ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนจบ)

\วิจักขณ์ พานิช\" สัมภาษณ์ \"อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์\" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 5 (ตอนจบ) คุณธรรมในสังคมประชาธิปไตย ๕) คุณธรรมในสังคมประชาธิปไตย วิจักขณ์: กรณีที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก คือ เรื่องธรรมาธิปไตย กับประชาธิปไตย วรเจตน์: อันนั้นเป็นกรณีนึงที่ผมไม่เห็นพ้องด้วย หากจะบอกว่าประชาธิปไตยนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเป็นธรรมาธิปไตย ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่คุยกันคนละระนาบ คนละระดับ จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เพราะการอ้างธรรมาธิปไตยลอยๆ เนี่ย สุดท้ายมันก็จะมีคำถามขึ้นมาว่า แล้วใครเป็นผู้ปกครอง แล้วคุณบอกว่าผู้ปกครองต้องมีธรรมะ แล้วคุณจะวัดธรรมะกันยังไง ผู้ปกครองที่มีธรรมะในด้านนึง แต่อีกด้านนึงกดขี่ช่วงชั้น หรือแบ่งชนชั้นของคน พูดง่ายๆ คือ คุณเป็นผู้ปกครองที่มีธรรมะ แต่คุณเห็นคนไม่เท่ากัน อย่างนี้จะยังถือว่าเป็นผู้ปกครองที่ดีได้มั๊ยในสังคมโลกสมัยใหม่ เห็นมั๊ยฮะ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทย คือ เรามีคนชนชั้นนึงอยู่สูงกว่า มีระดับเหนือกว่า แล้วก็มีหน้าที่ของเขา ที่นี่คนที่สูงกว่าก็จะแบ่งปันประโยชน์ต่างๆ ให้ เลี้ยงคนที่ต่ำกว่า ถ้าอยู่ในตระกูลใหญ่ก็ชุบเลี้ยง แล้วคุณก็อยู่อย่างนั้นไปนะ ระลึกถึงบุญคุณของการชุบเลี้ยง แล้วก็มีอิสระไปประมาณนั้น คือ สังคมเรายังมองในลักษณะการอุปถัมภ์อยู่เยอะ ความคิดแบบนี้มันก็อยู่ในโครงสร้างของประเทศด้วย แต่พอว่าโอเค เราคิดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกัน แล้วความแตกต่างกันในเรื่องการศึกษา เรื่องชาติกำเนิด เรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ มันไม่ได้เป็นประเด็นในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อการปกครอง คนที่เป็นคนดีเหล่านี้ก็รับไม่ได้ เค้าจะรู้สึกว่าเพราะคนเหล่านี้มีคุณธรรมไม่เสมอกับเขา หรือมีความรู้ไม่เท่ากับเขา แล้วเขาก็จะกดเอาไว้ ซึ่งอันนี้ผมว่ามันผิดนะ วิจักขณ์: คือมันก็เกี่ยวข้องกับบริบทด้วยหรือเปล่าครับ คำสอนพุทธศาสนาที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในโลกตะวันออก ก็เข้ามาเติบโตในสังคมแบบชนชั้นมาตลอด (วรเจตน์: ใช่.. ถูกต้อง) ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาแบบไทยเราก็มักจะพูดแต่ทำนองว่า พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะพระมหากษัตริย์องค์นั้นองค์นี้อุปถัมภ์ค้ำจุนและเผยแพร่ แต่มันไม่ได้มีการตีความคำสอนที่ลงมาจนทำให้เห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงในเรื่องโครงสร้างชนชั้นทางสังคมอย่างที่อาจารย์ว่ามา วรเจตน์: ผมคิดว่าใช่ ซึ่งในความจริงพระพุทธเจ้าก็วางหลักเกณฑ์เรื่องนี้เอาไว้ใช่มั๊ยฮะ คนไม่ว่าจะเกิดในวรรณะไหน ถ้ามาบวชในพุทธศาสนา ก็เป็นการเลิกระบบวรรณะ ให้เคารพกันตามใครบวชก่อนบวชหลัง ซึ่งผมถือว่านี่เป็นการปฏิวัติวิธีคิดของสังคมแบบพราหมณ์ที่วางชนชั้นและกำหนดภาระหน้าที่ของแต่ละชนชั้นเอาไว้ ผมก็คิดว่านี่คือความก้าวหน้าหรือการปฏิวัติ ซึ่งก็คือความเสมอภาคนั่นแหละ มันก็คือความเสมอภาคในชุมชนของสงฆ์ และภายใต้ความเสมอภาคนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการปกครองนะ แต่เป็นในแง่ที่ว่าไม่เอาชาติกำเนิดมาเป็นเครื่องแบ่งแยกสถานะบุคคลอีกต่อไป คือทุกคนก็เป็นภิกษุสงฆ์เหมือนกัน และอยู่ภายใต้ธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าสอนขึ้นเหมือนกัน มันก็คล้ายๆ กับความเสมอภาคภายใต้กฏหมายหรือ Equality Before the Law เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไอเดียแบบนี้ พอเรารับพุทธศาสนามาแล้ว มันไม่ได้มาด้วย คือคุณค่าที่จริงๆ มันควรจะเป็นคุณค่าสากลเนี่ย มันไม่มา มันกลับเอาเข้ามา ในแง่ของการผสมผสานกับระบบปกครองแบบพราหมณ์ แบบมีชนชั้น แล้วมันก็มาเป็นลำดับ เราจะไม่เคยปลอดจากตรงนี้เลย เพราะว่าไอ้ความคิดแบบนี้มันไปสนับสนุนอำนาจของชนชั้นปกครอง วิจักขณ์: กลายเป็นว่าตัวหลักการทางศาสนาจริงๆ มันก็เป็นอุดมคติเล็กๆ อยู่ในเฉพาะชุมชนสงฆ์ แต่พอรับอุดมคติหรือหลักการนั้นเข้ามาในสังคม เราก็ไม่ได้รับเอามาทั้งหมด ไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจทั้งหมด แต่เหมือนเลือกหยิบเอามาเฉพาะที่ชอบ วรเจตน์: ใช่ ดึงมาเป็นบางส่วน เฉพาะที่ชนชั้นปกครองจะได้ประโยชน์ มาอบรมพร่ำสอน อย่างในพระไตรปิฎกเนี่ย มีข้อความบางส่วนที่เราอ่านดูก็จะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน มันขึ้นอยู่กับบริบทที่พระพุทธเจ้าสอนด้วยว่า สอนใคร สอนที่ไหน มันจะต้องทำความเข้าใจให้ดี แต่เวลาคนดึงมา ดึงข้อธรรมมาใช้ เพื่อรับใช้ตอบสนองวัตถุประสงค์ในการปกครองในช่วงยุคช่วงสมัยหนึ่ง คือดึงธรรมะส่วนๆ แบบนี้มาใช้เป็นเครื่องมือ ผมว่ามันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด บ้านเราก็เลยเป็นแบบนี้ แล้วพอเราก่อตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมา ลองสังเกตดูว่าคณะสงฆ์ในบ้านเราจึงรับเอาโครงสร้างระบบการปกครองแบบโลกย์เข้าไปเต็มที่เลย แล้วก็ถามว่ามันประสบความสำเร็จมั๊ยในการปกครอง ผมว่าทุกวันนี้มันก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แล้วยิ่งโลกมันวิวัฒนาการไป มันยิ่งเข้าใกล้กันมากขึ้น เรื่องทางโลกย์หลั่งไหลเข้าไปในศาสนจักรมากขึ้น หลายอย่างก็เสื่อมเสียไปหมด มีการตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นชั้นๆ มากมาย เลียนแบบระบบราชการในทางโลกย์เลย ทั้งที่ความจริงแบบนี้มันควรให้มีให้น้อยที่สุด ถ้ามีก็เพื่อประโยชน์ในแง่ของการปกครองเท่านั้นเอง วิจักขณ์: ก็จะมีบางคนบอกว่าธรรมะก็ควรถูกนำมาประยุกต์ให้ตรงกับบริบทของเรา คือ ถ้าบ้านเรามีระบอบการปกครองแบบนี้ มีวัฒนธรรมความเป็นไทยแบบนี้ ธรรมะก็ต้องถูกนำมาใช้ให้คนมีความสงบสุขในระบอบแบบนี้ แต่ฟังที่อาจารย์พูด มันก็เป็นอีกด้านนึง คือ ที่พูดถึงเรื่องความเป็นธรรมของรูปแบบของการอยู่ร่วมกันด้วย วรเจตน์: คือ มันมีคุณค่าบางอย่างแฝงอยู่ในพุทธศาสนา ผมเข้าใจว่าแม้พุทธศาสนาเองให้คำตอบบางส่วนแก่สังคม แต่เป้าหมายของพุทธศาสนาเนี่ยในความรู้สึกของผม ลึกๆ แล้วเนี่ย ก็ยังเป็นเรื่องของตัวปัจเจกเสียมาก บางทีเราชอบพูดว่าเรื่องปัจเจกเป็นเรื่องโลกตะวันตก ผมกลับคิดว่าความเป็นปัจเจกเนี่ยเป็นเรื่องโลกตะวันออกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในพุทธศาสนา เพราะธรรมะมันก็รู้ได้เฉพาะตน มันก็บรรลุไปเฉพาะตน พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องการบรรลุธรรมแบบเป็นกลุ่มใหญ่ๆเลย ไม่มีการบรรลุธรรมไปพร้อมๆ กันทั้งสังคม มันไม่ได้ คือ สุดท้ายการไปบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดในพุทธศาสนา ก็เป็นเรื่องของปัจเจกอยู่ดี ดังนั้นคำสอนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของการฝึกตน แต่แน่นอนมันมีคำสอนจำนวนหนึ่งซึ่งพูดถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งผมเข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับการเลือกเอามา และอ้างถึงในบริบทไหน แต่การพยายามลากคำสอนนึงมาตอบทุกเรื่องในสังคม ผมว่ามันไม่ถูกต้อง วิจักขณ์: แล้วด้วยจุดที่มุ่งเน้นไปที่ปัจเจกมากกว่าสังคมของพุทธศาสนา หรือการเอื้ออิงอยู่กับระบบอุปถัมภ์ มันจะเป็นอุปสรรคต่อสังคมประชาธิปไตยในปัจจุบันมั๊ยครับ วรเจตน์: ผมว่าพุทธศาสนาก็ไม่ได้มีอะไรขัดกับความเป็นประชาธิปไตยนะ มันไปด้วยกันได้อยู่แล้ว อย่างที่บอกไป ผมมองว่าคำสอนของศาสนาพุทธกับ Stoicism เนี่ยมีหลายส่วนที่คล้ายๆ กัน แล้วเราปฏิเสธไม่ได้ว่า Stoic เนี่ย คือ คนซึ่งให้กำเนิดความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความคิดที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยเสรี ไม่มีใครเกิดมาเป็นทาส ให้กำเนิดความคิดเรื่องความเป็นพี่เป็นน้องระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วแนวคิดแบบ Stoic นี่แหละที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงในบางยุคสมัย เช่น การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ทำให้เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันใช้เวลานานเหมือนกัน เป็นพันปี แต่ว่าท้ายที่สุดแก่นความคิดของมันก็ถูกเอามาใช้ ศาสนาพุทธมันก็มีแก่น มันก็มีคำสอนแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ดึงเอาตรงนี้ออกมา คำอธิบายหรือการตีความที่ออกมาในทางประชาธิปไตยเนี่ยยังทำกันน้อย สังเกตมั๊ยฮะ การตีความคำสอนทางพุทธศาสนาที่เราทำส่วนใหญ่มักไปสนับสนุนอำนาจของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างเช่นเรื่องทศพิธราชธรรม เราดึงชุดคำอธิบายแบบนั้นออกมาเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเราตีความ และดึงเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกที่สนับสนุนหลักประชาธิปไตยมาใช้ มาอธิบายให้มากขึ้น หรือส่งเสริมให้มีการศึกษามากขึ้น มันก็จะกลายเป็นคุณค่าที่สนับสนุนสังคมประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งผมว่ามันก็เป็นไปได้นะ วิจักขณ์: ซึ่งดูๆ แล้วสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ที่อยู่ภายใต้การตีความพุทธศาสนาอยู่ดี วรเจตน์: ใช่ มันเป็นเรื่องของการตีความ การดึงเอาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในหลักคำสอนนั้นออกมาให้มันรับกัน มันมีคำสอนตั้งหลายอย่าง เช่น ความเมตตากรุณา การเคารพซึ่งกันและกัน การไม่เลือกชนชั้นวรรณะ... คำสอนพวกนี้จะต้องถูกดึงเอามาใช้ให้มันมากขึ้น ศึกษาอภิปราย ขยายความด้วยเหตุและผลมากขึ้น มันก็จะสนับสนุนพัฒนาการทางประชาธิปไตย ทำให้คนนั้นเคารพกัน เป็นคนโดยสมบูรณ์มากขึ้น คือปัญหาของประชาธิปไตยไทยทุกวันนี้ เป็นปัญหาเรื่องการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรายังเห็นว่าคนไม่เท่ากัน คือผมไม่ได้บอกว่าคนทุกคนเกิดมาเหมือนกัน โอเคในทางศาสนาก็อาจจะเป็นความเชื่อในเรื่องกรรม คือคนเราก็มีความต่างกันตรงนี้อยู่ แต่ว่าไอ้ความต่างกันตรงนั้นมันไม่ได้ไปกระทบต่อสารัตถะความเป็นมนุษย์ แล้วถ้าเรารู้จักกระตุ้นตรงนี้ให้มาก ยอมรับกันตรงนี้ให้มาก มันก็จะทำให้สังคมมันไปได้ แต่คนจำนวนนึงในสังคมไทยตอนนี้รับตรงนี้ไม่ได้ เขารับไม่ได้ที่คนขับแท็กซี่จะมีคะแนนเสียงเท่ากับคนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือชาวบ้านในต่างจังหวัดจะมีคะแนนเสียงเท่ากับคนกรุงเทพ วิจักขณ์: ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หกตุลา หรือ ค่านิยมการเห็นคนไม่เท่ากัน มันทำให้ผมสงสัยเหมือนกันนะฮะว่า เราเป็นเมืองพุทธมาภาษาอะไร ทำไมความรู้สึกเห็นแก่ตัว ดูถูกคน มันฝังรากอยู่ มันเป็นไปได้ยังไง วรเจตน์: ใช่ สังคมเราเป็นแบบนี้ วิจักขณ์: เพราะคำสอนพุทธศาสนามันไม่เวิร์ค หรือเป็นไปได้ไหมว่าพุทธศาสนาบ้านเรามักถูกตีความผ่านอุดมการณ์ชุดหนึ่งอยู่ตลอดเวลา วรเจตน์: เป็นไปได้ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ นะ การเน้นเรื่องการบริจาคทานเนี่ย มันเป็นเรื่องของการทำบุญให้กับคนที่ด้อยกว่า แล้วก็ทำให้ตัวเองได้บุญ ได้ไปสูงขึ้น อีกด้านนึงมันเท่ากับว่าเป็นการกดให้มันยิ่งต่างกันออกไป แทนที่จะสอนว่า โอเค ทำทานก็ทำทาน ทำให้จิตใจบริสุทธิ์ ดีงาม แล้วก็จบ ไม่ได้เป็นเรื่องบุญคุณ ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรเลย ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะไปสวรรค์อะไรหรอก แล้วเราก็ไม่ได้ยึดติดกับมันว่าเราทำ เป็นบุญของเรา ถ้าเราเน้นกันแบบนี้มากขึ้น สังคมเราก็จะดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าบ้านเราไม่ได้เป็นแบบนี้ เป็นเรื่องของการสะสมบุญกันไป เป็นการทำบุญเพื่อหวังผลเข้าตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นการทำบุญเพื่อสละ รู้จักการแบ่งปันให้กับคนอื่นที่เขาเดือดร้อนกว่า แล้วก็ไม่ได้เป็นบุญคุณอะไร ไม่ได้หวังอะไรเข้าตัวเอง นอกจากทำให้จิตใจเราเบา จิตใจเราสะอาดขึ้น หรือไม่ต้องคิดอะไรเลยดีที่สุด (เน้น) ก็ทำไป แค่นั้นก็จบ วิจักขณ์: ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ทำไมพุทธศาสนาที่พูดเรื่องจิต (consciousness) หรือจิตสำนึกเชิงปัจเจกมาก แต่ไม่รู้ทำไมเราจึงไม่ค่อยได้เห็นเรื่องจิต พัฒนาไปสู่จิตสำนึกร่วมกันทางสังคม (social consciousness) กลายเป็นว่าศาสนาทำให้คนคิดถึงแต่ตัวเอง เสียสละตัวเองเพื่อส่วนร่วมน้อยลง เห็นแก่ตัวมากขึ้น ถ้าเสียสละอะไรแล้วตัวเองเดือดร้อน ก็รู้รักษาตัวรอดจะดีกว่า แต่พอฟังที่อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องการทำทาน มันทำให้เห็นว่า ถ้าเราทำจริง ทำโดยเป็นการฝึกใจเราไปด้วย โดยไม่ได้หวังอะไรเข้าตัว ใจมันก็จะกว้าง และพัฒนาไปสู่ความเป็น social consciousness ในที่สุด วรเจตน์: ใช่... เราจะรู้จักเสียสละ และรับใช้ผู้อื่น โดยไม่ได้หวังอะไร เหมือนกับเป็นการเอื้ออาทรเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสากลนะ ไม่ใช่เรื่องที่มีแต่ทางพุทธ ทุกศาสนาเค้าก็มีนะ เรื่องความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอื้ออาทรกัน ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเฉยๆ มันไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลยจริงๆ วิจักขณ์: ซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่าคำสอนทางศาสนาสามารถนำเราไปได้ทั้งสองทาง คือ จะทำให้คนในสังคมเห็นแก่ตัวขึ้นก็ได้ หรือจะทำให้เอื้ออาทรต่อกันมากขึ้นก็ได้ วรเจตน์: ใช่ มันไปได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับการตีความ การเน้นย้ำ การสอน ซึ่งสอนแบบที่เราเห็นสอนๆ กันมันง่ายกว่าไง มันง่ายกว่าในการเข้าใจรับรู้ คือว่ามนุษย์ถึงจะดำรงชีวิตในระดับสติปัญญา เราก็ยังเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดหลายๆอย่าง บางทีมันก็อาจจะไปในทางนั้น แต่ถ้าเราช่วยกัน ขยายความเข้าใจ และการปฏิบัติต่อกันในทางนี้ให้มากขึ้น ปรับการตีความ ดึงเอาคุณค่านี้ออกมาให้มันมากขึ้น มันก็พัฒนาไปได้ แล้วสุดท้ายผมว่านะ ความเป็นสากลของเรื่อง คือ สุดท้ายมันก็ไม่ได้ยึดติดอะไร เพราะเราเข้าใจมันรอบทั้งหมด ซึ่งก็คือแก่นสุดท้ายของพุทธศาสนา วิจักขณ์: อาจารย์วรเจตน์เคยพูดว่า “สังคมมนุษย์เรา สุดท้ายก็จะพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมประชาธิปไตยทั้งหมด ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว” อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายตรงนี้นิดนึงครับ วรเจตน์: คือ มนุษย์เนี่ยฮะ วันนึงถ้าเค้าตระหนักรู้ เค้าก็จะรู้สึกว่า ตัวเราและทุกคนเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน พูดง่ายๆ คือ มนุษย์เราเกิดมามันมีเซ้นส์เรื่องการรักในเสรีภาพ ความยุติธรรม