ปากคำ: กราบแผ่นดินใน บันทึก... พฤษภาคม'53

 ...สภาพแต่ละคนตอนนี้ดำไปทั้งตัวจากเขม่าควัน และคราบขี้เถ้าที่เปื้อนตัวตอนหลบกระสุน เสื้อผ้าไม่ได้ใส่ เหลือแต่ดวงตาที่ยังเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้รอบดวงตาของพวกเค้าไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป แต่มันเจือไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อล้น...

 ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้น ผมเดินตรงดิ่งไปยังจุดเกิดเหตุทันทีก่อนจะถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ใกล้ชิด

"พี่แน่ใจหรือเปล่า ว่าคนที่ถูกยิงเป็น เสธ.แดง!!"

"ก็ใช่น่ะสิ จะโกหกทำไม" การ์ด นปช.ในชุดสีดำตอบคำถามผมด้วยใบหน้าที่เหมือนจะไม่สบายแต่และเสียงที่สั่นเครือในช่วงเวลาวิกฤติ

 

วันนี้เป็นอีกครั้งที่ผมรีบเดินทางมาในจุดที่มีการชุมนุมทางการเมืองหลังได้ยินประกาศจากผู้กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเส้นทางเดินรถและเดินเรือโดยรอบ ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หยุดวิ่งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน รวมถึงข่าวการจับตายแกนนำ

ตอนที่ไปถึงก็เป็นเวลาประมาณสี่โมงกว่า ระหว่างทางไปนอกจากรถที่ติดมากกว่าปกตินิดหน่อยแล้ว อย่างอื่นไม่มีอะไรมากกว่าที่เคยเป็น เริ่มจากจุดทางเข้าด้านอังรีดูนังต์ก่อนจะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ทางสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ แยกสารสิน และออกไปทางด้านศาลาแดง ก่อนจะเดินออกไปส่งน้องที่มาด้วยกันขึ้นรถเนื่องจากทางบ้านเรียกตัวกลับด่วน ไปยืนรอรถอยู่บริเวณแยกศาลาแดงด้านหน้าแม็คโดนัลด์ รอเรียกรถนานเหลือเกิน ไม่มีแท็กซี่คันไหนรับขึ้นรถจนสุดท้ายได้นั่งสามล้อกลับบ้านไป ผมจึงเดินข้ามถนนกลับไปที่ฝั่งโรงพยาบาลจุฬาอีกครั้ง

ตั้งแต่มีข่าวกระทบกระทั่งกันที่โรงพยาบาลนี้ จุดทางเข้าออกของผู้ชุมนุมจึงเปลี่ยนด้านไปเข้าออกฝั่งสวนลุมฯ แทนเพียงด้านเดียวโดยทางเข้าออกนี้จะอยู่ติดกับประตูขึ้น-ลงของรถไฟใต้ดินพอดี 

ถ้าว่ากันจริงๆ ต้องถือว่าเดินเข้าออกสบายมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เนื่องจากเป็นพื้นที่ค่อนข้างเปิด ใหญ่ขนาดที่ว่ารถกระบะก็สามารถเข้าออกพื้นที่ทางด้านนี้ได้ ต่างจากเดิมที่จะเข้าออกแต่ละทีนั้นแสนลำบาก และถ้ามองจากด้านนอกเข้าไปนั้น แทบจะไม่สามารถมองอะไรเห็นได้เลยว่าข้างในเป็นอย่างไรบ้าง

ตรงจุดนี้เองที่แตกต่าง....

 

ทางเข้าออกของผู้ชุมนุมที่ย้ายมานี้ มองจากด้านนอกสามารถมองเห็นข้างในได้ค่อนข้างชัดเจน ผมเดินข้ามถนนมาเพื่อเข้าไปด้านในของพื้นที่ เดินอยู่ริมรั้วด้านนอกมองเข้าไปด้านในเห็น "เสธ.แดง" กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศอยู่ นึกในใจเหมือนกันว่าจะหยิบกล้องมาถ่าย แต่ก็เปล่าด้วยคิดว่าก็ถ่ายมาอยู่บ่อยครั้งแล้ว ไม่อย่างนั้นคงเป็นภาพของ เสธ.แดง ก่อนถูกลอบสังหารไม่กี่นาที

ด้านตรงข้ามของทางเข้าออกจะเป็นโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารอยู่ด้านในกันเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้เกิดความสงสัยได้ว่า ผู้ชุมนุมกำหนดทางเข้าออกได้ดีพอหรือเปล่า โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่าประมาทเกินไปหรือไม่

จังหวะที่ผมเดินเข้ามาด้านในใกล้พระรูป ร.6 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มมอเตอร์ไซด์นับสิบคันเข้ามาจอดพอดี หลังจากนั้นพวกเขาจึงมาตั้งแถวอยู่บริเวณลานใกล้ทางเข้าออก เดินเข้าไปสอบถามจากคนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าการ์ดชุดนี้ ได้ความว่าเพิ่งกลับมาจากการไปสักการะพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ผมจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ใกล้กับพวกเค้า

แต่นั่งอยู่ได้ไม่นานในสถานการณ์ที่ดูปกติทุกอย่าง ผมนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้หนึ่งกับการ์ดที่ดูแลประตูเข้า-ออกด้านนี้อยู่ร่วม 30-40 คน พวกเค้าก็นั่งกันอยู่ที่พื้น ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น มองออกไปเห็นกลุ่มคนกำลังหามผู้ได้รับบาดเจ็บอะไรสักอย่างผ่านหน้าไป แล้วก็มีคนตะโกนขึ้นมา

"เสธ.แดง ถูกยิง!!"

