สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : ปัญญาชนไทยไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์

"ยิ่งใครชูธงคุณธรรมมาด่าทักษิณ ถามว่าชูธงคุณธรรมคุณนั้นกล้าจริงๆ หรือที่พูดว่าผู้ปกครองต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ... อย่างนั้นกล้าที่จะร้องคุณธรรมจริยธรรมให้กับคุณวิชิตชัย (อมรกุล) ที่โดนแขวนคอมีคนเอาเก้าอี้มาตี วันที่ 6 ตุลา 19 หรือไม่" จากงานสัมมนาวิชาการ สังคมการเมืองไทย 4 เดือนหลังรัฐประหาร

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

งานสัมมนาวิชาการ 'สังคมการเมืองไทย 4 เดือนหลังรัฐประหาร'

จัดโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.

วันที่ 19 มกราคม 2550

 

 

4 เดือนที่ผ่านมา ปัญญาชน นักวิชาการ นักกิจกรรมทั้งหลายแสดงให้เห็นว่าไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย ไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองและไม่เคยที่จะยอมรับ คือ ทำตัวเป็นเทวดาพอๆ กับเทวดาที่ชอบยกย่องกัน กระแสยกย่องเทวดาในรอบหลายปีที่ผ่านมามันเกิดขึ้นอย่างลอยๆไม่ได้ มีหลายสิ่งที่เราแชร์ร่วมกันก็คือไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดตัวเองเลย

 

เอาง่ายๆ รูปแบบที่เราทำคือรูปแบบการเสวนาออกไปแล้วเป็น movement ทางการเมืองอย่างหนึ่ง ในหลายปีนี้พบว่ามันเกิดขึ้นเพื่อให้คนเหล่านี้กลายเป็นพระเอกหรือฮีโร่ขึ้นมา ผมมีปัญหากับรูปแบบนี้เพราะเถียงกันเปล่าๆ ว่านักวิชาการคนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้ จนเกิดภาวะที่นักวิชาการคนหนึ่งสามารถเรียกนักข่าวมา press conference ให้พาดหัวข่าวในวันรุ่งขึ้น ภาวะอย่างนี้คนก็เชียร์กันสะใจมากที่ออกมาด่ารัฐบาล ด่านักการเมือง โดยไม่รู้ว่าภาวะนี้มันทุเรศขนาดไหน

 

ผมไม่เคยนึกว่าธีรยุทธ (บุญมี) หรือประเวศ วะสี เป็นตัวแทนของใครที่ไหน ผมไม่อยากจะทำอย่างนี้เพราะเป็นการเสริมภาวะนี้อันหนึ่ง แต่เห็นว่าถ้าการพูดนี้จะมีประโยชน์บ้างก็เพื่อให้ภาวะนี้ที่ผ่านมาหายไป

 

ข้อสรุปของผมคือที่บอกว่าปัญญาชนไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยใน 4 เดือนที่ผ่านมา ข้อพิสูจน์คือหนังสือเล่มนี้(รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน) สะท้อนความผิดพลาดของตัวเองที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างแค่ 4 ประเด็น ที่เขียนโดย สุลักษณ์ (ศิวรักษ์) นิธิ (เอียวศรีวงศ์) ชัยวัฒน์ (สถาอานันท์) ธงชัย (วินิจจะกูล)

 

ชัยวัฒน์ พยายามจะเขียนแก้ตัวและมีท่าทีหน่อมแน้มกับการรัฐประหารครั้งนี้ บอกทหารไม่ใช้ความรุนแรงบ้างอะไรบ้าง ในบทความอริสโตเติลกับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ขอมีข้อกังขากับศีลธรรม เพราะด้านหนึ่งบอกไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่อีกด้านก็บอกเข้าใจเหตุผลของการรัฐประหาร มันเถียงไม่ขึ้นเนื่องจากก่อนหน้ารัฐประหารไม่กี่เดือน อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นคนหนึ่งที่เซ็นในแถลงการณ์วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 คัดค้านการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แต่พอมีการใช้จริงๆ เกือบทุกคนในนั้น ทั้งชัยวัฒน์ สมชาย (ปรีชาศิลปกุล) รังสรรค์  (ธนะพรพันธ์) เกษียร (เตชะพีระ) หลังรัฐประหารมีใครโผล่หน้ามาออกแถลงการณ์ว่าไม่เห็นด้วย คัดค้านการรัฐประหาร ไม่มีเลย

 

ชัยวัฒน์สอนเรื่องสันติวิธี สอนเรื่องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง สอนนักศึกษาแต่ละรุ่นผมขอให้คุณใช้สันติ แต่มันเกิดมีคนใช้ความรุนแรงโดยที่ความรุนแรงนั้นมีข้ออ้างที่มันฟังเข้าท่าเรื่องนั้นไม่เคยสอนว่า ผมขอมีข้อกังขาทางศีลธรรม

 

3 คน ที่เหลือ สุลักษณ์ พูดตรงๆ พูดด้วยความเสียใจมากๆ เมื่อหลายปีก่อนมีงานสัมมนาเล็กๆ ที่คณะรัฐศาสตร์ เคยพูดว่าในประเทศไทย สุลักษณ์เท่านั้นได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนจริงๆ เพราะในประเทศไทยถ้าคุณเป็นปัญญาชนจริงๆ ต้องกล้าพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าคุณไม่กล้าพูดอย่างมากก็เป็นคนที่รับใช้รัฐแล้วเขียนลงหนังสือพิมพ์เอารายได้ต่อเดือนต่อวันไปเท่านั้น

 

ที่เสียใจมากคือได้ฟังอาจารย์สุลักษณ์พูดที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 3 ครั้ง และอ่านสัมภาษณ์โดยละเอียดที่ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจวันที่ 3 ธันวาคม 2548 เป็น speech สาธารณะที่แย่มากๆ ที่เคยอ่านในหลายๆ ปี นอกจากจะโจมตีทักษิณ-พจมาน เนื้อหาตอนนั้นพันธมิตรฯ ชูธงเหลืองมาเป็นปีแล้ว การขึ้นเวทีของอาจารย์สุลักษณ์ ไปสร้างความชอบธรรมให้กับขบวนการที่ชูธงเหลือง ส่วนบทสัมภาษณ์ที่ลงในกรุงเทพธุรกิจ อาจารย์สุลักษณ์บอกว่า ทักษิณยังแย่กว่าสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) เพราะอย่างน้อยสฤษดิ์จงรักภักดีมากกว่าทักษิณ

 

อาจารย์สุลักษณ์อ้างปรีดี (พนมยงค์) ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากปรีดีเลย ปรีดีเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าสมัยปี 2500 คนจำนวนมากไปหลงเชื่อข้ออ้างของจอมพลสฤษดิ์ที่โจมตีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่เคารพในหลวง

 

อย่างที่บอกด้วยความเสียใจ  3 ครั้งที่ขึ้นเวทีแม้ข้อเสนอมาตรา 7 ยังไม่เป็นทางการ แต่เมื่อข้อเสนอเป็นทางการแล้วอาจารย์ก็ไม่เคยนำตัวเองออกจากกระบวนการนี้เลย การชูสถาบันกษัตริย์มาเล่นงานคนเป็นอะไรบางอย่างที่คนเถียงไม่ได้ ไอ้คนที่ชูประเด็นสถาบันกษัตริย์คือคนขี้ขลาดสุดๆ เลย เพราะรู้ว่าคนไม่สามารถเถียงประเด็นนี้ได้ หรือเรื่องคุณธรรมก็เพราะรู้ว่าคนเถียงเรื่องพวกนี้ไม่ได้

 

ส่วนอาจารย์นิธิ ในบทสัมภาษณ์พยายามสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในท่าทีหน่อมแน้มหลังรัฐประหาร อ่านบทความที่ว่าสู้ประชานิยมจอมปลอมแล้วผมโกรธมากกับบทความนี้ อาจารย์นิธิพยายามแก้ตัวว่าขอโทษที่เขียนไปสร้างความชอบธรรมกับการรัฐประหาร ต้องขออภัยในปัญหาที่ผมไม่ได้เจตนา ผมคงไม่มีวันที่จะเห็นว่าการรัฐประหารใดๆ ชอบธรรมเด็ดขาด

 

แต่จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น หลังบทความนั้นตีพิมพ์ไป 3 เดือน คือ ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม ผมอ่านหนังสือพิมพ์มาตลอดไม่เคยเห็นครั้งไหนเลยหลังจากบทความนี้ที่นิธิจะเขียนบทความว่าสู้คณะปฏิรูปจอมปลอม ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่นิธิจะเรียกร้องให้คนรวมหัวกันสู้กับคณะที่จอมปลอมยึดอำนาจอยู่ตอนนี้ 3 เดือนผ่านมาแล้ว ลงงานเขียนในมติชนสัปดาห์ละ 2 ฉบับ มีความพยายามแก้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานิธิโจมตีแต่นักการเมือง

 

ผมเคยเขียนในบทความขึ้นต้นทำนองว่าปัญญาชนสาธารณะทั้งหลายมึงควรละอายใจแก่ตัวเอง เป็นวันที่ผมพูดหยาบคายมากว่า "มึง" ผมเลียนแบบนิธิที่ในหลายปีที่ผ่านมาเวลาด่านักการเมืองขึ้นมึงเลยในฐานะที่ยืมคำชาวบ้านมาเอาคำว่ามึงมาด่านักการเมือง หรือผมเคยพูดหลายครั้งว่า อาจารย์รังสรรค์ ด่านักการเมืองอัปรีย์ จะด่าอะไรก็ไม่ว่าแต่กล้าพูดกับคนอื่นหรือไม่

 

นิธิ แก้ตัวหน่อมแน้มมากไปหาอ่านเอาเอง และลงเอยว่าผมคงกลัวนักการเมืองมากกว่าทหาร นักการเมืองอย่างไรเราก็อยู่กับพวกเขานาน ผมว่าจริงๆ นิธิไม่ได้กลัวนักการเมืองแต่กลัวคนที่ไม่กล้าด่านั้นมากกว่า ในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ว่านักการเมืองอยู่กับเรานาน ผมว่าในฐานะนักประวัติศาสตร์เป็นอะไรที่งี่เง่ามาก ทักษิณอยู่กับเรามา 5 ปี เอง อาจารย์นิธิตอนนี้ 65 แล้ว นักการเมืองที่อยู่เป็นหลักในสังคมไทยตอบหน่อยกี่ปี ใครครับที่อยู่มานานกว่า

 

ประเด็นสุดท้ายคือ ธงชัย จะ Defend ประเด็นว่า ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งมี 2 ไม่เอา คือชูธงว่าไม่เอาทักษิณและไม่เอานายกพระราชทาน ผมคิดว่าชูธง 2 ไม่เอานี้ไม่ได้ ไม่เอา 2 อันนี้ เอาอะไร มีตัวแทนของตัวเองหรือ แล้วบอกว่าไม่เอาคนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พอคนมาจากการเลือกตั้งก็ไม่เอาอีก ประเด็นสำคัญคือตรงนี้

 

จุดยืน 2 ไม่เอานี้ในที่สุดแล้วมันไปเสริมให้กับกระแสสนธิ นิธิเองเขียนไว้ด้วยซ้ำว่าเขาไม่ต้องการทำอะไรที่เป็นการบ่อนทำลายการต่อสู้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดจริงด้วยความโกรธ หลายเดือนที่ผ่านมาพยายามไม่คิดถึงเรื่องการรัฐประหารเพราะคิดถึงทีไรเชื่อมากๆ ว่าบรรดาปัญญาชนพวกนี้ที่ผมว่ามากๆ ว่า พวกนี้ไม่ได้เป็นตัวทำให้เกิดรัฐประหาร แต่พวกนี้เป็นพวกที่ควรจะรู้ดีกว่าใครๆ ไม่เอานายกพระราชทานจะเอานายกที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่เอาทักษิณแล้วไปร่วมกับกระแสเคลื่อนไหวที่ผ่านในรอบปี คนที่ควรจะรู้ดีกว่าใคร จากตัวอย่าง สมัยสฤษดิ์ ชูธงด่า ป. พิบูลสงคราม สุดท้ายสฤษดิ์ขึ้นมาเอาไปเอง

 

