแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวหรือ “ตำนาน” เก่าๆ (ประเภท “จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนอยู่ป่าเป็นยังไง ตายยังไง” อะไรทำนองนี้) เมื่อผมเข้าไป “ทัศนศึกษา” ที่ฐานที่มั่นภูพานในเดือนมกราคม 2523 ก็ได้ยินการเล่าเรื่องนี้ มีการพูดถึง “สหายเสถียร” ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้นำของ “ฝ่ายเรา” ในการปะทะครั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด มีนักศึกษาที่เข้าป่าคนหนึ่งเอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สหายเสถียร” และกรณี 7 สิงหานี้ ไปผูกเขียนเป็นเชิงสารคดีหรือนิยายด้วย ในบันทึก สู่สมรภูมิภูพาน ของ อุดม สีสุวรรณ และในคำให้สัมภาษณ์ของ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคนสุดท้าย ที่ตีพิมพ์ใน สารคดี เมื่อเร็วๆนี้ ก็เล่าถึง “วีรกรรม” ของ “สหายเสถียร” เมื่อ “7 สิงหาคม 2508” ผมจะกลับมาพูดถึงการเล่าของอุดมข้างล่าง ในส่วนของ ธง แจ่มศรี ยังระบุว่า หลังการปะทะ กรมการเมืองของ พคท.ได้มีมติให้ถือว่า วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก” เขาไม่ได้ระบุว่า มตินี้มีขึ้นในการประชุมกรมการเมืองครั้งไหน แต่มีการเรียกประชุมกรมการเมืองในเดือนต่อจากการปะทะ คือ กันยายน 2508 ซึ่งที่ประชุมได้ยืนยันให้ลงมือต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตที่มีเงื่อนไขได้ (ดูบทความของผมเรื่อง “ประวัติ พคท.ฉบับ พคท.”, ฟ้าเดียวกัน, 1:1, หน้า 168) เป็นไปได้ว่า มติเรื่องเรียก 7 สิงหาว่า “วันเสียงปืนแตก” ถ้ามีจริง ก็อาจจะมีขึ้นในการประชุมครั้งนี้เอง
แต่เมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างที่ผมเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์เรื่องขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ผมพบข้อมูลว่า วันที่เกิดการปะทะที่มีชื่อเสียงนี้ น่าจะไม่ใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่เป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508 ผมเคยเล่าข้อมูลที่พบนี้ให้เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งฟัง แต่ไม่เคยเขียนออกมา เพราะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญเชิงประวัติศาสตร์นัก เพราะจะเป็นวันที่ 7 หรือวันที่ 8 ก็ไม่ต่างกันนัก ถ้ามีการปะทะจริงๆ (และมีหลักฐานว่าปะทะกันจริง ดังจะกล่าวต่อไป) การที่ฝ่าย พคท.จะ “ฉลองผิดวัน” ก็ไม่สู้สำคัญนัก
บัดนี้ ผมรู้สึกว่า ไหนๆ “วันเสียงปืนแตก” ก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ และไหนๆ ผมก็มีข้อมูลอยู่ในมือ และแม้ว่า “ข้อมูลใหม่” นี้คงจะไม่ทำให้การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของเราต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ (เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้) ก็คงไม่ถึงกับเป็นการไร้ประโยชน์เสียทีเดียวที่จะเผยแพร่ข้อมูลนี้ ประกอบกับ ผมคิดว่า คนรุ่นหลังคงจะมีที่เคยเห็นหลักฐานร่วมสมัย (ในกรณีนี้คือข่าวหนังสือพิมพ์) เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยหรือไม่มีเลย และสำหรับคนรุ่นนั้นที่เคยเห็นก็อาจจะจำไม่ได้แล้ว หรืออาจจะจำผิด ข้อมูลนี้จึงอาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ในเชิงสนองความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) ได้บ้าง
พูดถึงการที่คนรุ่นก่อนที่เคยเห็นข่าวเรื่อง “วันเสียงปืนแตก” ในสมัยนั้นจริงๆ แต่ภายหลังจำไม่ได้หรือจำผิด ผมขอกลับไปที่คำบอกเล่าของอุดม สีสุวรรณ ใน สู่สมรภูมิภูพาน ใครที่เคยอ่านงานนี้อาจจะจำได้ว่า อุดม “เปิดฉาก” ด้วยการเล่าถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันแต่งงานครั้งที่ 2 ของเขา เขาตั้งชื่อบทที่ 1 ว่า “คืนวันที่ 6 สิงหาคม 2508” เมื่อเล่าไปถึงบทที่ 3 ที่เขาตั้งชื่อว่า “เสียงปืนดังขึ้นบนที่ราบสูง” อุดมเขียนว่า
“เช้าวันที่ 8 สิงหาคม ผมไปทำงานตามปกติ... ที่ถนนข้าวสาร บางลำพู...ผมขึ้นรถสีเทาสายดอนเมือง-สนามหลวงจากสะพานควายมาลงที่สี่แยกคอกวัว แล้วก็เดินไปที่สำนักงาน พอโผล่เข้าไปก็เห็นช่างพับหญิง 2-3 คนกำลังเร่งพับหนังสือพิมพ์อยู่ บนโต๊ะพับกระดาษ มีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวางอยู่ข้างๆ เหลือบตาดู เห็นพาดหัวตัวใหญ่มีข้อความทำนองว่า ได้มีการปะทะกันแล้ว และมีคนตาย 1 คน ผมหยิบขึ้นมาอ่านดู เห็นมีรูปชายผู้หนึ่งนอนคว่ำตายอยู่บนพื้น แต่งชุดสีดำ สวมหมวกเบเร่ต์ ในข่าวกล่าวว่ามีการปะทะระหว่างผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ก่อการร้ายตายหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหนึ่ง จากข่าวนี้รู้ได้ทันทีว่าได้มีการปะทะกันแล้วระหว่างเจ้าหน้าที่กับฝ่ายปฏิวัติ” (อ้างจากฉบับพิมพ์รวมเล่มปี 2532, หน้า 35)
