โฆษกใหม่: จะหนุนนำรัฐบาลได้อย่างไร?
ในที่สุดก็ได้โฆษกรัฐบาลคนใหม่ (ตัวจริง) หลังจากที่มีรักษาการแทนมาระยะหนึ่ง จากนี้ทีมงานโฆษกคงจะบุกงานประชาสัมพันธ์ (PR) ให้รัฐบาลเต็มสูบ ตามที่ตั้งใจหวัง
ในฐานะเป็นคนหนึ่ง ที่สนใจ PR เชื่อว่า ท่านศันสนีย์ นาคพงศ์ ซึ่งมีประสบการณ์สูง มีความเชี่ยวชาญ และเคยอยู่ในแวดวงสื่อ จะเป็นที่พึ่งพาให้นายกรัฐมนตรี และนำPRรัฐบาลสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก
ต้องยอมรับว่า PR จำเป็นกับทุกองค์กรโดยเฉพาะรัฐบาล ซึ่งสูงสุดของประเทศ เป็นต้นทางของการบริหาร การริเริ่ม กำหนดนโยบาย และการแก้ไขปัญหาต่างๆทั้งหลายทั้งปวง
มองข้ามหรือละเลย PR ไม่ได้ เพราะวันนี้อะไรๆเปลี่ยนแปลง ทั้งผู้คน การทำมาหากิน ไม่เว้นกระทั่งธรรมชาติ มีความซับซ้อน เกี่ยวพันเชื่อมโยงด้วยผลประโยชน์และการแข่งขัน
ส่งผลให้โจทย์การทำงานยากขึ้น
เมื่อโจทย์ยากขึ้น ก็ต้องอาศัยวิธีการ 2 ส่วนสำคัญ กล่าวคือ
1.วิธีการบริหารอย่างมืออาชีพ เป็นมันสมองของรัฐบาล ที่จะแก้ไขปัญหา และสร้างนโยบายให้ตรงความต้องการของประชาชนกลุ่มต่างๆ
2.วิธีการสื่อสาร อธิบายว่า ทำไมต้องบริหารจัดการอย่างนั้น ทำไมต้องแก้ไขปัญหาอย่างนี้ เพื่อใคร มีเหตุผลอย่างไร มุ่งหวังผลอะไร ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจประชาชนกลุ่มต่างๆที่เป็นเป้าหมายของแต่ละนโยบาย รวมถึงสังคม
การจะทำอะไรของรัฐบาล อย่างไร เพื่อใคร ต้องคิดหนักและรอบคอบ ไม่เหมือนอดีตที่จะทำอะไร ก็ทำได้ ตัวแปรปัจจัยต่างๆก็นิ่ง บอกประชาชนให้ทำ ก็ทำ
เดี๋ยวนี้การจะให้ประชาชนทำอะไร ไม่ง่าย ถ้าไม่เห็นสอดคล้องด้วย มีสิทธิไม่ทำ ดีไม่ดี เจอต้าน เจอประท้วง ปิดถนน เอาสับปะรดมาทิ้ง พังคันกันน้ำ ฯลฯ
โครงการรัฐหลายอันต้องหยุด ชะลอ หรือสอบถามชุมชนก่อน (ประชาพิจารณ์)
ประชาชนมีส่วนร่วมสูง ซึ่งก็ดีไปอย่าง ทำให้เป็นรัฐบาลธรรมาภิบาล ใครที่จะทำอะไรแอบแฝง ซ่อนเร้นไม่ได้แล้ว ประชาชนรู้และฉลาดเท่าทันด้วยข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่อยู่รอบตัว ทั่วสารทิศ ไม่ยอมกันอีกแล้ว
บุคลิกของผู้คน ประชาชนเปลี่ยนไป
แต่หากรัฐบาลทำดี ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว ประชาชนก็พร้อมหนุนเช่นกัน
PR ของท่านศันสนีย์ จากนี้คงจะต้องรุกทำข้อ 2 ดังที่กล่าวข้างต้น หาวิธีการสื่อสาร รับรู้รับทราบปัญหา ความต้องการ สัมผัสสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ประชาชน สื่อมวลชน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ
รู้เขา รู้เรา
เพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐบาล และใช้ PR หนุนรัฐบาลสู่ความสำเร็จ
จะกำหนดกลยุทธ์สื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างไร เพื่อเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาประชาชน ใช้ประโยชน์จากโครงการรัฐ
ยิ่งใช้ประโยชน์จากโครงการรัฐเท่าใด ยิ่งถือว่า PR สำเร็จเท่านั้น
ยิ่งPRสำเร็จเท่าใด รัฐบาลยิ่งสำเร็จเท่านั้น
รัฐบาลยิ่งสำเร็จ คะแนนนิยมยิ่งเพิ่ม
วันนี้โฆษกใหม่ ถึงเวลาทบทวน ประเมิน ปรับเปลี่ยนเป้าหมาย PR ใหม่ เป็นการประชาสัมพันธ์รัฐบาลเพื่อเพิ่มคะแนนนิยม (นิยมในผลงานโครงการรัฐ) จะดีหรือไม่ อย่างไร
หากมองย้อนกลับ ก่อนที่จะได้คะแนนนิยม ต้องมาจากการมีผลงาน
ก่อนที่จะมีผลงาน ต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจปฏิบัติ
ก่อนจะลงมือปฏิบัติ ต้องมาจากการสร้างความรู้ความเข้าใจ
ก่อนจะเข้าใจได้ ต้องมาจากการได้รับข่าวสารเสียก่อนเป็นเบื้องแรก เป็นสเต็ป (step) แรก
ดังนั้น เป้าหมายของการประชาสัมพันธ์รัฐบาล จึงเริ่มตั้งแต่การเผยแพร่ข่าวสาร สร้างความเข้าใจ เปลี่ยนพฤติกรรมส่งเสริมความร่วมมือร่วมใจปฏิบัติ การเผยแพร่ผลงาน และสร้างคะแนนนิยม เป็น step สุดท้าย
ผู้เขียนเองชอบที่จะมองอะไรแบบประเมินวิเคราะห์ ไม่มองทางเดียว (one way) แต่ชอบมองยอกมองย้อน มองขึ้นมองลง เป็นไปได้หรือไม่ว่า นำ step สุดท้าย (เพิ่มคะแนนนิยม) มาเป็นเป้าหมายแรก
ถือเป็นวิสัยทัศน์ PR ที่น่าสนใจ
หากเป็นไปได้ น่าจะเป็นพลัง PR ที่จะทำให้งานโครงการต่างๆของรัฐบาล บรรลุผลเร็ว เห็นผลจริง ซึ่งที่สุดแล้วรัฐบาลต้องไปให้ถึง ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ก็ต้องมุ่งหวังผลคะแนน
เพราะการได้คะแนนนิยมเพิ่ม นอกจากเป็นรัฐบาลในดวงใจประชาชนในวันนี้แล้ว ยังเป็นรัฐบาลที่พึ่งหวังของประชาชนในวันหน้า
ซึ่ง PR มีบทบาทหน้าที่หนุนรัฐบาลขับเคลื่อนการบริหารงาน สู่ความสำเร็จ
และมิเพียง “หนุน” หากแต่ PR ต้อง “นำ” ด้วย
คำถาม คือ แล้วพีอาร์จะเล่นบท “นำ”อย่างไร
อยู่ที่วิสัยทัศน์ คิดเหนือชั้น และมองข้ามช็อต เห็นอะไรก่อนคนอื่น ประเมินวิเคราะห์ ปิ๊งไอเดียว่า จะทำอะไรได้บ้าง
ที่กล่าวว่า เห็นอะไรก่อนคนอื่น ก็คือ เห็นปัญหาของประชาชนในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็น (ว่าเป็นปัญหา) เห็นสถานการณ์ของประเทศ รวมถึงสถานการณ์โลกที่จะมีผลกระทบต่อไทยก่อนคนอื่น ทั้งสถานการณ์ด้านบวก และสถานการณ์ด้านลบ เห็นความต้องการของประชาชนก่อนคนอื่น