ธงชัยก็แย้งผมประเด็นนี้ว่า การชูคำขวัญไม่เอาทักษิณในทุกระบอบประชาธิปไตยการเรียกร้องให้ผู้นำลาออกเป็นสิ่งที่ทำได้ปกติตราบที่ใช้วิธีการตามรัฐธรรมนูญ ผมว่าวิธีการที่ธงชัยอธิบายนี้คือการบอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วตอนท้ายก็วิจารณ์ผมว่า การที่ผมพูดประเด็นเรื่องแทกติก หรือคิดในเชิงยุทธวิธีว่า การที่คุณไปหนุนเสริมกระแสเป็นการไม่ดี เขาบอกว่าการคิดแบบนี้เป็นการคิดในเชิง timing เป็นการฉวยโอกาส

 

แต่ลองถามตัวเองว่ากล้าจะไม่เอากับคนที่อยากจะไม่เอาหรือไม่ แม้แต่ธงชัยก็เถอะ ในทีนี้มีใครบ้างกล้าตะโกนว่าไม่เอากับคนที่คุณคิดในใจว่าไม่เอา ปัญหาคำถามของไม่เอาทักษิณก็คือตรงนี้ กล้าหรือที่มาปกป้องว่ามันเป็นสิทธิตามประชาธิปไตย ที่ธงชัยเขียนเป็นร้อยๆ หน้าไม่ใช่ประเด็นนี้หรือว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นเพราะเหตุผลนี้ ธงชัยต้องพูดมาสิว่าไม่เอาใครบ้าง ไม่ใช่แม้แต่ธงชัยทำไม่ได้ ผมก็ทำไม่ได้

 

เราทำไม่ได้ก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ มันคือปัญหาของสังคมทุกวันนี้จริงๆ หลายปีที่ผ่านมาก็กลับมาประเด็นนี้ตลอดเวลา ด่าว่าทักษิณมันเลวอย่างนั้นอย่างนี้ หนังสือฟ้าเดียวกันเป็นแห่งแรกที่ชูคำว่าระบอบทักษิณ วันนี้แม้แต่ไทยรัฐยังเอาไปใช้ แต่หัวใจคือถามจริงๆ ทักษิณเลวหรือไม่เลว หลายคนมาที่ประเด็นนี้มาตลอดเวลา คำตอบตอบแบบไม่ได้เล่นคำคือ "ตอบไม่ได้"  เพราะการประเมินทางการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอาศัยบรรทัดฐานที่เป็นนามธรรมลักษณะทั่วไป ปัญหาคือหลักการนามธรรมที่เป็นลักษณะทั่วไปนี้จะ make sense ก็ต่อเมื่อมันถูกประยุกต์ใช้ต่อผู้มีอำนาจอย่างทั่วไปเหมือนกัน

 

ยกตัวอย่าง อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ชูธงคุณธรรม แต่ยิ่งใครชูธงคุณธรรมมาด่าทักษิณ ผมอยากจะอ้วก ถามว่าชูธงคุณธรรม คุณนั้นกล้าจริงๆ หรือที่พูดว่าผู้ปกครองต้องมีคุณธรรม จริยธรรม พูดซ้ำๆๆๆ แต่กล้าท้าทายกับผู้ที่มีอำนาจตอนนี้จริงหรือ

 

อย่างนั้นกล้าที่จะร้องคุณธรรมจริยธรรมให้กับ ชิต (สิงหเสนี) เฉลียว (ปทุมรส) บุศย์ (ปัทมศริน) หรือไม่ 3 คนนี้อาจจะเก่าไป เป็นคุณวิชิตชัย (อมรกุล) ที่โดนแขวนคอมีคนเอาเก้าอี้มาตี วันที่ 6 ตุลา กล้าหรือไม่ เอาเป็นอาจารย์ไชยันต์เดินเข้าเดินออกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทุกวันมีรูปอยู่  ถ้าไม่กล้าอย่ามาสะเออะพูดเรื่องนี้ ขอร้อง

 

ปัญหาเรื่องคอรัปชั่น การตรวจสอบทางการเงิน กล้าเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้จริงๆ หรือไม่ มาช็อกกันที่สุรยุทธ์ (จุลานนท์) ทำไมมีเงินตั้งเป็นร้อยล้าน เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 มันไม่บอกว่าพวก ผบ.ทบ.ทั้งหลายแหล่นี้ต้องเปิดเผยตัวเลขตัวเองด้วย แน่นอนว่าไม่ระบุให้คนอื่นเขาเปิดเผย แล้วเอาอะไรมาวิจารณ์ทักษิณ ผมสามารถชี้นำคนอื่นๆ ให้คุณไปเรียกร้องได้ แต่คุณกล้าหรือไม่ เมื่อไม่กล้าแล้วก็ชูธงวิจารณ์ว่านักการเมืองแย่อย่างโน้นอย่างนี้ด้วยบรรทัดฐานที่เป็นนามธรรมที่เป็นทั่วไปนี้ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดประเด็นนี้ทั้งหมด ผลจากการทำประเด็นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก 25 ปี กลายเป็นเรื่องสามัญสำนึกที่นักการเมืองมันเลวทราม ต่ำช้า ชาติชั่ว คอร์รัปชั่น ถ้าชาวบ้านคิดแบบนี้จะไม่ว่า แต่คนระดับศาสตราจารย์ทั้งหลายคิดและพูดซ้ำ มันทุเรศ

 

ผมพูดว่า 25 ปี เรื่องนี้สำคัญ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมามันไม่ได้เกิดขึ้นเฉยๆ  แต่เนื่องจากเมื่อ 25 ปีที่แล้วขบวนการทางการเมืองคือ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) มันพัง แล้วปัญญาชนที่ได้รับอิทธิพลจาก พคท. มันพังไป ผมไม่เคยเป็นสมาชิก พคท. แต่ยืนยันในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องการเมืองมาตลอด ในทางการเมืองไทยมีขบวนการทางการเมืองนี้เท่านั้นที่หากจะว่าในแง่กระบวนการจริงๆ พรรคการเมืองน่ายกย่องจริงๆ ในทางหลักการก็มีกระบวนการนี้เท่านั้น หลังจากนี้ไปปัญญาชนทั้งหลายที่มีชื่อเสียงขึ้นมาทีหลังไม่ได้ผลของขบวนการ

 

พคท.ผิดพลาดเยอะ แต่อย่างน้อยสุดวิธีคิดหรือชี้นำ พ่อขุน ศักดินา ศัตรูประชนคือจักรวรรดินิยม นายทุนใหญ่ เจ้าที่ดินใหญ่ เขาใช้หลักการอันนี้ ไม่เหมือนปัญญาชนตลอดช่วง 25 ปีมานี้ ขี้ขลาดตาขาว ขณะเดียวกันพยายามโพธนาว่าตัวเองมีคุณธรรม ถือหลักการอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ไม่กล้าแตะ

 

ข้อสรุปคือ หนังสือนี้ ( รัฐประหาร 19 กันยาฯ ) เป็นผลสะท้อนของ 20 กว่าปีว่าปัญญาชนพอเริ่มโละประเด็นประเด็นประชาธิปไตยก็เป็นอย่างนี้ ปัญญาชนของไทยไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย

 

 

 

-------------------------

หมายเหตุ

 

- เฉลียว ปทุมรส ,ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน คือผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2489

http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html

 

- วิชิตชัย อมรกุล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมการต่อสู้ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเสียชีวิต โดยถูกกระสุนเอ็ม 16 ที่ท้อง ใช้เชือกรองเท้ารัดคอลากไปตามพื้นและนำไปแขวนไว้ที่ต้นมะขามสนามหลวงโดยถูกทุบตีซ้ำ

http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=3&s_id=50&d_id=51

 

 

 

Comments

คนเคยรู้ทัน

ปัญญาชนไทย มีคนไหนบ้างล่ะ อาจารย์ ผมไม่เคยรู้จัก และไม่เคยคิดว่าไอ้พวกรายชื่อที่ อาจารย์ วิจารย์อยู่ ทั้งหลายแหล่ ในบทความ นี้ มันเป็นปัญญาชน
ปัญญา แปลว่า อะไรครับ ผมว่าพวกนี้คือ พวกหน่อมแน้ม เรียนสูง แล้ว มาเป็นคนสอนหนังสือ บางคนเขียนหนังสือเก่ง บางคนโผงผางในการใช้ภาษาหนังสือ คนชอบอ่าน และก็กลายมาเป็นเส้นทางทำมากิน แต่คล้ายๆกัน คือพวกนี้มีจุดยืนอยู่กับที่ แนวความคิดมันไม่ค่อย ปรับเปลี่ยน หรือยอมรับการเปลี่ยนแปลงของ ยุคสมัย
ประวัติศาสตร์ มีให้อ่าน แค่นั้น สำหรับคนพวกนี้

A Thai

Dr. Somsak,

Thanks for trying to point out about the contradict standing points of some famous people in this article.

I agree with that and have thought for years that most of academicians in Thailand are more stupid than farmers (pleasants) including you too!

Checking back your former articles, you also change your standing points back and forth.

You may not realize that, but people who read your articles over time may not forget.

The history recorded what you did,
the current shows your action, and the future will decide your fate according all you had done in the past.

From all of you, I appreciate Dr. Thongchai^*s standing point the most.

oo

I agree with aj. Somsak.

Lek

You are excellent, Ajarn Somsak

ลุงชม

เหมือน คห1..ไม่รู้สิ ...ก็ไม่ค่อยอ่านหนังสือของพวกนี้เท่าไหร่...มันเป็นอุดมการณ์แอบแฝง...บางคนไร้จุดยืนอย่างน่าขยะแขยง

โง่ เครียด ปฏิวัติ

ขอบคุณครับ อาจารย์สมศักดิ์ ที่ช่วยอธิบายได้ตามความรู้สึกที่ผมอึดอัดมานานมากกับนักวิชาการปัญญาทาสเหล่านี้

cindy

ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆ หวังว่าจะเปิดปัญญาให้คนในประเทศได้บ้าง อยากเห็นคนในชาติไตร่ตรองอะไรแล้วรวบรวมใหเป็นเหตุเป้นผล ไม่อยากให้ใครๆมาจูงจมูก

ดอน

คนอื่นเลวหมด สมศักดิ์ดีอยู่คนเดียว คนที่สมศักดิ์ด่าไม่ว่าจะเป็น ประเวศ ธงชัย นิธิ เกษียร ฯลฯเป็นบุคคลที่น่านับถือ ได้รับการยกย่องในหมู่ปัญญาชนไทย แต่ในสายตาสมศักดิ์ คนพวกนี้กลับไม่ได้เรื่อง ไม่เห็นมีใครในประเทศไทยที่สมศักดิ์เห็นว่าดี
การประเมินทางการเมืองไม่จำเป้นต้องใช้มาตรฐานนามธรรมอย่างเดียว ความเลวของบางคนมันเห็นได้ รู้ได้ แต่ไม่อาจเอามาตรฐานนามธรรมมาพิสูจน์ได้ มีหลายอย่างที่ธงชัยเขียนและแสดงออกในระยะหลังๆที่ผมไม่เห็นด้วย แต่ผมก็เคารพเขาและเข้าใจเขา แต่สำหรับสมศักดิ์ผมไม่เห็นด้วยและไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร มีใครบ้างที่ดีในสายตาเขา