ไม่ชอบถูกกดขี่ข่มเหง ทุกคนต้องการเข้าถึงความสุข เข้าถึงอิสรภาพเหมือนกันหมด เพียงแต่ช่วงเวลาหนึ่งเมื่อถูกกดทับอยู่ มันก็ไม่รู้หรอก แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็เชื่อในธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะไปสู่ความเป็นเสรี มันจะพัฒนาไปแบบนั้น เพียงแต่ว่ามันจะไปช้าไปเร็วเท่านั้นเอง แต่ที่สุดนั้น มันก็จะไปสู่จุดนั้นจนได้ ในจุดที่ว่าคนยอมรับความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ยอมรับในเสรีภาพของกันและกัน เพราะการยอมรับเสรีภาพในคนอื่นเท่ากับยอมรับว่าตัวเราเองก็มีเสรีภาพ คือสังคมมนุษย์มันก็จะเดินไปสู่จุดนั้น ในทุกๆ ที่ แล้วทุกคนก็จะมามีส่วนร่วมกันในการปกครองตัวของเขาเอง วิจักขณ์: แล้วอาจารย์ว่าถ้าสังคมที่พยายามจะไม่ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยล่ะ สังคมนั้นจะรุ่งเรืองทางจิตวิญญาณได้มั๊ย? วรเจตน์: แล้วรุ่งเรืองทางจิตวิญญาณในแง่ไหนล่ะ วิจักขณ์: ก็อาจจะเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ... คุณลักษณะพวกนั้น วรเจตน์: (คิดนาน) แต่ว่า... บางที... คือดีในลักษณะแบบนั้นเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่า ในความดีนั้น มันไปทำร้ายคนอื่นด้วยหรือเปล่า เวลาอยู่ในสังคม วิจักขณ์: หรือไม่บางทีเขาเองอาจไม่ได้ไปทำร้ายใคร แต่ความดีแบบนั้นมันอาจไปสนับสนุนโครงสร้างทางสังคมให้ทำร้ายคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้หรือไม่อยากจะรับรู้... วรเจตน์: ใช่ ใช่ ในเชิงโครงสร้าง คือว่าปัญหาทุกวันนี้ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเหมือนกัน ยกตัวอย่าง ในโครงสร้างแบบที่เป็นอยู่ คนที่อยู่ในโครงสร้างนี้ เขาก็รู้สึกว่าเขาก็ดี เขาก็ได้ประโยชน์ พูดง่ายๆ เขาไม่ต้องดิ้นรนอะไรไง เขาก็อยู่ของเขา สบายไปวันๆ แต่ว่าก็เพราะเขาอยู่ในโครงสร้างสังคมแบบนี้แหละ ที่มันไปกดทับคนข้างล่างอยู่ มันก็คือการเอาเปรียบคนข้างล่าง โดยที่เขาไม่รู้ตัว บางทีผมยังคิดเลย อย่างผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มันก็เหมือนอยู่อีกชนชั้นนึงนะ เราก็ไปประชุมได้เบี้ยประชุม มันก็มาจากเงินที่คนอื่นเขาทำงานมาทั้งนั้น โครงสร้างแบบนี้ก็ให้ประโยชน์บางอย่างที่เราได้รับ เราได้พอเหมาะพอประมาณกับสิ่งที่เราทำมั๊ย เราได้เยอะเกินไป หรือได้น้อยเกินไป ถ้าเทียบกับการกระจายให้คนข้างล่าง วิจักขณ์: ซึ่งพอเริ่มคิดมันก็เยอะนะอาจารย์ (หัวเราะ) ประมาณว่ามันดูจะไม่มีจุดสิ้นสุดเลย จนหลายคนอาจทักว่า “เฮ้ย คิดมากไปรึป่าว” หรือ “คิดมาก ทุกข์เปล่าๆ”อะไรแบบนี้ วรเจตน์: หรือ หาเรื่องใส่ตัว .... ซึ่งก็จริง ก็อาจจะเป็นไปได้ ผมก็สังเกตนะหลายคนก็มาจากข้างล่าง แล้วก็ขยับขึ้นมาสู่ชนชั้นสูง แล้วก็ไปกดคนข้างล่างต่อ บางทีเขาก็กดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เขาก็รู้สึกว่าเขาหลุดออกมาจากตรงนั้นมาแล้ว เขามีสิทธิ์ เพราะเขาใช้ความพยายามของเขาในการถีบตัวเองขึ้นมาในโครงสร้างแบบนี้ เมื่อพยายามจนสำเร็จ มันก็เป็นสิทธิประโยชน์ที่เขาควรจะได้ เขาก็ไม่คิดอะไรมาก ก็มีนะแบบนี้ ซึ่งผมว่าเยอะด้วย แล้วชีวิตเขาก็ไม่ทุกข์นะ คนคิดเยอะๆ อย่างผมเนี่ย ก็อาจจะอยู่ไม่สบาย ผมรู้สึกว่าคนที่อยู่ไปไม่ต้องคิดอะไร ไม่ซีเรียสกับอะไรเลย บางทีก็กลับอยู่สบายว่า แต่ว่า...สุดท้ายเนี่ย มันก็ย้อนกลับมาที่คุณค่าของความเป็นคน ซึ่งมันก็แล้วแต่ เพราะแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน ให้คุณค่ากับชีวิตไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่รู้ว่าผมคิดผิดหรือคิดถูก ที่พยายามจะเปลี่ยนเท่าที่กำลังเราจะทำได้ เพียงแต่ว่าผมอาจจะมีความรู้สึกกับเรื่องยุติธรรม-ไม่ยุติธรรมค่อนข้างเยอะ บางอย่างมันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นธรรม มันผิด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้ทุกอันเท่ากันเป๊ะหมด มันเป็นไปไม่ได้ แต่จะปรับในลักษณะที่ว่า คนที่ทุกข์ยากจากโครงสร้างเหล่านี้เหลือน้อยลง ถ้ามันปรับตรงนี้ได้ โอเค จะมีการกระจายประโยชน์ที่เป็นธรรมมากขึ้น แล้วคนก็จะน่าอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้น วิจักขณ์: อย่างเวลาอาจารย์สอนนักศึกษา ศัพท์ทางกฎหมายพวก ยุติธรรม ความเป็นธรรม ความชอบธรรม ฯลฯ สังเกตว่าพอแปลเป็นภาษาไทยจะมีคำว่า “ธรรม” เยอะมาก ซึ่งถ้าในภาษาอังกฤษที่เราแปลมามันไม่มีถูกมั๊ย วรเจตน์: อือ มันก็ไม่เคลียร์นะ เพราะว่าโดยลักษณะถ้อยคำ มันเป็นนามธรรมมากๆ อยู่แล้ว ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเวลาสอนพวกนี้ ผมก็พยายามยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเข้าช่วย แล้วอันนึงที่ผมสอน แล้วนี่ก็อาจจะเป็นหลักธรรมทางพุทธอยู่เหมือนกันนะ ผมบอกว่า “กฏหมาย พอเราใช้ถึงสุดท้ายแล้วเนี่ย ให้เราลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา” กฏเกณฑ์ที่เราจะใช้กับคนอื่น หรือการวินิจฉัยบังคับใช้กับคนอื่น ลองดูว่าถ้าตัวเราเป็นคนถูกวินิจฉัยแบบนั้นล่ะ เรารับได้มั๊ย โดยเป็นกลาง หรือเป็นธรรม ก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันก็คือหลักที่ว่าถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเรายังไง เราก็ไม่ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างนั้น ซึ่งมันอาจจะเรียกว่า ไม่ใช่หลักของการตีความกฏหมายอย่างที่สอนกันมาตามตำรานะ แต่ผมว่านี่มันคือเซ้นส์ของการใช้กฏหมาย คือ ถ้าคุณไม่อยากให้คนที่เป็นศัตรูคุณมาพิพากษาคุณ ถ้าคุณเป็นศัตรูกับใคร คุณก็ไม่เอาตัวคุณไปพิพากษาคนอื่น อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันจะทำให้กฎหมายถูกใช้อย่างเสมอภาคกัน ซึ่งก็เป็นธรรมจริงๆ ในแง่ที่ว่าเราก็เป็นคนที่อยู่ภายใต้ความเป็นธรรมนี้เหมือนกับคนอื่น วิจักขณ์: คำถามสุดท้ายแล้วครับ คำว่า “คุณธรรม” ของอาจารย์คืออะไรครับ วรเจตน์: คุณธรรมคงไม่ใช่เรื่องของการเลี้ยงดูพ่อแม่ ความกตัญญูกตเวที พวกนี้อย่างเดียว แต่มันหมายถึงการที่เราทำด้วยใจบริสุทธิ์เพื่อทำให้สังคมมันดีงามขึ้น เอาเปรียบคนอื่นน้อยลง กระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมมากขึ้น นี่แหละคือคุณธรรม เราไม่เคยเข้าใจคุณธรรมในเซ้นส์แบบนี้ คือเวลาที่เราปลูกฝัง มันไม่ใช่แค่ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คอรัปชั่น อันเป็นคุณธรรมในแง่ของตัวเองที่กำกับตัวเอง แต่ในความเห็นผม คุณธรรมไม่ใช่เฉพาะคุณธรรมที่ passive เฉพาะกับตัวเรา แต่เป็นคุณธรรมที่ active คือ นอกจากคุณจะต้องซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คอรัปชั่นแล้วเนี่ย คุณยังจะต้องทำมากไปกว่านั้นอีก คือ ต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคมลง แม้เราจะเป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรมในแง่นั้น แต่คุณยืนอยู่บนโครงสร้างอันนึงที่เอาเปรียบคนอื่น เราก็ต้องละตรงนั้นลง เพื่อปรับให้มันได้ดุลกัน แล้วมันจะได้อยู่ด้วยกันได้ นี่คือความเสียสละอย่างหนึ่ง ผมว่าสังคมเราไม่เคยพูดถึงคุณธรรมในแง่นี้ .. และนี่คือปัญหา ................................................ ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๑๒ โดยกรอกแบบฟอร์ม ข.ก. ๑ (ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://www.ccaa112.org/ ) พร้อมแนบสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน ส่งไปที่ตู้ป.ณ. 112 ปณฝ. ราชดำเนิน 10200"

