วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม 2556 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 28 นาที ที่ผ่านมา
จวกผู้นำไทย-จีน ดอดคุยหนุนโปแตช ย้ำทรัพยากรเป็นของชุมชน ต้องให้ชุมชนตัดสิน
นักวิชาการ-NGO ออกโรงโต้การหารือผู้นำทั้งสองประเทศ จวกนายกฯ เอาทรัพยากรของชุมชนออกไปเร่ขาย ร้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน-ประเทศชาติ เผยข้อมูลบริษัทจีนกำลังยื่นขอสำรวจแร่โปแตชใน จ.สกลนคร กว่า 120,000 ไร่
สืบเนื่องจากรายงานข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปหารือข้อราชการ ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจสองประเทศ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีการพัฒนาแหล่งแร่โปแตชในประเทศไทยอยู่ด้วย
“เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจีนยินดีอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจทั้งสองฝ่าย โดยขอให้ไทยอำนวยความสะดวกด้านข้อกฎหมายต่างๆ พร้อมทั้งขอให้สนับสนุนบริษัทจีนเข้าไปพัฒนาแร่โปแตสเซียมในไทยด้วย” เนื้อหาข่าวระบุ
วันนี้ (19 เม.ย.55) นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นักวิชาการที่ได้เฝ้าติดตามประเด็นปัญหาจากการประกอบการทำเหมืองแร่ในประเทศไทยและต่างประเทศ ออกมาตอบโต้การหารือของผู้นำไทย-จีน กรณีการพัฒนาแหล่งแร่โปแตชในประเทศไทยว่า เรื่องมันไม่ใช่ว่านายกฯ จีนจะมาสั่งนายกฯ ไทยให้สยบยอมในการเปิดโอกาสให้สำรวจแร่โปแตช เพราะมันเป็นเรื่องของสิทธิชุมชน ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
นายสันติภาพ แสดงความเห็นว่า นายกรัฐมนตรีไทยไม่ควรไปตกปากรับคำแทนประชาชน และแก้ระเบียบเปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำการสำรวจแร่โปแตช เพราะทรัพยากรแร่นั้นเป็นของชุมชน การดำเนินการใดๆ ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมให้อำนาจในการตัดสินใจกับชุมชน
“การที่นายกฯ กำลังทำอยู่เท่ากับว่าเอาทรัพยากรของชุมชนออกไปเร่ขาย และสิ่งสำคัญอย่าลืมไปว่า ท่านนายกฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นนักธุรกิจ หน้าที่ที่สำคัญของนายกฯ คือปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ ไม่ใช่ไปตกลงทางธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง” นายสันติภาพกล่าว
นายสันติภาพ กล่าวต่อว่า ปัญหาเหมืองแร่ที่ผ่านมาซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องมาจากเล่ห์เหลี่ยมของข้าราชการที่จะตอบสนองผลประโยชน์ให้กับนักการเมือง เมื่อชาวบ้านจับไม่ได้ ไล่ไม่ทันก็ต้องรับกรรมจากปัญหาที่จัดการไม่ได้ เช่นเหมืองทองที่ จ.เลย จ.พิจิตร และเหมืองคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ก็ยังเป็นปัญหาเก่าที่มีมานาน และสะท้อนให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพของระบบข้าราชการไทย