การ์ดทั้งหมดก็ได้ยินประโยคนี้พร้อมกันกับผม หัวหน้าการ์ดชุดนั้นยังผายมือแสดงสัญลักษณ์ให้การ์ดทั้งหมดนั่งอยู่กับที่ก่อน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปจุดที่เห็น เสธ.แดง ครั้งสุดท้ายซึ่งห่างจากจุดที่ผมนั่งอยู่ไม่เกิน 20 เมตร

หลังจากสอบถามผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุแน่ชัด ไม่ทันจะได้เคลื่อนที่ไปไหน ไฟทุกจุดในบริเวณนั้นก็ถูกดับลงทั้งหมด เสียงดังสนั่นหวั่นไหวต่อมาเป็นเวลานานต่อจากนั้น ผมไม่สามารถแยกออกว่าเกิดจากเสียงอะไรบ้าง แน่นอนว่าต้องมีทั้งพลุ ตะไล ประทัด

แม้จะได้ทราบข่าวภายหลังว่าในบรรดาเสียงเหล่านั้นมีเสียงของ M79 ที่ตกใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมด้วยก็ตาม จนเสียงเหล่านั้นสิ้นสุดลง บรรยากาศทุกอย่างในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เงียบเสียจนได้ยินแม้เสียงลมหายใจของคนที่หมอบอยู่ข้างๆ

เสธ.แดง ถูกลอบสังหารโดยสไนเปอร์...

มวลชนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุไม่สงสัยในข้อเท็จจริงนี้เลย ย้อนกลับไปในห้วงเวลานั้น อย่างที่บอกไป ทุกอย่างปกติ ไม่จริงที่สื่อมวลชนไทยรายงานว่าเกิดเสียงดังสนั่น 2-3 ครั้ง ก่อนจะลั่นไกเพื่อสังหาร เสธ.แดง ไม่จริงอีกเช่นกันที่หน้าหนึ่งบางฉบับรายงานว่ายิงกันจากภายในพื้นที่ชุมนุม เพราะจากจุดที่ผมอยู่นั้นเพียงแค่นิดเดียวจากที่ เสธ.แดง ยืนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ 

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เสธ.แดง ถูกหลอกล่อให้มาที่จุดเกิดเหตุเพื่อลอบสังหาร แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ได้เห็น เสธ.แดง ในบริเวณนี้ บ่อยครั้งที่เดินเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมแล้วจะเจอ เสธ.แดง เดินไปมาเพื่อสั่งการการ์ด นปช. อยู่เป็นประจำ ทุกคนที่อยู่ในจุดนั้น ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลั่นกระสุนไกจากปลายกระบอกปืนที่จะทำให้เราได้รู้ว่ารอบบริเวณเข้าสู่ห้วงเวลาอันตราย แม้แต่ตอนที่หาม เสธ.แดง ออกไปการ์ดที่นั่งอยู่ใกล้ผม ก็ยังไม่ระแคะระคายว่าได้มีเหตุที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น

อาจจะด้วยความประมาทหรือสาเหตุใดก็ตาม แต่หลังจากวินาทีที่กระสุนจากกระบอกปืน ลาปัว 308 ปฏิบัติการสำเร็จในภารกิจนี้ สภาพของที่ชุมนุมรอบแยกราชประสงค์ไม่เหมือนเดิมก็นับจากคืนนี้เป็นต้นไป

พร้อมกับการจากไปของ เสธ.แดง นั่นเอง...

 

 

15 พฤษภาคม 2553 

หลังจากพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ถูกปิดกั้นโดยรอบ ได้มีมวลชนรวมตัวกันในจุดต่างๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลนอกพื้นที่ชุมนุม ในจำนวนนี้รวมทั้งบริเวณด้านแยกคลองเตย ใกล้ชุมชนบ่อนไก่ ผมตัดสินใจว่าจะเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่นี้ ตอนที่ไปถึงใต้ทางด่วนพระราม 4 เป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น ได้เจอชายคนหนึ่งเอาหมวกที่เป็นลักษณะของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาให้ประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนในพื้นที่ดู 

เจ้าของหมวกใบนี้คือ มานะหรือเบิร์ด ลูกคนขายหมูในตลาดคลองเตยได้เข้ามาทำหน้าที่อาสาพยาบาล ในเวลาเกิดเหตุได้มีประชาชนคนหนึ่งถูกยิง มานะ จึงได้เข้าไปช่วยชีวิตเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล

แต่มานะก็ถูกยิงเข้าที่หัวทะลุหมวกนิรภัย ทั้งที่เค้าไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเข้าไปช่วยชีวิตคนเจ็บ... มานะ เสียชีวิตทันที

ผมเดินเข้าไปในจุดปะทะ ที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีมวลชนอยู่กันจำนวนหนึ่งจับกลุ่มพูดคุยกัน เลยจากซอยนี้ไปไม่ไกลเป็นตึกลุมพินีทาวเวอร์ ม่านควันได้กลายเป็นที่อำพรางตาให้กับมวลชน เมื่อผมไปถึงหน้าตึก แนวหน้าจำนวนหลายคนกำลังพยายามสร้างบังเกอร์ยางในจุดนี้กันอยู่ด้วยความห้าวหาญ ผมแปลกใจว่าอะไรทำให้เค้าเหล่านั้นไม่กลัวตาย ทั้งที่รู้ว่าหลังม่านหมอกควันนั้นเองเป็นทหารที่พร้อมจะสาดกระสุนเข้าใส่อยู่ทุกเมื่อ พวกเค้าทำให้ผมนับถือหัวใจทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่คอยลำเลียงยางเข้ามาสร้างบังเกอร์ แบกหม้อข้าวต้มมาให้ทาน รวมทั้งน้ำที่มาแบบไม่ขาดสาย 

และมวลชนหากจะตอบโต้ทหารบ้าง ก็ทำได้แค่ยิงบั้งไฟเล็กข้ามไปเท่านั้นเอง

ในตอนแรกที่ไปถึงดูสถานการณ์จะไม่เลวร้ายสักเท่าไหร่ แต่ไม่นานนั้นเองก็เริ่มมีเสียงทั้งกระสุนและระเบิดจากฝั่งทหารที่ยิงเข้ามาทางด้านผู้ชุมนุม พวกเราต่างต้องหลบกันจ้าละหวั่น แม้ ศอฉ.จะประกาศว่าจะใช้กระสุนจริงเฉพาะผู้มีอาวุธสงครามหรือผู้ที่เข้าใกล้เจ้าหน้าที่ก็ตาม 

ผมถอยมายืนอยู่บนตึกลุมพินีทาวเวอร์ เดินขึ้นบันไดมาที่หน้าตึก มองออกไปฝั่งตรงข้ามที่ปากซอยมีประชาชนออกมามุงดูกันไม่น้อย และด้วยความบังเอิญจึงได้ภาพของชายผู้นี้ ก่อนที่เค้าจะโดนยิงด้วยกระสุนจากฝั่งทหาร ทั้งสองรูปถ่ายมาห่างกัน 32 วินาทีเท่านั้น

คำถาม คือ เค้ามีอาวุธสงครามหรือ?

ประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน กวักมือเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่ด้านผมให้เข้าไปช่วย แต่มานะก็เพิ่งถูกยิงตายไปไม่นานนี้ พวกเค้าจึงต้องช่วยกันหามไปเอง ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ชายอีกคนหนึ่งที่ด้านฝั่งตรงข้ามก็ถูกกระสุนล้มลงอีกหนึ่งราย 

ด้วยสายตาของผมเองที่เห็น เค้าไม่ได้ดูเป็นผู้ก่อกายร้าย ไม่ได้มีอาวุธสงคราม เป็นแค่ประชาชน…

ด้านทหารยิงกันมาถี่เหลือเกิน ผมจึงวิ่งไปแอบหลังเสาตึก แค่ไม่นานก็รู้สึกว่าเสาที่ผมหลบอยู่เกิดเสียงดังสนั่น สักพักจนเสียงเริ่มซาลง ผมเดินออกมาจากเสาจึงพบว่า เสาที่หลบนี้เอง แม้จะเป็นเสาหินอ่อนก็ถูกยิงเข้าไปจนทะลุเลยทีเดียว 

ผมเริ่มรับสถานการณ์ไม่ไหว จึงตัดสินจะเดินกลับไปที่ด้านใต้ทางด่วนพระราม 4 ระหว่างวิ่งกลับได้ไปหลบพักที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ แต่ก็ถูกมวลชนที่นั่น บอกให้ผมรีบหลบเข้าไปในซอย เนื่องจากคนที่ยืนปากซอยก็เพิ่งถูกยิงไปสองคนเช่นกันเมื่อไม่ถึงสองนาที หลังจากพักอยู่ได้สักครู่ ก็เริ่มวิ่งไปต่อแต่ระยะทางที่สั้นๆ นี้ดูเหมือนไกลมากในสถานการณ์ที่ตัวเองรู้สึกถึงความอันตราย

เมื่อฟ้ามืดลง ดูเหมือนทางด้านทหารเองก็จะหยุดปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ผมจึงเดินออกไปทางด้านแยกคลองเตย เวทีของครูประทีป เริ่มมีการปราศรัยเกิดขึ้น มวลชนที่แยกนี้มีจำนวนอยู่พอสมควร ผมนึกในใจว่า ต่อให้รัฐสามารถจัดการพื้นที่แยกราชประสงค์ได้ แต่จะจัดการอย่างไรกับพื้นที่รอบนอกเหล่านี้..

ดึกคืนนั้นประมาณสี่ทุ่ม ผมนั่งมอเตอร์ไซด์เพื่อไปดูพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ นั่งผ่านเข้าไปจากทางแยกราชเวที รถยนต์ไม่ต้องพูดถึงไม่มีสักคัน ส่วนคนเดินแทบไม่มีให้เห็นเลย ทุกพื้นที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความวังเวง

ที่เหมือนจะปกคลุมอีกชั้นด้วยความกลัว เมื่อผ่านแพลตตินั่มด้านขวามือเลยไปจะเจอสะพานที่มีหน้าด่านเพื่อเข้าพื้นที่ชุมนุม แต่วันนี้กลับสงัดไปด้วยความมืด ผ่านไปเรื่อยๆ จนเจอทางเข้าที่ปากซอยเพชรบุรี 30 ในจุดนี้มีการ์ดรวมตัวกันอยู่ประมาณ 15 คน

ลัดเลาะซอยเข้าไปจนถึงพื้นที่ด้านใน บอกได้ว่าบรรยากาศตอนนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว นอกจากเสียงปราศรัยของคุณดารุณี บนเวทีแล้วแทบไม่มีเสียงอื่นให้ได้ยิน หน้าเวทีมีผู้ร่วมชุมนุมนั่งฟังอยู่ประมาณพันคน แต่พื้นที่ด้านหลังนั้นดับไฟมืดสนิท แม้มาตรการตัดเสบียงอาหารโดยการปิดพื้นที่รอบนอกจากเริ่มมาได้หลายวันแล้วก็ตาม จากการสำรวจพบว่ายังมีอาหารเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ แม้ที่จุดหน้าเวทีก็ยังมีร้านขายขนมปังสังขยากันอยู่

รอบพื้นที่ชุมนุมทุกด้านล้วนปิดไฟมืดสนิท ไม่ว่าจะเป็นด่านสารสิน หรือเมื่อออกไปทางด่านศาลาแดง ผมสำรวจที่บริเวณฝั่งตรงข้ามตึก สก.ของโรงพยาบาลจุฬา ไม่มีเสียงจากเวทีต่อเสียงมาให้ฟังเหมือนเช่นเคย บรรยากาศนี้เป็นแบบเดียวกับหลังจากวินาทีที่ เสธ.แดง โดนยิงเมื่อวันก่อน แต่ตามด้านในเต็นท์ที่ผู้ชุมนุมนอนอยู่นั้น ยังแอบเห็นปลั๊กไฟที่ยังต่อไฟกันอยู่เพื่อเปิดพัดลม เนื่องจากพื้นที่ด้านหน้าเต็นท์ก็ต้องหาสแลนมาปิด ทำให้อากาศด้านในคงอบอ้าวอยู่พอควร 

ผมไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้หน้าด่านมากกว่านี้อีก จนตัดสินใจกลับ ตอนเดินมาที่มอเตอร์ไซด์ กำลังจะก้าวขาขึ้นรถ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น พร้อมกันกับที่มวลชนที่ยังเฝ้าระวังยามดึกในบริเวณนั้นต่างอุทานกันด้วยความตกใจ

หมวกกันน็อกหล่น...

