ร่วมกันเข้าใจวิกฤติในประเทศอิหร่าน
บทความโดยใจ อึ๊งภากรณ์: ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากวิกฤติโลกและการกีดกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำสองซีก ซึ่งทั้งสองซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและต้องการต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ทะเลาะกันในเรื่องการจัดการภายใน
การเดินขบวนและการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายในประเทศอิหร่านหลังการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ทำให้เราเห็นสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน
ถ้าเราจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเราต้องมองข้ามแนวโฆษณาชวนเชื่อ ของตะวันตกที่พยายามบิดเบือนสภาพสังคมของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และเราจำเป็นต้องระมัดระวังในการเลือกข้างระหว่างสองฝ่ายเพราะความขัดแย้ง ที่กำลังเกิดขึ้นสลับซับซ้อนพอๆ กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากวิกฤติโลกและการกีดกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำสองซีก ซึ่งทั้งสองซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและต้องการต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ทะเลาะกันในเรื่องการจัดการภายใน
ซีกแรกของชนชั้นปกครองถูกเรียกว่า “พวกอนุรักษ์นิยม” ซีกนี้ต้องการจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีการรวมตัวกันภายใต้การนำของประธานาธิบดี อามาดินจาด (Mahmoud Ahmadinejad)
อามาดินจาด ชนะการเลือกตั้งในปี 2005 โดยมีนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินจากน้ำมันเพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของคนจนทั้งในเมืองและชนบท เมื่อเขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเขาสัญญาว่าจะกำจัดการคอรัปชั่นแต่ 4 ปีผ่านมาสังคมอิหร่านเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น
ในปี 2008 นายพาลิสดา (Abbas Palizdar) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สอบสวนการคอรัปชั่นในระดับสูงได้เขียน รายงานเปิดโปงการโกงกินของสถาบันชั้นสูงทั้งหลายของอิหร่าน แต่ถูกรัฐบาลจับกุมเข้าคุก
ซีกที่สองถูกตั้งชื่อว่า “ฝ่ายปฏิรูป” ขณะนี้นำโดย มุซาวิ (Mirhossein Mousavi) ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของ อามาดินจาด ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา ซีกของชนชั้นปกครองซีกนี้มองว่ารัฐบาลปัจจุบันสร้างความเสียหายผ่านการคอรัปชั่น เขาต้องการเปิดเศรษฐกิจและใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาด (ไม่ต่างรัฐบาลปัจจุบันตรงนี้)
มุซาวิ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางสงครามกับอิรัก ปี 1980-1988 หลายคนมองว่าเค้าบริหารเศรษฐกิจได้ดีในช่วงนั้น แต่เขาลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อมีการยุบตำแหน่งนี้ ก่อนหน้านี้ในปี 1997 ฝ่ายปฏิรูปนำโดยคะทามิ (Mohammed khatami) ซึ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองรอบ คือ 1997 และ 2001 แต่ในรูปธรรม คะทามิ ไม่ได้ปฏิรูปให้สังคมอิหร่านเปิดกว้างมากขึ้นแต่อย่างใด เขาจึงแพ้การเลือกตั้งในปี 2005 และ อามาดินจาด จากฝ่ายอนุรักษ์นิยมขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน ประสบการณ์จากความล้มเหลวของ คะทามิ ทำให้ประชาชนและคนหนุ่มสาวที่หวังว่าจะมีการปฏิรูปสังคมท้อแท้หมดกำลังใจ
ข้อแตกต่างระหว่าง มุซาวิ กับ อามาดินจาด ไม่ได้อยู่ที่นโยบายเศรษฐกิจเพราะทั้งสองฝ่ายสนับสนุนแนวเสรีนิยมกลไกตลาดและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และทั้งสองฝ่ายต่อต้านจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา
การที่มวลชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในเมืองเทหะหร่านสนับสนุนมุซาวิและฝ่ายปฏิรูป ก็เพราะเขาเบื่อหน่ายการคอรัปชั่นและต้องการพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพให้ดีขึ้น มุซาวิ สัญญาว่าจะตัดอำนาจของกอง “ตำรวจศีลธรรม” ที่คอยรังแกคนที่แต่งตัวไม่ถูกต้องตามความคิดของพวกพระอนุรักษ์นิยม เขาสัญญาว่าจะเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้สตรี และบอกว่าจะนำตำรวจแห่งชาติมาอยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดี
ในขณะนี้กองกำลังทหารและตำรวจถูกควบคุมโดยพระคะเมนิ (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและประชาธิปไตยอิหร่านเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีการควบคุมโดยคณะกรรมการพระมุสลิม อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับสังคมอาหรับหรือสังคมอื่นในตะวันออกกลาง ประเทศอิหร่านถือว่ามีพื้นที่ประชาธิปไตยค่อนข้างสูง และมีประวัติอันยาวนานของการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย ขบวนการปฏิรูปสังคม ขบวนการแรงงาน และขบวนการสิทธิสตรี
สำหรับนักสังคมนิยมสากล เราสนับสนุนข้อเรียกร้องของคนหนุ่มสาวที่ต้องการลดอิทธิพลของพระอนุรักษ์ นิยมที่เข้าไปก้าวก่ายวิถีชีวิตส่วนตัว เราสนับสนุนสิทธิสตรีและขบวนการแรงงาน แต่เราจะไม่ไปจับมือกับรัฐบาลจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกาหรือหลงคิดว่า ประธานาธิบดีโอบาม่าและคณะมีความหวังดีต่อประชาชนอิหร่าน
นอกจาก นี้เราคัดค้านค้านเสรีนิยมกลไกตลาดของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปฏิรูป หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเรามีความหวังว่าขบวนการคนหนุ่มสาวที่ต้องการปฏิรูปสังคมจะสามารถก้าวพ้น การนำอัน “คับแคบ” ของมุซาวิ โดยเชื่อมโยงข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์กับคนจนกับข้อเรียกร้องให้เปิดกว้างทางประชาธิปไตย
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












คิดถึง อ.ใจ
คิดถึง อ.ใจ คนไกลบ้าน
แต่ความคิดอ่านยังอยู่ใกล้
คิดอย่างนักวิชาการมองการณ์ไกล
ต้องการเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นธรรม
เป็นรัฐสวัสดิการชัดเจนยิ่ง
นี่คือสิ่งที่เราต่างเฝ้าฝัน
แต่จะต้องได้มาด้วยฝ่าฟัน
ด้วยประจัญทุกอำนาจอุบาทว์อธรรม
สู้ไปเถิด อ.ใจ สู้ไปเถิด
ช่วยกันเปิดเปลือยอำนาจที่กาดกั้น
เพื่อสังคมเสมอภาคไร้ชนชั้น
สู่สามัญเสมอสุข/ทุกข์ร่วมกัน
ผมอ่านบทความนี้ของใจ
ผมอ่านบทความนี้ของใจ ด้วยความรู้สึกเห็นด้วยมาตลอด โดยยังไม่ได้ครอสเช็คกับข้อมูลที่อื่นแต่อย่างใด จนมาถึงสองย่อหน้าสุดท้ายที่เป็นความเห็นของใจเอง ย่อหน้าก่อนสุดท้ายผมยังพอเห็นด้วยได้ด้วยพอเข้าใจนักสังคมนิยมสากลอยู่บ้าง แต่ย่อหน้าสุดท้ายนี่สิครับ ใจคงลืมไปแล้วว่าอิหร่านเป็นสาธารณะรัฐอิสลามมาตั้งแต่ปี๑๙๗๙ สามสิบปีที่ประชาชนชาวอิหร่านอยู่ใต้ระบบการปกครองศาสนาการศึกษาและกฎหมายอิสลาม คนหนุ่มสาวที่จะคิดจะเห็น เหมือนที่ใจว่าไว้มันจะเหลือสักกี่คน...และที่จะกล้าต่อสู้กับรัฐอิสลามในประเทศก็ยิ่งน้อยลงไปอีก.. จะมีมากก็น่าจะเป็นชาวอิหร่านนอกประเทศ และที่สำคัญใครจะเป็นผู้นำให้ต่อสู้กับกฏหมายอิสลามและสาธารณะรัฐอิสลามที่ครองอำนาจมากว่าสามสิบปี หรือนักสังคมนิยมสากลอย่างใจจะไปนำการต่อสู้ให้เอง.... ผมว่าใจกลับมานำสาธารณะรัฐปัตตานียังง่ายกว่านะครับ
ใจวิเคราะห์สถานะการณ์ได้ดีนะครับ แต่ข้อเสนอแนวทางของตัวเองนั้นออกจะไม่เข้ากับเรื่องที่จะเกิดได้จริง สังคมอย่างอิหร่านนั้นจะเปลี่ยนแปลงกลับขั้วทันทีด้วยการเมืองภายในนั้นเป็นไปไม่ได้ แนวทางค่อยๆปฎิรูปแบบมูชาวีนั้นก็ไปก็ติดที่ผู้นำสูงสุดเป็นพวกคลั่งศาสนาสุดโด่ง จะเอาอย่างใจว่าให้ได้ ใจต้องไปยุอเมริกาให้บุกอิหร่าน ซึ่งก็ไม่ใช่แนวทางของใจเช่นกัน...
สรุปว่า ผมว่าบทความนี้จะดูดีขึ้น ผู้เขียนจะได้รับความชื่นชมมากขึ้น ถ้าไม่ใส่ความคิดเห็นของตัวเองในย่อหน้าสุดท้ายลงไป.....
เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเหียกอะ
เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเหียกอะไรกัน มันไม่มีประชาธิปไตยเลยต่างหาก การเลือกตั้งเป็นเพียงภาพลวงตา หลอกประชาโลกให้เห็นว่ามันมี "ประชาธิปไตย" ก็เท่านั้น
ใจ คุณมีอคติต่อเสรีนิยมจนงมงายหัวไม่ขึ้น เอะอะอะไรก็ต้านจักรวรรดิ เอะอะอะไรก็ซ้ายก็ขวา อเมริกาไม่ได้เป็นจักรวรรดิอย่างที่คุณพยายามจะบิดเบือน มีประเทศในโลกนี้มากมายที่ต้องการเปิดอนาคตให้กับตัวเอง เพื่อติดต่อการค้าและเป็นประเทศเสรี ประชาชนต้องการมีชีิวิตที่ดีและมีอิสระในการเติบโตเศรษฐกิจของตน
อย่ามัวพูดถึงพร๊อพาแกนดาที่ทางอเมริกาสร้างเลย หากคุณหูตากว้้างจริงๆ คุณจะเห็นว่ารัฐอิสลาม (คนละอย่างกับศาสนาอิสลาม) นั้น radical อย่างวิปริตผิดมนุษย์ พ่อแม่ปลูกฝังให้ลูกพลีชีพเพื่อชาติด้วยการระเบิดตัวเองเป็นเสี่ยงๆ โรงเรียนอนุบาลล้างสมองให้เด็กเกลียดชังและนิยมการทำลายล้างชาติอื่นๆ พ่อแม่มาออกรายการทีวีแสดงความภาคภูมิใจที่ลูกตัวตายเพื่อล้างฆ่าศัตรู แม่พวกนี้ก็ได้รับคำเชิดชูว่าแม่เป็นแม่ตัวอย่าง สังคมดีๆที่ไหนพ่อแม่ที่ไหนสอนให้ลูกฆ่าตัวตาย?
อิหร่านไม่ต่างอะไรกับเกาหลีเหนือหรอก หากคุณโปรประชาธิปไตย คุณต้องมองให้ออกระหว่างอำนาจเผด็จการ กับประชาธิปไตยที่มาจากมวลชนจริงๆ สิ่งที่มวลชนต้องการจริงๆคืออิสระในการดำรงชีวิต ไม่ใช่ต้องการเป็นขึ้ข้าของรัฐ ไม่ว่ารูปแบบใดๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการ หรือเผด็จการที่มาในรูปแบบของรัฐสวัสดิการก็ตาม
หากคุณยังเชื่อเรื่องรัฐสวัสดิการและแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ คุณไม่ได้เปิดทางเสรีให้กับประชาชนเลย ตรงกันข้าม คุณกำลังเอาอำนาจของคุณไปมอบให้รัฐ (ที่เก่งในทางคอรัปชั่น) ยอมเป็นขี้ข้าของรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เท่านั้น
คุณใจไม่ได้เสนออะไรที่สร้างสรรค์เลย
สันติแด่
สันติแด่ อ.ใจ
ขอท้วงติงบทความของท่านมาด้วยความนับถือ ถึงแม้ว่าท่านพยายามจะมองอิหร่านโดยไม่ผ่านแว่นสายตาของตะวันตก แต่เพราะความที่ท่านไม่ประสีประสากับอิสลาม และไม่เอาถ่านกับการปฏิวัติในอิหร่าน ผลสุดท้าย สายตาที่ท่านมองอิหร่าน ก็ไม่ผลจากกรอบที่ตะวันตกโฆษณาชวนเชื่อในทางเสียหายไว้อยู่ดี
มีคำพูดหนึ่งของท่านอิมามอะลี ผู้สืบทอดอำนาจการปกครองต่อจากท่านศาสดาอิสลาม ที่ปรากฎอยู่ในหนังสือ "นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมวจนะของท่านเอาไว้ ที่น่าจะเตือนใจใครก็ตามที่มองอะไรแบบผิวเผิน ประเภท "ฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วจับไปกระเดียด" อยู่ตอนหนึ่งว่า
"จงทำความเข้าใจกับสัจธรรมเสียก่อน แล้วท่านจะตระหนักว่าใครที่อยู่ฝ่ายสัจธรรม และใครที่อยู่ฝ่ายโมฆะ (กรรม)"
ในที่นี้ บทความหลายตอนของท่านขาดน้ำหนักและัความน่าเชื่อถือไปเยอะ ด้วยเหตุผลข้างต้น ซึ่งจะขอหยิบยกมานำเสนอพอเป็นสังเขปดังนี้
ท่านกล่าวในบทความว่า "ในขณะนี้กองกำลังทหารและตำรวจถูกควบคุมโดยพระคะเมนิ (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยอิหร่านเป็น ประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีการควบคุมโดยคณะกรรมการพระมุสลิม"
ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐานของอิสลาม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นแค่ "ศาสนา" ทว่า อิสลามคือระบอบการดำเนินชีวิตของมนุษย์นับตั้งแต่เกิดจนถึงตาย นับตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน และประเด็นสำัคัญที่จะท้วงติงท่านก็คือ "อิสลามไม่มีระบบพระ" "อิสลามไม่มีการแบ่งแยกระหว่างฆราวาสกับสงฆ์" ซึ่งตรงนี้รู้สึกว่าในตำเรียนระดับประถมหรือมัธยมของไทยก็มีให้อ่านครับ
และในวรรคต่อมาที่ท่านบอกว่าผู้นำสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้ ท่านอาจารย์ก็พลาดอย่างแรงเช่นกัน ขอทำความเข้าใจแบบสั้น ๆ ณ ทีี่่นี้ว่า การได้มาซึ่งผู้นำสูงสุดของรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (ในยุคสมัยที่ท่านอิมามมะฮฺดีย์ยังไม่ปรากฎ) หรือตามศัพท์วิชาการของอิสลามสำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺ นั้น ต้องผ่านระบบการเลือกสรรโดย "สภาผู้ชำนัญการผู้เลือกสรรวิลายะตุลฟะกีฮฺ" และสภานี้ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งจะมีวาระคราวละ 6 ปี ครับอาจารย์
ส่วนที่ท่านบอกว่า "และประชาธิปไตยอิหร่านเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีการควบคุมโดยคณะกรรมการพระมุสลิม"
ตรงนี้ท่านอาจารย์ยิ่งพาคนอ่านลงเหวเข้าไปใหญ่เลยครับ ขอทำความเข้าใจว่าอิหร่านผ่านการปฏิวัติมา 30 ปี มีการเลือกตั้งในประเทศนี้รวมทั้งเลือกตั้งประธานาธิบดี 10 ครั้ง เลือกตั้้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเลือกตั้งสภาผู้ชำนัญการ ฯลฯ รวมทั้งหมด 30 ครั้ง และแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงจะออกมาลงคะแนนไม่เคยต่ำกว่า 65 เปอร์เซนต์ (โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ปธน.ครั้งล่าสุดนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็น 85 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิืเลือกตั้ง) ครับอาจารย์
นอกจากนี้ รัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังมีรัฐสภาที่ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายจากสภาผู้แทนอีกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อกันความผิดพลาดหรือออกนอกลู่นอกทางจากคำสอนของคัมภีร์อัลกุรฺอาน (ซึ่งถือเป็นธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคน) และหรือล้ำเส้นไปจากแบบฉบับของท่านศาสดาและบรรดาวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน
แล้วบรรทัดฐานของคำว่าประชาธิปไตยเต็มใบ กับครึ่งใบ อยู่ตรงไหนไม่ทราบครับอาจารย์ ?
ต่อครับอาจารย์
ต่อครับอาจารย์
ตรงนี้เป็นความผิดพลาดทางเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับอิหร่านที่ถ้าท่านอาจารย์สังเกตุสักนิด ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้นครับ คือที่ท่านบอกว่า
"แต่ในรูปธรรม คะทามิ ไม่ได้ปฏิรูปให้สังคมอิหร่านเปิดกว้างมากขึ้นแต่อย่างใด เขาจึงแพ้การเลือกตั้งในปี 2005"
ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์เพิ่งกล่าวไปหยก ๆ ว่า
"ก่อนหน้านี้ในปี 1997 ฝ่ายปฏิรูปนำโดยคะทามิ (Mohammed khatami) ซึ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองรอบ คือ 1997 และ 2001"
คือตามกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญของอิหร่าน ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ ๆ ละ 4 ปี รวม 8 ปี เมื่อสิ้นสุดสองวาระแล้ว ต้องรอให้คนอื่นขึ้นดำรงตำแหน่งผ่านไป 1 วาระก่อนถึงจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้อีก ซึ่งกรณีของอดีตประธานาธิบดีคอตามี (อ่านออกเสียงตามนี้ครับอาจารย์ คำนี้เป็นคำภาษาอาหรับครับอาจารย์) ภายหลังจากดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระเมื่อปี 2001 แล้ว ก็เป็นคิวที่ ดร.มะหฺมูด อะห์มะดีย์นิญอด (อ่านออกเสียงตามสำนวนภาษาอาหรับผสมเปอร์เซียตามนี้ครับอาจารย์) ท่านคอตามีย์จึงยังไม่ได้โอกาส เพิ่งจะมีโอกาสในครั้งนี้ ซึ่งในตอนแรกท่านก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะลงรอบนี้แหละ แต่กลับเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน แล้วผลักดันให้ท่านมีรฺมุหฺซิน มูซาวีย์ (อ่านออกเสียงตามนี้ครับอาจารย์)
ความจริงยังมีอีกหลายประเด็น แต่ผมเป็นคนประเภทพูดน้อย - ต่อยมาก จึงขอละเว้นไม่ขอกล่าวครับ
ด้วยศรัทธาและสันติ
เด็กไทยในอิหร่าน
20 มิถุนายน 2009
ขออภัยในความผิดพลาด และขออนุญ
ขออภัยในความผิดพลาด
และขออนุญาตแก้ไขข้อผิดพลาดครับท่านอาจารย์
ผมตกสาระสำคัญไปนิดหนึ่งที่
"หรือตามศัพท์วิชาการของอิสลามสำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺ เรียกว่า "วิลายะตุลฟะกีฮฺ" หรือ "อำนาจสูงสุดของผู้นำที่ชำนัญการในบทบัญญัติอิสลาม) ในพารากร๊าฟข้างล่างครับ
และในวรรคต่อมาที่ท่านบอกว่าผู้นำสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้ ท่านอาจารย์ก็พลาดอย่างแรงเช่นกัน ขอทำความเข้าใจแบบสั้น ๆ ณ ทีี่่นี้ว่า การได้มาซึ่งผู้นำสูงสุดของรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (ในยุคสมัยที่ท่านอิมามมะฮฺดีย์ยังไม่ปรากฎ) หรือตามศัพท์วิชาการของอิสลามสำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺ นั้น ต้องผ่านระบบการเลือกสรรโดย "สภาผู้ชำนัญการผู้เลือกสรรวิลายะตุลฟะกีฮฺ" และสภานี้ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งจะมีวาระคราวละ 6 ปี ครับอาจารย์
และขอเพิ่มเติมตรงที่ผมบอกว่า
และขอเพิ่มเติมตรงที่ผมบอกว่า
"อิหร่านผ่านการปฏิวัติมา 30 ปี มีการเลือกตั้งในประเทศนี้อย่างคร่าว ๆ ดังนี้คือ
เลือกตั้งประธานาธิบดี 10 ครั้ง
เลือกตั้้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเลือกตั้งสภาผู้ชำนัญการ ฯลฯ รวมทั้งหมด 30 ครั้ง
และแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงจะออกมาลงคะแนนไม่เคยต่ำกว่า 65 เปอร์เซนต์ (โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ปธน.ครั้งล่าสุดนี้มีผู้มาใช้สิทธิเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็น 85 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิืเลือกตั้ง)"
ตรงนี้ ถ้ายึดบรรทัดฐานว่าการเลือกตั้งคือภาพลักษณ์หนึ่งของระบบประชาธิปไตย ท่านอาจารย์ลองหามาให้ดูสักที่ สักประเทศได้ไหมว่าสถิติการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และอิสระเสรีปลอดจากการแซกแซงจากองค์กรหรือมาเฟียใด ๆ ว่ามีที่ไหนในโลกนี้บ้าง ?