PR หยิบจับประเด็นนั้นๆ และพิจารณาว่า จะทำอะไรได้บ้างในเชิงการบริหาร หรือการสร้างงานใหม่ๆ ในรูปของนโยบาย แผน โครงการ หรือ เป็นกิจกรรมออกมา
แล้วเสนอนายกรัฐมนตรี
แนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้พีอาร์ เห็นอะไรก่อนคนอื่น ก็คือ เกาะติดข่าวสารจากสื่อ ฟังเสียงสะท้อนจากสื่อ และประชาชน
ใช้สื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อPRรัฐบาล ที่สำคัญ ต้องแม่นยำ ไม่พลาดในการประเมินวิเคราะห์ อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ อะไรตอบโจทย์ อะไรไม่ตอบโจทย์
หากเสนอประเด็น ชงเรื่องขึ้นไป และนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ กระทั่งนำไปสู่การจัดทำนโยบาย แผน โครงการ หรือกิจกรรมตามที่เสนอ นั่นคือ PR เล่นบทนำแล้ว
ประชาชนได้ คือ รัฐบาลได้
รัฐบาลได้ ก็คือ พีอาร์รัฐบาลได้
PR หนุนนำรัฐบาลได้ ก็เป็นที่พึ่งพาให้นายกรัฐมนตรีได้
Comments
ดร. ขึ้นต้นก็ใช้คำว่า "ท่าน"
ดร. ขึ้นต้นก็ใช้คำว่า "ท่าน" เลยนะ เราน่าจะยกเลิกใช้คำว่า ท่านขุน ท่านท้าว ท่านโน่น ท่านนี่ ได้แล้ว มันเหมือนยังไม่ยอมหลุดจากสมัยทาส แถมตอนเรียกใครว่า ท่านโน่น ท่านนี่ ยังต้องทำตัวนอบน้อมย่อเขา ถ้าคลานได้ก็คงต้องคลานด้วยหรือเปล่า
ไม่ทราบพวกที่เราต้องเรียก "ท่าน" นั้น เขาเป็นมนุษย์เดินดินเหมือนเราหรือเปล่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นลัทธิอุปถัมภ์และคอรัปชั่นชัดๆ การที่มี "ท่าน" ทำให้ตัวเราเล็กนิดเดียวไม่ว่าจากฐานะทางสังคม ฐานะทางอำนาจ บางคนเลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ "ท่าน" เอ็นดู ช่วยเหลือ ยกฐานะทางสังคม มีอำนาจเบ่งกับคนที่ต่ำกว่าตนต่อไป
สังคมฝรั่งดีอย่าง ของเขาไม่มี "ท่าน" เลยไม่ต้องมีความยำเกรงและเกรงใจ พวกเขาถิอความถูกต้องและกฏเป็นหลัก ใครทำไม่ถูกก็รับผิดชอบกันไป ไม่มีใครคุ้มหัว ไม่ใช่คนของใคร ถึงสังคมเขาไม่มีคำว่าความเกรงใจ แต่เขาอยู่กันด้วยกันเคารพซึ่งกันและกัน การเคารพต่อกัน คือ ความรู้สึกเกรงใจของสังคมเขา แต่วิธีการนั้นต่างกัน เขาไม่ต้องมีข้อผูกมัดที่ต้องอยู่ใต้อาณัติหรือโดนควบคุมทางความรู้สึกและสำนึก
โทษที กลับไปดูตรงหัวข้ออีกที
โทษที กลับไปดูตรงหัวข้ออีกที โอ้ว...อาจารย์!!!
อวยกันเข้าไป มึง...
อวยกันเข้าไป มึง...
มีปากที่ไร้อำนาจ wrote:ดร.