 

 

16 พฤษภาคม 2553

มีเหตุการณ์คือ คนที่ถูกยิงทั้งที่ยืนอยู่ไกลพื้นที่บริเวณต่างทางด่วนพระราม 4 จึงทำให้มีการสร้างบังเกอร์ยางในบริเวณนี้หนาแน่นมากขึ้น บรรยากาศโดยรอบวันนี้ดูน่ากลัวกว่าเดิม เหตุเพราะพอประชาชนโดนยิงในบริเวณนี้ได้ จากเดิมที่คิดว่าปลอดภัยจึงทำให้มวลชนถอยร่อนไปด้านหลัง วันนี้ผมเองหลังผ่านเหตุการณ์เมื่อวาน ยอมรับว่าใจคอไม่ค่อยดี จึงเข้าไปสังเกตการณ์แค่ก่อนถึงปากซอยสุวรรณสวัสดิ์เพียงเท่านั้น 

จนถึงช่วงกลางคืนนั้นเอง ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โลตัสเอ็กเพรส ซึ่งอยู่ถัดไปจากตึกลุมพินีทาวเวอร์เพียงเล็กน้อย สอบถามจากมวลชนหน้าด่านในภายหลังได้ความว่า ยางที่จุดไว้บนถนนได้ลามเข้าไป แต่เมื่อพยายามจะดับไฟ ได้ถูกยิงสวนมาจากฝั่งทหาร จึงทำให้ไม่กล้ามีใครเข้าไปดับ รวมถึงรถดับเพลิงก็ไม่สามารถเข้าไปพื้นที่ได้เช่นกัน...

 

 

17 พฤษภาคม 2553

ศอฉ.ออกประกาศถี่ยิบให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ราชประสงค์ทันทีในเวลา 15.00 น. ผมจึงเดินทางไปที่บ่อนไก่เร็วกว่าปกติเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น วันนี้บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าวันก่อนหน้าพอควร เนื่องจากเราสามารถสร้างบังเกอร์ได้ค่อนข้างแน่นหนา ตอนที่เข้าไปอยู่ที่ใต้ทางด่วนพระราม 4 ที่หน้าด่านส่งคนมาบอกว่าเราสามารถควบคุมพื้นที่ไว้ได้ค่อนข้างดี จึงมาเรียกคนเข้าไปเพิ่มด้านใน 

ผู้ชุมนุมท่านหนึ่งเอากระสุนให้มวลชนด้วยกันดู ผมจึงไปขอถ่ายรูปด้วย ก่อนจะมีสื่อมวลชนอื่นๆพากันเข้าไปถ่ายตาม แต่ไม่รู้ว่าจะได้ออกสื่อไหม?

ผมก็เข้าไปด้านในกับมวลชนด้วย เดินเข้าไปเรื่อยๆ วันนี้มีการเคลียร์ทางค่อนข้างดี ที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์เป็นที่รกร้างมีต้นไม้ขึ้นอยู่เต็ม แนวหน้าเราได้ถางทางไว้เพื่อเป็นทางเดินเข้าไปด้านใน เดินทะลุทางรกร้างแล้วก็ปีนบันไดขึ้นที่ตึกหนึ่ง ก่อนจะมีบันไดพาดไว้สำหรับข้ามกำแพงเพื่อลงไปสู่ตึกลุมพินีทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกที่ผมเคยไปหลบกระสุนหลังเสาที่โดนยิงวันก่อน

วันนี้ด่านหน้าก็คงอยู่ได้ตรงนี้เหมือนเดิมหลังถอยร่นมาเมื่อวาน กลุ่มมวลชนรวมตัวกันส่องหาสไนเปอร์โดยการมองสะท้อนกระจก ถ้าให้ผมพูดตามตรงคือ ผมไม่แน่ใจ อาจจะใช่ก็ได้ หรืออาจเป็นผ้าใบอะไรสักอย่างที่ลมพัดเลยไหวไปมาก็ได้

ข่าวออกว่าเรามี M79 มีอาวุธหนักมากมาย ในพื้นที่จริงซึ่งไม่มีสื่อมวลชนไทยแม้แต่คนเดียว มวลชนมีอะไร?

ประทัด เช็งเม้ง

ปืนบุ้งกี๋

อาวุธเราก็มีแค่นี้แต่รัฐบาลตอบแทนเราด้วยกระสุนเข้าที่หัวของมวลชน สไนเปอร์ที่ส่องผ่านรูยางบังเกอร์... แม่นเหลือเกิน

ช่วงที่โดนยิงคือช่วงเวลาใกล้ๆ กับที่มีรถน้ำมันไปจอดอยู่บนถนน

ผู้ชุมนุมเป็นผู้กระทำงั้นหรือ??

คุณบ้าหรือเปล่า แค่หลบหลังบังเกอร์ยังโดนยิงหัวเลย พื้นที่เราสิ้นสุดแค่นี้ ปั้มน้ำมันเป็นพื้นที่ควบคุมของทหาร ใครกันล่ะจะสามารถกระทำได้โดยไม่ถูกทหารยิง หลังจากได้รับทราบข่าวผมจึงเดินไปที่หน้าแนวบังเกอร์ยางทันที ถามว่าเห็นรถน้ำมันกันบ้างหรือไม่ เค้าเหล่านั้นจึงบอกผมว่าเห็นเข็นกันออกมาประมาณยี่สิบนาทีที่ผ่านมา

คนเข็นใส่เสื้อยืด แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีการยิงต่อต้านจากทหาร ผมจะมองผ่านรูบังเกอร์ยางก็ไม่กล้า จึงเดินทางจากหน้าตึกลุมพินีทาวเวอร์โดยออกไปทางด้านหลัง เพื่อไปที่ปากซอยงามดูพลีที่มีแนวเราอยู่อีกจุดหนึ่งเลยตึกลุมพินีทาวเวอร์อีกหน่อย

แต่ที่แนวด้านนี้ก็มีลักษณะเหมือนซอยตันคือแนวบังเกอร์ที่ตั้งไว้ ทำได้แค่ไปวางที่ปากซอยเท่านั้นไม่ได้เอาไปวางบนผิวหน้าถนนใหญ่ มวลชนก็จะกระจุกตัวกันอยู่ในซอย แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่มวลชนจะออกไปเข็นรถน้ำมันออกมาจากปั้มได้?