อุดมไม่ได้ระบุว่า หนังสือพิมพ์ฉบับที่เขาเห็นคือหนังสือพิมพ์อะไร แต่ผมขอเสนอว่าสิ่งที่เขาจะต้องจำผิดแน่นอนคือเรื่องวันที่ที่เขาเห็นหนังสือพิมพ์นั้น ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคม (อันที่จริง ผมเชื่อว่า เขาไม่ได้จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคมจริงๆ เขาเพียงแต่นึกถึง “ความจริง” ที่ว่า “วันเสียงปืนแตก” คือ วันที่ 7 สิงหาคม แล้วสรุปว่า เขาจะต้องเห็นข่าวเรื่องนี้ในวันต่อมาคือ 8 สิงหาคม) เหตุที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะเมื่อผมไปค้นหนังสือพิมพ์สมัยนั้นดู ผมพบว่า การปะทะเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 และ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในวันที่ 9 สิงหาคม
รายงานการเคลื่อนไหวของ “แดง” ก่อน 8 สิงหาคม 2508 ใน Bangkok Post
เท่าที่ผมสามารถบอกได้จากการค้นคว้า Bangkok Post เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของพวก “แดง” (คอมมิวนิสต์) ทางภาคอีสานมาตั้งแต่ต้น อันที่จริง Post คงได้ข่าวว่าระแคะระคายว่า มีความเคลื่อนไหวสำคัญของคอมมิวนิสต์ในภาคนั้น จึงได้ถึงกับส่ง เท่ห์ จงคดีกิจ ผู้ช่วยบรรณาธิการไปตะเวณสืบข่าวในพื้นที่โดยตรง ตั้งแต่กลางปีนั้น คืออย่างน้อย 3 เดือนก่อน “วันเสียงปืนแตก” และทำเป็นรายงานข่าวพิเศษมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
ก่อนหน้านั้น ในปี 2505 เมื่อ พคท.เริ่มเปิดดำเนินการสถานีวิทยุของตนที่ชื่อ “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ สปท. ใหม่ๆ Post เคยรายงานข่าวเรื่องนี้ โดยอ้างประเสริฐ รุจิระวงศ์ อตร.ขณะนั้น ระบุว่า ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินการ (ดูภาพประกอบที่ 1) เรื่องปรีดีเกี่ยวพันกับ สปท.นี้ ฟังดูเป็นการมั่วข่าวอย่างสุดๆ ของทางการ แต่ผมอยากกล่าวในที่นี้เพียงว่า ในหมู่ชาว พคท.เอง มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ผมต้องเก็บไว้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ในคราวอื่น

ภาพประกอบที่ 1
Bankok Post ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2505 หน้า 1
กลางเดือนพฤษภาคม 2508 Post ตีพิมพ์รายงาน “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ” ของเท่ห์ เริ่มจากฉบับวันที่ 13 ในหน้าหลัง โดยลงรูปเท่ห์ โฆษณาไว้ในหน้าแรก “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ – หน้าหลัง โดย ผู้ช่วยบรรณาธิการ Post เท่ห์ จงคดีกิจ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางอย่างกว้างขวางเพื่อหาข้อเท็จจริง ในจังหวัดต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นเขตที่มีแนวโน้มจะเกิดปัญหายุ่งยาก” ใต้รูปเท่ห์มีแผนที่ แสดงให้เห็นเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพไปที่หนองคายตรงข้ามกับเวียงจันทน์ โดยผ่านโคราช, ขอนแก่น และ อุดร จากหนองคายย้อนกลับมาที่อุดร แล้ววกไปทางสกลนคร จากสกลนครไปที่ตัวจังหวัดนครพนม แล้วต่อมาที่อำเภอธาตุพนม และนาแก หลังจากนั้น ลงใต้มาที่มุกดาหาร แล้วต่อไปอุบล จากอุบล วกมาทางศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ กลับมาที่โคราช และกรุงเทพ (ภาพประกอบที่ 2) เข้าใจว่า เส้นทางนี้ความจริง คือเส้นทางการเดินทางของประภาส จารุเสถียร ในการตรวจเยี่ยมโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) “ในเขตพื้นที่ล่อแหลม” ทางภาคอีสาน โดยเท่ห์ติดตามไปด้วย(รายงานของเท่ห์ไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องนี้ แต่มีการเอ่ยถึงประภาส ว่าอยู่ระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมโครงการ รพช. และมีคำให้สัมภาษณ์ของประภาสสอดแทรกในรายงานของเท่ห์ รวมถึงมีการรายงานคำสัมภาษณ์ของประภาส จากอุบล เรื่องรัฐธรรมนูญตีพิมพ์เป็นเรื่องหลักของหน้า 1 ฉบับวันที่ 13 นี้ด้วย)

ภาพประกอบที่ 2
Bangkok Post ฉบับวันที่

ภาพประกอบที่ 3
Bangkok Post ฉบับวันที่

Bangkok Post
ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2508 หน้าแรก
วันต่อมา Post ตีพิมพ์รายงานอีกชิ้นหนึ่งของเท่ห์เป็นเรื่องหลักของหน้าแรก (ดูภาพประกอบที่ 4) โดยพาดหัวตัวโตว่า “ความหวาดกลัว (การก่อการร้าย) ในตะวันออกเฉียงเหนือ” (Terror in Northeast) พร้อมหัวรองว่า “ฆาตรกรลึกลับสังหารผู้ใหญ่บ้านในงานวัดนาแก ในการลอบฆ่าสยองขวัญรายล่าสุด . . .” ในรายงานเล่าว่า เมื่อคืนวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอนาแกถูกยิงตายสยองในงานวัด จากทางด้านหลังศีรษะ กระสุนทะลุออกทางลูกตา ท่ามกลางฝูงชนที่มาเที่ยวงาน นับเป็นรายล่าสุดของการฆ่าลึกลับ ที่รวมถึงการฆ่ากำนันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม โดยผู้ตายทั้งคู่เป็นสายให้ตำรวจ ไม่เป็นที่รู้โดยแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่เชื่อว่าเป็นฝีมือของชายหนุ่มราว 12 คนจากบ้านดงหลวง ที่หลบเข้าป่าไปก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ เท่ห์กล่าวว่าถ้าจริง พวกเขาก็จะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มแรกที่ปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย “เข้าทำนอง ไทยกง (เหมือนพวกเวียดกง ในเวียดนามใต้)” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บางส่วนในกรุงเทพไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ เพียงแต่เป็นพวกที่กลัวถูกจับ (ในฐานะคอมมิวนิสต์) จึงหลบเข้าป่าไป พร้อมปืนเพื่อป้องกันตัว เท่ห์กล่าวว่า การฆ่าตำรวจและสายตำรวจอย่างลึกลับที่ติดต่อกัน สร้างความหวาดกลัวอย่างมากในหมู่บ้าน มีข่าวว่า ก่อนการฆ่าบางราย จะมีการกระซิบกระซาบในหมู่ชาวบ้านล่วงหน้าว่า ใครจะเป็นผู้ถูกฆ่ารายต่อไป เจ้าหน้าที่บางคนหวาดกลัวมาก ทุกครั้งที่เข้าโรงหนังต้องคอยหันกลับไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลังตัวหรือไม่