[quote=มีปากที่ไร้อำนาจ]ดร. ขึ้นต้นก็ใช้คำว่า "ท่าน" เลยนะ เราน่าจะยกเลิกใช้คำว่า ท่านขุน ท่านท้าว ท่านโน่น ท่านนี่ ได้แล้ว มันเหมือนยังไม่ยอมหลุดจากสมัยทาส แถมตอนเรียกใครว่า ท่านโน่น ท่านนี่ ยังต้องทำตัวนอบน้อมย่อเขา ถ้าคลานได้ก็คงต้องคลานด้วยหรือเปล่า
ไม่ทราบพวกที่เราต้องเรียก "ท่าน" นั้น เขาเป็นมนุษย์เดินดินเหมือนเราหรือเปล่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นลัทธิอุปถัมภ์และคอรัปชั่นชัดๆ การที่มี "ท่าน" ทำให้ตัวเราเล็กนิดเดียวไม่ว่าจากฐานะทางสังคม ฐานะทางอำนาจ บางคนเลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ "ท่าน" เอ็นดู ช่วยเหลือ ยกฐานะทางสังคม มีอำนาจเบ่งกับคนที่ต่ำกว่าตนต่อไป
สังคมฝรั่งดีอย่าง ของเขาไม่มี "ท่าน" เลยไม่ต้องมีความยำเกรงและเกรงใจ พวกเขาถิอความถูกต้องและกฏเป็นหลัก ใครทำไม่ถูกก็รับผิดชอบกันไป ไม่มีใครคุ้มหัว ไม่ใช่คนของใคร ถึงสังคมเขาไม่มีคำว่าความเกรงใจ แต่เขาอยู่กันด้วยกันเคารพซึ่งกันและกัน การเคารพต่อกัน คือ ความรู้สึกเกรงใจของสังคมเขา แต่วิธีการนั้นต่างกัน เขาไม่ต้องมีข้อผูกมัดที่ต้องอยู่ใต้อาณัติหรือโดนควบคุมทางความรู้สึกและสำนึก[/quote]
ผมเห็นด้วยนะ กับการที่หลายคนเรียกคนอื่นว่า "ท่าน" พร่ำเพรื่อ
ผมเจอมากับตัว เมื่อต้องพบเจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ แม้ผม "ไม่อยาก" เรียกบุคคลเหล่านั้นว่าท่าน (มันขัดความรู้สึกผม "มาก") แต่ผมก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าผมจะใช้คำไหนถึงจะ "เหมาะสม" ในเมื่อทุกคนก็เรียกบุคคลเหล่านั้นว่า "ท่าน" กันหมด และถ้ามีเราคนเดียวไปเรียกว่า "คุณ" "พี่" "ลุง" หรือ "อา" มันก็คงแปลกๆ และผมก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเบรคตรงนั้นออกไป แต่ใจผมก็ลุ้นว่า คงจะดีถ้าท่านเหล่านั้นเอ่ยปากกับผมเองว่าต่อไป "อย่าเรียกว่า "ท่าน" เลย" แต่ผมก็ยังไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่จะเอ่ยปากกับผมแบบนั้นซักที หรือท่านๆ จะเกรงว่าถ้าพูดไปจะทำให้เสียการปกครองหรือเสียภาพลักษณ์ของท่านหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ตอนนี้ผมก็ลุ้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอยู่ว่า เมื่อไหร่ท่านจะเอ่ยปากกับผมว่าไม่ให้เรียก "ท่าน" ว่า "ท่าน" เสียที (ชักงงเอง) ผมจะชื่นชมและนับถือในตัวท่านอีกมากถ้าท่านปลดแอกระบบคำพูดแบบเจ้าขุนมูลนี้นายออกไปได้
ก็จริงที่หลายคนในสังคมเรา เรียกผู้หลักผู้ใหญ่ว่าท่านและทำเป็นนบนอบเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน
เรามองท่านอยู่
[quote=เรามองท่านอยู่][quote=มีปากที่ไร้อำนาจ]ดร. ขึ้นต้นก็ใช้คำว่า "ท่าน" เลยนะ เราน่าจะยกเลิกใช้คำว่า ท่านขุน ท่านท้าว ท่านโน่น ท่านนี่ ได้แล้ว มันเหมือนยังไม่ยอมหลุดจากสมัยทาส แถมตอนเรียกใครว่า ท่านโน่น ท่านนี่ ยังต้องทำตัวนอบน้อมย่อเขา ถ้าคลานได้ก็คงต้องคลานด้วยหรือเปล่า