ซึ่งถ้าเทียบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยกับประเทศที่อ้่างตนว่าเป็นแม่แบบประชาธิปไตยอย่างในอังกฤษที่ท่านอาจารย์อาศัย หรือในอเมริกา ฝรั่งเศส ฯลฯ ว่าเป็นการแข่งขันโอลิมปิกที่มีการแข่งขัน 4 ปีครั้ง เทียบกันในเชิงประชาธิปไตย สถิติตรงนี้ ท่านอาจารย์คิดว่ารัฐอิสลามชนะประเทศที่อ้างว่าเป็นแม่แบบประชาธิปไตยอย่างขาดลอยไหมครับ ?
ขออนุญาตนำคำเทศนาวันศุกร์ของท
ขออนุญาตนำคำเทศนาวันศุกร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามมาลง ณ ที่นี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับพี่น้องร่วมชาติครับ
بسم الله الرحمن الرحيم
คุฏบะฮฺประวัติศาสตร์ของท่านผู้นำการปฏิวัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอิหร่าน
“ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสี่ท่านล้วนมีบทบาทสำคัญต่อรัฐอิสลาม”
“โอ้ สัยยัดของข้าฯ
โอ้ เมาลาของข้าฯ
ข้าฯ มีเพียงชีวิตที่ไร้ค่า
มีร่างกายก็พิการ (มือของท่านต้องพิการจากการที่พวกมุนาฟิกีนวางระเบิดในขณะที่ท่านกำลังอ่านคุฏบะฮฺวันศุกร์ หลังการปฏิวัติอิสลาม = ผู้แปล)
มีเกียรติอันน้อยนิด
ที่ท่านมอบหมายแด่ข้าฯ
ที่ข้าฯ พร้อมยอมพลีอุทิศแด่การปฏิวัติและแด่ท่าน
โอ้ สัยยิด (นาย) ของเรา
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของเรา
โปรดดุอาอ์ให้เราด้วยเถิด
เพราะการปฏิวัติเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน”
นมาซวันศุกร์ภายใต้การนำของท่านผู้นำปฏิวัติอิสลาม อายะตุลลอฮฺสัยยิดอะลี คอเมเนอีย์ ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2009 ที่กินเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีประชาชนชาวอิหร่านเข้าร่วมนมาซและร่วมให้สัตยาบันต่อท่านผู้นำและการปฏิวัติอิสลามจำนวนหลายล้านคน ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความโดดเด่นของผู้นำที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญา - บิดาทางจิตวิญญาณของศรัทธาชนในยุคที่ท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อัจญะลัลลอฮฺฟะเราะญะฮุจชะรีฟ) ยังไม่ปรากฏ นอกจากจะเพิ่มดีกรีความรักความมั่นใจในความเป็นผู้นำของท่านให้กับศรัทธาชนยิ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเกลียดชังให้กับศัตรูที่มีหัวใจมืดบอดอีกด้วย และนอกจากคำเทศนาครั้งนี้จะสามารถดับกระแสไฟฟิตนะฮฺที่ลุกโชนภายในประเทศแล้ว ยังสามารถทำลายความหวังร้ายของเหล่าศัตรูรัฐอิสลามให้พังครืนในบัดดลอีกด้วย
อนึ่ง การคุฏบะฮฺครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดจากสถานีโทรทัศน์หลายช่องทั้งของอิหร่านและของต่างชาติเผยแพร่พร้อม ๆ กันไปทั่วโลก เช่น สถานีโทรทัศน์อัลอาลัม , อัลเกาษัรฺ , อัลอะเราะบียะฮฺ และอัลญะซีเราะฮฺ เป็นต้น
หมายเหตุ :-
ส่วนที่เป็นฟอนท์สีแดงตัวอักษรหนา ส่วนใหญ่จะหมายถึงช่วงที่ประชาชนพึงพอใจและกล่าวตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ
ในขณะที่ท่านผู้นำเดินเข้าสู่สถานที่นมาซ ประชาชนได้กู่ก้องร้องตะโกนคำขวัญ :-
“ขออุทิศโลหิตในเส้นเลือด เป็นของขวัญแด่ผู้นำของเรา” ,
“กองทัพนี้เดินทางมาเพราะความรักท่านผู้นำ” ,
“ลับบัยกะ ยา คอเมเนอีย์ คือลับบัยกะ ยา หุสัยน์” (การตอบคำเรียกร้องคอเมเนอีย์ คือการตอบคำเรียกร้องของหุสัยน์),
“เราพร้อมแล้ว ขอเพียงคอเมเนอีย์ประกาศญิฮาด”
นอกจากนี้ ประชาชนได้กล่าวแสดงความรักความผูกพันอย่างสุดซึ้งต่อท่านผู้นำเป็นเวลายาวนาน ก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่านคุฏบะฮฺ (เทศนา)
ท่านผู้นำได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติ - อุปสรรคปัญหานานัปการที่ถาโถมสู่รัฐอิสลามตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
ทว่า นาวาแห่งการปฏิวัติที่แล่นอยู่ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและมรสุมร้ายไม่เคยประสบกับความอัปปาง
สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความกรุณาปรานีอันหาที่เปรียบมิได้ของพระผู้เป็นเจ้า
ดังนั้น ขอให้ประชาชนช่วยกันพิทักษ์รักษาความโปรดปรานนี้ให้คงอยู่อย่างสถาพร
ท่านผู้นำยังย้ำเตือนว่า จงอย่าให้ทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างกันกลายเป็นเงื่อนไขให้เราต้องหลงลืมพระองค์
จงอย่าให้ความไม่ลงรอยกันทำให้เราลืมอุดมการณ์และเป้าหมายจนไม่รู้ว่าจะเดินไปสู่ทิศทางใด ?
และจะไปอย่างไร ?
ประชาชนของเราเป็นผู้มีศรัทธามั่น แม้กระทั่งผู้คนที่ดูผิวเผิน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่า ภายในหัวใจของพวกเขากลับมีศรัทธาที่มั่นคง
ในคุฏบะฮฺแรก ท่านผู้นำได้เรียกร้องเชิญชวนให้ประชาชนมีความตักวา – ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เตือนให้ระมัดระวังคำสั่งใช้ของพระองค์ และพยายามขัดเกลาตัวตนให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ
ในคุฏบะฮฺที่สอง ท่านผู้นำได้เข้าสู่ประเด็นการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ว่า
“ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงคน 3 กลุ่มต่อไปนี้คือ :-
ลำดับแรก ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงประชาชนผู้มีเกียรติของเรา
ลำดับที่สอง ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงนักการเมือง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสี่ท่าน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งนี้
ลำดับสุดท้าย ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงเหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจและสื่อสารมวลชนที่ขึ้นตรงกับพวกเขาทั้งหมด
สำหรับประชาชนผู้มีเกียรติชาวอิหร่าน
ประเด็นแรกเกี่ยวกับประชาชนผู้มีเกียรติที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงก็คือ ท่านทั้งหลายคู่ควรต่อการยกย่องเทอดทูนและคู่ควรต่อการกล่าวคำขอบคุณ
ข้าพเจ้าไม่ชอบที่จะกล่าวกับคู่สนทนาเกินเลยไปจากความเป็นจริง
แต่สำหรับในครั้งนี้ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะกล่าวเช่นไร ก็คงไม่มีข้อตำหนิ เพราะพวกท่านได้ปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ
การเลือกตั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 22 โครฺดอด (12 มิถุนายน 2009) เป็นการสำแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่กลั่นออกมาจากจิตใจของประชาชนในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ
คนหนุ่มคนสาวที่เป็นชนรุ่นใหม่ของเรามีความตื่นตัวทางการเมือง เสมือนที่ชนรุ่นแรกของการปฏิวัติได้เคยสำแดง
เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่ในช่วงแรกของการปฏิวัติและทำสงครามกับอิรักนั้น เต็มไปด้วยความคุกรุ่นและผูกพันกับการปฏิวัติและสงคราม
ทว่า บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว ถึงกระนั้น จิตสำนึกและความรับผิดชอบที่ทรงคุณค่าของประชาชนก็ยังคงมีต่อประเทศชาติและการปฏิวัติอย่างไม่เสื่อมคลาย
การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือแผ่นดินไหวทางการเมืองสำหรับศัตรูของพวกท่าน !
ทว่า เป็นการเฉลิมฉลองครั้งประวัติศาสตร์สำหรับมวลมิตรของพวกท่าน
เป็นการให้สัตยาบันกับท่านอิมามและการปฏิวัติอีกคำรบหนึ่ง
เป็นการเปิดโอกาสให้ลมหายใจครั้งใหม่เข้ามา
และให้นาวาแห่งรัฐอิสลามได้ขับเคลื่อนก้าวไปอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง
การเลือกตั้งที่อยู่บนบรรทัดฐานแห่งเสียงของปวงชนที่ยึดมั่นในศาสนา (ประชาธิปไตยแบบอิสลาม = ผู้แปล) ในครั้งนี้ ได้สร้างความตะลึงงันให้กับประชาคมโลก
และทำให้ประชาคมโลกได้ประจักษ์ว่าระบอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในคุณค่าของศาสนานั้นเป็นเช่นไร ?
ความเชื่อมั่นในระบบ (อิสลาม) ได้สำแดงออกมาในการเลือกตั้งครั้งนี้
ในขณะที่เหล่าศัตรูพยายามกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากประชาชน
ความเชื่อมั่นที่ถือเป็นต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบ (อิสลาม) เหล่าศัตรูต้องการกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากพวกท่าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ความเสียหายของมันจะร้ายแรงยิ่งกว่าการเผาธนาคารและรถบัสหลายเท่าทวีคูณ
การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นการขับเคี่ยวที่เป็นไปด้วยความอิสระเสรี จริงจัง และโปร่งใสอย่างแท้จริง
ทุกคนต่างได้เห็นเป็นประจักษ์พยานว่าการขับเคี่ยวกัน การแข่งขัน และการ DEBATE เป็นไปอย่างโปร่งใสชัดเจน ถึงขนาดฝ่ายคัดค้านสามารถนำเสนอเหตุผลของตนอย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องน่าเชื่อถือในระดับที่น่าพอใจ
ผู้สมัครชิงชัยการเลือกตั้งทั้งสี่ท่านล้วนเป็นผู้มีส่วนสัมพันธ์และมีบทบาทกับรัฐอิสลาม
ท่านหนึ่งคือประธานาธิบดีรัฐอิสลามผู้ปวารณาตนรับใช้ประชาชน และเป็นคนที่เชื่อถือได้
ท่านหนึ่งคือ (อดีต) นายกรัฐมนตรีในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดี 8 ปี
ท่านหนึ่งคือผู้บัญชาการรบในช่วงสงครามพิทักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ (ในการรบกับอิรักเป็นเวลา 8 ปี)
ท่านหนึ่งคืออดีตประธานรัฐสภา 2 สมัย
เป็นการขับเคี่ยวแข่งขันกันระหว่างผู้มีบทบาทต่อรัฐอิสลาม ระหว่างองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการปกครองซึ่งข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้น รู้จักคุณสมบัติและวัตรปฏิบัติของทั้งสี่ท่านดี และได้มีโอกาสร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับท่านทั้งสี่
อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าข้าพเจ้าจะยอมรับทัศนะหรือแนวคิดทุกอย่างของทุกคน และข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านมีความเหมาะสมคู่ควรในการรับใช้ประเทศ (ในฐานะประธานาธิบดี = ผู้แปล) มากกว่าท่านอื่น ๆ
ทว่า การตัดสินชี้ขาดเป็นหน้าที่ของประชาชน
ความในใจของข้าพเจ้าไม่เคยถูกแพร่งพรายให้กับใครทั้งสิ้น และมิใช่วิสัยที่จะต้องแพร่งพรายความในใจในเรื่องนี้
การถกเถียง - ทะเลาะกันในการเลือกตั้ง เป็นการทะเลาะกันภายในระบบ ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งนอกระบบ ... ประชาชนก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎระเบียบ อยู่ภายใต้ระบบ
DEBATE ในทัศนะของท่านผู้นำ
ข้าพเจ้าก็นั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบทของผู้สมัครรับเลือกตั้งเหมือนกับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย
หลัก ๆ ของการดีเบทเป็นไปด้วยดี และยังสามารถ “ซัดปาก” ของบางคนที่กล่าวหาว่าเป็นแค่ “ละคร” ที่ “เตี๊ยม” กันมาก่อน
การดีเบทครั้งนี้มีทั้งส่วนที่ดี - มีทั้งส่วนที่บกพร่อง
ในส่วนที่ผู้สมัครทุกท่านได้แสดงทัศนะออกมาอย่างโปร่งใสและเป็นไปอย่างลื่นไหล และสามารถดึงให้อีกฝ่ายตอบข้อข้องใจได้นั้น ถือเป็นจุดเด่นและเป็นผลบวก
ทว่า ในหลาย ๆ กรณีที่การดีเบทครั้งนี้เป็นไปเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างรอยด่างดำให้กับยุคปัจจุบันและอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
ในส่วนที่เกี่ยวกับการกล่าวหา - ใส่ร้าย
มีข้อกล่าวหาจำนวนหนึ่งที่ปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ มีคำพูดที่พาดพิงถึงรัฐบาลนี้ (อะหฺมะดีย์นิญอด = ผู้แปล) และรัฐบาลก่อน ๆ อย่างขาดความชอบธรรม ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นโดยแทรกคำให้ร้ายเข้าไปในถ้อยคำที่ดี ๆ ของตน สิ่งนี้มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย (คู่ดีเบท)
ข้าพเจ้าในฐานะผู้อ่านคุฏบะฮฺ ซึ่งคุฏบะฮฺเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการนมาซวันศุกร์ที่จะต้องกล่าวแต่ความจริงล้วน ๆ (เงื่อนไขหนึ่งของนมาซวันศุกร์คือการอ่านคุฏบะฮฺ และเงื่อนไขหนึ่งของคุฏบะฮฺคือการกล่าวแต่ความจริง = ผู้แปล)
คู่กรณีที่ดีเบทกันล้วนต่างมีข้อบกพร่องทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาใส่ร้ายอย่างสาดเสียเทเสียอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมาย ซึ่งการกล่าวหาใส่ร้ายได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำ ....
กล่าวหาใส่ร้ายว่าประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมายเป็นคนโกหกตะลบตะแลง ....
กล่าวหาใส่ร้ายประธานาธิบดีอย่างน่าละอายที่สุด เช่น กล่าวหาว่าเป็นคนลวงโลก เป็นต้น
ในขณะที่อีกฝ่ายได้ลดดีกรีการปฏิวัติอิสลามที่มีมาเนิ่นนานตลอด 30 ปีให้ขาดความน่าเชื่อถือลงไป
ในดีเบทหลายครั้งได้มีการพยายามเอ่ยนามบุคคลสำคัญที่ได้ทุ่มเทเสียสละให้กับระบบการปกครองตลอดชีวิตของตน
ปกติ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวนามบุคคลใดในคุฏบะฮฺ
แต่เนื่องจากหลายคนถูกเอ่ยนามในการดีเบทหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านเหล่านั้น ณ ที่นี้ โดยเฉพาะ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ (รัฟซันญานีย์) และ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์
ข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้นกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ มานับตั้งแต่ปี 1336 (1957 - 2500) กล่าวคือตั้งแต่ 52 ปีที่แล้ว ท่านผู้นี้คือแกนนำสำคัญของขบวนการต่อสู้และการปฏิวัติมาโดยตลอด ข้าพเจ้ารู้จักอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่ยุคสมัยที่มีการต่อสู้
ภายหลังการปฏิวัติอิสลาม ท่านก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างท่านอิมาม (โคมัยนีย์) และหลังจากนั้นก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าจวบจนกระทั่งถึงวันนี้
ท่านเกือบจะเป็นชะฮีดครั้งแล้วครั้งเล่า และได้เสียสละทรัพย์สินของตนเพื่อการปฏิวัติ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เยาวชนคนหนุ่มสาวควรจะต้องรับรู้
หลังการปฏิวัติเป็นต้นมา เราไม่เคยพบว่าท่านจะทำตัวหมางเมินและเหินห่างจากการปฏิวัติ
อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ กรณีที่ข้าพเจ้ามีทัศนะที่ขัดแย้งกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
ทว่า ประชาชนจะต้องไม่ตีความและเข้าใจไขว้เขวสับสน
นอกจากนี้ ระหว่างท่านกับประธานาธิบดี (คนปัจจุบัน) ก็มีความขัดแย้งกันในทางความคิด ทั้งนโยบายต่างประเทศ นโยบายภายใน นโยบายด้านวัฒนธรรมนโยบายทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
ทว่า ทัศนะของประธานาธิบดีมีความใกล้เคียงสอดคล้องกับทัศนะของข้าพเจ้ามากกว่า
กรณีของ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์ ก็เช่นกัน ท่านเป็นบุคคลที่ใช้ประชาชน และไม่มีข้อคลางแคลงสงสัยในความเป็นผู้มีจิตใจผูกพันกับการปฏิวัติและรัฐอิสลามแต่อย่างใด
ข้าพเจ้าได้กล่าวตักเตือนประธานาธิบดีนับตั้งแต่ช่วงนั้น (หลังจากวันดีเบทกับมีรฺหุสัยน์ มูสาวีย์ = ผู้แปล) แล้ว เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าผลลัพท์ที่ดีจะต้องค่อย ๆ ปรากฎในภายหลัง
การแข่งขันได้สิ้นสุดยุติลงแล้ว ประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครทั้งสี่ โดยมีเนียตกุรฺบะตัลอิลัลลอฮฺ (เจตนาเพื่ออัลลอฮฺ) จะต้องได้รับรางวัลตอบแทนจากพระองค์ อินชาอัลลอฮฺ
แถวแห่งการปฏิวัติจำนวน 40 ล้านเสียง คิดเป็น 85 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิออกเสียง มิใช่แค่เพียง 24 ล้าน 5 แสนเสียงที่ลงคะแนนให้กับประธานาธิบดี (หมายถึงผู้ที่ผูกพันกับการปฏิวัติมิได้มีเพียงแค่ 24 ล้าน 5 แสนคนที่ลงคะแนนให้กับอะหฺมะดีนิญอด ทว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 40 ล้านคนต่างมีความรักความผูกพันต่อการปฏิวัติเหมือนกัน = ผู้แปล)
คำตอกย้ำให้ยอมรับเสียงสวรรค์ของปวงชน
ท่านผู้นำได้กล่าวย้ำอีกครั้งว่า :-
“คะแนนเสียงที่แตกต่างกันถึง 11 ล้านเสียง แล้วจะฉ้อโกงด้วยวิธีใด ?