Comments

บทความลักษณะนี้

บทความลักษณะนี้ คือของชอบประชาไท ผมอ่านบทความในเวปนี้มาตั้งแต่ ปี 47 จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังเหมือนเดิม แบบนี้สมควรได้โล่ห์ ดีเด่นแล้วครับ เชิญไปรับโล่ จากอีถั่วปากอ้าได้เลย ( อีห้อย ) 555555

เปรียบเทียบผู้นับถือศาสนาพุทธ

เปรียบเทียบผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศไทย ส่วนใหญ่การตีความศาสนาพุทธ ยังไม่ลึกพอ มีส่วนน้อยที่จะเข้าใจถึงระดับศึกษาจากพระไตรปิฎก และเข้าสู่การปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งส่วนใหญ่นับถืออยู่ที่แค่เปลือกและคิดว่าเป็นที่สุดแล้วตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้พระสงฆ์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าถึงที่สุดของพระพุทธศาสนา บ้างก็เข้าใจผิดคิดว่าแบบนี้ที่สุดแล้ว เป็นนิสัยคนไทยที่ไม่ทำอะไรอย่างจริงจังถึงแก่น ก็เลยไม่เคยที่จะรู้จริง เพราะการจริงจังต่อเรื่องต่างๆ ต้องใช้ความพากเพียร และใช้เวลาเพราะไม่ใช่ว่าจะเข้าถึงได้ในทันที ต้องแสวงหา ขวนขวาย ตีโจทย์แตก

กล่าวอีกเป็นครั้งที่พัน
ดีใจที่มีกลุ่มนิติราษฎร์ในสังคม

อ.วรเจตน์

อ.วรเจตน์ เป็นคนที่มีความรู้เรื่องธรรมะดี แต่พอเอามาใช้กับเรื่องการเมืองแล้วกับไม่ได้เรื่องเลย อาจารย์ย้งมองไม่ออกว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่แท้จริง อะไรคือประชาธิปไตยจอมปลอม วุฒิภาวะเพียงแค่นี้ น่าเป็นห่วงจริงๆ

มือหนึ่งมีห้านิ้ว

มือหนึ่งมีห้านิ้ว เมื่อมีนิ้วที่หงิกงอเราก็ควรจะช่วยกันทำให้นิ้วนั้นกลับมาตรงเหมือนเดิม ไม่ใช่ไปบอกให้นิ้วที่เหลือหงิกงอให้หมดจะได้เท่าเทียมกัน

@ จากศีล สมาธิ ถึงปัญญา สติพา

@ จากศีล สมาธิ ถึงปัญญา
สติพา รู้คิด จิตแจ่มใส
ระลึกได้ ในธรรม ประจำใจ
ไม่เบียดเบียน ใครใคร ใจเป็นธรรม

@ รักษ์สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ
ไม่สร้างบาป กายใจ ให้ต้อยต่ำ
รักษาศีล สมาธิ ตริตรองกรรม
ไม่คิดทำ ชั่วร้าย ทำลายใคร

@ เห็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
เป็นธรรมดา ของโลก ไม่โศกใหญ่
เห็นคุณค่า ประชาธิปไตย
มุ่งหวังให้ ทุกคน เท่าเทียมกัน