ธีระ โรจนาเปรมสุข

ธีระ โรจนาเปรมสุข ฟันธง !
เศรษฐกิจ การเมือง ตลาดหุ้น ปี 2550 :
ลิขิตมนุษย์ หรือจะสู้ฟ้ากำหนด มาตรแม้นจะฉลาดปราดเปรื่องเจนจบทุกขบวนยุทธิ แต่ไม่รู้ลิขิตสัญญาณฟ้า ยามเฮงไร้ปัญหา ผีสางมารร้ายหลีกหนีหน้า มิต้องเซ่นไหว้บนบานให้ผีช่วย ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองคณานับ ยามซวยสมองมีแต่ขี้ ไอ้หน้าส้นตีนมันก็หลู่ดูถูกได้ กรรมใดใครก่อ ปราชญ์หรือคนถ่อย ขึ้นอยู่กับตัวตน แต่ภัยพิบัติที่เราไม่สามารถล่วงรู้ป้องกันได้ คือ คุณค่าของโหราศาสตร์
โหราศาสตร์ คือ การชี้กรรมไปหาเหตุ ระงับที่เหตุ หรือ “ อริยสัจสี่ “ คำสอนของ พระพุทธเจ้า.
ฉะนั้น กรรมใด ๆ จึงมิสามารถระงับได้ ด้วยการสะเดาะเคราะห์ เปลี่ยนชื่อแซ่ รดน้ำมนต์ หรือ ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แก้เคล็ด เรื่อง ฮวนจู้ย ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ ! ถ้าสามารถบันดาลเนรมิตได้ อาจารย์ซินแสทั้งหลายคงมิต้องออกมาเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน !!!!!!!
ปัญญาวิมุติ หลุดพ้นด้วยปัญญา !
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2486
ลัคน์ ราศีพิจิก ๗ ตนุเศษ ราศีพฤษภ
วาสนาสูงเด่น ฮก หลก ซิ่ว และ กีฏองค์เกณฑ์
ฉลาดปราดเปรื่อง ปฏิภาณเยี่ยม หนึ่งปากสองหู สุขุมจริงจัง และ หนักแน่น แต่หงุดหงิดขี้รำคาญ สับสน โมโหร้าย แค้น เจ็บลึก ท่าดีทีเหลว !
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
นายกรัฐมนตรี สูงสุดสู่สามัญ !
วาสนาสูงเด่น ฮก หลก ซิ่ว และ กีฏเกณฑ์
วิญญูชน กับ ลาภอันมิควรได้ !
ตั้งแต่ กรกฎาคม 2548 จนสิ้นกรกฎาคม 2550 รวมเวลา 2 ปี ดาวเสาร์ จรสถิต ราศีกรกฎ เรือนศุภ วิกฤตศรัทธา ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศ และ คุณธรรม ที่สะสมมาตลอดชีวิต
ตุลาคม 2549 ศุภเคราะห์ดาวพฤหัส โคจรเข้า ราศีพิจิก ลัคน์ ! “ นายกรัฐมนตรี “
ดาวเสาร์ไม่เคยปราณีใครเมื่อมีโอกาส ลาภอันมิควรได้ จึงเป็นจุดจบน่าสังเวช สูงสุดสู่สามัญ !
ธันวาคม 49 ในขณะที่ดาวเสาร์สถิตเรือนศุภ ชื่อเสียงเกียรติยศ เกณฑ์วิบัติอาทิตย์อังคารมฤตยู โจมตีเผาผลาญกองบัญชาการ ลัคน์ ราศีพิจิก !
วันที่ 10 ธันวาคม 2549 รวมพลชุมมุมไว้อาลัย “ ประชาธิปไตย “ !
สวัสดีปีใหม่หยุดพักไว้อาลัยประชาธิปไตย หายเหนื่อยคายร้อน กุมภาเริ่มรณรงค์กดดันต่อเนื่องเป็นระยะ ร้อนเย็นสดับกันไปตามลิขิตสัญญาณฟ้า พฤษภามิถุนาลมเย็นรับลมฝน แต่ควันไฟกลับแผ่กระ จายทั่วทุกภูมิภาค สัญญาณอำมหิตแผ่ทั่วหล้า หรือคราวนี้ พฤษภาทมิฬ จะหวนกลับมาฟื้นคืนชีพ.
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2550 สนั่นสะท้านเมือง ออกไป ๆ ๆ ๆ !
สิงหากันยายน 2550 BLACK SEPTEMBER เกณฑ์วิบัติ อาทิตย์ อังคาร เสาร์ และ มฤตยู โคจรสัมพันธ์ร้ายสัประยุทธ์ สงครามล้างเผ่าพันธุ์ กรรมใดใครก่อ เคราะห์กรรมหนักเบาขึ้นอยู่กับตน โลภ หลง กิเลส ตัณหา และ มัวเมาในอำนาจ !
ระวัง ! สัญญาณอำมหิต ถึง ลัคน์ หรือ ตนุเศษ
ราศีพฤษภ ราศีสิงห์ ราศีพิจิก และราศีกุมภ์ !
วิกฤติศรัทธา ! อุบัติเหตุร้ายแรง !
วันที่ 13 – 14 – 15 สิงหาคม 2550
วันที่ 21 – 22 สิงหาคม 2550
วันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2550
วันที่ 3 – 4 กันยายน 2550
วันที่ 10 – 11 กันยายน 2550
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดวงชะตาผู้นำโชติช่วงชัชวาลหรืออับเฉา ย่อมส่งผลต่อองค์กรนั้น ดังรายละ เอียดต่อไปนี้ ;
นายก ฯ ทักษิณ ชินวัตร ลัคน์ ราศีกันย์ ๔ ตนุเศษ ราศีกรกฎ
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ถึงเดือนกรกฎาคม 2550 รวม 2 ปี ดาวเสาร์ จรสถิต ราศีกรกฎ
ทับ ตนุเศษ วิกฤติศรัทธา โดยเฉพาะตั้งแต่ กรกฎาคม 2548 จนถึง กุมภาพันธ์ 2549 ดวงดาวโคจรสัมพันธ์ร้าย เกิดมุมเกณฑ์วิบัติเสาร์อาทิตย์อังคาร ผลกระทบโดยตรง จนถูกรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 แต่จะกลับมาฟื้นคืนชีพหลัง BLACK SEPTEMBER 2550
วิกฤติเป็นโอกาสล้างบางเปิดหน้ากากสันดานชั่วดีของแต่ละบุคคล กลั่นกรองให้เหลือปูชนียะบุคคลไว้กราบไหว้บูชา บันถึกในประวัติศาสตร์ไทย
ดวงดาวแต่ดวงโคจรช้าเร็วไม่เสมอกัน เดือนพฤศจิกายน 49 ศุภเคราะห์ดาวพฤหัส โคจรหลีกหนีวงจรอุบาท ใต้อุ้มตีนพญามารดาวเสาร์ สังคมเริ่มหูตาสว่าง ชั่วดีดำขาวปรากฏชัด หลังจากตกอยู่ในภวังค์เงามืดมาช้านาน.
สวัสดีปีใหม่ สถานการณ์ลุ่มร้อนกดดันต่อเนื่องจากต้นเดือนธันวาคม การเมืองสงบหลบลงดินพร้อมที่จะระเบิด กระดูกสันหลัง เศรษฐกิจฐานรากหญ้า จมน้ำลอยคอตายคาทุ่ง เน่าเหม็นหมักหมมก่อมลพิษ จุดจบรัฐบาล คมช.
คลื่นลมสงบโอกาสดีไร้แนวต้าน เสริมส่งภาพพจน์รัฐบาล คมช. ช่วยกันลากหนุนพยุงดัชนีเขียว ๆ แดนบวก งบดุลสิ้นเดือน ขาดทุนค่า BROKER .
กุมภาพันธ์ ของจริงของปลอม หลอกกันได้ไม่ตลอด เสียงกระซิบสะท้านเมือง กลบเสียงร้องแรกแหกกระเชอ SET INDEX อัตวินิบาตกรรมเลือดเต็มจอ ปอเต็กตึ้ง ตามเช็ดตามเก็บ สัปดาห์สุดท้าย SET INDEX ฟื้นคืนชีพหัวเราะชอบใจ
วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 50 เสาร์อังคารเผชิญหน้า สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้น เจ็บทั่วหน้า คลื่นใต้น้ำเริ่มขยับลั่นกลองรบทวงคืนประชาธิปไตย ไพร่พลออกหน้าค่าย ด่าประ จานพฤติกรรมภูตเปรตผีปีศาจ ต่อเนื่อง เสาร์อาทิตย์ที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 50
มีนาคม วันเสาร์อาทิตย์ที่ 3 – 4 จากร้อยเป็นพันเริ่มคุกคามเสถียรภาพ ปวดกบาล แต่ยังไม่ถึงกับต้องกราบตีนขอโทษร้องให้ยุติ ! เพราะเห็นตัวตน ไม่เหมือนผีโจรใต้ไร้เงาหัว !
ดัชนีตีปีกกวักมือเรียกร้องแมลงเม่า มาก่อนได้ก่อน อย่าช้าร่ำไร ท้ายสุดตายหมดไม่เหลือทำพันธ์ !
เมษายน เศรษฐกิจ การเมือง และ ตลาดหุ้น เจ็บทั่วหน้า รากหญ้า รากแก้วแตกกระจาย เดือด ร้อนทุกหย่อมหญ้า เสนาอำมาตย์ไร้เงาหัว ไม่เหมือนเช่นอดีตนายก ฯ พบประชาชน ทุกข์ร้อนคาราวานส่งถึงที่ เจ็บนี้เจ็บลึก เหมือนหนึ่งฟ้าเป็นใจ ขับใสไล่ส่งเป็นแรงหนุนคลื่นใต้น้ำ !
SET INDEX จันทร์ - อังคาร WAIT AND SEE ! พุธ พฤหัส และ ศุกร์ SIDEWAY DOWN ! พฤติการณ์ย้ำซ้ำซากจนสิ้นเมษายน
พฤษภาคม เสาร์อาทิตย์อังคาร ตรีโกณร่วมพันธมิตรกุมอำนาจเด็ดขาดเผด็จการ ศุภเคราะห์แตกกระจายรวมตัวไม่ติด หลบหลีกลงดินฟักตัวออกไข่ขยายพันธ์.
SET INDEX อัตวินิบาตกรรม ประท้วงอำนาจเผด็จการ !
มิถุนายน ไร้สัตยาบันในหมู่โจร เสาร์อังคารคู่ศัตรูถาวรสำรอกสันดานดิบ เศรษฐกิจ การเมือง ตลาดหุ้น เจ็บทั่วหน้า !
กรกฎาคม เสาร์อังคารสำรอกสันดานดิบ อาทิตย์ร่วมวงสัประยุทธ์ รากหญ้ารากแก้วขยับตัวดังสนั่นสะท้านเมืองแผ่นดินไหว คลื่นใต้น้ำไหลกลับพลิกตัวซัดเข้าฝั่ง “ ซึซามิ “
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2550 สนั่นสะท้านเมือง ออกไป ๆ ๆ ๆ !
สิงหาคม - กันยายน ลิขิตอำมหิตสัญญาณฟ้า กวาดล้างภูตเปรตผีปีศาจ !
BLACK SEPTEMBER
ระวัง ! อุบัติเหตุร้ายแรง !!!!!
วันอังคาร – พุธที่ 21 – 22 สิงหาคม 2550 !
วันอังคาร - พุธที่ 28 – 29 สิงหาคม 2550 !
วันจันทร์ – อังคารที่ 3 – 4 กันยายน 2550 !
วันจันทร์ – อังคารที่ 10 – 11 กันยายน 2550 !
ตุลาคม ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
พฤศจิกายน สถานการณ์สับสนโกลาหล เกิดการเผชิญหน้า อยากแก่การพยากรณ์ แต่ประวัติศาสตร์ต้องบันถึกซ้ำซากเตือนทรราชเผด็จการ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ธันวาคม สถานการณ์คลี่คายขาวดำแบ่งเขตเห็นชัดเจน ธรรมชนะอธรรม สังคมกลับสู่ความสงบสุข เศรษฐกิจ การเมือง และ ตลาดหุ้น สุขสมเปรมปรีดิ์ทั่วหน้า
==========================================================================

saraburian

สมศักดิ์วิเคราะห์ได้แหลมคมมากๆ แต่การที่วิพากษ์อย่างไม่ไว้หน้า คงทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างเดียวกันคงจะน้อยลงทุกวัน คือถึงขนาดกล้าวิจารณ์ สศษ นี่ก็ต้องนับถือว่าไม่ธรรมดา (เรื่องเปรียบทักษิณว่าแย่กว่าสฤษฏ์)

ถ้าสังคมไทยมีคนอย่างสมศักดิ์มากขึ้น คงจะดีไม่น้อย ผมนับถือในความกล้าครับ

และผมเห็นด้วยกับสมศักดิ์ในประเด็นที่ว่าทุกอย่างก็เป็นการกระทำในเชิงแทคติกทั้งนั้น แต่สมศักดิ์อาจลืมไปว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นรู้น้อยและเข้าใจอะไรไม่ทะลุเหมือนสมศักดิ์ ("มีคอนแทคสีเหลืองใส่อยู่โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว") นะครับ
งานแรกจึงน่าจะเป็นการทำให้เค้าเหล่านั้นรู้ตัว พร้อมที่จะถอดมันออก แล้วก็หลังจากนั้นคงได้ว่ากันต่อ