การปะทะวันที่ 8 สิงหาคม 2508: “วันเสียงปืนแตก”
เกือบ 3 เดือนต่อมา ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 Bangkok Post ก็ตีพิมพ์ในหน้าแรก (ต่อไปถึงหน้าหลัง) ข่าวการ “ปะทะใหญ่” ที่นครพนม (Post ใช้คำว่า battle) ผมจะขอแปลรายงานข่าวนี้ทั้งหมดมาให้ดูกันข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า ที่รายงานข่าวกล่าวถึง พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ “ให้สัมภาษณ์จากเตียงคนเจ็บ ในเช้าวันนี้” คือวันที่ 9 สิงหาคม ได้ ก็เพราะสมัยนั้น Postออกวางตลาดตอนบ่าย (เหมือน สยามรัฐ) จากรายงานข่าวทั้งหมด จะเห็นว่า เกือบไม่ต้องสงสัยว่า เหตุการณ์ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันภายหลังในฐานะ “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508 ขอให้สังเกตรายละเอียดจากการบอกเล่าของ พตอ.สงัดเอง ที่ระบุได้ชัดเจนเรื่องการ “เดินทางตลอดคืนวันเสาร์” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. เมื่อวานนี้”
รายงานข่าวของ Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 มีข้อความทั้งหมด ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่ 5 ถึง 7)
ระดมกวาดล้างพวกแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การรบ

ภาพประกอบที่ 5
Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าแรก

ภาพประกอบที่ 6
Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง

ภาพประกอบที่ 7
ภาพ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ จาก Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง
คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า
“พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเช้านี้”
หมายเหตุประชาไท : บทความนี้เคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท และโปรดติดตามตอน 2 ซึ่งยังไม่เคยเผยแพร่ที่ใด
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












เรื่องนี้มีความหมายอะไรกับผู้
เรื่องนี้มีความหมายอะไรกับผู้อ่านทั้วไปครับ? คนส่วนใหญ่เชื่อว่าวันที่๗คือวันเสียงแตกไม่ใช่หรือครับ? นี่อาจจะน่าสนใจสำหรับคนที่ชอบเรื่องประวติศาสตร์ของเควื่อนไหวโคมีนิสต์ไทย(ความจริง ผมเองสนใจครับ:) แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับผู้อ่านทั้วไป
ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท
ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ต้องเปิดโอกาสให้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิตส์ ลงแข่งขันทางการเมืองได้ ผมว่ามันน่าจะเป็นไปได้นะ มันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเลื่อกทางเดินของชีวิตตนเอง ก็อยากดูเหมือนกันว่าจะมีคนเลื่อกมากหรือไม่ แต่คงฝันไปเท่านั้นแหละ เพราะประเทศนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ระบอบศักดินายังครอบงำความคิดคนไว้อยู่ ก็ว่ากันไป ผูกขาดความดีไว้ฝ่ายเดียว ผมไม่ใช่เสื้อแดง เสื่อเหลืองนะครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
ประเทศไทยยกเลิก
ประเทศไทยยกเลิก anti-communism law แล้วไม่ใช่หรือครับ? ผมเคยอ่านข่าวในหน้งสือพิมพ์ว่า มีคนกำลังจะจัดตั้นพรรคใหม่ปีสองปี่ที่แล้ว
"เรื่องนี้มีความหมายอะไรกับผู
"เรื่องนี้มีความหมายอะไรกับผู้อ่านทั้วไปครับ?...
....ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับผู้อ่านทั้วไป "
คุณคนญี่ปุ่นใช้สติปัญญาส่วนไหนตัดสินครับว่าบทความไหนเหมาะกับนทั่วไป
บทความไหนเหมาะกับคนที่ไม่ธรรมดา(ทั่วไป)แบบคุณ???
เพราะว่าผมคิดตัวเองว่าคนไม่ธร
เพราะว่าผมคิดตัวเองว่าคนไม่ธรรมดา ก็เลยคิดว่าคนธรรมดาไม่ค่อยสนใจกับเรื่องนี้มากนักครับ :) ผมว่าพรรคคอมิวนิสต์เองก็นับว่าวันที่ ๗ คือวันที่ระลึก เห็นเหมือนว่าพวกเขาไม่ค่อยสนใจความเชื่องมงายเกียวกับตัวเลขนักครับ
วันที่ 7 สิงหาคม นับว่าเป็น
วันที่ 7 สิงหาคม นับว่าเป็น “วันประวัติศาสตร์ของไทย” วันหนึ่ง
ซึ่งเป็นวันที่ “ไทยฆ่าไทย” กันเอง
40 กว่าปีผ่านไป…ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
แนวทางของคอมมิวนิสต์นั่น “ผิดพลาด”
เจตนาอาจจะมีส่วนดี แต่การใช้ “วิธีการรุนแรง” นั้นผิดพลาด
ขณะนี้ประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย
หันกลับมาใช้แนวทางเสรีนิยม ประชาธิปไตยประยุกต์กันหมดแล้ว
เวลาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
ผู้เข้าร่วมกระบวนการคอมมิวนิสต์ในอดีตทั้งหลายนั้น
“ผิดพลาด” หรือ “หลงผิด” นั่นเอง
ดั่งเนื้อเพลง “แผ่นดินไทย” ที่ได้ฟังตอนเด็กๆ จนคุ้นที่ว่า