 

 

 18 พฤษภาคม 2553 

ผมก็ยังไปที่บ่อนไก่เช่นเดิม สภาพวันนี้ดูปลอดภัยขึ้นมาก จากใต้ทางด่วนพระราม 4 มองออกไปจะเห็นบังเกอร์ยางตั้งไว้อย่างหนาแน่นที่สุดตั้งแต่เริ่มมาเลยทีเดียวมีหลายชั้น และแต่ละชั้นสูงจนพอหลบภัยได้ดี ที่หน้าตึกลุมพินีทาวเวอร์วันนี้ บังเกอร์สูงท่วมหัวไปแล้ว ผู้ชุมนุมในบริเวณจึงปลอดภัยกันดีทุกคน ต่างจากวันก่อนที่โดนยิงหัวก็จากแนวนี้เอง

แต่การจะเดินเข้าไปที่ด่านงามดูพลี ไม่ใช่เรื่องง่าย ตามปกติต้องเข้าไปที่หลังซอยแล้วอ้อมไปที่ปากซอยงามดูพลี แต่วันนี้น้องคนนี้ยืนยันว่าไปได้โดยที่เค้าจะเป็นคนคุ้มกันผมเข้าไปเอง ผมจึงตัดสินใจเข้าไปด้านใน ผ่านตึกโลตัส เอ็กเพรสที่ไฟไหม้วันก่อน

ที่ปากซอยงามดูพลี วันนี้บังเกอร์สามารถตั้งออกไปที่แนวถนนได้ ต่างจากทุกวันที่จะวางบังเกอร์ไว้เหมือนปิดปากซอย จุดที่ผมยืนคือบริเวณธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมวลชนจะยืนตรงนี้เพราะฝั่งตรงข้ามคือธนาคาร cimb จะมีสไนเปอร์ส่องยิงมาตลอด ลองดูรูๆทั้งหลายแล้วกัน รูกระสุนทั้งนั้นแหละครับ 

กระสุนพวกนี้มาจากไหน มวลชนพยายามส่องกันอยู่หลายวันที่ตึกในภาพนี้แหละครับ เค้าบอกว่าเค้าเห็น แต่ผมมองไม่เห็น ตอนนั้นส่องจากตึกลุมพินีทาวเวอร์มองจากกระจากสะท้อนไปที่ตึกนี้อีกที

วันนี้ที่ซอยงามดูพลี ลองส่องกันอีก ลองดูในภาพครับ ที่ผมวงไว้จุดผู้ชุมอยู่ไกลสุดคือตรงที่ผมยืนอยู่นี้ เลยจากนี้ไปเป็นแนวทหารทั้งหมด ใครไปหารูปดูจากที่อื่นก็ได้ที่ถ่ายจากฝั่งทหาร จะมีกั้นด้วยรถขยะ ตึกนี้จึงอยู่ในพื้นที่ควบคุมของทหารแน่นอน แล้วใครล่ะ จะขึ้นไปทำอะไรอยู่ข้างบน ท่ามกลางรูกระสุนนับไม่ถ้วนที่หวังปลิดชีวิตมวลชน

มวลชนแนวหน้าอยากให้สื่อมวลชนเข้าไปใจจะขาด ผมเข้าไปทีนี่ดีใจกันใหญ่ เค้าวิงวอนให้เสนอความจริงครับ เพราะหากเค้าจุดประทัดจากท่อน้ำขนาดเล็ก ข่าวก็รายงานว่ายิงปืนสวน หากเค้าจุดบั้งไฟก็รายงานยิง M79 จังหวะนั้นเห็นรถขยะไฟไหม้ ผมถ่ายจากรูยางที่บังเกอร์นี่เอง

วันนี้ผมคิดว่าจะไปสังเกตการณ์ที่ด้านดินแดง ก่อนไปจึงถ่ายภาพถนนพระราม 4 ไว้และนี่คือสภาพตอนนั้นครับ

ถึงดินแดงก็ค่ำมืดแล้ว เข้าไปทางฝั่งสามเหลี่ยมดินแดงไปได้จนหัวโค้งเห็นฝั่งตรงข้ามที่เป็นธนาคารนครหลวงไทยกำลังไฟไหม้อยู่ ที่ดินแดงนี่ผมไม่คุ้นเคยพื้นที่เท่าไหร่ ที่แยกใต้สะพานกลิ่นยางคละคลุ้งเป็นอย่างมาก ถ้าตรงไปที่แยกนี้ก็จะถึงอนุสาวรีย์ชัย แต่ผมไม่กล้าเดินจึงกลับทางเดิมแล้วนั่งรถอ้อมไปอนุสาวรีย์ชัยเพื่อเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง ที่ด้านนี้มีคนปราศรัยอยู่บนรถที่ปากทางเข้า ใกล้กับตึกเซ็นเตอร์วัน ผมเดินเข้าไปเรื่อยๆ ถามคนในพื้นที่ทราบว่าตรงนี้ค่อนข้างปลอดภัยและมีมวลชนอยู่ซอยราชวิถี 1 

ในซอยตอนที่เดินเข้าไปมีคนอยู่พอสมควร เดินจนทะลุออกไปอีกด้านหนึ่งของซอยจังหวะนั้นพอดีมีรถตำรวจและรถดับเพลิงรวม 4 คัน ขับเข้าไปในเขตพื้นที่ของทหาร เข้าใจว่าน่าจะขอผ่านทางเข้าไปเพื่อดับไฟที่ธนาคารนครหลวงไทย แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม รถทั้งหมดอีกสักพักจึงต้องขับกลับออกมาเหมือนเดิม จากนั้นผมเดินกลับเข้าไปข้างในซอยอีกครั้ง ที่ด้านในซอยนี้มวลชนจะอยู่ในตึกหลังหนึ่ง

คือตึกที่อยู่ก่อนถึงธนาคารเพียงนิดเดียว เลยจากนั้นเป็นพื้นที่ของทหาร แน่นอน... รวมถึงตึกชีวาทัย เพราะงั้นตามที่สื่อมวลชนรายงานว่า ตึกชีวาทัยที่คาดกันว่ามีสไนเปอร์อยู่บนตึกนี้อยู่ในแนวของมวลชนนั้น เป็นเรื่องไม่จริง แต่ตึกชีวาทัยที่มีสไนเปอร์อยู่นั้นอยู่ในแนวของทหารต่างหาก

มีผู้หญิงคนหนึ่งทำงานแบงก์เช่นกัน เข้ามาจนถึงที่ซุ่มอยู่ของมวลชน บอกว่านอนไม่หลับ ได้ข่าวว่าทหารจะเข้าสลายตอนตีห้า ไม่สบายใจเลยต้องออกมาให้กำลังใจ...