เห็นด้วยที่สุดที่ว่า พวกที่ยกเจ้ามาอ้างความชอบทำเป็นพวกขี้ขลาดที่สุดครับ

Iterator

ผมยินดีที่เห็นบทความแบบนี้ออกมา

ผมว่าเราดูกันที่ วิธีการคิดการกระทำเป็นครั้ง ๆ แล้ววิจารณ์กันแบบ ใช้เหตุผลกันดีกว่า การที่คุณยึดติดกับตัวบุคคล ว่าคนนี้น่ายกย่อง ได้รับความเคารพ นั่นคือคุณเริ่มนับถือตัวบุคคลโดยไม่สนใจเนื้อหาสาระในความคิด
การที่นักวิชาการวิพากษ์กันเอง ในเชิงเนื้อหาสาระ การวางท่าที อย่างบริสุทธิ์ใจไม่ต้องไปเกลียดกัน นับเป็นระบบตรวจสอบแบบหนึ่ง เพราะลำพังให้ชาวบ้านแบบเรา ๆ วิจารณ์สื่อก็ไม่เอาไปลงหรอกครับ
ที่เราได้ยินเสมอมา แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ในวงการสื่อ หรือ ไม่ฆ่าน้องไม่ฟ้องนายไม่ขายเพื่อน ในวงการทหาร หรืออะไรจำพวกนี้ มันจะส่งผลให้เกิด สร้างเป็นวงสังคมเครือข่าย พี่น้องผองเพื่อน รักษาประโยชน์ของกลุ่มอาชีพ เช่นชื่อเสียง ทุนทางสังคม อำนาจ
ถ้าผลประโยชน์ในกลุ่มอาชีพมาก่อน หน้าที่ความรับผิดชอบของอาชีพตัวเอง ที่มีต่อสังคมโดยรวม มันเสมือนการฉ้อฉล และทรยศต่อหน้าที่ จรรยาบรรณ ที่สังคมโดยรวมได้มอบหมายให้

bush

อยากเห็นการนองเลือดในปีนี้นะ

คนไทยคนที่2

ครั้งนี้สมศักดิ์พูดได้ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม
นี่แหละ เขาคือนักประชาธํปไตยตัวจริงรวมทั้งเป็นนักประวัติศาสตร์ที่เคารพตนเองอีกด้วย
ประเวศเป็นเพียงตัวแทนศักดินาเท่านั้นและยังคงติดยึดอยู่ในระบบอำมาตยาอย่างชนิดที่ถลำลึก
สุลักษณ์ เขาเป็นได้แค่เพียงนักแสดงเท่านั้น ที่ไม่ได้ต่างไปจากสีหนุ เพราะความคิดของเขานั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่นอนแต่ความคิดของเขาเป็นแบบ ข้าคือความถุกต้อง
ธีรยุทธ เขาคือสวน9 ที่มีความหลงผิดทางภูมิปัญญาที่แยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือปัญหาที่สำคัญของชาติอย่างแท้จริง เขาไม่ใช่ทั้งนักประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ทั้งนักประชาธิปไตย แต่ทว่าเขาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าพวกพ้องธิปไตย ดังจะเห็นได้จาก การที่เขาไม่ได้ออกมาวิพากษ์แถมเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับการล้มล้างรัฐบาลที่ชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย เพราะกลุ่มที่กระทำการนั้นปฏิเสธไม่ได้ ระดับหัวเรือใหญ่ที่สำคัญคือกลุ่มศิษย์เก่าสวน9
ธงชัยนั้นเช่นกัน ศิษย์เก่าสวน9 จุดยืนของเขานั้นแตกต่างจากธีรยุทธ จะว่าธงชัยเป็นพวกหัวเอียงซ้ายหรือเป็นคอมนั้นคงไม่ถูกต้องนัก เพียงแต่ว่าเขาเป็นนักประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเอียงไปทางด้านชนชั้นผู้ถูกขูดรีด ธงชัยยังมีความคลาดเคลื่อนทางด้านความคิดในเรื่องระบอบประชาธิปไตยอยู่พอสมควร ในกรณีที่ชูคำขวัญไม่เอาทักษิณและการเรียกร้องให้ผู้นำลาออกเป็นสิ่งที่กระทำได้หรืออีกนัยหนึ่งว่าเป็นการชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่ถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นไม่ใช่ถูกต้องทั้งหมด
เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราต้องเคารพในมติมหาชนหรือเสียงข้างมาก(อย่ามาอ้างว่าที่ได้เสียงข้างมากเพราะเป็นการซื้อเสียงเพราะถ้าอ้างเช่นนั้นนอกจะเป็นการดูถูกตนเองแล้วยังเป็นการที่ไม่รู้จักเคารพผู้อื่นอีกด้วย)ที่เรายอมรับว่าเป็นสัญญาประชาคม
ดังนั้นการถอดถอนผู้นำที่มาจากระบอบการเลือกตั้งที่เป็นวิถีทางประชาธิปไตยนั้นมันก็สมควรที่จะต้องทำไปตามขบวนการทางประชาธิปไตยที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะถ้าหากเราไม่กระทำตามกฏเกณท์ที่วางเอาไว้อย่างชัดเจนโดยมติร่วมกัน แต่เราเอาแต่ความคิดของเราเองว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพแล้วก็ออกมาเดินขบวนเรียกร้องไม่เลิกเพื่อให้นายกรัฐมนตรีลาออกโดยทั้งๆที่ข้อกล่าวหานั้นก็เลื่อนลอยและไม่เคยได้รับการพิสูจน์หรือได้รับการพยายามที่จะพิสูจน์ว่ามันจริงหรือเท็จ แต่เราก็พยายามที่จะใช้อารมณ์ของเราเป็นตัวกำหนดและพยายามดึงดันจะให้นายกออกให้ได้มันคงไม่ถูกต้องแน่ เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะตอบคำถามกับสังคมตอบคำถามต่อประชาชนที่เลือกเขาเข้ามาด้วยเสียงข้างมากได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดเราจะตอบคำถามเรื่อง ความยุติธรรมและประชาธิปไตยได้อย่างไร
ในสหรัฐอเมริกาที่ธงชัยไปอาศัยอยู่ในขณะนี้ ในประวัติศาสตร์การเมืองของเขา ไม่เคยมีผู้นำประเทศจำต้องลาออกจากการเดินขบวน แม้นในขนาดยุคสงครามเวียตนามที่กำลังรบพุ่งกันอย่างดุ
เดือด พวกปัญญาชนฝ่ายซ้าย พวกนักศึกษา ดาราภาพยนตร์ดังระดับมหากาพย์อย่างเจนฟอนด้าที่ออกมาทุ่มต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอย่างเต็มตัว มีการเดินขบวนของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐ(น่าเชื่อว่านี่คือต้นแบบหรือแม่แบบของการเดินขบวนของขบวนการนักศึกษาของโลกซึ่งแม้นแต่ในยุคของพระเจ้าซาร์และยุคของบอนเชวิคที่มาการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลพระเจ้าซาร์ก็ยังไม่เด่นชัดเท่าเพราะเนื่องจากมีพวกพรรคการเมืองใต้ดินอย่างบอนเชวิครวมทั้งพวกกรรมกรเข้าร่วมมากกว่านักศึกษามากแบบเทียบกันไม่ได้
และมันเป็นแม่แบบขบวนการนักศึกษาไทยในยุคต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นจนมาจบลงที่อุบัตวเหตุทางประวัติศาสตร์ในยุค14ตค16)
ถึงขนาดมีการประทะกันระหว่างทหารที่เข้าปราบปรามการเดินขบวนที่มหาวิทยาลัยที่โอไฮโอและนักศึกษาถูกยิงตายไป4ราย จนขนาดวงดนตรีโฟลคร็อคระดับพระกาฬนักต่อต้านสงครามตัวยงอย่างวงครอสบี้สติลล์แนชแอนด์ยังก์ถึงกับแต่งเพลงกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ออกมา และแต่งเพลงที่ต่อต้านสงครามโดยตรงอีกหลายเพลงนี่ยังไม่นับพวกศิลปินรอคคนอื่นๆอีกมาก แต่นั่นนิกสันซึ่งตอนนั้นเป็นประธานาธิบดี เขาก็ไม่ต้องลาออกหรือจำเป็นต้องลาออกตามคำเรียกร้องของพวกผู้เดินขบวน ประชาชนสหรัฐ เขาเคารพในประชาธิปไตย เขาเคารพในฏฏเกณท์ที่ประชาคมร่วมกันบัญญัติขึ้น แต่นิกสันที่จำใจต้องลาออกก้เพราะเขาโดนกระบวนการที่เรียกว่าอิมพีชเม้นท์ต่างหาก ซึ่งก็อยู่ในรัฐธรรมนูญสหรัฐและกระบวนการนี้ก็เกิดขึ้นในรัฐสภาสหรัฐ ไม่ใช่ขบวนการข้างถนนแบบเจ๊กกบฏชั่วสนธิ นิกสันจำต้องถูกอิมพีชเม้นท์เพราะเขาดันไปใช้คนแอบดักฟังโทรศัพท์ของการวางแผนที่จะต่อสู้การเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตแล้วมีคนอัดเทปเอาไว้ส่งมาให้วอชิงตันโพสท์ วอชิงตันโพสท์นำมาเปิดเผย เท่านั้นแหละ ระเบิด เพราะนี่เป็นความผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจจะยอมรับได้
ดังนั้นมันจึงเกิดสิ่งที่เราเรียกว่าอิมพีชเม็นท์เกิดขึ้น นิกสันต้องลาออก นี่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆเขาทำแบบนี้ หรืออย่างกรณีของจิมมี่คาร์เตอร์ ประธานาธิบดีที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ และคนสหรัฐส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบความอ่อนแอของเขาขนาดที่จิมมี่คาร์เตอรน์ทำผิดพลาดกรณีที่ส่งฝูงบินเฮลิคอปเตอร์เพื่อจะเข้าบุกอิหร่านไปช่วยตัวประกัน ชาวอเมริกันที่ถูกพวกมุสลิมคลั่งสมุนโคไมนี่ของอิหร่านจับเป็นตัวประกันขังเอาไว้ในสถานทูตของสหรัฐเองที่เตหะราน เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ดันชนกันเองตกกลางทะเลทรายทหารตายไปนับสิบ เรียกว่าล้มเหลวเละเทะ อิหร่านเอามาออกโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสหรัฐรวมทั้งเยาะเย้ย ถากถางอย่างสนุกสนาน และในยุคของคารืเต้อนอกจากจะอ่อนแอทางด้านการทหารแล้วก็ยังล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย จัดเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของสหรัฐ แต่คนอเมริกันเขาก็อดทน เขายอมรอให้คาร์เตอร์ได้เป็นประธานาธิบดีแค่สมัยเดียวคือ4ปี เขาก็เลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งคราวนี้คนอเมริกันไม่เลือกคาร์เตอร์ เขาไปเลือกเรแกน อดีตนักแสดงหนังฮอลลีหวูด เรแกนกลายเป็นประธานาธิบดีที่คนอเมริกันชอบมากที่สุดคนหนึ่ง
นี่ระบอบประชาธิปไตย เขาต้องรู้จักอดทน ยอมรับกติกา เคารพตนเอง มันต้องแบบนี้ ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการที่เราจะกระทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นั่นไม่ใช่ แต่หมายถึงเรามีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำอะไรก็ได้ตราบเมื่อการกระทำนั้นๆต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
ส่วนนิธินั้น เขาไม่ใช่นักประชาธิปไตยเขาเป็นเพียงแค่พวกที่เป็นภัยต่อคนดี แต่เป็นคุณต่อคนชั่ว ซึ่งลักษณะเช่นนี้จัดอยู่ในแคททิกอรี่เดียวกันกับพวกพรรคแมลงสาบปชป
ส่วนสุรยุทธนั้นไม่ใช่นักประชาธิปไตยแน่ และเขาก็เป็นศิษย์เก่าสวน9เหมือนกัน เช่นเดียวกับกล้าณรงค์แก้วสรร ธีรยุทธดังนั้นไม่แปลกใจ แต่ทว่าสมศักดิ์ถึงจะเป็นสวน9แต่ยังมีความเป็นนักประชาธิปไตยมีความรักความยุติธรรมและมองอะไรที่มันลงไปถึงส่วนรวมหรือมหภาคมากกว่าที่จะมองถึงเรื่องส่วนตัว