“รัฐน่าจะสร้างกลไกในการจัดการปัญหาให้เกิดความเรียบร้อย ทำให้เกิดความโปร่งใส สร้างการรับรู้ข้อมูลอย่างเท่าเทียม” นายสันติภาพกล่าว
ด้านสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ได้ให้ข้อมูลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศยกเลิกมาตรา 6 ทวิ วรรคสอง ตาม พ.ร.บ.แร่ 2510 ในพื้นที่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เพื่อให้นายทุนสามารถยื่นคำขออาชญาบัตรในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อประกอบการเชิงพาณิชย์ และทำการผลิตแร่โปแตชได้ตามขั้นตอน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า มี บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศจีน กำลังยื่นขอสำรวจหาแหล่งแร่โปแตชจำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 120,000 ไร่ ใน อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร อยู่ในขณะนี้
นายสุวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่ผู้นำจีนอยากให้ประเทศไทยเร่งผลักดัน หรือสนับสนุนให้กับบริษัททำเหมืองแร่โปแตชของจีนนั้น ถือได้ว่าจีนกำลังแทรกแซงอธิปไตยของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยเองจะต้องปกป้องไม่ใช่ไปเอื้อผลประโยชน์ให้ เพราะภาคอีสานไม่ใช่มณฑลหนึ่งของจีน ที่จะมาสั่งให้ทำอะไรก็ได้
“อยากถามกลับว่าผลประโยชน์จากการลงทุนจะเกิดกับชุมชน และประชาชนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่ที่ประเทศจีน ซึ่งมักจะมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่ต่ำ เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ รัฐบาลจะต้องมีการศึกษาและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ” นายสุวิทย์ กล่าว
Comments
เฮ่อ
เฮ่อ แล้วประเทศนี้จะทำอะไรได้มั่ง ถ้าฟังตามพวกท่านว่าคิดนะคิดว่า ชุมชนนี้อยู่ในประเทศไทยไหม๊ถามแบบโง่ๆนะครับ แล้วการบริหารต่างๆนี้ระดับท้องถิ่นชุมชนกับประเทศนี่มันยังไง
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ น่าต้องหาข้อมูล คิดหลายตลบ
หรือผ่านรัฐสภาก่อน ถ้าเป็น รบ อื่นๆ นั้น ไม่แน่ใจ
แต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่น่าเป็นเช่นนั้น
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ น่าต้องหาข้อมูล คิดหลายตลบ
หรือผ่านรัฐสภาก่อน ถ้าเป็น รบ อื่นๆ นั้น ไม่แน่ใจ
แต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่น่าเป็นเช่นนั้น
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ
นายกฯตอบตกลงไปแล้วรึ ไม่มังคะ น่าต้องหาข้อมูล คิดหลายตลบ
หรือผ่านรัฐสภาก่อน ถ้าเป็น รบ อื่นๆ นั้น ไม่แน่ใจ
แต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่น่าเป็นเช่นนั้น
ชาวบ้านเขาประท้วง
ชาวบ้านเขาประท้วง แทบเป็นแทบตาย
สื่อไม่เคยสนใจ รัฐบาลไม่เคยสนใจ
ทรัพยากรของท้องถิน ควรสร้างความั่งคั่งให้ท้องถิน
ไม่ใช่เพื่อนายทุนบางคน ที่เป็นเคลือญาตินักการเมือง
หรือนายทุนที่ยัดเงินนักการเมือง
แล้วทิ้งมลพิษให้คนท้องถิ่นเป็นสิ่งตอบแทน
