19 พฤษภาคม : รวมพลนักเขียนเชียงใหม่


ภฤศ ปฐมทัศน์


 

<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" />


จากซ้ายไปขวา ภัควดี  วีระภาสพงษ์ , บัณรส บัวคลี่ , กริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์  และ ชลธี  ตะพัง (กำลังนั่งซ่อมไมค์ ;- )  

 


 


ในวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะทำงานกลุ่มนักเขียนเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมงานกลุ่มนักเขียนเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 ขึ้นที่บ้าน อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ซอยวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่


           


โดยการรวมกลุ่มนักเขียนเชียงใหม่นั้นมีจุดประสงค์หลัก ๆ สองอย่างคือ หนึ่งเพื่อส่งเสริมนักเขียนในฐานะเป็นอาชีพสุจริตและถือเป็นแรงงานชนิดหนึ่ง ได้มีคุณภาพมาตรฐานในการครองชีพ ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ สองเพื่อขยายพื้นที่ของวรรณกรรม จากในแวดวงของนักวิชาการและภาคประชาชน ซึ่งส่วนหนึ่งมีบทบาทในสร้างสรรค์งานวรรณกรรม ให้ได้เผยแพร่ออกไปสู่นักเขียนนักอ่านวรรณกรรมทั่วไปด้วย


 


งานในครั้งนี้เริ่มเมื่อเวลา 16 นาฬิกา ในกิจกรรมเสวนา "ชีวิตกับงานของนักเขียนเชียงใหม่" ดำเนินรายการโดย บัณรส บัวคลี่ กับ ชลธี ตะพัง มีผู้ร่วมเสวนาคือ ภัควดี วิระภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปล ทั้งเรื่องวรรณกรรมและบทความวิชาการ กับ กริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์ นักเขียน ซึ่งปัจจุบันมีผลงานนิยายอยู่ในนิตยสาร


 


ภัควดี วีระภาสพงษ์ ได้พูดถึงเรื่องประสบการณ์การอ่าน ว่าเริ่มอ่านวรรณกรรมก่อนแต่ต่อมาก็อ่านงานวิชาการด้วย โดยงานเขียนนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นวรรณกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บทความวิชาการก็มักจะมีวาระแฝงเร้นทางการเมือง ต่อมาจึงพูดถึงการทำงานแปลโดยการแปลงานวิชาการนั้นมักจะเลือกเองเป็นส่วนใหญ่ เรื่องของลิขสิทธิ์งานแปลของฝั่งยุโรปจะของ่ายกว่าอเมริกา เว้นของอเมริกันฝ่ายซ้ายจะของ่ายกว่า โดยเฉพาะบทความถ้า E-mail ไปขอส่วนใหญ่เจ้าของบทความจะให้


 


ผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามว่าถึงสาเหตุที่ต้องแปลงานจำพวกที่ต่อต้านบรรษัทข้ามชาติหรืออะไรพวกนี้ด้วย คุณภัควดีตอบว่า


 


"มันเป็นความอยากของยุคสมัย เราต้องต่อต้านสู้กับมัน ถ้าเราไม่กล้าสู้มัน เราก็จะอยู่ไม่ได้"


 


ส่วน กริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์ ผู้ที่จากเดิมที่เคยเป็นอาจารย์ ต่อมาได้ลาออกมาเป็นนักเขียนเต็มตัว ได้พูดถึงนักเขียนในฐานะอาชีพเอาไว้ว่า เวลาอยู่หน้ากระดาษหรือจอคอมพิวเตอร์นักเขียนคือศิลปิน แต่ในขณะเดียวกันนักเขียนก็มีความจำเป็นต้องดำรงชีพ มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจอย่างฐานะทางบ้าน จึงต้องเลี้ยงดูตัวเองให้ได้ด้วย การทำงานของนักเขียนบางครั้งจึงเหมือนเป็นกรรมกรทางตัวอักษร เคยท้าทายตัวเองว่าจะดำรงชีพในฐานะเป็นนักเขียนอาชีพได้หรือไม่


 


และเมื่อผู้ดำเนินรายการได้ถามถึงงานเขียนของคุณกริ่มกมล จึงได้รับคำตอบว่า


 


"ดิฉันมีแนวคิดเรื่องของนิเวศวิทยาแล้วก็การเมือง เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ตัวละครของดิฉันซึ่งเป็นเด็กชนบทได้สะท้อนภาพของชีวิตในชนบทให้ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงซึ่งเข้าใจชีวิตของชาวบ้านน้อยมาก ได้รู้จัก"


 