นอกกรอบ

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์สมศักดิ์ สังคมไทยล้าหลัง เพราะเราไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยมีเวทีให้เด็กและคนในสังคมได้แสดงความคิดเห็นในสถานการณ์ของบ้านเมืองทั้งอดีตและปัจจุบันอบ่างกว้างขวาง เรามีแต่การปลุกระดมให้เชื่อ และยึดติดในคุณธรรม จริยธรรม และความดี ที่มีแค่ในลมปาก เราไม่เคยฝึกให้คนในสังคมเคารพความรู้สึกของตนเอง ให้เกียรติคนอื่น และละอายใจต่อความคิดชั่วร้ายของตนเอง การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นโดยเราไม่ยึดหลักการอะไรเลย ไปตามกระแส มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับตัวเอง เป็นความต่ำทรามสุดๆ เป้นการถอยหลังอย่างชนิดที่เรียกว่ายุคหินเลยที่เดียว

หนุ่ม

เห็นด้วยว่า สังคมไทยไม่ยอมเรียนรู้อดีต เพราะ ความประนีประนอมเกินไป (สมานฉันทร์แบบผิดๆ)
เช่น กรณี 6 ตุลา กลุ่มที่ถล่มธรรมศาสตร์ทำผิดชัดๆ แต่ไม่มีการตีแผ่ และศึกษาเป็นบทเรียน จนทำให้แผนการใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามเพื่อปราบปรามได้ถูกนำมาใช้ในยุคนี้

พวกชูธงคุณธรรม อ้างว่าตนเองจงรักภัคดี เพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง นั้นน่ากลัวที่สุด

ทด

ดูๆ แล้วการตัดสินว่าใครเป็นคนดี มีจริธรรมโดยมองจากความประพฤติ 10ปี 20ปี คิดว่าไม่พอ อาจต้องดูทั้งชั่วชีวิตของคนนั้น หรือเลยไปชาติภพหน้า(ถ้ามีจริง)
ปัจจุบันเศรษฐกิจสังคมเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว บางสถาบัน จะต้องมีการปรับตัวเองด้วย จึงจะสามารถอยู่ร่วมสมัยในโลกนี้ได้อย่างน่าเชิดชู

เหนื่อยหน่าย

ขอบคุณ อ.สมศักดิ์ที่ช่วยช่วยกระชากหน้ากากพวกปัญญาชนจอมปลอมเหล่านี้อย่างถึงแก่น

ปัญญาชนพวกนี้ได้สำเนียกบ้างหรือไม่ว่าพวกเขามีส่วนอย่างยิ่ง ในการลากพาสังคมกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์

รู้สึกโมโหและคับแค้นใจกับคนเหล่านี้เหลือเกิน
แทนที่จะช่วยกันเสริมสร้างปัญญาให้สังคมมีวุฒิภาวะ กลับกระตุ้นให้คนในสังคมแก้ปัญหาอย่างมักง่าย ไม่อดทน ไม่ตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง

มองไม่เห็นอนาคตของสังคมไทยเลยว่าจะก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีก

ดก

ถ้านักวิชาการมีจุดยืนที่ชัดเจนมันก็น่าเชื่อถือ...แต่ถ้าเป็นเหมือนไม้หลักปักขี้เลน อันนี้นักวิชาการไทยทำไมมันจึงมีมากจัง

โปรดทำกิจกรรมทางวิชาการเพื่อความเป็นธรรม...อย่าทำเพื่อหวังแต่ต่ำแหน่งและอำนาจ""

ยกตัวอย่างนักวิชาการเสื้อกั๊ก นักวิชาการผมยาว ควรเปลี่ยนอาชีพเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้แล้ว หมดความเชื่อถือ

ไม้ขีดก้านเดียว

ทั้งหลายทั้งปวง มันก็ล้วนมาจากความกลัว สิ่งมีชีวิตย่อมกลัวการเสียชีวิต แน่นอนสิ่งมีชีวิตแบบที่เรียกกันว่าอาจารย์ คนเหล่านี้มีสถานภาพที่ดีกว่าคนโดยทั่วไป ยิ่งพอจะมีความรู้อยู่บ้าง(ขอย้ำว่าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง) ยิ่งพอมีครอบครัว มีโน่นมีนี่ก็มีความห่วงหาอาลัยอาวรณ์มากกว่าก่อนที่จะมีหลายเท่า ยิ่งให้คนพวกนี้พูดอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา สิ่งที่พวกเขาทำจึงเลี้ยวลดคดเคี้ยวยอกย้อนวกวนสับสนปนเปกลับไปกลับมา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเองและสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ยังจะยึดถือคนพวกนี้เป็นสรณะอยู่อีกหรือ เมื่อใดที่พวกเขาถูกจับได้ ใส่ให้เต็มๆ ไปเลย ไม่ต้องเกรงใจ พวกเขาเป็นใคร ทำอะไรนักหนาหรือ จึงจะต้องยกย่องเชิดชูเอาไว้ เช่นเดียวกับคนทีมีตำแหน่งนำหน้าทั้งหลาย คนเหล่านี้ ล้วนแต่มีสถานะภาพที่ดีกว่าคนโดยทั่วไป คนพวกนี้กลัวการสูญเสียชีวิตและสถานะภาพมากที่สุด จนต้องสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวแผ่ซ่านครอบคลุมประเทศนี้ไปทั่ว สิ่งที่ต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันทำก็คือ ทำอย่างไรความกลัวจะหมดไปจากหัวใจคนในอาณาจักรแห่งนี้ได้ กลัวกันทุกคนนั่นแหละ คนกลัวผีตอนกลางคืน แต่พอสว่างคนไม่ค่อยกลัวผี ดังนั้น เรารู้ว่ามีคนพยายามทำให้ประเทศนี้มืด เพราะยิ่งมืด พวกเขาก็ยิ่งทำให้คนกลัว ช่วยกันคนละไม้คนละมือจุดเทียนให้แสงสว่างในใจคนดีกว่า ใครไม่จุด แถมมาเป่าเทียนให้ดับ ด่าแม่งให้ยับไปกับปากเลย

อนิจจัง

ปัญญาชน ช่างอ่อนหัด ชอบทางลัด รัฐประหาร ทรยศ ต่อหลัก การ ยอมเผาบ้าน ของตัวเอง ปัญญาชน อาวุโส วางมาดโก้ ตีหน้าเคร่ง อ้างศาสดา นึกว่าเก่ง มั่วเอาเอง ใครจะรู้ ลดตัว เป็นแคร่หาม คอยเป็นยาม ซ่อนต้วอยู่ เป็นไส้ศึก เปิดประตู ให้ศัตรู ยึดอำนาจ

แก้ว

เห็นด้วยกับสมศักดิ์

ฟ้าคราม

เห็นด้วยกับอ.สมศักดิ์ ในเมื่อคุณเฉลียว
คุณบุศย์คุณชิดเป็นผู้บริสุทธ์นั้นแล้วใครล่ะ
คือฆาตกรชั่วที่ปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ มันยังลอยนวลอยู่ ควรช่วยกันค้นหาหลักฐานเอาตัวมันมาลงโทษให้ได้

tpp

ขอเสริม อ สมศักดิ์
เหตุการณ์ที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ไม่เพียง ปํญญาชนไทย(ที่เคยเป็นแสงทางปํญญา) ไปร่วมมือกับพวกศักดินาและทหารที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ยังรวมมือสนับสนุน นายทุนนักธุรกิจที่โกงประชาชนชนิดที่มีหลักฐานและศาลตัดสินแล้วอีกด้วย

-สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องล้มละลาย ผ่านระยะเวลา 3 ปีแล้ว หากมีทรัพย์สินทีซุกซ็อนอยู่ เจ้าหนี้หมดสิทธิ ติดตามทวงถาม
ให้บริษัท iec ซึ่งมีพรรคพวกเป็นผู้บริหารเข้ามาคำประกัน บ ผุ้จัดการ โดยไม่แจ้งที่ประชุมผู้ถือหุ้น ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยถูก ธปท ให้ออก เพราะเกี่ยวข้องกับการปล่อยหนึ้เสีย รวมถึงกลุ่ม ผู้จัดการ
-เอกยุทธ อัญชัญบุตร เจ้าของบริษัทแชร์ลูกโช่ บริษํทล้ม คนเล่นเดือดร้อน ตัวเองหนี้ไปต่างประเทศพร้อมเงิน ตอนนี้หมดอายุความแล้ว ทำกิจการใหม่จนเป็นเศรษฐี
-ประชัย เลี่ยวไพรัตย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่ม ทีพีไอ ทำกิจการเสียหาย ทางการต้องจัดทีมผู้ถือหุ้นและผู้บริหารใหม่เข้ามา

ด้วยความเคารพและเศร้าใจ ผมไม่เชือว่า อ สุลักษณ์ อ ประเวศ อ เสน่ห์ และนักวิชาการสายสังคมศาสตร์จะรุ้เรืองธุรกิจได้ดี แต่เมื่อมีกระแสว่า ทักษิณมันเหลว(ทั้งที่เบื้องหลังก็เป็นการเปิดประเด็นของนักธุรกิจหรือนายทุ่น กลุ่มคู่แข่ง) ด้วยอัตตาของอดีต ทีเป็นผู้นำมวลชน ก็เลยกระโจนเข้าไป

เด็กแคนาดา

somsak is my idol.

[emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif]

แหลม

@ +_+ ! ประชาไทขอทำการปิดความคิดเห็นนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม @

ไชยา

ไม่เห็นด้วยกับสมศักดิ์

ตั้งแต่19กย.49 สมศักดิ์ตะแบงต่าผู้ที่เคยเป็นนักวิชาการให้มาต่อต้านรัฐประหาร ไม่ใช่ด่าแบบธรรมดา ด่าแบบสาดเสียเทเีสีย แต่ติดตามดูบทบาทของสมศักดิ์ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากด่าอย่างเดียว การด่าประเวศ นิธิ สุลักษณ์ คงจะทำให้สมศักดิ์มีราคาขึ้นมาเยอะเรื่อยๆ

อ่านบทความแล้วรู้สักเหมือนสมศักดิ์รู้สึกกับเมื่อฟังไชยันต์คืออยากอ๊วก

เผด็จการจงพินาศ

ปรบมือให้ อ.สมศักดิ์
แต่เชื่อสิ กลุ่มคนที่อ.สมศักดิ์ วิจารณ์มานั้น
มันต้องจับกลุ่มกันแล้วบอกว่า
"สมศักดิ์มันเพี้ยน"

คนที่เถียงอะไรไม่ออก มันยัดเยียดความเพี้ยน ความบ๊อง ให้ผู้อื่นอยู่ร่ำไป

ขำว่ะ

5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5
5

ร่วมด้วย
ช่วยกัน
ยกหาง
สมศักดิ์

5555
5555
5555

กูเจ๋งที่สุด
ในปฐพี
55555

ขำสมศักดิ์ว่ะ

5
5
5
5
5
5
5

สมศักดิ์
ช่วยวิจารณ์
ระบอบพ่อลูกบุช
หน่อยสิวะ

เห็นบอกว่า
เป็นฝ่ายซ้าย
ต้องวิจารณ์
ระบอบพ่อลูกบุช
ได้ด้วยนะวะ

ว่ามันเป้นมายังไง
แล้วมันมีผลสนับสนุน
ส่งเสริม
ระบอบทักษิณยังไง

วิจารณ์หน่อยนะ
เห็นด่าแต่เจ้ามานานแล้ว
ด่าพวกนายทุนให้ฟังมั่งสิ

5555
5555
5555
5555

กร๊าก
สนับสนุนทักษิณมากเลยอ่า
ลิ่วล้อระดับหัวขบวนของพ่อลูกบุช
ดีแบบนี้ หาได้ที่ใหนอ่า

กร๊ากกกกกก

อยากจะเอาชนะเจ้ากันมาก
ถึงกับยอมยืนอยู่ใต้เท้า
พ่อลูกบุชมากเลยเหรอ

กร๊ากกกกกกกก

ผ่านมา

ขอประณามนักวิชาการที่สนับสนุนการปฏิวัติ ไม่สมควรเป็นคูบาอาจาน ตอนนี้มุดมัวไปไว้ใต้เท้าไอ้โอ๊บกันหมดแล้วหรือ ตอนนี้เกลียดมากกับพวกนักวิชาการที่ฉีกบัตรที่ยืนหน้าไอ้เจ็กหัวเกรียนหัวหน้าประท้วงที่ฉ้อโกงเป็นหนี้ไม่ยอมจ่ายเงินพนักงานหนังสือพิมพ์

THAI

Thank you Dr. Somsak

ยังโง่

คห 8 คิดเอง เออเอง ใครนับถือ ศรัทธา พวกปัญญาชน(โครม)ตามที่เอ่ยชื่อมาก็คือบัวใต้น้ำดีๆนี่เอง
หัดใช้สิ่งที่อยู่บนหัวซะบ้าง..