@ เผด็จการ เพื่อประชาธิปไตย
ย่อมเป็นไป ไม่ได้ ไร้สร้างสรรค์
สร้างอำนาจนิยม ข่มเหงกัน
ย่อมมีวัน สิ้นฤทธิ์ อนิจจัง

ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งศึกษาธรรม

ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งศึกษาธรรม แค่ขั้นงูๆปลาๆ สำหรับธรรมสากัจฉาหน้านี้

หากถามความเห็นผม ผมคงแสดงความเห็นแบบของผม ดังนี้ครับ เพื่อนๆครับ

วิจักขณ์: กรณีที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก คือ เรื่องธรรมาธิปไตย กับประชาธิปไตย

ผมตอบ: ถ้าเถียงว่า อันไหนดีกว่า แน่นอนว่า สำหรับผม ธรรมาธิปไตย ดีแท้กว่าแน่นอน

และธรรมาธิปไตย จะชัดเจนได้ ต้องมาคู่กับบุคคล เช่น ประชาธิปไตย ที่ประชา ต้องมีธรรมกำกับ

แบบนี้ คือประชาธิปไตยที่เป็นธรรมาธิปไตย หรือ ประชาธิปไตย คือธรรมาธิปไตยนั่นเอง

ประชาธิปไตยที่ประชามีธรรมกำกับ ย่อมถูกต้อง ตรงไปตรงมา สง่างาม ฯลฯ

ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยที่ไร้ธรรมกำกับ ย่อมไร้จริยธรรม ไร้สัจวาจา ไร้ความจริงใจ ได้แต่พูด แต่ไม่ทำอะไร

ประชาธิปไตยแบบปล้นมา ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ประชาธิปไตยที่น่าอาย ใช้ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม

ฯลฯ

ผมขอแสดงความเห็นในคำถามแรก แล้วข้ามมาแสดงความเห็นในคำถามสุดท้าย ไม่เช่นนั้นจะยาวไปครับ

วิจักขณ์: คำถามสุดท้ายแล้วครับ คำว่า “คุณธรรม” ของท่าน คืออะไรครับ

ผมตอบ: ศีล สมาธิ ปัญญา, อย่าทำชั่วช้า มุ่งมาทำดี ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส สะอาด ปราศจากอคติ มลทิน หรือสนิมใจ

เรื่องของธรรมะนี้ ถ้าคุยกันให้ละเอียดจริงๆ เขียน 100 หน้า คุยกันครึ่งวัน ก็ยังไม่จบครับ

ดังนั้น ผมขอแสดงความเห็นย่อๆ พอหอมปากหอมคอเท่านี้ครับ เพื่อนๆครับ สวัสดี.

แก้ : ประชาธิปไตยแบบปล้นมา

แก้ : ประชาธิปไตยแบบปล้นมา ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมา จึงนับได้ว่า ประชาธิปไตย ที่น่าอาย ใช้ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม

ถ้าพวกท่านมีความรู้ในธรรมอย่า

ถ้าพวกท่านมีความรู้ในธรรมอย่างถึงแก่นจริงๆอย่างที่พวกท่านสรรเสริญกันอยู่ตอนนี้ ผมว่าทุกวันนี้บ้านเมืองไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอกครับ
ลองไปศึกษากันใหม่น่ะครับเรื่อง อริยสัจ 4 ถ้าเข้าใจกันจริงๆ ปัญหาบ้านเมืองไม่เกินขึ้นแน่นอนครับ

ขอให้ผู้เจริญในธรรมทั้งหลายบรรลุธรรมกันจริงๆซักทีครับ

สาธุ

prasertsak wrote:อ.วรเจตน์

[quote=prasertsak]อ.วรเจตน์ เป็นคนที่มีความรู้เรื่องธรรมะดี แต่พอเอามาใช้กับเรื่องการเมืองแล้วกับไม่ได้เรื่องเลย อาจารย์ย้งมองไม่ออกว่าอะไรคือประชาธิปไตยที่แท้จริง อะไรคือประชาธิปไตยจอมปลอม วุฒิภาวะเพียงแค่นี้ น่าเป็นห่วงจริงๆ[/quote]

ก็นี่แหละ ถึงได้บอกว่ายังเด็กนัก

คิดการใหญ่ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าถั่วกี่เม็ดนับได้ห้า

อยากจะเล่า เสรีภาพและความเท่า

อยากจะเล่า

เสรีภาพและความเท่าเทียมกันคือ “จน” เหมือนเดิม
ความกินดีอยู่ดีก็เมื่อเอาคนในครอบครัวไป “ตาย” เท่านั้น

ฝ่ายซ้ายในสังคมทั่วไปน่าจะหมายถึงพวกหัวก้าวหน้าที่มีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นลักษณะสำคัญ แต่ฝ่ายซ้ายของไทยที่เข้าร่วมกับทักษิณนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2549 ในช่วงทักษิณครองอำนาจโดยตรง และช่วงที่อาศัยตัวแทนเข้ามาครองอำนาจตั้งแต่รัฐบาล “ตัวแทน” เช่นสมัครและสมชาย จนถึงรัฐบาล “หุ่นโชว์” ในปัจจุบันกลับไม่สามารถที่จะทำให้สังคมมีเสรีภาพและความเท่าเทียมตามอุดมการณ์ที่โพนทะนาได้แม้แต่น้อย

อาจสามารถแบ่งฝ่ายซ้ายไทยเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ “ซ้ายแก้แค้น” ที่ไม่สามารถก้าวข้ามความสูญเสียจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ ยินดีและยินยอมร่วมงานกับนายทุนผูกขาดที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามที่ตนเองเคยต่อต้านเช่นทักษิณเพียงเพื่อการแก้แค้นกับ “บุคคล” ที่ตนเองมีความเชื่อว่ามีส่วนรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ยอมละอุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายที่ตนเองเคยยึดถือมาก่อนเสียโดยสิ้น

ในส่วนที่สองคือ “ซ้ายฉวยโอกาส” ที่เป็นนักฉวยโอกาสยืมเอาอุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายเอาเสื้อสีแดงมาคลุมอำพรางความต้องการของตนเอง ดังจะเห็นได้จากความร่ำรวย มั่งคั่ง และการตอบแทนที่เกิดกับบุคคลเหล่านี้ในทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวปลุกระดมคนเสื้อแดงที่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มมวลชนที่แกนนำฝ่ายซ้ายได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการเมือง

นอกเหนือไปจากทั้งสองกลุ่มนี้แล้ว อาจจัดกลุ่มนิติราษฎร์เป็น “ซ้ายไร้เดียงสา” ที่อาจถือได้ว่าใกล้เคียงกับฝ่ายซ้ายที่แท้จริงมากที่สุด แต่ด้วยพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเช่นทักษิณโดยอ้างความเห็นทางวิชาการเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำให้ต้องกลายเป็นเบี้ยให้ “ซ้ายแก้แค้น” ได้ใช้เป็นเครื่องมือปลูกฝังความแค้นที่ตนมีเพื่อสืบทอดต่อไป และ “ซ้าย” ไม่ว่ากลุ่มใดก็ถูกนายทุนผูกขาดใช้เป็นเครื่องมืออีกทอดหนึ่ง

สังคมจะมีสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันขึ้นมาได้อย่างไรจากที่กลุ่มนิติราษฎร์เขียนโต้แย้งศาลเรื่องการยึดทรัพย์ของผู้ที่อาศัยการผูกขาด ฉ้อฉล ปกปิดข้อมูลการผูกขาดเพื่อโกงเงินประชาชนมาอย่างชัดเจน หรือการเสนอแก้ไข ม. 112 ที่เป็นประเด็นแตกหักไม่มีหนทางประนีประนอม หรือการแก้รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่โดยอ้างว่ามาจากรัฐประหารทั้งที่เป็นฉบับเดียวได้รับอนุมัติจากประชาชนโดยตรง มันถูกที่ถูกเวลาถูกหลักการและมีจริยธรรมทางวิชาการแล้วหรือ

ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันมิใช่อยู่ที่ที่ไม่มีประชาธิปไตยอันเนื่องจากเผด็จการทหารเหมือนเมื่อ 40-50 ปีก่อน หากแต่เป็นเผด็จการรัฐสภาโดยนักการเมืองที่เป็นพลเรือนที่อาศัยเปลือกนอกของประชาธิปไตยด้วย “การเลือกตั้ง” แต่เพียงประการเดียวเป็นพิธีกรรมมาสร้างความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจและผูกขาดอำนาจนั้นโดยนายทุนที่เป็นเจ้าของพรรคการเมือง