"แล้วยังมีนิยายอีกเรื่อง ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องรักธรรมดา แต่คราวนี้ มันจะเป็นนิยายที่ทำให้คนเห็นผู้หญิงในมิติอื่น ๆ นอกจากที่เห็นในทีวี คือพี่อยากเห็นผู้หญิงในฐานะที่เป็นมนุษย์จริง ๆ  ให้นายทุนได้เห็นว่านิยายที่ผู้หญิงไม่ได้ตบตีกันเนี่ยก็สามารถเป็นนิยายขายดีได้"


 


เมื่อเวลา 18 นาฬิกา หลังจากพักรับประทานอาหารและชมการแสดงของ ฮวด วงสุดสะแนน แล้วก็ได้มีกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ 5 เล่ม ได้แก่ นกเสรีภาพ ของ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร , ดินแดนลม ของ คำ พอวา , อินเดียที่ที่ทำให้เราตัวเล็ก ของ วดีลดา เพียงศิริ , เซว่า ตัวสุดท้าย ของ โถ เรบอ , ปีกัสโซ่ ของ อัคนี มูลเมฆ


 


ในการพูดถึงหนังสือเรื่องอินเดียที่ที่ทำให้เราตัวเล็ก อาจารย์นกผู้สนใจ ด้านการใช้ภาษาในวรรณกรรมของผู้หญิงได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับวรรณกรรมในอีกแง่มุมหนึ่ง


 


"เรามักจะติดอยู่กับว่าวรรณกรรมจะต้องเป็นกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นิยาย แต่โลกในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ก็จะมีพวกงานวิชาการ เรื่องการเมือง หรือสารคดี การเดินทาง ซึ่งแล้วงานเขียนพวกนี้เองก็ควรจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของวรรณศิลป์ด้วย เพื่อที่จะได้ช่วยกันพัฒนากันต่อไป"


 


นอกจากนี้ยังได้พูดถึงสารคดีการเดินทางที่มีแง่มุมแตกต่างจากแนวคิดเดิม ๆ ซึ่งมักแฝงด้วยแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่และแนวคิดแบบผู้ล่าอาณานิคม


 


"งานสารคดีการเดินทาง ในแง่ของที่เป็นวีธีคิดมาตลอดเลยก็คือ เราจะพบว่าวรรณกรรมการเดินทางในสมัยก่อน มักจะเขียนโดยฝรั่งที่เป็นผู้ชาย ที่เข้ามาในต่างแดนซึ่งไม่ศิวิไลซ์ในความคิดของพวกเขา แล้วก็นำเรื่องราวน่าตื่นเต้นของดินแดนอันไกลโพ้น ป่าเถื่อน กลับไปเล่าให้ประเทศตัวเองฟัง ให้รู้สึกว่าลี้ลับ มหัศจรรย์ ตอบสนองความต้องการของผู้คนที่อยากให้ชีวิตมันตื่นเต้น แตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน พร้อมกับระบบสังคมที่ผู้ชายมีโอกาสมากกว่า ผู้หญิงแทบจะไม่มีโอกาสได้เขียนเลย


 


แล้วการท่องเที่ยวของชนชั้นกลาง มันกลายเป็นเหมือนความใฝ่ฝันของทุกคนที่จะออกจากโลกซึ่งเป็นอยู่ทุกวัน เพื่อที่จะไปแสวงหาดินแดนอันไกลโพ้น ที่ได้ยินมาจากสื่อต่าง ๆ เป็นการดีที่ในยุคสมัยนี้ได้เห็นเรื่องของการเดินทางที่มาจากผู้หญิง เป็นพื้นที่งานเขียนที่นอกเหนือไปจากเรื่องของบ้าน ของครอบครัว อีกทั้งผู้หญิงยังเป็นผู้ออกแบบการเดินทางเองด้วย"


 


หนังสืออีกเล่มที่มีแง่มุมในการพูดถึงคือ เรื่อง "เชว่า ตัวสุดท้าย" ของ โถ่ เรบอ นักเขียนชาว ปกากอญอ อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ผู้ที่ได้อ่านแล้วก็พูดถึงเรื่องนี้ว่า


 


"การพูดภาษาไทยไม่ชัดภาษาแบบที่ไม่รู้ไวยากรณ์ไทย มันทำให้ภาษาของเขามีเสน่ห์ ภาษาพูดห้วน ๆ แบบปกากอญอของเขาเนี่ยสื่อความรู้สึกได้ดี ควรจะภูมิใจว่าสามารถขึ้นมาเขียนหนังสือได้ทัดเทียมกับคนที่ใช้ภาษาไทย เรื่องสั้นของเขาก็เอามาจากประสบการณ์จากบนดอย ถ่ายทอดเรื่องบนดอยให้คนในเมืองได้อ่าน"