ถึงกระนั้น ถ้ามีใครข้องใจในผลการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินไปภายใต้กรอบขอบเขตของกฎหมาย
ข้าพเจ้าจะไม่มีวันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบิดอะฮฺ (ความคิดอุตริ) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ถ้าวันนี้กรอบกฎหมายถูกทำลายลงไป จะไม่มีการเลือกตั้งใดในอนาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป
ถ้อยคำถึงนักการเมือง
ท่านผู้นำได้เรียกร้องให้นักการเมืองทั้งหลายยุติความคิดที่สุดโต่ง โดยท่านกล่าวว่า ถ้านักการเมืองระดับแกนนำเหล่านั้นยังไม่ลดลาวาศอกต่อกัน ไม่ว่าจะทำไปโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในผลลัพท์ของมันก็คือพวกคนเหล่านั้นนั่นเอง ...
จงจับตามองมือลึกลับของพวกต่างชาติที่ไม่หวังดีให้จงหนัก
บทพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการใคร คือคะแนนเสียงในหีบบัตร มิใช่การออกมาเดินขบวนบนท้องถนน
ถ้าภายหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างชักชวนกองเชียร์ให้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนน
แล้วจะมีการเลือกตั้งเพื่ออะไร ?
ความผิดของประชาชนอยู่ตรงไหน ?
ประชาชนมีความผิดอะไรที่จะต้องไปชักชวนพวกเขาให้ออกมาเผชิญหน้ากัน ?
ในส่วนของพวกก่อการร้าย โอกาสใดเล่าที่จะวิเศษเท่าการแฝงเร้นเข้าไปในหมู่ประชาชนในสภาวการณ์เช่นนี้ ?
ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเลือดของผู้คนที่ต้องหลั่งในครั้งนี้ ?
สภาพเช่นนี้ทำให้หัวใจผู้คนคุกรุ่นไปด้วยโลหิต
ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในมหาวิทยาลัยซิ
ลองเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนคนหนุ่มสาวซิ
ลองเข้าไปสัมผัสกับนักศึกษาที่เป็นศรัทธาชนที่รักและหวงแหนการปฏิวัติซิว่าพวกเขามีความรู้สึกเช่นไร ?
ไม่ใช่ไปสัมผัสกับพวกที่พยายามสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่น ยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดการจลาจล
คำเตือนถึงนักประท้วงข้างถนน
การใช้กำลังคุกคามตามท้องถนนหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติวิธีการเช่นนี้
และถ้ายังไม่ยอมหยุดยั้ง พวกเขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพท์ที่ติดตามมาทั้งหมด
เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เพ้อฝันว่าการใช้วิธีกดดันบนท้องถนน จะสามารถบีบคั้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยอมจำนน
อย่าลืมว่าการบีบบังคับให้เป็นไปตามอำเภอใจโดยผิดกฎหมายนั้น คือการเริ่มต้นใช้อำนาจเผด็จการ ....
ใครก็ตามที่ยังจะใช้วิธีการนี้ต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น ข้าพเจ้าจะออกมาอีกครั้ง
และข้าพเจ้าจะกล่าวกับประชาชนให้ชัดยิ่งกว่าเดิม
ปัญหาสำคัญของศัตรูคู่แค้นของอิหร่านก็คือ จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้จักประชาชาติอิหร่าน
พวกเขาคิดว่าที่นี่คือ “ประเทศจอร์เจีย” ที่ปฏิวัติด้วยผ้ากำมะหยี่ (เรียกเสียงฮาจากประชาชนดังครืน = ผู้แปล)
คำเตือนฝากถึงศัตรู
อเมริกาและพลพรรคของมันที่ในช่วงเวลานี้พยายามเสแสร้งว่าห่วงใยประชาชนอิหร่าน และขนานนามตนเองว่าคือ “ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน” ก็คือชนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้จุดไฟเผาสมาชิกลัทธิ “ดาวูดีย์” ทั้งลูกเล็กเด็กแดง สตรี และคนชรา จำนวน 80 คน ให้ตายทั้งเป็นในบ้านที่ตั้งตระหง่านในประเทศอเมริกา และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็อุบัติขึ้นในยุคสมัยที่สามีของสตรีนางนี้ (หมายถึงนางฮิลลารี คลินตัน) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา ที่กำลังออกมาฟาดงวงฟาดหางอยู่ในขณะนี้ (เรียกเสียงฮาครืนของผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง = ผู้แปล) นี่ยังไม่นับกรณีที่ยกทัพไปเข่นฆ่าผู้คนในประเทศอัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน ฯลฯ
ท่านผู้นำยังกล่าวอีกด้วยว่า “น้ำหน้าอย่างอเมริกาไม่มีสิทธิมาสอนสั่งปัญหาสิทธิมนุษยชนกับอิหร่าน”
ท่านผู้นำยังกล่าวถึงประเทศมหาอำนาจที่พยายามยุยงปลุกปั่นทั้งวิธีทางการทูตและใช้สื่อสารมวลชนของตนทำลายภาพลักษณ์ของการเลือกตั้งและการปฏิวัติอิสลามว่า
ประเทศที่อาศัยวิธีการที่สกปรกโสมมที่สุดก็คืออังกฤษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BBC ที่ถือเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลประเทศนี้ และได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลในแต่ละปีเพื่อล้มล้างรัฐอิสลาม
ปัจฉิมวาทะ ...
ในช่วงสุดท้ายของคำเทศนา ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อัจญะลัลลอฮฺฟะเราะญะฮุจชะรีฟ) ด้วยหัวใจที่ขมขื่นและปวดร้าวซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่อยู่ในสถานที่นมาซ และผู้ชมที่เฝ้าชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านอีกหลายสิบล้านคนต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างยาวนาน ว่า
“โอ้ สัยยิด (นาย) ของข้าฯ
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของข้าฯ
ข้าฯ มีเพียงชีวิตที่ไร้ค่า
มีร่างกายที่พิการ (มือของท่านต้องพิการจากการที่พวกมุนาฟิกีนวางระเบิดในขณะที่ท่านกำลังอ่านคุฏบะฮฺวันศุกร์ หลังการปฏิวัติอิสลาม = ผู้แปล)
มีเกียรติอันน้อยนิด
ที่ท่านมอบหมายแด่ข้าฯ
ที่ข้าฯ พร้อมยอมพลีอุทิศแด่การปฏิวัติและแด่ท่าน
โอ้ สัยยิด (นาย) ของเรา
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของเรา
โปรดดุอาอ์ให้เราด้วยเถิด
เพราะการปฏิวัติเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน”
ถ้าอาจารย์สนใจข้อมูลเกี่ยวกับอิหร่านและรัฐอิสลามอิหร่านที่เป็นภาษาไทยเพิ่มเติม สามารถดูได้จากเวปไซต์นี้ครับ
http://www.islamichomepage.com/contents/index.php
http://www.islamichomepage.com/contents/index.php?option=com_content&view=article&id=344:2009-06-20-15-46-47&catid=20:speeches-interviews&Itemid=71
ด้วยสันติและศรัทธา
ขอบคุณครับท่านอาจารย์
เด็กไทยในอิหร่าน
ต้องขอบคุณคุณเด็กไทยในอิหร่าน
ต้องขอบคุณคุณเด็กไทยในอิหร่านที่ให้มุมมองข่าวสารจากภายในประเทศอิหร่านออกมาสู่สาธารณะ และต้องขอบคุณใจด้วยที่ถ้าไม่ตั้งชื่อบทความอย่างนี้ ก็คงไม่ได้ห็นความเห็นและข่าวสารตอบรับเช่นนี้ ส่วนตัวผมนั้นมีสองความรู้สึกคือ
หนึ่งพอใจที่ได้มีโอกาสทำความเข้าใจระบบการเลือกตั้งในระบอบการปกครองแบบพรรคเดี่ยวแบบอิหร่านมากขึ้น ผมว่าใกล้เคียงกับแบบจีน ซึ่งก็แปลกนะครับที่นักคิดสายตะวันออกที่เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และมีพื้นฐานแนวความคิดทางศาสนาคนละขั้วกัน อย่างโคไมนี่และเติ้งเสี่ยวผิง ออกแบบระบอบการปกครองที่ใกล้เคียงกันและทั้งใช้ได้ผลและเป็นที่ยกย่องของมหาประชาชนในประเทศเช่นกัน ลัทธิประชาธิปไตยแบบตะวันตกล้าหลังไปแล้วสำหรับสองประเทศนี้ เท่านั้นหรือ....
สองก็คือ ชีอะห์อิสลามเชื่อว่าอาลีกาหลิบยุคราชิดันองค์ที่๔เป็นทายาทที่ถูกต้องของศาสดา และผู้นำชีอะห์ปัจจุบันล้วนถ่ายทอดกันมาตามสายนี้อย่างถูกต้อง เมื่อมองดูพัฒนาการของชีอะห์ในอืหร่าน เปรียบเทียบกับสุหนี่ในโลกอาหรับ ผมก็ว่าชีอะห์เชื่อถูกต้องแล้ว และศาสดาเลือกสายสืบทอดได้ถูกคนจริงๆเพราะกว่าพันปีมาแล้วที่
ผู้นำอิสลามระดับสูงสายชีอะห์ในอิหร่านนั้น วางตัวประพฤติตัวได้สมกับการเป็นผู้นำโลกอิสลาม การพูดจาให้ความเห็นตรงไปตรงมา คิดอย่างไรเชื่ออย่างไรก็พูดอย่างนั้น ประพฤติเช่นนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับบรรดาผู้นำอิสลามจอมปลอมในโลกอาหรับที่แอบอ้างคำสอนศาสนาไว้สร้างศรัทธาประสาสะกดขี่ประชาชนไว้ใต้ปกครอง สร้างความยุ่งยากป็ญหาให้ประเทศอื่นทั่วโลก แต่ตัวเองประพฤติไม่ต่างกับมหาเศรษฐีทุนสามานย์ในโลกตะวันตก อิหร่านนั้นนอกจากป้องกันตัวเองและแอนตี้ยิวแล้ว ไม่เคยเห็นทำให้ประเทศไหนเดือดร้อน กับไทยก็เป็นคู่ค้าสำคัญกันอยู่ ...
"อิหร่านนั้นนอกจากป้องกันตัวเ
"อิหร่านนั้นนอกจากป้องกันตัวเองและแอนตี้ยิวแล้ว ไม่เคยทำให้ประเทศอื่นเดือดร้อน"
ที่อามาดิเนจาดบอกอิสราเอลว่าจะ wipe off the map เนี่ยนะฮะเรียกว่าป้องกันตัวเอง ที่ล้างสมองคนชาติตัวเองให้เกิดแต่ความเกลียดชังคนชาติอื่นที่มีเสรีเนี่ยนะ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ขอหัวร่อสามก๊าก
ฮิตเลอร์ก็แอนตี้ยิวเหมือนกันนะฮะ ไม่เคยทำให้ประเทศอื่นเดือดร้อนเหมือนกัน แค่จะครองโลกด้วยอำนาจเถื่อนเท่านั้นเอง
ขอร้องเพลง อิมเมจิน ของจอนเลนน่อนสามรอบ
ขอบคุณความรู้ที่ได้จากบทความ
ขอบคุณความรู้ที่ได้จากบทความ
แต่ขอติงช่วงท้าย
อาจารย์ ขอมากเหลือเกิน สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เห็นด้วยกับการก้าวก่ายของสหรัฐ ไม่สนับนโยบายเสรีนิยมของทั้งฝ่ายปฏิรูป และ อนุรักษ์ และนโยบายที่คับแคบของมูซาวิ
แบบนี้อาจารย์จะหาพลังที่ไหนมาเปลี่ยนล่ะ ครับ
ต้องขออภัยอาจารย์ใจเป็นรอบที่
ต้องขออภัยอาจารย์ใจเป็นรอบที่สามกับความผิดพลาดพลั้งเผลอของกระผมครับ
คราวนี้เกี่ยวกับชื่อของผู้สมัครแข่งขันชิงตำแหน่ง ปธน.ของอิหร่านที่ชื่อ "มีรฺฮุเซน มูซาวีย์" ซึ่งผมดันไปบอกอย่างงี้ว่า "แล้วผลักดันให้ท่านมีรฺมุหฺซิน มูซาวีย์ (อ่านออกเสียงตามนี้ครับอาจารย์)
ความจริงชื่อที่ถูกต้องและออกเสียงที่ใกล้เคียงกับภาษาอาหรับที่สุดก็คือ "มีรฺฮุเซน มูซาวีย์" ครับ
ขออภัยอีกครั้งครับอาจารย์
และขอขอบคุณ "คุณบางกอก" ที่มีทัศนะและมุมมองที่กว้างไกล ไม่ติดยึดอยู่กับโลกทัศน์ของตะวันตกและอเมริกาที่เฝ้าโฆษณาชวนเชื่อตลอด 24 ชั่วโมงว่าเฉพาะพวกตนเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประเทศอื่นล้วนแล้วแต่ครึ่งใบ หรือไม่ก็หาประชาธิปไตยไม่เจอ โดยยึดตนเองเป็นบรรทัดฐาน และละเลยที่จะทำความเข้าใจกับหลักการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของตน
ในส่วนอิสลามที่ท่านบางกอกว่าไว้นั้น ผมมั่นใจว่าท่านคงทราบดีในเรื่องนี้ว่าศัตรูอิสลามในยุคทุกสมัยพยายามทำลายล้างหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เรียกว่าศาสนาอิสลามมาโดยตลอด และวิธีทำลายที่ได้ผลที่สุดก็คือ "การสร้างอิสลามปลอมขึ้นมาทำลายล้างอิสลามแท้" เหมือนเช่นที่ท่านอิมามโคมัยนีย์ผู้ล่วงลับไปแล้วได้กล่าวย้ำอยู่เสมอให้ตระหนักว่า ณ ปัจจุบัน ศัตรูได้อาศัย "อิสลามอเมริกาอีย์" (อิสลามสไตล์ตะวันตก) เพื่อแทรกซึมเข้ามาบ่อนทำลายล้าง "อิสลามมุหัมมะดีย์" (อิสลามตามแบบฉบับของท่านศาสดามุหัมมัด)" ซึ่งท่านบางกอกก็คงเห็นแล้วว่าหลังจากการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้อุบัติขึนมาเมื่อปี 1979 เกิดขบวนการอิสลามที่ถูกสร้างขึ้นมามากมาย แต่ที่ทรงพลังและสามารถสร้างความฉิบหายปั่นป่วนให้กับทั้งโลกอิสลามและประชาคมโลกมากที่สุดก็คงไม่พ้น "อัลกออิดะฮฺ" วะฮาบีย์สายพันธ์ใหม่ภายใต้การนำของ "บินลาดิน" ผู้ซึ่งเคยเดินเข้าออกทำเนียบไวท์เฮาส์กับตึกเพนตากอนมาอย่างโชกโชนนั่นเอง
ก่อนหน้านั้น เมื่อราว 200 กว่าปี จักรวรรดินิยมอังกฤษก็เคยให้การสนับสนุนอิสลามลัทธิใหม่ในชื่อ "วะฮาบีย์" ที่อยู่ภายใต้การชี้นำของนักวิชาการ (อุปโลกน์) ที่ชื่อ "มุหัมมัด บินอับดุลวะฮาบ" กับฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐที่มีทั้งกองกำลังทหารและอาวุธที่ชื่อ "ซาอุด" (และบุคคลผู้นี้เองที่เข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงแผ่นดินหิยาซของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ให้เป็นชื่อ "ซาอุดิอารเบีย" ซึ่งหมายถึง "ราชอาณาจักรของราชวงศ์ซาอุดี้" เสมือนที่มุอาวิยะฮฺ บุตรของอบูสุฟยาน ได้เคยทำเป็นตัวอย่างในอดีตมาก่อนนั่นเ่อง
อนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่าอิสลามปฏิเสธในเรื่องของการสืบราชสันตติวงศ์ และปฏิเสธระบบกษัตริย์ที่ใช้วิธีการสืบราชบัลลังก์
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าสิ่งที่กล่าวมานั้น เป็นพระบัญชามาจากพระผู้เป็นเจ้า และท่านศาศาสดาแห่งอิสลามได้ประกาศให้ประชาชนในสมัยของท่านรับทราบ เฉกเช่นในกรณีที่ท่านได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลี บินอบีฏอลิบ ให้เป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจในการปกครองดูแลความสงบสุขของประชาชาติต่อจากท่าน ถือเป็นคนละประเด็นกับการสืบทอดราชบัลลังก์ที่กล่าวมาข้างต้นครับ กล่าวคือประเด็นแรกนั้นไม่ได้มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ทั้งในทางสติปัญญาและในทางวิชาการศาสนาว่ามาจากพระผู้เป็นเจ้าและศาสดาของพระองค์ แต่ในกรณีหลัง มีหลักฐานทางวิชาการศาสนาอย่างพร้อมมูล และยังถือว่ากินกับสติปัญญาอีกด้วย เพราะศาสดาทุกท่านล้วนแล้วแต่ได้แต่งตั้งตัวแทนให้ทำหน้าที่ปกครองสืบต่อจากตนเอง และมีหลักฐานอย่างมากมายว่าทุกครั้งที่ท่านศาสดาอิสลามต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนอกนครมะดีนะฮฺ ท่านจะแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ดูแลกิจการภายในแทนท่านเสมอ แต่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดและมหัศจรรย์ใจที่ท่านละเลยไม่ยอมแ่ต่งตั้งใครให้ทำหน้าที่แทนก่อนที่ท่านจะจากประชาชาติของท่านไป (ดังความเชื่อของชาวสุนนีย์ทั้งหลาย - ทั้ง ๆ ที่ในตำราของพวกเขาก็ได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่าท่านศาสดาได้แต่งตั้งท่านอะลีไว้จริง - แต่เนื่องจากโมหคติหรือด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม พวกเขากลับปฏิเสธความจริงที่ชัดเจนนี้ไปอย่างน่าสังเวชใจ)
ความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับรัฐ
ความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับรัฐอิสลามเต็มไปด้วยอคติ เมื่อคุณพูดเรื่องการล้างสมองในโรงเรียนอนุบาล คุณคงหมายถึงที่ ปาเลสไตล์ หากคุณเปิดใจซักนิดคุณคงรู้บริบทของปาเลสไตล์ และคงจะรู้ลึกลงไปอีกถึงการกดขี่ข่มเหงของอิสราเอลที่มีต่อปาเลสไตน์ ปาเลสไตน์ถูกปิดล้อมทุกอย่าง (ถึงกับสร้างกำแพงสูง 20 เมตร) สิ่งที่เหลืออย่างเดียวของพวกเขาในการต่อสู้กับอิสราเอล คือร่างกายของเขาเอง แต่อย่างไรก็ดีอิสลามห้ามการกระทำดังกล่าว การต่อสู้ของปาเลสไตน์ถูกชี้นำด้วยลัทธิชาตินิยม ชาตินิยมทำให้การตายเพื่อชาติ หรือการฆ่าคนอื่น เพื่อชาติได้รับการสรรเสิรญ (เหมือนที่ตำรวจและทหารยิงคนในมัสยิดกรือเซะ และเอาคนทับถมกันในรถจนตาย 78 คนนั่นแหละ)
กล่าวถึงรัฐอิสลาม อาณาจักรอิสลาม ปกครองตั้งแต่โมรอคโค ยันอินเดีย มากว่าพันปี คงจะมีอะไรดีบ้างหละนะ เอาแค่อย่างเดียว ระบบ Ombusman (ระบบยุติธรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชน)ที่เราเอามาจากเยอรมัน (ใช้ในศาลปกครองในปัจจุบัน)มีพื้นฐานมาจาก Dewan Al-Mathalim (ดีวานอัลมาซอเล็ม) ที่ใช้สมัย อับบาซียะ (โปรดดู The Venture of Islam ของ Mashall Hudgeson, หรือ Muhammadanism ของ sir Alexander Hamilton Gibb)
พื้นที่น้อย ผมอยากให้คุณศึกษาให้มาก คนที่ศึกษาน้อย จะ สุดโต่ง ไม่ว่าพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม
สำหรับ ใจ ผมเอาใจช่วยคุณ เมืองไทยต้องมีแบบคุณเยอะๆ ผมยังขี้ขลาดอยู่
วิธีเข้าถึงสัจจะ 3 ทาง 1.