มันเหมือนมาข่มขืนเสร็จแล้วก็ฉี่รดหน้าก่อนจากไป
อย่าเข้าใจผิด
อย่าเข้าใจผิด ทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ใช่ของพวกคุณ
ไม่ใช่ของชุมชน (พวกคุณรวมกันเป็นกฎหมู่)
แต่เป็นของประเทศชาติโดยรวม
ไม่ใช่พวกคุณอยู่ใกล้ทรัพยากร
แล้วก็จะเขมือบไว้เอง
หน้าด้านมากครับผม
โฉนดชุมชน:
โฉนดชุมชน: เอาสมบัติชาติให้กฎหมู่
ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงไม่ได้มีส่วนได้รับโฉนดชุมชนกับเขาด้วย เพราะคงไม่ใช่ทั้ง “คนยากจน” และ “คนอยากจน” แต่เราควรรู้ไว้บ้าง เพราะประเทศนี้เป็นของเราทุกคน จะให้อริราชศัตรูภายนอก หรือแม้แต่ใครอื่นในประเทศไทยเองมาตัดแบ่งไปไม่ได้
หลายคนเข้าใจผิดว่าโฉนดชุมชนเป็นแนวทางการช่วยเหลือคนจน หรือเป็นนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจที่สวยหรู แต่แท้จริงกลับตรงข้าม คนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่ใช่คนจน แต่เป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่ได้โอกาสเอาสมบัติส่วนรวมของชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน นอกจากนี้โฉนดชุมชนยังถือเป็นการปลูกฝังพิษร้ายอนาธิปไตย เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างน่าอันตราย
คลองโยง: จุดเริ่มต้นของความไร้ขื่อแป
เมื่อเอ่ยถึงโฉนดชุมชน ทุกคนคงนึกถึงชุมชนคลองโยงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปแจกโฉนดชุมชนให้เป็นแห่งแรก จึงทำให้ดูเหมือนว่าคลองโยงเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโฉนดชุมชน แต่แท้ที่จริงแล้ว กรณีนี้อาจถือได้ว่ารัฐบาลปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นำเอาสมบัติของแผ่นดินไปแบ่งให้กับคนบางกลุ่ม โดยรัฐบาลได้ประโยชน์เพราะเป็นการหาเสียง ส่วนชาวบ้านส่วนน้อยนี้ได้ที่ดินไป
จู่ ๆ วันหนึ่ง ชาวบ้านชุมชนคลองโยงก็เหมือนถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 กันครอบครัวละหลายใบ เพราะถือว่าได้ที่ดินไปเปล่า ๆ แม้ชาวบ้านจะไม่ได้เป็นโฉนดที่ดินเฉพาะตน แต่ก็ได้ที่ดินไปใช้สอยกันชั่วลูกชั่วหลาน ทั้งที่เมื่อปี 2518 ขณะที่ที่ดินคลองโยง 1,800 ไร่นี้ มีราคาไร่ละ 2,500 บาท ชาวบ้านก็ยินดีจะซื้อ หรือเมื่อต้นปี 2552 ชาวบ้านกับทางราชการยังเห็นร่วมกัน ณ ราคาไร่ละ 500,000 บาท การที่รัฐบาลใช้อำนาจแจกโฉนดชุมชนจึงทำให้ประเทศสูญเสียเงินถึง 900 ล้านบาท
ชุมชนบุกรุก: ยิ่งทำผิดกฎหมาย ยิ่งได้ดี
โฉนดชุมชนถือเป็นกลอุบายที่อ้างความจนมาเอาสมบัติของชาติไป ในกรณีปกติ กว่าประชาชนทั่วไปจะมีบ้านเป็นของตนเองได้ ต่างจะต้องเก็บหอมรอมริบ ถ้าจะซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ใจกลางเมืองก็จะซื้อได้แค่ห้องชุดขนาดเท่าแมวดิ้นตาย ถ้าจะซื้อทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยวก็ต้องออกไปไกลถึงชานเมือง จะไปทำงาน ก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด กว่าจะกลับถึงบ้านแสนรักที่ลงทุนทั้งชีวิตซื้อไว้ ก็มืดค่ำ รุ่งขึ้นก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดอีก วนเวียนยากลำบากอยู่อย่างนี้