 

 

 

19 พฤษภาคม 2553 วันสลายการชุมนุม

ผมตื่นมาแต่เช้าก็รับทราบข่าวว่าทหารเข้าสลายการชุมนุมบริเวณราชประสงค์ ช่วงสายๆ ผมเดินทางไปที่บ่อนไก่เช่นเคย เนื่องจากคิดว่าเป็นพื้นที่ๆ ผมคุ้นเคยมากที่สุด 

ผมอยู่ที่บริเวณตึกลุมพินีทาวเวอร์ ช่วงเวลาประมาณเที่ยงๆ มวลชนเรียกกลุ่มที่อยู่ใต้ทางด่วนพระราม 4 ให้เดินเข้ามาสมทบเนื่องจากทางสะดวก แล้วรวมพลเดินเข้าซอยฝั่งตรงข้ามโดนหวังเข้าไปช่วยมวลชนที่ราชประสงค์ จนมวลชนมากันได้ 2-3 ร้อยคน จึงเดินเข้าไปในซอย

เดินเข้าไปในซอยได้แค่สัก 200 เมตร ไม่ทันไรเลยครับ เสียงปืนมาแล้ว หลบกันระนาวเลย จากวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผมต้องหลบกระสุนจากสไนเปอร์หนักๆ ก็มีครั้งนี้แหละครับที่เสียวสุดๆ เสียงปืนดังทุกครั้งที่มีคนขยับตัวไปเพื่อวิ่งหนีกลับหรือวิ่งหาที่หลบที่ปลอดภัยกว่าเดิม หลบกันอยู่ไม่นานก็มีผู้บาดเจ็บทยอยมาเรื่อยๆ หนึ่งคนโดนยิงที่ไหล่ และคนนี้ผมเข้าใจว่าโดนยิงบริเวณใกล้ๆอกทำนองนี้ โหดจริงๆครับ เค้าหนีกลับไปที่ตั้งยังยิงเลย

หลบด้านในอยู่นานกว่าจะออกมาได้ก็ช่วงประมาณบ่ายโมง ตอนนั้นยืนอยู่ใต้ทางด่วน ก็ได้ข่าวแกนนำยอมแพ้พอดี แรกที่กระแสข่าวยังดูสับสน มวลชนต่างไม่แน่ใจ จนสักพักหนึ่งเมื่อชัดเจนแล้ว ผมเห็นมวลชนบางคนมองไปที่เสาทางด่วนใต้พระราม 4

ข้อความนั้นถูกพ่นด้วยสเปรย์ว่า

"พ่อหนูอยู่ไหน"

เค้ามองที่ข้อความนี้แล้วก้มหน้าร้องไห้ น้ำตาจากลูกผู้ชาย หมดแรงที่จะยืนต้องนั่งที่ข้างฟุตบาทและแม้จะอายจนต้องก้มหลบหน้าคนอื่น แต่บรรยากาศแห่งความผิดหวังอบอวลในบริเวณนั้นเหลือเกิน 

ผมตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในอีกครั้ง บริเวณแนวหน้าที่ผมคุ้นเคยกับมวลชนอยู่ทุกวัน เห็นหน้ากันประจำ ไม่ทันจะเดินเข้าไปดีเค้าเหล่านั้นก็เดินสวนกันออกมา สภาพที่แต่ละคนตอนนี้ดำไปทั้งตัวจากเขม่าควัน และคราบขี้เถ้าที่เปื้อนตัวตอนหลบกระสุน เสื้อผ้าไม่ได้ใส่ เหลือแต่ดวงตาที่ยังเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้รอบดวงตาของพวกเค้าไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป แต่มันเจือไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อล้น ทั้งที่ชั่วโมงก่อนหน้าความหวังยังมีอยู่เต็มเปี่ยม 

เค้ามองมาที่ผม..

"ไปยอมแพ้มันทำไม สู้กันมาตั้งหลายปี"

ด้วยความผิดหวังในหัวใจ หลังจากที่แปรเปลี่ยนเป็นคราบน้ำตา ก็กลายเป็นความโกรธแค้นที่พุ่งพล่าน

เมื่อใครบางคนหยิบท่อนเหล็กขึ้นมาได้ พวกเค้าเริ่มทำลายธนาคารกรุงเทพที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ผมยืนอยู่ เตรียมจะไปเผา แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะสาขานี้อยู่ติดกับชุมชนพอดี จึงขยับไปรื้อทำลายตู้โทรศัพท์แทน แต่ละตู้ที่ค่อยๆ ล้มลง 

ผมเดินออกมาจากพวกเค้าเรื่อยๆ ถ้าใครคิดว่าการเผาต่างๆ นี้เป็นไปอย่างไตร่ตรองมาก่อน ถ้าถามผม... ผมคิดว่าไม่ 

ไม่เช่นนั้นเค้าคงไม่เผายางแทบทั้งหมดใต้ทางด่วนพระราม 4 ตอนนั้น

 

จากนี้ไป ผมไม่มีรูปให้คุณดู มีแค่คำพูดเล่าให้คุณฟัง...

และมันคือ..การเผา

จากใต้ทางด่วนพระราม 4 ควันเยอะอย่างมหาศาล เราก็ออกมาเรื่อยจนถึงการไฟฟ้านครหลวงคลองเตย ผมเห็นคนปาระเบิดขวดเข้าไปครั้งแรก ไฟลุกพรึบขึ้น โดยแทบไม่ต้องทำอะไรและไม่นานไปเกินกว่า 10 นาที ไฟลุกเผาทั้งตึกวอดวาย ออกมาเรื่อยๆ ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ถูกทุบเข้าไป และหลังจากนั้นก็ตะโกนตรงกันไปยัง ช่อง 3 และเผา ก่อนจะกลับมาเผาต่อที่ตลาดหลักทรัพย์ เหล่านี้เกิดขึ้นเร็วมาก และมาเป็นทอดๆ

ตอนแรกคิดว่าตลาดหลักทรัพย์จะไม่โดนเผา แต่สุดท้ายก็โดนจนได้หลังจากที่ช่อง 3 โดนเข้าไปแล้ว การเผาทุกที่ใช้คนไม่กี่คน และยางไม่กี่เส้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยห้ามปราม ตอนแรกเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณหลังทางขึ้นลงรถไฟใต้ดิน แต่พอมวลชนไปใกล้ๆ ก็ถอยหนี ที่อยู่ในศูนย์สิริกิติ์ก็เอารถออกไปหมด

หลังเผากันจนไฟจุดติดแล้ว ก็คุยกันต่อว่าจะไปที่ไหนกันต่อ บางคนเสนอให้ไปช่อง 9 ก็ดีหรือ ราบ 11 ก็ดี แต่จังหวะที่ไม่ทันฟังว่าไปที่ไหน รถมอไซด์เคลื่อนตัวกันไป ผมซ้อนมอไซด์มอไซด์ไปสักพักเห็นทำท่าจะข้ามไปด้านพระราม 3 ก็เลยคิดว่าไกลเกิน ไม่ได้ตามไป สุดท้ายแล้วจึงกลับ แต่คาดคะเนได้ว่ากลุ่มนี้นั่นเองที่ไปเผาต่อที่ธนาคารกรุงเทพอีกหลายสาขาที่ใกล้กับถนนพระราม 3

ที่ผมเขียน เพื่อจะบอกว่ามวลชนตอนนั้นไม่ได้มีใครนำใคร ได้แค่คุยๆ กันแล้วก็เฮโลไป ไม่ได้มุ่งหมายที่ใดเป็นพิเศษ จุดที่เผาก็เริ่มตั้งแต่แถวบ่อนไก่ ลากเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ บนถนนพระราม 4 ตามอารมณ์ โดยในจังหวะที่มีรถดับเพลิงมานั้น มวลชนก็ไล่ให้กลับไปไม่ให้เข้ามาดับเพลิง แต่ก็ด้วยเป็นไปในอารมณ์ และไม่มีการยิงปืนใส่รถดับเพลิงตามข่าวใดๆ ทั้งสิ้น เต็มที่ก็แค่ดีดหนังสติ๊กเข้าไปเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยปืน...

 

สุดท้ายขอจบด้วยรูปของซากปรักหักพังเหล่านี้ 

 

 

 

ขอบคุณกราบแผ่นดินที่เสียงชีวิ

ขอบคุณกราบแผ่นดินที่เสียงชีวิตเก็บภาพและข้อเท็จจริงในมุมมองของผู้รักความยุติธรรม อยากให้แปลบทความนี้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเผยแพร่ หรือจะพิมพ์หนังสือก็ยิ่งดี ภาพของคุณบอกเล่าเรื่องได้ในตัวของมันเอง เราไม่ชมภาพสวย เพราะมันเป็นความเป็นความตายของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และของประเทศไทย

ขอบคุณสำหรับการเสนอข่าวที่ดูเ

ขอบคุณสำหรับการเสนอข่าวที่ดูเป็นกลางที่สุด เท่าที่ผมดูมา

.............................

............................................ความคับแค้น..................................

.............

.............ปี 2519 ราวนรก..............................สกปรกอกไหม้ใจแหลกสลาย
ลูกหลานชนชั้นกลางต่างหนีตาย......................ด้วยถูกหมายหัวชั่วตัวกาลี
ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์.........................ที่แพร่พิษติดประเทศพวกเปรตผี
จีนเวียตนามลาวขแมร์แผ่อินทรีย์......................เตรียมย่ำยียึดไทยไอ้สันดาน
.............ลูกหลานชนชั้นกลางต่าง ๆ ภาค...........รวมหลายหลากฝากตัวทั่วอีสาน
นักศึกษาบรรดาครูสู่ภูพาน................................ทุกเขตงานการเมืองหนุนเนื่องนั้น
หลาย ๆ ปีที่ผ่านพ้นคนหนุ่มสาว..........................บ้างเป็นกรวดเม็ดร้าวเป็นก้าวมั่น
เป็นกวีซีไรต์ใบไม้พลัน......................................พ้นทางอันตรธานผันผ่านไป
บ้างเป็นนักการเมืองผู้เปรื่องปราชญ์.....................แสนฉลาดปราดเปรื่องเรื่องไหนๆ
บ้างเป็นนักการค้าอนาคตไกล.............................เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ
.............ประเทศคอมมิวนิสต์มิตรประเทศ............ไม่ใช่เปรตใช่ผีที่เคยขาน
วันนี้ไทยได้เห็นเป็นตำนาน.................................ไม่เคยผ่านพลิกผันพลันผันพลิก
คอมมิวนิสต์คิดว่าร้ายกลายเข้มแข็ง......................ดูจีนแดงเดี๋ยวนี้ที่กระดิก
แค่พลิกตัวทั่วไปให้รู้บิ๊ก.....................................ใครตุกติกถังแตกแบกหนี้จีน
............โลกหมุนไปไทยยังจนคนยังหมอง............ผู้ปกครองเข่นฆ่ากล้าผิดศีล
เป็นประชาธิปไตยไอ้ส้นteen...............................ไยต้องปีนป่ายศพขบเคี้ยวฟัน.