วิธีเข้าถึงสัจจะ 3 ทาง
1. ใช้เหตุผล เป็นวิธีแสวงหาความจริงของนักปรัชญา
2. ใช้ศรัทธา เป็นวิธีแสวงหาความจริงของศาสนาเทวนิยม
3. ใช้ปัญญา เป็นวิธีแสวงหาความจริงของศาสนาเอเทวนิยม
เหตุผลทำให้ได้ความจริงที่ตัดสินกันด้วยหลักเกณฑ์ของความสมเหตุสมผล
ศรัทธาทำให้ได้ความจริงที่ตัดสินกันด้วยความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ นั่นคือความจริงหรือสัจจะที่ได้รับการประทานจากพระเจ้าผู้ซึ่งเราอาจเข้าถึงได้ด้วยความเชื่อที่เหนือเหตุผล
ปัญญาทำให้ได้ความจริงที่ตัดสินได้ด้วยการประจักษ์ความจริงนั้นได้โดยตรง เช่น การตรัสรู้เป็นการประจักษ์แจ้งสัจธรรมตามกฎธรรมชาติตรงๆด้วยจิตที่เกิดปัญญารู้แจ้งฉับพลัน ไม่ใช่ใช้หลักตรรกะอธิบาย
ทั้งเหตุผล ศรัทธา และปัญญา ล้วนมีค่า แต่เพียงแค่เน้นหนักคนละด้าน ก็ทำให้เกิดลัทธิความเชื่อ ศาสนาต่างๆที่นำความแตกต่างนั้นมาแบ่งแยกคนและเกิดการประหัตประหารกัน
ถ้าอ.ใจจะเรียก"พระมุสลิม"ให้ถ
ถ้าอ.ใจจะเรียก"พระมุสลิม"ให้ถูกต้อง ควรเรียกว่าอิหม่าม หรือผู้นำศาสนา เท่าที่ทราบมุสลิมไม่มีนักบวช และจึงไม่น่าจะเปรียบเทียบกับพระภิกษุได้
ขอขอบคุณความรู้ทางวิชาการที่ท
ขอขอบคุณความรู้ทางวิชาการที่ทั้งอาจารย์ใจ และผู้ร่วมให้ความเห็นเกี่ยวกับอิหร่านได้นำเสนอมา ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นเข้าใจอิหร่านและเข้าใจโลกมุสลิมทั้งหมด อย่างน้อยองค์ความรู้ที่ถูกต้องมันทำให้มองมุสลิมอย่างเข้าใจและรู้สึกร่วมกับชะตากรรมของพี่น้องมุสลิมที่ได้เผชิญอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมในอิรัก ในปาเลสไตน์ และในอัฟริกา
เราต้องยอมรับว่า โลกถูกแบ่งให้เป็นขั่วอำนาจอย่างน้อย ๒ ขั่ว คือ หนึ่งพวกที่ยอมสยบอยู่กับอเมริกา กับอีกขั่วหนึ่งคือพวกที่ไม่ยอมสยบกับอเมริกา แต่พอขั่วสหภาพโซเวียตล่ม มันก็เหลือแต่อเมริกาจะมุ่งสู่ความเป็นจ้าวโลก
หากเราศึกษางานของนักวิชาการหลัก เช่น เอ็ดเวอร์ด ซาอิด, นอม ชอมสกี, มิเชล ชุสสุโดฟสกี้ เราก็จะเห็นว่าคนเหล่านี้พยายามชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของสงครามแล้วมันมิได้อยู่ที่ความแตกต่างทางด้านศาสนาหรือวัฒนธรรมใด ๆ เลย (อย่ามั่วไปเรื่อยเหมือนกับ แซมมั่ว ฮันติงตั้น) แต่มันอยู่ที่การแย่งทรัพยากร และการเข้าสู่ความเป็นเจ้าโลก (Global Hegemony) การที่เราไม่เคยเข้าใจประเด็นเหล่านี้เลยเพราะสื่อกระแสหลักอย่าง ซีเอ็นเอ็น บีบีซี เอพี รอยเตอร์ และสื่อไทยเองเราก็ไม่รับข่าวมาจากสื่อกระแสหลักพวกนี้แหละ สื่อค่ายโลกเสรีพวกนี้แหละที่มันมีหน้าที่สร้างอุดมการณ์ตะวันตกให้ดูดี ให้ถูกต้องสำหรับชาวโลก ชอมสกีอ้างคำพูดของวอเตอร์ ลิปปแมน ว่า มันคือการ "หล่อหลอมความคิด" (Manufacturing Consent) นอกจากสื่อจะทำให้อุดมการณืของอเมริกันถูกต้องแล้วยังเที่ยวไปสร้างภาพแห่งความเป็นปีศาจกับประเทศมุสลิมหรือประเทศที่ไม่ยอมสยบกับอเมริกาและค่ายตะวันตกด้วย เช่น ผู้นำอีรัก (ซัดดัม คือ ปีศาจเพราะกดขี่ข่มเหงประชาชนแต่ซัดดัมก็คือคนที่คนที่ซีไอเอร่วมงานมาก่อน)
อาจารย์ใจ คงรู้ไส้รู้พุงอเมริกาหมดแล้วถึงได้เกลียดนักเกลียดหนา แต่อย่าลืมนะครับกลุ่มชาติเนโต้เองมันก็ไม่ต่างจากหัวโจกของมันคืออเมริกาเท่าใดนัก เห็นอาจารย์แอบไปอาศัยอังกฤษในยามยากเช่นนี้ อังกฤษก็เป็นชาติที่เริ่มสร้างปัญหาและระเบิดเวลาด้วยแนวคิด "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ไว้ทั่วทุกที่ของโลกเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ เอายิวไปปล่อยไว้ในรัฐปาเลสไตน์
วันนี้เราเข้าใจโลกและรัสเซียน้อยมาก และที่รู้ก็เป็นภาพของรัฐอันธพาล (Rogue States) ที่สื่อมะกันขนานนามให้ มิเชล ชุสสุโดฟสกี้ ให้ความเห็นว่า "เป็นเพราะรัฐอิสลามทั้งหลายครอบครองนำ้มัน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในปัจจุบัน มันจึงมีกระบวนการยัดเยียดความเป็นปีศาจให้กับมุสลิมทั้งหลาย (Demonization) ถ้าสังคมพุทธมีน้ำมันมันก็จะยัดเยียดความเป็นปีศาจให้กับคนพุทธอีกด้วย" เอ็ดเวิร์ด ซาอิด บอกว่า หากอิรักส่งออกหน่อไม้ฝรั่งมันคงไม่มีการพยายามเข้าไปยึดครองอิรักอย่างแน่นอน" มหาเธร์ของมาเลยเซียบอกว่า "ตั้งแต่หมดยุคสงครามเย็น ขั่วอำนาจสหภาพโซเวียตล่มลง ประเทศที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในปัจจุบันคืออเมริกา"
ผมว่าเป็นโอกาสดีมากที่เรามีคนไทยเรียนรู้จักประเทศตะวันออกเหล่านี้โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ และเราค่อย ๆ ช่วยกันกระชากหน้ากากรัฐบาลอเมริกันออกมาเถอะครับจะได้ทำให้โลกเราน่าอยู่กว่าน้ีเยอะ
กฤศดา ธีราทิตยกุล
เรื่องแต่งตั้งอาลีแต่ไปได้อาบ
เรื่องแต่งตั้งอาลีแต่ไปได้อาบูร์บาการ์นั้น ขออนุญาติวิจารณ์อย่างไม่ใช่คนอิสลามว่า น่าจะเกิดจากการเมืองภายในผู้ใกล้ชิดศาสดาเอง และอาลีน่าจะอ่อนอาวุโสกว่าอาบูร์บาการ์มากพอสมควร อนึ่งทันทีที่ศาสดาเสียชีวิต ชนชาติใต้ปกครองของอิสลามก็เริ่มเป็นกบถ อาบูร์บาการ์และแม่ทัพอุสซามาอิบซาอิดแสดงผลงานปราบกบถน่าประทับใจและรักษาเมดิน่าไว้ได้ อาลีก็ร่วมกับฝ่ายนี้ด้วย และไม่ได้คัดค้านอะไร ส่วนราชิดดันคนที่๒และ๓นั้นต้องถือว่าได้มาในฐานะใกล้ชิดอาบูร์บาร์การ์ ส่วนอาลีได้เป็นกาหลิบคนที่๔คงเป็นเพราะวัยถึงการควรและสร้างอำนาจบารมีขึ้นได้ ส่วนการตีความคำว่าMaulaที่ศาสดาใช้กับอาลี ที่สุหนี่กับชีอะห์ตีความต่างกันนั้น ผมคาดว่าน่าจะเป็นข้ออ้างของนักการศึกษาอิสลามทั้งสองนิกายที่อาจตกลงกันใช้เพื่อบังหน้าความขัดแย้งของผู้นำโลกอิสลามในยุคนั้นซึ่งแม้จะถือกันว่า เป็นยุคที่คำสอนการปฏิบัติบริสุทธิ์น่ายกย่อง แต่กาหลิบราชิดันนั้นตายแบบถูกลอบฆ่าเกือบทั้งสิ้น....ผมจึงสรุปอย่างคนนอกศาสนาได้ว่า การแต่งตั้งอาลีนั้นควรถือว่าถูกต้องทางพิธีการทางศาสนา แต่ไม่ถูกต้องทางการเมืองภายในผู้นำอิสลามยุคนั้น ชาวอิสลามที่มีการศึกษาน่าจะเข้าใจได้ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วว่า การนำการเมืองการปกครองกับการศาสนามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน มันจะเกิดผลอย่างไร สร้างความแตกแยกได้แค่ไหนแม้แต่ในหมู่ผู้นับถือศรัทธาศาสนาอิสลามด้วยกัน
เรื่องความเป็นมาของซาอุดิ และผลกระทบต่อชาวสุหนี่ทั่วโลกนั้น ผมพอจะทราบอยู่ แต่นำเสนอไปก้ไม่มีน้ำหนักเพราะไม่ได้เป็นอิสลามกับเขา คุณBBTเขียนได้ดีแล้วครับ น่าจะนำเสนอต่อๆไป ผมแปลกใจมากที่คนไทยที่ไปศึกษาในอิหร่านจะมีวิสัยทัศน์ต่ออิสลามกว้างไกลเปิดเผยและวิเคราะห์ได้ดีเช่นนี้ ถ้าเป็นเพราะระบบการศึกษาของอิหร่านเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ ก็ต้องนับว่าชีอะห์อิสลามพัฒนาไปไกลกว่าสุหนี่อนุรักษ์นิยมแบบอาหรับมากทีเดียว นักวิชาการอิสลามสายสุหนี่เท่าที่เห็นมาอ้างพระเจ้ากันตะพึดตะพือ จะคิดจะเห็นอะไรเป็นเหตุเป็นผลกับเขาไม่ค่อยจะเห็นมี....
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการุณ
สันติแด่ท่านบางกอกครับ
กรณีผู้สืบทายาทในการปกครองดูแลประชาชาติต่อจากท่านศาสดาแห่งอิสลามนั้น
ในสายธารชีอะฮฺอิมามียะฮฺยึดมั่นอยู่บนคำสอนของคัมภีร์อัลกุรฺอานซึ่งถือเป็นธรรมนูญแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ และยึดมั่นในแบบฉบับ (สุนนะฮฺ) ของท่านศาสดาแห่งอิสลามอย่างมั่นคง ทั้งสองสิ่งนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่จะจำแนกว่าใครคือผู้ที่อยู่กับฝ่ายสัจธรรม และใครคือผู้ที่อยู่กับฝ่ายโมฆะ (กรรม) ดังวจนะที่ท่านศาสดา (ศ) ได้กล่าวย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
قال رسول الله صلّ الله عليه و ا له
اِنِّي تارِك فيكُمُ الثّقَلَيْن كِتابَ اللهِ وَ عِتْرَتِي اَهْلَ بَيْتِيْ
ما اِنْ تَمَسَّكْتُمْ بِهِما لَنْ تَِضلّوا اَبَداً
وَ اِنَّهُما لَنْ يَفْتًرِقا حَتَّي يَرِِدَا عَلَيَّ الحَوْضَ
صحيح مسلم ج 7 ص 122 , سنن دارمي ج 2 , ص 432 , مسند احمد ج 3 , ص 14, 17 , 26 , و ج 4 , ص 371 , و ج 5 , ص 182 , 189 , و مستدرك حاكم ج 3 , ص 109 , 148 , 533
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอาลิฮฺ) วจนะไว้ว่า :-
“แท้จริง ฉันได้ทิ้งสิ่งหนักสองสิ่งที่ทรงคุณค่าในท่ามกลางพวกท่าน
นั่นคือ กิตาบุลลอฮฺ (คัมภีร์อัลกุรฺอาน)
และอิตเราะตีย์อะฮฺละบัยตีย์ (เครือญาติของฉัน ครอบครัวของฉัน)
ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นทั้งสอง
พวกท่านจะไม่มีวันหลงทางอย่างแน่นอน
และทั้งสองจะไม่มีวันพรากจากกัน
จนกว่าจะกลับมาหาฉันที่สระน้ำ (อัลเกาษัรฺ)”
จะเห็นได้ว่าท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ) มีความห่วงใยอย่างยิ่งยวดกลัวว่าประชาชาติของท่านจะหลงทาง เพราะซาตานมารร้ายในคราบมนุษย์ที่จะต้องเข้ามาหลอนหลอกด้วยวิธีการต่าง ๆ อาจจะด้วย ตำแหน่ง ชื่อเสียง เงินตรา หรือสตรี
ท่านจึงมอบบรรทัดฐานว่าเฉพาะสองสิ่งนี้เท่านั้นที่จะไม่ทำให้ผู้คนหลงออกนอกเส้นทางที่เที่ยงตรง
นอกจากนี้ ในเหตุการณ์ “เฆาะดีรฺคุม” ก่อนที่ท่านจะอำลาจากโลกนี้ไปไม่นาน กล่าวคือ เมื่อปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 8 (ท่านศาสดาเสียชีวิตปีที่ 10) ท่านก็ได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลี ให้เป็นผู้ปกครองสืบต่อจากท่าน ต่อหน้าฝูงชนจำนวน 80,000 – 120,000 คน เป็นการประกาศท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ แล่ะหลังจากประกาศผ่านพ้นไป ปรากฎว่ามวลมิตรของท่านได้เข้าไปแสดงความยินดีกับท่านอะลีอย่างเนืองแน่น สิ่งนี้ ย่อมบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ท่านไม่ได้ประกาศคำว่า “เมาลา” ของอะลีให้อยู่ในฐานะเพื่อนของท่าน อย่างที่ท่านบางกอกตั้งข้อสันนิษฐานตามการตีความของพี่น้องสุนนีย์ แต่หมายถึง “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” ที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้าต่อจากท่าน เพราะหลังจากท่านแล้วจะไม่มีศาสดาอีกต่อไป อย่างที่ได้กล่าวกับท่านบางกอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ขนาดท่านศาสดาจะออกไปปฏิบัติภารกิจนอกนครมะดีนะฮฺ ท่านยังแต่งตั้งตัวแทนทำหน้าที่แทนท่าน หรือถ้าจะยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวและกินกับสติปัญญาที่สุดก็ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ยังต้องมอบหมายภารกิจให้รองนายกฯ เป็นผู้ดูแลแทน กรณีผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เข้าข่ายเดียวกัน แล้วในกรณีนี้ เป็นชะตากรรม - ความเป็นความตายของประชาชาติ เป็นไปได้อย่างไรที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงวิทยปัญญา และศาสดาผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ จะละเบย – เพิกเฉย ? ? ?
เช่นเดียวกับกรณีที่ท่านบางกอกตั้งข้อสันนิษฐานถึงวัยวุฒิเหมือนกับที่พี่น้องสุนนีย์เชื่อ อย่าลืมว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นความคิดของคน ซึ่งไม่มีบรรทัดฐานใดมารองรับว่าจะถูกหรือผิด ในขณะที่มีหลักฐานอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนว่าได้มีการแต่งตั้ง ได้มีการสถาปนาตำแหน่งผู้นำจริง แล้วทำไมจะต้องนำความคิดของเราเข้าไปสอดแทรกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนอีกเล่า ?
อนึ่ง ก่อนที่อบูบักรฺ เคาะลีฟะฮฺที่หนึ่ง จะสิ้นชีวิต เขาได้แต่งตั้งอุมัรฺสืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากเขา
และทำนองเดียวกัน ก่อนที่อุมัรฺ จะสิ้นชีวิต เขาก็ตั้งสภาชูรอขึ้นมา 6 คน และได้สั่งเสียให้มีการเลือกตั้งผู้นำภายใน 6 คนนั้น
ถามว่า เคาะลีฟะฮฺสองท่านนั้นมีความฉลาดเฉลียวและห่วงใยต่อประชาชนมากกว่าศาสดาของพวกเขากระนั้นหรือ ?