พรรคการเมืองต่างหากที่เป็นปัญหาของประเทศ ในขณะที่เผด็จการทหารกลับกลายเป็นอำนาจฝ่ายหนึ่งที่ต้านอำนาจการผูกขาดของนายทุนอยู่ในปัจจุบัน ข้อเสนออย่างไร้เดียงสาของนิติราษฎร์ในการเอาอำนาจฝ่ายการเมืองมาอยู่เหนือฝ่ายทหาร แม้ในหลักการดูแล้วถูกต้องแต่ก็ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วยว่าอำนาจปวงชนที่ฝ่ายการเมืองชอบอ้างนั้นมีที่มาและนำไปใช้อย่างถูกต้องมากน้อยเพียงใด ส.ส.มีอิสระในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใดจากมติพรรคการเมืองที่ถูกบังคับให้สังกัดอยู่ สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัญหาของประเทศแต่อย่างใด

คนเสื้อแดงไม่สงสัยบ้างหรือว่ารัฐมนตรีในรัฐบาล “หุ่นโชว์” ทำไมจึงมีมากหน้าหลายตาที่มีภูมิหลังเป็นนายทุนน้อยใหญ่ เช่น นางนลินี นายบุญทรง นายกิตติรัตน์ หรืออีกหลายคนที่ไม่เคยเห็นยืนบนเวทีเวลาไปชุมนุมทั้งที่ ราชดำเนิน ราชประสงค์ หรือในอีกหลายๆ ที่ พวกเขามีดีอะไรนักหนาหรือจึงได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี ทำไม เหวง จึงไม่ได้เป็น หรือ เต้น จึงได้เป็นแค่รัฐมนตรีช่วยฯที่ต้อง “เต้น” ตามแต่เขาจะมอบหมายงานให้ แล้วพรรคเพื่อไทยทำไมจึงเป็นของทักษิณและเป็นเจ้าของ ส.ส.ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงเป็นคนเลือก ส.ส.มิใช่หรือ

ในช่วงที่โอกาสเปิดให้ฝ่ายซ้ายสามารถเข้าไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี พ.ศ. 2544-2549 ที่ทักษิณเป็นนายกฯ ก็ไม่เห็นมีกฎหมายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำจากการผูกขาดของนายทุน เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินหรือการปฏิรูประบบภาษี แต่ฝ่ายซ้ายทั้งหลายกลับไปสนับสนุนโดยนิ่งเฉยไม่คัดค้านนโยบายเกี่ยวกับการผูกขาดให้มีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าฯ CEO ที่รวบอำนาจในท้องถิ่น หรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท.และการไฟฟ้าฯ ให้ไปอยู่ในมือของนายทุนมากขึ้น

งบประมาณประจำปีกว่า 2 ล้านล้านบาททำไมต้องให้รัฐบาลที่กรุงเทพฯ โดย “อำมาตย์” ที่เป็นรัฐมนตรีตัดสินใจว่าจะจ่ายให้ใครและอย่างไร ทำไมไม่แบ่งสักครึ่งหนึ่งไปให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดโครงการที่อยากทำและเบิกจ่ายกันเอง การกระจายอำนาจทั้งงานและเงินมันไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ไม่เท่าเทียมกันตรงไหน ไม่เห็นแกนนำเสื้อแดงเขาเสนอให้ทำเลย

เช่นเดียวกับในรัฐบาล “หุ่นโชว์” นโยบายต่างๆ ที่ได้นำเสนอออกมาก็เพื่อจะให้ได้รับการเลือกตั้งเท่านั้น มิได้มีความตั้งใจว่าจะนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากนโยบายขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาทก็บ่ายเบี่ยง ในขณะที่การขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทก็เกิดขึ้นเฉพาะภาครัฐเท่านั้นและไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนแต่อย่างใด บ้านหลังแรกหรือรถคันแรกก็ทำได้อย่างจำกัด การประกันราคาข้าวในราคาที่หาเสียงเอาไว้ก็ไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม

ในทางตรงกันข้าม การออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ กลับจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับประชาชนทั่วไปรวมถึงคนเสื้อแดงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินได้หรือไม่ ซึ่งน่าจะไม่ได้มากกว่าเพราะพื้นฐานสำคัญของการจัดการน้ำตามที่นายกฯ “หุ่นโชว์” บอกก็เพื่อมิให้กระทบโรงงานของนายทุน เนื่องจากห่วงการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมากกว่าจะคำนึงถึงพื้นที่อยู่อาศัยหรือเพาะปลูกของเกษตรกร

คนเสื้อแดง 15 ล้านคนที่แกนนำฝ่ายซ้ายอ้างอยู่เสมอว่าเป็นผู้สนับสนุนจะได้อะไรขึ้นมา หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าทำไมประเทศ เช่น ประเทศในแถบละตินอเมริกาในอดีต หรือกรีซในปัจจุบัน จึงประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างแสนสาหัส เหตุก็เพราะการใช้จ่ายเงินเกินตัวของรัฐบาลเป็นสำคัญ โดยเลือกที่จะกู้มากกว่าขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคม หากแต่เป็นโครงการประชานิยมที่สามารถนำมาหาเสียงกับประชาชนได้ดี เพราะเป็นการเหวี่ยง “เงิน” ไปตาม “พื้นที่ทางการเมือง” มากกว่าที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม

ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน กองทุนสตรี ประชาชนและคนเสื้อแดงควรถามตัวเองอย่างไม่ลำเอียงว่า ตนเอง ครอบครัว และสังคมที่ตนเองอยู่ได้อะไรขึ้นมาจากการเหวี่ยง “เงิน” ในลักษณะนี้

คนเสื้อแดงอาจคิดในใจว่าตนเองเป็นพวก “รากหญ้า” มีรายได้น้อย ไม่เคยเสียภาษี และขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน การมีโครงการประชานิยมอย่างน้อยก็ทำให้ตนเองและครอบครัวได้มากกว่าการไม่มีโครงการดังกล่าว แต่คนเสื้อแดงจะรู้หรือไม่ว่าเงินที่มาดำเนินโครงการประชานิยมต่างๆ นั้นไม่ได้เป็นเงินของทักษิณ ไม่ได้ลอยมาจากฟ้า ไม่สามารถเสกขึ้นมาได้

ดังนั้นเมื่อไม่ใช่เงิน “กู” หากแต่เป็นเงิน “กู้” เมื่อกู้มาก็ต้องใช้คืน หากไม่มีจะใช้คืนเขาก็ไม่ให้กู้ต่อ แล้วเงินกู้กองทุนหมู่บ้านที่ตนเองยังไม่ใช้คืนเลยนั้นก็ต้องมีคนใช้คืนแทนอย่างแน่นอน หากคนเสื้อแดงได้ประโยชน์และไม่เสียภาษีแล้วจะให้ใครเสียภาษีแทน จะบอกว่าใครก็ได้แต่ไม่ใช่ข้าก็แล้วกันก็คิดได้ แต่ต่อไปก็จะไม่มีใครยอมจ่ายภาษี แล้วรัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาใช้คืนเงินกู้

สำหรับคนเสื้อแดง นโยบายการเก็บภาษีให้มากขึ้นจะเป็นประโยชน์มากกว่าการไปกู้ ทำไมรัฐบาลที่บอกว่ามาจากคนเสื้อแดงนี้จึงเลือกวิธีที่ทำร้ายคนเสื้อแดงโดยการกู้แทนเก็บภาษี

ปัญหานี้จึงมิใช่ปัญหาของคนอื่น หากแต่เป็นของคนไทยทุกคนรวมถึงคนเสื้อแดงด้วย ประเทศกรีซที่ล่มสลายทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็มีปัญหาจากเรื่องคนกรีซเองไม่ยอมจ่ายภาษีถึงกับมีการติดประกาศรายชื่อผู้ค้างจ่ายภาษีเพื่อเป็นการประจาน คนเสื้อแดงควรรู้ไว้