 


แสงดาว ศรัทธามั่น กวีเอกของเชียงใหม่ยังได้กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากปกากอญอแล้ว อยากให้ชนเผ่าอื่น ๆ ได้มีโอกาสแบบนี้ด้วย

Comments

หน้าม้า

ไปมาแล้ว
นักเขียนคึกคักมากครับ

kakade

อยากให้นำบรรยากาศ และบทสนทนา มาลงแบบเต็มๆ ด้วยค่ะ

ไหมฟ้า

เป็นกำลังใจให้ครับขอเป็นกำลังใจให้ชาวนักเขียนเชียงใหม่ทุกคนครับ...ไหมฟ้า สาเกตุนคร - ร้อยเอ็ด...ฝากบอกที่อยู่กับเพื่อนพี่น้องนักเขียนเชียงใหมทุกคนผมมาอยู่ร้อยเอ็ดครับ

คนผ่านไป

ไปมาแวบหนึ่ง ไม่ค่อยได้น้ำได้เนื้อเท่าไร งานอะไร...เปิดตัวหนังสือ แต่ไม่ให้คนเขียนได้พูด...ซํกคน

(แต่ให้คนเขียนนวนิยาย...มาพร่ำเรื่อง เขียนหนังสือ ทำให้ตนได้ตอนละหมื่น และได้เรียนป.โท)

(และมีแต่คนเมา...เอ๊ก)

เปิดตัวสมาคนนักเขียนฯเชียงใหม่ แต่ไม่ได้พูดถึงทิศทาง มองปัญหาการเมือง สังคม ฯลฯ ย่อมสะท้อนภาวะของนักเขียนได้ชัดเจนยิ่ง

หลายคนบ่นว่า...จริงๆ แล้ว การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

[emo6.gif]

ภัควดี

ขอแก้ไขนิดเดียวค่ะ (สงสัยพูดไม่ชัดเจน)

ถ้าแปลงานวรรณกรรม ไม่มีวาระทางการเมืองซ่อนเร้นนะคะ วรรณกรรมก็วรรณกรรม

แต่ถ้าแปลงานวิชาการและเขียนบทความ จะมีวาระทางการเมืองอยู่ในใจค่ะ

เปรื่อง

ผมจับเวลาแล้ว พี่ภัครได้พูด

4.23 นาที จากกำหนดการ 30 นาที

เพราะโดนพิธีกรท่านหนึ่งแย่งพูดไปหมด

;-)

ชลธี

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ ครั้งต่อไปจะนำมาแก้ไข ประมาณเดือนหน้าจะมีการพูดคุยกันถึงทิศทางและบทบาทกลุ่มนักเขียนเชียงใหม่ แล้วจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบรายละเอียดต่อไปนะครับ [emo19.gif]

ตำรวจ

ตอบคห.ที่ 5 ผมขอพูดในฐานะไม่ใช่ "เจ้าของงาน" นะครับ แต่ได้ไปร่วมในฐานะคนนอก ขอตอบเป็นประเด็นตามที่ได้ไปร่วมงานมาดังต่อไปนี้นะครับ (ซึ่งที่ผมพูดในที่นี้เป็นเพราะผมคิดว่า คุณคง "ไปมาแวบหนึ่ง" จริงๆ จึงฟังชนิดจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วอาจจะทำให้คนอ่านคนอื่นเข้าใจผิดได้ครับ)

ประเด็นที่ 1
"ไปมาแวบหนึ่ง ไม่ค่อยได้น้ำได้เนื้อเท่าไร งานอะไร...เปิดตัวหนังสือ แต่ไม่ให้คนเขียนได้พูด...ซํกคน"
ตามความเห็นของผม งานเปิดตัวหนังสือไม่จำเป็นต้องให้คนเขียนหนังสือมาพูด แต่สามารถให้คนอ่านที่มีความสามารถในการวิจารณ์งานชิ้นนั้นๆมาพูดแทนได้ ผมคิดว่างานเปิดตัวหนังสือมีหลายลีลา