เอาละครับ ถ้ามีโอกาสเราคงจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันอีกครับ
ด้วยสันติและศรัทธา
อ้อ ขออนุญาตเพิ่มเติมปัญหาที่กำลังร้อนฉ่าอยู่ในอิหร่านขณะนี้นิดหนึ่งครับ
ทางออกของปัญหาคือกฎหมาย
เมื่อมองว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายเข้าไปจัดการ
นำเสนอหลักฐานให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
ถ้าไม่พอใจอะไรขึ้นมาแล้วพยายามลากกองเชียร์ออกไปประท้วงข้างถนน
แล้วจะมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร ?
วิธีนี้มันมิใช่ประชาธิปไตย แต่กระผมขอขนานนามมันว่า "อันธพาลธิปไตย" หรือ "อันธพาลนิยม" ครับผม
หรือที่คนบ้านเราชอบพูดกันติดปากว่า "ขี้แพ้ชวนตี" นั่นเอง
ท่านผู้นำสูงสุดได้กล่าวว่าอย่างไรในเรื่องนี้
“อย่าลืมว่าการบีบบังคับให้เป็นไปตามอำเภอใจโดยผิดกฎหมาย คือ การใช้อำนาจเผด็จการ ....”
“คะแนนเสียงที่แตกต่างกันถึง 11 ล้านเสียง แล้วจะฉ้อโกงด้วยวิธีใด ?
ถึงกระนั้น ถ้ามีใครข้องใจในผลการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินไปภายใต้กรอบขอบเขตของ กฎหมาย
ข้าพเจ้าจะไม่มีวันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบิดอะฮฺ (ความคิด อุตริ) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด
อนึ่ง เมื่อวันวานกับวานซืน พวกมุนาฟิกีนที่ได้รับคำบงการมาจากจักรวรรดินิยมอังกฤษพยายามจะนำระเบิดเข้าวางที่วิหารของท่านอิมามโมัยนีย์ เดชะบุญที่ จนท.รักษาความปลอดภัยสามารถสกัดกั้นได้ซะก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแค่สองราย รวมทั้งเจ้าคนที่จะวางระเบิดอีกหนึ่งราย ส่วนในกรุงเตหะราน นอกจากจะลอบวางเพลิงสถานที่ราชการ ร้านค้า บ้านเรือนผู้คน เมื่อวันเสาร์มีการลอบเผามัสญิดกันแล้ว ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "งานนี้" ไม่ใช่วิสัยและฝีมือของมุสลิมอย่างแน่นอน
ปล. ผมขอเน้นอีกครั้งครับว่าชีอะฮฺอีมามียะฮฺมีบรรทัดฐานรองรับคืออัลกุรฺอานและลูกหลานของท่านศาสดาที่เราเชื่อว่าพวกเขามีความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินและความผิดบาป
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการุณ
สันติแด่ท่านกฤศดา ธีราทิตยกุล
ผมเห็นด้วยกับทัศนะหลาย ๆ ส่วนของท่านที่นำมาจากนักวิชาการตะวันตก แต่ผมคิดว่าทัศนะเหล่านั้นน่าจะเกิดจากการมองแค่มุม ๆ เดียว เหตุผลประกอบของกระผมก็คือ เนื่องจากในช่วง “สงครามเย็น” ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างลัทธิประชาธิปไตย – ลัทธิสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ทั้งสายโซเวียตและสายจีนนั้น อิสลาม (ที่แท้จริง) ยังไม่โผล่ออกมา แต่ภายหลังการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เราท่านจึงได้เห็นเป็นพยานว่า ลัทธิหลังได้พังครืนลงไป จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ในที่นี้ กระผมจะไม่ขอกล่าวถึง
ลัทธิประชาธิปไตยภายใต้การนำของจักรวรรดินิยมตัวใหม่คืออเมริกา จึงได้ศัตรูตัวใหม่ (ซึ่งเป็นของจริงด้วย) และได้หันปากกระบอกปืนแห่งการโฆษณาชวนเชื่อเข้าใส่รัฐอิสลามแห่งอิหร่านในทันที ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น อเมริกาคือลูกพี่ใหญ่ของอิหร่าน โดยการสนับสนุนกษัตริย์ชาห์ (ที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จเหมือนกับบางประเทศในขณะนี้) สิ่งนี้ ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มหาอำนาจไม่ได้มีปัญหากับความเป็นอิหร่าน ไม่ได้มีปัญหากับตัวบุคคล ทว่า จักรวรรดินิยมมีปัญหากับระบบ และระบบที่ว่านั้นคืออิสลาม เพียงแต่ก่อนหน้านั้น อิสลามที่แท้จริงยังไม่อุบัติ มีแต่อิสลามจอมปลอมที่มีอย่างดาษดื่นในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งท่านอิมามโคมัยนีย์ตั้งฉายานามอิสลามจอมปลอมเหล่านั้นว่า “อิสลามอเมริกา” ดังที่เราท่านได้ประจักษ์กันเป็นอย่างดีว่าบรรดาสุลต่าน บรรดากษัตริย์ในประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะในซาอุดี้ฯ คูเวต บาห์เรน มอร็อคโค จอร์แดน ฯลฯ ล้วนเป็นลูกสมุนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกาและตะวันตกทั้งสิ้น
ดังนั้น บ่อน้ำมันก็ดี หรือทรัพยากรมีค่าต่าง ๆ ก็ดี เป็นแค่เพียง “ผลพลอยได้” เท่านั้น ที่ถ้าหากอเมริกาสามารถทำให้ประเทศเหล่านั้นตกเป็นอาณานิคมของตนได้ พวกมันก็จะสามารถสวาปามน้ำมัน ฯลฯ ได้อย่างอิ่มหมีพีมัน แต่ลึก ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่นั้นครับ
เอาไว้ถ้ามีโอกาสคงได้ขยายความให้มากกว่านี้
ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ อินชาอัลลอฮฺ
ด้วยศรัทธาและสันติ
คุณ เด็กไทในอิหร่าน
คุณ เด็กไทในอิหร่าน ถึงผมจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ผมชอบความเห็นคุณนะ เขียนได้ดี ยิ่งช่วงท้ายๆข้อเขียนของคุณโดนใจผมที่สุด จริงครับผมว่าอเมริกามันเลว มันขยายอำนาจทางเศรฐกิจแผ่ไปทั่วโลก บีบประเทศเล็กประเทศน้อยให้อยู่ใต้อุ้งเท้ามัน ผู้นำไทยมันโง่ที่ไปเดินตามก้นมัน
"ความเหมือน
"ความเหมือน ที่แตกต่าง"
การประท้วงในอิหร่าน เกิดความรุนแรง
ประเทศสหรัฐอเมริกา ประนาม "รัฐบาลอิหร่าน" ให้หยุดการกระทำที่ผิดกฎหมาย
การประท้วงในไทย เกิดความรุนแรง (ช่วงสงกรานต์)
ประเทศสหรัฐอเมริกา ประนาม "ผู้ประท้วง" ให้หยุดการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการุณ
สันติแด่พี่น้องทุกท่าน
เมื่อสองสามวันก่อนผมได้สมัครสมาชิกเวปบอร์ดของประชาไท แต่รอเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นอีเมล์จากเวปนี้ส่งไปให้ผม เข้าไปเช็คในจั๋งเมล์ก็ไม่เจอ ผมปรารถนาจะมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น คอมเมนท์ในส่วนที่ผมพอจะมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้างในเวปบอร์ดแห่งนี้ แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ ครั้นจะสมัครชื่อใหม่ ใจหนึ่งก็คิดว่าน่าจะรอไปอีกนิด และคิดขึ้นได้ว่าลองเข้ามาแจ้งข่าวเพื่อรบกวนพี่น้องท่านใดที่พอจะบอกกล่าวกับคุณจิรานุช วมต. ให้ช่วยส่งเมล์เพื่อผมจะยืนยันการเป็นสมาชิกของเวปบอร์ด ขอขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับพี่น้องที่คิดจะช่วยครับ
อ้อ ชื่อที่ผมสมัครคือ Dek Tai Nai IRAN ................ (bismillah) ครับ
อนึ่ง ผมชอบบทสรุปแบบสั้น ๆ ได้ใจความของคุณแช่ม มาก ๆ ครับ ชัดเจน - สอดคล้องกับความจริงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ครับ
สิ่งที่ใจพูดนั้นมีถูกต้องบางส
สิ่งที่ใจพูดนั้นมีถูกต้องบางส่วน ที่ว่าผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงที่กุมปากกระบอกปืนนั่นคือ อิหม่านคาเมนี่ อิหม่ามคาเมนี่ก็เป็นเช่นเดียวกับอิหม่ามอะยาตอล่าโคไมนี่(ที่ล้มชาห์ลง) ที่นอกจากจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาน แล้ว ทว่ายังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือจอมทัพที่จะออกคำสั่งการใช้กำลังทหาร(พูดง่ายๆก็เหมือนระบอบฟิวดัลลิสดีดีนี่เอง
และเอ้อ อีกอย่างมาเลเซียที่มีระบอบกษัตริย์นี่ก็มีการเลือกตั้งผลัดกันเป็น6ปีครั้งเหมือนกัน ขืนไม่ทำอาจรบกันเละเทะถึงจะเป็นมุสลิมเหมือนกันนิกายเดียวกันก็เหอะ เพราะมาเลย์นี่ก็มีหลายราชวงค์ไม่ใช่มีราชวงค์เดียว)
เรื่องศาสนาอิสลามนี่ถ้าจะพูดกันบอกคำเดียวว่ายาว
เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างประหลาด
อิสลามก็เช่นเดียวกับคริสต์ ที่ต่างก็อ้างเอาพระเจ้าของยิว มาเป็นพระเจ้าของตนเอง (ไม่งั้นคงไม่ลอกคำภีร์โบราณโตร่าของยิวมาทั้งดุ้น) แต่ทว่ากับแปลกประหลาดไปจากศาสนายูดายและคริสต์ ตรงที่ยูดายและคริสต์นั้นผู้นำจิตวิญญานไม่ใช่คนที่สั่งทหารให้ออกรบ นั่นคือส่วนทางโลกก็ทางโลก ส่วนทางธรรมก็ทางธรรม(ยกเว้นในยุคอัศวินของยุโรปรวมทั้งยุคกลางที่ศาสนจักรค่อนข้างมีอิทธิพลมากจนผิด หลักไปจากคำภีร์ไบเบิ้ล)
อะมาดิเนจาด นั้นจบถึงขั้นปริญญาเอกทางด้านวิศวโยธาตอนอายุราว41ปี แต่ทว่าเขาคือหนึ่งในผู้ก่อการร้ายที่ได้บุกเข้าจับคนอเมริกัีนในสถานทูตสหรัฐ เมื่อครั้งที่อยาโตล่าโคไมนี่ล้มกษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่านลง ซึ่งต้องบอกว่าพฤติกรรมการจับตัวผู้บริสุทธิมาเรียกค่าไถ่ มันคือพฤติกรรมของโจรดีดีนี่เอง ดังนั้นคงไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องระบอบประชาธิปไตย เพราะโจร ไม่เคยมีระบอบประชาธิปไตย โจรนั้นจะไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยแต่โจรเชื่อในระบอบทรราชที่กดขี่ผู้อื่น
ระบอบประชาธิปไตยที่ประหลาด ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ละเมิดแม้นกระทั่งการแต่งกาย
วันนี้มีข่าวใหญ่พอสมควรในยุโรปที่ยูโรนิวส์ ดีดับเบิ้ลยูทีวีรวมทั้งรัสเซียทูเดย์9ล9 ต่างออกข่าวพร้อมกันถ้วนหน้า
นั่นคือประธานาธิบดีซากาสซี่ของฝรั่งเศสได้แถลงต่อรัฐสภาที่ผ่านการเห็นชอบให้ร่างกฏหมายที่ถือว่าใครก็ตามที่ใส่ชุดคลุมหน้าบุบก้า นั้นผิดกฏหมายของฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสเห็นว่าการเที่ยวบังคับให้สตรีต้องคลุมหน้าเป็นไอ้โม่งถือเป็นการละเมือสิทธิมนุษยชน สมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสต่างตบมือแสดงความชื่นชม ซึ่งนี่ก็ไม่รู้ว่าพวกมุสลิมที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสจะออกมาอาละวาดหรือเปล่า ซึ่งก็คงต้องตามสถานการณ์กันต่อไป
คนที่ติดตามเหตุการณ์ในอิหร่าน และจากถ้อยแถลงของรัฐบาลอะมาดิเนจาด นั้นอะมาดิเนจาดได้กล่าวโทษ ประเทศอังกฤษ อย่าเข้าใจผิดว่าโทษสหรัฐ รวมทั้งกล่าวโทษรัฐบาลประเทศตะวันตกที่หมายถึงเยอรมันฝรั่งเศสอียูรวมทั้งสื่อเป็นผู็ยุยงให้เกิดความวุ่นวายในประเทศอิหร่าน
ทำไมคนอิหร่านทั้งๆที่เป็นมุสลิมชีอะห์ทำไมถึงออกมาประท้วงการเลือกตั้ง ถ้าหากว่ามันบริสุทธิจริง และก็ไม่ใช่ออกมาหรอมแหรม แต่ทว่าออกกันมาเป็นแสนๆคน ทำไมผู้คนถึงไม่ยอมรับ ขนาดคาเมนี่ออกมาประกาศให้ยอมรับผู้คนก็ยังไม่ยอม จนคาเมนี่สั่งทหารพร้อมอาวุธออกมานั่นแหละ แต่ทว่า ก็ไม่แน่เหมือนกัน คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อ
เรื่องซาอุดิอาราเบียนี่ บอกได้คำเดียวว่าถ้าลอเร็นซ์แห่งอาราเบียรวมทั้งอังกฤษมันไม่ช่วย ไม่แน่ประเทศซาอุดิอาราเบียอาจไม่ได้มีแผนที่แบบปัจจุบัน และก็ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าคนเชื้อชาติเยเมนอย่างโจรบิลลาเด้น ไม่มีทางที่จะกลับไปซาอุดิอาราเบียได้ (ไอ้ที่โม้บอกว่าโจรบินลาเด้นไปเดินเข้าออกในเพนตาก้อนอะไรนั่นนั่นคงหมายถึงตอนเป็นวัยรุ่นลูกมหาเศรษฐีที่มีเงินที่จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้มากกว่ามั้ง ขืนโผล่ไปตอนนี้มีหวังเน่าอย่างเดียว)
คนอิหร่าน จำนวนมากใช่ชอบพวกเคร่งศาสนา เขาไม่ชอบ ถ้าหากตนเองจะเคร่งศาสนาก็ควรที่จะเคร่งไปคนเดียวทำไมดันผ่าต้องให้คนอื่นเขาเคร่งตามไปด้วย อย่างนี้มันไม่ยุติธรรม เพราะได้เคยพูดคุยกับคนอิหร่านที่มีการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาโทหลายคน ไม่มีใครชอบคาไมนี่ คนอิหร่านที่มีการศึกษา ส่วนมากจะเป็นพวกที่เคารพต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการให้อิหร่านเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ประเทศที่ไปสนับสนุนการก่อการร้าย
อิหร่านในยุคอามาดิเนจาดนั้น เดินตามหลังเกาหลีเหนือมันต้อยๆ และมันเป็นภัยต่อประเทศอิหร่านเอง
ปรกติแล้วคนอาหรับ ไม่ได้ถือว่าคนอิหร่านนั้นเป็นอาหรับ เพราะคนละสายพันธ์กัน นอกจากนี้ยังเป็นศัตรูกันโดยทางธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ เพราะรบกันมาตั้งแต่ยุค2พันปีก่อนคริสตกาลเสียด้วยซ้ำ(ยุคนั้นเป็นยุคสัมฤทธิ์และผู้คนสามารถที่จะผลิตแก้วได้) ไม่งั้นอิหร่านยุคโคไมนี่คงไม่รบกับอิรัคที่เป็นอาหรับในยุคซัดดัมถึงแม้นว่าจะเป็นมุสลิมเหมือนกันก็เถอะ
นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ของยุโรปที่ให้สำภาษณ์กับรัสเซียทูเดย์รวมทั้งอัลจาซีร่า (มีหลายคณะ)ได้บอกว่า สหรัฐ
ไม่ควรที่จะไปล้มซัดดัมลง นั่นเพราะทำให้ดุลแห่งกำลังของตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เพราะการที่ไปทำให้อิรัคอ่อนแอ
ผลที่ตามมาอิหร่านจะแข็งขึ้น และก่อความไม่สงบในตะวันออกกกลางขึ้น
มันมีทางเดียวต้องทำให้ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยการที่จะมีการประกาศสงครามหรือบุกรุกผู้อื่นมันก็ยาก เพราะจะมีคนคัดค้าน ซึ่งต่างจากประเทศที่เป็นระบอบเผด็จการที่จอมเผด็จการสามารถที่จะประกาศสงครามรุกรานผู้อื่นได้ทันทีโดยที่ไม่มีใครกล้าที่จะคัดค้าน
อัลจาซีร่าได้บอกอย่างชัดเจนว่า ประเทศที่อันตรายต่อผู้คนมากที่สุดในโลกคือโซมาเลียซึ่งก็เป็นประเทศมุสลิมใน
อาฟริกา ทำไมมันเป็นอย่างนั้น
"มันมีทางเดียวต้องทำให้ทุกประ
"มันมีทางเดียวต้องทำให้ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยการที่จะมีการประกาศสงครามหรือบุกรุกผู้อื่นมันก็ ยาก เพราะจะมีคนคัดค้าน ซึ่งต่างจากประเทศที่เป็นระบอบเผด็จการที่จอมเผด็จการสามารถที่จะประกาศ สงครามรุกรานผู้อื่นได้ทันทีโดยที่ไม่มีใครกล้าที่จะคัดค้าน"
สำหรับคนอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรที่สื่อสารมวลชนเข้าไม่ถึง ได้อ่านข้อความของคุณแล้วคงเคลิบเคลิ้มตามไปด้วยโดยไม่ต้องคิดไรให้เปลืองสมอง
อังกฤษกับอเมริกาคงไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยในความหมายของคุณใช่ไหม ? สองประเทศนี้ถึงชอบไปละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่นซึ่งอยู่ไกลกันคนละซีกโลก กรณีเกาะฟอคล์แลนด์ที่อยู่ในแผ่นดินของประเทศอาร์เจนตินา ที่อังกฤษอ้างเอกสิทธิ์นั้นมันคืออะไร ?
กรณีอัฟกานิสถาน อิรัก ปากีสถาน โซมาเลีย ซึ่งอยู่คนละทวีปกับจักรวรรดินิยมอเมริกา ด้วยข้ออ้างว่าประเทศเหล่านี้มีผู้ก่อการร้ายบ้าง มีคลังอาวุธนิวเคลียร์บ้าง ฯลฯ แล้วไปบุกรุกเข่นฆ่าผู้คนในประเทศเหล่านั้น โดยไม่ผ่านมติจากสภาผู้แทนของตนเองด้วยซ้ำ
ประชาธิปไตยสไตล์หมาป่าที่จะขย้ำลูกแกะใช่ไหม ?