อาคม

ถ้ามหาวิทยาลัยต่างๆ หรือชมรมประชาธิปไตยต่างๆเชิญคุณสมศักดิ์(อาจารย์)ไปพูดบ่อยๆในระยะนี้ จะเกิดผลดีกับประเทศชาติมากครับ ผมเองยังแปลกใจที่ปัญญาชนยุคนี้จำนวนมากทีเดียวที่ไปเออออห่อหมกกับการรัฐประหารครั้งนี้ ทั้งๆที่หัวหน้าคณะรัฐประหารในครั้งนี้ผมว่าไม่น่าไว้วางใจเลย ทักษิณผิดฉกรรจ์ก็ตรงยอมตั้งคนนี้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.นี่แหละ และเขาก็มาพบกับความวิบัติก็เพราะคนๆนี้แหละ เหตุการณ์ 3 จว.ใต้ดูเขาจะไม่ค่อยActiveในการแก้ปัญหาเอาเลย ไม่มี road map หรือนโยบายอะไรทั้งนั้นในปัญหานี้ มิหนำซ้ำ พอเขาขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ที่สุด เหตุการณ์ก็รุนแรงหนักขึ้นไปอีก เขาเองก็ได้แต่มาว๊ากเพ้ยอยู่แต่เรื่องการเมืองในกรุงเทพฯ ขู่พลังประชาธิปไตยต่างๆนาๆไปรายวัน อาจารย์สมศักดิ์เสนอบทความอย่างนี้ออกมาผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะไปกระตุกต่อมความเป็นธรรมของพวกปัญญาชนให้กลับมานั่งคิดให้ดีๆบ้าง ก็น่าจะมีออกมามากๆครับ. [emo4.gif][emo4.gif]

ศีแรดำพ์

เห็นด้วยกับหัวข้อเรื่อง ปัญญาชนไทยไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์ แต่ไม่เห็นด้วยกับ สุลักษณ์ที่บอกว่า ทักษิณยังแย่กว่าสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) เพราะอย่างน้อยสฤษดิ์จงรักภักดีมากกว่าทักษิณ อยากจะถามว่าสฤษดิ์จงรักภักดีใครกันแน่คงไม่ใช่ประชาชนไทยแน่นอน เพราะในประวัติศาสตร์ชาติไทย สฤษดิ์คือสุนัขบ้ารับใช้ศักดินา ซึ่งบรรดาปัญญาชนไทยในปัจจุบันไม่กล้าวิพากษ์หรือเขียนวิจารณ์ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพราะกลัว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แท้จริง มีแต่ปัญญาชนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เท่านั้นที่กล้าจริงกับหนังสืออย่าง หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" หรือหนังสืออย่าง The King Never Smiles by Paul M. Handley ซึ่งหาอ่านเป็นภาษาไทยได้นิดหน่อยจาก http://www.geocities.com/siamesarn

DC

I went to communist museum. I study many documents. The story of Thailand looks like the story of some communist country. The top down appoach and the highest corruption.

The politic of Thailand now is communist but no one call it.

หมากเด็ด

พวก "ปัญญาชน" ที่ อ.สมศักดิ์ หมายถึง
ผมขอนิยามว่า เป็นพวกที่มีลักษณะต่อไปนี้

1. Extreme Royalist (นิยมกษัตริย์สุดขั้ว)

มีการศึักษาสูง แต่ตั้งคำถามต่อ
กรอบความคิดตัวเองไม่เป็น
(ส่วนหนึ่งเพราะ Ego สูงมาก คิดว่าความคิดguถูกตลอด)
บางทีคนพวกนี้ก็มองออก ว่า
Royalism ถูกโฆษณาชวนเชื่อ จนเกิดความจริงไปมากในเมืองไทย
แต่ก็กลับยินดีกับการโฆษณาชวนเชื่อนั้น
โดยคิดว่า "Royalism จำเป็นสำหรับคนไทย"
...สังเกตได้ว่าพวกนี้จะ "ศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา" (Blind faith)
ก็กรอบความคิดบางรูปแบบ เช่น "คนดี ต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์"
, "คนดีต้องยึดมั่นในศาสนา (เจาะจงแค่พุทธศาสนา)"

2. Extreme Conservative (อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว)

พวกนี้มัก "จารีตนิยม" แบบสุดขั้ว
คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง จะผิดจะถูก ขึ้นอยู่กับประเพณี
พวกนี้จะต่อต้านการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อ "ความเป็นไทย"
ไม่ยอมรับแนวคิดใหม่ และต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
...หลายคนอ้างว่าตัวเองเป็น "ฝ่ายซ้าย"
แต่นั่นเป็นแค่การหลอกตัวเอง
จริงๆ แล้วพวกนี้มีลักษณะของ "ขวาสุดขั้ว" ครบทุกลักษณะ

3. Extreme Nationalist (ชาตินิยมสุดขั้ว)

พวกนี้ยึดกรอบความคิดว่า "ชาติต้องมาก่อน"
แต่กลับลืมไปว่า คำว่า "ชาติ" นั้นก็หมายถึง "คนในชาติ"
(เพราะ "ชาติ" เป็นเพียง Collective word
ที่ใช้เรียก "กลุ่มคน" ดังนั้นถ้ากลุ่มคนไม่มีความหมาย
ชาติยอมตายไปด้วย)
...ปัญญาชนพวกนี้จะอ้าง "ชาติ" โดยไม่ได้หมายความถึง "ชาติ" ในแง่ "กลุ่มคน"
แต่ "ชาติ" ในแง่ที่เป็นสิ่งสูงส่ง
มีแต่กลุ่มตนเท่านั้นที่เข้าถึงได้
และกลุ่มตนเท่านั้นที่จะพาชาติรอดพ้นไปได้

4. Extreme Elitist (ศักดินานิยมสุดขั้ว)

...ความจริงของพวกปัญญาชนเหล่านี้ก็คือ
เป็นพวกที่ enjoy อยู่กับสถานะอันสูงส่งที่สังคมมอบให้
...กล่าวคือสังคมมอบสถานะความเป็น
"ผู้ชี้นำสังคม" ให้คนเหล่านี้มานาน
...แต่ภายใต้สังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
สถานะนั้นถูกกัดกร่อนลง จนเหลือแค่สถานะ "ผู้ให้ความเห็น"
...จะเห็นได้ว่า ปัญญาชนเหล่านี้
จึงหิวกระหายมากที่สุด ที่จะทวง
สถานะเก่าคืนมา จึงได้รวมตัวกันออกมาเพื่อ "แสดงพลัง" ในหลายรูปแบบ
ในการแสดงพลังเหล่านั้น กลุ่มปัญญาชนนี้
ได้รวมพลังกับกลุ่มศักดินาเดิม (ราชนิกูล,
ราษฎรอาวุโส ฯลฯ ซึ่งก็ถูกลดสถานะลง
ในสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน)
...ทั้งนี้ก็เพราะ "อุดมการณ์" ภายใต้การเคลื่อนไหวนั้น เป็นอุดมการณ์เดียวกัน
ก็คือ การรื้อฟื้นอำนาจเก่า (Restoration of Old Powers)

สิงห์

ผมขอแสดงความรู้สึกสงสารต่อ อ.สมศักดิ์ ด้วยความสัจจริง โดยไม่มีเจตนาเสียดสีเลยครับ

1. “ผมรู้สึกสงสารคุณจริงๆ” สงสารที่คุณมีปมอยู่แต่ในอดีต ที่เป็นอดีตทุกข์ของตัวคุณ และพวกคุณเอง ความเป็นธรรมที่คุณพยายามเรียกร้องให้กับชีวิตผู้เสียสละนับว่าน่ายกย่อง และพึงระลึกถึงเขาเหล่านั้นต่อไป และเชื่อว่าสิ่งที่คุณได้ทำ ปัญญาชนผู้มีจิตเป็นธรรมย่อมรับรู้และพึงระลึกวีรกรรมเหล่านั้นร่วมกับคุณแล้ว แต่สิ่งจงใจลึกๆ ของคุณมิใช่แค่นั้น คุณกลับนำความทุกข์ มาเป็นความเกลียดชัง มุ่งร้าย ต่อผู้อื่นอย่างไม่ยอมลดละ ทั้งยังต้องการให้ผู้อื่นร่วมจมกับความทุกข์กับคุณอีก มิหนำซ้ำยังไม่เคารพต่อผู้เห็นต่างอีกด้วย มิติความซับซ้อนของสังคมไทยมีอะไรที่กว้าง ลึก มากกว่าเรื่องที่คุณเกาะติดอย่างไม่ยอมปล่อยอยู่เท่านั้น ความกล้าหาญ ความมุมานะ และจริยธรรมทางวิชาการที่มีในตัวคุณอย่างเต็มเปี่ยม น่าเสียดายหากคุณจะทำประโยชน์แก่แผ่นดินได้เพียงเท่านี้ ผมขอให้กำลังใจคุณ ให้คุณก้าวให้หลุดพ้นจากอดีตทุกข์เหล่านี้โดยเร็ว

2. “ผมสงสารเยาวชนนักศึกษา” ที่ได้เคยรับและจะรับ “สาร” ของคุณ (ผมขอใช้ “สาร” มากกว่า “สอน” เพราะเชื่อว่าการสอนควรเป็นการแนะในสิ่งที่ควร และกระตุ้นให้คิดต่ออย่างเปิดกว้างในทางที่ชอบ) เพราะสาร (เนื่อหาคำสอนในทางทั่วไป) ของคุณไม่กว้าง (อาจไม่แคบนัก) และชักจูงชี้นำให้เชื่ออย่างไม่รับฟังความเห็นต่าง ไม่ต่างอะไรกับสื่อโฆษณาชวนเชื่อที่มีอย่างเดือดดาษในสังคม อีกทั้งบทบาทความไม่สมบูรณ์ทางอารยะ ความก้าวร้าว หยาบคาย และใจแคบของตัวคุณ จึงมิสมควรเลยต่อภาระกิจหน้าที่อันต้องพึงระลึกของคุณ

คน

เบื่อพวกแก่ๆ มาก รวมทั้งอาวุโส โง่แล้วอวดฉลาด รวมทั้งรัฐบาลโง่ ลงไปเลย

สวะ

ปิศาจคาบคัมภืร์

ก๋าก

นึกว่า เป็น ดร.ฉลาดเหรอ

สมันกฏุมพี

ปลากระดี่

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ มาก เขียนมาให้อ่านอีกนะจะคอย

natural

พรพต เคยบอกว่า ผู้มีปัญญาชนเนี่ยแหละที่ทำให้ประเทศของเขาล้มทลายลง

สงสัยนักวิชาการ

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ อ.สมศักดิ์ แต่มีคำถามฝากไปยังคนที่ยกตัวเองว่าเป็น "นักวิชาการ" ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าเคยมีความสำนึกถึงงานในหน้าที่ของตนเองหรือไม่ ที่มีหน้าที่ปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ควรชี้แนะแนวทางให้ "ลูกศิษย์" ของตนเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ต่อคนในชาติเดียวกัน รวมทั้งคนต่างชาติด้วย เพราะว่าสอนหนังสือกันภาษา... อะไร ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของพวกที่เรียกตนเองว่าเป็นนักวิชาการจึงลดลง ลดลงตลอด หัดที่จะอายประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ถ้าจะเที่ยววิจารณ์บุคคลหรืสถานการณ์ต่างๆว่าข้านี้แน่ รู้ดี รู้ชอบกว่าผู้อื่น(ผู้ปฎิบัติ) ก็อย่าลืมงานในหน้าที่ของตน เดี๋ยวลูกศิษย์ทั้งหลายจะบอกกันว่า "อาจารย์ของพวกหนู เก่งทุกเรื่องยกเว้นงานในหน้าที่" [emo6.gif]

t

อาจารย์สมศักดิ์วิเคราะห์ประเด็นได้ตรงกับใจมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่บอกกล่าวเรื่องเช่นนี้ให้สังคมได้รับทราบ ขอคารวะ ......ดิฉันคิดมานานแล้วว่าทำไมนักวิชาการเป็นผู้ตาม(ตามสนธิ) ทำไมไม่เป็นที่พึ่งของชาติบ้านเมืองในยามวิกฤติ ทำไมสนับสนุนการขับไล่นายกที่มาจากการประชาชน ทำไมชื่นชมการปฏิวัติรัฐประหาร นักวิชาการไม่มีปัญญาหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการประพฤติมิชอบด้วยวิธีการที่ดีกว่านี้แล้วหรือ ....lสมควรถูกประนาม

t

อาจารย์สมศักดิ์วิเคราะห์ประเด็นได้ตรงกับใจมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่บอกกล่าวเรื่องเช่นนี้ให้สังคมได้รับทราบ ขอคารวะ ......ดิฉันคิดมานานแล้วว่าทำไมนักวิชาการเป็นผู้ตาม(ตามสนธิ) ทำไมไม่เป็นที่พึ่งของชาติบ้านเมืองในยามวิกฤติ ทำไมสนับสนุนการขับไล่นายกที่มาจากการประชาชน ทำไมชื่นชมการปฏิวัติรัฐประหาร นักวิชาการไม่มีปัญญาหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการประพฤติมิชอบด้วยวิธีการที่ดีกว่านี้แล้วหรือ ....lสมควรถูกประนาม

...