ไม่ทราบพวกที่เราต้องเรียก "ท่าน" นั้น เขาเป็นมนุษย์เดินดินเหมือนเราหรือเปล่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นลัทธิอุปถัมภ์และคอรัปชั่นชัดๆ การที่มี "ท่าน" ทำให้ตัวเราเล็กนิดเดียวไม่ว่าจากฐานะทางสังคม ฐานะทางอำนาจ บางคนเลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ "ท่าน" เอ็นดู ช่วยเหลือ ยกฐานะทางสังคม มีอำนาจเบ่งกับคนที่ต่ำกว่าตนต่อไป
สังคมฝรั่งดีอย่าง ของเขาไม่มี "ท่าน" เลยไม่ต้องมีความยำเกรงและเกรงใจ พวกเขาถิอความถูกต้องและกฏเป็นหลัก ใครทำไม่ถูกก็รับผิดชอบกันไป ไม่มีใครคุ้มหัว ไม่ใช่คนของใคร ถึงสังคมเขาไม่มีคำว่าความเกรงใจ แต่เขาอยู่กันด้วยกันเคารพซึ่งกันและกัน การเคารพต่อกัน คือ ความรู้สึกเกรงใจของสังคมเขา แต่วิธีการนั้นต่างกัน เขาไม่ต้องมีข้อผูกมัดที่ต้องอยู่ใต้อาณัติหรือโดนควบคุมทางความรู้สึกและสำนึก[/quote]
ผมเห็นด้วยนะ กับการที่หลายคนเรียกคนอื่นว่า "ท่าน" พร่ำเพรื่อ
ผมเจอมากับตัว เมื่อต้องพบเจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ แม้ผม "ไม่อยาก" เรียกบุคคลเหล่านั้นว่าท่าน (มันขัดความรู้สึกผม "มาก") แต่ผมก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าผมจะใช้คำไหนถึงจะ "เหมาะสม" ในเมื่อทุกคนก็เรียกบุคคลเหล่านั้นว่า "ท่าน" กันหมด และถ้ามีเราคนเดียวไปเรียกว่า "คุณ" "พี่" "ลุง" หรือ "อา" มันก็คงแปลกๆ และผมก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเบรคตรงนั้นออกไป แต่ใจผมก็ลุ้นว่า คงจะดีถ้าท่านเหล่านั้นเอ่ยปากกับผมเองว่าต่อไป "อย่าเรียกว่า "ท่าน" เลย" แต่ผมก็ยังไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่จะเอ่ยปากกับผมแบบนั้นซักที หรือท่านๆ จะเกรงว่าถ้าพูดไปจะทำให้เสียการปกครองหรือเสียภาพลักษณ์ของท่านหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ตอนนี้ผมก็ลุ้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอยู่ว่า เมื่อไหร่ท่านจะเอ่ยปากกับผมว่าไม่ให้เรียก "ท่าน" ว่า "ท่าน" เสียที (ชักงงเอง) ผมจะชื่นชมและนับถือในตัวท่านอีกมากถ้าท่านปลดแอกระบบคำพูดแบบเจ้าขุนมูลนี้นายออกไปได้
ก็จริงที่หลายคนในสังคมเรา เรียกผู้หลักผู้ใหญ่ว่าท่านและทำเป็นนบนอบเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน[/quote]
ขอเพิ่มคำว่า "หนู" ทีสุภาพสตรีไทยชอบใช้่กันมาก ยกตัวอย่างเช่น "อาจารย์คะ หนูอย่างนั้นหนูอย่างนี้"
ครั้งหนึ่งเคยได้ยินอาจารย์ผู้หญิง ตำแหน่งหัวหน้าแผนก เธฮอายุประมาณสี่สิบปี คุยโทรศัพท์กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เธอใช้คำว่า "หนู กับ ท่าน" เป็นสรรพนามแทนตัวเธอและอธิการบดี(อายุประมาณไม่เกินห้าสิบปี) ตนเองได้ยินแล้วก็คิดว่าแปลกดี เพราะถ้าหากผู้ชายทีเธอคุยโทรศัพท์ด้วยอเป็นอาจารย์ที่ไม่มีตำแหน่งอธิการ เธอก็คงไม่ใช้คำว่าหนู
อีกอย่างที่น่าสนใจที่สุดคือ เวลาข้าราขการพบปะผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า หรือเป็นผู้บังคับบัญขา ทำไมจะต้องเอามือกุมตรงข้างล่างหน้าท้องด้วย แปลกดีนะ
Submitted by ynot (visitor)