ผมรู้สึกทึ่งนะครับ
ผมรู้สึกทึ่งนะครับ คนไทยเรามีความรู้เรื่องศาสนาคริสต์และอิสลามดีมาก ยิ่งผมรู้ว่าคนรุ่นหลัง ๆ มีความรู้ทางประวัติศาสตร์โลกดีมากเราก็จะมองเห็นความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี แล้วผมก็มีคำถามและข้อสังเกตุอยากให้ผู้รู้ขยายความดังนี้ครับ
๑. "ปรากฏการณ์ที่บอกว่าค่อนข้างประหลาด" มันคืออย่างไรครับ หรือว่ามันคือสิ่งที่เราไม่เข้าใจหรือไม่รับกับแนวคิดของเราที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า () ลักษณะแบบนี้แหละที่นักรัฐศาสตร์กระแสหลักตะวันตกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจ และเพราะความไม่เข้าใจมันจึงนำไปสู่การแบ่งแยกเขาแยกเรา และนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด
๒. มีอะไรพิสูจน์ที่ไหน อย่างไรครับที่บอกว่า อิสลามคัดลอกคัมภีร์ของคริสต์ และยูดาย หรือเอาพระเจ้าของยูดายมาเป็นของตน เท่าที่ผมเข้าใจคือว่า พระนบีมูฮัมหมัด เป็น The Last Prophet ของศาสนาที่นับถือพระเจ้าเหล่านี้น่าจะเป็นไปในทางเดียวกันมิใช่หรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมปาเลสไตน์ไม่เชื่อเช่นเดียวกับยิวในคัมภีร์ใบเบิ้ลที่บอกว่าเยรูซาเล็มเป็นดินแดนศักดิ์สิทธ์ของยิว ตามแนวคิดไซออนิสม์ ว่ากันว่าแนวคิดนี้เพิ่งมาอ้างกันก็ตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนี่เองมิใช่เหรอครับ
๒. ผมรู้สึกว่าอะมาดิเนจัดจะเป็นโจรในสายตาของคนไทยที่สองเพราะพฤติกรรมการเข้าไปจับคนอเมริกันมาจับค่าไถ่ และเรียกว่าโจรไม่เคยยอมรับประชาธิปไตย ผมก็สรุปไปเองว่าถ้าอย่างนั้นการเลือกตั้งของอิหร่านก็โกงแหง ๆ และไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องนี้คิดได้สองอย่างครับ คือ โกงการเลือกตั้งแน่นอนและไม่เป็นประชาธิปไตย อ้าวแล้วเราบอกไหมครับว่าการเลือกตั้งอเมริกาในสมัยบุช จูเนียร์ มันเป็นประชาธิปไตยหรือว่าประชาธิปไตยโดยระบบ แต่เราคงลืมไปว่าในรอบสามทศวรรษ (1980s) ที่ผ่านมานี้ อิหร่านเป็นประเทศที่มีการเลือกประธานาธิบดีมากที่สุด (อ้าง Esam Al-Amin) รองลงมาคืออเมริกา ฝรั่งเศษ และการเลือกตั้งทุกครั้งมีโพลส์ออกมากว่าสิบครั้งก่อนการเลือกตั้ง ผมว่าบรรยากาศมันเป็นประชาธิปไตยไปแล้วนะ ที่สำคัญที่สุดคือประเทศที่เราเรียกว่าต้นแบบประชาธิปไตยในประเทศตนทำไมมีพฤติกรรมที่ชอบล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยของประเทศอื่น แล้วเอาคนที่ตนสนัับสนุนขึ้นมาแทน เช่น การล้มล้างโมฮัมหมัด มอสซาเด็ก (Mohammad Mossadegh) ในปี ๑๙๕๓ เรื่องนี้คนอเมริกันไม่รู้เรื่องแต่คนอิหร่านแค้นฝังหัวมาก ผมรู้ว่ามอสซาเด็กกันบริษัทต่างชาติออกจากผลประโยชน์น้ำมันของอิหร่านในตอนนั้น(Oil Nationalization) โดยเฉพาะอังกฤษเมื่อเสียผลประโยชน์จากมอสซาเด็กทั้งลงโทษทางเศรษฐกิจกับอิหร่านด้วย พฤติกรรมของประเทศประชาธิปไตยอย่างอเมริกันและอังกฤษในอเมริกาใต้และตะวันออกกลางดูเหมือนมือถือสากปากถือศีลมากกว่าและเป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
๓. เรื่องการเสียดุลย์ทางตะวันออกกลางที่เห็นว่าสหรัฐไม่ควรไปจัดการกับซัดดัม แสดงว่าอเมริกันคือตาอยู่ที่จะให้อิรักกับอิหร่านมันตีกันเอง (บทบาทของอเมริกันและอังกฤษมันยุแยงมาตลอดให้มุสลิมมันตีกันเอง มันทำมาอย่างนี้ตลอด เดี๋ยวยุจีนใหญ่กับจีนไต้หวันบ้าง แยกเกาหลี แยกเวียดนาม ฝรั่งเศษก็แยกไทยกับลาว อีกเยอะแยะ เรายอมรับว่าอิหร่านเป็นเปอร์เซียเป็นแขกขาว แต่นั่นเป็นการหาความแตกต่าง ซึ่งมันก็น้อยกว่าความเหมือน เทคนิกของฝรั่งผิวขาวมันก็หาความแตกต่างของชาติพันธ์เล็ก ๆ อย่างนี้แล้วก็ชี้ความต่างให้ชัดขึ้นเพื่อจะได้ไปใช้เป็นเหตุผลในการแบ่งแยกและปกครองมันจะรวมกินทั้งชาติใหญ่หลายเชื้อชาติมันยาก มันก็แยกเอาทีละกลุ่มแบบนี้ มันเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วที่มันส่งหมอสอนศาสนามาก่อน และส่งนักมานุษยวิทยา นักภาษาศาสตร์มาศึกษาเพื่อแยกพวกชนเหล่านี้ให้แตกต่างกัน แต่สาเหตุที่อเมริกาบุกเข้าไปยึดครองอิรักมิใช่แค่ทำให้อิรักอ่อนแอแต่เพื่อผลประโยชน์ทางทรัพยากร การขายอาวุธ และจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เช่นการรวมพวกประเทศนาโต้เพื่อวางยุทธศาสตร์ล้อมกรอบรัสเซีย การเข้าไปจัดการกับทาลีบันในอัฟกานิสถานและปากีสถานก็เป็นการล้อมกรอบรัสเซียอีกทางหนึ่ง อาจได้ทั้งจีนและรัสเซียพร้อมกัน
๔. เมื่ออิรักไป ส่วนอิหร่านจะแข็งขึ้นหรือเปล่า ไม่ทราบได้ แต่นักการทหารอิสราเอล (อ้างชอมสกี เรื่อง กาซ่า) กล่าวว่าเมื่ออเมริกาเข้าไปบุกอิรัก หากอิหร่านไม่คิดจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อต่อรองกับอเมริกาก็บ้าแล้ว การมีอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพฤติกรรมของอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย การมีอาวุธนิวเคลียร์มีไว้เพื่อต่อรองกับมหาอำนาจ (deterring war) เกาหลีเหนือก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้อเมริกาไม่กล้าที่จะบุกหรือทำอะไรตามอำเภอใจอย่างเช่นการบุกอิรัก อิหร่านหรือเกาหลีมิได้มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้เพื่อต่อสู้รบปรบมือกับอเมริกา ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลยกับหัวอาวุธนิวเคลียร์กว่า ๓๐๐๐ ลูก และระบบเทคโนโลยีที่สามารถยิงได้จากแทบทุกพื้นที่ของโลก และในน้ำ
อิหร่านและเกาหลีเองแค่คิดถึงการต่อสู้กันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ยังไม่กล้าคิดเพราะใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีทุกอย่างในอิหร่านอาจแหลกเป็นจุลได้ (อเมริกันมีฐานทัพอยู่ล้อมรอบอิหร่านและพร้อมที่จะปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ) แต่การมีอาวุธนิวเคลียร์อาจเป็นเครื่องมือต่อรองกับมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้
๕. ขอให้เลิกเชื่อแนวความคิดคล้าย ๆ กับฟุกุยาม่า ที่ว่าต้องทำให้ประเทศทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อนแล้วจะได้ทำให้การบุกรุกผู้อื่นมันยากและมีผู้คนคัดค้าน เพราะอเมริกาใช้เวลาไม่ถึงเดือนหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ในการบุกอัฟกานิสถานและอิรัก แน่นอนคนอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อผู้นำบุช (ตระหนกตกใจและแค้นอยู่) เลยเออออห่อหมกไปด้วย แต่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์หลายครั้งอเมริกาบอมบ์เขมรและลาวโดยที่คนอเมริกันไม่รู้ แม้แต่การบุกอิรักเพราะอ้างว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างสูงอยู่ในมือก็ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ตอนนี้ซัดดัมก็ตายไปแล้ว แล้วใครจะไปหา smoking gun?
ผมอยากรู้เรื่องทางฝั่งโลกมุสลิมมากขึ้นครับ อย่างที่อัล จาซีราบอกว่า โซมาเลียเป็นประเทศที่น่ากลัวที่สุด ช่วยส่งลิงค์มาให้หน่อยครับ เพราะผมไม่เชื่อว่าโซมาเลียจะทำอะไรได้มากกว่าการทำให้คนอิ่มท้องก่อน อันนี้ไม่ได้ดูถูกนะแต่โซมาเลียถูกกระทำจากประเทศตะวันตกมาก่อนแล้ว
ด้วยความนับถือ
กฤศดา ธีราทิตยกุล
1. http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=14052
"อิสลามก็เช่นเดียวกับคริสต์
"อิสลามก็เช่นเดียวกับคริสต์ ที่ต่างก็อ้างเอาพระเจ้าของยิว มาเป็นพระเจ้าของตนเอง (ไม่งั้นคงไม่ลอกคำภีร์โบราณโตร่าของยิวมาทั้งดุ้น) แต่ทว่ากับแปลกประหลาดไปจากศาสนายูดายและคริสต์ ตรงที่ยูดายและคริสต์นั้นผู้นำจิตวิญญานไม่ใช่คนที่สั่งทหารให้ออกรบ นั่นคือส่วนทางโลกก็ทางโลก ส่วนทางธรรมก็ทางธรรม(ยกเว้นในยุคอัศวินของยุโรปรวมทั้งยุคกลางที่ศาสนจักร ค่อนข้างมีอิทธิพลมากจนผิด หลักไปจากคำภีร์ไบเบิ้ล)"
ทานโทษครับ เรียนไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียดหรอป่าว
คัมภีร์ไรไม่ทราบที่ว่าลอกมาจากโตร่าของยิวทั้งดุ้น ? ? ?
ระหว่างการที่ผู้นำสูงสุดมีทั้้งคัมภีร์และดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือแล้วตัดสินชี้ขาดไปตามหลักฐานและความถูกต้องชอบธรรมตามตัวบทของคัมภีร์ จะไม่ทำให้สังคมมีความสมดุลย์กว่าการที่ผุ้นำสูงสุดมีแต่หลักศีลธรรมอยู่ในใจ แต่เมื่อเกิดกรณีความเป็นความตายแล้วปล่อยให้ฝ่ายกองกำลังที่ไม่รู้เป็นใคร มีศีลธรรมหรือไม่ อันไหนมันจะสร้างความฉิบหายปั่นป่วนให้กับสังคมมากกว่ากัน ? ? ?
เหมือนที่เป็นอยู่ในเมืองไทยปัจจุบัน พระก็อยู่ส่วนพระในวัด หรือนักบวชก็อยู่ส่วนนักบวชในโบสถ์
แล้วปล่อยให้ทหาร - ตำรวจ ที่ไร้ศีลธรรม ที่มีอาวุธอยู่ในมือไปทำหน้าที่ สังคมไทยจึงเป็นอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ไงครับ
ระบบเซคคิวลาร์่ทีี่แยกศาสนจักรออกจากอาณาจักรนั้นมันพังมานักต่อนักแล้วไม่ใช่หรือ ?
นานๆทีจะมี
นานๆทีจะมี ข้อคิดเห็นและความรู้ดีๆ ขอบคุณมากครับ
เมื่อวานนี้ผมเพิ่งไปช่วยเพื่อนเดินขบวนต่อต้านผลการเลือกตั้งในอิหร่านที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่ามีการโกงเกิดขึ้นจริง ผมเองอยู่ในเยอรมัน จำได้ว่าตอนเลือกตั้งไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวอิหร่านแห่กันไปลงคะแนนกันที่มิวนิค ส่วนใหญ่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง จะว่าคนพวกนี้เป็นอิสลามอย่างอเมริกาอย่างที่คุณเด็กไทยในอิหร่านพาดพิงถึงก็คงไม่ใช่ เพราะหลายคนไม่ชอบอเมริกา ไม่ได้ต้องการเสรีนิยม หรือทุนนิยม ยังนับถืออัลล่าห์ เพียงแต่ต้องการมีปากเสียง สิทธิเสรีภาพมากกว่าที่เคยเป็น ความเห็นผมอาจส่วนตัวไปหน่อย แต่ตั้งแต่เกิดมาก็มีเพื่อนอิหร่านของผม(ผู้หญิง) คนนี้แหละครับที่บอกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกิดมา ทำไมพ่อแม่เขาต้องทำให้เขาเกิดมา ชาตินี้ถ้าเลือกได้จะไม่กลับไปอิหร่าน ผมว่าคนเราถ้าไม่ถูกกดดันถึงที่สุดก็คงไม่พูดอย่างนั้นออกมา แล้วแต่จะคิดกันนะครับ
ผู้ลี้ภัยจากประเทศบ้านเกิดไปอ
ผู้ลี้ภัยจากประเทศบ้านเกิดไปอยู่ในประเทศมี่มีสิทธิเสรีภาพมากกว่า ก็มักจะมีควาคิดแอนตี้รัฐบาลในประเทศบ้านเกิดเหมือนๆกัน ไม่น่าแปลกใจที่ผู้ลี้ภัยอิหร่าน ลาวหรือญวนจะมีความคิดเช่นที่ว่ามา ประเด็นที่คนภายนอกไม่ค่อยจะเอามาเปรียบเทียบก็คือ ความสงบสุขและปากท้องของประชาชนและความพอใจต่อรัฐบาลของผู้คนในประเทศหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นเหตุให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศ ทั้งสามประเทศข้างต้นนั้นประชาชนในประเทสต่างพอใจรัฐบาลที่ปกครองประเทศอยู่ และมีความรู้สึกร่วมว่าผู้ที่อพยพจากไปแล้วไม่กลับไปช่วยฟื้นฟูบูรณะประเทศนั้น เปรียบเหมือนผู้ทรยศ
เวียตนามมีการจัดการเรื่องนี้ได้ดีมาก เงินทุนจากผู้อพยพใหลกลับประเทศมหาศาล ลาวก็เริ่มศึกษาจากเวียตนาม อิหร่านนั้นคงยากกว่าเพื่อน เพราะมีพื้นฐานความเชื่อถือตัวบุตตล และความเชื่อต่างลัทธินิกายกันในหมู่อิสลามิกชน เป็นองค์ประกอบร่วมด้วย
เท่าที่ผมเห็นคนในประเทศกับผู้อพยพมองรัฐบาลต่างกันจริงๆครับ วัฒนะธรรมในพื้นทีที่อาศัยแรงกว่าวัฒนะธรรมเดิมชนชาติมาก......