เรื่อง 6 ตุลา แค่ลิงค์คุณวิชิตชัยยังไม่พอ ต้อง 2 ลิงค์นี้ด้วย ... คลิกกันเถิดจะเกิดปัญญา

http://www.somsakwork.blogspot.com/2006/10/6.html

http://somsakfootnotes.blogspot.com/2006/10/6-1-5.html

...

www.somsakfootnotes.blogspot.com/2006/10/6-1-5.html

...

"พลโทสำราญ แพทยกุล นวพลหมายเลข 001 (ต่อมาได้เป็นองคมนตรี) "

http://google.co.th/search?q=cache:4LAzd-wtnu4J:www.2519.net/newweb/doc/content1/37.doc+%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A5+%2B%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5&hl=en&gl=th&ct=clnk&cd=3

นักวิชาการอุบาทว์มันเยอะ

ปัญหาก็คือนักวิชาการมันกลายเป็นสุนัขรับใช้ ช่วยพวกศักดินา ทำลายภาพลักษณ์นักการเมือง จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ได้ช่วยยกหางพวกศักดินาทั้งหลายให้ดูสูงส่งเหนือชั้นกว่านักการเมืองขี้ฉ้อเหล่านั้น (จริงหรือไม่จริงว่ากันทีหลัง) นักการเมืองถูกทำลายภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน เหลือแต่พวกเทคโนแครต ขรก.เกษียณ ทหาร กับพวกศักดินา เท่านั้นคือผู้ที่เหมาะสมที่จะปกครองประเทศนี้

NYM

ผู้บริสุทธิทั้ง 3+1 คนที่ถูกฆ่า คนฆ่ามันทำบุญ สร้างบุญ และได้รับบุญอย่างท่วมท้น จนหลุดพ้นจากห่วงเวรกรรมแล้ว ทำไงดี

ได้แต่ภาวนาให้มันอยู่นาน ๆ เป็นอัมพาต เอวเน่า คอยดูลูกเมียมันพังแบบเนปาล

อาร์ท

Re: สิงห์ คห.37

ผมไม่แน่ใจว่าคุณคือ”สิงห์”ที่ผมเข้าใจว่าเป็นคนที่ผมรู้จักรึเปล่า(เนื่องจากในงานสัมมนาครั้งนี้ผมได้พบกับ”สิงห์”ที่ผมรู้จักนี้ด้วย) และถึงแม้ว่าใช่หรือไม่ใช่ผมมี”ความคิดเห็น”ต่อ”ความคิดเห็น”ของคุณดังนี้

1.ในฐานะที่เป็นคนที่ติดตามกระทู้ของสมศักดิ์ในช่วงวิกฤติทางการเมืองมาโดยตลอดผมไม่พบว่าสมศักดิ์มีพฤติกรรมเรียกร้องหรือ”โปรโมท”ให้ใครมารำลึกถึงวีรกรรมของวีรชนที่ตายตอน 6 ตุลา แต่อย่างใดและเอาเข้าจริงผมก็ไม่คิดว่า”วีรกรรมที่ควรระลึกถึง”ของการสังหารหมู่ในเช้าวันที่ 6 ตุลา นั้นเป็นวีรกรรมของผู้ที่ถูกสังหารแต่อย่างใดเพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้อง(ประเด็นที่ raise ในทางสาธารณะ)แต่เป็นวีรกรรมของฝ่ายที่ก่อการสังหารหมู่ซึ่งฉวยโอกาสในสถานการณ์นั้นปลุกระดมมวลชนฝ่ายตนทำลายล้างขบวนการที่เป็นภัยต่อสถาบัน(หรืออย่างน้อยที่สุดอุดมการณ์)จารีตประเพณีซึ่งก่อนและหลังจากเหตุการณ์ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจน ซึ่งการระลึกถึงผู้ตายด้วยวีรกรรมหรือเชิดชูเขาเหล่านั้นเป็นวีรชนเป็นการบิดเบือนสาระสำคัญของเหตุการณ์ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะสาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลา ไม่ใช่การ”ต่อสู้”แต่คือ”ความตาย”ต่างหาก และถ้าผมไม่ซี้ซั้วเข้าไปใจไปเองนี่คือประเด็นที่สมศักดิ์ไม่เคยลืมและมีความจำดีมากกว่าปัญญาชนหลายๆคน แต่ผมไม่เคยเห็นท่าทีในการเรียกร้องผู้อื่นให้มาร่วมอมทุกข์ด้วยกับตนของสมศักดิ์แต่เป็นประเด็นที่สมศักดิ์จะ apply เสมอเพื่อแสดงข้อโต้แย้งในการแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนต่างๆเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คุณบอกว่าสมศักดิ์หยิบเอาประเด็นนี้มาใช้ในการมุ่งร้ายต่อคนอื่นผมไม่เข้าใจว่ามันเป็นการมุ่งร้ายยังไง เพราะลักษณะการ”ด่า”ของสมศักดิ์นั้นไม่ใช่การด่าเพื่อทำลายแต่มันเป็นการด่าเพื่อทวงถามต่อท่าทีที่เหล่าปัญญาชนต่างๆแสดงออกมาตลอดช่วงวิกฤติแต่กลับมีพฤติกรรมที่สวนทางออกมาหลังการรัฐประหารซึ่งไม่ใช่การไม่เคารพต่อผู้เห็นต่าง เพราะปัญญาชนเหล่านี้ไม่ได้ยืนอยู่ในจุดยืนที่ตรงข้ามกับสมศักดิ์แต่เป็นจุดยืนเดียวกันแต่กลับมีพฤติกรรมสวนทางหรือหน่อมแน้มกับจุดยืนของตนเอง ซึ่งทำให้ผมเข้าใจและเห็นด้วยกับการที่สมศักดิ์เคยเขียนชม สมัคร สุนทรเวช ไว้ในกระทู้หนึ่งเพราะอย่างน้อยถึงจุดยืนของสมัครจะเฮงซวยขนาดไหนแต่เขาเป็นของเขาได้อย่างนั้นจริงๆ

2.ผมกลับเห็นเป็นการดีซะอีกที่นักศึกษาจะได้รับ”สาร”จากสมศักดิ์ไปเพียงอย่างเดียวเพราะตราบใดที่นักศึกษาไทยยังเป็นอย่างที่เป็นอยู่การเปิดกว้างและเปิดพื้นที่ให้ความคิดต่างได้ทำงานนั้นควรจะให้ผู้รับสารได้รับแต่สารไปนั้นแหละเพราะไม่อย่างนั้นแล้วไม่ว่าผู้สอนบอกแสดงความคิดเห็นอะไรไปแค่ไหนก็สักแต่จะเอาแค่นั้น(ผมไม่ได้คิดว่านักศึกษาโง่เพียงแต่ไม่ใส่ใจที่จะคิด) การรับเอาแต่สารไปลุ่นๆทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องคิดและตัดสินประเด็นต่างๆด้วยความคิดของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(ที่จริงแล้วผมไม่ได้รังเกียจการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์ในขณะสอนแต่ที่เสนอมาเป็นไอเดียนึงซึ่งเคยคิดไว้ว่าน่าจะเข้าท่าอยู่เหมือนกัน)และไม่ว่าจะเป็นการสอนหรือไม่ก็ตามเวลาเราพูดอะไรให้คนอื่นฟังมันเป็นการชักจูงชี้นำอยู่แล้วครับซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่”ผู้ชี้นำ”มากไปกว่า”ผู้ถูกชี้นำ”ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งเหล่านั้น(คือต้องให้น้ำหนักทั้งสองด้าน)และผมไม่เคยเห็นว่าสมศักดิ์ไม่รับฟังความเห็นต่างเพียงแต่ท้วงถามในความเห็นต่างนั้นแต่เจ้าของความเห็นกลับเป็นฝ่ายที่ไม่เคยตอบคำถามของสมศักด์อย่างตรงไปตรงมาเลย

อาร์ท

ขอเสริมอีกนิดครับ การที่คุณพยายามแสดงท่าทีเรื่องการสอนของสมศักดิ์ว่าเป็นการชักจูงชี้นำนั้น อย่างที่ผมได้เสนอไปแล้วว่าทุกครั้งที่เราแสดงความคิดเห็นกับใครมันเป็นการชักจูงชี้นำในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมอยากถามว่าถ้าเกิดผม reply คุณด้วยท่าที่เห็นด้วยกับคุณอย่างยิ่งคุณจะไม่รู้สึกยินดีใดๆเลยอย่างนั้นรึเปล่า? หรือว่าเมื่อคุณมาอ่านเจอ reply ของผม(ถ้าคุณสนใจจะกลับมาอ่าน)คุณก็จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆต่ออีกเพราะอนุญาติให้ผมเห็นต่างจากคุณแล้วก็แล้วกันโดยที่ไม่ทวงถามหรือสงสัยอะไรอีกเลย อย่างนั้นรึเปล่า? นอกเสียจากว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมทั้งหมดทั้งสิ้น(ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้)

5

ฟัง อ. ๆ ได้ดีมากๆคับ

สงสัยนักวิชาการ

นักวิชาการของไทย คือ พวกที่ "รู้ทุกอย่างยกเว้นงานในหน้าที่ อยู่ทุกที่ยกเว้นที่ทำงาน(มหาวิทยาลัย) ทุกหน่วยงานต้องการยกเว้นต้นสังกัด"

แพรวา

เห็นด้วยกับความเห็น 12 ไหนๆก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแตกหักได้แล้ว รีบๆเอาเลือดละเลงกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปจะดีกว่าปล่อยให้ฝีหนองมันปวดระบมอยู่อย่างนี้
สภาพตอนนี้มันเข้าสู่สภาวะที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้แล้ว
มันคงต้องเอากันให้ตายไปข้างนึง

619

อ่านแล้ว_มีความรู้ ครับ อาจารย์

แด่ผู้กล้าหาญ

อาจารย์สมศักดิ์ คือ นักวิชาการที่มีจุดยืนชัดเจน กล้ายืนยันสิ่งที่ถูกต้อง ท่ามกลาง ความมืดและบรรยากาศแห่งความกลัวในยุค 60 ปี ที่ผ่านมา ที่ความกลัวเหล่านั้นได้ปิดปาก ปัญญาของประชาชนมานาน

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ใน การยืนหยัด กล้าพูดและ ฐานะ "ครู" อีกคนหนึ่งในสังคมไทย

เคารพ

เยี่ยม

เออ อ.นิธิ อ.สมชาย ม.เที่ยงคืนทำเป็นเสนอหน้าต้านรัฐประหารแล้วตอนนี้หายหัวไปไหน บทความก้ไปสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหารอีก เทวดาจิ้งจกเอ๋ย เอาไงแน่วะ เปรด เห็นด้วยกับ อ.สมศักดิ์ ทักษิณก็ไม่เอา สุรยุทธ์ ก็ไม่เอา แล้วเอาอะไรวะ

T

เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ครับ แต่ผมขอเสริมสักหน่อย ผมก็พอเข้าใจว่าทำไมเวลานักวิชาการจอมปลอมที่มีมากมาย แม้แต่ ส.ศิวลึงค์ ที่คุยโวว่าเกลียดเทวดานักหนา แต่สุดท้าย พอจะปล่อยท่าไม้ตาย แบออกมา ก็หน้าไม่อายต้องอ้างสถาบันเทวดาทุกที

สถาบันเทวดาอันที่จริงหาใช่ สถาบันแห่งเทวดา ควรจะเรียกสถาบันไม้กันหมามากกว่า คือเวลาเราจะตีหมา(หรือคน) เราก็ต้องคว้าไม้อะไรก็ได้ขึ้นมาตี แม้เราจะเกลียดไม้อันนั้น ว่ามันดูทุเรศ ดูสกปรกยังงัย แต่มันก็มีประโยชน์ในการให้โทษฝ่ายตรงข้ามได้ชะงัดนักมาทุกยุคทุกสมัย ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ดูแล้วก็ไม่ต่างจากพวกโจรไต้ที่พยายามยุยงประชาชนให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลโดยอ้างเรื่องศาสนา เพราะองค์เทวดาเอง ก็นิยมชมชอบที่จะเป็นศาสดาแห่งศาสนาชาติอยู่แล้ว
การกล่าวว่าบุคคลผู้นั้น-ผู้นี้ ได้หมิ่นองค์เทวดา ก็ไม่ต่างจากข้อหาพ่อมดแม่มด ในยุโรปยุคกลางหรือยุคมืด ที่ประชาชนเต็มไปด้วยความงมงายต่อเทวดาเช่นกัน

สุดท้ายผมก็ได้แต่ปลงว่าประเทศไทยเรายังล้าหลังยุโรป เอาเข้าจริงๆ ก็ต้องว่าไป สองสามร้อยปีโน่น ทางด้านความก้าวหน้าทางความคิดนะครับ

ThaiLA

อาจารย์สุลักษณ์ เหรอ?
ไวน์ขวดแรก "พระกับเจ้าเป็นพวกถ่วงความเจริญ"
ไวน์ขวดที่สอง "เผด็จการจอมพลสฤษดิ์มีความจงรักภัคดีมากกว่าทักษิณ"
ไวน์ขวดที่สาม "เผด็จการทหาร ออกไป ประชาธิปไตย คืนมา"
ไวน์ขวดที่สามเกือบหมด "อ๊วกๆๆๆ"
5555555

สงสัยนักวิชาการ

ขอบคุณ อ.สมศักดิ์ ที่กล้าพูดความจริงและกล้าที่จะเปิดเผยหน้ากากของนักวิชาการจอมปลอม ที่คอยจะแสวงหาโอกาสเข้าไปรับใช้นักการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ หรือทำเป็นวิจารณ์อย่างนั้น อย่างนี้ แต่พอมีคนหยิบยื่นโอกาสให้ไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี คณะกรรมาธิการต่างๆ หรือแม้แต่องค์กรอิสระ ก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน โดยไม่สนใจว่าคนที่หยิบยื่นโอกาสให้นั้นเป็นใคร(ทำอะไรไม่ดีต่อบ้านต่อเมืองมาบ้าง) อย่างไรข้า(นักวิชาการจอมปลอม)ก็ไม่สน ไม่แคร์ใครๆ แม้แต่สายตาของลูกศิษย์ ขอถามจริงๆเถอะว่าทุกวันนี้ที่พวกท่านทำกันอยู่ มหาวิทยาลัย(ที่ทุกท่านรับเงินเดือนจากภาษีราษฎร) หรือลูกศิษย์ตาดำที่ไม่รู้เท่าทันพวกท่านได้อะไรบ้าง เป็นประโยชน์อย่างไร จับต้องได้ไหม ศิษย์ของพวกท่านฉลาดมากขึ้นเพียงใด จบไปแล้วคนในสังคมยอมรับหรือไม่ เอาตัวรอดได้หรือ ฯลฯ หัดสำนึกถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงซะบ้าง การศึกษาของไทยจะได้มีโอกาสพัฒนาเสียที

S

ห้วโตเอ๊ย บทวิคราะห็ของเอ็ง มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยของชาวบ้านบ้าง

ทำอะไรนึกถึงประชาชนก่อนสิเพื่อน แล้วอาจจะมีมุมมองใหม่

So absurd

Rep 61
Do U mean the coup concern for our benefit?

Oh>>>my Buddha.
What a nighmare?

ลุงเฒ่า

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ!!

--------------------------------------------------------------------------------

โพสต์: โลโซ.!! ID#4982 | เมื่อ: 2550-01-22 14:20:44 | IP: 203.146.6.86 x
(บุคคลนิรนาม) นิรนาม) ลิ้มหนอลิ้ม คือใคร..ใยเก่งนัก
เราแอบรักในสมอง..เก่งของท่าน
เก่งวางแผน พูดจาสารพัน
เก่งกว่านั้น ผูกเรื่องด้น หลอกคนฟัง
รู้โหนฟ้า!!!มากำบัง ลั้งโจรช่วย!!
รู้ทางรวย ธุรกิจ คิดได้สม
รู้ให้ร้าย!! บิดเบือน!! เพื่อนหลงชม
รู้ทับถม!!แถมชี้นำ!!หลอกหนำใจ!!

ในเล่ห์โกง เหนือชั้น ท่านเก่งมาก!!
ไม่ลำบาก ลองถามดู ผู้อยู่ใกล้
ใครจะเจ๊ง!!ฉิยหาย..ชาติบรรลัย!!!
ลิ้มยิ้มได้ ล้มบนฟูก!!สุขอารมณ์
ในเชิงกาม กรุ้มกริ่ม ลิ้มเก่งจัด!!
ลิ้มสันทัด ฟันไป ได้หลายโหล!!
ทั้งสาวแก่ แม่หม้าย เหล่า "ไฮโซ"!!
ต่างก็โผ ดาหน้า เข้าหามัน!!

เรื่องพรรค์นี้ ตัวเรา เปล่าอิจฉา
เรื่องกามา คนมีสิทธิ์ ใคร่คิดฝัน
ในดวงจิตร เรื่องครุ่นคิดย่อมต่างกัน
เซียนเท่านั้นย่อมเข้าใจ ได้ลิ้มลอง
ที่น่าทึ่งกว่านั้น ฉันผวา!!
ใยลิ้มกล้า เกินไป ไอ้หน้าตี๋!!
ทุ่มความแค้น หนักหนา ประดามี!!
ชาติป่นปี้!!ไม่มีตรม..สมใจปอง!!

ให้หวลคิด พวกงี่เง่า เหล่าบัณฑิต
มีความคิด โง่เง่า เบาสมอง
ขาด "โยนิโส มนสิกา"มาไตร่ตรอง
ชาติจึ่งต้อง หัวทิ่ม ลิ้มสั่งการ!!
คิดแล้วเศร้า เหลือใจ ใครไม่รู้
เราเฝ้าดู พฤติกรรม นำเสนอ
ชาติของเรา คราวบรรลัย ใกล้เจอะเจอ
ลิ้มเสนอ..หากสนอง..นองน้ำตา!!!!

เออ

ปัญญาชนไทยไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์

คนที่วิจารณ์ปัญญาชน คือ คนที่คิดไรประเสริฐเลิศล้ำ มีสมองที่ปราดเปรื่อง

ถุย หุยฮา คนเก่ง ของแผ่นดิน คิดได้แค่นี้เอง

อีกหนึ่ง

ดูท่าทางสมศักดิ์จะนิยมทักษิณกระมัง ตอนที่ประชาชนช่วยกันต่อสู้ เพื่อต่อต้านความเลวร้ายของรัฐบาลทัก สมศักดิ์ ทำอะไรอยู่หรือ แล้วที่รัฐบาลทัก สร้างปัญหาไว้จนเหม็นหึ่ง ร้ายแรง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ มนุษยชน ครอบงำองค์กรอิสระ สมคบกับทุนข้ามชาติทำลายฐานทรัพยากรในไทย และอื่นๆ อันนี้สมศักดิ์ คิดว่าจะแก้อย่างไร

จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเราอยู่รอดได้ คนไทยส่วนใหญ่ และคนยากจน มันไม่ตายไปเสียก่อน

คนธรรมดา

ภายใต้ปากกระบอกปืน อ.สมศักดิ์ พูดได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าเยี่ยมมากแล้ว นักวิชาการหน้าตัวเมียอื่นๆ เอาแต่เลีย คมช.แผล็บๆทุกวัน ปลุกผีระบอบทักษิณ สร้างนราคาให้ตัวเอง ขอให้อาจารย์ สมศักดิ์ พูดแทนคนไทยเช่นนี้อีกต่อไปครับ

ตลกสุดๆ

ความกลัว การอ้างไม่รุนแรง อ้างจะสร้างประชาธิปไตยต่อไป รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์แบบพอประมาณแค่คันๆ หยิกๆ หยอกๆ ฯลฯ ที่สมศักดิ์อ้างไม่ได้มีการเรียนรู้นั่นแหล่ะคือการเรียนรู้หรือประสบการณ์จริงที่มีอยู่ในหมู่ผู้ทำรัฐประหารกับนักวิชาการ พวกเขารู้กันได้ไม่ยากว่าถ้าต้านรัฐประหารหรือวิจารณ์สถาบันจะกระทบต่อสถานภาพของพวกเขาในปัจจุบันอย่างไร หรือสมศักดิ์จะบอกความกลัวไม่ใช่ประสบการณ์หรือความรู้สึกร่วมของคนทำงานวิชาการปัจจุบัน สมศักดิ์เองกล้าบอกหรือว่าตัวเองไม่กลัวเหมือนกัน จึงได้แสดงความกล้าแต่ปาก และกล้าอย่างผิดๆคือแทนที่จะแสดงความกล้า ทำในสิ่งที่เห็นคนอื่นในแวดวงตัวเองไม่ทำ ตรงข้ามสมศักดิ์กลับป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความขลาด ความเขลา และความกลัวที่แย่อย่างสุดๆ แทนที่จะด่าทหาร ด่าสถาบันตรงๆ สมศักดิ์กลับด่าคนอื่นซึ่งกลัวน้อยกว่าตัวเองด้วยซ้ำ

ที่ตลกจนมากกว่าหม่ำจมกก็คือขณะที่ด่าคนอื่นไม่กล้า ตัวเองก็ไม่กล้า กลับชี้ชวนให้คนอื่นกล้าหรือทำให้เห็นว่าตนกล้า ตนขลาดน้อยกว่าคนอื่น

กระทั่งว่าตนรู้ว่าอะไรคือการเรียนรู้และไม่เรียน หรือการทำอย่างไรในปัจจุบันที่ส่อไม่เรียนรู้

อ่านความเห็นข้างบนนี้อย่างละเอียดก็ต้องเศณ้าใจ เพราะคนพูดสับสนระหว่าง "ปัญญาชน" กับ "นักวิชาการ" จนยกไปเทียบพคท. เทียบปัญญษชนยุค เอามาตรฐานยุคก่อนตั้งเป็นบรรทัดฐาน ถามว่าความเป็นนักประวัติศาสตร์ของสมศักดิ์อยู่ที่ใด ไฉนท่านจึงพูดราวกับไม่รู้ว่า "บริบท" คืออะไร แล้วการเอายุคหนึ่งเป็นบรรทัดฐานเพื่อตัดสินอีกยุคนี่ ต้องเรียกว่านักประวัติศาสตร์เก๊แล้วล่ะครับ

และก็ระหว่างนักวิชาการกับปัญญาชนนี้เอง ถามว่าคนอย่างสมศักดิ์รวมทั้งใครต่อใครที่สมศักดิ์ด่าอยู่นี้นั้น ตัวตนเป็นอันไหน ไม่ใช่อันแรกหรอกหรือ และถ้าเป็นอันแรกก็ยิ่งตลกใหญ่ เกิดภาวะจิ้งจอกเฒ่าปัญญาอ่อนมาเห่าหอนใส่หมาไนหรือไฮยีน่าเป็นฝูง เพื่อโชว์ออฟโชว์พราว กรูเก่ง กรูแน่กว่า

Joke from Jerk

Rep 67

Do U blame yourself?
Comparing from you text, it can not communicate of transfer the information to Society.

You only blame and blame like your boss, junta.

I know throughly from your emotion that you proud in youself aswell.

Lesson learn

And have you ever known absolute Autarky?