“เหล่าร้ายลัทธิชั่ว แสนเมามัวมิพึงต้องการ….”
ครับผม...
ผมคิดว่า
ผมคิดว่า ทำให้ข้อความนี้เป็นข้อความสุดท้ายดีกว่านะครับ จะได้ตัวเลขเป็น 8-8-08 และ 8 ....:)
คงจัดตั้งไม่ได้ครับ
คงจัดตั้งไม่ได้ครับ ถ้ารธน.ยังระบุว่าประเทศไทยปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะพคท.เขาก็ระบุว่า จะโค่นล้มจักรวรรดินิยมและศักดินา อยู่ออกชัด
ต้องขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ ที่กรุณานำเกร็ดประวัติศาสตร์ร่วมสมัยชิ้นนี้มาเล่าสู่กันฟัง ส่วนใครหลวมตัวแสดงความเห็นในหัวข้อนี้ ก็เท่ากับว่า เปิดเผยอายุตัวเองออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ส่วนจะเปิดเผยอะไรอีกหรือไม่ ตีความเอาเอง
มีเกร็ดเล้กน้อยจะมาแบ่งปันกัน เรื่องเร่งรัดพัฒนาชนบทหรือ รพช. ที่ชาวบ้านสมัยนั้นเขาเรียกอีกอย่างว่า รวมพวกชั่ว เพราะชื่อเสีย(ง)อันโด่งดังของการทุจริต คอร์รัปชั่น ระดับตำนานอันหนึ่งทีเดียว มีโครงการตัดถนนสายยุทธศาสตร์เข้าไปในป่าลืกมากมาย แต่ไม่มีใครใช้ หรือกล้าใช้ แม้แต่ทหารเอง เพราะกลัวกับระเบิดหรือการซุ่มโจมตี การเป็นถนนควายเดิน หรือบางทีก็ไม่มีใครรู้ว่า ถนนนั้นมีอยู่จริงในโลกนี้หรือไม่ เพราะสร้างเข้าไปในป่า คนตรวจรับงานบางทีก็นั่งตรวจรับงานในศาลากลางฯ คนรับเหมาก่อสร้างก็สร้างบ้างไม่สร้างบ้างแล้วแต่กรณี เพราะผู้รับเหมาเองก็ทราบดีว่า การทำงานในเขตแดงแบบนั้น ต้องส่งส่วยให้ทั้งรพช.เจ้าของงบฯ และให้คอมฯในพื้นที่เพื่อแลกกับการคุ้มครองความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก ไม่อย่างนั้นมีหวังถูกเผารถแทรกเตอร์ ฯลฯ แต่ที่แน่ๆ โครงการเหล่านี้สร้างความร่ำรวยให้ทั้งผู้รับเหมา และจนท.รพช. จนรวยไม่รู้ตัว เพราะขาดการตรวจสอบ โก่งราคารับเหมากับเป็นเท่าตัว แบ่งกันแบบครึ่งๆ คิดง่ายๆ ไม่ต้องคำนวนให้ยาก จนหลายคนตั้งตัวได้ ก็ต้องขอบคุณคอมมิวนิสต์จริงๆ
ชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมกับพคท.ด้วยความสมัครใจก็มี ด้วยความคับแค้นจากความอยุติธรรมจากจนท.ของรัฐ ส่วนที่เหลือก็ทำตัวเป็นสายให้ข่าว ทั้งเต็มใจและแกมบังคับก็มี บางคนก็ทำตัวเป็นนกสองหัว ให้ข่าวทั้งสองฝ่าย เพราะเกรงอิทธิพลทั้งสองด้าน ก็ต้องเห็นใจเพราะทุกคนก็อยากเอาตัวรอดทั้งนั้น เหมือนกรณีจิตร ถูกลอบยิง ก็เพราะชาวบ้านให้ข่าวสองด้านแบบนี้แหละ
ถ้าคุณเป็นคนพื้นที่อีสานจริง หรือเคยมี"ประสบการณ์" จะทราบว่า พื้นที่ป่าในอีสาน ไม่ไช่ป่าทึบไม้สูงใบบังเหมือนทางใต้ แต่เป็นป่าโปร่ง สลับกับทุ่งแบบสวันนา ทำให้การเดินเข้าป่าทำได้ง่าย พคท.จึงไม่มีเขตฐานที่มั่นหรือเขตอำนาจรัฐที่แท้จริง เวลาทหารบุกปราบก็จะถอยร่นเข้าป่าลึกต่อไป แล้วหาโอกาสตีโต้ เมื่อทหารถอยก็เข้าครองพื้นที่เหมือนเดิม เพราะรู้ว่าทหารไม่กล้าตั้งฐานกำลังถาวรกลางป่าลึกแน่ๆ
เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าได้อีกหลายชั่วอายุคน ส่วนใครจะวิจารณ์ว่านโยบายของพคท.ถูกหรือผิดอย่างไร ก็ตามสบาย ผมไม่มีความเห็น
แต่ที่แน่ๆ สังคมจะไม่มีวันเป็นสุขสันติ หรือสมานฉันท์จริงๆได้เลย ถ้าคนในสังคมยังไม่เสมอภาคกัน นอกจากสมานฉันท์แบบตอแหลที่เห็นบนบิลบอร์ดข้างทางด่วน ที่เห็นทีไรก็คลื่นใส้เหมือนคนแพ้ท้อง แต่ผมแพ้ความตอแหล
คุณคนญี่ปุ่นโปรดทราบ เรื่องคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องที่คนธรรมดาอย่างผมหรือใครๆ ก็มีสิทธิที่จะเรียนรู้ได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามใดๆ สังคมจะก้าวหน้าได้ พัฒนาได้ก็อาศัยการเรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตครับ ยกเว้นคนที่ไม่อยากก้าวหน้า เพราะเขาได้ประโยชน์จากความล้าหลังในปัจจุบัน ก็ต้องพยายามไม่ให้คนอื่นได้เรียนรู้ เพื่อkeep their status quo
ถ้าอยากรู้แค่ผู้การสงัดโดนยิง
ถ้าอยากรู้แค่ผู้การสงัดโดนยิงวันที่เท่าไหร่แน่ ก็โทรถามลูกชายท่านดูก็ได้ ชื่อ อัจฉริยะ เป็นเจ้าของ บริษ้ท เออร์บัน อาร์คีเทค คำตอบแกถูกต้องแน่นอนไม่ต้องเดาต่อ....
ขอบคุณครับ เรื่องนี้ผมอยากรู้
ขอบคุณครับ เรื่องนี้ผมอยากรู้ เพราะสงสัยมาว่าเขาสำเร็จได้หรือเปล่า ผมรู้ว่าพรรคคอมิวนิสต์เป็นเรื่องธรรมดา ที่ญีปุ่นก็มีพรรคนั้นตามกฎหมายมานานแล้วหลังสงคราม แต่ Communist Party of Japan เปลื่ยน platform พรรคได้นานแล้วว่า พรรคนี้ยอมรับระบบจักรพรรดิที่มีอยู่ตอนนี้ เพื่อที่จะขยายความสนับสนุนในประชาชนทั่วไป ผมคิดว่า ถ้า Communist ไทยจริงๆอยากตั้งพรรคไหม่ และอยากสร้างพรรคนี้ที่มีความหมายอะไรกับสังคมไทยอย่างจริงจัง เขาก็ต้องระบุตรงนี้อย่างชัดเจน ใน platform พรรค แบบที่ไม่มีความสงสัยเหลืออะไรเลย ครับ
ขอไทษครับ ผมว่า Japanese
ขอไทษครับ ผมว่า Japanese Communist Party เปลี่ยนนโยบาลหลักของพรรคได้ ๑๐ กว่วปีก่อน แต่เช็คข้อมูลในเน็ทแล้วก็รู้ว่าเขาเปลี่ยนได้หกปี คงไม่น่าเขียนว่า "นานแล้ว" ครับ
ตอบตรงดีครับ
ตอบตรงดีครับ ถ้างั้นก็เปิดพื้นที่ให้กับบทความที่ดูไม่ธรรมดาบ้างนะครับ
เผื่อจะมีผู้อ่านที่ไม่ธรรมดาแบบคุณบ้าง
ขอบคุณสำหรับข้อมุลนะครับ
ขอบคุณสำหรับข้อมุลนะครับ (ผมเข้าใจว่า แสดงว่า คุณสงัดเอง ไม่มีชีวิตแล้ว?)
ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากลองถามๆทายาทดูเหมือนกันนะครับ
แต่ส่วนว่า ทายาท จะต้อง "รู้แน่นอน" ในแง่เป็นวันที่ใด และ สิ่งที่ทายาทรู้มา ต้องถูกต้อง อันนี้ ก็ไม่เสมอไปนะครับ
และ เรื่องที่เขียนนี้ ก็ไม่ใช่ "เดา" นี่ครับ มีหลักฐาน รายงานข่าวชัดเจน (ยังมีอีก ผมยังเขียนไม่หมด นสพ.สมัยนั้น ทุกฉบับ คืออีก 4-5 ฉบับรายงานตรงกันหมดว่า เป็น 8-8-08 ครับ
แต่ก็ขอบคุณอีกครั้งเรื่องข้อมุลนะครับ
เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยครับ
"พตอ.สงัด
"พตอ.สงัด ซึ่งนำกำลังตำรวจหน่วยดังกล่าวด้วยตัวเอง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุน 3 นัด เขาถูกนำตัวเข้ากรุงเทพโดยเฮลิคอปเตอร์และนำส่ง รพ.ตำรวจเมื่อคืนนี้ เขายังไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของ 1 ในตำรวจลูกน้องของเขา พล.ต.ต.เอื้อ เอี่ยมพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภาคสี่ (ซึ่งคลุมนครพนม) ได้สั่งให้ส่งกำลังตำรวจไปเสริมในพื้นที่แล้ว พตอ.สงัด ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ประกาศว่าพ้นขีดอันตรายแล้วเมื่อเช้านี้ ได้ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์จากเตียงคนเจ็บ เช้าวันนี้ว่า"
"เขาถูกนำตัวเข้ากรุงเทพโดยเฮลิคอปเตอร์และนำส่ง รพ.ตำรวจเมื่อคืนนี้" และ "พตอ.สงัด ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ประกาศว่าพ้นขีดอันตรายแล้วเมื่อเช้านี้ ได้ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์จากเตียงคนเจ็บ" หมายถึวว่านักข่าวสัมภาษย์เมื่อไรครับ
เห็ตุการเกิดขึ้น วันที่๘ ประมาณ เจ็ดโมงเช้า
นำตัวตำรวจเข้ากรุงเทพการคืน วนัที่ ๘
โรงพยาบาลกรุงเทพฯนั้นประกาษตอนเช้าวันที่ ๙ ว่า พ้นขีดอันตราย แล้วอนุญาตให้นักข่าวสัมภาษย์
ถ้าอย่างนั้น วันที่ออกข่าวน่าจะเป็นวันที่ ๑๐ ไม่ใช่หรือนะครับ?
อีกเรื่องหนึ่ง อาจารย์เขียนว่า "ให้สังเกตรายละเอียดจากการบอกเล่าของ พตอ.สงัดเอง ที่ระบุได้ชัดเจนเรื่องการ “เดินทางตลอดคืนวันเสาร์” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. เมื่อวานนี้”
"คืนวันเสาร์" หมายถึงว่า เช้ามืดของ"วันเสาร์"ก็ได้ใช่หมายครับ
ผมไม่ใช่ว่าหาเรื่องนะครับ แต่คิดเดาอย่างนี้อย่างนั้น มันสนุกครับ
ผมคิดว่า
ผมคิดว่า อาจารย์อาจจะต้องเช็คข้อมูลอีกครั้งว่า นักข่าวยุคนั้นใช้คำ"เมือวานนี้"อย่างไง พวกเขาอาจมักจะหมายถึวว่า วันก่อนวันที่เขาทำข่าว และถ้าอย่างนั้นก็ เดวอย่างนี้ก็ได้ครับ
ตำรวจเดินไปที่เกิดเห็ตุเช้ามืดวันที่ ๗ และมีปะทะกัน เจ็ดโมงเช้า
ตำรวจคนนั้นเข้ากรุงเทพฯกลางคืนวันที่ ๗
โรงพยาบาลประกาส ตอนเช้าวันที่ ๘ ว่า พ้นขีดอันตราย แล้ง ให้นักข่าวสัมภาษย์
ข่าวออก วันที่ ๙
สมมุตฐานนี้เป็นอย่างไปบ้างครับ?
ตาแช่มเค้าบอกว่า
ตาแช่มเค้าบอกว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการคอมมิวนิสต์ในอดีตทั้งหลายนั้น “ผิดพลาด” หรือ “หลงผิด” นั่นเอง จึงขอถามหน่อยคนที่นิยมระบอบเจ้านี่หลงผิดหรือปล่าวครับ ก็ในเมื่อทั่วโลกเค้าตื่นตัวและยอมรับกันมากแล้ว ในเรื่องสิทธิมนุษย์ชน ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ผมว่าน่าคิดนะครับตาแช่ม ผมไม่ใช่แดง หรือ เหลือง ก็เลยคิดไม่ค่อยเหมือนใคร เพราะสมัยเด็กๆ พ.ศ.19 ดูทีวีเห็นนักศึกษาถูกล้อมฆ่าที่ธรรมศาสตร์ เห็นนักศึกษาถูกแขวนคอ ทุบตีซากศพ โดยกลุ่มกระทิงแดง ( พวกไอ้ตึ๋ง) เห็นแล้วสลดครับ
..ความจริงเป็นเกร็ดประวิศาสาต
..ความจริงเป็นเกร็ดประวิศาสาตร์ที่น่าสนใจทีเดียวเชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่ทราบ(รวมถึงตัวผมด้วยครับ)..ส่วนวันใดจะเป็นวันเสียงปืนแตกจริงๆก็สุดแต่ความเห็นของแต่ละคน..แต่ที่แน่ๆ ผมเชื่อในเหตุผลของผู้ที่กำหนดวันนี้ขึ้นมาครับผม..
สนุกดีครับถกด้วยคน //////////
สนุกดีครับถกด้วยคน
/////////////////
[...เหตุการณ์เกิดขึ้น วันที่ ๘ ประมาณ เจ็ดโมงเช้า นำตัวตำรวจเข้ากรุงเทพฯ คืน วันที่ ๘
โรงพยาบาลกรุงเทพฯ นั้นประกาศตอนเช้าวันที่ ๙ ว่า พ้นขีดอันตราย แล้วอนุญาตให้นักข่าวสัมภาษย์ ... <= ถ้าอย่างนั้น วันที่ออกข่าวน่าจะเป็นวันที่ ๑๐ ไม่ใช่หรือนะครับ?]
^
ไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่ 10 หรอก ถ้าตามข้อมูล สมศักดิ์เจียม วิเคราะห์บนฐานข้อมูล วันเวลาการรายงานข่าว โดยบางกอกโพสต์เป็น "กรอบบ่าย" ต่อให้สัมภาษณ์ตอนเช้าวันที่ 9 ก็สามารถตีพิมพ์ออกมาได้ในวันที่ 9
แต่... ถ้าเป็นยุคนี้อาจแปลกไป เพราะหนังสือพิมพ์ "กรอบบ่าย" ยุคนี้ จะตีพิมพ์การวางตลาด เป็นวันที่ 10 แต่จะกำกับวันเวลาเหตุการณ์เอาไว้ กันคนอ่านงง เช่น จากเหตุปะทะกันเมื่อ 7.00 น.วานซืนนี้ (8)... หรือไม่ก็ จากการปะทะกันเมื่อ 7.00 น.วันที่ 8 ส.ค....