ตอบคุณบางกอกครับ
ตอบคุณบางกอกครับ พวกอพยพมีหลายแบบนะครับ ที่ผมเจอไม่ว่าในเยอรมันหรืออินเดียหลายออกมาเพราะปัญหาการเมืองหรือทนสภาพถูกบีบไม่ไหว ความจริงผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกชาตินิยมเท่าไหร่ คนเรามีความสุขที่ไหนอยากอยู่ที่ไหนก็น่าจะอยู่ได้ แต่อยู่ในประเทศอื่นก็เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ถ้าไม่ใช่เรื่องปากท้องหรือปัญหาอย่างอื่นก็คงอยากกลับบ้านเกิดกันทั้งนั้น (ด้วยความเคยชินหรือถูกปลูกฝังให้รักชาติ) สภาพในอิหร่านในความเป็นจริงเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยไป ได้แต่อ่านเอา ฟังเอา ผ่านมุมมองของคนทั้งที่เป็นอิหร่าน อยู่อิหร่าน เรียนด้านอิหร่านศึกษา เป็นนักข่าว ฯลฯ รู้แต่ว่า สภาพความกดดันคงมีไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง
อิหร่านเทียบไม่ได้กับเกาหลีเหนือหรอกครับ อย่างน้อยรัฐบาลไม่สามารถหลอกประชาชนได้เป็นสิบๆปีว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ไม่ได้มีการสร้างภาพปิดตายขนาดนั้น เรื่องประวิติศาสตรืชาติอื่นเป็นอย่างไร เคยทำอะไรไว้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เรียนรู้ได้ แต่ใช่ว่าจะทำให้ทำนายอนาคตได้ถูกต้อง อเมริกาหรืออังกฤษเคยทำอะไรไว้เป็นสิ่งที่รู้ๆกันอยู่ ผมสนใจนโยบายปัจจุบบันมากว่า (พูดง่ายๆในช่วงสิบปี) เพราะผลกระทบมันเห็นทันตา เด็กตัวใหญ่แต่ไหนแต่ไรมาชอบรังแกเด็กตัวเล็กกว่า ไทยเองก็ชอบรังแกประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เหรอ ทั้งป่าไม้ นำ้พลังงาน ถ้าเป็นมหาอำนาจเราก็คงหาเรื่องไปเอาน้ำมันในตะวันออกกลางเหมือนกัน ทุกวันนี้ได้แต่นั่งมองเพราะไม่มีปัญญา
สุดท้ายเรื่องวัฒนธรรม วัฒนธรรมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับๆไม่ว่าจะที่ไหนๆ ผมว่าคนเราทุกคนลึกๆแล้วต้องการมีสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมและอยากอยู่ดีกินดีกันทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าในประเทศอิสลามไม่มีสิทธิเสรีภาพนะครับ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะมีคนใช้ศาสนาในทางที่ผิด อวดอ้าง หาประโยชน์เข้าตนเอง ศัตรูนะมีอยู่แทบทุกที่ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือพวกอยู่ในบ้านของตัวเอง คนที่เราเชื่อถือและไม่รู้ว่าเป็นศัตรูนั่นแหละ ในเมืองไทยเองก็มีไม่ใช่เหรอ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการุณ
สันติแด่คุณแมวดำและคุณบางกอกครับ
อิหร่านหลังการปฏิวัติ มีแรงบีบคั้น แรงกระแทกกระทั้นมากมายที่ต้องจัดการสะสางแก้ปัญหา เริ่มปฏิวัติปุ๊บ อเมริกากับตะวันตกรีบส่งซิกแนลให้ซัดดัมบุกอิหร่านปั๊บ สงครามที่พวกพันธมารเหล่านี้ (รวมทั้งประเทศอาหรับเกือบทั้งหมด) ร่วมกันกินโต๊ะอิหร่านกินเวลายาวนาน 8 ปี (ย้ำอีกครั้งครับว่า 8 ปี ไม่ใช่ 8 เดือน หรือ 8 วัน หรือ 8 ชั่วโมง เหมือนแถว ๆ บ้านเรา)
ทั้งช่วงสงครามและหลังสงคราม เหล่าพันธมารทั้งหลายต่างรุมบอยคอต – แซงค์ชั่นรัฐอิสลาม ด้วยข้อกล่าวหา – ใส่ร้าย ต่าง ๆ นาน แล้วแต่จะสรรหามาเพื่อให้ดูเนียน ตามสัญชาติหมาป่า แต่ข้อกล่าวหาที่ซ่อนลึก ๆ อยู่ภายในก็คือ “ข้อหาอิสลาม” อิสลามที่เที่ยงแท้ที่ตลอดระยะเวลา 1400 กว่าปี แทบไม่มีให้เห็นในประชาคมโลก
คอนเซพท์และนโยบายการสร้างชาติของรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน พยายามเน้นทั้งสองด้าน คือทั้งจิตวิญญาณหรือศีลธรรมของประชาชนควบคู่ไปพร้อม ๆ กับความเจริญด้านวัตถุและปากท้องของประชาชน ซึ่งย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองสำหรับชาวอิหร่านบางคนที่ไปสัมผัสกับวัฒนธรรมและบรรยากาศแบบตะวันตกจะไม่ค่อยพอใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางคนสำแดงอคติต่อต้านแนวศีลธรรม โดยเฉพาะพวกสตรีที่อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง ซึ่งคนเหล่านี้ ในสมัยกษัตริย์ชาห์เดินแก้ผ้าตามชายหาดทั้งในอิหร่านเองและในยุโรป การที่ท่านอิมามสามารถทำให้คนที่เคยแก้ผ้ากลับมาสวมใส่อาภรณ์มิดชิดขึ้น (ถึงแม้ว่าบางส่วนจะสำแดงการต่อต้านออกมาอย่างโจ่งแจ้งด้วยการคลุมศีรษะแบบสิงโต คือคลุมแค่ครึ่งหัวก็ตาม) คนอิหร่านในมาเลย์ก็ดี หรือในไทยก็ดี ที่เราเห็น ๆ เดินเกือบแก้ผ้าโทง ๆ ยิ่งกว่าสตรีมุสลิมเจ้าของประเทศ ก็จัดอยู่ในเครือข่ายของพวกที่เบื่อหน่ายอิสลามตามพ่อแม่และหัวหน้าครอบครัว
คนอิหร่านที่อาศัยอยู่ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเยอรมัน อิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ หรือในอเมริกา ก็มีสองทัศนะความคิดต่อรัฐอิสลาม แต่สันนิษฐานว่าพวกที่ไม่เอาคงจะค่อนไปทางมากกว่า ซึ่งเป็นธรรมดาอย่างที่บอก
แต่ในอิหร่านเอง เท่าที่สัมผัสกับคนที่ชอบแนวศีลธรรม ส่วนใหญ่แล้วต่างน้อมรับความเจ็บปวดจากปัญหาปากท้องด้วยความอดทนและยินดี และหวังว่าการแก้ปัญหาของรัฐอิสลามจะค่อย ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี (ถ้าไม่มีตัวแปรและการบีบคั้นจากภายนอก)
ถึงกระนั้นก็ตาม เท่าที่สัมผัสคนจนอิหร่าน ผมดูแล้วเขาอยู่กันอย่างมีเกียรติและสบายกว่าคนจนแถวบ้านเรามากมายหลายเท่าครับ ยิ่งถ้าจน แต่เอาอิสลาม ประมาณว่าเข้าทำนอง “อยู่อย่างพอเพียง” และเขามีองค์กรเอกชนที่คอยให้ความช่วยเหลือในแทบทุกชุมชน โดยผ่านมัสญิดหรือหุสัยนียะฮฺที่มีคณะกรรมการคอยตรวจสอบผู้ที่สมควรจะได้รับความช่วยเหลือ อาทิเช่น ครอบครัวใดที่ยากไร้ และลูกจะแต่งงาน แต่ยังขาดปัจจัยหรือองค์ประกอบในครอบครัว อย่างเช่น เตาแก๊ส ตู้เย็น เครื่องทำความร้อน – เย็น ฯลฯ เขาจะช่วยเหลือ และจะไม่ช่วยด้วยของใช้แล้วด้วยนะ ของใหม่เอี่ยมถอดด้ามครับ
แค่นี้ก่อนนะครับ
ด้วยสันติและศรัทธา
เด็กไทในอิหร่าน
24 มิถุนายน 2009
อีกนิดครับ
อีกนิดครับ ที่คุณแมวดำและใครต่อใครต่างพากันสงสัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการโกงกันอย่างมโหฬารนั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตุสักสองสามประการนะครับ
1. คะแนนเสียงระหว่างลำดับที่ 1 กับที่ 2 แตกต่างกันถึง 11 ล้านเสียง ถ้าจะมีการโกงกัน เขาจะใช้วิธีการอย่างไรไม่ทราบครับ ? (อะหฺมะดีนิญอด ได้ 24 ล้านครึ่ง มีรฺฮุเซน มูซาวี ได้ 13 ล้านกว่า)
2. เกือบทุกหน่วยเลือกตั้งจะมีเจ้าหน้าที่ของผุ้สมัครทั้งสี่คอยสังเกตุการณ์ ถ้ามีการโกงกัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะต้องโวยวายหรือฟ้องร้องกล่าวหา ซึ่งในขณะนี้ สภาผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งกำลังนำหีบคะแนนเสียงที่สันนิษฐานว่าน่าจะมีความไม่โปร่งใสมาตรวจสอบนับคะแนนกันใหม่ แต่อาศัยวิธีสุ่มเลือกจาก 10 เปอร์เซนต์ของหีบบัตรที่ว่า
3. การเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้งไม่เคยมีประวัติเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้ง และสภาที่ว่านั้นประกอบด้วยบุคคลที่มีเกียรติที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือในด้านความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด
ด้วยสันติและศรัทธา
เด็กไทในอิหร่าน
24 มิถุนายน 2009
คุณเด็กไทยในอิหร่านครับ
คุณเด็กไทยในอิหร่านครับ เรื่องข้อหาพันธมาร "รัฐบาล" ตะวันตกและตะวันออกกลางที่ปลุกปั่นปัญหาในอิหร่าน แต่สังคมเซคคูลาร์ก็ไม่ได้แย่นักหรอกครับ เหมารวมไม่ได้ ผมยอมรับว่าสื่อในประเทศตะวันตกมีส่วนสร้างภาพให้อิสลามและประเทศอิสลามดูแย่ในสายตาประชาคมโลก ก็เช่นกันกับสื่อในรัฐที่ยึดศาสนาเป็นหลัก กล่าวว่าทำให้ประเทศตะวันตกดูแย่ ประเทศไทยโกงกินกัน ปัญหาสังคม เศรษกิจเป็นอย่างไร ทำไมคุณธรรมในสังคมไทยมันแย่ลงอันนี้ผมไม่ขอวิจารณ์ ผมรู้แต่ว่าประเทศตะวันตกไม่ได้แย่อย่างที่คุณคิด แยกกันนะครับในระดับสังคม คนธรรมดา กับนโยบายการต่างประเทศที่กำหนดโดยรัฐบาล คนเยอรมันนอนแก้ผ้าอาบแดดหน้าร้อนกันตามริมน้ำทะเล แต่ก่อนผมก็รับไม่ได้ มองว่าเป็นเรื่องบัดสี ทุกวันนี้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา มันคือความเป็น"มนุษย์" เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ทุกคนมีเกิด มีแก่ มีดับ มีสวยงาม เหี่ยวยาน อัปลักษณ์ สมัยเราเป็นลิงวานรก็นุ่งน้อยห่มน้อย ในเมืองไทยเองสิบกว่าปีก่อนใครใส่สายเดี่ยวก็ถูกวิจารณ์ ลืมไปว่าสักร้อยปีที่แล้วก็นุ่งโจงกระบานผ้าเกาะอก เดี๋ยวกลายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างผมว่าวัฒนธรรม การยอมรับของสังคมมันเปลี่ยนไปเรื่อย จะยึดติดไปทำไม
ผมดีใจได้ยินเรื่องคนจนอิหร่านที่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านวัตถุจากองกรณ์ต่างๆ นับเป็นสิ่งที่ดีที่ควรรักษาไว้ แต่ผมทำใจให้เชื่อไม่ได้ครับว่าอิสลามที่อิหร่านมีอยู่คืออิสลามที่แท้ที่มีมากว่า 1400 ปีไม่เปลี่ยน ผมเป็นพุทธและมิบังอาจมาสั่งสอนคุณเรื่องอิสลาม เพียงแต่ผมมองว่าคนเราถูกทำให้เชื่อในกฏแห่งศีลธรรม ไม่ว่าจะสังคมไหนๆ ศาสนาไหนๆ เรื่องนี้เถียงกันตายก็ไม่จบว่าของใครดีกว่า รังแต่จะโกรธกันปล่าวๆ เมื่อวานศาสตราจารย์จากกรุงดักการ์เล่าให้ผมฟังเรื่องการศึกษาอิสลาม (แกย้ำว่าของแท้และก้าวหน้า) สมัยเป็นพันๆปีมาแล้ว ที่เป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยในทุกวันนี้ รวมถึงการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ฯลฯ ทุกวันนี้โรงเรียนใช้ชื่อแบบนี้ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในอินโดนีเซีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เยเมน อินเดีย และอีกหลายที่ หากแต่หลักการที่มุ่งแสวงหาความรู้หายไปแล้ว กลายเป็นที่สอนภาษาบ้าง ท่องคำภีร์ ทำให้คนคลั่งศาสนา หลายคนมาเป็นทหาร (armed militant) ดีก็ตรงที่ทำให้คนด้อยโอกาสมีโอกาสเรียนเขียนอ่าน แต่ท้ายที่สุดแล้วเด็กเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสได้เรียนวิชาชีพชั้นสูงและแข่งขันกับเด็กที่เรียนโรงเรียนธรรมดาได้ สุดท้ายต้องตกอยู่ในความจน วงจรอุบาทย์ยังคงอยู่
ไม่ใช่ผมว่าให้โลกเราเป็นโมเดิร์นไปซะหมดนะครับ โปรดอย่าเข้าใจผิด ผมแค่มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา ผู้หญิงอิหร่านที่ต่อต้านวิถีเดิมๆอาจเป็นเพราะเข้าได้เห็น ได้รับรู้มากขึ้น เขายังเป็นคน ไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ฆ่าใคร ยังรักพระเจ้าไม่เปลี่ยน ผู้หญิงพวกนี้โดนอะไรในชีวิตบ้างเขาไม่มาบอกคุณหรอกมันพูดไม่ได้ เห็นยิ้มๆแต่หน้าชื่นอกตรมมีถมไป สิ่งที่อิหร่านจะเป็นให้ชาวอิหร่านตัดสินเอง เลือกตั้งโกงกันได้ไม่ยาก จะกี่ล้านเสียงก็เถอะครับ ยิ่งถ้ามีการกุมอำนาจกันแทบเบ็ดเสร็จ จะเอาผู้เป็นที่เคารพนับถือมาก็ใช่จะขาวสะอาดทุกอย่าง ตุลากรณ์ศาลของไทยก็ใช้ผู้ที่เป็นที่นับหน้าถือตา แต่ก็คอรรัปกันสุดๆ เลือกตั้งใหม่หาองกรณ์กลางคนที่ไม่มีส่วนได้เสียมาตรวจสอบมาดูแลจะน่าเชื่อถือกว่า ทีนี้ถามว่าจะเอาคนพวกนี้มาจากไหน เห็นเกลียดตะวันตกขนาดนี้คงไม่ยอมให้มาดูแลแน่ๆ สุดท้ายไม่รู้ต้องเจ็บตายกันอีกเท่าไหร่... แค่นี้ครับ ขอให้คุณโชคดี
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการ
ด้วยพระนามของเอกองค์ผู้ทรงการุณ
สันติแด่ท่านแมวดำครับ
“สมัยเราเป็นลิงวานรก็นุ่งน้อยห่มน้อย”
ตรงนี้ ท่านแมวดำคงไม่ได้หมายถึง “ทฤษฎีคนมาจากลิง” ของชาร์ล ดาร์วิน นะครับ ?
ถ้าไม่ใช่
การที่ผู้คน (ส่วนหนึ่ง) ในโลกตะวันตกและพวกที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกอย่างในบ้านเรานิยมเปลือยกาย – แก้ผ้ากัน แสดงว่าคนเหล่านั้นกำลังพัฒนากลับไปหายุคลิงวานรหรือคนในยุคหินอีกครั้งสิครับ
ไม่ทราบว่าการย้อนกลับไปสู่ความโบราณแบบนี้จะใช้คำว่า “พัฒนา” ได้หรือป่าว ?
อารยธรรมการแต่งกายของผู้คนยุคเก่าก่อนไม่ว่าจะในอียิปต์ อัฟริกา จีน อินเดีย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่คงความปิดอย่างมิดชิด โดยเฉพาะในหมู่สตรี เพิ่งคิดจะมาถอดมาแก้กันเมื่อโลกตะวันตกเริ่มเจริญทางด้านวัตถุเมื่อไม่นานมานี้เอง ถึงกระนั้น เราจะเห็นได้ว่า ในหมู่แม่ชีของคริสต์ศาสนา และผู้คนที่รักในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองก็ยังคงแต่งกายปกปิดมิดชิดอยู่ต่อไป โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การรุกรานทางวัฒนธรรมของพวกตะวันตก
ส่วนหนึ่งที่โลกตะวันตกเคยแสดงความไม่พอใจต่อจีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ ก็ด้วยสาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจะทำลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแต่งกายของคนจีนนี่เอง เพราะเท่ากับปิดกั้นตลาดแฟชั่นของพวกตะวันตกไปโดยปริยาย ตลาดแฟชั่นที่เปลี่ยนแล้ว – เปลี่ยนเล่า จากนุ่งห่ม – มาเป็นแก้ผ้า จากแก้น้อย ๆ ไปเป็นแก้มาก ๆ เป็นวัฏจักรวนเวียนอยู่เช่นนี้จนทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ และไม่ใส่ใจในสารัตถะของความเป็น “คน” ไปในที่สุด คือหมกมุ่นอยู่กับแฟชั่น กามราคะ ดื่มเหล้าสำมะเลเทเมา และเมื่อมีโอกาสไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับสูง ก็จะคอรัปชั่น คดโกง เพื่อที่จะนำเอาเงินส่วนนั้นมาบำรุง – บำเรอความสุข ซึ่งไม่แตกต่างจากวัฏจักรของส่ำสัตว์สักเท่าไหร่ เราจึงเห็นบรรดากษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศส่วนใหญ่ร่ำรวยเอา ๆ ในขณะที่ประชาชนของตนยิ่งยากแค้นลำเค็ญ และนี่คือผลพวงหนึ่งที่เกิดจากการที่ผู้คนไม่รู้ว่าตนถูกรุกรานทางวัฒนธรรม พวกจักรวรรดินิยมจะยินดีปรีดาถ้าหากว่าประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การล่าอาณานิคม (ทางวัฒนธรรม) ยอมรับวัฒนธรรมของตนอย่างไม่อิดเอื้อน เพราะพวกมันจะสามารถส่งสินค้าอะไรก็ได้เข้าไปขายในประเทศเหล่านั้น แม้กระทั่งสินค้าที่ไร้ค่าและหมดอายุ โดยเฉพาะ “ยา” ที่หมดอายุ ที่ตะวันตกส่งไปขายให้กับประเทศโลกที่สาม ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ปัญญาชนรู้สึกซาบซึ้งถึงความเป็นคนของโลกตะวันตกได้เป็นอย่างดี
“แต่ผมทำใจให้เชื่อไม่ได้ครับว่าอิสลามที่อิหร่านมีอยู่คืออิสลามที่แท้ที่มีมากว่า 1400 ปีไม่เปลี่ยน”
ตรงนี้หมายถึงอิหร่านเพิ่งเริ่มปฏิวัติไปสู่อิสลามที่แท้จริงในยุคเริ่มแรกอีกครั้งครับ ไม่ใช่ ณ ตอนนี้ อิหร่านได้เดินไปสู่จุดที่ว่านั้นแล้ว
ตัวอย่างของความเป็นอิสลามบางส่วน อาทิเช่น พอปฏิวัติเสร็จปั๊บ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนลงประชามติปุ๊บว่าจะยอมรับ “สาธารณรัฐอิสลาม” ตามที่ท่านอิมามโคมัยนีย์ประกาศหรือไม่ ? เพราะท่านชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าทำไมต้องปฏิเสธคำว่า “เสรีนิยม” หรือ “ประชาธิปไตย”
หรือเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศที่รัฐอิสลามประกาศออกมาอย่างชัดเจนหลังการปฏิวัติว่า “โน เวสท์ โน อีสท์” ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนในคัมภีร์อัลกุรฺอานที่กล่าวว่า “ลา ชัรฺกียะฮฺ ลา ฆ็อรฺบียะฮฺ” (ปฏิเสธทั้งตะวันตก และปฏิเสธทั้งตะวันออก) เพราะสารัตถะของ “อิสลาม” แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดประชาธิปไตย และลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนสิต์
หรือกรณีการเรียกร้องให้ย้อนกลับไปสู่คุณค่าของความเป็น “คน” โดยเฉพาะ “สตรี” ที่จะต้องไม่ตกเป็น “เหยื่อ” หรือ “เครื่องมือทางการค้า” ไม่ว่าจะเป็นของนายทุนต่างชาติหรือในประเทศก็ตาม เรียกร้องให้สตรีตระหนักถึงหน้าที่ของความเป็น “แม่” ความเป็น “ภรรยา” เพื่อให้พ้นจากพันธนาการของ “ลัทธิทุนนิยม” ที่หลอกล่อให้หันไปนิยมแฟชั่นซึ่งในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนหมุนเวียนเสื้อผ้าไปตามฤดูกาลถึง 3 – 4 ครั้ง ซึ่งถือเป็น “ลัทธิคนกินคน”
“ผมเป็นพุทธและมิบังอาจมาสั่งสอนคุณเรื่องอิสลาม เพียงแต่ผมมองว่าคนเราถูกทำให้เชื่อในกฏแห่งศีลธรรม”
ถ้าหากกฎแห่งศีลธรรมนั้นตั้งอยู่บนเหตุและผล และสามารถทำให้วิถีชีวิตของผู้คนพ้นจากความเป็น “สัตว์” ได้ จะไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเลื่อมใสหรือครับท่านแมวดำ ?
ขอบคุณครับสำหรับคำอวยพร ขอให้ท่านประสบกับความโชคดีมีชัยเช่นกันครับ
ด้วยศรัทธาและสันติ
เด็กไทในอิหร่าน
ถ้าต้องการเพียงแค่ความจริง
ถ้าต้องการเพียงแค่ความจริง เราเกิดมาก็แก้ผ้ามาด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าต้องการความงาม เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับก็ช่วยเสริมเติมแต่ง
ถ้าต้องการความดี และความงาม ก็อาจจะต้องมีสายตาที่มองผู้อื่นอย่างเข้าใจ
เสรีภาพก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
เสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบ จะยังเรียกเสรีภาพได้หรือไร
เราเชื่อว่า ขณะที่เรามองผู้อื่นด้วยความเข้าใจเท่าใด เราก็(คงจะ)เข้าใจพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น
ไม่รู้สิครับ
ไม่รู้สิครับ ผมว่าในโลกนี้ทุกอย่างไม่ได้เป็นขาวดำ คนชอบแบ่งแยกกันชัดเจนเกินไป การให้ผ่อนปรนไม่ได้หมายความว่าให้คนเดินแก้ผ้าได้ ในเยอรมันทำได้เพราะสังคมยอมรับ แต่เขาก็ไม่ได้ทำการตามถนน การมีสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้นก็ไม่ใช่เสรีทุนนิยมซะเมื่อไหร่ แยกกันให้ออก คนดีเลวมีทุกที่ คนยุโรปไม่ได้บ้าแฟชั่นตามฤดูทุกคน เรื่องการใช้ทรัพยากรมากเกินควรก็จริงอยู่ เป็นกันทั้งนั้นไม่ว่าจะพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ผู้หญิงอิหร่านอยู่ยุโรปก็ไม่ได้ทำตัวเป็นฝรั่งจ๋า เขาก็อยู่กันอย่างเรียบง่าย ผมเองก็ไม่ได้ว่าตะวันตกดีเด่มากนัก ออกจะไม่ชอบพวกนักการเมือง รัฐบาล และบริษัทยักษ์ใหญ่ทุนนิยมด้วยซ้ำ ขนาดกาแฟสตาร์บั๊ก โค๊ก ของเนสเล่ ผมยังไม่ใช้ไม่กินเลย ทุกวันนี้ที่ผมอยู่ที่นี่ก็เพราะปากท้อง ผมดีใจที่ผมมีโอกาสได้"เลือก"มันก็แค่นั้นเอง ผมยังอยู่อย่างพอเพียงและให้เมื่อมีโอกาส สิ่งเหล่านี้ผมเรียนรู้จากพ่อแม่ที่เมืองไทยและฝรั่งหลายคนในโลกตะวันตกครับ สองปีที่แล้วผมได้ฟังปาฐกของท่านอิหม่ามที่สวิส (ท่านมาเอง ตัวจริงเสียงจริง) ประทับใจมาก แต่ผมก็ยังอยากให้คุณมาเห็นในที่ๆผมอยู่ มีโอกาสผมก็อยากไปอิหร่านเหมือนกัน ไปดูให้เห็นกับตาและเป็นวิทยาทานให้กับตนเอง
อ้ออีกอย่าง คนเราก็เป็น "สัตว์" ครับ แต่ต่างจากสัตว์ประเภทอื่นก็ตรงที่เราเป็นสัตว์ที่สร้างสังคมและองค์ประกอบต่างๆของสังคมขึ้นมา(รวมทั้งศีลธรรม) จะว่าสูงส่งกว่าสัตว์รึปล่าวผมว่าแล้วแต่คนจะคิด อยู่ที่ตัวบุคคลด้วยว่าเป็นคนดีรึปล่าว แต่อย่างว่า "ความดี"มีหลายมาตรฐาน หลายบรรทัดฐาน แล้วแต่ว่าสังคมแต่ละสังคมจะกำหนดอย่างไร โลกเราจสันติได้นอกจากไม่โลภอยากได้ของคนอื่นแล้ว (เช่นทรัพยากรชาติอื่น) ไม่สร้างความเกลียดชัง ยังต้องเคารพซึ่งกันและกันและอดทนด้วย (แม้มันจะยากเย็นนักหนา) สุดท้ายแล้ว คนอิหร่านอยากได้อะไรก็ให้เขาเลิกเอง เล่นกันตามเกม ถ้าคนอิหร่านสว่นใหญ่อยากไห้อนุรักษ์นิยม ชนะเลือกตั้งแบบไม่มีโกงก็ต้องเป็นไปตามนั้น
โชคดีครับ
เขียนมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด
เขียนมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กฎเกณฑ์เรื่องการแต่งตัวของชาวมุสลิมนั้น หากยึดตามคำสอนกันตรงๆ ก็ต้องทำใจหน่อยละครับที่ คนมุสลิมทั่วโลกต้องแต่งตัวให้เหมาะสมกับภูมิอากาศและวัฒนะธรรมทางสังคมของชาวพื้นเมืองทะเลทรายอารเบียเมื่อพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว ทั้งที่ตลอดเวลากว่าพันปีที่ผ่านมา ชาวมุสลิมทั่วโลกอาจจะมียกเว้นชาวทะเลทรายและนักบวชชีอะห์ในอิหร่าน ได้ปรับปรุงวิธีการแต่งกายให้เข้ากับ ภูมิอากาศและวัฒนะธรรมร่วมพื้นที่ไปแล้วไม่ใช่น้อย ตั้งแต่ยุคที่อาณาจักรมุสลิมกินดินแดนไปเกือบครึ่งโลก
เจตนารมณ์ที่จะรักษาการแต่งตัวแต่งกายแบบอนุรักษ์นี้ไว้ จะอ้างว่าเพื่อจะไม่ให้ตามแฟชั่นตะวันตก ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยนั้นพอฟังได้ แต่จะอ้างว่าย้อนกลับไปสู่คุณค่าของความเป็นคนนั้นออกจะมากเกินไป สตรีที่เขานับถือศาสนาอื่นที่ไม่ได้มีบทบัญญัติต้องแต่งตัวแบบสตรีทะเลทราย เขาก็เป็นคนและมีวิธีการอื่นนอกเหนือจากการแต่งกายที่จะแสดงความเป็นแม่ และภรรยาที่ดีเช่นกัน
วัฒนะธรรมในโลกเขตร้อนชื้นนั้น การแต่งกายของสตรีแม้แต่เปลือยท่อนบนถือเป็นเรื่องปรกติทั้งชายทั้งหญิง การเปิดเผยร่างท่อนบนกันเป็นปรกตินั้นทำให้ไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องลามกจกเปรตวิตถารแต่อย่างใด ในหลายวัฒนะธรรม พึ่งจะมาอายกันตอนวัฒนะธรรมตะวันตกเข้ามานี่แหละ สาเหตุประการหนึ่งที่ไม่ค่อยจะทราบกันก็คือ เมื่อพันกว่าปีในอดีตนั้น อุณหภูมิทั่วโลกร้อนกว่าปัจจุบัน และน้ำทะเลก็ขึ้นสูงกว่า เทวรูปและรูปสลักที่นครวัตนั้นหารูปไหนมีเสื้อใส่ได้บ้างไหมครับ รูปปั้นกรีกโรมันอินเดียก็เช่นเดียวกัน หลักฐานฝ่ายจีนนั้น ชุดสตรีสมัยถังก็เปิดเนินอกซึ่งแปลกมากถ้าเมืองจีนจะอากาศหนาวจัดเหมือนปัจจุบัน ดังนั้น ในยุคโบราณนั้นการแต่งกายของสตรีไม่ได้เน้นปกปิดเหมือนที่คุณเข้าใจ
ข้อเสียสำคัญของการที่อิสลามมีกฏเกณฑ์ก่รแต่งกายที่เข้มงวดย้อนยุคก็คือ มันทำให้คนมุสลิมดูแตกแยกแปลกต่างกว่าผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นที่ร่วมชาติเดียวกัน ในสังคมชาตินิยมก้าวหน้านั้น เป็นเรื่องถือสาและมีกฎหมายห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น เช่นในฝรั่งเศส หรือในตุรกีที่แม้จะเป็นประเทศอิสลามแต่กฎเกณฑ์การแต่งกายไม่อาจบังคับใช้ได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ
ผมเองเชื่อว่าถ้าประเทศอิสลามอนุรักษ์ทั้งชีอะห์และสุหนี่เลิกใช้กฏเกณฑ์นี้ ประชาชนชาวโลกที่นับถือศาสนาอื่นจะมองศาสนาอิสลามมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือกว่าเดิมมากครับ
ถ้าเหตุผลที่จะปรับกฎไม่ได้เกิดจากการเป็นคำสอนของศาสดา ก็คงต้องถามว่าเรื่องใหญ่กว่าเรื่องนี้ยังปรับกฏแก้กฎตีความกันเองได้ เช่นการตั้งอาลีเป็นทายาท ยังไม่เชื่อถือ จนแยกนิกายกันได้ ทำไมแค่เรื่องเสื้อผ้าเครี่องแต่งกายจะยอมแก้กฎกันไม่ได้ และเรื่องความเข้มงวดของกฏนี้ก็พึ่งไม่เกินสามสิบปีมานี่เอง ก่อนหน้านี้ไม่ซีเรียสกัน ในอินเดียและปากีสถานที่มีชาวอิสลามอยู่มากที่สุด ผู้หญิงแทบทุกศาสนาแต่งตัวเหมือนกันจนแยกแทบไม่ออก
สรุปว่ากฏข้อนี้น่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ชาวโลกมองศาสนาอิสลามในแง่ลบ....
อะหฺมะดีย์นิญอด “สอนมวย”
อะหฺมะดีย์นิญอด “สอนมวย” โอบามา
بسم الله الرحمن الرحيم
اللهم عجل لوليك الفرج
و العافية و النصر
و اجعلنا من خير انصاره و اعوانه
و المستشهدين بين يديه
“สิ่งที่พวกมหาอำนาจแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ของโลกนั้น ไม่ได้เกิดจากน้ำใสใจจริงหรอก ทว่า พวกเขากำลังห่วงกังวลว่าระบบทรราชที่มีเกลื่อนกลาดบนโลกนี้กำลังจะถึงกาลพังพินาศต่างหาก”
ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวถึงกรณีที่โอบามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านครั้งที่ 10 ว่า “ข้าพเจ้าขอเตือน ฯพณฯ ด้วยความห่วงใยว่า อันดับแรก ขอให้ ฯพณฯ “เปลี่ยน” (Change) พฤติกรรมและท่าทีโดยเร็วที่สุด และอย่าได้เลียนแบบพฤติกรรมของรัฐบาลบุชโดยเด็ดขาด”
“มูลเหตุสำคัญที่สร้างความสับสนอลหม่านให้กับการเลือกตั้งในรัฐอิสลามอิหร่านก็คือ สื่อสารมวลชนของพวกล่าอาณานิคมที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อโหมกระพือสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนั่นเอง ทว่า ประชาชาติอิหร่านได้สำแดงให้ประจักษ์ว่าพวกเขารู้เท่าทันเล่ห์เพทุบายของเหล่าศัตรู ด้วยการหลั่งไหลออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ถึง 40 ล้านคน ทั้งนี้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของชนชาติชาวอิหร่าน”
“แบบฉบับที่ชนชาติชาวอิหร่านได้สำแดงให้โลกได้ประจักษ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นแบบฉบับที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความหวังให้กับประชาชาติที่ถูกกดขี่ทั้งหลายแล้ว ยังเป็นการ “ตบหน้า” เหล่ามหาอำนาจและพวกอันธพาลนิยมทั้งหลายอีกด้วย”
ประธานาธิบดีอิหร่านยังกล่าวอีกว่า “ประเทศตะวันตกที่มีประชาธิปไตยมากว่า 100 ปี แต่จำกัดพรรคการเมืองหลัก ๆ ให้มีแค่เพียงสองพรรคหรือมากกว่านั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“การที่ประเทศมหาอำนาจซีกโลกตะวันตกพยายามปรักปรำทำลายรัฐอิสลามอิหร่านก็เนื่องจากว่า ณ วันนี้ พวกเขากำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์และตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของประชาชนในประเทศของตน ระบอบการปกครองของพวกเขากำลังสั่นคลอนและใกล้จะล่มสลาย พวกเขาจึงวิตกกังวล และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการหันมาปรักปรำ ใส่ร้ายป้ายสีประชาชาติของเรา และเสมือนหนึ่งว่าเป็นสิ่งบังเอิญที่สิ่งที่พวกเขาหยิบยกมาปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีเรานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เคยอุบัติขึ้นในประเทศของตนทั้งสิ้น”
“การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นคำรบสองของประชาชาติอิหร่าน และด้วยความการุณของพระผู้เป็นเจ้า จะเป็นยุคสมัยที่เสริมสร้างความมั่นใจ เอกภาพ อำนาจ และความเป็นปึกแผ่นให้กับประชาชาติอิหร่านมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
“เหล่าผู้ปกครองที่ฉ้อฉลกดขี่จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน พวกเขาคิดว่าด้วยการเปิดศึกโฆษณาชวนเชื่อและโหมกระพือข่าวลือที่เป็นเท็จของสื่อสารมวลชน จะสามารถ “คว่ำทำลาย” พลังของประชาชาติอิหร่านที่ยิ่งเพิ่มทวีคูณหลายสิบเท่าภายหลังจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้”
“เราไม่เคยคาดหวังจากทั้งรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลบางประเทศในยุโรป ซึ่งชาวโลกต่างรับรู้ถึงพฤติกรรมของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกเขาไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีแม้กระทั่งในหมู่ประชาชนของตนด้วยซ้ำ เพราะคนพวกนี้มีความคิดที่ “พิกลพิการทางการเมือง” ที่ไม่สามารถบริหารประเทศของตนให้รอดพ้นจากวิกฤติไปได้”
“ปุจฉาที่ตามมาก็คือ ฯพณฯ โอบามาเริ่มต้นด้วยการโชว์สโลแกนว่าจะ “เปลี่ยนแปลง” , “ปรับปรุงแก้ไข” , “ปรับความเข้าใจ” และ “เจรจา” กับประชาชาติอิหร่าน แล้วเหตุไฉนในวันนี้ ฯพณฯ จึงตกไปอยู่ใน “วังวนเก่า ๆ” ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ และกล่าวถ้อยคำออกมายิ่งกว่ารัฐบาลของบุชด้วยซ้ำ”
“ข้าพเจ้าขอกล่าวเตือน ฯพณฯ ว่าประชากร 70 ล้านคนของอิหร่านจะยืนหยัดประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวกันในการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจ พวกเอารัดเอาเปรียบ และพวกอันธพาลนิยมทั้งหลาย และขอให้ ฯพณฯ พึงสังวรไว้ด้วยว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้ง 40 ล้านคนนั้นได้สำแดงถึงความรู้สึกชิงชังต่อพฤติกรรมของประเทศเหล่านั้น และจะยืนหยัดเผชิญหน้ากับ “พวกไร้มารยาท” จนถึงที่สุด”
“ขอให้ผู้นำรัฐบาลเหล่านั้นได้โปรดรับรู้และรีบปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของตน เพราะวันเวลาจะผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประชาชนและผู้คนชาวอิหร่านจะยังคงอยู่ต่อไป”
“ประชาชาติอิหร่านเป็นประชาชาติที่ยิ่งใหญ่ ทรนงองอาจ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีศักยภาพเพียงพอ พวกเขาจะตัดสินอนาคตของตนในเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นครั้งล่าสุดนี้อย่างแน่นอน”
“การที่ ฯพณฯ ตอกย้ำอยู่เสมอว่าจะเจรจากับประชาชาติอิหร่าน คำถามที่ติดตามมาก็คือ “ฯพณฯ จะเจรจากับเราด้วยท่าทีและพฤติกรรมเช่นนี้หรือ ?
ประชาชาติอิหร่านยินดีต้อนรับการเจรจากับ ฯพณฯ แต่เหตุไฉน ภายหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป น้ำเสียงและสำเนียงของ ฯพณฯ จึงเปลี่ยนแปลงไป แล้วย้อนกลับไปสู่วังวนในยุคของบุชอีกคำรบหนึ่ง”
“เราขอเตือน ฯพณฯ ว่า “อย่าได้ตกลงไปบนรางรถไฟสายเก่าโดยเด็ดขาด” และจงอย่าถลำไปสู่ความผิดพลาดตามร่องรอยเก่า ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เคยประสบกับความย่อยยับอัปราชัยมาเกือบทั้งสิ้น”
“อันดับแรก ฯพณฯ จะต้องปรับปรุงแก้ไขตนเองเสียก่อน เพราะเราไม่ปรารถนาที่จะให้ความชั่วช้าสามานย์ที่เคยอุบัติในยุคของบุชได้วนเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง”
“โปรดรับทราบไว้ด้วยว่าประชาชาติอิหร่านจะไม่ยอมให้ ฯพณฯ ใช้วาจาจาบจ้วงด้วยท่วงทำนองของอันธพาลในการเจรจากับชาวอิหร่านอย่างแน่นอน”
“คำเตือนของข้าพเจ้าที่มีต่อ ฯพณฯ เป็นไปด้วยความจริงใจ เสมือนดังที่ข้าพเจ้าได้เคยส่งสาส์นและเขียนจดหมายไปถึงบุชมาก่อน พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบดีว่าทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาที่จะเปิดวิถีทางที่ถูกต้องของพระองค์ไปสู่ประชาชนของ ฯพณฯ”
“ข้าพเจ้าขอเตือน ฯพณฯ ให้ปรับปรุงแก้ไข และสำแดงพฤติกรรมที่ทำให้ประชาชาติชาวอิหร่านประจักษ์ว่า ฯพณฯ ปรารถนาที่จะ “เปลี่ยนแปลง” อย่างแท้จริง”
เราปรารถนาที่จะให้บรรยากาศของโลกนี้เต็มไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยตรรกะ ความยุติธรรม การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และการเจรจาที่เต็มด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์”
“แต่ถ้า ฯพณฯ ยังเสแสร้างแกล้งทำเป็นคนที่อยู่ในภวังค์แห่งการหลับใหล และยังคงเดินตามร่องรอยลัทธิล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยมเก่า ๆ อยู่ต่อไป ฯพณฯ จะไม่มีวันเดินทางไปถึงฟากฝั่งอย่างแน่นอน”
“โปรดรับรู้ไว้ด้วยว่า โลกนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ภารกิจของข้าพเจ้า ณ ที่นี้ คือการตักเตือนกันด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อ ฯพณฯ”
“เราพร้อมที่จะยอมรับในทุกเงื่อนไขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสันติภาพ ความยุติธรรม ผลประโยชน์ร่วมกัน และการให้เกียรติต่อตัวบทกฎหมายของประชาชาติทั้งหลาย”
ดร.อะหฺมะดีย์นิญอด ยังได้กล่าวถึงกรณีที่อเมริกาใช้เครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่มโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ในประเทศปากีสถานว่า “การบ็อมบ์เมื่อวันวานได้สร้างความเสียหายและเข่นฆ่าประชาชนไปนับร้อยคน ปุจฉา ณ ที่นี้ ก็คือ พวกอเมริกาใช้หลักตรรกะอะไรในการเคลื่อนกองทัพที่อยู่ห่างไกลถึงกว่า 13,000 ไมล์ เพื่อไปเข่นฆ่าประชาชนชาวปากีสถาน ? ประชาชนเหล่านั้นมีความผิดด้วยสาเหตุอันใด ? ใครคือผู้ที่อนุญาตให้พวกเขาใช้พฤติกรรมเช่นนี้กับชนชาติอื่น ?
นำมาจากลิงค์นี้ครับ
http://www.islamichomepage.com/contents/index.php?option=com_content&view=article&id=352:2009-06-26-15-09-17&catid=20:speeches-interviews&Itemid=66