แต่สำหรับชุมชนแออัดที่รัฐบาลจะนำมาเข้าโครงการโฉนดชุมชนนั้น เป็นชุมชนบุกรุกผิดกฎหมายที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่สามารถเดินทางสะดวกด้วยระบบรถไฟฟ้า เจ้าของบ้านในชุมชนเหล่านี้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่ามาหลายสิบปี ประหยัดเงินส่วนตัวไปได้หลายแสนบาท ราวหนึ่งในสามยังเก็บกินประโยชน์จากการให้เช่าบ้านราคาดี เดิมทีหากชุมชนเหล่านี้สามารถเช่าที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาก็ดีใจหายแล้ว แต่พวกเขากลับจะโชคดีดั่งถูกรางวัล จะได้สมบัติของแผ่นดินไปในนามโฉนดชุมชน
อย่าให้คนอยู่ป่าเขา ฉวยโอกาส
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว แทบไม่มีหมู่บ้านชาวเขาอยู่บนเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้มีมากมาย บุกรุกกันเพิ่มแทบทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางแห่งกลายเป็นเมืองไปแล้ว อย่างนี้จะบอกว่าชาวเขาอยู่อย่างพอเพียง รักษาป่า ไม่ขยายตัว ได้อย่างไร แผ่นดินไทยคงไม่กว้างใหญ่ให้เหยียบย่ำทำกินได้เท่าความโลภของคน ประเทศจะปล่อยให้ชุมชนขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ คงไม่ได้
ป่าเขา แม่น้ำ หนอง บึง ชายทะเลหรือทรัพยากรธรรมชาติ เป็นของทุกคนในชาติโดยไม่แบ่งแยก ไม่ใช่ของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ถ้าแต่ละชุมชนอ้างสิทธิ์เฉพาะตน ชุมชนอื่นและประชาชนไทยโดยรวมก็เข้าไม่ถึงทรัพยากร ของหลวงคือสมบัติของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ให้ใครอยู่ใกล้ทรัพยากร ก็มือใครยาว สาวได้สาวเอา จนไม่เหลือหรอไว้ให้ลูกหลานในอนาคต เราต้องคิดเสียใหม่ว่า ของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรถือครอง ไม่ว่าตนจะเป็นคนรวยหรือคนจน ของส่วนรวม ของหลวงก็คือสมบัติของประชาชนไทยที่ต้องรักษาไว้เพื่อทุกคน
กลอุบายแยบยล: อ้างความจน
คนที่มารับประโยชน์จากโครงการโฉนดชุมชนนั้นไม่ได้เป็นคนยากจนดังอ้าง เช่น จากผลวิจัยหนึ่งพบว่า ชาวบ้านชุมชนคลองโยง มีรายได้หัวละ 6,278 บาท โดยที่ครัวเรือนหนึ่งมีประชากร 4.5 คน ก็เท่ากับมีรายได้เดือนละประมาณ 28,000 บาท ซึ่งรายได้ขนาดนี้สามารถซื้อบ้านในตลาดเปิดได้ ณ ราคา 2 ล้านบาท (โดยสมมติให้กู้ได้ 85% ของราคาบ้าน ณ อัตราดอกเบี้ย 6% ผ่อน 20 ปี) นอกจากนี้ทุกครอบครัวยังมีรถปิกอัพ 1.5 คัน และมีรถยนต์ 1.1 คัน แม้แต่ชาวบ้านในชุมชนแออัดบุกรุก ซึ่งผู้เขียนเคยสำรวจไว้ให้กับองค์การสหประชาชาติก็พบมีรายได้ระดับกลาง ในบ้านมีสิ่งอำนวยสะดวกแทบจะครบถ้วน ไม่ใช่คนยากจนดังที่เข้าใจ