คนเสื้อแดงควรถามรัฐบาล “หุ่นโชว์” นี้ว่าไปสนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ให้แก้ ม. 112 ไปทำไม ทำไมจึงไปคัดค้านวิพากษ์ศาลไม่ให้รัฐบาลยึดทรัพย์ทักษิณ ทำไมถึงยอมไม่อุทธรณ์การเก็บภาษีเมียและพี่เมียทักษิณที่สามารถจะทำให้รัฐบาลมีเงินเพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาท มันทำให้คนเสื้อแดงมีเสรีภาพทำให้คนกินดีอยู่ดีมากขึ้นมาได้อย่างไร ก็ไหนว่าเท่าเทียมกันมิใช่หรือทำไมคนรวยเช่นทักษิณและครอบครัวจึงไม่ยอมเสียภาษี ทำไมครอบครัวเดียวจึงมีความสามารถสืบทอดเป็นนายกฯ ได้สามคน มันเท่าเทียมกันตรงที่ใด

บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยกว่า 6 ปีแล้ว รัฐบาลและแกนนำไปทำอะไรอยู่ ทำไมรัฐมนตรีที่หน้าตาไม่รู้จักไม่ริเริ่มออกมาแก้กฎหมายที่ดินหรือเสนอเก็บภาษีคนรวยเพิ่มเพื่อความเท่าเทียมกันให้พวก “รากหญ้า” ตามที่แกนนำเคยพูดสัญญาเอาไว้ว่าจะทำหากเลือกพรรคทักษิณ ก็ให้เลือกมาแล้วตั้งหลายรอบมิใช่หรือ

หากเสื้อแดงเป็นรากหญ้าแต่ไม่ได้กินหญ้าก็ควรพิจารณาว่าได้อะไร ทักษิณก็เป็นนายกฯ มาสองรอบก็แล้ว ผัวน้องจนมาถึงน้องสาวเขาก็เป็นนายกฯ แล้ว ทำไมคนเสื้อแดงจึงยังไม่กินดีอยู่ดีสักทีเหมือนเช่นทักษิณกับรัฐมนตรีในรัฐบาล จะต้องรอให้เขาและพวกเขารวยก่อนถึงเมื่อใด

พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล

พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งกองทัพ ต่างอึดอัดใจกับพฤติกรรมของพวกที่เรียกตนเองว่านิติราษฎร์

แรกผมก็ดีใจ ว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีการศึกษาดี เป็นผู้ให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชน
ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้ว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนควรละเว้น

ทีนี้ใครขัดแย้ง กลายเป็นคนไม่ดีไปเสียหมด พาลตำหนิติเตียนไปถึงบุคคลต่างๆ
ฟาดหัวฟาดหางจะเอาให้ได้ดังใจ

นี่หรือคุณสมบัติของคนทำงานใหญ่ ?

ผลประโยชน์ได้กับใคร

[quote=ผลประโยชน์ได้กับใคร]อยากจะเล่า

เสรีภาพและความเท่าเทียมกันคือ “จน” เหมือนเดิม
ความกินดีอยู่ดีก็เมื่อเอาคนในครอบครัวไป “ตาย” เท่านั้น

ฝ่ายซ้ายในสังคมทั่วไปน่าจะหมายถึงพวกหัวก้าวหน้าที่มีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นลักษณะสำคัญ แต่ฝ่ายซ้ายของไทยที่เข้าร่วมกับทักษิณนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2549 ในช่วงทักษิณครองอำนาจโดยตรง และช่วงที่อาศัยตัวแทนเข้ามาครองอำนาจตั้งแต่รัฐบาล “ตัวแทน” เช่นสมัครและสมชาย จนถึงรัฐบาล “หุ่นโชว์” ในปัจจุบันกลับไม่สามารถที่จะทำให้สังคมมีเสรีภาพและความเท่าเทียมตามอุดมการณ์ที่โพนทะนาได้แม้แต่น้อย [/quote]

Maximus

[quote=Maximus][quote=ผลประโยชน์ได้กับใคร]อยากจะเล่า

เสรีภาพและความเท่าเทียมกันคือ “จน” เหมือนเดิม
ความกินดีอยู่ดีก็เมื่อเอาคนในครอบครัวไป “ตาย” เท่านั้น

ฝ่ายซ้ายในสังคมทั่วไปน่าจะหมายถึงพวกหัวก้าวหน้าที่มีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นลักษณะสำคัญ แต่ฝ่ายซ้ายของไทยที่เข้าร่วมกับทักษิณนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2549 ในช่วงทักษิณครองอำนาจโดยตรง และช่วงที่อาศัยตัวแทนเข้ามาครองอำนาจตั้งแต่รัฐบาล “ตัวแทน” เช่นสมัครและสมชาย จนถึงรัฐบาล “หุ่นโชว์” ในปัจจุบันกลับไม่สามารถที่จะทำให้สังคมมีเสรีภาพและความเท่าเทียมตามอุดมการณ์ที่โพนทะนาได้แม้แต่น้อย [/quote][/quote]

บ้องตื้นหรืออย่างไร
เพิ่งเข้ามาบริหารงานไม่กี่เดือนกี่วัน จะทำอะไรได้สำเร็จรอบไปทุกด้าน

แสดงว่าหลงงมงายไปกับนิทานสังข์ทอง จับเนื้อจับปลาด้วยเวทย์มนตร์
คนที่มีประสบการณ์ทำงาน เขาไม่มองอะไรสั้นๆแบบนี้

ย้ำ > สิ่งที่นิติราษฎร์ทำ

ย้ำ > สิ่งที่นิติราษฎร์ทำ นั้น กล้าหาญ และ ถูกต้อง แล้ว
ไม่เสียเปล่าหรอก เพราะการเดินทาง พันไมล์ หมื่นไมล์ ต้องเริ่มก้าวด้วยเพียงก้าวเดียว

จันทร์แสงนวล wrote:ย้ำ >

[quote=จันทร์แสงนวล]ย้ำ > สิ่งที่นิติราษฎร์ทำ นั้น กล้าหาญ และ ถูกต้อง แล้ว
ไม่เสียเปล่าหรอก เพราะการเดินทาง พันไมล์ หมื่นไมล์ ต้องเริ่มก้าวด้วยเพียงก้าวเดียว[/quote]

เยี่ยม กด like ให้จากใจจริง

เบา ๆ

[quote=เบา ๆ]ถ้าพวกท่านมีความรู้ในธรรมอย่างถึงแก่นจริงๆอย่างที่พวกท่านสรรเสริญกันอยู่ตอนนี้ ผมว่าทุกวันนี้บ้านเมืองไม่วุ่นวายอย่างนี้หรอกครับ
ลองไปศึกษากันใหม่น่ะครับเรื่อง อริยสัจ 4 ถ้าเข้าใจกันจริงๆ ปัญหาบ้านเมืองไม่เกินขึ้นแน่นอนครับ

ขอให้ผู้เจริญในธรรมทั้งหลายบรรลุธรรมกันจริงๆซักทีครับ

สาธุ[/quote]

ผลประโยชน์ได้กับใคร อยากจะบอก

ผลประโยชน์ได้กับใคร

อยากจะบอก

การแย่งชิงอำนาจปัจเดี๋ยวนี้เกิดจาก 2 กลุ่ม คือ นักการเมือง กับพวกราชการนำโดยอำมาตย ขุนนาง โดยมีนายทุนสนับสนุนอยู่ข้างหลังทั้ง 2 ฝ่าย

ปัจเดี๋ยวนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยากมีอำนาจบ้างแต่อำมาตยขุนนางไม่ยอมฟังเสียงสุมหัวกันออกมาข่มขู่ประชาชนทุกวัน

Maximus wrote:Maximus

[quote=Maximus][quote=Maximus][quote=ผลประโยชน์ได้กับใคร]อยากจะเล่า

เสรีภาพและความเท่าเทียมกันคือ “จน” เหมือนเดิม
ความกินดีอยู่ดีก็เมื่อเอาคนในครอบครัวไป “ตาย” เท่านั้น

ฝ่ายซ้ายในสังคมทั่วไปน่าจะหมายถึงพวกหัวก้าวหน้าที่มีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นลักษณะสำคัญ แต่ฝ่ายซ้ายของไทยที่เข้าร่วมกับทักษิณนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2549 ในช่วงทักษิณครองอำนาจโดยตรง และช่วงที่อาศัยตัวแทนเข้ามาครองอำนาจตั้งแต่รัฐบาล “ตัวแทน” เช่นสมัครและสมชาย จนถึงรัฐบาล “หุ่นโชว์” ในปัจจุบันกลับไม่สามารถที่จะทำให้สังคมมีเสรีภาพและความเท่าเทียมตามอุดมการณ์ที่โพนทะนาได้แม้แต่น้อย [/quote][/quote]