ส่วนเหตุที่ พคท.ยึดวันที่ 7 อาจยึดตามการจัดกำลังของฝ่ายทางการและการเดินทาง"ตลอดคืน" วันที่ 7 เพื่อเข้าปะทะเช้าวันที่ 8 ก็ได้ แต่หากจะยึด ณ จุดการปะทะทำให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บาดเจ็บ ก็น่าจะเป็นวันที่ 8 ตามที่ สมศักดิ์เจียมเสนอ
////////////////
[...“เดินทางตลอดคืนวันเสาร์” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. เมื่อวานนี้”... <="คืนวันเสาร์" หมายถึงว่า เช้ามืดของ"วันเสาร์"ก็ได้ใช่หมายครับ ]
^
ดูเหมือน "เกือบ" จะใช้ได้นะ เพราะคำว่า "กลางคืน" ก็หมายถึงจากหัวค่ำไปถึงค่อนรุ่งอีกวันนั่นแหละ แต่โดยทั่วไปพอเห็นแสงสว่างวันใหม่ ซึ่งปกติก็อยู่ช่วงตี 4 ถึง 6 โมงเช้า เขาใช้คำว่า "แจ้ง" หรือ "เช้ามือ" ซึ่งเขาถือเป็นวันใหม่แล้วนะ อีกทั้งการปะทะ ก็คือ 7.00 น. ดังนั้น ผมเห็นว่าเป็นการปะทะในเช้าวันใหม่แน่นอน
///////////////
ขยายประเด็นเพิ่มหน่อย พอถกกกันเรื่องเวลาแล้ว ก็คันปากอยากจะต่อ
ตอนนี้คำว่า "สองยาม" หรือ "หกทุ่ม" ภาษาชาวบ้านเดิมๆ ตอนเป็นรัฐไทย สมัยใหม่ ก็เอาคำว่า 24.00 น. มาใช้ แต่ตอนนี้พอพูดถึงเวลา 24.00 น. คนชักเริ่มงงกันแล้ว เพราะใช้คำว่า 0.00 น.แทน ตามเวลานาฬิกาดิจิตอล
มันชวนให้นึกถึง เทคโนโลยีการนาฬิกาเปลี่ยน มันนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดและการอธิบาย เรื่องเวลาจริงๆ จนทำให้คิดไปถึงคำว่า "ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง" ของ สมศักดิ์เจียมขึ้นมาตะหงิด
น่าจะเป็นว่าที่ “7 สิงหาคม
น่าจะเป็นว่าที่ “7 สิงหาคม 2508” ครับ
เพราะ “พรรคคอมมิวนิสต์” น่าจะรู้ดีที่สุดว่า
ตนเองจะ "เริ่ม" ปฏิบัติการทางอาวุธ (ใช้ความรุนแรง) เมื่อไร
ส่วน “กระสุนนัดแรก” ที่จะ “สังหารชีวิตคนไทยคนแรก”
จะ “ดัง” เมื่อไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
การที่จะกำหนดให้วันที่ 8 สิงหาคม 2508 เป็น “วันเสียงปืนแตก”
ก็เพราะตัวเลขจะได้ดูสวยๆ (8-8-08) ก็เท่านั้นเอง ครับ
ไม่มี “คุณค่า” อันใดทาง “ประวัติศาสตร์” เลย ครับ
เรื่องวันที่ ไม่ผิดแน่ครับ
เรื่องวันที่ ไม่ผิดแน่ครับ เหตุเกิดวันที่ 8 สิงหาคม แน่นอน
ผมมีหนังสือพิมพ์ไทย อีกหลายฉบับสนับสนุน (ที่ยังเขียนอยู่ต่อจากนี้) - หลายฉบับมีนักข่าวของตัวเองในพื้นที่ด้วย
ส่วนทีว่า ทำไมไม่ใช่ออกข่าววันที่ 10 ต้องเป็นวันที่ 9 สิครับ
คือ พอปะทะวันที่ 8 วันรุ่งขึ้น (9) ก็ออกข่าวเลย วันรุ่งขึ้น (9) นายถวิล สุนทรศาลทูล ปลัด มท.ขณะนั้น ก็มาแถลง
ส่วนเรื่องเคลื่อนย้ายคุณสงัดมา มาถึงกรุงเทพวันที่ 9 Bangkok Post ออกข่าว วันที่ 9 ได้เลย - ดังทีอธิบายในบทความ - เพราะ Post เป็น ฉบับออกตอนบ่าย คุณสงัด มาถึง รพ.ตำรวจ เช้ามืดวันที่ 9 Post ไปถ่ายได้ทัน ก็ออกข่าว บ่ายวันนั้นได้เลย
แต่ถ้าเป็น นสพ.ไทย เขาก็ออกข่าว เรื่องคุณสงัด มาถึงกรุงเทพในฉบับวันที่ 10 แต่วันที่ 9 เขาก็ออกข่าวการปะทะแล้วครับ
"พรรคคอมมิวนิสต์น่าจะรู้ดีที่
"พรรคคอมมิวนิสต์น่าจะรู้ดีที่สุด"
อันนี้ไมใช่หรอกครับ
คุณต้องดูสภาพขณะนัน เขาอยู่ในป่า ไม่มีมือถือแบบสมัยนี้นะครับ :P
วิทยุสนาม บางทีก็อาจจะยังไม่มี กว่าจะมีการรายงานกันไป
ฯลฯ
คือการกำหนดเอา "7 สิงหา" นี่ เป็นมติที่ประชุม ทีเกิดขึ้นทีหลัง แล้วก็คงสับสนกัน ไม่มีเวลามาเช็ค อีกทีน่ะ ผมว่า
หรือครับ? :) วันไหนก็ได้ครับ
หรือครับ? :) วันไหนก็ได้ครับ อย่างไงๆ เรื่องนี้ไม่สัมคญเลยครับ
Dr.J What do you think about
Dr.J What do you think about Thai "expert"?
"ต้องทำความเข้าใจว่า
"ต้องทำความเข้าใจว่า ที่รายงานข่าวกล่าวถึง พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ “ให้สัมภาษณ์จากเตียงคนเจ็บ ในเช้าวันนี้” คือวันที่ 9 สิงหาคม ได้ ก็เพราะสมัยนั้น Postออกวางตลาดตอนบ่าย (เหมือน สยามรัฐ)"
ขฮไทษครับ ผมไม่ค่อยสนใจตรงนี้มากนัก :) Sorry sir!
ความคิดเห็นของ แช่ม (visitor)
ความคิดเห็นของ แช่ม (visitor) ...
[การที่จะกำหนดให้วันที่ 8 สิงหาคม 2508 เป็น “วันเสียงปืนแตก” ก็เพราะตัวเลขจะได้ดูสวยๆ (8-8-08) ก็เท่านั้นเอง ครับ ไม่มี “คุณค่า” อันใดทาง “ประวัติศาสตร์” เลย ครับ]
^
ดูเหมือนคุณค่าประวัติศาสตร์ คุณแช่ม กับของผมจะมองด้วยทัศนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าสมศักดิ์เจียมจะชี้ข้อมูลด้วยเหตุผลใดก็ตาม และถูกต้องมันไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการกระทำที่ผ่านมา ระหว่างรัฐและพคท. เพราะตัวเลขวัน ไม่ได้มีนัยยะสำคัญทางการบุก หรือการต่อต้าน ตามที่คุณแช่มมอง
แต่ผมว่ามันสะท้อนให้เห็น ความเป็น "ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง" ของพคท.เหมือนกัน ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือไม่เจตนาก็ตาม [แนวคิดประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง ก็สมศักดิ์เจียมฯ นั่นแหละเสนอ ซึ่งผมเห็นว่ามันโอเคเลย]
ตรงนี้แหละที่ผมเห็นว่า เรื่องนี้มี "คุณค่า" ในตัวเอง
ไม่ใช่มีคุณค่า เพราะสมศักดิ์เจียม บอกว่ามีคุณค่า หรือมีคุณค่าเพราะสมศักดิ์เจียมเป็นครูบาอาจารย์ ประเภทปากหมาด่าเจ็บ ยกเอกสารมาบอก แต่มันมีคุณค่าในฐานะเป็นการวิเคราะห์ปรากฎการณ์ทางสังคม ด้วยมิติประวัติศาสตร์ อย่างเป็นระบบของระบบคิดสมศักดิ์เจียม ใครเห็นด้วยก็ซื้อ ใครไม่เห็นด้วยก็ ยกเอกสารมาโต้แย้ง
แบบนี้สมศักดิ์เจียม คงแฮปปี้มากกว่า
แต่ประเด็นสำคัญ ที่จะยกระดับ "คุณค่า" ของมัน คือ การนำไปสู่คำถามต่างๆ รอบๆ ตัวเราอีกมากมาย ที่เกิดในปัจจุบัน เพราะสิ่งที่เราพบ สิ่งที่เราได้ยิน จริงๆ มันอาจแค่ "ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง"
เพราะปัจจุบันมันก็มีผลมาจากเหตุ ที่เกิดในอดีต
อดีตที่มันทำให้เกิดโครงสร้างครอบงำคนในปัจจุบัน
การครอบงำก็ คือ ครอบด้วยประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง แล้วตอกย้ำซ้ำซาก จนคนหลง
คนที่ตื่นก็ลุกขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลซ้ำ ทั้งตั้งคำถามเก่า เพื่อขยายฐานหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติม หรือตั้งคำถามใหม่ บนพื้นฐานข้อมูลเก่า เพื่อหามุมมองใหม่
นี่ไงคุณค่าของมัน
เอาง่ายๆ ถ้าตั้งคำถามเรื่องรัฐบาล "ทุจริต" ทำไมไม่ขยายฐานออกจากกรอบข้อมูล "ทักษิณ" ซะบ้าง ก่อนทักษิณกับ หลังทักษิณ
หรือ ถ้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องเสียภาษี เช่นเดียวกันกับ "ชินคอร์ป" แล้วเมื่อไหร่ รัฐบาลจะหันไปเก็บภาษีจาก DTAC กับ Orange หรือ พวกที่ค้าขายหุ้นกันในตลาดหลักทรัพย์ซะที
เดี๋ยวจะถูกครหาว่าเลือกปฏิบัติ
งานสมศักดิ์เจียม ทำให้ผมคิดไปถึงการตั้งคำถามเรื่องอื่นๆ เพื่อหาข้อมูลใหม่ ที่อาจได้คำตอบใหม่ หรือทำให้คำตอบเก่ามันชัดเจนขึ้น ไว้โต้แย้ง แต่จนป่านนี้ยังเถียงไม่ออก นอกจากพูดถึงสมศักดิ์ได้แค่เป็นอาจารย์ปากหมาด่าเจ็บ หรือด่าเว่อร์ๆ พวกใช้นามแฝง เหมือนผม ที่ออกมาเขียนเรื่องการเมือง ว่า เป็นพวกอีแอบ ไรเงี๊ยะ ซึ่งมันก็เป็นแค่ประเด็นส่วนตั๊วส่วนตัวของสมศักดิ์ ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
แต่ฐานข้อมูลกับมุมคิดเรื่อง "ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง" ของสมศักดิ์เจียม ทำให้เรื่องการแสดงออกอันอื่นไม่มีความสำคัญสำหรับผม
แล้วถ้าคุณแช่ม ไม่ชอบตั้งคำถามใหม่ หาข้อมูลใหม่ หรือตั้งคำถามเก่า เพื่อขยายฐานข้อมูลเดิม เพราะเห็นว่าไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ก็เรื่องส่วนตัวของคุณแหละ ไม่ว่ากัน แต่อย่ามั่วข้อมูลเท่านั้นเอง รู้อยู่คุณทำงานความคิด แต่ไม่ได้ทำงานข้อมูล
คุณ
คุณ คน
ผมชักจะเชื่อเสียแล้วว่าคุณไม่ไช่ทั้งเหลืองและแดงจริงๆ เพราะเคยเห็นคุณเทศนาเรื่องAddams familyอยู่หลายหน เรื่องนี้คุณแช่มไม่ค่อยปลื้มแน่
ถ้าคุณศึกษาเรื่อง๖ ตุลา ๑๙ ให้ละเอียดคุณคงจะเข้าใจได้ดีว่าทำไม อ.สมศักดิ์ถึงมีattitudeอย่างนั้นกับAddams family เรื่องนี้จะหาว่าอ.สมศักดิ์prejudiceก็คงไม่ได้ ในเมือตามเนื้อผ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับท่าทีของอ.ธงชัยมากกว่า ผมยกย่องท่านในฐานะท่านเป็นผู้ผ่านประสบการณ์ตรงอันเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย แต่ท่านก็ไม่เคยคิดผูกใจพยาบาทกับใคร แต่ต้องการนำเสนอบทเรียนในอดีต เพื่อแก้ไขปัจจุบันให้ก้าวหน้า ให้พ้นจากวังวนน้ำเน่าอย่างที่เป็นอยู่ ถึงจะมีคนถากถางท่านว่า หนีปัญหา แต่ผมเข้าใจและเห็นใจท่าน คนที่เคยฝันร้ายขนาดนั้นเท่านั้น ที่จะเข้าใจว่าท่านรู้สึกอย่างไร
ออกนอกเรื่องไปเสียไกลเลย ขออภัยท่านอื่นๆด้วยครับ แต่อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เหมือนอย่างเรื่องเสียงปืนแตกที่อ.สมศักดิ์นำเสนอ แม้เรือง"วันที่"จะไม่ค่อยสำคัญในแง่ผลกระทบต่อบทบาทของพคท.ที่ผ่านมามากนัก แต่เป็นการจุดประกายให้เราพยายามเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง และคอยตรวจสอบประวัติศาสตร์เสมอ เพราะคนเขียนประวัติศาสตร์ มักจะเขียนเข้าข้างตัวเองเสมอ ไม่อย่างนั้นเราจะถูกคนเขียนประวัติศาสตร์ในอดีต"ปั่นหัว"ให้เชื่อในสิ่งไม่จริงอีกมาก ใครจะค่อนขอดอ.สมศักดิ์ว่าเขียนเรื่องนี้โดยมีhidden agendaก็ช่างเถอะ
แต่ประวัติศาสตร์จะไม่มีวันได้รับการ"ตรวจสอบ"ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตราบใดที่เรายังมีกฏหมายเฮงซวยมัดปากเราอยู่ ผมจึงสนับสนุนความคิดของอ.ธงชัย ว่ากฏหมายสมควรได้รับการชำระเสียที เรื่องนี้คุณน่าจะเห็นด้วย จริงไหมครับ?
คุณคนญี่ปุ่น Though the point
คุณคนญี่ปุ่น
Though the point raised by Somsak Jeam concerning the 'date' may look trivial in the eyes of vast Thais here and elsewhere. I do admire his attempt to 'verify' Thai comtemporary history, which usually gain scarce attention from other Thai historians. The main hindrance is it involved so many prominent figures, institutions which are still actively influential. This is the reason why some laws must be reformed to liberate Thai's learning process, and it's exactly the same reason why some deliberately want to keep it the way it was. You can easily figure out who I'm talking about, by considering who gain most from the status quo.
ผมก็พอจะอ่านแนวคิดของท่านออกค
ผมก็พอจะอ่านแนวคิดของท่านออกครับ doctor J เราก็คิดคล้ายๆกันแหละ เหลืองแดงไม่ยุ่งมุ่งแต่.....ฮ่าๆๆๆๆ ผมว่าแก้ยากนะครับสำหรับกฎหมายริดรอนสิทธิ์ในการวิพากวิจารณ์ ถ้าพลาดไปล่ะยุ่งเชียว พวกเค้ายิ่งจ้องตาเป็นมันอยู่ด้วย ผมอ่านมาจนหมดศรัทธาคุณรู้ไหม พี่ชายผมครอบครูแนวคิดมาให้ผมทั้งหมดแหละครับ ในช่วง ปี 2516 พี่ชายผมก็ไปเดินเที่ยวเล่นแถวราชดำเนิน หวิดโดนระเบิดซะด้วยซ้ำ ผมว่าตลกดีครับที่เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ถูกล้างสมอง จนดักดาน แต่จะให้ผมไปเชียร์ทักษิณผมคงไม่เอาด้วยหรอก พอกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ ขานั้นก็ใช่ย่อยซะที่ไหน โดยสรุป ยกเลิกไปเลยดีกว่า ฮ่าๆๆๆ พูดจา วก วน ฟังไม่รู้เรื่อง อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เปลืองภาษีเปลาๆ ฮ่าๆๆๆๆ พลิ้วไปเรื่อยแหละผม ตอดเล็กตอดน้อยไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกันจะมาโพสเรอะ ยู้ฮู ฮ่าๆๆๆๆๆ
สนับสนุน อาจารย์สมศักดิ์ฯ
สนับสนุน อาจารย์สมศักดิ์ฯ เพราะผมเห็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยออกข่าวนี้ด้วย
เคยไปหยิบอ่านที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์นั่นแหละ
อาจจะเป็นชื่อ นสพ.สยามรัฐ หรือว่า สยามนิกร ..หรือ นิกร อะไรสักอย่าง นี่แหละ
มีรูปช่วงขนคนเจ็บขึ้นฮ. หรือ รถปิกอัพไม่มั่นใจ
บางฉบับมีข่าวเริ่มต้นในวันที่ 10 สิงหา2508 เสียด้วยซ้ำ
รูปถ่ายต้องกัดบล๊อก..และเรียงพิมพ์ ใช้แท่นจับแกละ
ไม่ใช่ใช้ระบบเรียงพิมพ์แบบวางคอมพิ้ว..หรือออฟเซ็ท
หนังสือพิมพ์ขาวดำ
บางข้อความ ในบางฉบับ เขียนว่า "วานนี้ (8 สค.).." ออกเผยแพร่ฉบับ 9 สค.
มีประภาส จารุเสถียรให้สัมภาษณ์ด้วย
............
การฉลอง 7 สิงหาของ พคท. น่าจะเป็นการลำลึกครบรอบ 1 ปี "เสียงปืนแตก"หรือเปล่า
ครบรอบ 1 ปี คือวันที่ 7 สค.09 ...... ถ้า 8 สิงหา ก็เป็น 1 ปี 1 วัน
พรรคคอมมิวนิสต์
พรรคคอมมิวนิสต์ น่าจะจดจำวันที่ไม่แม่นหรอก
และคิดว่ามันไม่น่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกด้วย
เพราะ พคท.น่าจะมีการยิงสายลับ สายข่าว กำนัน ผู้กำกับ ไปมาก
จนยังไม่อาจคิดว่าจะประกาศการต่อสู้แบบครึกโครม
ลักษณะการปะทะ น่าจะเป็นแบบบังเอิญ
อุตส่าห์หลบแล้ว มันเสือกโผล่มา อะไรแบบนี้
ส่วนฝ่ายตำรวจ ก็ออกลาดตระเวนแบบทำงานวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
พอเกิดปะทะ ก็หาการสนับสนุนลำบาก..เช่น การเอาเกวียนลากคนเจ็บออกจากหมู่บ้าน
สะท้อนถึง การมิได้เตรียมกำหลังกองหนุน
...............
ว่าแต่ว่า พวกสุรชัย จะแตกเสียงปืนอีกรอบหรือเปล่า...
ก็กำหนดวันไว้ล่วงหน้าดีดี ประวัติศาสตร์จะได้ไม่สับสน...ควรเทียบวันเวลาปฏิทิน และนัดหมายช่างภาพ สื่อมวลชนให้พร้อม และเตรียมแต่งเพลง
**(สร้อย)
ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงฏีกาดัง 17 สิงหา (ซ้ำ)
ปลุกมวลประชาลุกขึ้นมาเงี่ยหูฟัง
....
หลังจากเหตุ การณื 8 สิงหา
หลังจากเหตุ การณื 8 สิงหา 2508 แล้ว
มีเหตุการณืตอบโต้ทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องอีกหลายวัน
เช่น
-มีสาธารณสุขจังหวัดนครพนมจัดฝึกอบรมแพทย์รับมือบาดแผลสงครามด้วย
-มีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นญวนแดง อะไรแบบนั้นด้วย
สนุกมาก รีบไปหาอ่าน ซะ
คนรุ่นใหม่ ทั้งหลาย จะได้รู้จักวิธีต่อสู้รูปแบบต่างๆ เพื่อความบันเทิงของลูกหลาน
แช่มเอ้ย การต่อสู้ก็ถูกบ้าง
แช่มเอ้ย การต่อสู้ก็ถูกบ้าง ผิดบ้างนั่นแหละ
ถ้าศัตรูประชาชนยังเป็นตัวเดิม
แช่มก็ต้องหาทางต่อสู้ให้ได้ชัยชนะ
...
แช่มรู้ว่าผิดพลาด ก็ปรับขบวนให้ถูกต้อง
พคท.เขาเพลี่ยงพล้ำ คุณก็สืบทอดต่อไปให้มันถูกต้อง..ก็ดีแล้วที่รู้จักสรุปบทเรียน
ว่าแต่ว่า อะไรบ้างที่ผิด ที่ถูก
เป็ยยุทธวิธี หรือว่ายุทธศาสตร์ หรือว่ากลยุทธิ์ หรือว่า จะให้ต่อสู้แบบคนเสื้อแดงที่ชุมนุมแล้วถูกยิง
หรือว่าจะสู้แบบเสื้อเหลืองแบบยึดสนามบิน
คนไม่มีเส้น ก็ต้องช่วยกันคิดวิธีต่อสู้แบบถูกต้อง จริงไหม แช่มง่าว