มารีนาแหลมยามู จ.ภูเก็ต สร้างรายได้หรือทำลายสิ่งแวดล้อม?

มารีนา หรือ ท่าเทียบเรือสำราญ ในนามของ “เรือยอร์ช”
 
การสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ทหรูพร้อมกับท่าเรือมารีนาเป็นที่นิยมมากในจังหวัดภูเก็ต
 
เพื่อตอบโจทย์นโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต ได้จริงหรือ??
 
ฤาเป็นเพียงแค่การตอบสนองต่อความต้องการของ “คนบางกลุ่ม” เท่านั้น?
 
มารีนา สร้างรายได้หรือทำลายสิ่งแวดล้อม? เรามาดูกัน...
 
วิสัยทัศน์การพัฒนา จ.ภูเก็ต ก็คือ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นการรองรับแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการใช้ประโยชน์ด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงภาคใต้กับภูมิภาคเอเชียและกลุ่มจังหวัด รวมทั้งการเตรียมการรับยุทธศาสตร์ ด้านพลังงานและ Land Bridge ของรัฐบาล จึงได้กำหนดเป้าประสงค์ในการเตรียมความพร้อมพื้นที่ เพื่อรองรับประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียใต้ของยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่) 
 
การสร้าง 1 โรงแรมหรู 1 มารีนา ไม่ได้ทำให้ จ.ภูเก็ตไปสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ได้เลย เราต้องยอมรับความจริงว่าท่าเทียบเรือมารีนาส่งผลกระทบต่อระบบนิเทศทางทะเล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนใน จ.ภูเก็ต ก็คือ...ชาวบ้านสะปำ ต.แก้ว ในเขตอำเภอเมืองมักจะพูดเล่นๆ ติดตลกว่า คนภูเก็ตไม่กล้ากินปลาที่ได้ จากอ่าวสะปำ (ทะเลบริเวณหมู่บ้านสะปำ) เหตุผล เพราะปลามีกลิ่นน้ำมัน!   
 
ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ...ต.เกาะแก้วมีท่าเทียบเรือมารีนา 2 แห่ง!
 
หรืออีกหนึ่งกรณีปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะมีการทำลายทรัพยากรชายฝั่ง คือ การดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างท่าเทียบเรือมารีนาขอบริษัท เดอะ ยามู จำกัด มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอสส์ และจะต้องขุดลอกพื้นที่ประมาณ 18,000 ลูกบาศก์เมตร บริเวณที่ทำการก่อสร้าง ความลึกเฉลี่ย 1.65 ม. รองรับเรือได้ 39 ลำ จะดำเนินการก่อสร้างที่แหลมยามู ในหมู่บ้านยามู ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โครงการนี้เริ่มจากการก่อสร้างโรงแรมก่อน พร้อมกันนั้นก็ได้เดินเรื่องของอนุญาตโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือมารีนาด้วย
 
 
การก่อสร้างโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว พร้อมท่าเรือรองรับลูกค้าของโรงแรมน่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ ....โรงแรมที่มีเจ้าของเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติออกเอกสารสิทธิ์ครอบทางสาธารณะของชุมชนบ้านยามูที่ใช้เส้นทางนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อเดินทางลงชายหาดทำการประมง หนำซ้ำยังก่อสร้างโรงแรมทับทางสาธารณะของชุมชนอีก
 
 
แม้ว่าทางโรงแรมได้สร้างทางสาธารณะให้ใหม่แล้ว แต่กลับสร้างความลำบากให้กับชาวบ้านที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านมากกว่าเดิม นั่นคือ การสร้างทางที่เป็นบันไดจำนวนร้อยกว่าขั้น ทั้งสูงและชัน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่อายุมากไม่สามารถเดินขึ้น-ลงบันไดสูงชันได้ อีกทั้งไม่สะดวกต่อชาวประมงเวลาเดินทางไปทำการประมง  สิ่งที่ชาวบ้านยามูเรียกร้องประการเดียว คือ คืนทางสาธารณะเดิมให้กับชุมชน
 