โครงการโฉนดชุมชนจึงไม่ได้พุ่งเป้าไปช่วยคนจน เช่น ชาวนายากจนที่เช่านาหรือขาดที่ทำกินจริง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป รัฐบาลควรสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้กับคนเร่ร่อนไร้บ้านในเมือง คนงานก่อสร้าง คนงานตัวเล็กตัวน้อย คนจนในเมืองที่ต้องเช่าที่ซุกหัวนอนถูก ๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แทบไร้คนสนใจในสังคม คนเหล่านี้ต่างหากที่รัฐจำเป็นเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนโดยเฉพาะ แต่โดยที่คนเหล่านี้อาจไม่มีกระทั่งบ้านเลขที่ จึงไม่อาจเป็นกลุ่มก้อนที่ฝ่ายการเมืองจะไปหาเสียงด้วยการล่อด้วยโฉนดชุมชน
ทำลายระบบโฉนดที่ดิน
โฉนดชุมชนนี้ยังทำลายหลักการออกโฉนดที่ดินที่ออกโดยพระพุทธเจ้าหลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2444 หรือร้อยกว่าปีก่อน และเป็นระบบโฉนดที่ดินที่พัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระบบโฉนดที่ดินที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โฉนดที่ดินเป็นการให้กรรมสิทธิ์สมบูรณ์แก่ผู้ถือครองเพื่อให้ไว้เป็นทุนทรัพย์ สามารถจำนอง จำหน่ายจ่ายโอนได้ในยามจำเป็น หรือหากมีฐานะดีขึ้นก็สามารถที่จะซื้อที่ดินเพิ่มเติมได้
โฉนดชุมชนยังถือเป็นการสร้างความไร้ขื่อแปของการจัดการที่ดิน แทนที่ชาวบ้านจะสามารถซื้อที่ดินเป็นทุนของตนเองแบบโฉนดทั่วไปเช่นคนอื่น กลับได้โฉนดชุมชนกำมะลอนี้ขึ้น ในกรณีคลองโยง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เลิกทำนา ที่ดินดังกล่าวก็คงมีสภาพเป็นนาร้าง หรือผู้ครอบครองแต่ละรายอาจเช่าให้ผู้อื่นมาใช้ประโยชน์ในทางอื่น ซึ่งคงเหลือผู้คัดค้านเพียงน้อยรายที่ยังอาจทำการเกษตรอยู่
ทำลายระบอบประชาธิปไตย
การอ้างสิทธิชุมชนลอย ๆ เป็นอนาธิปไตย สร้างความไร้ขื่อแป เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการสร้างความไร้ขื่อแป เอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าอนาธิปไตย เป็นการหักล้างระบอบประชาธิปไตยโดยคนส่วนใหญ่ แต่กลับไปติดสินบนคนส่วนน้อย เพื่อหาเสียง เพื่อให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เข้าใจว่าเป็นการช่วยประชาชน แต่แท้จริงเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มกฎหมู่ที่ไม่ใช่คนจนเป็นสำคัญ
ในระบอบประชาธิปไตยนั้นที่ถือมติของคนส่วนใหญ่ ก็ใช่ว่าคนส่วนใหญ่จะบีฑาคนส่วนน้อย ทุกคนมีศักดิ์ สิทธิ์และประโยชน์ของตนโดยเท่าเทียมกัน ประเทศสามารถให้ความอนุเคราะห์พิเศษแก่คนส่วนน้อยในฐานะที่เป็นผู้ขาดแคลน เช่น กรณีพิบัติภัย หรือกรณีคนส่วนน้อยที่เป็นคนยากจนและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ แต่สำหรับโฉนดชุมชน เรากลับจะให้อภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่ไม่ได้มีฐานะยากจน มาฉวยทรัพยากรของชาติและประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
ข้อสังเกตส่งท้าย
หลังจากมีโฉนดชุมชนคลองโยงแล้ว อาจมีการแอบอ้างเอาอย่างในการเอาสมบัติของแผ่นดินไปแบ่งกันในพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคตอีก แต่เชื่อว่าคงเลียนแบบกันได้ไม่มาก เพราะในความเป็นจริง บุคคลก็ย่อมต้องการโฉนดที่ดินที่ให้กรรมสิทธิ์สมบูรณ์เพื่อเป็นทุนทรัพย์มากกว่า โฉนดชุมชนคงไม่ใช่ทางออกที่เป็นจริงในการจัดการที่ดินของประเทศ ไม่อาจถือเป็นแบบอย่างที่เลียนแบบได้ทั่วไป
โดยสรุปแล้วโฉนดชุมชนหาใช่นวัตกรรมการบริหารรัฐกิจ ผู้ได้รับประโยชน์ไม่ใช่ไม่ใช่คนจนแต่เป็นคนส่วนน้อย เช่น ชาวนาชั้นกลาง ชาวชุมชุนบุกรุกที่หลายคนมีบ้านให้เช่า หรือแม้แต่ชาวเขาที่ไม่ได้ยากจน โฉนดชุมชนยังทำลายระบบโฉนดที่ดินและทำลายระบอบประชาธิปไตยเพื่อกฎหมู่ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ควรดำเนินการออกโฉนดลักษณะนี้อีกต่อไป
บางคนอาจบอกว่า ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะรัฐบาลที่ทำโฉนดชุมชนไปซะแล้ว แต่จริง ๆ ข้าราชการประจำหรือพนักงานราชการที่ทำด้านนี้ ก็อาจตั้งแท่นได้เสมอ ถ้ารัฐบาลใหม่จะแสวงหาผลงานแบบง่าย ๆ สุกเอาเผากินเพื่อหาเสียง เข้าทำนอง “ผีกับโลง” ก็เสร็จพวกนี้อีก ดังนั้นเราจึงควรรู้ทันแนวคิดที่ควรทบทวนนี้
ประเทศไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ชาวไทยควรช่วยกันรักษา
โคตรตระกูลไอ้ทักษิณนับว่าเป็น
โคตรตระกูลไอ้ทักษิณนับว่าเป็นซูเปอร์เอกอัครมหาโคตรอมตะนิรันดร์เหี้ย เลว ชั่ว บัดซบ โกง จัญไร โฉด จริงไหมครับท่านชัยสิทธิ์
โสภณ พรโชคชัย
[quote=โสภณ พรโชคชัย]อย่าเข้าใจผิด ทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ใช่ของพวกคุณ
ไม่ใช่ของชุมชน (พวกคุณรวมกันเป็นกฎหมู่)
แต่เป็นของประเทศชาติโดยรวม
ไม่ใช่พวกคุณอยู่ใกล้ทรัพยากร
แล้วก็จะเขมือบไว้เอง
หน้าด้านมากครับผม[/quote]
ใช่มันไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ถูก
แต่การจะให้สัมปะทานใครไป มันต้องคุยกับชาวบ้านที่เขาได้รับผลกระทบ
ไม่ใช่มาขุดเอาไป แล้วทิ้งมลพิษไว้ให้ชาวบ้าน ดินก็เสียปลูกอะไรไม่ได้
แล้วชาวบ้านก็ไม่ได้อะไรตอบแทนเลย มีแต่เสียกับเสีย มันเหมือนโดนข่มขืน
แร่มันอยู่ในชุมชน ถึงคุณจะให้ใครมาขุดเอาไป มันก็ต้องคุยกับชาวบ้าน
ว่าเขาจะได้อะไรตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไร ค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
ไม่ใช่คุยกันแต่คนอนุมัติ กับนายทุน สองฝ่าย ชาวบ้านจะเป็นยังไง "ช่างแม่มัน"
โสภณ พรโชคชัย
[quote=โสภณ พรโชคชัย]อย่าเข้าใจผิด ทรัพยากรธรรมชาติ
ไม่ใช่ของพวกคุณ
ไม่ใช่ของชุมชน (พวกคุณรวมกันเป็นกฎหมู่)
แต่เป็นของประเทศชาติโดยรวม
ไม่ใช่พวกคุณอยู่ใกล้ทรัพยากร
แล้วก็จะเขมือบไว้เอง
หน้าด้านมากครับผม[/quote]
งั้นก็ออกกฎหมายแบบนี้เลยไหมครับ
- ห้ามชาวดอยและคนพื้นราบเข้าไปหาเห็ดหาหน่อไม้หรือเก็บผักหักฟืนจากป่า เพราะของป่าและป่าไม้เป็นทรัพยากรส่วนรวม
- ห้ามชาวบ้านผันน้ำจากลำห้วยเข้าเรือกสวนไร่นาเพราะสายน้ำเป็นของทุกคน ไม่มีสิทธิเอาไปใช้ส่วนตัวเด็ดขาด
- ชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงไม่มีสิทธิจับปลาในแม่น้ำและทะเลเป็นอาหาร เพราะสัตว์น้ำเป็นทรัพยากรส่วนรวมเช่นกัน
และ ฯลฯ
พอใจไหมครับท่าน?