ประเด็นที่ 2
"แต่ให้คนเขียนนวนิยาย...มาพร่ำเรื่อง เขียนหนังสือ ทำให้ตนได้ตอนละหมื่น และได้เรียนป.โท"
ผมคิดว่า คุณคงหมายถึง คุณกริ่มกมล โดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ได้รู้จักเธอหรอกครับ แต่ชอบอ่านงานของเธอ
เท่าที่ฟังเธอพูดวันนั้น เธอไม่ได้อวดว่า เขียนนิยายได้ตอนละหมื่น แต่เธอบอกว่า เขียนนิยายได้ตอนละ 5 พันกว่าบาท รวมแล้วรายได้ก็ประมาณหมื่นต้นๆ ดังนั้นเขียนนิยายเรื่องเดียวจึงไม่พอใช้
ตามความเห็นของผม ผมฟังแล้วไม่ได้เห็นว่าเธออวด แต่เธอต้องการพูดให้น้องๆซึ่งอยากจะเป็นนักเขียนได้ประมาณการออกว่า หากเข้ามาสู่วงการนี้จะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
* แล้วเธอก็ไม่ได้บอกด้วยนะครับว่า เขียนหนังสือแล้วได้เรียนปริญญาโท เท่าที่ผมฟัง เธอจบปริญญาโทแล้วถึงมาเขียนหนังสือนะครับ

ประเด็นที่ 3
(และมีแต่คนเมา...เอ๊ก)
วันนั้นผมเห็นมีคนเมาจริงครับ แต่มีคนไปร่วมงานประมาณ 100 คน มีคนเมาประมาณ 10 คน จำได้ว่าเจ้าภาพมีน้ำมะขามเลี้ยงครับ ดื่มน้ำมะขามแล้วเมาได้หรือครับ ?

ประเด็นที่ 4
"เปิดตัวสมาคมนักเขียนฯเชียงใหม่ แต่ไม่ได้พูดถึงทิศทาง มองปัญหาการเมือง สังคม ฯลฯ ย่อมสะท้อนภาวะของนักเขียนได้ชัดเจนยิ่ง"

ในโลกนี้ไม่มีใครไม่มองการเมือง หรือสังคมได้หรอกครับ แม้แต่เป็นชาวนา หรือพระก็หลีกเลี่ยงการเมืองไม่พ้น
แต่การมารวมตัวกันของนักเขียนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก การจะให้มาพูดถึงการเมืองโดยไม่ให้พูดถึงงานเขียน จัดงานอย่างอื่นเลยดีกว่ามั้ยครับ

ผมในฐานะเป็นคนเขียนหนังสือ ผมก็ต้องการจะพูดถึงสิ่งที่ผมมี สิ่งที่ผมเผชิญอยู่ครับ คือสรุปว่า ผมพอใจในงานวันนั้น

แล้วผมก็ชื่นชมมากกับคุณกริ่มกมล ที่กล้าแหวกวัฒนธรรมของศิลปิน ลุกขึ้นมาพูดเรื่องเงิน เธอเป็นผู้หญิงที่สวย สง่า มีความรู้ เก่ง ฉลาด และผมก็ยังเป็นแฟนอ่านหนังสือของเธอด้วยครับ

อยากเขียนมั่ง555

คห.5 ท่าทางมีปัญหาเรื่องการจัดการทางความคิด แค่ไปมาแวบก็มาเขียนว่าได้เป็นคุ้งเป็นแคว
ต้องขอบคุณคุณตำรวจด้วยที่ออกมาตอบได้อย่างชัดเจนตรงประเด็น.......
อ้อ...ถามหน่อยคนเขียนนิยายไม่นับว่าเป็นนักเขียนหรือ น้ำเสียงคุณคห.5 มีแววดูถูกจัง
คนที่ได้รับเงินจากการเขียนมาเลี้ยงชีพ โดยไม่ต้องทำอย่างอื่น นับได้แล้วนะว่าเป็นนักเขียน
บางคนแค่เขียนคอลัมน์ให้หนังสือเล็กที่แจกฟรี หรือเขียนอะไรเล็กน้อยลงบนโปสการ์ดขาย ยังนับว่าตัวเองเป็นนักเขียนเลย[emo3.gif][emo3.gif]

จินตนา

คุณกริ่มกมลคะ ต้องการซื้อหนังสือที่บ้านย่าจำนวน 20 เล่ม เพื่อบริจาคให้ห้องสมุดโรงเรียน จะหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง (ถ้าลดให้บ้างจะได้บริจาค 21 โรง)

เอกชัย อิสระทะ

ขอช่วยติดต่อคุณกริ่มกมล มหัทธนวิศัลย์ไม่แน่ใจว่าใช่เพื่อน มอส.รุ่นที่ 14 หรือไม่เพื่อนๆอยากนัดพบกัน ขอช่วยติดต่อกลับหาผมด้วยครับ ที่ saanhatyai@gmail.com