ประการที่สอง บริเวณแหลมยามู มีแหล่งหญ้าทะเลผืนหญ้าและเป็นผืนเดียวกับหญ้าทะเล บ้านป่าคลอก ต.ป่าคลอก ซึ่งจะเรียกทะเลบริเวณนี้ว่า “อ่าวป่าคลอก” จากการสำรวจทรัพยากรชายฝั่งบ้านป่าคลอกของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต พบว่าอ่าวป่าคลอกมีทรัพยากรชายฝั่งสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งป่าชายเลน หญ้าทะเล และสัตว์น้ำที่หลากหลาย จ.ภูเก็ต มีพื้นที่แนวหญ้าทะเล ทั้งหมด 4,445 ไร่ พบหญ้าทะเล 11 ชนิด ในอ่าวป่าคลอกมีแนวหญ้าทะเล ทั้งหมด 1,780 ไร่ พบหญ้าทะเล 8 ชนิด และโครงการนี้ได้ผ่านการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ตั้งแต่ปี 2550 แล้ว มีข้อสังเกตว่า โครงการนี้สร้างบนพื้นที่อ่อนไหว เช่น แหล่งหญ้าทะเล แต่กลับผ่านการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น!
 
ล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมการสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ครั้ง 1/2552 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดภูเก็ต (POC) โดยมีนายวรพจน์ รัฐสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องดำเนินการโดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ให้มีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำ ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490
 
ดร.นลินี ทองแถม กรรมการพิจารณาสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ และนักวิชาการ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กล่าวว่า “ในช่วงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นทางจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความสมบูรณ์ของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นขึ้น และมีข้อสรุปที่ให้ดำเนินการแก้ไขจำนวน 13 ประเด็น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตอบกลับมา ดังนั้นควรที่จะนำเอกสารดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย” (จากหนังสือพิมพ์เสียงใต้ ฉบับวันที่ 17 พ.ค.52 )
 
ข้อสรุปที่ ดร.นลินี ทองแถม ให้ดำเนินการแก้ไขจำนวน 13 ประเด็น ที่สำคัญๆ เช่น 1. ขาดรายละเอียดด้านทรัพยากรประมงสัตว์บนดิน และสัตว์ทะเลหายาก เช่น พะยูน แนวปะการัง ไม่ได้แสดงข้อมูลเชิงปริมาณ/ชนิดขอบเขตของแนวปะการังและหญ้าทะเล 2. ไม่แสดงพื้นที่และความสัมพันธ์ของระบบนิเวศในบริเวณใกล้เคียง 3.  ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบริเวณทิ้งตะกอนดิน เอกสารของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี หรือสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 5 สาขาภูเก็ต ไม่ได้อนุญาต (ขาดข้อมูลพื้นฐานปัจจุบันของพื้นที่ที่ทิ้งตะกอน ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบริเวณที่ทิ้งตะกอน) 4.ขาดข้อมูลการใช้ประโยชน์ทั้งพื้นที่ชายฝั่งและในทะเลของกลุ่ม ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม
 
 
นั่นเป็นข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรทางทะเลที่นำมาเป็นตัวอย่างเป็นเพียง 4 ข้อจาก 12 ข้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ที่ไม่ใส่ใจไม่ใส่ใจเรื่องอื่นใดนอกจากเรื่องโครงการพันล้านของตัวเอง!
 
ดร.นลินี ทองแถม เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อปลายปีที่แล้วเกี่ยวกับกรณีการก่อสร้างโครงการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า “ที่ผ่านมานักวิชาการที่เข้าเป็นคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติต่อโครงการที่จะก่อสร้างในพื้นที่อ่าวพังงาของจังหวัดภูเก็ตนั้น หลายโครงการมีการทำรายงานสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้อง และโครงการที่เกิดขึ้นเป็นโครงการขนาดใหญ่ โดยนายทุนซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นแหล่งหากินของชาวบ้านริมฝั่งทะเล เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำรายได้สู่ประเทศ ซึ่งหากระบบนิเวศเหล่านี้ถูกทำลายหรือเสื่อมโทรมจะส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตชุมชนริมชายฝั่งทะเล
 
ปัจจุบันพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณอ่าวพังงา ซึ่งถือเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ในแง่ของผลผลิตทางทะเลอันดามัน เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งไม่ว่าจะเป็น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง กำลังถูกคุกคามโดยการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งในรูปของการเปิดที่ดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรระดับหรู การสร้างท่าเรือยอร์ชส่วนตัวสำหรับผู้พักอาศัย” (จากหนังสือพิมพ์เสียงใต้ ฉบับวันที่ 2 พ.ย.51)
 
แม้แต่ ท่านผอ.วรรณเกียรติ ทับทิมแสง  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรและพัฒนาชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กล่าวในคอลัมน์ รู้เขา รู้เรา ว่า “….อีกอย่างการพัฒนามารีนามากก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างขยะในทะเล ภูเก็ตนี่เยอะมาก กลายเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเยอะ ไม่เหมือนนโยบายทางด้านตรัง สตูล กระบี่ พังงา เน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์...” (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 11 เม.ย.52)
 
ในความเป็นจริงเราไม่สามารถต้านกระแสการพัฒนาไปสู่ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน” ได้ ไม่มีใครปฏิเสธการพัฒนา ถ้าจะเป็นการพัฒนาอย่างมีทิศทาง
ปราฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ นั้น กลับพบว่า การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนไม่สามารถยืนเคียงคู่ไปกับท่าเทียบเรือสำราญได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าทาง จ.ภูเก็ตต้องเร่งจัดทำแผนแม่บทการจัดการพื้นที่ในเมืองภูเก็ต เพื่อเป็นการป้องกันทรัพยากรชายฝั่งที่สำคัญไม่ให้ถูกทำลายจากนโยบายการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง
 
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงๆ ในเวลานี้ ไม่มีการจัดทำผังเมืองหรือการทำโซนนิ่ง การดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมหรูพร้อมท่าเทียบเรือสำราญทำได้ตามใจชอบ...ตรงไหนก็ได้ เพียงแค่ขยิบตานิดเดียวทางก็สะดวก!! ท้ายที่สุดของเรื่องนี้ ผลที่ได้รับผลกระทบก็คือชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ลอยตัว
 
 
เมื่อการก่อสร้างมารีนาบนแหล่งทรัพยากรที่ประเมินค่ามิได้อย่างแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล  คำถามก็คือ…
 
 
มารีนาสามารถตอบโจทย์นโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต ได้จริงหรือ??
 
ฤาเป็นเพียงแค่การตอบสนองต่อความต้องการของ “คนบางกลุ่ม” เท่านั้น
และมารีนาสร้างรายได้หรือทำลายสิ่งแวดล้อมกันแน่...
 
 
 
……………………….
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2552 ในsection แท๊บลอยด์ 

 

 

ป๊ากตั้ย ปูเก็ด กะบี่ พังฮา

ป๊ากตั้ย
ปูเก็ด กะบี่ พังฮา ละโนง ตะรัง มันถิ่นคัยล่ะ ป๊วกคุณมั่นโล้หรือทำเป็นมั่ยโล้
ฮว่าตี้นี่คัยหยั่ยฉุด
แล้วทำมัยจึงมั่ยเห็นนักกานเมียงเจ้าถิ่นแต๋วนี้
ออกมาคัดค้านการทำลายทำมะชาดอันฉวยฮามกันเลยวะ
นี่หากฮว่าตัวนายตุนตี้มาทำฉัมปะทานแหล่งทำมะชาด
มันเป้นป๊วกตั๊กฉิน
ป่านนี้มันโดนเล่นฮามเข้าแล้วรึ
มันจะลอยนวนโหย่ดั้ยรึ
นักการเมียงเจ้าถิ่นมั่ยเอาตัยรึ

แล้วป๊วกโง่(ngo)ตั๊งหลัยทำไหรโหย่ ป่อยหั้ยผุดแล้วจึงออกมาโวยวาย
เฉียหัยปัยแหม็ดแล้วเปิ้งจะออกมาบ่นๆๆๆๆๆ
เออเก่งจิงว่ะ

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน