สนทนากับ พระเขมจิตโต (สุวิชา ท่าค้อ): อำนาจคือตัวกิเลสที่หยาบที่สุด ใยผู้คนมุ่งแสวงหาอำนาจกันเล่า
บทสนทนาถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตและสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำหลังจากออกจากคุกซึ่งจองจำเขาไว้เป็นเวลาเกือบปีครึ่ง ด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
วันที่ 11 ก.ค. ทีมข่าวพิเศษ ประชาไทมีโอกาสสนทนากับพระเขมจิตโต (สุวิชา ท่าค้อ) ซึ่งผ่านการอุปสมบทในช่วงเช้าของวันเดียวกันวัดชลธารบุญญาวาส ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม
เราสนทนาถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตและสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำหลังจากออกจากคุกซึ่งจองจำเขาไว้เป็นเวลาเกือบปีครึ่ง ด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
พระเขมจิตโตกล่าวตั้งแต่ช่วงแรกของการสนทนาว่า “ในทางโลก(เรื่องการเมือง) อาตมาก็จะไม่ขอพูดอะไรอีก เพราะอะไรก็ได้รู้ได้เห็นกันหมดแล้ว” พร้อมกล่าวถึงหน้าที่ของตนเองขณะนี้ว่า “ของชาวพุทธคือการเผยแพร่ธรรมะเป็นธรรมทาน เพราะถือว่าเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ธรรมะคือหนทางพ้นทุกข์ การช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์คือกุศลบุญที่ยิ่งใหญ่”
ประชาไท: ที่หลวงพี่ว่าการช่วยคนจากความทุกข์เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่นั้น สำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์เรื่องการเมืองจะช่วยได้ไหม ช่วยอย่างไร
พระเขมจิตโต: ความจริงแล้วพุทธศาสนาสอนไม่ให้เอาทุกข์เข้ามาใส่ตัวหรืออยู่กับทุกข์แต่ไม่ให้ทุกข์ พูดง่ายๆ คืออย่าเอาความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นทุกข์ของตน แต่สิ่งที่อาตมายังคิดเป็นนิวรณ์อยู่บ้าง(กิเลสระดับกลางที่เป็นอุปสรรคของผู้ปฏิบัติ) คือ สงสารคนที่ยังอยู่ในความทุกข์จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะพวกเขาคือประชาชนผู้บริสุทธิ์แต่กลับต้องมารับเคราะห์อย่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก การช่วยเหลือพวกเขาให้ลดหรือพ้นจากความทุกข์ คือ มหากุศลบุญ
สิ่งที่หลวงพี่จะช่วยได้คือ อยากให้พวกเขาเอาธรรมะเป็นที่พึ่ง ชีวิตเราเป็นของไม่เที่ยง เป็นของสมมุติ ยึดติดมากก็ทุกข์มาก เมื่อเราไม่ยึดติดเราก็จะไม่ทุกข์ สรุปคือต้องยอมรับกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น จากการสูญเสียอิสรภาพ พิการ สูญเสียคนที่รัก ฯลฯ ให้พิจารณาถึงโลกธรรม 8 คือธรรมทีอยู่คู่โลกที่ทุกคนจะต้องประสบ ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ เราไม่มีทางหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ไปได้เพราะมันเป็นธรรมชาติของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นก็ให้พิจารณามาเป็นสิ่งที่สมมุติให้เป็นเพราะเรากำลังอยู่ในโลกของการสมมุติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเราคิดได้เช่นนี้เราก็ก็ปล่อยวางจากมัน อย่าไปทุกข์กับมัน ให้ถือว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเป็นเวรกรรมของเราเอง เมื่อได้ใช้แล้วก็หมดเวรกันไป และขอให้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่ได้กระทำต่อเรา เพื่อเราจะได้สบายใจและมุ่งหน้าปฏิบัติธรรมต่อไป
ประชาไท: หลวงพี่เคยกล่าวว่าหากออกจากคุกได้แล้วก็จะบวช เมื่อได้บวชแล้วท่านรู้สึกอย่างไร
พระเขมจิตโต: ความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตอาตมาก็ได้มาถึง คือการได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จะได้ปฏิบัติธรรมเต็มที่ คือการเดินมรรค 8 เต็มกำลังในสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การปฎิบัติธรรม หลวงพี่จะต้องตัดจากทางโลกโดยสิ้นเชิงเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ (อริยทรัพย์) คือการเดินขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาประกอบกันด้วย ทางโลกและทางธรรมมันจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทางโลกผู้คนจะแข่งกันเพิ่มกิเลส (ความอยาก) และอาหารที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลสคือการก่อธรรมต่างๆ แต่ทางธรรมนักปฏิบัติธรรม (นักรบกิเลส) จะแข่งกันฆ่าทำลายล้างกิเลส ชัดเจนว่ามันจะเดินสวนทางกัน
ประชาไท: สิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไปคืออะไร
พระเขมจิตโต: ไม่อยากพูดถึงอนาคต เพราะพุทธศาสนาคือปัจจุบัน หน้าที่ขณะนี้ ชาวพุทธคือเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นธรรมทาน การให้ธรรมทานเป็นการให้ที่สูงสุด เป็นการให้อริยทรัพย์ ถ้าได้กลับออกมาก็คงจะเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป ตอนนี้พยายามดึงญาติพี่น้องเดินเข้าสู่ทางธรรม ยอมรับว่าให้คนเห็นธรรมเป็นเรื่องที่ยากมาก หากเขาสร้างบุญบารมีมาก่อนจะไม่มีทางได้เห็นธรรมหรอก อาจจะมืดไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีให้เห็นมากต่อมาก ส่วนมากเราก็ต้องปล่อยวางไป ทุกวันนี้อาตมาอยากจะหนีไปสู่ที่สงบอยางเดียว การปฏิธรรมในที่ไม่สัปปายะก็เหมือนขับเรืออยู่ในคลื่นลมแรง แต่พระที่เก่งแล้วก็คือจะอยู่อย่างไรก็ได้ ส่วนยังคงไร้เดียงสาอยู่มาก
ประชาไท: น้องชายบอกว่า หลวงพี่เปลี่ยนไปเยอะ
พระเขมจิตโต: เห็นธรรมแล้วก็อยู่เป็น ถึงจะอยู่ในทุกข์แต่จะไม่เอาทุกข์ ปกติทางธรรมจะเดินสวนทางกับทางโลก คือ ทางโลกเป็นการสะสมกิเลสซึ่งจะเข้ามาได้ทุกทิศทุกทาง หากเปรียบจิตเป็นเหมือนบ้านกิเลสก็คือขโมยที่จ้องจะเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดที่เราเผลอ ในทางโลก ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คือเป็นการแข่งขันกันสร้างกิเลส ตัวหล่อเลี้ยงกิเลสก็คือสร้างเวรกรรม แต่ในทางพุทธศาสนาเดินในทางตรงกันข้าม คือนักปฏิบัติธรรมจะแข่งกันทำลายล้างกิเลส ด้วยเหตุนี้จิตใจของเราจะต้องเดินสวนทางกับเขา แต่จะทำอย่างไรถึงจะอยู่กลมกลืนด้วยกัน ทุกวันนี้ถึงเราจะไม่มีงานทำเราก็ไม่ทุกข์ใจเลยเพราะรู้จักพอ พูดง่ายๆ คืออยู่เป็น คนรวยก็คือคนที่รู้พอ คนจนก็คือคนที่ไม่รู้จักพอ
ประชาไท: สังคมไทยบอกว่าเป็นสังคมพุทธ แต่มีความเกลียดแค้นกันมาก
พระเขมจิตโต: ซึ่งก็ไม่ใช่พุทธจริง พุทธศาสนาสอนให้ทำลายกิเลส แต่อำนาจคือตัวกิเลสที่หยาบที่สุด ใยผู้คนมุ่งแสวงหาอำนาจกันเล่า อำนาจให้คนทำได้ทุกอย่าง ทำให้ฆ่าคนได้ ต้นเหตุปัญหาของมันคือ กิเลสอำนาจ ประชาชนที่รับเคราะห์เป็นปลายเหตุของปัญหาหรือพูดง่ายๆคือเหยื่อ เขาไม่รู้เรื่องอะไร แต่กลับต้องมารับความทุกข์เต็มๆ ก็เลยคิดว่าใครที่ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นทุกข์ก็จะเป็นกุศลผลบุญที่ยิ่งใหญ่
ประชาไท: ที่ว่าช่วยประชาชนนั้น ต้องช่วยอย่างไร
พระเขมจิตโต: ในขั้นต้นเขาต้องช่วยตัวเองให้หลุดจากความทุกข์คือเข้าถึงธรรม แค่นี้ความทุกข์ก็จะบางเบาลงไปมาก แต่คนที่มีอำนาจในการช่วยเขาให้เขาพ้นทุกข์ ก็คือช่วยเยียวยา ปลดปล่อยเขาสู่อิสรภาพ และเยียวยาผู้รับผลกระทบ ทั้งความตาย ความพิการ การสูญเสียคนที่รักไป ถ้าทำได้ก็เป็นกุศลผลบุญที่ยิ่งใหญ่ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนมนุษย์ ร่วมเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน
ในทางกลับกัน คนที่ไปทำบาปกับพวกเขาก็จะได้อกุศลผลบุญตอบกลับมาเหมือนกันเพราะไม่มีใครหนีพ้นกฎแห่งกรรมไปได้
วิธีการแก้ไขปัญหาที่ง่ายและดีที่สุด คือการเอาคำสอนท่านพุธทาสมาปฏิบัติ คือ มองในส่งดี “เขาจะดีบ้าง เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู สิ่งที่ชั่วอย่าไปรู้เรื่องเขาเลย หากจะเที่ยวหาส่วนดี แต่ฝ่ายเดียว อย่าเที่ยวหาเหนื่อยเปล่าสหายเอย เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเอย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง สรุปง่ายๆๆ คือ หากคนเราคุยแต่เรื่องดีๆของกันและกัน ก็จะไม่ทะเลาะและมีปัญหากัน สังคมก็จะสงบสุขไปเอง
หมายเหตุ ติดตามคลิปสัมภาษณ์พิเศษ พระเขมจิตโต “ธรรมจากคุก” ได้ที่ประชาไท เร็วๆ นี้
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน













ท่าน ว.นกขุนทอง
ท่าน ว.นกขุนทอง ระวังตัวหน่อย
ท่าน ส.เขมจิตโต นักเทศน์ดาวรุ่งมาแล้ว
เทศน์ได้ดีกว่า
เทศน์ได้ดีกว่า หลวงพี่ไพศาลครับ
คนดี wrote:เทศน์ได้ดีกว่า
โอ้โห...
ยินดีกับธรรมที่ท่านได้พบครับ
ยินดีกับธรรมที่ท่านได้พบครับ ขอบคุณประชาไทที่ติดตามนำเรื่องเหล่านี้มาให้อ่านครับ
ในที่สุดหลวงพี่ สุวิชา ท่าค้อ
ในที่สุดหลวงพี่ สุวิชา ท่าค้อ ก็ได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตแล้ว ว่าเป็นอย่างไร แต่ขอแสดงความเสียใจด้วย ผมเห็นสัจธรรมแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ปัจจุบันสี่สิบกว่าแล้ว โถชีวิต คนอย่างเรามันก็แค่คนกระจอกในสังคมนี้เท่านั้นเอง ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลย ถ้าเราตายห่าไป ประเทศไทยก็อยู่ได้ แต่ถ้าเป็นคนใหญ่ คนโต ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไร แม่ง เดือดร้อนกันไปทั่ว กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปซะฉิบ ถ้าชาวบ้านจะแสดงความเห็นอะไรที่คิดอยู่ในใจ แสดงออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม่ง มีกฎหมายหลายๆฉบับออกมาควบคุม แต่ถ้าเป็นคนใหญ่ คนโต แค่แสดงความคิดเห็นออกมาหน่อย แม่งกลับกลายเป็นสุนทรพจน์ ไปซะอีก กูละหน่ายจริงๆเลยกับชีวิตนี้ ผมไม่ใช่เสื้อแดง ผมเสื้อเหลืองนิดๆ ผมเป็นคน ผมมีความคิด ที่ผมโพสผมไม่ได้เสียดสีใคร อย่าเสือกมาจ้องจับผิดผมนะ ผมกลัวแล้ว ผมกลัวจริงๆ ผมแค่ระบายความในใจที่ผมอัดอั้นออกมาเท่านั้นเอง ผมไม่อยากเห็นความรุนแรงในสังคมไทย ผมอยากเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ไม่ต้องมากัดกันเพราะแย่งอำนาจกัน เพราะถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมาในประเทศนี้ มันจะมาสร้างความเดือดร้อนมาถึงผมด้วย แค่นี้ก็หนี้สินบานตะไทแทบไม่มีจะแดกอยู่แล้ว ถ้ามันมีเรื่องมีราวอะไรกันขึ้นมาอีกข้าวของเครื่องใช้ก็จะขึ้นราคาไปอีก คนกระจอกอย่างผมก็จะซวยไปตามระเบียบ ผมไม่ใช่คนใหญ่ คนโต นี่ครับ ไปไหนมาไหนจะได้มีรถนำขบวน แค่นี้ขี่มอไซด์ รถยนต์มันก็วิ่งเหยียบน้ำใส่เปียกปอนไปหมดแล้ว ผมก็โพสของผมไปส่งเดชงั้นแหละครับ เครียด หากินไม่พอแดก ยังมาเจอเรื่องเครียดทางการเมืองอีก ก็เลยไปกันใหญ่เลย พลอยเครียดไปกับเขาด้วย ไม่ใช่เรื่องของตัวเองหรอก แต่เป็นคนชอบเสือกเรื่องของชาวบ้านไง มีข่าวคราวทางการเมือง หรือเรื่องเกี่ยวกับคนใหญ่คนโต ชอบเสือกเข้ามาอ่าน และแสดงความเห็นซะหน่อยตามระเบียบของคนชอบเสือก ก็ว่ากันไปนะเจ้านายอย่ามาถือสากันเลย กลัวแล้วจ้า หมายเหตุ ขอเน้นผมไม่ใช่พวกเสื้อแดงเพราะผมไม่ชอบเป็นลูกกะเป๋งใคร แต่เอียงไปทางเสื้อเหลืองนิดๆ จะมาอยู่ตรงกลางไม่ได้หรอก เพราะตรงกลางมันคือของสำคัญไม่ควรอยู่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
กิเลสเป็นของดีก็มีอยู่
กิเลสเป็นของดีก็มีอยู่ ไม่ใช่มีแต่ความน่ากลัวชั่วร้าย หากไม่มีกิเลสที่ อยากจะพ้นทุกข์ก้อคงไม่พ้นทุกข์ไปได้ หากไม่มีกิเลสที่จะต่อสู้เอาชนะมาร มารก็คงครองเมืองอย่างที่เห็นกันนี้ พุทธศาสนาสอนให้ดูที่เหตุ เพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ จึงไม่ต้องกังวลใจ ใครสร้างเหตุชั่วก็ต้องได้รับกรรรมชั่ว ใครฆ่าคนตายอันเป็นบาปหนัก ก็หลีกพ้นกรรมนี้ไปไม่ได้ แม้นจะยังไม่แสดงผลในเวลานี้
ตอนมีอำนาจก็ปัดทุกข์ให้ประชาช
ตอนมีอำนาจก็ปัดทุกข์ให้ประชาชนได้ก็เลยเหลิง เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ฝ่ายค้านรับไปเป็นผู้ก่อการร้าย รัฐบวมเป็นผู้ก่อการดียึดสนามบินยึดทำเนียบเป็นผู้ก่อการดีเตรียมบรรจุในหลักสูตรวิชาศีลธรรมประจำชาติ
ถ้านักการเมืองดีมีอำนาจก็ใช้อำนาจให้ประชาชนมีความสุขได้(แต่ไม่ทำ) ชาวบ้านเดินดินคงได้แต่สาปแช่งในใจให้พวกมันไปเร็วๆ ทำอะไรมากเดียวจะไอคุกๆ บ้านป่าเมืองเถื่อนก็แบบนี้แหละคุกมีไม่พอจะใส่คน(ประเทศที่มีธรรมะคุกจะว่างคนติดคุกน้อย) เอะอะก็ปิดนู่นปิดนี่ปิดเว็บ เอะอะก็คุก ๆ ๆ เมื่อสิ้นอำนาจวาสนาก็จะโดนเช็คบิล ก็เลยไม่อยากลงจากอำนาจ คนมีศาสนาจะเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษส่วนพวกที่ไม่มีศาสนาก็หย่ามใจทำบาป ฆ่าประชาชนไม่ผิด กฎหมายเอาผิดไม่ได้(เป็นเจ้าของกฎหมายมีผู้ใหญ่หนุนหลัง) คงต้องรออีกนานให้ถึงยุคภาษีอาน..ขึ้นแวต8% นู่นแหละถึงจะเข็ด.. คิ คิ
ไปเห็นข้อความจากเว็บไซด์อื่น
ไปเห็นข้อความจากเว็บไซด์อื่น ที่อ้างว่า คุณสุวิชา ท่าค้อ ฝากให้ครอบครัวนำมาเผยแพร่ ขณะท่านติดคุกอยู่
........................................................
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สุวิชา ท่าค้อ ฝากเตือนสติผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
ตั้งแต่ผมถูกจับกุมตัวก็ไม่ได้พบหน้าลูกๆอีกเลย และพวกเราต้องพากันจมอยู่กับน้ำตา
ผมไม่เคยก่อปัญหาใดๆให้กับสังคมมาก่อน แต่ต้องมาถูกจองจำมันจึงเป็นเรื่องที่สุดแสนจะทรมาน
เมื่อความทุกข์มาถึงจุดที่สุดผมต้องนอนร้องไห้เสมอเพราะไม่สามารถอยู่ดูแลเขาได้อีก
ดังนั้นผมจะต้องทำทุกอย่างที่จะรักษาตัวให้รอดในขณะที่อยู่ในเรือนจำคือปล่อยวางทุกเรื่อง
ผมเริ่มฝึกสมาธิอย่าจริงจังทั้งกลางวันและกลางคืนวันละหลายชั่วโมง
โดยจำต้องปล่อยวางโดยไม่อาลัยกับความเป็นหรือตายกำหนดจิตไว้ที่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว
หากจะคิดอะไรขึ้นมาก็จะรีบกลับมาที่ลมหายใจซึ่งตอนนี้ทำให้ผมมีความสุขมาก
พร้อมแล้วสำหรับการเข้าสู่การบรรพชาในทันทีที่ได้รับอิสรภาพและจะขออยู่เป็นพระตลอดพรรษา
หากลาสิกขาบทกลับมาดูแลครอบครัวก็จะอยู่ในศีล 5 หรือศีล 8 ตลอดไป
ผมมีความเชื่ออย่างแรงกลัวว่าหากใครก็ตามที่อยู่ในกรอบของศีล 5 จะไม่มีทางเข้ามาอยู่ในนี้เด็ดขาด
ผมอยากจะบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , พ่อแม่และผู้มีพระคุณและทุกคน
ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมาผมจะไม่โกรธเคืองต่อใครๆ ที่ทำให้ผมและครอบครัวจมอยู่ในกองทุกข์
ผมจะคิดแต่สิ่งดีๆที่ทำให้ผมได้เห็นสัจธรรมของชีวิตในครั้งนี้ และทำให้ผมได้ฝึกสมาธิ
ทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงไปมากในทางที่ดีและกราบขอบพระคุณทุกความช่วยเหลือมีหรือได้มี
ให้แก่ผมและครอบครัวด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง ผมอยากเตือนสติผู้ที่กำลังหลงผิด
หรือหลงเชื่อพวกไม่ไหวังดีต่อประเทศชาติ ที่ทำลายประเทศ ด้วยการปล่อยข่าวไม่ได้
ให้ให้ประชาชนที่รับข่าวสารผิด ๆ ต้องคิดในด้านผิด ๆ อย่างที่ผมเป็นมาแล้ว
เขียนโดย ครอบครัวสุวิชา ท่าค้อ ที่ 23:31