Submitted by ynot (visitor) on Sat, 2012-06-09 00:56
"อีกอย่างที่น่าสนใจที่สุดคือ เวลาข้าราขการพบปะผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า หรือเป็นผู้บังคับบัญขา ทำไมจะต้องเอามือกุมตรงข้างล่างหน้าท้องด้วย แปลกดีนะ"
อันนี้ขอเดาด้วยความขบขันนะ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่นั้นคนในสังคมนั้นถิอว่าอัวยวะเพศนั้นเป็นจุดศูนย์รวมของอำนาจ ตัวอย่างเช่นในศาสนาฮินดู เขาเอารูปปั้นของอัวยวะเพศชายมาเป็นตัวแทนรูปเคารพของศาสนา หรือที่เขาเรียกว่า ศิวลึงค์ วัดวาโบราณในเขมรหรือแถวโคราชและอีสานใต้ ซึ่งเคยอยู่ในสมัยที่ศาสนาฮินดูหรือพราหม์เจริญรุ่งเรื่องก็ยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ จริงๆสมัยปัจจุบันคนไทยหลายๆคนก็ยังมีความเชื่อและเคารพศิวลึงค์อยู่ ลองไปถามพวกแม่ค้าพ่อค้าดูถึงความมีอำนาจของศิวลึงค์ ซึ่งคนไทยเราน่าจะรับความเชื่อนี้มาจากเขมร
อีกตัวอย่างลองหาภาพระดับผู้นำของประเทศจีนที่กำลังพบปะแขกของรัฐดู ผู้นำหลายๆคนของประเทศจีนเวลานั่งเสวนาต้าฮ้วยกับแขกต่างประเทศ พวกเขาจะนั่งแบบวางอำนาจข่มในทีด้วยท่าอ้าซ่า
ขอวกกลับมาที่ว่า ทำไมเวลาข้าราชการผู้น้อยพบประกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า หรือเป็นผู้บังคับบัญชา ทำไมจะต้อเอามือกุมตรงข้างล้างหน้าท้อง ลักษณะนั้นคือการยอมสยบกับอำนาจที่เหนือกว่าด้วยการกุมสัญลักษณ์ของอำนาจแห่งตัวตนว่ามีอยู่เท่านี้ ยอมท่านแล้ว บัญชาว่ามาเลย
จริงๆเคยอ่านเจองานวิจัยเรื่องอำนาจและสัญลักษณ์เพศชายนี้ที่ไหนมาก่อน ลองถามอากู๋
แช่ม wrote:อวยกันเข้าไป
[quote=แช่ม]อวยกันเข้าไป มึง...[/quote]
จุกละชิ เกมนี้ เทพ
มีปากที่ไร้อำนาจ wrote:ดร.
[quote=มีปากที่ไร้อำนาจ]ดร. ขึ้นต้นก็ใช้คำว่า "ท่าน" เลยนะ เราน่าจะยกเลิกใช้คำว่า ท่านขุน ท่านท้าว ท่านโน่น ท่านนี่ ได้แล้ว มันเหมือนยังไม่ยอมหลุดจากสมัยทาส แถมตอนเรียกใครว่า ท่านโน่น ท่านนี่ ยังต้องทำตัวนอบน้อมย่อเขา ถ้าคลานได้ก็คงต้องคลานด้วยหรือเปล่า
ไม่ทราบพวกที่เราต้องเรียก "ท่าน" นั้น เขาเป็นมนุษย์เดินดินเหมือนเราหรือเปล่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นลัทธิอุปถัมภ์และคอรัปชั่นชัดๆ การที่มี "ท่าน" ทำให้ตัวเราเล็กนิดเดียวไม่ว่าจากฐานะทางสังคม ฐานะทางอำนาจ บางคนเลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ "ท่าน" เอ็นดู ช่วยเหลือ ยกฐานะทางสังคม มีอำนาจเบ่งกับคนที่ต่ำกว่าตนต่อไป
สังคมฝรั่งดีอย่าง ของเขาไม่มี "ท่าน" เลยไม่ต้องมีความยำเกรงและเกรงใจ พวกเขาถิอความถูกต้องและกฏเป็นหลัก ใครทำไม่ถูกก็รับผิดชอบกันไป ไม่มีใครคุ้มหัว ไม่ใช่คนของใคร ถึงสังคมเขาไม่มีคำว่าความเกรงใจ แต่เขาอยู่กันด้วยกันเคารพซึ่งกันและกัน การเคารพต่อกัน คือ ความรู้สึกเกรงใจของสังคมเขา แต่วิธีการนั้นต่างกัน เขาไม่ต้องมีข้อผูกมัดที่ต้องอยู่ใต้อาณัติหรือโดนควบคุมทางความรู้สึกและสำนึก[/quote]
เข้าร้านตัดผมก็ได้เป็นท่านแล้วครับ เขาเขียนว่า "ตัดผมท่านชาย"!