หากมีโอกาสกลับไปที่นั่นอีกครั

หากมีโอกาสกลับไปที่นั่นอีกครั้งก็เอาผลงานของคุณกราบๆไปให้เขาดูบ้างซิคะ เขาคงจะดีใจ ที่อย่างน้อยก็มี "ตากล้อง" คนหนึ่ง ได้นำเรื่องราวการต่อสู้อย่างห้าวหาญของพวกเขาเผยแพร่สู่สาธารณชน

ขอคารวะในน้ำใจและหัวจิตหัวใจอ

ขอคารวะในน้ำใจและหัวจิตหัวใจอย่างสุดซึ้งครับ

ผมละอายใจยิ่งที่ไม่ได้ทำสิ่งที่มีค่าอย่างนี้ได้เช่นคุณ

ขอบคุณสำหรับการนำเสนอครับ ฝีม

ขอบคุณสำหรับการนำเสนอครับ
ฝีมือสมกับรางวัลที่ได้จริงๆครับ
หลายๆรูปนี้ อย่างอึ้ง ลงNational Geographicได้เลย

แต่ผมเชื่อว่าคุณกราบคงไม่ได้อยากให้มีรูปภาพแบบอย่างนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากกว่ามั้งครับ
มันน่าเศร้าเหลือเกิน น่าเศร้าทั้งความสูญเสีย น่าเศร้าทั้งการปิดกั้นสื่อ...

วันนี้ผมไปเยี่ยมชาวบ้านชุมชนแถวบ่อนไก่ มีพี่ผู้ชายคนนึงเค้าเล่าว่า
มีคนวางเพลิง เขาไปดับเพลิง ถูกถ่ายรูปไว้ แล้วไปโชว์ภาพเขียนประมาณว่า
นี่คือมือเพลิง มีการวางเพลิง เหมือนเขากลายเป็นคนร้าย รูปที่ว่าถูกโชว์ไปทั่วโลก
เค้ารู้สึกแย่มากที่ถูกอ้างอะไรอุบาทว์ๆแบบนั้นครับ

ผมฟังแล้วทำให้ได้คิดว่า การนำเสนอของสื่อนี่ เป็นอาวุธที่น่ากลัวจริงๆ

เศร้าจริงๆที่เกิดเหตการณ์

เศร้าจริงๆที่เกิดเหตการณ์ เช่นนี้ และเศร้ามากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเรื่องจริงถูกปิดกั้น ถูกบิดเบือน
ขอให้สักวันเป็นวันฟ้าเปิด

อ่านแล้วอยากจะร้องไห้ บอกตามต

อ่านแล้วอยากจะร้องไห้

บอกตามตรง ตอนนี้ไม่มีใครคิดถึงข้อเท็จจริงตรงนี้

อ่านเห็นใจ และเสียใจกับการเสียชีวิตของคนไทย

อ่านตรงที่บอกว่า "พ่ออยู่ไหน" แล้ว

ร้องไห้เลยค่ะ ถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้น เราก็คงคิดอย่างนี้

ขอบคุณนะคะ ที่เอาบทความและถาพภ่ายมาลง

ความเป็นกลาง คงหาได้ยากจากสื่อเมืองไทยในตอนนี้

เวลามีคนมาประท้วงใหญ่แล้วมีกา

เวลามีคนมาประท้วงใหญ่แล้วมีการปะทะกันขนาดนี้ ถ้าดีหน่อยก็แค่เจ็บ แย่ก็ตาย

ปัญหาคือ คนไทยก็เห็นกันทั่วว่างานนี้มีมือที่สาม (ผู้ก่อการร้าย)

เสื้อแดงก็ว่า ทหารยิงเสื้อแดง
แต่
คนไทยก็ได้เห็นว่ามีเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ มีเสื้อดำยิงทหาร
มีทั้งเสื้อแดง นักข่าวและผู้บริสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บและตาย จากมือที่สาม จากคนเสื้อแดง จากทหาร

ข้อเขียนของคุณ ผมว่าไม่กลางหรอก.. คุณแค่ถ่ายทอดจากมุมมองของคุณเท่านั้น
หลายภาพ หลายรูปที่ออกสื่อ ที่คุณไม่มี ไม่ได้เอามาลง
ก็รู้กันอยู่ว่า ในกลุ่มคนเสื้อแดงก็มีคนเลวๆ มีอาวุธมากกว่าประทัดมากมาย

ยิ่งเสื้อแดงออกมาเผาห้างร้าน ทำให้เจ้าของร้านรายย่อย คนกรุงเทพฯ เดือดร้อน
เผาไม่เผาเปล่า ขโมยของเค้าด้วย (มีภาพให้เห็นในสื่อต่างๆมากมาย)

มันทำให้ความชอบธรรมของคนเสื้อแดงหายไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะผลลัพธ์ ที่เห็น นอกจากการตาย การเจ็บของคน(ทั้งแดงและไม่แดง)
ภาพที่เห็นกันอยู่ว่า เสื้อแดงทำลาย ขโมย มันแสดงชัดว่า คนเหล่านี้(ส่วนหนึ่ง)ไม่ได้มาเพื่อ
ประชาธิปไตยอย่างที่กล่าวอ้าง และภาพนี้มันทำลายภาพในเชิงดี(ถ้ายังจะมีอยู่บ้าง)ไปหมด
ทำให้ผมไม่แปลกใจว่าทำไม คนไทยส่วนที่ไม่แดง ถึงค่อยๆกลายเป็นคนเกลียดเสื้อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ

จนแต่ก็ต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ทำตัวเป็นขโมย เป็นคนเผาบ้านเรือน ที่ทำกินของคนอื่น
เสื้อเหลีองเค้าก็มีส่วนเลว แต่เค้าก็ไม่ถึงกับเผาสนามบิน หรือ ทำให้แหล่งทำกินของคนอื่น
มอดเป็นเถ้าถ่านแบบนี้

ฝากให้เสื้อแดงไว้พิจารณา

เสื้อแดงอย่างผมพิจารณาว่า ยัง

เสื้อแดงอย่างผมพิจารณาว่า
ยังไงผมก็ฟังคนที่ไปเจอเหตุการณ์จริงๆมาดีกว่าครับ
ดีกว่าฟังพวกเขียนข้อความตามความคิดของตัวเองทั้งๆที่ตัวเองพร้ำเพ้ออยู่แค่หน้าคอมพิวเตอร์ครับ ไม่ทราบว่าเสพแต่สื่อ
3 5 7 9 nbt astv รึปล่าวครับถ้าผมเดาไม่ผิดประมาณว่า เข้าอินเตอร์เนท เวปแรกที่เข้า คือ manageronline ใช่ไหมครับ

ฝากเสื้อเหลืองพิจารณาด้วยนะครับว่าใช่รึปล่าว

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน