ธเนศวร์ เจริญเมือง: ข้อเสนอเรื่องการรับปริญญา

ช่วงเดือนมกราคมทุกๆปี อากาศกำลังเย็นสบาย สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจัดพิธีรับปริญญาผมได้เห็นนักศึกษาถ่ายรูปในชุดบัณฑิต-มหาบัณฑิต ก็ชื่นใจครับ ยินดีกับพวกเขาและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่าคนสอนหนังสือระดับอุดมศึกษา มีความสุขกับ 2-3 เรื่อง 1. ได้เห็นคนหนุ่มสาวที่เข้าเรียนจบการศึกษา ได้รับปริญญาสมความตั้งใจ 2. จบออกไปเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง-ครอบครัวและสังคมโดยรวม และ 3. เป็นสุขมากขึ้น เมื่อรู้ว่าพวกเขาทำอะไรเพื่อให้ตัวเขา-ครอบครัว-สังคม ยกระดับความนึกคิด-การทำงาน-คุณธรรม-และปฏิบัติการบางอย่าง ที่สังคมนั้นขาดหาย แต่พวกเขานำมันกลับคืนมา หรือพยายามที่จะยกระดับตนเอง-ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติให้สูงขึ้น มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จก็ตาม ถ้าผมออกแบบมหาวิทยาลัยได้สำหรับประเทศนี้ โดยเฉพาะถ้ามหาวิทยาลัยนั้นมีบัณฑิต-มหาบัณฑิตนับหมื่นคน ผมจะเสนอจัดรายการรับปริญญา 2 วัน เสาร์และอาทิตย์เพื่อไม่ให้มีคนร่วมงานมากเกินไป เป็นรายการที่ไม่ต้องมีซ้อมอะไร เริ่มตอนสายๆ สัก 9.30 น. ผู้ปกครอง-ญาติมิตรไปนั่งที่ด้านข้างทั้งสองของด้านหน้าเวที ที่นั่งตรงกลางหน้าเวทีทั้งหมดให้ผู้จบการศึกษาทั้งหมดนั่ง เริ่มพิธีด้วยการเชิญธงมหาวิทยาลัยและธงของคณะต่างๆ ตามด้วยคณาจารย์ในชุดครุยเต็มยศ เดินนำหน้าขบวนดุษฎีบัณฑิต-มหาบัณฑิต-บัณฑิตเข้ามา พร้อมเพลงมหาวิทยาลัยที่ดังกึกก้องตลอดเวลาที่ขบวนแถวอันทรงเกียรติเดินเข้ามาในงาน ครอบครัว-ญาติมิตรทั้งสองด้านลุกขึ้นยืนให้เกียรติต้อนรับ คณาจารย์ขึ้นไปนั่งบนเวที ส่วนเหล่าบัณฑิตนั่งตรงกลางทั้งหมด พิธีการเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ด้วยคำกล่าวของคณาจารย์จำนวนหนึ่ง ตามสูจิบัตรที่แจกให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน จากนั้น ก็จะเป็นปาฐกถาเกียรติยศของบุคคลสำคัญที่คณะผู้บริหารและบัณฑิตร่วมกันคัดสรรตลอดหลายเดือนก่อนหน้า มากล่าวให้ความรู้และทัศนะบางประการ ตลอดจนแง่คิดบางอย่างแก่บัณฑิตใหม่ ต่อจากนั้น อธิการบดีก็จะขึ้นกล่าววาระสำคัญ คือการมอบปริญญา เช่น มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต (ซึ่งมักจะมีไม่กี่คน) และรางวัลยอดเยี่ยมด้านต่างๆ แก่บัณฑิต-มหาบัณฑิตหรือบางคน (ที่ควรจะเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่มอบรางวัลที่มากจนเกินไป) จากนั้น ก็จะประกาศให้มหาบัณฑิตยืนขึ้น อธิการบดีก็จะกล่าวประกาศว่าพวกเขาที่ยืนเบื้องหน้าบัดนี้คือผู้จบการศึกษาเป็นมหาบัณฑิตเต็มภาคภูมิแล้ว หรืออาจจะให้บัณฑิตยืนขึ้นพร้อมๆกัน หรือแยกกันคนละกลุ่ม หรือแยกกันจัดคนละงาน สิ้นเสียงประกาศ ผู้จบการศึกษาทั้งหลายก็จะไชโยโห่ร้อง ขานรับด้วยเสียงปรบมือแสดงความยินดีของครอบครัว-ญาติมิตรรอบๆ อาจมีการโยนหมวกและช่อดอกไม้ขึ้นท้องฟ้า เป็นช่วงเวลาที่สุขสันต์และเป็นกันเองอย่างที่สุด งานดังกล่าวก็เสร็จสิ้นลง จากนั้น ก็จะถ่ายรูปร่วมกันภายในงาน หรือบนเวที (บางส่วนก็ถ่ายไปมากแล้วในตอนเช้าก่อนที่จะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ) 11.45 น. งานน่าจะจบ คนจบก็เดินไปรับใบปริญญาบัตรที่สำนักทะเบียน หรือสำนักทะเบียนอาจมาตั้งโต๊ะ รอมอบใบปริญญา ณ จุดนั้น ทั้งนี้ล้วนขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน หมายความว่าพิธีศักดิ์สิทธิ์ มีความหมาย มีสาระ และมีความสุขถ้วนหน้านี้ ไม่ต้องมีใครซ้อมอะไรสักอย่าง ไม่ต้องลางาน ทุกคนมาร่วมงาน แต่งตัวสวยกันหมดครึ่งเช้าหรือครึ่งบ่ายของวันหนึ่งในวันสุดสัปดาห์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทุกอย่างก็จบหมด ไปฉลองอาหารมื้อเที่ยงกันอย่างยิ่งใหญ่ แล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แทบไม่ต้องมีใครที่ลางานหลายวัน ป.ล. คนมีการศึกษาสูงสุดของประเทศทั้งคณาจารย์และเหล่าบัณฑิตย่อมต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการทำงานสร้างสรรค์สังคม และแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเต็มที่ สำหรับงานอันยิ่งใหญ่และมีความหมาย นี้ ครึ่งวันก็พอแล้วนี่ครับ ทำไมต้องซ้อมอะไรมากมาย ถึง 3-4 วัน นี่เอาคนระดับ ดร. รศ.ดร. ศ.ดร. คณบดี มาซ้อมอ่านชื่อคน อ่านอยู่นั่นแล้ว 3-4 วัน แล้วเอาบัณฑิตลางานมา 5-6-7 วัน เสียเงินหลายหมื่นบาท เสียเวลาก็ประเมินไมได้เลยว่าเสียหายเท่าใด ทุกวันนี้ ที่สถาบันอุดมศึกษาในสังคมไทยจัดงาน รับปริญญาวันทำงาน ก็เพราะมีจุดหมายแอบแฝง เช่น ให้รุ่นน้องมาโรงเรียน ได้พบพี่บัณฑิต ได้คุยกัน ขอเงินบริจาค หรือรับเลี้ยง ได้ขายของหาเงินเข้าชมรม แต่เราคิดบ้างไหมว่าตลอดวันรับปริญญานั้น มีนับพันครอบครัวที่ขนกันมาเต็มมหาลัย นั่งๆนอนๆใต้ต้นไม้ บ้างก็หลับ บ้างก็เดินไปมาทั้งวัน จริงๆ ก่อนจะไปถึงงานรับปริญญาแบบครึ่งวันเสร็จทุกอย่างที่ผมเสนอไปตอนต้นนั้น สำหรับแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เราก็สามารถปรับบางอย่างได้ เช่น ทำไมไม่ให้นักศึกษาแต่ละคณะหยุดเรียน จัดกลุ่มออกมาต้อนรับพาครอบครัวของบัณฑิตและผู้สนใจเข้าไปชมกิจการต่างๆ ของคณะ ไปดูห้องเรียน ห้องสมุด ห้องแล็บ ห้องวิจัย ห้องน้ำ โรงอาหาร ฯลฯ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย (ที่หลายแห่งมี แต่แทบไม่เคยเปิดเลย) ตกลงที่ผ่านมา และจนถึงเวลานี้ เราเอาคนมีการศึกษาสูงเป็นกะทิของทุกๆ หมู่บ้านตำบล-อำเภอมาซ้อมๆๆ เพื่อรับปริญญากันถึง 3-4 วัน ทั้งวัน ลางานกันเป็นอาทิตย์มาเพียงเพื่อทำงานพิธีบางอย่าง คือการนั่งนานๆ แล้วก็ซ้อมเดินๆๆๆ แล้วก็ยังไม่พอ เอาญาติมิตรพี่น้องมานั่งๆ นอนๆ ทั้งวันใต้ร่มไม้ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ทำอย่างไร เราจึงจะไม่ต้องซ้อมมากมาย เสียเวลาทุกฝ่ายขนาดนี้ และทำอย่างไร เราจะทำให้ครอบครัวญาติมิตรได้สาระอะไรกลับบ้านบ้าง ไม่ใช่มานั่งๆนอนๆรอภายในรั้วมหาลัย แล้วได้ถ่ายรูปกับคนที่เขาภาคภูมิใจไม่กี่สิบรูป แล้วจากนั้น ก็นั่งรถกลับบ้าน มีแต่ความอิ่มเอมกลับไป แต่เสียเวลาทั้งวัน แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยว่าสถาบันที่ลูกหลานของตนเองมาเรียนนั้น เขาสอนอะไรบ้าง สำหรับมันสมองของประเทศทั้งหมดนี้ ได้เวลาหรือยังครับที่คนมีการศึกษาอย่างเราๆ จะคิดใหม่ และกล้าเปลี่ยนแปลงด้วยการทำอะไรดีๆ มีสาระกว่านี้ให้แก่ประเทศของเรา.

Comments

5555 ดีใจจัง

5555 ดีใจจัง บทความนี้ถูกใจผมอย่างยิ่ง

แต่คงไม่เกิดในทุยแลนด์แน่ครับอาจารย์ ..... 55555 ขำอีกที

I can't help but agree to

I can't help but agree to this wonderful "write up". No one should waste their time or energy, rehearsing something "nonsensical" such as pronouncing names or walking up and down the hall for days on end.

Diplomas in themselves are valuable because they are hard earned and therefore should be awarded to all the graduates by those qualified to do (award) them.

ก็ให้ทางมหาวิทยาลัย

ก็ให้ทางมหาวิทยาลัย ส่งใบปริญญามาทางไปรษณีย์สิครับ ราคาถูกกว่าด้วย ไม่ต้องเสียค่าไปรับ และค่าตัดชุด

ผมเห็นด้วยว่างานรับปริญญาที่ท

ผมเห็นด้วยว่างานรับปริญญาที่ทำๆกันนั้นไร้สาระ แถมสิ้นเปลืองเวลา เงินทอง และพลังงานอย่างมากมาย

ก็อาจมีคนถามว่าแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ยังยินดีทำกันอย่างนั้นล่ะ

ผมเห็นด้วยกับบทความ ส่วนตัวก็สมัครใจที่จะเดินไปรับจากสำนักทะเบียน ด้วยความสัตย์จริงเมื่อยี่สิบปีก่อน ผมไม่ทราบว่าคนที่มามอบได้เงินค่าเหนื่อยอย่างงามทีเดียว เมื่อมาทราบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่ามีค่าเหนื่อยอย่างงาม ผมรู้สึกดีใจว่าไม่ต้องจ่ายเงิน (วันละเป็นล้าน)ซึ่งมากเกินไปที่จะบอกว่าเป็นบุญคุณอะไร

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่สังคมยังอนุญาตให้อาจารย์เขียนบทความแสดงความเห็นทำนองนี้ได้ และอนุญาตให้เด็กจำนวนหนึ่งไม่เข้าร่วมพิธีกรรมได้ และยังมีสิทธิ์และศักดิ์เต็มที่ในการงาน

ผมคิดว่าสังคมไทยยังเปิดกว้างพอสมควร

บางมหาวิทยาลัย

บางมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่ได้บังคับนะ ถ้าไม่ว่างก็แจ้งทางมหาวิทยาลัย ให้จัดส่งเอกสารการเรียนจบ และใบปริญญาบัตรไปให้ถึงบันไดบ้าน ทางไปรษณีย์ ....คิดว่าที่ทางมหาวิทยาลัยจัดพิธี คงเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และมีบัณฑิตจำนวนมากยังต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีรับปริญญา จึงยังคงมีพิธีนี้อยู่ ....โดยส่วนตัวคิดว่า ค่าใช้จ่าย น้อยกว่าค่าเหล้าค่าเที่ยวเตร่ของนิสิตบางคน ตลอดระยะเวลาเรียน 4 ปี จึงไม่น่าจะใช่ปัญหาจริงๆ คงมีปัญหาเรื่องอื่นมากกว่า

ลูกสาว

ลูกสาว ตัดสินใจไม่เข้าพิธีรับ
เพราะไม่อยากตัดเล็บ

เพื่อนๆผู้ชาย ของลูก ไม่ยอมตัดผม
ก็ตัดสินใจไม่รับเหมือนกัน

มหาลัย ไม่ควรมี

มหาลัย ไม่ควรมี ดีไหมครับ
ลองขยับ คิดกันใหม่ ได้ไหมพี่
นักศึกษา อยู่กับ บ้านท่าจะดี
พอกันที หอพัก ใหัรักลอง

ใยไม่สอน สื่อสาร โดยผ่านเน็ท
ใช่พูดเท็จ ไม่สิ้นเปลือง เรื่องทั้งผอง
ค่ากินอยู่ หลับนอน ทุ่นเป็นกอง
นักศึกษา ก้อไม่ต้อง เข้าห้องเรียน

ให้ชุมชน เข้มแข็ง เป็นแรงผลัก
ให้เด็กรัก ท้องที่ ไม่มีเปลี่ยน
ให้อาจารย์ เดินสาย แล้วย้ายเวียน
เข้าเยี่ยมเยียน ลูกศิษย์ เฝ้าติดตาม

มหาลัย วันนี้ บริษัท
เพียงถนัด ขุดทอง จึงมองข้าม
ปล่อยเด็กเห่อ สถาบัน ของฉันงาม
แล้วนิยาม ปริญญา ว่าต้องมี

อันที่จริงเรื่องนี้

อันที่จริงเรื่องนี้ มันเป็นค่านิยมในสังคมมากกว่า
จริงอยู่ถ้าทำพิธีมอบปริญญาได้อย่างที่เสนอก็น่าจะเป็นการดี
แต่ก็คงไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่ายๆ เหมือนการเมืองนั่นแหละครับ
การจะเปลี่ยนแปลงได้ฉับไวก็คงต้องปฏิวัติ ต้องเป็นเผด็จการ
หรือต้องมีผู้นำที่มีความนิยมสูงมากๆจึงจะทำได้

เข้าใจว่าในอดีตเราเคยมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม
ที่เคยทำการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายให้สังคมไทย
แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่ปรากฎว่าใครจะทำได้ถึงระดับนั้น
คนกลุ่มหนึ่งก็คงไม่ยอมให้มีแบบนั้นด้วยแน่ๆ
เพราะเกรงว่าจะเกิดขั้วอำนาจใหม่เกิดขึ้น
จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้มีเพียงขั้วอำนาจเดียวในสังคม

อันที่จริงอังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ในเรื่องของการมีสองขั้วอำนาจการเมือง เพื่อคานอำนาจกัน
การคานอำนาจกัน การแข่งขันกันนั้น
ผมว่ามันจะเป็นการทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์
จากการที่จะต้องแย่งกันทุ่มเทเอาใจประชาชน
และแต่ละฝ่ายก็จะมีข้อมูลคนละด้านลบล้างกันได้เสมอ
เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ-เสียเปรียบ
จากการโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป

แต่สังคมบ้านเรา คนส่วนใหญ่อาจจะยังอยากให้มีขั้วการเมืองเดียว
ซึ่งในส่วนตัวของผม อยากเห็นขั้วการเมืองสองขั้วมากกว่า
แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากในบ้านเรา
เท่าที่เห็น...ขั้วการเมืองใหม่จะถูกสลายอำนาจเสมอทุกครั้งไป
แล้วจะกลายเป็นเหมือนหลายๆขั้วการเมืองที่ยอมสยบขั้วการเมืองหลัก

เห็นด้วยอย่างยิ่งหากรับจากคนท

เห็นด้วยอย่างยิ่งหากรับจากคนที่ไม่เคยสอนไม่เคยให้เงินเรียนเพียงเพื่อนำรูปไปติดโชว์นั้นเป็นความภาคภูมิใจจนขี้มูกน้ำตาไหลก็ทำกันไปแบบเดิมไปนะประเทศเทยแลนด์

1.

1. มีใครบังคับไม๊ให้คุณต้องไปรับปริญญา
2. มีใครบังคับให้คุณต้องจ่ายเงิน
3. ไม่อยากลางานก็ไม่ต้องลา
4. สมัครงานก็ไม่ต้องใช้ใบปริญญา ใช้แต่ทรานสคริป
คนที่ไปเพราะ อาจจะอยากไปเอง อาจจะถูกพ่อแม่บังคับ อาจจะอยากถ่ายรูปกับเพื่อน แต่สุดท้ายมันเป็นสิทธิของตัวเองที่จะเลือกว่าไปหรือไม่ไป เกี่ยวไรกับคนจัดพิธีการหรือคนให้ปริญญาวะ

Perrer wrote:1.

[quote=Perrer]1. มีใครบังคับไม๊ให้คุณต้องไปรับปริญญา
2. มีใครบังคับให้คุณต้องจ่ายเงิน
3. ไม่อยากลางานก็ไม่ต้องลา
4. สมัครงานก็ไม่ต้องใช้ใบปริญญา ใช้แต่ทรานสคริป
คนที่ไปเพราะ อาจจะอยากไปเอง อาจจะถูกพ่อแม่บังคับ อาจจะอยากถ่ายรูปกับเพื่อน แต่สุดท้ายมันเป็นสิทธิของตัวเองที่จะเลือกว่าไปหรือไม่ไป เกี่ยวไรกับคนจัดพิธีการหรือคนให้ปริญญาวะ[/quote]

เกี่ยววะ คิดว่าเกี่ยว ก็คนจัดพิธีการมันไม่รู้จักคิดซะทีว่า productivity lost น่ะ มันเยอะนะ สูญเสีย สูญเปล่า เอาเวลาไปรังสรรค์งานไม่ดีกว่าหรือ น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า คนไทยนี่สนใจพิธีกรรม รูปแบบ เอาเป็นสาระหลัก

ถ้าไม่ไปรับปริญญา

ถ้าไม่ไปรับปริญญา ก็ถือว่าเรียนจบเหมือนกัน .(ถาม).ถ้าไม่ไปรับจะมีปัญหาเรื่องความจงรักภักดี..?

คนเห็นด้วยมีเป็นสิบ

คนเห็นด้วยมีเป็นสิบ แต่มีท่ีไม่เห็นด้วยหนึ่งเดียว แถมยังกลักขะหยาบช้าอย่างยิ่ง

เรายังมีความหวังว่าสังคมสยามจะดำเนินไปด้วยดีในท่ีสุด

และไอ้ท่ีหยาบช้ากลักขะนั้นมันก็จะถูกเบียดออกไปในท่ีสุดเช่นกัน

คนเห็นด้วยมีเป็นสิบ

คนเห็นด้วยมีเป็นสิบ แต่มีท่ีไม่เห็นด้วยหนึ่งเดียว แถมยังกลักขะหยาบช้าอย่างยิ่ง

เรายังมีความหวังว่าสังคมสยามจะดำเนินไปด้วยดีในท่ีสุด

และไอ้ท่ีหยาบช้ากลักขะนั้นมันก็จะถูกเบียดออกไปในท่ีสุดเช่นกัน

เห็นด้วยในแง่ความสิ้นเปลืองงบ

เห็นด้วยในแง่ความสิ้นเปลืองงบประมาณ และเวลา อยากเห็นการปรับเปลี่ยนเหมือนกัน เพราะเวลามีพิธีรับปริญญาเมื่อใด ต่างคนก็ต่างเหนื่อย (ถึงแม้จะแถมความภูมิใจในตอนท้าย) .....คือ มันน่าจะไปในทิศทางที่มีความยุ่งยากน้อยลงกว่านี้...... ส่วนตัวเองเกี่ยวข้องกับพิธีทุกปี.... และพอรู้สาเหตุว่าทำไมบัณฑิตจึงจำต้องเข้าพิธี (1) พ่อ แม่ บังคับ เพื่อเอารูปไว้อวดคนอื่น ตามค่านิยม (2) มหาวิทยาลัยให้ขึ้นทะเบียนบัณฑิต จ่ายเงินไว้ล่วงหน้า (ผูกมัด) (3) เมื่อมันเป็นค่านิยมสังคมไทย หากไม่ร่วมก็กลัวจะอายเพื่อนฝูง (ตกรุ่น) (4) เพื่อหน้าตาของมหาวิทยาลัยในแง่...??
ที่จริงแล้ว....ชนคนไทยควรมีค่านิยมที่ยึดเอาคุณภาพบัณฑิตและผลการประกอบการงานเป็นที่ตั้งมากกว่าการบูชาใบปริญญา และพิธีแจกใบปริญญา

พิธีการที่ฟุ่มเฟือยแบบนี้เกี่

พิธีการที่ฟุ่มเฟือยแบบนี้เกี่ยวพันกับธุรกิตอื่นๆอีกมากมาย ที่เปนปากท้องของคนทำมาหากิน จำเปนต้องรักษาไว้อย่างยิ่งยวดกระมังคับ

ผมเห็นว่า

ผมเห็นว่า ทุกงานทุกมหาวิทยาลัย คนที่เขาอยากไปร่วมพิธีมันมากกว่าไม่ไปร่วมทุกที่ไป

ใครไม่ไปร่วมก็ทำได้ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนมีเสรีภาพที่จะไปหรือไม่ไปร่วมงานอยู่แล้ว

จะเอาพิธีง่ายๆอย่างธเนศวร์ว่าไว้ ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ จัดแบบนี้แทบทุกที่......

ส่วนตัวผม

ส่วนตัวผม คิดการเสียเงินเยอะนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินการได้เข้้้้้าเฝ้า อะคตรับ ในบางประเด็นผมก็เห็นด้วยกับบทความครับ บางอย่างไม่อยากลดบทบาท แต่เป็นบทบาทที่ไม่ควรแตะต้อง

บางกอก wrote:ผมเห็นว่า

[quote=บางกอก]ผมเห็นว่า ทุกงานทุกมหาวิทยาลัย คนที่เขาอยากไปร่วมพิธีมันมากกว่าไม่ไปร่วมทุกที่ไป

ใครไม่ไปร่วมก็ทำได้ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนมีเสรีภาพที่จะไปหรือไม่ไปร่วมงานอยู่แล้ว

จะเอาพิธีง่ายๆอย่างธเนศวร์ว่าไว้ ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ จัดแบบนี้แทบทุกที่......[/quote]

สรุปว่าใครไม่เห็นด้วยต้องไปอยู่ต่างประเทศ ?
ตรรกะนี้คุ้นๆ แฮะ...

ก็แค่ถ้าไม่อยากไปเพราะสิ้นเปล

ก็แค่ถ้าไม่อยากไปเพราะสิ้นเปลือง งานเวิ่นเว้อ ขี้เกียจลางาน ก็ไม่ต้องไป หรือไม่ก็เช่าครุยแล้วก็ไปยืนถ่ายรูปกับเพื่อนก็ได้ก็ง่ายดี That's it

"จะเอาพิธีง่ายๆอย่างธเนศวร์ว่

"จะเอาพิธีง่ายๆอย่างธเนศวร์ว่าไว้ ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ จัดแบบนี้แทบทุกที่"

ผมแค่สงสัยว่าทำไมที่เมืองไทยจึงไม่มีแบบนี้บ้างซักที่นึง .... มันจะไม่มีซักที่เลยเหรอ? หรือสังคมของเราเป้นสังคมพิเศษไม่เหมือนที่ใดในโลก :D

บางเรื่องมันก็มีคุณค่าทางจิตใ

บางเรื่องมันก็มีคุณค่าทางจิตใจนะครับ อย่างผมเรียนซัก5ปี แค่ซักซ้อม3-4วันก็ถือว่าคุ้ม มองอะไรเป็นผลกำไรไปหมด
อย่างนี้เกิดเป็นงานศพพ่อคุณผมบอกว่า ไม่ต้องสวดหรอกเสียเวลา เอาศพพ่อคุณมัดถุงทิ้งลงถังขยะเปียกก็ได้สิครับ ไม่ต้องจ่ายค่าโลงด้วย คุณจะคิดยังไง? หรือคุณคิดว่ามัน "ไม่เปลืองเวลาดี"

PP

[quote=PP]บางเรื่องมันก็มีคุณค่าทางจิตใจนะครับ อย่างผมเรียนซัก5ปี แค่ซักซ้อม3-4วันก็ถือว่าคุ้ม มองอะไรเป็นผลกำไรไปหมด
อย่างนี้เกิดเป็นงานศพพ่อคุณผมบอกว่า ไม่ต้องสวดหรอกเสียเวลา เอาศพพ่อคุณมัดถุงทิ้งลงถังขยะเปียกก็ได้สิครับ ไม่ต้องจ่ายค่าโลงด้วย คุณจะคิดยังไง? หรือคุณคิดว่ามัน "ไม่เปลืองเวลาดี"[/quote]

ผมก็เข้าใจนะครับ ว่าความคิดเห็นต่างกัน ก็ควร ยกประเด็นที่มันฟังดูแล้วเข้าท่า หรือเสนอแนวทางมา ให้ฟังดูแล้วเป็นผู้มีการศึกษาที่ได้รับพระราชทานปริญญามา ไม่ควรลากเอาบุพการรีของผู้อื่น มาใช้เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำ อันน่า สะอิดสะเอียนเช่นนี้ อาจจะชี้ให้เห็นว่า การศึกษา และ ใบปริญญาของท่านนั้น ไม่ได้ช่วยให้จิตใจสูงขึ้นเลยเหรอ ?

วิคเตอร์ wrote:PP

[quote=วิคเตอร์][quote=PP]บางเรื่องมันก็มีคุณค่าทางจิตใจนะครับ อย่างผมเรียนซัก5ปี แค่ซักซ้อม3-4วันก็ถือว่าคุ้ม มองอะไรเป็นผลกำไรไปหมด
อย่างนี้เกิดเป็นงานศพพ่อคุณผมบอกว่า ไม่ต้องสวดหรอกเสียเวลา เอาศพพ่อคุณมัดถุงทิ้งลงถังขยะเปียกก็ได้สิครับ ไม่ต้องจ่ายค่าโลงด้วย คุณจะคิดยังไง? หรือคุณคิดว่ามัน "ไม่เปลืองเวลาดี"[/quote]

ผมก็เข้าใจนะครับ ว่าความคิดเห็นต่างกัน ก็ควร ยกประเด็นที่มันฟังดูแล้วเข้าท่า หรือเสนอแนวทางมา ให้ฟังดูแล้วเป็นผู้มีการศึกษาที่ได้รับพระราชทานปริญญามา ไม่ควรลากเอาบุพการรีของผู้อื่น มาใช้เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำ อันน่า สะอิดสะเอียนเช่นนี้ อาจจะชี้ให้เห็นว่า การศึกษา และ ใบปริญญาของท่านนั้น ไม่ได้ช่วยให้จิตใจสูงขึ้นเลยเหรอ ?[/quote]

ก็เป็นแค่การเปรียบเทียบครับ แต่หากว่าทำให้หลายๆคนในนี้รู้สึกไม่ดีก็ขออภัย เพราะเห็นว่าเวบนี้ยึดเรื่องความเท่าเทียมไม่ต้องมีเรื่องอาวุโส ไม่ต้องมีกาลเทศะ

เห็นด้วยคร้า.. ที่สำคัญ

เห็นด้วยคร้า.. ที่สำคัญ ขอคุณภาพมากับบัณฑิตด้วย เต๊อะ..
ไม่ใช่ พอมาทำงาน แทบอยากเอาใบปริญญาเขวี้ยงใส่หน้า..
เสียดาย.. ค่าหน่วยกิจ ค่าชุดครุย.. เสียดาย เวลา.. ทั้งชีวิตที่ผ่านไป..
เสียดาย.. ที่ อนาคตของประเทศชาติ น่าจะต้องดีกว่านี้ ..
เสียดาย.. แม้ วัน เวลา ของอาจารย์ผู้สอนทั้งหลาย
ทำไมถึงได้ปั้นคนออกมาได้แค่นี้ (วะ)..

ขออธิบายด้วยความเห็นต่างนะครั

ขออธิบายด้วยความเห็นต่างนะครับ การเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้นด้วยสาเหตุอะไร ต้องเข้าใจกันดีที่ทุกคนยอมสละเวลากันมา เพราะความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสเข้ารับการพระราชทานใบปริญญา แต่ถ้าท่านใดบางท่านเห็นว่าเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ ทางมหาวิทยาลัยก็มีการจัดส่งใบรับปริญญาทางไปรษณีย์มาให้อยู่แล้ว ผมไม่เห็นว่ามันจะต้องเปลี่ยนแปลงตรงไหน เพราะมันมีทางออก2 ทางอยู่แล้ว หลายๆคนต้องการเข้ารับเข้าร่วม แต่คุณไม่ต้องการเข้ารับก็สามารถอธิบายและกรอกแบบฟอร์มได้ ยากตรงไหน ผมล่ะงง วันแห่งความภาคภูมิใจที่สุดอย่างยิ่งอีก1วัน2วัน3วัน ในภาพความประทับใจ ถ้าทุกท่านในที่นี้เห็นว่าเสียเวลาก็สามารถเเสดงเจตจำนงได้ จะเปลี่ยนทำเพื่อ? ในเมื่อก็ยังมีคนส่วนมากต้องการและแสดงด้วยความเต็มใจ (ยากตรงไหน ผมล่ะงง) ไม่มีใครบังคับใคร แต่ที่ไปเพราะเป็นเกียรติแก่ชีวิต เป็นศรัทธาที่นำพาเราไปครับ น้องๆและพี่ๆทุกคนที่ไปก็เป็นเช่นนั้น ถึงเหนื่อยถึงเสียเวลาแต่ทุกคนก็ยอมสละ ผมไม่เห็นมีใครหน้าบึ้งตึงเสียคนมีแต่รอยยิ้ม (คุณ PP ความเห็นด้านบนอธิบายถึอพิธีกรรมคนเสียชีวิต ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการยกตัวอย่าง แต่หลายๆคนอาจฟังแล้วตะหงิดหู) งั้นผมอธิบายเกี่ยวกับงานแต่งงานก็แล้วกัน บางคนเลือกที่จะจดทะเบียนสมรสอย่างเงียบๆ บางคนจัดงานแต่งงานเสียใหญ่โตใช้เวลาเตรียมการเป็นเดือนๆ บางทีแต่งที่ต่างจังหวัดเสร็จก็มาแต่งต่อที่กทม (ผมเห็นแล้วหลายคู่) เสียเวลามากมายกว่าเยอะ บางคู่มีอันจะกินขึ้นมาอีกระดับก็เนรมิตภายในอาทิตย์. ก็คุณมีสิทธิจะเลือก? ยากตรงไหน..ยากตรงไหน..? Pardon! คุณบอกใคร่ควรยกเลิก แต่นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หลายๆคน น้องๆ ต่างๆก็เฝ้าฝันถึงช่วงเวลานั้นเช่นกัน มันก็เป็น Special event ที่ใครหลายคนต่างรอคอย สิ่งดีๆที่ควรรักษาครับ
อ้อทิ้งทวน.. สำหรับท่านที่ไม่ต้องการรับก็สามารถเลือกที่จะไม่เข้ารับและส่งใบปริญญามาทางไปรษณีย์ได้ครับ เพราะเพื่อนของก็ติดกิจธุระทางต่างประเทศก็ทำเช่นนั้นเช่นกัน และไม่เสียเงินในส่วนที่คุณเห็นว่าไม่อยากจะเสียด้วยครับสำหรับท่านที่ไม่ชอบใจ ดังนั้นในเรื่องนี้กรุณาสอบถามหรืออ่านข้อมูลทางมหาวิทยาลัยก่อนแสดงเหตุผลครับผม

เห็นด้วย wrote:Perrer

[quote=เห็นด้วย][quote=Perrer]1. มีใครบังคับไม๊ให้คุณต้องไปรับปริญญา
2. มีใครบังคับให้คุณต้องจ่ายเงิน
3. ไม่อยากลางานก็ไม่ต้องลา
4. สมัครงานก็ไม่ต้องใช้ใบปริญญา ใช้แต่ทรานสคริป
คนที่ไปเพราะ อาจจะอยากไปเอง อาจจะถูกพ่อแม่บังคับ อาจจะอยากถ่ายรูปกับเพื่อน แต่สุดท้ายมันเป็นสิทธิของตัวเองที่จะเลือกว่าไปหรือไม่ไป เกี่ยวไรกับคนจัดพิธีการหรือคนให้ปริญญาวะ[/quote]

เกี่ยววะ คิดว่าเกี่ยว ก็คนจัดพิธีการมันไม่รู้จักคิดซะทีว่า productivity lost น่ะ มันเยอะนะ สูญเสีย สูญเปล่า เอาเวลาไปรังสรรค์งานไม่ดีกว่าหรือ น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า คนไทยนี่สนใจพิธีกรรม รูปแบบ เอาเป็นสาระหลัก[/quote]

^^ คุณคิดว่าproductivity lost สำคัญ ประเทศก็ไม่สมควรที่จะจัดงานรื่นเริงต่างๆแล้วครับ แต่ที่ทำไม่ได้เพราะยังมีด้านsociety มาประกอบด้วยครับ เหมือนกับการสร้างเขื่อน สร้างสนามบิน มีคุณานุประโยชน์หก็ยังต้องดูด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย งานวันเด็กยังมีได้ แล้วงานวันผู้ใหญ่มีไม่ได้หรือครับ ในส่วนต่างประเทศยังมีproductivity lost มากกว่าเราเลย เพราะเขามองที่พลเมืองและคุณค่าทางจิตใจ วันขอบคุณพระเจ้า การเข้าโบสถ์ productivity lost เช่นกัน การเสียสละเวลา1วันของทุกอาทิตย์ มีproductivity lostแค่ไหน แต่ที่เขาทำเพราะมองด้านคุณค่าทางจิตใจไงครับ การนับถือ พิธีกรรม เป็นส่วนหนึ่งของงานสังคม และสังคมคือส่วนหนึ่งของประเทศ อย่ามองในด้านเดียวโปรดมองหลายๆด้านและยกตัวอย่างประกอบครับ

ช่างเขาเถอะครับ อาจารย์

ช่างเขาเถอะครับ อาจารย์ นึกว่าเป็นการกระจายรายได้
ตัวกระผมรับปริญญากับเจ้าหน้าที่ของมหาลัย เพราะไม่ชอบงานพิธีการที่ยืดยาด
ค่านิยมแบบนี้คงจะค่อยๆปรับเปลี่ยนไป
let it be

ด้วยความเคารพทุกท่าน

โอยเบื่อจริง

โอยเบื่อจริง บุญคุณท่วมหัวท่วมหู ใครเลี้ยงใครกันแน่ คิดดูยังอ่ะ ถ้าไปอยู่เมืองนอกได้ไปนานแล้ว ไม่ต้องมาไล่หร็อก ระวังนาโว้ยเที่ยวไล่คนไทยออกนอกกันหมดประเทศ ไม่มีคนเลี้ยงนะเว้ยเฮ้ย