บ้องตื้นหรืออย่างไร
เพิ่งเข้ามาบริหารงานไม่กี่เดือนกี่วัน จะทำอะไรได้สำเร็จรอบไปทุกด้าน

แสดงว่าหลงงมงายไปกับนิทานสังข์ทอง จับเนื้อจับปลาด้วยเวทย์มนตร์
คนที่มีประสบการณ์ทำงาน เขาไม่มองอะไรสั้นๆแบบนี้[/quote]

คุณอ่านจบหรือยัง หรือแค่มองผ่าน พอเห็นคร่าวๆว่า ไม่ชอบมาพากล คำพูดไปกระทบกระแทกพรรคพวกเดียวกัน ทำให้ร้อนตัว
ที่ผมนำคำพูดมานั้น ไม่ได้ต้องการพื้นที่ข่าวหรอกนะ เพียงแต่อยากให้พวกคุณๆตาสว่างสักที ไม่ได้ว่าสักหน่อย ว่า ทักษิณเลว แต่ให้คิดให้ดีเท่านั้นเอง หากพวกคุณจะไปมัวหลงๆ งมๆอยู่กับนายทุนทักษิณ ก็เอาเถิด ไม่ได้ห้าม แต่ให้คิดว่าที่ผมพูดนะ มันผิดตรงไหน ก็ลองแยกออกมาเป็นข้อๆได้เลย ว่ามันไม่จริง

ผมไม่รู้จักชื่อ อ.วรเจตน์

ผมไม่รู้จักชื่อ อ.วรเจตน์ มาก่อนเลยให้ตายเหอะ
และก็ไม่เคยสนใจที่จะไปรู้ความคิดความอ่านของคนผู้นี้
หลังจากที่คนนี้มีชื่อคุ้นหูในเรื่องการแก้ ม.112
ก็เลยลองมาอ่านเกียรติประวัติของคนผู้นี้

...อะฮ้า...ไม่ธรรมดาเลยนิ...คนๆนี้
เอาเป็นว่าถ้าคนผู้นี้เกิดหลัง อ.ปรีดีเสียชีวิต
ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็น อ.ปรีดีมาเกิดใหม่มั้ง
แต่บังเอิญ อ.วรเจตน์เกิดก่อน อ.ปรีดีเสียชีวิตเกินกว่า 10ปี

เห็นบางคนบอกว่า อ.วรเจตน์คิดแบบเด็กๆ แต่เท่าที่อ่านดูความคิดเห็นของเขาแล้ว
ผมเห็นต่างครับ...ผมว่าไม่เด็กเลย และดูจะ mature เกินอายุซะด้วยซ้ำ

ผมว่าเขาเข้าใจในองค์ประกอบในความเป็นคนและสังคมได้ดีมาก
และมีกลิ่นอายความคิด ปรัชญาการดำรงชีวิต และการดำรงอยู่ของสังคม
ในรูปแบบชาวเยอรมันซึ่งเป็นประเทศที่เขาไปร่ำเรียนมา
เขาสามารถที่จะ merge รวมแนวคิดและจุดมุ่งหมายของหลายศาสนา
มารวมกันเป็นแนวทางการดำรงชีวิต และการดำรงอยู่ของสังคมที่เป็นสากล
เพื่อการคละเคล้าเข้ากันได้ อยู่ร่วมกันได้ของผู้คน
ที่มาจากหลากหลายความคิดความเชื่อ
มาจากความหลากหลายศาสนาและวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกันได้
โดยไม่จำเป็นต้องเอาวัฒนธรรมของตนเองไปครอบงำคนผู้อื่น
ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับแนวคิดของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
ซึ่งบางทีบุคคลากรบางส่วนในศาสนานั้นๆอาจจะกำลังสั่งสอนกัน
ไปในทิศทางที่ขัดแย้งกับเป้าหมายที่แท้จริงของศาสนานั้นๆอยู่ก็ได้

ตัวอย่างเรื่องการทำบุญนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด
ผมเชื่อว่าเป้าหมายของทุกศาสนาในเรื่องการทำบุญนั้น
ก็คือการรู้จักแบ่งปันให้คนที่มีโอกาสน้อยกว่า
เป็นการกระจายการครอบครองทรัพยากรอันมีจำกัดให้ทั่วถึงมากขึ้น
เพื่อลดความตึงเครียด เพื่อลดความขัดแย้ง
เรื่องความแตกต่างในปริมาณการครอบครองทรัพยากรของแต่ละผู้คน

แต่บางทีการทำบุญกลับกลายเป็นการส่งเสริมความงกเข้าไปอีก
คิดไปในทำนองเป็นการลงทุน เพื่อการครอบครองทรัพยากรในอนาคตหลังความตาย
เพื่อเป็นทุนในภพหน้า ทำสิ่งนี้จะได้สิ่งนั้น ทำสิ่งนั้นจะได้สิ่งนี้
จริงอยู่ มันเป็นกุศโลบายของบุคคลทางศาสนา เพื่อให้คนทำบุญกัน
แต่ผลที่ตามมามันคืออะไร? ผู้คนจะถูกขัดเกลาทางความคิดไหม?
เปล่าเลย...บุคคลากรทางศาสนากลับกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์
ในทรัพยากรอันมหาศาล จากกุศโลบายที่หลอกล่อให้คนมาทำบุญ

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิดนั้น เป็นความเชื่อแต่เดิมของศาสนาฮินดู
พระพุทธเจ้านั้นน่าจะต้องการปลดแอกจากความเชื่อของศาสนาฮินดู
ก็เลยเสนอความเชื่อในแนวทางใหม่เพื่อเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากเดิม
โดยส่วนตัวผมคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่เชื่อเรื่องชาติภพ
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมท่านจึงประกาศตนว่าท่านจะไม่มาเกิดใหม่อีกแล้ว
ซึ่งฉีกกฏฉีกความเชื่อแบบชาวฮินดูโดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้น ผู้คนกลับไปยกย่องท่านพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป
และการไม่เกิดใหม่อีก กลับกลายเป็นข้อยกเว้นให้กับผู้บรรลุธรรมสูงสุดแล้วเท่านั้น

แต่ถ้าจะคิดให้มันง่ายๆ ทุกคนเข้าใจได้ การบรรลุธรรมก็คือการยอมรับว่า
เมื่อคนเราตายไป ดับสลายไป เราจะไม่ได้ไปเกิดใหม่แล้ว
คนเราเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับไปที่ศูนย์

ทุกสิ่งในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ ในเอกภพนี้ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ในทุกห้วงเวลา
มันเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงไปมาของพลังงานและสสารเท่านั้น
สิ่งที่เราเห็นมันมีอยู่จริงภายในห้วงจำกัดของเวลาหนึ่งๆเท่านั้น มันไม่ได้มีตลอดไป

ธรรมะเป็นของสากล มีเหตุผล

ธรรมะเป็นของสากล มีเหตุผล ที่มาที่ไป แต่การเมืองเป็นเรื่องที่แต่ละพื้นที่ที่ประชาชนในที่นั้นตกลงกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร การมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ ปชช มาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เดิมเรามีผู้นำให้ยึด ต่อมาก็มีธรรมะ และกฎหมาย ต่อมาเราก็มีปรัชญา หลักการ การเคารพใน ศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่ากัน การมีหัวก้าวหน้าก็ต้องถามว่าเรายึดถือสิ่งที่ก้าวหน้าหรือยัง หรือยังก้าวไปไม่ถึงขั้นการเคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ยังยึดกับผู้นำ หรือคุณธรรมเท่านั้น ผมไม่ได้หมายถึงให้ละทิ้งของเก่า แต่ให้นับรวมของที่ก้าวหน้าและพัฒนาแล้วเข้าไปด้วย ถ้าคุณยังไม่อาจก้าวหน้าได้ ก็อย่าขัดขวางผุ้ที่เขาก้าวข้ามมาแล้ว ขอเน้นว่าไม่ได้ละทิ้งของเก่าแต่ให้รวมเข้าไปด้วยเหมือนการสะสมบุญ ที่มีมากขึ้นไม่ใช่ทิ้งบุญเก่าแล้วเอาแต่บุญใหม่